 |
- ชีวิตนักเรียนฯ ในสหรัฐ : My Life & Experience in the United States School of Law
 - การเรียนกฎหมายสหรัฐ :Course Outlines & Study In U.S. Law School [ JD. / LL.M. / JSD./ SJD. Program ]
- ว่าด้วยหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ : The U.S. Constitutional Law : Rule and Legal Issues
- กระบวนการยุติธรรมสหรัฐ: Law & Order - Criminal Justice System: Criminal Law & Criminal Procedure Issues, 4th, 5th, & 6th Amendment, to the U.S. Constitution
- กฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ : U.S. Intellectual Property Law : Trademark & Unfair Competition Law, Patent and Copy Rights Law
- กฎหมาย อำนาจ ผลประโยชน์ กับ การเมืองของไทย : Law & Problems in Thai Politics v. Fucking Coup
- บางปัญหาหลักกฎหมายมหาชน และหลักนิติรัฐของไทย: Rule of Law (Etatdedroit ) & Constitutional & Legal Issues in Thailand
- นำเที่ยวในสหรัฐและแคนนาดา : Travel Around the United States & Canada [ Victoria, Vancouver, California, Arizona, Florida, Pennsylvania, Ohio, Chicago, Indiana, New York, etc.]
- การท่องเที่ยวในญี่ปุ่น : Travel Around Japan [Tokyo / Kyoto / Nara / Osaka / Hakone / Kamakura / Niko ]
- ท่องเที่ยวในอังกฤษ & ยุโรป : Travel Around England, Scotland and Europe [France, Belgium, Germany ]
- เพื่อสถาบันตำรวจไทย : The Royal Thai Police
- แด่ทวีธาภิเศก เตรียมทหาร นายร้อยตำรวจ และธรรมศาสตร์ : Educational Institute Alumni
- ขายความคิด นานาสาระ เล่าสู่กันฟัง : Idea Retailor & Current Global Problem Story
- ชีวิตหลังการศึกษา สู่โลกแห่งความเป็นจริง
- เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการสอบสวนคดีอาญาของพนักงานสอบสวนและสั่งคดีของพนักงานอัยการ
- บางมุมเกี่ยวกับผู้เขียน : About Me and My Life
|
 |
 |
|
|
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
 |
 |
 |
|
จีน อินเดีย และ การเปลี่ยนแปลงบทบาทเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ในยุคปัจจุบัน
ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ UIUC มีการสัมมนาที่น่าสนใจหลายประการ ไม่เฉพาะเรื่องที่เขียนเป็นชื่อ Topic แค่นั้น แต่มีหลายเรื่อง ดังนี้ ครับ
เรื่องแรก
เมื่อวันที่ ๗ และ ๘ มีนาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา College of Law ร่วมกับ Center for Advanced Study initiative on Science and Technology in the Pacific Center, Center for East Asian and Pacific Studies และ Institute for Genomic Biology and the Academy for Entrepreneurial Leadership ได้ร่วมกันจัดสัมมนาเรื่อง " The Changing Role of Intellectual Property in Asia: Moving Beyond "Producers" and "Consumers" " ซึ่งมีใจความสำคัญ คือ ศึกษาบทบาทของจีน และ อินเดีย ในโลกของกฎหมายและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในด้านอุตสาหกรรมและการเกษตร ซึ่งปัจจุบัน จีนและอินเดีย มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่รวดเร็วมาก เป็นต้นว่า ในครึ่งปีแรกของ ๒๐๐๗ จีนมีตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่า ๑๑ เปอร์เซ็นต์ นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ ได้ทำนายว่า จีนและอินเดีย จะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในทศวรรตที่จะมาถึง
อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตจากผู้เข้าร่วมอภิปรายทั้ง ผู้เชี่ยวชาญและผู้แทนจาก WTO จีน อินเดีย และในสหรัฐฯ เห็นพ้องตรงกันว่า จีนอาจจะเสียเปรียบอินเดีย ตรงที่ว่า ระบบกฎหมายจีนนั้น เป็นเพียงกฎหมายบทกระดาษที่ไร้ความหมายและไร้ค่าบังคับ โดยเฉพาะกฎหมายที่ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ระบบกฎหมายจีน มีความไม่แน่นอนสูงมาก โดยเฉพาะในแง่การบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย (Implementation & Enforcement) ศาลท้องถิ่นของแต่ละมลฑล ตัดสินคดีแตกต่างกันไปอย่างมากทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงเดียวกัน อีกทั้งประเทศจีน ยังมีการปกครองในระบอบเผด็จการ การลงทุนในจีน จึงมีความเสียงมากกว่า ในอินเดีย ที่เป็นประเทศประชาธิปไตย และมีการพัฒนาการของกฎหมายที่ดีกว่าในประเทศจีน โดยเฉพาะกฎหมายประเทศจีน ที่บังคับให้ประเทศต่าง ๆ ที่เข้าไปลงทุนในจีน จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้จีนด้วย ซึ่งไม่ข้อเรียกร้องประเภทนี้ ในอินเดีย อีกทั้งในอินเดียเอง มีการลงทุน ทางด้านวิจัยและพัฒนา (R & D) อย่างมาก เพื่อส่งเสริมให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของอินเดีย ได้รับการพัฒนาและก้าวหน้าทันโลก
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาในอินเดีย โดยเฉพาะในด้านเภสัชและยารักษาโรคนั้น การให้เอกชนดำเนินการพัฒนาและคิดค้นยา นั้นเป็นสิ่งที่ล้มเหลว เพราะ บริษัทเอกชน ก็มุ่งแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว การพัฒนายา ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้สูงสุด หรือ ยาที่สำคัญต่อการรักษาโรคต่าง ๆ กลับไม่ได้รับความสนใจ และ ไม่ได้ตอบสนองความต้องการดังกล่าว ข้อเสนอของ ผู้เข้าร่วมสัมมนาจาก UC-Berkeley จึงเห็นว่า รัฐบาลของอินเดีย (ซึ่งรวมถึงประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย) จะต้องเข้ามาสนใจ และหันมาดำเนินการลงทุนเพื่อพัฒนายาให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างจริงจัง เพราะโดยธรรมชาติ เอกชน ไม่ประสงค์จะลงทุนใด ๆ หากไม่ได้กำไรสูงสุดอยู่แล้ว
รายละเอียดในเรื่องนี้ สามารถติดตามจากงานเขียนของผู้เข้าร่วมสัมมนา เป็นต้นว่า Alan Wm Wolff อดีตทูตสหรัฐฯ , Heping Cao จาก Yunna University , Doris Long อดีตผู้เชียวชาญประจำ WTO, Jerome Reichman จาก Duke Law School , Jayshree watai - Counsellor (Intellectual Property Division) WTO, Fred Abbott - Florida State University, Antony Taubman, Director of Global IP Issues Division and Life Science Program - World Intellectual Property Organization (WIPO) เป็นต้น
เรื่องที่สอง
เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๑ เวลาเที่ยง องค์กรนักศึกษาของ UIUC College of Law ได้จัดการเสวนาพิเศษ ทางด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยเชิญอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายสิ่งแวดล้อม คือ ท่าน ศาสตราจารย์ Freyfogle และ ศาสตราจารย์ Morriss ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Business, Economic & Law มาเสวนาเกี่ยวกับเรื่อง บทบาทของรัฐบาล ในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม
ศาสตราจารย์ Freyfogle ได้พูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ปัญหาโลกร้อน และการใช้และแสวงประโยชน์จากทรัพย์สินของปัจเจกชน ที่สร้างปัญหาในชุมชน สิ่งแวดล้อม และ ประเทศชาติ ว่าควรจะได้รับการทบทวนจากรัฐบาล โดยรัฐบาล ควรจะต้องเข้ามามีบทบาทในการใช้และแสวงประโยชน์จากทรัพย์สินประชาชนนั้นว่า ได้สร้างมลพิษอย่างไร โดยให้รัฐบาลมีอำนาจออกกฏเกณฑ์ต่าง ๆ มาควบคุมอย่างกว้างขวาง
ศาสตราจารย์ Morriss เห็นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยท่านใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์และหลักประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพย์สิน เช่น หลัก Transaction Cost [หลักการนี้ มีใจความสำคัญว่า ถ้าการดำเนินการทางธุรกิจใด ๆ หากมี Transaction Cost ต่ำ แล้ว ศาลและรัฐผู้มีอำนาจ ก็ไม่ควรจะมายุ่งเกี่ยวใด ๆ Ed.] เป็นที่ยอมรับว่า ความสามารถในการบริหารจัดการทรัพย์สินของประชาชนหรือของเอกชน ที่มีความสามารถเหนือกว่า รัฐบาลอย่างมากมาย การบริหารจัดการทรัพย์สินของเอกชน จึงไม่ควรถูกจำกัด เพราะการจัดสิทธิ์เหนือที่ดินและทรัพย์สินของประชาชน นั้นไม่ควรมี รวมถึง รัฐบาลกลาง ยังควรจะส่งเสริมให้มีการ Privatization ทรัพย์สินส่วนรวม เช่น National Park โดยมอบให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการอย่างเต็มกำลัง ซึ่งประชาชนพร้อมที่จะจ่ายในราคาสูงขึ้น หากมีการบริหารจัดการได้ดีขึ้น
ศาสตราจารย์ Frefogle โต้แย้งว่า เรื่องประสิทธิภาพนั้น เป็นเรื่องที่ยอมรับ แต่ในด้านการแสวงประโยชน์จากทรัพย์สิน และการใช้สิทธิของประชาชนอย่างเต็มกำลัง ย่อมกระทบต่อสิทธิของประชาชนในด้านอื่น ๆ ด้วย การมีกฎเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อม ย่อมจะต้องสำคัญกว่า โดยเฉพาะปัญหาด้านมลพิษ ที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ยาวนาน ในอนาคต ฯลฯ และจะต้องใช้ทุนมากมายมหาศาล ซึ่งโดยปกติ เอกชน ไม่มีทางลงทุนอยู่แล้ว การดำเนินการโดยรัฐ และ การควบคุมต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล และจำเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องที่สาม
เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๑ ทาง College of Law โดยกองทุน ศาสตราจารย์ David C. Baum อดีตอาจารย์ รร. กม. ที่ UIUC ได้เชิญ Professor Kathleen Sullivan อดีต คณบดี Stanford Law School มาบรรยายเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพในการพูด พัฒนาการตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน และแนวโน้มในอดีต ภายใต้การควบคุมศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในยุคของ Justice Robert ซึ่งเป็นบรรยายครั้งนี้ เป็นการบรรยายครั้งที่ ๖๘ ตามโครงการ David C. Baum Lecture on Civil Liberties and Civil Rights ท่านบรรยายในหัวข้อ "Who is Free Speech For? Who is For Free Speech?" ศาสตราจารย์ Katheleen Sullivan กล่าวได้อย่างคล่องแคล่งน่าฟัง สมกับที่ผมหลงไหลเธอมานาน ตั้งแต่ใช้หนังสือ Constitutional Law เรียนที่ Indiana University - Bloomington ในปี ๒๐๐๓ สาระใจความคือ ทำไม เราต้องปกป้อง คำพูดที่เราเกลียด (Protect the speech we hate.)
แนวโน้มในปัจจุบัน สิทธิตาม First Amendment ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ถูกใช้ไม่ใช่เพื่อปกป้องสิทธิของฝ่ายเสรีนิยมเท่านั้น แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ยังอ้างหลักการเดียวกัน ในการแสดงความคิด อย่างเสรี และปฎิเสธ ที่คุ้มครองแนวคิดด้านต่าง ๆ ของฝ่ายเสรีนิยม โดยเฉพาะเรื่อง สิทธิของการโฆษณาแนวคิดทางการเมือง สิทธิของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการแสดงความคิดเห็น เป็นต้น ในอดีตนั้น การคุ้มครองเสรีภาพในการพูดในสหรัฐฯ ค่อนข้างกว้างขวาง มีข้อจำกัดเพียงบางประการ เป็นต้นว่า ถ้อยคำนั้น อาจจะยั่วยุให้เกิดอันตรายต่อสาธารณะชนและประชาชนได้ง่าย รัฐก็อาจจะควบคุมได้ แต่ถ้าเป็นเพียงถ้อยคำไม่น่าฟัง หรือ การกระทำที่ถือเสมือนเป็น Freedom of Speech เช่น การใส่เสื้อที่เขียนต่อต้านนโยบายของรัฐบาล การไม่เคารพธงชาติ เพราะเห็นว่า มันขัดต่อหลักทางศาสนา ฯลฯ เหล่านี้ รัฐไม่อาจจะออกกฎหมายมาลงโทษได้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในปัจจุบันของศาลสูงสุดยุค Robert มีแนวโน้ม ที่ควบคุม Speech มากขึ้น โดยเฉพาะ กรณีที่องค์กรนั้น สถาบันนั้น ๆ ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ การคุ้มครองการแสดงความคิดเห็น จะมีข้อจำกัดอย่างมาก เป็นต้นว่า ครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก ไม่อาจจะวิพากวิจารณ์นโยบายของโรงเรียนได้อย่างเต็มที่ ดังเช่นอดีต
รายละเอียดเกี่ยวกับผลงานทางวิชาการอื่น ๆ สามารถติดตามได้จาก:
Kathleen M. Sullivan, Public Values in and Era of Privatization--The New Religion and the Constitution, 116 Harvard Law Review 1397-1421 (March 2003).
Kathleen M. Sullivan, Political Money and Freedom of Speech, 30 University of California, Davis Law Review 663-90 (1997).
Kathleen M. Sullivan, Alan Brinkley, and Nelson W. Polsby, The New Federalist Papers: Essays in Defense of the Constitution, New York: Twentieth Century Fund, W.W. Norton, 1997. 179 pages
Kathleen M. Sullivan, Free Speech and Unfree Markets, 42 University of California, Los Angeles Law Review 949-65 (1995).
Kathleen M. Sullivan, Religion and Liberal Democracy, 59 University of Chicago Law Review 195-223 (1992).
Kathleen M. Sullivan, The Supreme Court, 1991 Term -- Forward: The Justices of Rules and Standards, 106 Harvard Law Review 22-123 (1992).
Kathleen M. Sullivan, Unconstitutional Conditions, 102 Harvard Law Review 1413-1506 (1989).
เรื่องที่สี่
เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๑ ศาสตราจารย์ Tom Ginsburg ซึ่งเป็น Director ของ The Program in Asian Law, Politics and Society แห่ง University of Illinois College of Law ร่วมกับ Center for East Asian and Pacific Studies (EAPS) ได้เชิญ Professor Stanley Lubman แห่ง UC - Berkeley มาบรรยายเกี่ยวกับกฎหมายของประเทศจีน ในภาวะปัจจุบัน ศาสตราจารย์ Stanley Lubman สนใจและ ศึกษากฎหมายของประเทศจีน มาตั้งแต่ ปี ค.ศ. ๑๙๖๐ ซึ่งปัจจุบัน ถือเป็นบุคคลสำคัญทางวิชาการกฎหมายของประเทศสหรัฐฯ เมื่อกล่าวถึงประเทศจีนเลยทีเดียว ท่านได้กล่าวโดยสรุปว่า ประเทศจีน มีการพัฒนาการทางกฎหมายในรูปลายลักษณ์ที่ดีมาก แต่ดีเฉพาะในกระดาษเท่านั้น ในเชิงค่าบังคับนั้น มีความไม่แน่นอนสูงมาก ทั้งในระดับกฎหมายที่ตัดสินโดยศาลในปักกิ่ง และ กฎหมายเดียวกันที่ตัดสินโดยศาลท้องถิ่น ที่แตกต่างกันไป อย่างน่ามหัศจรรย์ สาเหตุประการสำคัญของระบบกฎหมายจีนนั้นสืบเนื่องมาจาก การที่ศาลจะต้องฟัง Policy จากฝ่ายการเมือง จนกลายเป็นว่า Policy อยู่เหนือระบบกฎหมายที่ควรจะเป็น ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนของผลทางกฎหมาย
กฎหมายของจีน จะมีลักษณะที่เหมือน ๆ กัน คือ มีการร่างแบบหลวม ๆ คือ มีความกำกวมและคลุมเคลือในการใช้คำอย่างมากมาย เพื่อให้การตีความได้กว้าง ซึ่งหากจะกล่าวไป น่าจะถือว่า ขัดต่อหลักธรรมนูญ ที่กฎหมายจะต้องมีความชัดเจนเพียงพอที่จะบอกว่าได้ว่าประชาชนทำสิ่งใดได้ ทำสิ่งใดไม่ได้ โดยจะต้องประกาศล่วงหน้า วัฒนธรรมทางกฎหมายของจีน จึงเป็นระบบกฎหมายที่คลุมเคลือ ขาดความแน่นอน และ ไม่มั่นคงในการบังคับใช้ รวมถึงวัฒนธรรมในการคอรัปชั่นอย่างสูงสุด และกว้างขวาง ในจีนเอง ก็ก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากมายในการบังคับใช้กฏหมายด้วยเช่นกัน
จีนยังมีวัฒนธรรม ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ส่วนตัว (Personal Relationship) มากว่า ระบบกฎหมายที่ดี การมีเครือขายและความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจในทางการเมือง จึงมีผลสำคัญอย่างมากกว่าปัจจัยอื่น ๆ ในการลงทุนในประเทศจีน ท่านกล่าวในตอนท้ายว่า จะว่าไปจริง ๆ ประเทศจีนในปัจจุบัน หลาย ปัญหาในทางกฎหมาย ก็จะคล้ายสหรัฐ ในช่วง ค.ศ. ๑๙๘๐ และจีนเอง ก็ยังมองภาพตนเองไม่ออกว่า จะออกแบบระบบที่ดีอย่างไร ทั้งในด้านกฎหมายและระบบเศรษฐกิจ ระบบกฎหมายจีนในช่วงตั้งแต่ ปี ค.ศ. ๑๙๖๐ ที่ผ่านมา จึงเดินไปอย่างเชื่องช้าและไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ซึ่งอาจจะมีสาเหตุหลายประการ รวมถึงปัญหาทางการเมืองและการคอรัปชั่นที่กว้างขวางด้วย
เรื่องสุดท้าย
ท้ายที่สุด จะกราบเรียนท่านพ่อแม่พี่น้องว่า อีกสองสามเดือน ผมจะกลับไปรับใช้ชาติแล้ว จะได้ทำงานตอบแทนเงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องอย่างเต็มกำลังเสียที ที่ผ่านมา ได้พยายามเขียนบล๊อก ก็ด้วยวัตถุประสงค์ จะตอบแทน พระคุณแผ่นดิน เท่าที่คิดได้ คือ การเผยแพร่ สิ่งที่เรียนรู้มาให้กับ พ่อแม่พี่น้อง ที่อยู่เมืองไทย เท่าที่เวลาจะอำนวย (ซึ่งแน่นอนว่า อาจจะมีข้อผิดพลาดบ้าง ) แต่ก็คิดว่า ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะแต่ละปี นักเรียนทุนรัฐบาล ๑ คน ได้รับเงินจากภาษีประชาชน จำนวนไม่น้อยเลย ทั้งเงินค่าเล่าเรียน และค่ากินอยู่ โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยเอกชน แล้ว ค่าเทอมปีหนึ่ง ก็ประมาณ ๔ หมื่นเหรียญ ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนอีก ปีละประมาณ ๑ หมื่น ถึง หนึ่งหมื่นหกพันเหรียญ หากมาเรียนแล้ว ไม่ได้ทำอะไรตอบแทนเลย ก็ดูจะใช้ไม่ได้ในความคิดของผมเอง (ซึ่งผมไม่ได้ตัดสินว่าใครทำถูก ทำไม่ถูกนะครับ)
ผมเอง อยากเห็น คนที่ชาวโลกบอกว่า เก่งนักหนา เรียนโรงเรียนดัง ๆ มหาวิทยาลัยดัง ๆ ค่าเทอมแพง ๆ ใช้ชีวิตหรูหรา ในเมืองใหญ่ ได้สร้างผลงานให้โดดเด่น ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ ให้พี่น้องประชาชน เป็นต้นว่า เผยแพร่ความรู้ทาง blog & website, etc. เพื่อให้เพื่อน ๆ พี่น้องประชาชน ฯลฯ ได้เข้าไปอ่าน ได้คิด เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณแผ่นดินและพี่น้องประชาชนด้วยเช่นกันครับ เพราะเรียนที่ โรงเรียนดัง ๆ มหาวิทยาลัยดัง ๆ แล้ว ไม่ได้ทำอะไรเพื่อแผ่นดินเลย ไม่เผยแพร่สิ่งที่ตนเรียนรู้มาแบ่งปันกันเลย หากเป็นนักมวย ก็ดูเหมือนจะเป็นนักมวยที่ชกไม่สมศักดิ์ศรี แล้วเจอกัน Blog หน้า หลังจากที่ผม กลับจากการไปพักผ่อนระหว่าง Spring Break ที่ Canada และ California ( คลิ๊ก เพื่ออ่าน Blog นี้ ) ครับ
หมายเหตุ:
เนื้อความข้างต้น เขียนจากความทรงจำ ท่านผู้อ่าน โปรดทราบไว้ด้วยว่า ความทรงจำของมนุษย์ธรรมดาอย่างผู้เขียน ย่อมมีข้อผิดพลาดได้เช่นกัน อย่าคาดหวังว่า จะถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
| Create Date : 15 มีนาคม 2551 |
| Last Update : 20 มีนาคม 2551 14:06:03 น. |
| |
|
|
|
|
 |
 |
 |
 |
|
|
|
| POL_US |
 |
|
|
Location :
UIUC: ILLINOIS Thailand
[Profile ทั้งหมด]
|
My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
|
คลิ๊ก เพื่อ Update http://www.siriphon.com หรือ http://www.jurisprudence.bloggang.com
ประวัติผู้เขียน
และ
ตัวอย่างการเขียน Resume
กองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ค้นหากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนได้ที่นี่
University of Illinois 22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members
ผู้เขียนสำเร็จการศึกษาจาก ทวีธาภิเศก และ เตรียมทหาร ป.ตรี ทางรัฐประศาสนศาสตร์ จากนายร้อยตำรวจ จากนั้น ได้ศึกษากฎหมายและรัฐศาสตร์ ที่ ธรรมศาสตร์ และ เนติบัณฑิต ทั้งในระดับ ป.ตรี และ โท ก่อนได้รับทุนรัฐบาลศึกษาต่อ ป.โท (LL.M) - เอก (JSD) ทางกฎหมาย ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๓ ถึง ปี ๒๐๐๘ ปัจจุบัน กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รองผู้กำกับการฝ่ายตรวจสอบสำนวนอุทธรณ์และฎีกาคดี สำนักงานกฎหมายและคดี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว
ตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบก่อนมาศึกษาต่อ ทำหน้าที่พนักงานสอบสวน, นิติกร - ที่ปรึกษาและคณะกรรมการทางวิชาการและกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหลายคณะ
นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่พิจารณาคดีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง เกี่ยวเนื่อง คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การเงินการธนาคาร ฯลฯ ที่พนักงานอัยการในเขตกรุงเทพมหานคร สั่งไม่ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา ๑๔๕ เพื่อเสนอความเห็นชอบหรือเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้อัยการสูงสุดชี้ขาดต่อไป
ก่อนหน้านี้ เคยทำหน้าที่เป็นฝ่ายวิจัยและพัฒนากำลังพล ของกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและสอบสวน ในระหว่างทำหน้าที่สารวัตรงานนโยบายและแผน และ สารวัตรงานธุรการและกำลังพล ของกองคดี ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ถึง ๒๕๔๔
ปัจจุบัน ผู้เขียนได้กลับเข้ารับราชการ ในตำแหน่งนิติกร ประจำส่วนตรวจสอบสำนวนคดีอุทธรณ์และฎีกา สำนักงานกฎหมายและสอบสวน แล้ว ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และให้คำหารือ เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของตำรวจ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายอาญา กฎหมายรัฐธรรมนูญ และ กฎหมายปกครอง รวมทั้งระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังได้รับแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการฯ ยุติธรรมและตำรวจ ของวุฒิสภา ตั้งปี ปี พ.ศ.๒๕๕๒ เป็นต้นมา
สำหรับเนื่อหาใน Blog นี้ เป็นความพยายามที่จะตอบแทนภาษีของประชาชน ที่ได้ส่งเสียให้ผู้เขียนมาเรียนต่อในต่างประเทศ จนจบระดับสูงสุดทางกฎหมาย จึงประสงค์จะถ่ายทอด ความรู้ และประสบการณ์ ที่ผู้เขียนได้พบเห็น เรียนรู้ ระหว่างการมาอยู่ในสหรัฐฯ รวมถึง การสะท้อนความเห็นที่มีต่อระบบกฎหมายกับหลักนิติรัฐ อีกทั้ง ยังกล่าวถึงประเด็นปัญหาทางการเมืองที่เกี่ยวพันกับหลักกฎหมายมหาชนที่น่าห่วงใยในประเทศไทย ซึ่งหวังว่า จะเป็นประโยชน์ในทางวิชาการ หรือ ให้ข้อคิดเห็น สำหรับบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ได้มีความยั้งคิดบ้าง ไม่มากก็น้อย
อนึ่ง เนื่องจากผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้รอบรู้ในทุกเรื่อง หากมีเนื้อหาใดผิดพลาด คลาดเคลื่อน หรือมีทัศนคติที่แตกต่างกันไป แล้วผู้อ่านได้กรุณาแนะนำไว้ ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งในการปรับปรุงเนื้อหาต่อไป
![POL_US: [POOR] ENGLISH VERSION](http://www.geocities.com/phon_31/iurelief.jpg) POL_US: [POOR] ENGLISH VERSION
ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!
Forum แลกเปลี่ยนแนวคิดในการสมัครเรียนต่อปริญญาโทในสหรัฐฯ : http://www.gomasterdegree.com
Online Users
|
|
 |
|