*** พื้นที่ส่วนตัวของ พันตำรวจเอก ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ผู้กำกับการกลุ่มงานกฎหมาย กองกฎหมาย สำนักงานกฎหมายและคดี นี้ จัดทำขึ้นเพื่อยืนหยัดในหลักการที่ว่า คนเรานั้นจะมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมีเสรีภาพในการแสดงความคิดโดยบริบูรณ์ และความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีอำนาจใดจะพรากความเป็นมนุษย์ไปจากเราได้ ไม่ว่่าด้วยวิธีการใด ๆ และอำนาจผู้ใด ***
*** We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable rights, that among these are life, liberty and the pursuit of happiness. That to secure these rights, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed. That whenever any form of government becomes destructive to these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, and to institute new government, laying its foundation on such principles and organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. [Adopted in Congress 4 July 1776] ***
Group Blog
 
All Blogs
 

เรื่องเล่าจากไต้หวัน ที่แสนประทับใจ

 สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพ 


ผมได้มีโอกาสไปไต้หวัน ๒ ครั้ง ๆ แรกไปในฐานะนักวิจัยของกระทรวงยุติธรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อดูงานเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม และการช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม (Victim's rights) เมื่อสองปีก่อน โดยมี รศ.ดร.ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยนี้  

ไปไต้หวันครั้งนั้น ได้ศึกษาเกี่ยวกับระบบกล้อง  CCTV และระบบงานตำรวจของไต้หวัน โดยไปดูงานที่สำนักงานใหญ่ตำรวจ จึงเห็นว่าไต้หวันมีระบบ CCTV ที่ทันสมัย โดยเฉพาะในกรุงไทเป ที่อยู่ตอนเหนือของไต้หวัน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติของการตั้งเมืองหลวงทั่วไป ที่จะต้องอยู่กลางประเทศ  ที่กรุงไทเป มีระบบกล้อง CCTV เกือบทุกแยกจราจร กล้องมีประสิทธิภาพสูงมาก ซูมละเอียดถึงรูขุมขน และสามารถแพนได้ทุกมุมด้วยตัวเอง พร้อมกับ ซูมป้ายทะเบียน และมีระบบเตือนทั้งกรณีพบรถยนต์ที่แจ้งหายหรือมีอุบัติเหตุ หรือ ระบบกล้อง CCTV เสีย ก็จะมีสัญญาณไฟและเสียงเตือนไปยังห้องควบคุมทันที  ซึ่งจะทำให้การดักจับผู้กระทำผิดได้รวดเร็ว  กล้อง CCTV จึงใช้ได้สารพัดประโยชน์ทั้งอำนวยความสะดวกจราจร การสืบสวนสอบสวน และการป้องกันอุบัติภัยต่าง ๆ  

ผมยังได้ไปดูงานมูลนิธีในการช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ในกรณีที่ถูกฆ่า ทำร้าย หรือได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น เหยื่อสามารถร้องขอความช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา และการช่วยเหลืออื่นที่ไม่เป็นตัวเงินอีกด้วย โดยมีองค์กรอัยการ เป็นประธานคณะกรรมการช่วยเหลือเหยื่อ ในฐานะประธานเกียรติยศที่ไม่มีเงินเดือนพิเศษเพิ่มเติม แต่เป็นการอาสาสมัคร (แบบสมัครใจ และไร้ค่าตอบแทน)  ค่าตอบแทนสำหรับเหยื่ออาชญากรรม คือประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ เหรียญไต้หวัน  หรือประมาณ ๑ ล้านบาท  ตามควรแก่กรณี  ซึ่งจะคล้าย ๆ กับ กฎหมายตอบแทนและชดใช้ค่าเสียหาย แก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาของเรานั่นเอง 

ผมยังได้มีโอกาสไปดูงาน มูลนิธิฉือจี้ ที่มีแม่ชี เป็นแกนนำ และจุดเริ่มต้นของมูลนิธิ มูลนิธินี้ มีโรงพยาบาล  สถานีวิทยุ โรงเรียน และมีโรงคัดแยกขยะ เพื่อช่วยเหลือสังคม โดยแม่ชีผู้ก่อตั้ง ท่านสามารถรวมเอาจิตใจของคนไต้หวัน มาบริจาคทั้งทรัพย์และแรงกาย เพื่อช่วยเหลือคนทั่วโลกเมื่อมีภัยพิบัติ และแน่นอนที่สุด ช่วยเหลือคนไต้หวันเอง โดยประเทศไทย ก็มีมูลนิธินี้ ที่ จว.เชียงใหม่ ด้วย  ผมยังได้มีโอกาสไปอีกหลายแห่ง ในการดูงานครัั้งนั้น เช่น สุสานนายพล เจียงไค เช็ค พิพิธภัณฑ์ที่รวมเอาทรัพย์สมบัติของชาติจีนไว้อย่างสมบูรณ์ เส้นทางสายแรกที่นายพลเจียงไคเช็ค สร้างไว้ในไทเป ซึ่งใช้มือและแรงงานคนในการเจาะทางผ่านภูเขาเป็นลูก ๆ เป็นต้น

การไปไต้หวันครั้งที่ ๒ จึงเริ่มต้นเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๘ และสิ้นสุดลงในวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๙ ด้วยประสบการณ์การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ และการเยี่ยมชมชีวิตธรรมดาของคนไทเป พร้อมกับเรียนรู้วัฒนธรรม "ของผู้ดีจีน" ที่มีวินัย มีระเบียบ เคารพสิทธิของผู้อื่น และการรักษาบ้านเมืองที่สะอาดสุด ๆ พร้อมกับการเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบ และการนั่งพับเพียบเรียบร้อยตามถนนรอบ ๆ บริเวณตึก Taipei 101 เพื่อดูการจุดพลุ Count Down ปีใหม่ ที่ Taipei 101 นั้น  ผมรู้สึกมันน่าตื้นตันและสนุกสนานอย่างเหลือเชื่อ จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง  โปรดติดตามใน Blog ต่อไปครับ 






 

Create Date : 12 มกราคม 2559    
Last Update : 12 มกราคม 2559 18:12:36 น.
Counter : 430 Pageviews.  

เมื่อครั้งไปอังกฤษและรัสเซีย

ผมได้เคยมีโอกาสไปอังกฤษสองสามครั้ง และรัสเซียหนึ่งครั้ง   ได้รู้สึกประทับใจเกี่ยวกับระบบกฎหมายของอังกฤษและการปฏิรูปกฎหมายของรัสเซียในช่วงปัจจุบันอย่างมาก   


*********  
การไปอังกฤษ ครั้งแรก คือ การไปในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน ระหว่าง University of Illinois กับ Oxford ในโครงการศึกษา International Comparative Intellectual Property Law ไปอยู่เมือง Oxford เป็นเวลา ๒ เดือนเท่านั้น และไปอังกฤษอีกครั้ง ในฐานะกรรมาธิการ ศึกษาการถ่ายโอนภารกิจ จราจรไปยังกรุงเทพฯ  ไปดูงานจราจรของอังกฤษ และสก๊อตแลนด์  
*********

ส่วนการไปรัสเซีย ผมไปในฐานะนักวิจัยของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม  เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในการมีทนายความอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ไปเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ รวมถึง จตุรัสแดง มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของรัสเซีย  เมืองเซนท์ ปีเตอร์ เบิร์ก ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์และพระราชวังจำนวนมากตั้งอยู่  

**********
ที่อังกฤษ มีความน่าสนใจ คือ ระบบกฎหมายจราจรของเขา  จะมีการตรวจจับความเร็วอย่างเป็นระบบ คือ มีการติดภาพโต ๆ รูปกล้องว่า อีก ๑๐๐ - ๓๐๐ เมตร จะมีกล้องจับความเร็ว ฯลฯ  เพื่อเตือนประชาชนให้ทราบว่า  อย่าขับรถเร็วนะ  จะได้ไม่โดนจับ  

ผมเคยถามว่า อย่างนี้ ก็จับไม่ได้นะซิ  ทางการอังกฤษบอกว่า  เขาไม่ได้อยากจับประชาชนหรอก เขาอยากแค่เตือนประชาชนให้ทราบว่าจะมีกล้องจับความเร็ว เพื่อให้คนขับรถความเร็วแล้ว ก็จะลดอุบัติเหตุลง  อีกอย่างหนึ่ง คือ  ทางการอังกฤษ จะศึกษาก่อนว่า จะติดตั้งกล้องตรงไหน ที่มีอุบัติเหตุเยอะ ๆ เท่านั้ัน ไม่ใช่ จะจับหากินแบ่งส่วนเงินรางวัลแต่อย่างใด  แต่เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุเท่านั้น ... โอ้ เหมือนบ้านเราหรือต่างกันหรือไม่อย่างไรครับ ??

ส่วนที่รัสเซียนั้น  ที่น่าทึ่ง คือ การเก็บของเก่าแก่ ในพิพิธภัณฑ์ของเขา มีของใช้ในสมัย ราชวงศ์ โรมาน๊อฟ ก่อนถูกปฏิวัติโดยคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่ประมาณต้น ค.ศ. ๑๙๐๐ ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ของใช้เก่าแก่ต่าง ๆ ของราชวงศ์ทุกพระองค์ถูกเก็บรักษาไว้โดยคอมมิวนิสต์อย่างดี ไม่ได้ทำลาย หรือขายทิ้ง ยกเว้น ช่วง โจเซฟ สตาร์ลิน ที่ขายของทิ้งไปเยอะเหมือนกัน 

************
ผมว่า ไทยเราน่าจะปรับเอาแนวคิดของอังกฤษมาใช้บ้าง ส่วนแนวคิดของรัสเซีย ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บของเก่าไว้เป็นสมบัติของชาติโดยส่วนรวม ก็น่าจะมีการนำมาใช้กันบ้างครับ    




 

Create Date : 30 ตุลาคม 2558    
Last Update : 30 ตุลาคม 2558 10:22:43 น.
Counter : 854 Pageviews.  

เวียดนาม กับการสร้างตำนานแห่งชัยชนะของเวียดกง ผ่านปากป้าเพ็ญ ไกด์ อาวุโส


การไปเวียดนามกับ คศน.๔ ในปี ค.ศ.๒๐๑๔ ช่วงเดือนที่ค่อนข้างร้อนของเวียดนามในช่วงมิถุนายน เมื่อไปถึงสนามบินของฮานอย ก็แลกตังค์เอาเงินล้านเสียก่อน เราก็ทะเล่อทะล่าเข้าแลกเงินโดยไม่ดูอัตราแลกเปลี่ยน เพราะคิดว่าทุกธนาคาร น่าจะกำหนดอัตราไว้เท่ากัน เมื่อเราเข้าคิวแรก พี่น้อง คศน. ก็เลยซวยต่อคิวมาหลายคนด้วย ปรากฏว่าแมว เดินมาเธอแลกได้อัตราดีกว่าเราตั้งเกือบ ๖๐ ดองห์ โอ้ย เจ็บใจที่สุด ตรงที่ว่า ในสนามบินนี่ เรายังเหมือนเสียรู้เข้าจนได้ แต่ว่า แมว เธอเก่งจริง ๆ นะ

อันนี้ ไม่ใช่การเสียรู้ครั้งแรกในการมาเวียดนาม เพราะมาเวียดนามเป็นครั้งที่ ๓ แล้ว หลังจากสำเร็จการศึกษาจากอเมริกา ประเทศที่เจริญทางวัตถุมากมาย แล้วได้มีโอกาสท่องเที่ยวในยุโรป และประเทศที่เจริญแล้วจำนวนมาก จึงตั้งใจว่า จะหันกลับมาท่องเที่ยวในประเทศที่ยังไม่ปนเปื้อนด้วยวัฒนธรรมสมัยใหม่ในเอเชียให้หมด จึงได้มาเวียดนามเมื่อ ๓ ปีที่ผ่านมา และมาประชุมในฐานะผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับเวียดนามในด้านอาชญากรรม แต่ในครั้งก่อน ๆ ไม่มีไกด์นำ หรืออธิบายอะไรมากมาย เพราะซื้อหนังสืออ่านเอง กับการมาแบบวีไอพีในครั้งที่สอง ที่ตำรวจเวียดนามอำนวยความสะดวกตลอดทริปการเดินทาง โคตรมหาอำมาตย์ก็ว่าได้

ในการเดินทางมาในครั้งที่ ๓ เป็นการเดินทางที่มีภาระหนักสุด คือ ต้องอ่านหนังสือมาเล่าเรื่องจำนวน ๒ เรื่อง กับหาหนังเก่ามาเกี่ยวกับคดีประตูน้ำ ( Water Gate ) ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกามาเล่าให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนฟัง พร้อมกับเรื่องอาวุธสงครามในช่วงที่สหรัฐอเมริกาต่อสู้กับเวียดกง ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ผมจะเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้นี่แหละครับ เป็นเรื่องราวของหญิงเหล็ก เวียดกงรุ่นผู้เฒ่า ที่ถืออาชีพมาเป็นไกด์ในการนำทริปให้พวกเราครับ เธอยิ้มด้วยสายตาเป็นประกายไฟใส่ผม พร้อมกับพูดภาษาไทยชัดเจน จนบางครั้งเธอเล่าว่า เธอลืมภาษาเวียดนามไปก็มี เพราะใช้ภาษาไทยมากว่า ๒๐ ปีแล้ว ต้องนึกคำเวียดนามกันเลยทีเดียว เธอคนนี้ เล่าเรื่องราวเวียดนามเหนือที่มีชัยชนะต่ออเมริกาด้วยความภาคภูมิใจแบบเกินล้านเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

เธอเล่าเรื่องราวของ ลุงโฮ อันเป็นที่รักของเธอตั้งแต่ชีวิตลุงโฮ ยังเป็นเด็ก ถูกข่มเหงรังแกจากผู้ปกครองฝรั่งเศส ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ไม่ได้ดูแลครอบครัว เมื่อกลับมาแผ่นดินเกิด ก็ต้องต่อสู้เพื่อเอกราชและเสรีภาพของชาวเวียดนามเหนือที่ถูกกดขี่โดยฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นต้นมา เธอเล่าความน่ารังเกียจของจักรพรรดิเวียดนามอย่างหมดเปลือกในทัศนคติของพวกเขา “เวียดกง” โดยเฉพาะต่อจักรพรรดิไคห์ดิง และจักรพรรดิเบ๋าได๋ ที่เลวร้ายในสายตาของเธอ เธอเล่าวีรกรรมความกล้าหาญของชาวเวียดกงในการต่อสู้ในหลายสุมรภูมิ ไม่ว่าจะเป็นเดียนเบียนฟู ในเว้ หรือในเวียดนามไต้ ซึ่งเป็นการเล่าแบบ “คนละเวอร์ชั่น” ที่น้องอ้น และประวัติศาสตร์อื่น ๆ เขียนไว้อย่างสิ้นเชิงได้อย่างมหัศจรรย์ จนทำให้รู้สึกว่า “ฉันแม่งโคตรอยากเป็นเวียดกงเลยวะ” สุดท้ายเธอเล่า ความเกียจคร้านของชาวเวียดนามใต้ ความสุรุ่ยสุร่ายของชาวเวียดนามใต้ และความยินดีปรีดีของชาวเวียดนามใต้ที่ได้พบเจอทหารเวียดกง การไชโยโห่ร้องที่เวียดกงบุกยึดโฮจิมินห์เพื่อปลดปล่อยเวียดนามใต้จากสหรัฐอเมริกาฯ ด้วยความยินดีประมาณค่าหามิได้ ฯลฯ ซึ้งอะไรจะขนาดนั้น

ผมขอเล่าจากความทรงจำอันริบหรี่บางช่วงบางตอนที่ผมได้ยินจากปากป้าเพ็ญ สาวใหญ่วัย ๗๐ ที่มีไฟอย่างแรงกล้า ศรัทธาต่อโฮจิมินห์อย่างสุดซึ้ง ประหนึ่งเป็นเทพเจ้าของเธอ ดังนี้ ช่วงหนึ่งที่เราไปเคารพศพลุงโฮ และพิพิธภัณฑ์ข้าง ๆ สุสานลุงโฮ เธอได้พูดถึงวีรกรรมและความเสียสละอย่างมากมาย ซึ่งหากผมประเมินชัยชนะของเวียดนามต่อฝรั่งเศสและสหรัฐฯ นั้น ก็มาจากความสามารถของลุงโฮฯ แต่ส่วนประกอบสำคัญ ๆ คือ การเมืองภายในของทั้งฝรั่งเศสและสหรัฐฯ เองเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง กับการเมืองระหว่างประเทศที่จีนและรัสเซีย กับประเทศในโลกคอมมิวนิสต์ที่มีส่วนอย่างมากเช่นกัน แต่กระนั้น การเล่าของป้าเพ็ญ ก็ดูเหมือนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมากจากคนชื่อ โฮจิมินห์ เพียงคนเดียวเท่านั้น (ขอแทรกสักนิดกันลืม คือ ในระหว่างการเยี่ยมชมสุสานลุงโฮ ผมยังมีความประทับใจที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ผมเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงตนเองขณะเดินผ่านตู้กระจกที่บรรจุศพลุงโฮ เพราะอากาศเย็นมาก ปรากฏว่าทหารที่ยืนเรียงรายในอาคาร มาสะกิดเตือนว่า สุภาพ ๆ หน่อย ห้ามเอามือล้วงกระเป๋านะ พ่อเจ้าประคู๊น ผมขอโทษนะครับ ไม่ได้ตั้งใจที่จะไม่เคารพหรอก แต่เล่นเปิดแอร์ซะขนาดนั้น กลัวคนดูเน่าหรือไง ผมยังไม่ตายนะครับ)

ป้าเพ็ญเล่าว่า ตอนลุงโฮ เริ่มยึดฮานอยได้แล้ว ก็ไม่ยอมใช้ทำเนียบประธานาธิบดี ที่เต็มไปศิลปะคล้ายฝรั่งเศส แต่ไม่ได้เป็นเพราะรังเกียจอะไรหรอกนะ แต่ลุงโฮ ต้องการอยู่กับชาวบ้าน ติดดิน กินอยู่อย่างพอเพียง จึงไปสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ ในบริเวณใกล้ ๆ กัน พร้อมกับนำต้นมะม่วงมาปลูกในบริเวณนั้น เพราะในฮานอย ไม่มีมะม่วง ลุงโฮ ซึ่งเป็นคนต่างจังหวัด คิดถึงบ้านของตนเอง จึงนำมันมาปลูกจนวันนั้น ถึงวันนี้ ต้นมะม่วงใหญ่โตมาก ถามว่าสวยไหม ต้องถามเจ๊เกรซ ครับ เธอวิ่งไปกลางถนน แล้วบอกให้ผมว่า “พล ถ่ายรูปให้พี่หน่อย” เธอชอบมากจริง ๆ ครับ ผมคิดไงเหรอ ก็งั้นแหละครับ แต่เพื่อมิให้เจ๊เกรซแกเขิน ผมเลยขอให้เจ๊เกรซถ่ายภาพให้ผมด้วย ๆ 555555

ในบริเวณบ้านมีรถหรู ๆ หลายคันจอดในโรงเก็บรถ ลุงโฮ ป้าเพ็ญเล่าว่า ลุงโฮ ไม่ยอมใช้รถเลยนะ โดยลุงโฮ พูดทำนองว่า “แหม่ ชาวบ้านเขายังไม่มีใช้เลย เราจะใช้ได้อย่างไรกัน” ซึ่งผมชมป้าในใจในการสร้างวีรบุุรุษของป้าจริง ๆ ป้า บอกว่า การใช้ชีวิตเรียบง่าย พอเพียงของลุงโฮ จึงเป็นตัวอย่างการทำงาน และการดำเนินชีวิตของชาวเวียดนามเหนือเยี่ยงพระเจ้า ลุงโฮ ได้ทุ่มเทชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อย เพื่อชาวเวียดนาม โดยลุงโฮเชื่อว่า แผ่นดินเวียดนาม จะแบ่งแยกไม่ได้แม้แต่ตารางมิลลิเมตรเดียว แต่ลุงโฮไม่ได้เห็นวันที่เวียดนามเหนือและใต้รวมกันหรอกครับ ลุงโฮ ถึงแก่กรรมไปก่อน แต่แรงบันดาลใจและสิ่งที่ลุงโฮ กระทำไว้ ทำให้ชาวเวียดนามต่อสู้เพื่อลุงโฮ ดำเนินตามปนิธานของลุงโฮในการรวมชาติจากอเมริกาผู้รุกรานจนสำเร็จได้ โดยลุงโฮ ไม่มีโอกาสได้รู้เห็นเลย ป้าเพ็ญ บอกว่าชาวเวียดนามเชื่อว่า ลุงโฮ คือ เทพเจ้ามาเกิด เพราะเขาได้ประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส เข้าได้ต่อสู้ในการรวมชาติ และเขาตายในวันเดียวกับเขาได้ประกาศเอกราชไว้ ดังนั้น ก็มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ ซึ่งผมตั้งคำถามอย่างน่าสงสัยตลอดมา คือ ลุงโฮ จะตายวันไหน ใครก็เขียนได้ ประวัติศาสตร์ก็เขียนโดยผู้ชนะทั้งนั้นแหละ จะยกย่องเชิดชูอย่างไรก็ทำได้ แต่ในอีกใจหนึ่ง โถ่เอ๋ย ทำไม ไปอกุศลกับป้าเพ็ญเขาขนาดนั้นได้ มันต้องจริงซะครับ

ป้าเพ็ญ ยังเล่าการต่อสู้ของวีรชนของเขาในสงครามกับจีนที่ทะเลสาบคืนดาบ ที่อดีตแม่ทัพจัดการเอาตอไม้มาปักซ่อนในปากอ่าว ยันเรือรบของจีนที่เข้ามารุกรานให้หลบหนี พร้อมกับใช้น้ำเผาจนตายเรียบ ทำให้เวียดนามอยู่สงบสุขมายาวนาน เธอจึงสรุปว่า ชาวเวียดนามไม่เคยแพ้ใคร (แหม มันช่างคล้ายกับประวัติศาสตร์ชาติไทยแลนด์ของเราจริง ๆ เราไม่เคยแพ้ใคร ไม่เคยเป็นเมืองขึ้น ไม่เคย ฯลฯ เต็มไปหมด ภูมิใจมากมายจริง ๆ) แต่สิ่งหนึ่งที่ผมทึ่งและประหลาดใจกับค่านิยมของชาวเวียดนามเหนือ คือ การบนบานสานกล่าวของเขาต่อพระเจ้า คือ การร้องขอให้ลูกเรียนเก่ง ๆ ไม่ใช่ขอหวยแบบไทย ๆ ไม่ใช่ขอให้โชคดีแบบไทย ๆ เลย มันช่างงดงามและน่าภาคภูมิใจจริง ๆ ตำนานตึก อาคาร ภาพวาด ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งการตั้งใจเรียน เสมือนปลาว่ายทวนน้ำข้ามเขื่อน หากปลานั้นเจ๋ง นั้นเก่ง ก็จะกระโดดข้ามเขื่อนมาเป็นเทพเจ้าเป็นมังกร ฯลฯ ภาพวาดต่าง ๆ จึงกลายเป็นปริศนาธรรมอย่างน่าพิศวงไปเลย
กลับมาเรื่องตำนานแห่งชัยชนะที่ป้าเพ็ญพร่ำพูดตลอดเวลา ผมว่าเป็นไปด้วยการปรุงแต่งเสริมเพิ่มเติมให้โฮจิมินห์ยิ่งใหญ่ จักรพรรดิของตนเองเลวร้าย ชาวเวียดนามใต้ไม่ดี สุรุ่ยสุร่าย อเมริกาชั่ว ฝรั่งเศสย่ำยีพวกเขา ไม่ได้สร้างอะไรให้พวกเขา ทิ้งไว้แต่ความเจ็บปวด เธอเล่าระหว่างไปดูงานที่เว้ ตอนที่กษัตริย์เบ๋าได๋ ประกาศต่อหน้าประชาชน ๒๐,๐๐๐ คน ในการสละราชบัลลังก์ว่า “เรายอมเป็นประชาชนที่เสรี ดีกว่าเป็นจักรพรรดิ์ที่ไร้เสรีภาพ” จึงขอยกแผ่นดินให้โฮจิมินห์แทน ผมคุยกับเพื่อนหลายคน ตั้งข้อสังเกตว่า จักรพรรดิ โดนมีดจี้อยู่ข้างหลังหรือเปล่านะ จึงได้พูดคำคมเช่นนั้นได้ แต่ผมก็คิดอย่างมองโลกในแง่ร้ายว่า มันต้องมีดาบปลายปืนที่ยึดมาจากอเมริกานั่นแหละ จี้ที่เอวเบ๋าได๋แง๋แก๋ ไม่งั้นไม่พูดได้คมขนาดนั้นหรอก เพราะต่อมาเบ๋าได๋ ก็หนีไปตายที่ต่างประเทศ พร้อมกับสมาชิกทุกคนในครอบครัวของเขา ถ้าสละราชบัลลังก์ด้วยความเต็มใจอย่างที่พูดจะหนีไปทำไมกันละ ความจริงยิ่งปรากฎชัด ตอนที่ป้าเพ็ญ พาไปดูสุสานพระเจ้าไคห์ดิง พระบิดาบุญธรรมของจักรพรรดิ์เบ๋าได๋ ป้าเพ็ญ สับไคห์ดิงจนเละเทะ ไม่มีชิ้นดี เป็นกษัตริย์เลวร้าย ฟุ่มเฟือย รีดนาทาเล้น ประชาชนอดอยากก็ยังเอาเงินที่ได้มาทั้งหมด เอาไปซื้อเครื่องทอง หินอ่อน วัสดุตกแต่งสุสานของเขาเองอย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย เธอเรียกพระจักรพรรดิ์ของเธอว่า “ไข่ดิ้น” เฉย ๆ เสียด้วยซ้ำ พร้อมกับเล่าความเลวร้ายในการเอาใจฝรั่งเศส ไม่สนใจทุกข์ยากของประชาชนชาวเวียดนาม เช่นเดียวกับเบ๋าได๋ ที่เอาแต่หม้อหญิง วัน ๆ ไม่สนใจการงาน ตามคำกล่าวของเธอ

มาถึงตอนนี้ ผมนึกถึงประวัติศาสตร์ชาติสยามเป๊ะ ๆ ครับ จะเปลี่ยนรัชสมัยที เรื่องราวว่ากษัตริย์องค์ก่อนไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ หลงใหลอิสตรี ไม่สนใจการงานบ้านเมือง บางยุคก็บอกกษัตริย์บ้าบอ บังคับพระสงฆ์กราบไหว้ แผ่นดินเป็นทุรยศ จึงต้องปราบดาภิเษกขึ้นใหม่ เหมือนกันเลยจริง ๆ แต่ไม่รู้ว่าใครเลียนแบบใครเลยจริง ๆ

อีกตอนหนึ่ง ที่ป้าเพ็ญพูดถึงความภาคภูมิใจในชัยชนะในสมรภูมิเวียดนามไต้ ป้าเพ็ญเล่าว่า ชาวเวียดนามใต้ ยินดีปรีดาที่เวียดกง ทหารเวียดนามเหนือที่ต้านอเมริกาเข้ามายึดเมือง “ชาวนครไซ่ง่อน ดีใจที่พวกเราเข้ามาปลดปล่อยพวกเขาจากอเมริกามากนะค่ะ เขาต้อนรับอย่างดี” อีกตอนหนึ่งเธอเล่าว่า “ตอนดิฉันเข้ามาไซ่ง่อน ชาวไซ่ง่อนกลัวพวกเรามากค่ะ ดิฉันเคยซื้อจักรยานยนต์ ฮอนด้าใหม่ ๆ ได้ในราคา ๖๐,๐๐๐ ดองห์เท่านั้นค่ะ”

ผมเลยงงว่า คุณป้ามีปัญหากับระบบความคิดตนเองหรือเปล่านะ สรุปเขาดีใจหรือกลัว หรือเศร้า ฯลฯ หรืออะไรกันแน่ครับ ป้าเพ็ญยังบอกต่อไปว่า ชาวเวียดนามใต้ เอาแต่สุรุ่ยสุร่าย แต่งตัวสวย ๆ ไปวัน ๆ บ้านเรือนสกปรก เช่าบ้านเล็ก ๆ เอาเงินเอาทองไปเที่ยวหมด ไม่รู้จักอดออม จึงไม่มีบ้านอยู่อาศัย พวกเธอต้องเข้ามาสอนให้ชาวเวียดนามใต้รู้จักประหยัดอดออม รู้จักคิด รู้จักสร้างบ้าน สร้างอนาคต ฯลฯ มาถึงตอนนี้ ผมแทบหัวเราะออกมาครับ เพราะใคร ๆ ก็ทราบดีว่า สภาวะเศรษฐกิจชาวเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ตอนนี้ ต่างกันราวฟ้าเหว ถ้าจะเปรียบเทียบเวียดนามเหนือยังมีบ้านช่องเล็ก ๆ อยู่กันทั้งครอบครัว เด็ก ๆ ไม่อยากอยู่บ้านเพราะไม่เป็นส่วนตัว เลยต้องไปแว๊นๆ ข้างนอกแทน ในขณะที่เวียดนามใต้ โดยเฉพาะที่ไซ่ง่อนฐานะดี ร่ำรวย ฯลฯ แหม่ ๆ ถ้าคนสอนให้คนอื่นรู้จักประหยัดเพื่อมีบ้าน ท้ายที่สุดไม่มีอะไรเลยนี่ ผมว่ามันน่าเบิร์ดกระโหลกจริง ๆ นะครับ

อีกหลายเรื่องนะครับ ที่อยู่ในความทรงจำของผม โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า อเมริกาแพ้สงครามหรือไม่ เวียดนามชนะสงครามต่ออเมริกาหรือไม่ สำหรับผมเอง คิดว่าถ้าจะตอบว่าใช่ ก็ใช่นะครับ แต่ถ้าจะตอบว่าไม่ใช่ ผมก็ว่ายุติธรรม เพราะจริง ๆ มีหลายปัจจัยทำให้สหรัฐฯ ต้องถอนตัวจากสงคราม ไม่ว่ากระแสโลกที่ต่อต้านการทำสงครามของสหรัฐฯ การใช้สารพิษกับประชาชนชาวเวียดนาม การโจมตีพลเรือนที่เวียดกงใช้เป็นโล่มนุษย์ในสงครามทำให้สหรัฐฯ มีภาพโหดร้าย ทารุณ ไร้มนุษยธรรม ในสายตาชาวโลก ซึ่งปัญหาดังกล่าว มาพร้อมกับปัญหาการเมืองภายในของสหรัฐฯ เอง รุมเร้าให้ประธานาธิบดีนิกสัน ไม่ให้ความสนใจกับสงครามเวียดนามเท่าที่ควร พร้อมกับการบริหารงานของรัฐบาลหุ่นเชิดของเวียดนามใต้ ที่ไร้ประสิทธิภาพ ทุจริตคอรับชั่น ได้งบประมาณจากสหรัฐอเมริกาไปเท่าไหร่ ก็ลดแลกแจกแถมกันเองหมด พร้อมกับการรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสหรัฐฯ ในการต่อสู้สงครามว่า ได้รับชัยชนะ ฯลฯ ก็เลยทำให้เวียดนามใต้เสียเปรียบและถอยร่นตลอดเวลา

ผมขอยกตัวอย่างสงครามภายในอเมริกาเอง คือ คดีประตูน้ำ หรือ Water Gate ที่มีการจับได้ว่า มีการบุกรุกเข้าไปโจรกรรมข้อมูลของพรรคประชาธิปัตย์ (Democrat) และภายหลังเชื่อมโยงโดยนักข่าว Washington Post ให้เห็นว่า ผู้ที่เข้าไปโจรกรรมนั้นมีความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประธานาธิบดีนิกสัน โดยมีวัตถุประสงค์ไปดักฟังนโยบายการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งฝ่ายพรรคสาธารณรัฐ (Republican) เห็นว่าได้รับคะแนนนิยมนำกว่าพรรคของตนเอง ซึ่งตอนแรกประธานาธิบดีนิกสัน ซึ่งไม่รู้เห็นด้วยกับการดำเนินการของคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงของพรรคของเขาได้ดำเนินการไป ก็ไม่ได้ตั้งใจจะสืบสาวถึงต้นตอว่าชายทั้งห้าคนดังกล่าวได้รับการจ้างวานจากใคร แต่อิทธิพลของการค้นหาความจริงจาก Washington Post โดยนักข่าวเล็ก ๆ สองคนได้ดำเนินการไป จนข้อมูลเปิดเผยว่าเกี่ยวพันกับเช็คมีมูลค่าจำนวนนับแสนเหรียญที่สั่งจ่ายให้คณะกรรมการเพื่อการหาเสียงให้กับนิกสัน จนท้ายที่สุดมีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลถึง ๔๒ คน พร้อมกับการดำเนินการเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีนิกสันด้วย แต่นิกสัน ได้ลาออกจากตำแหน่งเสียก่อน ในขณะเดียวกัน สาธารณชนซึ่งไม่นิยมในตัวของนิกสันจากคดีอื้อฉาวดังกล่าวอยู่แล้ว ยังมีการเบื่อหน่ายสงครามเวียดนามที่ยืดเยื้อมายาวนาน ก็ได้พากันเดินขบวนต่อต้านประธานาธิบดีนิกสันและสงครามเวียดนามด้วย

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จะเห็นได้ว่า จะเป็นใครก็ตาม หากต้องไปดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ในขณะที่มีแต่เรื่องวุ่นวายขนาดนั้น ใครจะเอากำลังมาทุ่มเทกับสงครามเวียดนามที่ตนเองไม่ได้ก่อขึ้น แต่ต้องมารับขี้จากสิ่งที่ฝรั่งเศสได้ก่อเอาไว้ตั้งแต่ต้น ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็ต้องถอนตัวจากสภาพสงครามดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่า สงครามเวียดนามนั้น มีอะไรซับซ้อนมากมายกว่าที่ป้าเพ็ญ สาวเวียดกงรุ่นดึกได้เล่ามา ชัยชนะในมโนของเธอ จึงเป็นเพียงข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่งข้อมูล สร้าง Propaganda ให้เห็นถึงพระเอกขี่ม้าขาวที่ดับสูญไปเนิ่นนานแล้ว กลายเป็นพระเจ้าในดวงใจของเธอ จนป้าเพ็ญ ได้ละเลยปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเวียดนามในปัจจุบัน เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมแบบก้าวกระโดดโดยไม่สนใจต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาคอรับชั่นที่ลุงโฮ ไม่ต้องการ ปัญหาสังคม ไม่ว่าจะท้องก่อนแต่ง หรือการทดลองมีเซ็กส์ของวัยรุ่น โดยไม่ป้องกันใด ๆ ปัญหาแรงงาน และปัญหาต่าง ๆ ที่ป้าเพ็ญ ไม่เคยพูดถึงแม้แต่นิดเดียวครับ

สุดท้าย ผมว่าเวียดนามในสายตาของผม คือ ดินแดนแห่งความโหดร้าย คราบน้ำตา และโทรศัพท์ เพราะได้ผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนาน ยากลำบาก แร้นแค้นสุด ๆ แผ่นดินจึงเต็มไปด้วยปัญหา ขโมยขโจร ที่เราต้องระแวดระวังตลอดเวลา การโกงนักท่องเที่ยวที่กระพริบตาไม่ได้ ปัญหาค่าครองชีพที่แพงพอสมควร ซึ่งมาพร้อมกับปัญหาสังคมที่ คนรุ่นเก่าอย่างป้าเพ็ญ และเวียดกงละเลย ไม่ว่าจะคอรับชั่นที่สูงมาก และการปิดกั้นเสรีภาพในความคิดของประชาชนอย่างร้ายแรง เอ่อ ... มาถึงตรงนี้ ท่านอาจจะถามว่า เกี่ยวอะไรกับโทรศัพท์ ........... ผมแค่อยากจะบอกว่า ผมขอขอบคุณน้องแพ๊บนะครับ ที่กรุณาซื้อ Sim พิเศษ ต่อโทรศัพท์ แล้วเปิดเป็น Bluetooth เป็น Router ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้พวกเราตลอดเวลา สาวใต้ที่มีน้ำใจงาม เปิดโทรศัพท์จนแบตตารีหมดเสมอ ๆ ซึ่งแตกต่างจากอาจารย์เม้ง ที่ท่านต่อแผ่นผลิตกระแสไฟฟ้าไว้บนหมวกของท่าน แบตตารี่จึงไม่มีวันหมด พร้อม ๆ กับการเปิด Router ให้พวกเราใช้ตลอดเวลา ใคร ๆ ก็คิดว่า สองคนนี้ มีเสน่ห์มากมาย เพราะมีแต่คนห้อมล้อม ซึ่งความจริง ไม่ใช่หรอก ... คือ ไม่ใช่แค่พวกเขามีเสน่ห์หรอกครับ แต่เป็นเพราะเรารักท่านทั้งสองอย่างจริงใจด้วยครับ

ในอนาคต หากมีโอกาส ผมก็วางแผนจะไปดินแดนแห่งความโหดร้าย กับคราบน้ำตาอีกแน่ แต่คราวหน้า ผมคงต้องหาซื้อซิมแบบน้อง ๆ เขาด้วยตนเองแล้ว ผมจึงจะใช้โทรศัพท์เพื่อเล่าเรื่องราวให้การพัฒนาบ้านเมืองของชาวเวียดนามให้เพื่อน ๆ ได้ฟังได้อย่างไม่ขาดตอน ผมจะไปเพื่อพิสูจน์ว่า เวียดนามจะเจริญก้าวหน้ากว่าไทยในเร็ววันจริงหรือไม่ และคำพูดที่ว่า “ชาวเวียดนาม ๑ คน ทำงานมากกว่าคนไทยรวมกัน ๔ คน จริงหรือไม่” ครับ




 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2557 23:59:14 น.
Counter : 401 Pageviews.  

มาเลเซีย กับความก้าวหน้าที่ล้ำหน้าไปกว่าประเทศไทยหลายสิบปี

ในฐานะอนุกรรมาธิการ การยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา ในส่วนของอนุกรรมการ พัฒนากิจการตำรวจ ได้เดินทางไปดูงานตำรวจมาเลเซีย เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา กระผมจึงถือโอกาส ได้นำเรื่องที่พบประสบมาเล่าสู่กันฟังครับ




ความจริง ผมได้ไปประเทศมาเลเซีย มาสามครั้งแล้ว ครั้งแรก ในปี พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นการประชุมร่วมฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์และกฎหมายของตำรวจไทยและมาเลเซีย เป็นสัมมนาตำรวจฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์มาเลเซียให้เห็นว่าประเทศเขากำลังใช้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหา ด้วยความเชื่อบนพื้นฐานว่า หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โกหกไม่ได้ แต่ความจริงแล้ว มันโกหกไม่ได้ก็จริง แต่มันจะมีค่าเมื่อ นักวิทยาศาสตร์ซึ่งอ้างตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้ตีความมั่วซั่วเท่านั้นเอง



ครั้งนั้น ผมไปสัมมนาและพักที่ Royal Malasia Police Colllege ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ (คลิ๊กดูรายละเอียด) ซึ่งเป็น ๑ใน ๑๐ สถาบันในการฝึกอบรมตำรวจทั่วประเทศ ทั้งทางทฤษฎีและการฝึกอบรม in-service training สำหรับข้าราชการตำรวจระดับสูง (senior officers ) และ ข้าราชการตำรวจระดับพื้นฐาน ตลอดจนข้าราชการพลเรือนฝ่ายตำรวจ (rank & files and civilian staff)

สำหรับหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนในสถาบันแห่งนี้ ก็จะมีหลายด้านด้วยกันทั้งที่เป็นปริญญาและไม่ใช่ปริญญา เช่น ปริญญาโททางวิชาการตำรวจ หรือ Master in Police Science ซึ่งมีการสอนหลายวิชาการ เป็นต้นว่า Dilpoma in Police Science, Contemporary Policing, Introduction to Criminology, Criminal Justice System, Introduction to Social Psychology, Introduction to Appraisal Evaluation System หรือ ในวิชาการด้านการจัดการและศาสตร์ทางการพัฒนา (Management and Science Development) ก็จะมีหลายวิชาการ เช่น Modernisation of Organization, Training For Trainers, Officer in Charge of Police District, Public Relation, International Senior Police Officers Command Course, Leadership & Good Governance, Public Speaking และ Modern Malay and Business English Course เป็นต้น



ภาพด้านหน้าของ วิทยาลัยการตำรวจ มาเลเซีย (คลิ๊กเพื่อดูรายละเอียด) ซึ่งมีวิสัยทัศน์ Enhancing professionalism in policing through continuous trainin. มีพันธกิจ คือ Producing highly capable human resource to fulfill the demand of modern policing in tandem with the Nation Development Policy towards realising Vision 2020.



นอกจากนี้ ยังมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับเทคโนโลยี web design, การบริหารจัดการต้นทุนมนุษย์ (Human Capital) หรือ การจัดการบริหารงานบุคคล และที่สำคัญ มีการเรียนการสอนวิชาการทางด้านสืบสวนสอบสวนเฉพาะทางหลายหลักสูตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Diploma In Investigative Studies ได้แก่ Gaming Expert , CID Interrogation, Secret Society , Seminar for District Head CID, Domestic Violence & Sexual Abuse, Basic Commercial Crime Investigation , Electronic Card Crime Investigation ,Credit Card Fraud & Counterfeit Currencies, Industrial Crime, Securities & KLOFF , Financial & Banking Institution Crime , Cyber Crime , Prosecution of Commercial Crime Cases , Rights on Intellectual Properties, Basic Prosecution , Seminar On Recent Legal Developments & Approaches To Prosecution, Basic Narcotics Investigation , Narcotic Investigation Officers' Course, Interrogation (NCID), Case Files (NCID), Forfeiture of Properties, Agent Handling Course, Basic Scientific Investigation Course, Scene of Crime Management, Forensic Seminar ซึ่งถือว่าก้าวล้ำนำสมัยไม่ใช่น้อย




ครั้งที่สอง ผมไปมาเลเซีย เป็นผลสืบเนื่องจากการเดินทางไปร่วมคณะกรรมาธิการตำรวจ วุฒิสภา เช่นกัน แต่คราวนี้ ไปเกาะหมาก หรือ เกาะปีนัง ซึ่งไทยเคยตู่ว่าเป็นของไทยเหมือนกัน โดยมีงานเขียนของคนไทย เขียนไว้ดังนี้

"ครั้งที่๑ พ.ศ. ๒๓๒๙ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ เกาะหมาก หรือ ปีนัง สยามต้องสูญเสียให้กับอังกฤษตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๒๙ โดยพระยาไทรบุรีในขณะนั้นต้องการแยกตัวออกจากการปกครองของสยาม จึงหันไปพึ่งพาชาวอังกฤษที่พยายามแผ่อำนาจเข้าครอบครองแหลมมยายูอยู่แล้ว เพื่อหวังให้ชาวอังกฤษคุ้มครองอำนาจปกครองจากชาวสยาม ซึ่งตอนนั้นไทรบุรีอยู่ในฐานะรัฐบรรณาการของสยามต่อเนื่องมาจากอยุธยา ธนบุรีแล้ว จึงเสนอให้อังกฤษเช่าเกาะหมากที่อยู่ในการปกครองของไทรบุรีเพื่อตั้งเป็นสถานีการค้าของอังกฤษเป็นการแลกเปลี่ยนกับการคุ้มครอง แต่เมื่อรัชกาลที่๑ได้ส่งกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทยกทัพมาปราบไทรบุรี อังกฤษก็กลับไม่ยอมเข้าช่วยไทรบุรีเพราะ อังกฤษต้องการแค่เกาะหมากเท่านั้นและไม่อยากเข้าไปยุ่งกิจการภายในที่ไม่ได้รับประโยชน์ สยามยึดเอาไทรบุรีกลับมา แต่เกาะหมากไม่เข้าไปยุ่งจึงได้ตกเป็นของอังกฤษตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๒๙นั่นเอง คงจะรู้ว่าเข้าไปก็ไม่ชนะอังกฤษ ปัจจุบันเกาะหมากก็คือ เกาะปีนังมีฐานะเป็นรัฐๆหนึ่งของประเทศสหพันรัฐมาเลเซีย"





ซึ่งในความเป็นจริง สมัยก่อนสยาม ก็เป็นมหาอำนาจในเขตพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอิทธิพลเหนือดินแดนในแถบนี้ แต่ไม่ได้เข้าครอบครองดินแดนในลักษณะเป็นรัฐแบบสมัยปัจจุบัน คงมีความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจและส่งเครื่องราชสักการะให้แก่สยามเป็นครั้งคราวเท่านั้น หากจะพูดในเชิงอำนาจในลักษณะใหม่ จึงไม่ใช่การเสียดินแดนแต่ประการใด




เกาะปีนัง มีพื้นที่เพียง ๒๘๕ ตารางกิโลเมตร ถือเป็นไข่มุกแห่งตะวันออก ตั้งอยู่ตะวันออกเฉียงเหนือคาบสมุทรมาเลเซีย ป็นหนึ่งในสิบสามรัฐที่ประกอบขึ้นเป็นสหพันธรัฐมาเลเซีย มีประชากรเพียง ๑ ล้านคน และมีชาวจีนถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เดิมชาวมาเลย์รุ่นแรกเรียกว่า ปูเลา วา ซาตู หรือ เกาะเดี่ยว ต่อมาพบในแผนที่เดินเรือ เรียกว่า ปูเลา ปีนัง หรือเกาะหมาก ต่อมาอังกฤษเรียกว่า เกาะปรินซ์ ออฟ เวลส์ และเมื่อมาเลเซียได้รับเอกราช จึงเปลี่ยนเป็นปูเลา ปีนัง อีกครั้ง เกาะหมาก มีเมืองจอร์จทาวน์ เมืองหลวงของรัฐ มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และยังคงสภาพบ้านเมืองแบบผสมผสานทั้งแบบตะวันตก หรือยุโรป ตั้งแต่โปรตุเกส ดัช และอังกฤษ กับ บ้านเมืองในลักษณะแบบจีน มีร้านขายขนมเปี้ยะที่มีอายุเก่าแก่นับร้อยปี (แต่ผมว่าไม่อร่อยเลย) ตั้งอยู่ที่นี่เป็นแบบดั้งเดิมเลยทีเดียว และที่แน่นอนที่สุด ยังมีชุมชนชาวไทย และวัดไทยตั้งอยู่ในเกาะหมากแห่งนี้ด้วย






ชาวไทยเรียกเกาะปีนังว่าเกาะหมาก เพราะในอดีตเคยมีต้นหมากเต็มไปหมด การเดินทางไปปีนังโดยทางรถยนต์จากสงขลา มีระยะทางประมาณ ๒๓๕ กม. ใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมงเศษเท่านั้น หากจะไปปีนัง ผมคิดว่าคุ้มมาก โดยเฉพาะการเช่ารถจักรยานยนต์ หากไปทางรถยนต์จะได้ขับรถยนต์ข้ามสะพานที่เชื่อมเกาะที่ยาวที่สุดในโลก เป็นอันดับ ๓ ด้วย และจะได้ชื่นชมความงามของเมืองระยะไกล ประหนึ่งว่ากำลังเข้าสู่เกาะฮ่องกง เลยทีเดียว









การเดินทางไปมาเลเซียครั้งล่าสุด เมื่อสิงหาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่าน เป็นการเดินทางจากสงขลาโดยรถยนต์โดยสาร ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา จว.สงขลา โดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่ต้องใช้หนังสือเดินทางเพื่อขออนุญาตเข้าเมืองมาเลย์ฯ รถยนต์ผ่านเส้นทาง เมือง Kubang Pasu, Kuala Muda, Kulim, เมือง Pulau Pinang, Perak, Ipoh, Kampar, Tapah และมุ่งสู่ กัวลาลัมเปอร์ Federal Territory of Kuala Lumpur ประเทศ มาเลเซีย ซึ่งเป็นการเดินทางยาวประมาณ ๕๒๖ กม. ใช้เวลาประมาณ ๖ - ๙ ชม. แล้วแต่ความเร็วของยานพาหนะ แต่เส้นทางหลวงสายเอเชีย ในมาเลเซียตลอดเส้นทางยาวประมาณ ๑,๐๐๐ กม. จากเหนือจรดใต้ถึงสิงคโปร์ เป็นทางหลวงที่มีรั้วรอบขอบชิดตลอดเส้นทาง และเส้นทางแยกยกระดับ ทางออก (Exit) ตามมาตรฐานสากล คือ ทำเป็นรูปวงแหวน มิให้มีจุดตัดเชื่อมให้เกิดอุบัติเหตุแต่ประการใด ดังนั้น หากใครประหยัดอยากเดินทางไปมาเลย์ฯ หรือสิงคโปร์ โดยรถยนต์ ก็สามารถไปได้ แต่อาจจะต้องทนทุกข์ทรมานในการนั่งรถยนต์โดยสารนานนิดหน่อย โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ

ประเด็นที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือ มาเลเซีย มียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศมุ่งไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ในทางเกษตรก็เป็นเกษตรสมัยใหม่ เลิกปลูกยางพารา เพราะประเทศจีนและไทย กับอีกหลายประเทศ ได้เริ่มปลูกจำนวนมากขึ้น ทำให้ยางพาราจะมีราคาตกต่ำในอนาคต มีผลไม้ทุกประเภทสามารถปลูกได้ในรัฐ Pahang ที่มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์มาก และผนตกตลอดปี ราคาผลไม้ค่อนข้างสูง แต่สำหรับรสชาติแล้ว ผมว่าประเทศไทยยังได้เปรียบอีกหลายขุม

พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ กาแฟและต้นโกโก้ (Theobroma cacao ) ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองที่เติบโตได้ดีใสสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น บริเวณจากเส้นศูนย์สูตรไปจนถึงเส้นละติจูด ๒๐ องศาเหนือและใต้ ปัจจุบัน มาเลเซีย จึงเป็นแหล่งปลูกโกโก้ เช่นเดียวกับ บราซิล, เวเนซุเอลา, ตรินิแดด, เอกวาดอร์, ปาปัวนิวกินี, โกตดิวัวร์ และอินโดนีเซีย ดังนั้น มาเลย์ จึงเปลี่ยนทิศทางมาผลิตช๊อกโกแลตให้ยุโรปทั้งหมด ไม่ใช่ผลิตแบบธรรมดา แต่จะต้องผลิตทั้ง Package ประทับเครื่องหมายการค้าของยุโรป แล้วส่งให้ประเทศเหล่านั้นไปจำหน่ายในยุโรปอีกที นอกจากนี้ มาเลเซีย ยังเป็นแหล่งผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก พร้อมกับยุทธศาสตร์สร้างความร่วมมือกับจีน ในการแลกเปลี่ยนน้ำมันปาล์มกับเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมหลายประเภท ที่สร้างให้ประชาชนชาวมาเลเซีย มีงานทำและได้รับการ Know How สู่ประเทศมาเลเซียอย่างยั่งยืน

ในทางอุตสาหกรรม ก็ผลิตรถยนต์ได้ โดยกระบวนการซื้อเทคโนโลยีเป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่อง และได้ฝึกฝนบุคลากรหรือทรัพยากรมนุษย์ในประเทศให้มีความพร้อม เนื่องจากมาเลเซีย มีความได้เปรียบเหนือไทย คือ มีความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ดีกว่าไทยมาก ทำให้เรียนรู้และรับเอาความรู้และทักษะไปแผ่กระจายถ่ายทอดสู่ประชาชนในทุกระดับได้โดยง่าย

ข้อมูลยืนยันว่า มาเลเซีย เป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและเติบอย่างยั่งยืนดียอดเยี่ยม โดยเฉลี่ย ร้อยละ ๖.๕ ต่อปี นับแต่ปี ๑๙๕๗ ถึงปัจจุบัน ในปี ๒๐๑๐ ประชาชน รายได้ประชาชาติ ( GDP per capita (PPP) ) กว่า ๔๑๔ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับ ๓ ของเอเชีย และ เป็นอันดับที่ ๒๙ ของโลก


ในทางปกครอง มาเลเซียปกครองระบบ a federal constitutional monarchy ประกอบด้วย ๑๓ มลรัฐ และ ๓ เขตบริหารพิเศษ (federal territories) ในผืนแผ่นดินใหญ่ (Peninsular Malaysia) และ หมู่เกาะ Malaysian Borneo มีประชากรประมาณ ๒๗ ล้านคน

เดิมมาเลเซียอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งต่อมามีการรวมเป็นประเทศครั้งแรกเรียกว่า Malayan Union ในปี ค.ศ. ๑๙๔๖ และสถาปนาเป็นระบบสหพันธรัฐมาลายา (Federation of Malaya ) ในปี ค.ศ. ๑๙๔๘ จนกระทั่งได้เอกราชในปี ค.ศ. ๑๙๕๗ ซึ่งในขณะนั้นยังรวมสิงคโปร์ด้วย จนกระทั่งปี ค.ศ.๑๙๖๕ ประเทศสิงคโปร์ ได้ถูกแยกออกมาจากประเทศมาเลเซีย จนกระทั่งปัจจุบัน มาเลย์ฯ มีนายกรัฐมนตรีเพียงไม่กี่คน โดย ดร.มหาเธร์ ได้ครองอำนาจยาวนานถึง ๒๐ ปี เป็นที่เคารพและเกรงกลัวและสร้างความเจริญให้ประเทศอย่างมาก รวมทั้งมีการโปรโมตการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับ การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรม อย่างรวดเร็ว เล่ากันถึงขนาดว่า เมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว คนทั่วโลกแทบจะไม่รู้ประเทศมาเลเซียเลย ในขณะที่ประเทศไทย เป็นที่รู้จักทั่วโลกมานับร้อยปีแล้ว

มาเลเซีย มีกษัตริย์ที่ได้รับการคัดเลือกหมุนเวียนจากสุลต่าน ๙ รัฐ (รัฐที่เหลือ ไม่มีสุลต่าน แต่มาจากการแต่งตั้งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณจากนายกรัฐมนตรี) แต่สุลต่านไม่มีอำนาจอะไรมากในปัจจุบัน นอกจากเป็นตัวแทนทางรัฐพิธี เล่ากันว่า สุลต่าน ที่ครองพื้นที่บริเวณเมืองหลวง กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งถูกรัฐสภายึดไปเพื่อจัดตั้งเป็น Federal Territory พิเศษ ถึงขนาดจะต้องยินยอมเสียสละพื้นที่ในส่วนดังกล่าวให้จัดตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษ ในขณะที่ทำพิธีลงนาม ถึงขนาดร้องไห้ น้ำตาไหล แต่รัฐบาลมาเลย์ฯ ก็ได้ให้ค่าตอบแทนอย่างดีต่อการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ครั้งนั้น ทำให้เสียงร้องไห้กลายเป็นรอยยิ้มสุขใจจนถึงปัจจุบัน

เมืองกัวลาลัมเปอร์ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับคนไทย มีรถบัสหลายสิบคันวิ่งจากหาดใหญ่ มุ่งสู่เมืองท่องเที่ยวในมาเลเซีย ในทุกสุดสัปดาห์ เรียกได้ว่า ประเทศมาเลย์ เจริญรุ่งเรืองด้วยเงินบาทของไทยนี่แหละ และเราต้องใช้เงินถึง ๑๐ หรือ ๑๑ บาท เพื่อแลกเงินมาเลย์ฯ ๑ ริงกิต




ดร.มหาเธร์ฯ ได้มีแนวคิดสร้างศูนย์ราชการใหม่ ให้มีขีดความสามารถประสานงานกันได้อย่างรวดเร็ว จึงรวม ๓ ฝ่ายอำนาจไว้ด้วยกันในพื้นที่เดียวกัน ประมาณ ๑ หมื่นไร่ เป็นเมืองราชการขนาดใหญ่ สร้างตั้งแต่ประมาณ ปี ค.ศ.๑๙๙๒ จนถึงปัจจุบัน เกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว ด้วยระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพ และวิสัยทัศน์กว้างไกล ทำให้ประเทศมาเลย์ฯ ประกาศจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอีกสิบกว่าปีข้างหน้านี้ ถ้าหันกลับมามองประเทศไทย ... เราอยู่ตรงไหนแล้วก็ไม่รู้




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2554    
Last Update : 23 ธันวาคม 2554 16:31:40 น.
Counter : 2586 Pageviews.  

ไปเที่ยวญี่ปุ่น : เหตุเกิด ณ Waseda Law School!

อันนี้ ก็เป็น blog เก่า ที่ผมเขียนไว้ใน Msn Space ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มิ.ย. ๔๙ ครับ ตอนแรกก็ตั้งใจจะ มาเขียน bloggang นี่แหละครับ แต่ตอนนั้น เข้ามา bloggang ทีไร ก็จะมีปัญหา คนเยอะ ทุกที ระบบบอกว่า คนเยอะ ลองใหม่... อยู่แค่นั้น ... ไม่ไหว ๆ ๆ เอาละครับ ลองมาดูว่า ผมไปทำอะไรที่ Waseda Law School มหาวิทยาลัยเอกชน ของญี่ปุ่น ที่ดีที่สุด ในบรรดาเอกชนทั้งหมดครับ




วันนี้ (๒๙ มิ.ย. ๔๙) ผมมีนัดกับอาจารย์ที่ Waseda Law School สองท่าน คือ Professor Takuichi Kawakami อดีตพนักงานอัยการ กับ Professor Masaki Sasaki อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุดของโตเกียวครับ ผมก็ นัดพูดคุยเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของญี่ปุ่นนั่นแหละครับ

อาจารย์ทั้งสองท่าน พูดภาษาอังกฤษได้ไม่ดีนัก จึงมีนักศึกษาปริญญาเอก ทางกฎหมาย สองคน มาช่วยเป็นล่ามแปลจากภาษาญี่ปุ่น มาเป็นภาษาอังกฤษ ให้ผมฟัง แล้วก็แปลคำถามจากภาษาอังกฤษ (แบบห่วย ๆ สำเนียงไทย ๆ ของผม) ไปเป็นภาษาญี่ปุ่น สลับไปสลับมา ทั้งวันครับ

ผมรู้สึกแปลกใจมาก ทำอาจารย์ทั้งสองท่าน จึงรู้รายละเอียดขั้นตอนปฏิบัติของตำรวจและอัยการ เกี่ยวกับการจับกุม สืบสวนสอบสวน และฟ้องร้องคดีต่อศาลลึกซึ้งนัก มาอ๋อ ก็ตอนที่รู้ว่า ท่านเคยปฏิบัติงานจริง ๆ มาก่อน แน่นอนครับ ท่านมีความคิดเห็นเช่นเดียวกับพนักงานอัยการ ศาล นักวิชาการทั่วไป

ท่านเห็นว่า ทนายความในคดีอาญา ไม่มีความจำเป็น ในกระบวนการสอบสวนปากคำของผู้ต้องหา หรือผู้ต้องสงสัยในประเทศญี่ปุ่นแต่ประการใด ซึ่งเรื่องนี้ ก็เป็นไปตาม Japanese community perspective ที่เห็นว่า ทนายความเป็นเรื่องที่ไร้ความจำเป็น เพราะตำรวจ อัยการ และศาล ก็สามารถปกป้องสิทธิของผู้ต้องหา หรือ จำเลยได้ดีอยู่แล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักกฎหมายของสหรัฐฯ ในเรื่อง Miranda Warning Rule ซึ่งก็คือ เหมือน ๆ กับ มาตรา ๘๓ และ มาตรา ๘๔ ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทยนี้ ที่ให้มีทนายระหว่างการสอบสวนของตำรวจและอัยการ ก่อนฟ้องร้องต่อศาล จึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นในสังคมญี่ปุ่น แต่ประการใดครับ

ผมกับอาจารย์ทั้งสองท่าน สนทนากันตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้า ยันเที่ยง ท่านอาจารย์ที่เป็นผู้พิพากษาเก่า ก็พาไปเลี้ยงข้าว แล้วพาไปท่องเที่ยวแคมปัส พาไปดูศาลจำลอง แล้วก็พูดคุยกันต่ออีกประมาณ ๓ ชั่วโมง จากนั้น ก็พาแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย Waseda อีกพักใหญ่ ไม่น่าเชื่อครับ ท่านให้ความเมตตา กรุณา มุทิตา แก่ผมอย่างมากจริง ๆ

จะไปว่าแล้ว มหาวิทยาลัยวาเซดะนี่ หรูหรามาก ๆ เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก อย่าง Law School นี่ ก็ผลิต Doctor ทางกฎหมาย ปีละ ร้อยคนเศษ อาคาร Law School เป็นอาคารใหม่ล่าสุด มีสองตึกคู่ขนาดกัน สูง ๑๑ ชั้น ใหญ่โตมาก ๆ ในห้องพักอาจารย์ ก็มีโต๊ะประชุมพร้อมเพียงเลย สามารถให้นักศึกษาหรืออาจารย์เข้าไปปรึกษาหารือได้ มีห้องสมุดและห้องค้นคว้าในการทำวิจัยส่วนตัวของนักเรียนทุกระดับ ตั้งแต่ ป. ตรี ป.โท และ ป. เอก มีโรงอาหารในอาคารของ Law School ห้องคอมพิวเตอร์ Moot Court Room หรือ ห้องศาลจำลอง ฯลฯ อย่างเพียบพร้อม ทันสมัย เหมือนโรงแรมชั้น ๑ ระดับ ๕ ดาว อย่างไรอย่างนั้นครับ

อย่างที่ว่าไปแล้วครับ ในช่วงบ่าย ท่านอาจารย์ที่เป็นผู้พิพากษาเก่า ก็ชวนไปพูดคุยเรื่องกระบวนการยุติธรรมของญี่ปุ่นต่อ ท่านเล่าว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานเป็นศาลมา ๓๐ ปี ไม่เคยพบว่าอัยการถูกกล่าวหาว่ารับสินบน และมีเพียง ๑ คดีที่ตำรวจ ถูกกล่าวหาว่ารับสินบน โดยรับของกำนัล เพื่อให้ภรรยาผู้ต้องหา ได้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหานอกเวลาได้ แค่นั้น .... มันยอดมากเลยครับ

ท่านกล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวของท่านนั้น เป็นเพราะคนญี่ปุ่น มีความภาคภูมิใจในตัวเองสูง โดยเฉพาะนักกฎหมาย ได้รับการสั่งสอนมาอย่างดีและเข้มข้น ทำให้รักษาเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ของตนเองอย่างดีเยี่ยมครับ และที่สำคัญ เงินเดือนของพวกเขาก็สูงพอที่จะอยู่อย่างมีเกียรติ ทั้งตำรวจ อัยการ และศาล โดยไม่ต้องหวังพึ่งพาเงินทองจากแหล่งชั่วร้ายอื่น ๆ





กว่าจะคุยเสร็จ ก็ประมาณบ่ายสี่โมงแล้วละ กลับมาพักผ่อน แล้วก็ลงทุนไปกินซูชิ แบบที่อาหารมันวิ่งไปตามราง แล้ว ให้เราเลือกหยิบได้ตามใจนะครับ ราคาก็คิดตามที่เรากินไปครับ มื้อนี้ ใกล้กลับเมืองไทยแล้ว ผมกินไป ราคาพันสามร้อยเยน (กินเยอะไปนิดครับ)




จากนั้น ผมก็เดินเล่นแถว ๆ Ikebukuro ที่นี่ เป็นแหล่งชอบปิ้งอีกแห่งหนึ่งครับ ใกล้ ๆ กับสถานทีที่จะต่อรถไปเที่ยว Hagone ที่ผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้ว มาที่นี่ผมเสียตังค์ไปหลายเลยครับ ประมาณ ๖,๕๐๐ เยน (๒,๒๐๐ บาท) ในการซื้อเสื้อผ้า ผมว่าเสื้อยืดที่นี่ใส่สบายจริง ๆ เนื้อผ้าดี เลยกะซื้อเอาไปใส่ที่เมืองไทย กับอเมริกาต่อไปครับ

จากนั้น กลับมาพักผ่อน แล้วก็ติดตามข่าวการเมืองนิดหน่อย .... ผมก็ได้แต่พูดกับตัวเองว่า "เมื่อไหร่ ประชาชนจะสั่งสอนพรรคการเมืองที่ชั่วร้ายให้หมดไปเสียที ...." แล้วจะอัพเดทต่อไปครับผม




 

Create Date : 03 เมษายน 2550    
Last Update : 23 ธันวาคม 2554 16:39:22 น.
Counter : 490 Pageviews.  

1  2  3  

POL_US
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]




คลิ๊ก เพื่อ Update blog พ.ต.อ.ดร. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ได้ที่นี่
http://www.jurisprudence.bloggang.com






รู้จักผู้เขียน : About Me.

" Anti-Fucking Coup Forever "










University of Illinois

22 Nobel Prize & 19 Pulitzer Prize & More than 80 National Academy of Sciences (NAS) members







***คำขวัญ : พ่อแม่หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่าหวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวังกำลังฝีมือ

เจ้าคือความหวังทั้งมวล



*** ความสุข จะเป็นจริงได้ เมื่อมีการแบ่งปัน :

Happiness is only real when shared!














ANTI-COUP FOREVER: THE END CANNOT JUSTIFY THE MEANS!






Online Users


Locations of visitors to this page
New Comments
Friends' blogs
[Add POL_US's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.