ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง
ราชธรรมนูญ:ฝันจริงของ'ชาวน้ำเงินแท้'1

โดย ณัฐพล ใจจริง
ที่มา นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ.2548
10 ธันวาคม 2552


ความรู้สึกแห่งยุคสมัยที่ราวกับมีคำตอบ


อย่างน้อยสำหรับข้าพเจ้าและอีกหลายท่านที่ฉงนฉงายต่อการหายไปของพลังของความหมายและความทรงจำที่เกี่ยวกับการปฏิวัติ ๒๔๗๕ พบว่า เป็นเรื่องประหลาดที่การปฏิวัติครั้งนั้นถูกทำให้เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าภูมิใจ ไม่น่าเกี่ยวข้องกับเรา

หลายสิ่งหลายอย่างถูกเกลื่อนกลืน มีการโยกย้ายความหมายและความทรงจำ และมีการให้คำอธิบายว่า เกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ รวมทั้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย สามารถสืบย้อนหลังไปได้ว่าล้วนมีผู้ทำไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นปกครองในอดีต

สำหรับในอาณาจักรของชาว "น้ำเงินแท้" แล้ว ไม่มีอะไรในประเทศนี้ที่ไม่เคยถูกทำมาก่อน หรือเป็นสิ่งใหม่ แม้แต่สิ่งที่แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ในประเทศหรืออาจหมายรวมถึงในโลกนี้ คือการสร้างคำอธิบายว่าไทยมีรัฐธรรมนูญตั้งแต่สมัยสุโขทัย หรือว่าผู้ปกครองในระบอบเก่ามีพระราชประสงค์จะมอบ "เดโมคราซี" หรือ "คอนสติติวชั่น" ให้มหาชนชาวสยาม จนดูประหนึ่งว่าการวางหลักไมล์ของจุดเริ่มต้นมิอาจเกิดขึ้นจากบุคคลชั้นธรรมดาในประเทศของเรา

ความฉงนฉงายเหล่านั้น ดลใจให้ข้าพเจ้าศึกษาและค้นคว้ามากขึ้น และพบว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงการสร้างคำอธิบายใหม่ที่ถอยลงไปในอดีตเพื่อสร้างความชอบธรรมบางอย่างที่สำคัญให้กับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่เป็นปรปักษ์กับการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ด้วย "การรื้อสร้าง" การปฏิวัติ และพร้อมกันนั้นก็สร้างคำอธิบายใหม่ให้กับระบอบเก่าที่สอดคล้องกับโครงเรื่องในมโนสำนึก

สำหรับชาว "น้ำเงินแท้" แล้วอาจไม่มีปรากฏการณ์ใดที่จะ "เสียหน้า" และสูญเสียอำนาจ อันนำมาซึ่งความเจ็บช้ำ โหยหาวันก่อนคืนเก่าของพวกเขา ได้เท่ากับการเกิดขึ้นของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ความทรงจำที่ปวดร้าวมีผลให้การเล่าถึงการปฏิวัตินั้นว่า เต็มไปด้วยความขัดแย้งแตกแยก ไม่เป็น "ประชาธิปไตย" ในความหมายของพวกเขา รวมตลอดจนการปฏิบัติของพวกเขาต่อสิ่งก่อสร้างเชิงสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ เช่น หมุดคณะราษฎรที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ก็ถูกมองในฐานะสิ่งแปลกปลอมและถูกปล่อยปละละเลยปราศจากการสงวนรักษาในฐานะที่เป็นจุดประกาศการก้าวสู่ระบอบใหม่ การพยายามลดทอนความหมายของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยลงเป็นเพียงกองซีเมนต์ใหญ่ที่กีดขวางถนนหนทาง ตลอดจนการสร้างคำอธิบายว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยและมีรัฐธรรมนูญมานานตั้งแต่สมัยสุโขทัยเพื่อลบล้างพลังของการปฏิวัติ รวมถึงการผลิตซ้ำเรื่องเล่า เรื่องเล่านี้ถูกนำมาเล่าตอกย้ำ ว่ายวน โดยเฉพาะในประเด็นการ "ชิงสุกก่อนห่าม" ของการปฏิวัติครั้งนั้น

คณะราษฎรบางคนเงียบนิ่งต่อพลังการรื้อสร้างที่ดำเนินไป แต่หลายคนยังคงยืนหยัดโต้การรื้อสร้างเหล่านั้น ท้ายสุดกระบวนการรื้อสร้างนี้ก็กลายเป็นอภิมหาอรรถกถาครอบจักรวาลที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปในอดีต

หาก "อดีต" เป็นภาชนะที่ห่อหุ้ม "ปัจจุบัน" เอาไว้แล้วไซร้ กระบวนการอธิบายหรือให้ความหมายย้อนหลังก็คือการสร้าง "อดีต" ไว้ใน "ปัจจุบัน" นั่นเอง ปฏิบัติการของเขาเหล่านี้เปรียบประหนึ่งกับการ "รื้อ" ความหมายเก่า และ "สร้าง" ความหมายใหม่ โดยทำให้ความหมายเก่าอ่อนตัวลง หรือทำลายความชอบธรรมของปรากฏการณ์ คำ วัตถุ และความทรงจำ พร้อมๆ ไปกับการประกอบสร้างหรือสวมกลืนความหมายใหม่ที่ต้องการเข้าไปแทนที่

หากใครสามารถครอบครองความหมายในอดีตได้ฉันใด ผู้นั้นก็มีอำนาจยึดกุมปัจจุบันได้ฉันนั้น

การศึกษาครั้งนี้ ผู้เขียนใช้หลักฐานจากงานเขียน บันทึกความทรงจำ ชีวประวัติ สารคดีการเมือง นิยายของบรรดาอดีตนักโทษทางการเมือง และกลุ่มพันธมิตรแนวร่วม เช่น นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียน ที่เขียนเกี่ยวกับกรณีกบฏบวรเดชและการรัฐประหาร ๒๔๙๐ เพื่อพิจารณาถึงวิธีการเล่าเรื่อง ความรู้สึกนึกคิด ด้วยการเฝ้ามองและชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลกับปฏิบัติการ "รื้อสร้าง" ความหมายของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ผ่านงานเขียนของเขาเหล่านั้น รวมถึงปฏิบัติการลดทอนพลังความหมาย ตลอดจนการประกอบสร้างความหมายใหม่ที่ยังประโยชน์ให้กับกลุ่มของตน รวมทั้งผลกระทบของการรื้อสร้างจากงานเขียนของชาว "น้ำเงินแท้" ในอดีตว่ามีผลสืบเนื่องอย่างไรต่อความรู้สึกนึกคิด และระบอบการปกครองของไทยในระยะต่อมาจนปัจจุบัน

หากการปฏิวัติ ๒๔๗๕ คือการรูดม่านระบอบเก่าแล้ว การรัฐประหาร ๒๔๙๐ นั้น ถือได้ว่าเป็น "อรุณรุ่งแห่งแสงเงินแสงทองของวันใหม่" สำหรับพวกเขา ซึ่งเป็นการบรรจบกันหรือการปรากฏตัวขึ้นใหม่ของอุดมการณ์ในระบอบเก่าที่สืบทอดมาตั้งแต่กบฏบวรเดช ๒๔๗๖ ที่เคยพ่ายแพ้ ถูกกักขัง จองจำ หลบซ่อน จนได้ออกมาเผยตัวอย่างแจ้งชัดในเวลาต่อมา

ปฏิบัติการรื้อถอนความชอบธรรมของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ พร้อมๆ ไปกับการเชิดชูและสร้างความหมายใหม่ให้กับระบอบเก่าของกลุ่มคนเหล่านี้นำไปสู่การเข้าร่วมการรัฐประหารโค่นล้มคณะราษฎรเพื่อสานฝันของชาวคณะ "น้ำเงินแท้" ให้เป็นจริง การรัฐประหาร ๒๔๙๐ จึงเป็นจุดหมุนพลิกที่สำคัญในประเด็นอำนาจและอุดมการณ์


"ราชธรรมนูญ" กับ "ราษฎร์ธรรมนูญ" :
ปัญหากำเนิด "ระบอบรัฐธรรมนูญ"
และความขัดแย้งของขนาดพระราชอำนาจหลังการปฏิวัติ


ประเด็นหนึ่งในการรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของ "การเมืองเรื่องเล่า" คือการกล่าวว่า การปฏิวัติของคณะราษฎรนั้นเป็นการ "ชิงสุกก่อนห่าม" โดยที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์พระราชทาน "รัฐธรรมนูญ" อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงก็คือ การร่าง "รัฐธรรมนูญ" นั้นเป็นการร่างลับตามพระราชประสงค์ของพระองค์ โดยมีน้อยคนที่รู้ นอกนั้นไม่เคยมีใครได้เห็นเอกสาร นอกจากพูดต่อกันมา มีขุนนางในระบอบเก่าคนหนึ่งนามพระยาศรีวิสารวาจา๒ เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะเขามีส่วนร่วมในการร่าง และรู้ว่ามันมีสาระเช่นไร อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏหลักฐานถึงการบอกถึงสาระที่แท้จริงในฉบับร่างจากเขาตลอดช่วงชีวิต แม้ว่าเขาจะมีส่วนในการเป็นรัฐมนตรีหลังการปฏิวัติหลายครั้งจนกระทั่งถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ตาม ในอีกแง่หนึ่งนี่อาจเป็นเรื่องปกติก็ได้หากมองจากจุดยืนทางการเมืองของเขา เพราะสำหรับพระยาศรีวิสารวาจาแล้วอาจเป็นการดีกว่า ถ้าจะปล่อยให้เรื่องเล่าการจะพระราชทานสิ่งที่เรียกว่า "รัฐธรรมนูญ" ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และการชิงสุกก่อนห่ามของคณะราษฎรนั้นให้คงอยู่ในสังคมต่อไป เพราะเรื่องเล่าแบบนี้มีผลบวกต่อสิ่งที่เขาชื่นชมและทำให้คนฟังเห็นถึงความไม่จำเป็นของการปฏิวัติ ๒๔๗๕

หลังการเปิดหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๑๘ ความกระจ่างแจ้งในสาระสำคัญของเอกสารที่ทรงให้ร่างขึ้น และถูกเรียกจากผู้ต่อต้านการปฏิวัติว่าเป็น "รัฐธรรมนูญ" อันจะพระราชทานให้กับปวงชนชาวสยามนั้นก็ได้ปรากฏขึ้น เมื่อมีการค้นพบเอกสารสำคัญ ๒ ชิ้น ชิ้นแรกคือ ร่างกฎหมาย ปี ๒๔๖๙ ฉบับพระยากัลยาณไมตรี (Francis B. Sayre)๓ (ในต้นฉบับไม่ระบุชื่อกฎหมายและไม่ได้เรียกว่ารัฐธรรมนูญ) ซึ่งมีสาระสำคัญคือ สถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสูงสุดในราชอาณาจักร ให้มีอภิรัฐมนตรีสภา และตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่เสนอนโยบายทั่วไปให้พระมหากษัตริย์ทรงตัดสินพระทัย และนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้อำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ กล่าวโดยสรุปแล้วหมายความว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจสูงสุดทางการบริหาร นิติบัญญัติและการแก้ไขกฎหมาย หรือนัยหนึ่งก็คือทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยนั่นเอง

เอกสารอีกชิ้นหนึ่งคือ สำหรับร่างกฎหมาย ปี ๒๔๗๔ ซึ่งเขียนโดยเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ และพระยาศรีวิสารวาจา เอกสารนี้ใช้ชื่อว่าเค้าโครงร่างการเปลี่ยนรูปรัฐบาล (An Outline of Changes in the Form of the Government) มิได้ใช้คำว่ารัฐธรรมนูญ๔ ร่างฉบับนี้มีสาระสำคัญคือ พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสูงสุดทางการบริหารและการนิติบัญญัติ โดยมีพระราชอำนาจเหนือสภานิติบัญญัติ เหนือสภาอภิรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรี พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสูงสุดในการแต่งตั้งและถอดถอนสภาอภิรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ ส่วนที่มาของสภานิติบัญญัตินั้น อาจมาจากการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งก็ได้ แต่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการยุบสภา โดยสรุปแล้วพระมหากษัตริย์คือผู้ทรงอำนาจอธิปไตยอีกเช่นกัน๕

จากหลักฐานเหล่านี้ยืนยันว่า เป็นความจริงที่พระองค์ทรงเตรียมร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปกครอง แต่จะเป็นประชาธิปไตยตามหลักประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือไม่ ขอให้พิจารณาขนาดของพระราชอำนาจที่มีอย่างมากมายแล้ว คงไม่ต้องเถียงกันอีกต่อไป๖

ดังนั้นหากปราศจากการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และประชาชนเฝ้ารอคอยการพระราชทาน "ราชธรรมนูญ" นี้ ตามเรื่องเล่าแล้ว ที่สุดของความเป็นได้ของการปกครองของสยาม ก็น่าจะเป็นระบอบราชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรรมนูญ หรือรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์ทรงอำนาจอธิปไตย กล่าวให้ถึงที่สุดคือ "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันมีรัฐธรรมนูญรับรองความชอบธรรม" นั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างรวดเร็วในเช้าวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้นเป็นเสมือนหนึ่งการปิดฉากระบอบเก่าลง พร้อมกับการสถาปนา "ระบอบรัฐธรรมนูญ" ขึ้นมาได้ (ภายหลังเรียกระบอบประชาธิปไตย) มีการถกเถียงกันในการตีความกำเนิดรัฐธรรมนูญสยาม ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากการตกลงกันระหว่างราษฎรและผู้ปกครอง๗ หรือเกิดจากการพระราชทาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในทางการเมือง

ฝ่ายสนับสนุนการปฏิวัติเห็นว่ากำเนิดรัฐธรรมนูญเป็นการตกลงกันระหว่าง ๒ ฝ่าย [(มีเหตุแห่งการปฏิวัติ ฝ่ายปฏิวัติชนะ และตกลงกันได้) พระมหากษัตริย์ + คณะราษฎร รัฐธรรมนูญ = พระมหากษัตริย์ + สถาบันการเมือง (กรรมการคณะราษฎร-ต่อมาเรียกคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และศาล) + ประชาชน] พระมหากษัตริย์จึงทรงมีฐานะเป็นประมุขแห่งรัฐ ทรงอยู่เหนือการเมือง ตามหลักพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะที่ละเมิดมิได้เพื่อทรงจะไม่ถูกวิจารณ์จากผลของการกระทำนั้นโดยตรง การกระทำใดๆ ของพระมหากษัตริย์จะต้องมีผู้สนองพระบรมราชโองการเสมอ ดังนั้นการแต่งตั้งสมาชิกสภาประเภท ๒ จึงเป็นอำนาจของสถาบันการเมืองเสนอให้ทรงแต่งตั้ง สำหรับสมาชิกประเภทแรกมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

แต่สำหรับฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติ (หรือพวกที่เรียกกันในเวลานั้นว่าพวก "รอยัลลิสต์") กลับเห็นว่า รัฐธรรมนูญสยามกำเนิดจากการพระราชทานจากพระมหากษัตริย์แต่ฝ่ายเดียว [(ไม่สมควรมีเหตุแห่งการปฏิวัติ (แม้จริงๆ แล้วจะมีการปฏิวัติ) เพราะจะพระราชทานอยู่แล้ว๘) พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ = พระมหากษัตริย์ + สถาบันการเมือง + ประชาชน] พระมหากษัตริย์ต้องมีพระราชอำนาจทางการเมืองมากในลักษณะที่เท่าๆ หรือเหนือกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะพระองค์ทรงเป็นที่มาแห่งกำเนิดรัฐธรรมนูญ เป็นที่มาแห่งอำนาจอธิปไตย ดังนั้นย่อมนำไปสู่ความเห็นว่าการแต่งตั้งสมาชิกประเภท ๒ ต้องเป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์อย่างสมบูรณ์ และสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมิใช่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแบบที่พวกแรกกำหนด

ด้วยความเข้าใจเช่นนี้ จึงนำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านการปฏิวัติ และการรื้อสร้างการปฏิวัติ ซึ่งจะกลายเป็นกระบวนการที่ยาวนานกระบวนการหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ความไม่สบพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ๙ ต่อพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ (ฉบับหลังการปฏิวัติใหม่ๆ) ในประเด็นคำเรียกขาน และการบัญญัติให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีเท่าๆ กับสถาบันการเมืองอื่น เช่น กรรมการคณะราษฎร สภาผู้แทนราษฎร และศาล ตลอดจนประเด็นเรื่องพระราชอำนาจ นำมาสู่การที่ทรงต่อรองกับคณะราษฎรว่า ทรงจะขอแก้ไข "เรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่ง" ซึ่งคณะราษฎรยินยอม หลังจากนั้นทรงเติมพระอักษรลงไปในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินว่า "ชั่วคราว" ก่อนจะทรงลงพระปรมาภิไธย๑๐


ผลแห่งการแก้ไขเรื่อง "เล็กๆ" นี้นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นฉบับที่คณะผู้ร่างเกือบทั้งหมดมาจากขุนนางระบอบเก่า ประเด็นสำคัญที่มีการแก้ไขและเพิ่มเติมคือ การใช้คำว่าพระมหากษัตริย์ การใช้คำว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี การบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะที่เคารพสักการะผู้ใดละเมิดมิได้ พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าอยู่เหนือการเมือง เป็นต้น การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา ประเด็นเรื่องที่มาของผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ อันมาจากแต่งตั้งโดยคณะราษฎรแทนที่จะเป็นพระราชอำนาจนั้นนำมาซึ่งความไม่พอใจเป็นอันมากในหมู่พระราชวงศ์และพวก "รอยัลลิสต์" ทั้งๆ ที่คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเกือบทั้งหมดล้วนมาจากขุนนางระบอบเก่าและการร่างอยู่ใต้การปรึกษาอย่างใกล้ชิดกับพระองค์ทั้งสิ้น

สภาวะความหวาดระแวงระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ กับคณะราษฎรนั้นดำรงมาตลอดและปรากฏชัดเจนเมื่อพระองค์ให้เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ เจ้ากรมสำนักพระราชวังจัดตั้งหน่วยราชการพิเศษขึ้น โดยเลือกพโยม โรจนวิภาต ข้าราชการสำนักพระราชวังซึ่งคลุกคลีกับวงการหนังสือพิมพ์เป็น "สายลับส่วนพระองค์" ในนาม "พ.๒๗" เพื่อทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวของคณะราษฎรและแวดวงหนังสือพิมพ์ให้พระองค์ทรงทราบเป็นการลับโดยตรง สำหรับ "พ.๒๗" เขาเห็นว่าวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็น "วันโลกาวินาศ"๑๑ "พ.๒๗" ได้ปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี จนได้รับคำชมจากพระองค์ว่ารายงานลับของเขานั้นรู้ดี แต่ยังไม่ลึกพอ รายงานฉบับสุดท้ายของ "พ.๒๗" ก่อนการลี้ภัยของเขาก็คือ การรายงานว่า เกิดการเคลื่อนไหวของทหารที่หัวเมืองเมื่อต้นเดือนตุลาคม ๒๔๗๖ โดยมีพระองค์เจ้าบวรเดชทรงเป็นต้นคิดแผนการครั้งนี้๑๒


เจ้านายกับการโต้ "อภิวัฒน์"

มูลเหตุและเบื้องหลังความไม่พอใจจนเป็นเหตุให้นำทหารจากโคราช ราชบุรี เพชรบุรี ลงมาปราบปรามคณะราษฎรเมื่อปี ๒๔๗๖ หรือการโต้ "อภิวัฒน์" นั้น เราทราบจากบันทึกสิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น ของ ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ซึ่งทรงบันทึกจากมุมมองของ "คนใน" และในฐานะผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่พระราชวังไกลกังวลกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และพระราชวงศ์ ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ๒๔๗๖ ก่อนเกิดกบฏบวรเดช (๑๑ ตุลาคม ๒๔๗๖) ว่า ที่พระราชวังไกลกังวลนั้น มีคนพลุกพล่านมาก และส่วนใหญ่เป็นพวกคณะชาติ๑๓ ทรงจำได้ว่าเจ้านายพระองค์หนึ่ง คือ...๑๔ ทรงขับรถมุ่งตรงไปยังพระราชวังไกลกังวล เพื่อขอเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ ม.จ.หญิงพูนพิศสมัย ดิศกุล ทรงให้รายละเอียดด้วยว่า เจ้านายพระองค์นี้ถูกบรรดาพระราชวงศ์กล่าวหาว่าทรงเป็นผู้สนับสนุนให้ทหารกำเริบโลภจน "เป็นขบถ" เมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และเจ้านายพระองค์นี้ได้ทรงกล่าวว่า "อย่างไรๆ ก็ต้องแก้มืออ้ายพวกขบถนี้ให้จงได้ แม้แต่พี่น้องก็ไม่มีใครเขาดูหน้าฉันหมดแล้ว"๑๕ เจ้านายพระองค์นี้ได้มาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการเปลี่ยนแปลง "การปกครองใหม่" จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงไม่เห็นด้วยกับการทำเช่นนี้ เพราะทรงเห็นว่าจะเกิดข้อสงสัยต่อบทบาทของพระมหากษัตริย์ว่าต้องการพระราชอำนาจกลับคืน แต่ท้ายที่สุดพระองค์ก็มิได้ทรงห้ามปรามอีก ทั้งยังพระราชทานของบางอย่างให้ ซึ่ง ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงใช้คำว่า "ให้ๆ บริสุทธิ์"๑๖ และทรงบันทึกต่อไปว่า ราชสำนักได้เขียนเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จากพระคลังข้างที่ให้เจ้านายพระองค์ที่มาปรึกษาข้อราชการที่ไกลกังวลด้วย ต่อมาไม่นานเจ้านายพระองค์นั้นก็ทรงนำกองทัพจากทางเหนือลงมา

การยกทหารลงมา โดยเรียกตนเองว่า "คณะกู้บ้านกู้เมือง" ครั้งนี้ เป็นความพยายามครั้งแรกในการต่อต้านการปฏิวัติ เพื่อฟื้นฟูพระเกียรติและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตลอดจนปราบปรามคณะราษฎร๑๗ และการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ (ดังที่ ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงบันทึกถึงความในใจของพระองค์เจ้าบวรเดช) ดังความรู้สึกของหลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร) หนึ่งในผู้เข้าร่วม ซึ่งเห็นว่าเขาไม่พอใจรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทเฉพาะกาล ซึ่งเขาเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย๑๘

มีความคลุมเครือที่เกิดขึ้นจากบันทึกความทรงจำและเรื่องเล่าภายหลังเหตุการณ์ซึ่งมีลักษณะเป็นการสร้างคำอธิบายใหม่ว่า การยกกองทัพมาครั้งนี้เป็นการกระทำที่เปี่ยมไปด้วยหลักการประชาธิปไตย การที่จะมุ่งสร้างประชาธิปไตยหรือไม่นั้น เราจะเข้าใจกระจ่างขึ้นหากพิจารณาจากความรู้สึกของหลวงโหมรอนราญ (ตุ๊ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) หนึ่งในนายทหารผู้เข้าร่วม "คณะกู้บ้านกู้เมือง" ตามที่ได้เขียนไว้ในบันทึกความทรงจำของเขา บันทึกความทรงจำนั้นเขียนขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์นั้นหลายปี (เขาเขียนในปี ๒๔๙๒) แต่เขายังคงยืนยันความรู้สึกเมื่อครั้งนั้นอย่างแจ่มชัดว่า "[การยกทหารจากหัวเมืองมาครั้งนี้-ผู้เขียนบทความ] จะได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เหมาะสมและถวายพระราชอำนาจแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"๑๙


"กบฏ" ที่ไม่ "ขบถ"!!? :
ความเข้าใจในตนเองของ "คณะกู้บ้านกู้เมือง"


การเข้าใจชุดกระบวนการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการปฏิวัติ ๒๔๗๕ กับการเผชิญหน้ากันครั้งสำคัญระหว่างฝ่ายคณะราษฎรกับฝ่ายต่อต้านนั้น การให้ความสำคัญกับการพิจารณาความคิด ความหมาย จุดยืนทางอุดมการณ์เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เกิดความกระจ่างขึ้น

สำหรับงานเขียนที่นิยามความหมายของจุดยืนทางอุดมการณ์การเมืองในเวลาใกล้เคียงนั้น ทั้ง ม.ร.ว.ทรงสุจริต นวรัตน และ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน ให้ความหมายของคำว่า "อนุรักษ์นิยม หมายถึง พวกหัวเก่าเห็นว่าวิธีการเก่าๆ ที่ใช้นั้นดีอยู่แล้ว การแก้ไขเปลี่ยนแปลงมีแต่จะได้รับผลร้าย...พวกนี้ถือคติว่า ก่อนกระโดดจงมองดูให้ดี กล่าวโดยทั่วไปแล้ว พวกนับถือราชวงศ์คือ พวกรอยะลิสม์ (Royalism) และโมนาคิสม์ (Monarchism) นับเป็นแขนงหนึ่งของพวกคอนเซอเวตีฟ หรือจะกล่าวว่า พวกคอนเซอเวตีฟพวกหนึ่งมาจากคตินับถือราชวงศ์ก็ได้" ทั้งนี้ "คอนเซอเวตีฟพวกนี้เห็นว่ากษัตริย์ทรงคุณแก่ประเทศ จึงสมควรสนับสนุนด้วยการถวายพระราชอำนาจ ความนับถือและเทิดทูนบูชา คติรอยะลิสม์เห็นได้ชัดเจนในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ถึงแม้เลิกใช้ลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชแล้ว คติรอยะลิสม์ก็ยังมีอยู่"๒๐

ในงานบันทึกความทรงจำมากมายหลายชิ้นของเหล่าผู้เข้าร่วมกับ "คณะกู้บ้านกู้เมือง" ซึ่งนำโดยพระองค์เจ้าบวรเดช ปี ๒๔๗๖ นั้น ไม่มีงานชิ้นใดที่บอกว่า พวกตนเป็น "ขบถ" ซึ่งก็เป็นเรื่องแน่นอนว่า ไม่มีใครยอมรับว่า การกระทำของตนไม่ถูกต้อง แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่าก็คือ สำหรับพวกเขาแล้ว พวกเขาให้ความหมายกับคำนี้อย่างไรต่างหาก การพิจารณาประเด็นดังกล่าวต้องการความละเอียดอ่อนพอที่จะเข้าใจความแตกต่างของการให้ความหมายของคำที่ "คณะกู้บ้านกู้เมือง" ใช้เพื่อสามารถเข้าใจฐานคิด จุดยืนของอุดมการณ์การเมือง และการกล่าวอ้างถึงความชอบธรรมของฝ่ายตน ซึ่งเป็นประเด็นที่โต้แย้งกันมาตลอด ตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และการกลับมาอีกครั้งของการยืนยันตัวเองในการเป็น "นักประชาธิปไตย" และการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ของคนเหล่านี้

คำว่า "ขบถ" ในอักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลย์ (พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖) ให้ความหมายว่า "คิดจะทำร้ายเจ้าชีวิต" แต่สำหรับปทานุกรมของกรมตำรา กระทรวงธรรมการ พ.ศ. ๒๔๗๐ คำว่า กบฏ คือ ความคดโกง พยศร้าย ล่อลวง ส่วนพจนานุกรมสำหรับนักเรียน ฉบับแก้ไขปรับปรุงของกรมตำรา กระทรวงธรรมการ พ.ศ. ๒๔๗๒ คำว่า กบฏ คือ ความคด ความโกง ความทรยศ การประทุษร้ายต่ออาณาจักร

จากความหมายข้างต้น สามารถสรุปความหมายได้ ๒ ความหมาย คือ คำว่า "ขบถ" ที่เก่าที่สุดนั้นแนวคิดสำคัญคือ การต่อต้านกษัตริย์ การคิดทำร้ายกษัตริย์ การช่วงชิงพระราชอำนาจ ซึ่งให้ความสำคัญกับบุคคลมากกว่า แต่สำหรับอีกความหมายหนึ่งซึ่งใหม่ขึ้นมาอีกนั้น จะให้ความหมายของคำดังกล่าวในเชิงนามธรรมภายใต้แนวคิดสมัยใหม่ที่มองหรือให้ความสำคัญกับคำว่าอาณาบริเวณที่หมายรวมถึงสิ่งอื่นๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาตามแนวคิดรัฐสมัยใหม่ควบคู่มากขึ้น เช่น ดินแดน และรัฐบาล ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า คำว่า "กบฏ" มีความหมายเกี่ยวกับ การคิดคด ความโกง ความทรยศ การต่อต้านศูนย์กลางอำนาจ/รัฐบาล

เมื่อนำ "คำ" ดังกล่าวมาพิจารณาควบคู่กับบริบททางการเมืองหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ แล้วก็จะพบว่า รัฐบาลเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นรัฐสมัยใหม่ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และมีการแบ่งแยกอำนาจ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงใช้อำนาจอธิปไตยการบริหารแทนประชาชนโดยรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นการต่อต้านรัฐบาลคือกบฏ แต่สำหรับ "คณะกู้บ้านกู้เมือง" แล้ว อย่างน้อยพวกเขาไม่เคยยอมรับว่าพวกเขาเป็น "ขบถ" ในความหมายที่คิดร้ายต่อกษัตริย์ หรือแย่งชิงพระราชอำนาจ แต่เป็น "การเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่"

ความเข้าใจต่อตนของพวกเขาในการยกทหารลงมา "ปราบขบถ" นั้นเป็นการต่อต้านรัฐบาล (ศูนย์กลางอำนาจ) แต่ไม่ได้ทรยศต่อพระมหากษัตริย์ ดังจะเห็นถึงตัวอย่างความรู้สึกนึกคิดของหลวงโหมรอนราญ ที่ได้บันทึกไว้ว่า "สำคัญที่สุดอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้านั้น ซื่อสัตย์กตัญญูต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมราชจักรีวงศ์อยู่ในสายเลือด จึงเกลียดชังผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินยิ่งนัก เพราะข้าพเจ้าถือว่านี้เป็นขบถ หมิ่นหยามและอกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ จึงตั้งใจว่าถ้ามีโอกาส จะลุกขึ้นต่อสู้และปราบปรามพวกขบถเหล่านี้ให้จงได้"๒๑

แม้ว่าในช่วงปลายสงคราม รัฐบาลได้ประกาศพระราชกำหนดนิรโทษกรรมฯ แล้วก็ตาม แต่หลวงโหมรอนราญยังคงมีจุดยืนความคิดที่ไม่แตกต่างไปจากเดิมที่ว่าคณะราษฎรแย่งชิงพระราชสมบัติ เขายืนยันว่า "ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินยังมีอำนาจราชศักดิ์ เป็นคณะรัฐบาลอยู่หลายคน ข้าพเจ้าไม่อยากอยู่ร่วมแผ่นดินกับพวกขบถเหล่านี้ [เน้นโดยผู้เขียนบทความ]"๒๒

การตระหนักรู้ตนเองในการเป็นพวก "รอยัลลิสต์" นี้ แกนนำอีกคนหนึ่งในการยกกองทัพจากหัวเมืองครั้งนี้ คือพระยาศราภัยพิพัฒ ได้เล่าถึงความรู้สึกของเขาหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่นานว่า เขาไม่หวาดวิตกในการมีรายชื่อที่จะถูกปลดจากราชการในฐานเป็น "พวกเจ้า" เลย แต่เขากลับเห็นว่าเป็นเรื่องน่าภูมิใจว่าเป็น "พวกเจ้า" เขาเห็นว่า สำหรับเขาแล้ว เมื่อพวกเจ้าตกอับ เขาก็พร้อมที่จะตกเหวตามไปด้วย๒๓ หลังการปฏิวัติไม่นาน เขาถูกปลดออกจากราชการ และได้ไปทำงานที่บริษัทสยามฟรีเพรสส์ ของหลุย คีรีวัต ต่อมาเขาได้เดินทางไปปีนังเข้าเฝ้าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เขาเล่าว่า เมื่อเขากลับมาได้ถูกจับจ้องจากคณะราษฎรมาก จนได้รับหนังสือตักเตือนจากหลวงพิบูลสงครามและหลวงศุภชลาศัย ไม่นานหลังจากนั้น เขาได้เดินทางไปท่องเที่ยวในจีนและญี่ปุ่นและได้เขียนสารคดีท่องเที่ยวประกอบการวิจารณ์การเมือง ทำให้เราได้ทราบความคิดทางการเมือง หรือเค้าความคิดในรัฐธรรมนูญอุดมคติของพระยาศราภัยพิพัฒ คือ เขาชื่นชมกับรัฐธรรมนูญฉบับพระราชทานของจักรพรรดิเมจิของญี่ปุ่นที่บัญญัติให้พระองค์มีพระราชอำนาจมาก และเขาเห็นว่าองค์จักรพรรดิมีการเตรียมการเป็นเวลานานเพื่อให้ประชาชนมีความพร้อม เขาประเมินว่าการที่องค์จักรพรรดิมีอำนาจสูงสุดแบบเอกาธิปไตยในรัฐธรรมนูญนั้นมีความเหมาะสม เพราะพระองค์จะชี้ขาดปัญหาทั้งมวล โดยประชาชนจะรอคอยพระบรมราชโองการอย่างจงรักภักดี๒๔

และพระยาศราภัยพิพัฒได้ประเมินสภาพการณ์หลังการปฏิวัติว่า การปฏิวัติเป็นการนำความเสื่อมมาสู่ โดยเขากล่าวถึงความเสื่อมโทรมของศีลธรรมเยาวชนว่า "จะเห็นได้จากพฤติการณ์และนิสัยเด็กหนุ่มของเราได้เสื่อมลงไปในระหว่างปีกลาย [๒๔๗๕] กับปีนี้ [๒๔๗๖] เป็นอันมาก เพราะเสรีภาพปลุกให้เขาตื่นอย่างัวเงีย"๒๕

การจัดวางพระราชอำนาจในรัฐธรรมนูญที่ไม่เหมาะสมหลังการปฏิวัติให้สอดคล้องตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และเหล่าพระราชวงศ์ ทำให้เกิดการสนับสนุนงบประมาณจากพระคลังข้างที่ในการยกกองทัพจากหัวเมือง เป็นเหตุให้เกิด "คณะกู้บ้านกู้เมือง" เมื่อเดือนตุลาคม ๒๔๗๖ พร้อมกับการยื่นคำขาดต่อคณะราษฎร จากความพ่ายแพ้ของการโต้ "อภิวัฒน์" นี้ ทำให้พระองค์เจ้าบวรเดชและแกนนำต้องลี้ภัยไปยังเวียดนามและสิงคโปร์ ส่วนนายทหารระดับนำเสียชีวิตในที่รบ แนวร่วมจำนวนมากถูกจับขึ้นศาล และนำไปสู่การจับกุมผู้เกี่ยวข้อง ๖๐๐ คน โดยถูกส่งฟ้องศาลพิเศษ ๓๔๖ คน ถูกตัดสินลงโทษ ๒๕๐ คน ถูกปลดจากราชการ ๑๑๗ คน๒๖

ในระหว่างคุมขังนักโทษทางการเมืองเหล่านี้ พวกเขาได้บันทึกความทรงจำและแต่งนิยายขึ้นจำนวนมากที่เล่าในลักษณะกลับหัวกลับหาง และภายหลังถูกนำมาเผยแพร่เมื่อได้รับการปลดปล่อย อย่างไรก็ตามบันทึกความทรงจำและนิยายเหล่านี้ ทำให้เราได้ทราบความรู้สึกนึกคิด ความคิดทางการเมืองและความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาในเวลาต่อมา


"น้ำเงินแท้" (True Blue) :
หนังสือพิมพ์และการกู่ก้องร้องเพลงประกาศอุดมการณ์ในแดนหก


ในระหว่างที่พวกเขาถูกคุมขังเพื่อรอการพิจารณาตัดสินจากศาลพิเศษนั้น ด้วยศรัทธาแห่งอุดมการณ์อันแรงกล้าไม่อาจทำให้แนวหลักและแนวร่วมของ "คณะกู้บ้านกู้เมือง" นี้สิ้นหวัง แต่ยังคงเคลื่อนไหวต่อไปโดยผ่านการออกหนังสือพิมพ์แสดงอุดมการณ์ของกลุ่มตนในนาม "น้ำเงินแท้" ในเรือนจำ ในนิยายกึ่งชีวประวัติของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน๒๗ เรื่องเมืองนิมิตร ได้บันทึกถึงกำเนิดของหนังสือพิมพ์นี้ว่า ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ เป็นผู้เสนอทำหนังสือพิมพ์ขึ้นก่อนเพื่อเผยแพร่ข่าวสารให้พรรคพวกทราบ โดยหนังสือพิมพ์นี้เป็นหนังสือพิมพ์ที่เขียนด้วยมือของ ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ ลงบนกระดาษสมุด ภายหลัง ม.ร.ว.นิมิตรมงคลได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์หนังสือพิมพ์เพื่อใช้เป็นตำราการเมือง เป็นหนังสือพิมพ์ชื่อ "น้ำเงินแท้" ขึ้นแทน มีลักษณะเป็นสมุดปกแข็ง หุ้มด้วยกระดาษแก้ว การผลิตหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากเหล่านักโทษการเมืองมาก ตั้งแต่การเขียนภาพปก ภาพหัวเรื่อง โดย เพรา พวงนาค, เติม พลวิเศษ และแปลก ยุวนวรรธนะ สำหรับนักเขียนประจำใน "น้ำเงินแท้" มีเช่น หลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร), พระยาศราภัยพิพัฒ, พระศรีสุทัศน์, หลุย คีรีวัต, ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ และ "แม่น้ำโขง" (อ่ำ บุญไทย) เป็นต้น

การเผยแพร่หนังสือพิมพ์นี้ ชาว "น้ำเงินแท้" ใช้วิธีการซุกซ่อนใต้กระถางต้นไม้ บนหลังคาห้องน้ำ บ่อขยะ เพื่อสื่อสารระหว่างกัน ทั้งที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่เรือนจำได้ตรวจตราเป็นอย่างมากก็ไม่อาจจับได้

ความมุ่งมั่นในการออก "น้ำเงินแท้" นี้ดำเนินต่อไปได้ถึง ๑๗ ฉบับ ความพยายามในการเผยแพร่อุดมการณ์ไม่จำกัดแต่เพียงในแดนหกเท่านั้น แต่ชาว "น้ำเงินแท้" ยังพยายามเผยแพร่หนังสือนี้ออกสู่ภายนอกด้วยวิธีการผูกสมุดแนบกับตัวหรือท่อนขาของญาติที่มาเยี่ยม หรือฝากให้เมื่อพบกันที่ศาล๒๘ บทความที่ลงใน "น้ำเงินแท้" นั้นในสายตาของชุลี สารนุสิต ชาว "น้ำเงินแท้" คนหนึ่งแล้ว เห็นว่าเป็นบทความที่ดุเดือดที่เขียนจาก "ปากกาที่เผาด้วยเพลิง" มีทั้งบทความที่วิพากษ์วิจารณ์แห่งรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕ และของต่างประเทศ และความเห็นเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา๒๙ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามหากลองพิจารณาบันทึกความทรงจำที่เกี่ยวกับพฤติกรรมและอุดมการณ์การเมืองของชาว "น้ำเงินแท้" ที่เผยแพร่ออกมาในช่วงบรรยากาศเปิดทางการเมืองหลัง ๒๔๘๘ แล้ว เราอาจจะเข้าใจความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจของพวกเขา ดังนี้ ชุลี สารนุสิต ได้บันทึกความทรงจำถึงความหมายของ "น้ำเงินแท้" ในแดนหก ว่า "น้ำเงินแท้" สามารถตีความได้ ๒ แบบ คือ สีของชุดนักโทษ หรือสีน้ำเงินในธงชาติ เขาเห็นว่าถูกทั้งสองความหมาย แต่เขาได้ย้ำเป็นพิเศษว่า สำหรับเขาแล้ว สีน้ำเงิน คือ "สีที่บริสุทธิ์ และเป็นธงชัยแห่งความหวัง"

ไม่แต่เพียงความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักโทษทางการเมืองเหล่านี้ด้วยการออกหนังสือพิมพ์เท่านั้น แต่ยังมีการแต่งเพลงร้องปลุกใจในพวกพ้องด้วย โดย ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ได้ทรงแต่งเพลง "น้ำเงินแท้" หรือ "True Blue" ขึ้น๓๐ ชุลีเล่าเสริมว่าเพลงนี้ได้แพร่หลายไปในหมู่นักโทษการเมืองอย่างรวดเร็ว แม้ว่าพรรคพวกที่เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษก็ยังร้องได้ เขาย้ำว่าเป็นเพราะว่าเพลง "True Blue" คือ "น้ำเงินแท้" นั่นเอง แม้ว่าภายหลังเจ้าหน้าที่เรือนจำเข้มงวดมากขึ้นจนทำให้ต้องยุติการออกหนังสือพิมพ์ แต่พลังของความหมายของ "น้ำเงินแท้" ไม่จบสิ้นลงในฐานะหนังสือพิมพ์เท่านั้น แต่บทเพลงแห่งอุดมการณ์ยังคงกึกก้องในหัวใจ ชุลีได้สรุปว่า "หนังสือน้ำเงินแท้ได้สิ้นลมปราณลงแล้ว เพราะความระมัดระวังตัวของพวกเรา แต่บทเพลงน้ำเงินแท้ยังคงชีพอยู่และก้องอยู่ในจิตต์ใจของนักโทษการเมืองทุกคน"๓๑

หลังจากถูกตัดสินลงโทษแล้ว ทั้งนักโทษการเมืองในกรณีกบฏบวรเดช ๒๔๗๖ และนักโทษในกรณีอื่นๆ เช่น การลอบสังหารหลวงพิบูลสงครามและการโค่นล้มรัฐบาล ได้ถูกส่งตัวไปกักขังที่เกาะตะรุเตาและเกาะเต่า อันเป็นที่มาของประสบการณ์ที่ชาว "น้ำเงินแท้" และนักโทษการเมืองอื่นๆ ได้ใช้เป็นวัตถุดิบในการเขียนสารคดีการเมืองทยอยออกมาเป็นชุดหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือในรูปหนังสือสารคดีการเมืองเล่มเล็กๆ ที่เป็นอันนิยมขณะนั้น โดยโครงเรื่องส่วนใหญ่เป็นการเล่าถึงความยากลำบาก ความทุกข์ทรมานในขณะถูกจำคุกด้วยน้ำมือของคณะราษฎรที่พวกเขากล่าวหาว่า "ไม่เป็นประชาธิปไตย" และ "เป็นคณาธิปไตย" ทางการปกครอง ตลอดจน "อยุติธรรม" ในการกวาดจับพวกเขา


การฟื้นชีพของชาว "น้ำเงินแท้"
กับการเปิดกว้างทางการเมืองหลังสงคราม


ในช่วงปี ๒๔๘๘ ปลายสงคราม โครงสร้างทางการเมืองของไทยเปิดเอื้อให้กับการกลับมาเคลื่อนไหวต่อต้านคณะราษฎรอีกครั้ง บรรยากาศในช่วงนั้นเป็นการพยายามประนีประนอมกับกลุ่มต่างๆ มากขึ้น รัฐบาลหลวงโกวิทอภัยวงศ์ (ควง อภัยวงศ์) ได้ประกาศพระราชกำหนดการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจลาจล ๒๔๘๘ ซึ่งมีสาระว่าผู้ที่ได้กระทำความผิดทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษ ทั้ง ๓ ครั้ง เมื่อ ๒๔๗๖, ๒๔๗๘ และ ๒๔๘๑ ทั้งที่ได้รับการตัดสินแล้ว หรือหลบหนี ให้ได้รับการนิรโทษกรรมให้พ้นผิด พระราชกำหนดฉบับนี้ มีผลในการเปิดโอกาสให้ชาว "น้ำเงินแท้" และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับคณะราษฎรสามารถกลับยังประเทศและเข้าสู่วงการเมืองได้อีกครั้ง การกลับมาครั้งนี้พวกเขาได้กลับเข้าเล่นบทปัญญาชน ในการพูด เขียน วิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนลงสมัครรับเลือกตั้ง๓๒

การได้รับการปลดปล่อย การได้รับคืนฐานันดร บรรดาศักดิ์ และยศ จากการนิรโทษกรรมของอดีตนักการเมืองชาว "น้ำเงินแท้" ที่เคยต่อต้านการปฏิวัติและคณะราษฎรในหลายกรณี ได้ทยอยกลับมาจากต่างประเทศ เช่น พลโท พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา-อดีตแม่ทัพในระบอบเก่า), น.อ.พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวานิช-อดีตนายเวรวิเศษ-เลขาประจำตัวของเสนาบดีกระทรวงทหารเรือในยุคสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต), พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค-อดีตสมุหเทศาภิบาล เมืองเพชรบุรี ราชบุรี), หลุย คีรีวัต (เจ้าของบริษัท สยามฟรีเพรสส์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์), ร.อ.หลวงโหมรอนราญ (ตุ๊ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) บางส่วนได้รับการปลดปล่อย เช่น หลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร-อดีตเลขาธิการกรมราชเลขาธิการ), ร.ท.ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน, ร.ท.ขุนโรจนวิชัย (พายัพ โรจนวิภาต), ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์, ดร.โชติ คุ้มพันธุ์ และชุลี สารนุสิต เป็นต้น และที่ได้รับการคืนฐานันดร เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร, พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เป็นต้น

การกลับมาครั้งนี้ เหล่าชาว "น้ำเงินแท้" หลายคนได้เล่นบทเป็นนักคิดนักเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์การเมืองลงหนังสือพิมพ์ ต่อมางานเขียนเหล่านี้บางส่วนถูกรวมพิมพ์เป็นเล่มหรือรวมพิมพ์ประกอบกัน เช่น พระยาเทพหัสดิน เขียนจดหมายจากพลโท พระยาเทพหัสดิน (๒๔๘๘)๓๓ หลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร) เขียนกบฏเพื่ออะไร (๒๔๘๘)๓๔ ชุลี สารนุสิต เขียนแดนหก (๒๔๘๘) ดร.โชติ คุ้มพันธุ์ เขียน ๑๑ ปีในชีวิตการเมือง๓๕ พายัพ โรจนวิภาต เขียนยุคทมิฬ (๒๔๘๙)๓๖ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน เขียนความฝันของนักอุดมคติ (๒๔๙๑)๓๗ หลวงโหมรอนราญ (ตุ๊ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) เขียนเมื่อข้าพเจ้าก่อกบฏ (๒๔๙๑) หลุย คีรีวัต เขียนประชาธิปไตย ๑๗ ปี (๒๔๙๓) เป็นต้น

หน้ากระดาษอันเปิดกว้างที่สะดวกในการ "รื้อ" ความชอบธรรมของคณะราษฎรด้วยการโจมตีคณะราษฎรว่าไม่มีความเป็นธรรมในการจับกุมหรือจับกุมตัวผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง/"จับแพะ" นั้นแพร่หลายอย่างมากในวรรณกรรมลักษณะ "ร้องแรกแหกกระเชอ" ของชาว "น้ำเงินแท้" พร้อมการปฏิเสธเสียงแข็งถึงความเกี่ยวข้องกับการกบฏ อย่างไรก็ตามหากเราติดตามงานของชาว "น้ำเงินแท้" ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป กล่าวคือ เมื่อคณะราษฎรสิ้นอำนาจในขณะที่พวก "รอยัลลิสต์" และทหารนิยมเถลิงอำนาจ เราจะพบว่า แกนนำเหล่านี้ล้วนยอมรับในภายหลังอย่างภาคภูมิว่า พวกเขาล้วนมีส่วนในความร่วมมือต่อต้านคณะราษฎรไม่มากก็น้อย๓๘

การเคลื่อนพลลงสนามการเมืองของเหล่านักการเมือง "น้ำเงินแท้" อย่างเป็นทางการ เริ่มจากการลงสมัครรับเลือกตั้งปี ๒๔๘๘ และการจัดตั้งพรรคการเมืองปี ๒๔๘๙ โดยเริ่มต้นที่โชติ คุ้มพันธุ์ ที่ลงสมัครอิสระ (ภายหลังสังกัดพรรคประชาธิปไตย) ได้รับชัยชนะเหนือทองเปลว ชลภูมิ จากความช่วยเหลือของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (ต่อมาเป็นหัวหน้าพรรคก้าวหน้า ที่มีนโยบายสำคัญคือ นโยบายต่อต้านคณะราษฎร) และการผนวกตัวกันระหว่างกลุ่มหลวงโกวิทฯ อดีตนายกรัฐมนตรี กับกลุ่มพรรคประชาธิปไตย และพรรคก้าวหน้ากลายเป็นพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีหลวงโกวิทฯ เป็นหัวหน้าพรรค และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นรองหัวหน้าพรรคนั้น

ในขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้านขนาดใหญ่ต่อพรรคสหชีพและพรรคแนวรัฐธรรมนูญของรัฐบาลซึ่งขณะนั้นหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ในสมัยรัฐบาลหลวงประดิษฐ์ฯ ได้เสนอให้แก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญโดยให้คณะกรรมการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการยกร่างแก้ไข และได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ ในปีเดียวกันนั้นเอง ได้เกิดวิกฤตการณ์การเมือง เนื่องจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลด้วย "การต้องพระแสงปืน" นำไปสู่วิกฤตการณ์การเมือง รัฐบาลหลวงประดิษฐ์ฯ ขอลาออก รัฐบาลใหม่ของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ถูกโจมตีอย่างหนักจากนักการเมืองฝ่ายค้าน จนนำไปสู่การเผชิญมรสุมจากการรัฐประหาร เมื่อ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐


กำเนิด "ระบอบสีน้ำเงิน" :
การรุกคืบทางรัฐธรรมนูญกับการรื้อฟื้นพระราชอำนาจหลัง ๒๔๙๐


การเกาะกลุ่มของชาว "น้ำเงินแท้" กับพันธมิตรแนวร่วมนั้น มีผลกระทบอย่างมากต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่เปิด ท่ามกลางความพยายามประนีประนอมของรัฐบาลหลังสงครามกับรอยฝังจำของเหล่านักโทษการเมือง ความระส่ำระสายทางการเมืองจากการบริหารประเทศหลังภาวะสงครามและเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากกรณีสวรรคต นำไปสู่การรัฐประหารที่ได้รับความร่วมมือจากชาว "น้ำเงินแท้" ในการโค่นล้มรัฐบาลเสรีไทย และนำไปสู่การกวาดล้างกลุ่มหลวงประดิษฐ์ฯ พร้อมกับได้แขวนข้อกล่าวหาฝากติดตัวให้ด้วย ในระยะเวลานี้ เกิดการปรากฏตัวอย่างสำคัญของพวก "รอยัลลิสต์" ที่เข้มแข็งอย่างไม่เคยมีมาก่อนหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕

การผนึกกำลังร่วมกับคณะรัฐประหารในครั้งนี้มีผลสะท้อนให้สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐ เปลี่ยนแปลงจากหลักการหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่ถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก๓๙ ดังมีลักษณะ [พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ = พระมหากษัตริย์ + (สถาบันการเมือง) + ประชาชน] เช่น ถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร (มาตรา ๗๔, ๗๕, ๗๗) ซึ่งกำหนดให้พระองค์มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และมีพระราชอำนาจในการปลดนายกรัฐมนตรี (มาตรา ๗๘) โดยให้ประธานอภิรัฐมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ โดยอภิรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งโดยพระราชอำนาจ (มาตรา ๙) อีกทั้งพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการเพิกถอนรัฐมนตรีได้ด้วยพระบรมราชโองการ (มาตรา ๗๙) และมีพระราชอำนาจในการเลือกวุฒิสภา (มาตรา ๓๓) พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการตราพระราชบัญญัติในกรณีฉุกเฉินและกรณีการเงิน (มาตรา ๘๐, ๘๑) เป็นต้น ดังนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่งผลให้ปราศจากผู้สนองพระบรมราชโองการ และขัดต่อหลักพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะที่ละเมิดมิได้๔๐ โดยสรุปแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์มากและมีการรื้อฟื้นองค์กรในระบอบเก่ากลับมา คือการรื้อฟื้นอภิรัฐมนตรีสภา เป็นต้น

ด้วยสาระสำคัญของพระราชอำนาจ "ตาม" รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐ ของคณะรัฐประหารที่ปรากฏเช่นนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร๔๑ หนึ่งในผู้สำเร็จราชการแผ่นดินฯ ได้ทรงลงพระนามประกาศแต่เพียงคนเดียว ในขณะที่พระยามานวราชเสวี ไม่ยอมลงนาม๔๒ อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกตีความให้มีผลทางกฎหมาย ทั้งนี้ บุคคลที่เชื่อมคณะรัฐประหารให้เข้าพบสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร คือ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ซึ่งต่อมาคณะรัฐประหารได้แต่งตั้งให้เป็นตัวแทนไปกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ เมืองโลซาน สวิตเซอร์แลนด์

หลังการรัฐประหาร หลวงโกวิทฯ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี สำหรับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ มีเหล่าเชื้อพระวงศ์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายคน เช่น หม่อมเจ้าวิวัฒน์ไชย ไชยันต์, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ ม.ล.เดช สนิทวงศ์ ส่วนขุนนางในระบอบเก่ามี เช่น พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) รวมทั้งอดีตนักโทษการเมือง เช่น ม.จ.สิทธิพร กฤดากร, พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวานิช)๔๓ เป็นต้น นับว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกอบด้วยเชื้อพระวงศ์ ขุนนางระบอบเก่า และชาว "น้ำเงินแท้" มากอย่างไม่เคยมีปรากฏมาก่อน

แม้ว่าชาว "น้ำเงินแท้" หลายคนได้ลงเล่นการเมือง แต่ส่วนที่เหลือยังคงดำเนินการทางการเมือง "รื้อ" คณะราษฎรลงหน้าหนังสือพิมพ์ในรูปสารคดีการเมือง บันทึกความทรงจำในเชิงลบต่อไปอีก ทั้งบางคนทำหน้าที่ทั้ง ๒ ด้านควบคู่กันไปใน "การรื้อสร้าง" พร้อมๆ กับสร้างการผนึกตัวระหว่างชาว "น้ำเงินแท้" กับนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ นักการเมืองชาว "น้ำเงินแท้", เชื้อพระวงศ์ที่มาเป็นนักการเมือง นักการเมืองนิยมเจ้าได้เคลื่อนพลลงสนามการเมืองในช่วง ๒๔๘๙-๒๔๙๕ ดังปรากฏ เช่น ดร.โชติ คุ้มพันธุ์ (๒๔๘๙), ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (๒๔๘๙, ๒๔๙๑), ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (๒๔๘๙, ๒๔๙๑), พระยาศรีวิสารวาจา (๒๔๘๙), หลวงมหาสิทธิโวหาร (๒๔๘๙), พระยาศราภัยพิพัฒ (๒๔๘๙), ไถง สุวรรณทัต (๒๔๙๑, ๒๔๙๕), ม.จ.สิทธิพร กฤดากร (๒๔๙๑)๔๔ เป็นต้น

นับแต่รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐ และ ๒๔๙๒ นั้น ได้มีการบัญญัติมาตราที่เกี่ยวกับอภิรัฐมนตรี ซึ่งต่อมากลายเป็นองคมนตรี โดยบัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจในการเลือกและแต่งตั้งอย่างอิสระปลอดจากการทัดทานอำนาจของสถาบันการเมืองอื่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามหลักประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เช่น ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ สำหรับสาระสำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ คือ การกำหนดองคมนตรีแทนอภิรัฐมนตรี โดยมีพระราชอำนาจในการเลือกและแต่งตั้ง และให้พ้นตำแหน่งไปตามพระราชอัธยาศัย (มาตรา ๑๓, ๑๔)๔๕ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เนื่องจากผู้ร่างส่วนใหญ่มีแนวคิดอนุรักษนิยมจึงได้บัญญัติถวายพระราชอำนาจที่สำคัญหลายกรณี เช่น การเลือกและแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยมีประธานองคมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ (มาตรา ๘๒) เนื่องจากผู้ร่างต้องการให้วุฒิสภาเป็นตัวแทนพระมหากษัตริย์ การบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (มาตรา ๑๒) นอกจากนี้ผู้ร่างต้องการให้เป็นอำนาจ "ส่วนพระองค์โดยแท้" จึงบัญญัติให้ประธานองคมนตรีหรือองคมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ๔๖ เป็นต้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพระราชอำนาจที่ทรงมีเพิ่มขึ้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐, ๒๔๙๒ หากเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕, ๒๔๘๙ ในหลายกรณีเป็นประเด็นที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น บทบัญญัติที่ถวายพระราชอำนาจให้เพิ่มขึ้น การรื้อฟื้นอภิรัฐมนตรีซึ่งเคยถูกตั้งในสมัยระบอบเก่าและถูกเลิกไปเมื่อเกิดการปฏิวัติ ต่อมากลายเป็นองคมนตรีซึ่งเป็นพระราชอำนาจในการเลือก แต่งตั้ง และถอดถอนอย่างอิสระ การบัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ การบัญญัติให้ทรงมีอำนาจในทางการเมือง เช่น การแต่งตั้ง ถอดถอนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี การเลือก การแต่งตั้งวุฒิสภาโดยมีประธานองคมนตรีซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยพระราชอำนาจเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ เป็นต้น แม้หลายประเด็นในฉบับ ๒๔๙๐ จะถูกเลิกไป เนื่องจากพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่แล้วก็ตาม แต่หลายประเด็นจากฉบับ ๒๔๙๐ และ ๒๔๙๒ ยังได้รับการสืบต่อมา

อย่างไรก็ตามยังมีความน่าสังเกตอีก หากเราตีความการพยายามกำจัด/ลดทอนพลังของคณะราษฎร เช่น บทบาทของกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ที่ทรงลงพระนามเพียงคนเดียวอย่างรวดเร็วเพื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐ ทันทีที่คณะรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลหลวงธำรงฯ และกวาดล้างกลุ่มคณะราษฎรพลเรือนและกลุ่มหลวงประดิษฐ์ฯ ออกไปสำเร็จ แต่หลังจากได้มีการแต่งตั้งหลวงโกวิทฯ เป็นนายกฯ แล้ว ได้ปรากฏว่าพระยาศรีวิสารวาจาได้มาแจ้งกับจอมพล ป. ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร ว่า จอมพล ป. มีภาพลักษณ์ไม่ดี ดังนั้นต่างประเทศจึงไม่รับรองรัฐบาลหลวงโกวิทฯ เพื่อให้จอมพล ป. ลาออก แต่หลวงกาจสงครามไม่เห็นด้วยและขอร้องให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป๔๗ หากวิเคราะห์ในแง่หนึ่งพบว่าอาจเป็นการเดินเกมกำจัดจอมพล ป. สมาชิกคณะราษฎรที่มีอำนาจขณะนั้น ให้พ้นจากอำนาจ (คงเหลือแต่เพียงหลวงโกวิทฯ ที่โน้มเอียงมาทางพวก "รอยัลลิสต์") ในทางกลับกันประเด็นเกี่ยวกับขนาดของพระราชอำนาจที่ลดลงในรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเหตุให้เกิดความยากในการลงพระนามของผู้สำเร็จราชการฯ ในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดังเช่น เมื่อจอมพล ป. พยายามนำรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕ มาใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๔๙๔ แต่พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัต) ผู้สำเร็จราชการฯ ขณะนั้นกลับทรงไม่ยอมลงพระนาม๔๘

อย่างไรก็ตามสำหรับในสายตาของกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ซึ่งต่อมาภายหลังได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี๔๙ ได้ทรงเปรียบเทียบเหตุการณ์การปฏิวัติ ๒๔๗๕ กับการรัฐประหาร ๒๔๙๐ ว่า เหตุการณ์แรกนำมาซึ่งความมืดมนอนธการ ในขณะที่เหตุการณ์หลังนั้นนำมาซึ่งรุ่งอรุณแห่ง "แสงเงินแสงทอง" และพระองค์ทรงเรียกขานสภาวะการเมืองหลังการรัฐประหาร ๒๔๙๐ โดยทรงใช้คำว่า "วันใหม่ของชาติ"๕๐


๒๔๙๐ "วันใหม่ของชาติ" :
เจตนารมณ์สืบเนื่องและพันธมิตรแนวร่วมชาว "น้ำเงินแท้" กับการรื้อสร้าง ๒๔๗๕


การพิจารณากลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองหลังสงครามโลกนี้ เราสามารถจำแนกแยกแยะกลุ่มพันธมิตรแนวร่วมชาว "น้ำเงินแท้" ได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก เป็นอดีตนักโทษทางการเมืองในกรณีกบฏบวรเดช ๒๔๗๖ และการพยายามโค่นล้มรัฐบาล ๒๔๘๑๕๑ ทั้งที่เป็นเชื้อพระวงศ์ ข้าราชสำนัก ขุนนางในระบอบเก่า

กลุ่มที่ ๒ คือ กลุ่มนักการเมืองฝ่ายนิยมระบอบเก่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่อุบัติขึ้นหลังสงครามโลก เช่น หลวงโกวิทฯ (นายควง อภัยวงศ์), ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ ได้เปิดโอกาสให้เชื้อพระวงศ์ตั้งแต่หม่อมเจ้ามีตำแหน่งทางการเมืองได้ ทำให้เชื้อพระวงศ์หลายคนเข้ามาเป็นนักการเมืองและรัฐมนตรี เช่น ม.จ.วิวัฒน์ไชย ไชยันต์, ม.จ.สิทธิพร กฤดากร

และกลุ่มที่ ๓ คือ กลุ่มนักหนังสือพิมพ์/นักเขียนสารคดีทางการเมือง เช่น "ไทยน้อย" (เสลา เรขะรุจิ),๕๒ "เกียรติ" (สละ ลิขิตกุล-สังกัดค่ายสยามรัฐ) (๒๔๙๓), "ฟรีเพรสส์" (๒๔๙๓), จรูญ กุวานนท์ (๒๔๙๓), วิชัย ประสังสิต (๒๔๙๒) ทั้งนี้นักหนังสือพิมพ์บางคนมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับชาว "น้ำเงินแท้" เช่น "ไทยน้อย" และชาว "น้ำเงินแท้" บางคนเป็นนักหนังสือพิมพ์ด้วย เช่น พระยาศราภัยพิพัฒ, หลวงมหาสิทธิโวหาร และหลุย คีรีวัต เป็นต้น

กลุ่มแรก คืออดีตนักโทษการเมือง ซึ่งเคยต่อต้านการปฏิวัติและคณะราษฎรนั้น ในช่วงเวลานี้แกนนำของพวกเขาได้มีบทบาทในทางการเมืองและเล่นบทปัญญาชนรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เช่น น.อ.พระยาศราภัยพิพัฒ๕๓ สำหรับงานชิ้นแรกของเขา คือชีวิตของประเทศ ตีพิมพ์หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ (เป็นการรวมบทความที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์ในช่วงระบอบเก่ามาพิมพ์ใหม่) ต่อมาเขียนสารคดีท่องเที่ยวผนวกวิจารณ์การเมือง ชื่อฝันจริงของข้าพเจ้า และถูกจับฐานก่อการกบฏเมื่อปี ๒๔๗๖ ต่อมาในปี ๒๔๘๘ หลังได้รับการนิรโทษกรรม เขาเดินทางกลับมาไทยทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียนสารคดีและบทความทางการเมืองลงในหนังสือพิมพ์แนวหน้า และหนังสือพิมพ์อัจฉริยะ โดยลงพิมพ์เป็นตอนๆ ต่อมาได้มีการรวมพิมพ์ผลงานของเขาเป็นเล่มในปี ๒๔๙๑ ภายใต้ชื่อฝันร้ายของข้าพเจ้า และ ๑๐,๐๐๐ ไมล์ของข้าพเจ้า โดยสำนักงานไทยซึ่งเป็นของบุตรชายของเขา๕๔

แบบแผนการเขียน "รื้อ" การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของพระยาศราภัยพิพัฒนั้น จะพบว่า เขาจะไม่เขียนวิจารณ์บุคคลในคณะราษฎรมากเท่ากับวิจารณ์คณะราษฎรทั้งคณะ โดยเขามองว่าการปฏิวัติเป็นผลจากการกระทำร่วมกัน (collective action) ซึ่งคณะราษฎรทุกคนต้องรับผิดชอบต่อปัญหาทางการเมืองที่ตามมา ดังที่เขาสรุปว่า "การปลูกต้นเสรีภาพของรัฐบาลคณะราษฎรมาตั้ง ๑๒ ปีนับว่ามิได้ผลิดอกออกผลสมใจนึก ดังที่พลเมืองโห่ร้องอวยชัยเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕"๕๕ ความสามารถและลีลาในการเขียน นักหนังสือพิมพ์เก่าอย่างเขานั้นทำให้การวิจารณ์ความ "ไร้ความชอบธรรม" ของคณะราษฎร และการเล่าถึงการกลั่นแกล้งที่อยุติธรรม ซึ่งทำให้เขาต้องพบกับความยากลำบาก ตลอดจนการบรรยายฉากการพยายามหลบหนีจากค่ายคุมขังนักโทษ สร้างความน่าเห็นอกเห็นใจและชวนติดตามจากผู้อ่านอย่างมาก

การสร้างคำอธิบายต่อตนเองของเขาได้ปรากฏในช่วงปี ๒๔๙๑ นั้น เขาเล่าว่า เขานั้นชื่นชมกับ "ประชาธิปไตย" มาตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติ เขาได้ยกข้อเขียนที่เสนอให้สยามมีการปรับปรุงการปกครองในช่วงระบอบเก่าให้มีสภา๕๖ เป็นตัวอย่างความนิยมประชาธิปไตยของเขาก่อนการปฏิวัติ ๒๔๗๕

วิธีการเล่าเรื่องในสารคดีการเมืองของชาว "น้ำเงินแท้" จากตัวอย่างงานของเขา จะเห็นว่าเป็นความพยายามสร้างคำอธิบายต่อกลุ่มของตนใหม่ในลักษณะว่าเป็น "นักประชาธิปไตย" ที่ต่อสู้กับความอยุติธรรมของคณาธิปไตยโดยคณะราษฎร และจะวิพากษ์วิจารณ์คณะราษฎรโดยตั้งประเด็น "ความไม่เป็นประชาธิปไตย" ของรัฐบาลคณะราษฎร และพวกเขานั้นเคยยกกำลังทางการทหารเข้าเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่เพื่อจะสร้าง "ประชาธิปไตยที่แท้จริง" ขึ้นมา ตลอดจนพรรณนาถึงความยากลำบาก ทนทุกข์ทรมาน และความไม่ยุติธรรม การถูกกดขี่ข่มเหงจากรัฐบาลคณะราษฎรจนทำให้พวกเขาต้องตกระกำลำบากที่ตะรุเตา ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็น "นักประชาธิปไตย"

อย่างไรก็ตามน่าสังเกตว่าคำอธิบายต่อตนเองในการเข้าร่วมกับกบฏบวรเดชในหนังสือของเขานั้น เขากลับอธิบายว่าเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับกบฏบวรเดช เช่น แม้เขาได้เคยจัดทำใบปลิวโจมตีคณะราษฎรในช่วงนั้นแต่ได้เปลี่ยนใจทำลายทิ้งเสียในเวลาในขณะที่กองทัพของพระองค์เจ้าบวรเดชยึดดอนเมืองได้ และต่อมาคณะราษฎรได้ปรักปรำเขา ทั้งนี้เขากล่าวหาว่าคณะราษฎรใช้เงินจ้างพยานเท็จให้ร้ายเขาจนทำให้เขาถูกลงโทษอย่างหนักและไม่เป็นธรรม๕๗


Create Date : 10 ธันวาคม 2552
Last Update : 10 ธันวาคม 2552 21:09:06 น. 1 comments
Counter : 664 Pageviews.

 
ประชาธิปไตยฉบับแดงลวงโลก

โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ 10 ธันวาคม 2552 16:50 น.
www.manager.co.th

ผมเขียนต้นฉบับชิ้นนี้โดยที่ยังไม่รู้ว่า ม็อบเสื้อแดงที่ฉวยโอกาสอ้างวันรัฐธรรมนูญเพื่อชุมนุมบนถนนราชดำเนินท่ามกลางการวาระเฉลิมฉลองในวันชาติและวันเฉลิมพระชนมพรรษาจะดำเนินไปในรูปแบบใด

แต่ก็ช่างเถอะ เพราะม็อบเสื้อแดงอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในความหมายของเขาซึ่งย่อมไม่เหมือนกับประชาธิปไตยในความหมายของเรา สำมะหาอะไรกับการทำลายความสุขของคนไทยในวาระเช่นนี้ ตอนสงกรานต์คนเสื้อแดงก็ได้ทำลายความสุขของคนไทยมาแล้ว

ผมอดขำไม่ได้ สรกล อดุลยานนท์ (หนุ่มเมืองจันท์) คอลัมนิสต์เสื้อแดงตั้งคำถามท้วงติงสังคมที่ประณามการนัดชุมนุมของม็อบเสื้อแดงเพื่อหาความชอบธรรมให้คนเสื้อแดงว่า ก่อนที่พันธมิตรฯ จะเลิกชุมนุมในวาระ 193 วันก็ใกล้กับวันเฉลิมฉลอง ถ้าศาลไม่ตัดสินยุบพรรคไม่รู้ว่าพันธมิตรฯ จะยุติการชุมนุมหรือไม่ คำตอบของผมคือ ยุติก่อนวันเฉลิมฯ แน่นอนครับ เพราะแกนนำคุยกันไว้แล้ว

อย่างไรก็ตามผมเห็นว่า การชุมนุมนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่ว่า เหตุผลของการชุมนุมนั้นคืออะไร อย่างไร

เหตุผลการชุมนุมของพันธมิตรฯ ครั้งหลังสุดก็คือ การคัดค้านความพยายามของนอมินีทักษิณเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ทักษิณพ้นผิด และเห็นว่า รัฐบาลนอมินีของทักษิณในขณะนั้นมีการใช้อำนาจรัฐกลั่นแกล้งข้าราชการ เช่น คุณสุนัย มโนมัยอุดม พ.ต.อ.สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล เป็นต้น (ดูแถลงการณ์พันธมิตรฯ ตามลำดับ)

เราไปชุมนุมที่ถนนหน้าสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ เพื่อต้อนรับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กลับจากต่างประเทศ ก่อนที่นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ จะสั่งงดเที่ยวบิน และเมื่อรัฐบาลปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงกับการชุมนุมอย่างสันติของพันธมิตรฯ จนมีคนตายและเจ็บหลายคนเราจึงต้องปักหลักยืดเยื้อ

พันธมิตรฯ บุกเข้าไปในกรมประชาสัมพันธ์เพื่อให้ยุติการออกอากาศก็เพราะรัฐบาลใช้เครื่องมือรัฐในการนำเสนอข่าวที่ขาดจรรยาบรรณ บิดเบือนและให้ร้ายการชุมนุมของพันธมิตรฯ

ผมคงไม่ต้องถามว่า การที่รัฐใช้กระบอกเสียงของตัวเองเป็นเครื่องให้ร้าย ปลุกปั่นให้ต่อต้านการชุมนุมตามวิถีทางประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ แล้วประชาชนมีสิทธิที่จะต่อต้านขัดขวางหรือไม่

แล้วเหตุผลการชุมนุมของเสื้อแดงคืออะไร นอกจากการต่อสู้เพื่อให้ทักษิณพ้นจากความผิด มีอะไรบ้างที่พอจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า พวกเขาสู้เพื่อประชาธิปไตยและประชาชน

เมื่อการแก้รัฐธรรมนูญไม่ประสบผลสำเร็จ เสื้อแดงและพรรคนอมินีของทักษิณได้เบนเป้ามาสู่การเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 2540 โดยอ้างว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ข้ออ้างของพวกเขาไม่ผิดหรอกครับ แต่พวกเขาไม่ได้บอกสังคมว่า รัฐธรรมนูญ 2550 นั้น ไม่ได้มีอะไรที่ด้อยไปว่า รัฐธรรมนูญ 2540

ถ้าพูดให้ถูกก็คือ รัฐธรรมนูญ 2550 มีทุกอย่างที่รัฐธรรมนูญ 2540 มี

คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นว่า เจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้ละทิ้งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญ 2550 ยังเป็นรัฐธรรมนูญที่ซ่อมปะจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญ 2540 ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

แต่พวกเสื้อแดงและนักวิชาการแดงก็พยายามสวมเสื้อคลุมหมาป่า เห็นรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นลูกแกะ

“เจ้าอวดดีอย่างไรมาทำน้ำของข้าขุ่น? เจ้าจะต้องได้รับโทษอย่างสาสม” หมาป่าเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสีย

“ข้าแต่ท่านผู้ยิ่งใหญ่” ลูกแกะกล่าว “โปรดอย่าได้โกรธข้าเลย ข้าผ่อนคลายความกระหายลงไปจากต้นน้ำถึง 20 ก้าว จึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่ข้าจะกวนน้ำของท่านให้ขุ่นได้”

“เจ้านั้นแหละทำน้ำของข้าขุ่น! และข้าก็รู้ว่าเจ้าคอยด่าข้าไว้เมื่อปีที่แล้ว”

“ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อตอนนั้นข้ายังไม่ลืมตาดูโลก” ลูกแกะตอบ “และตอนนี้ข้าก็ยังกินนมแม่อยู่ด้วยซ้ำ”

“ถ้าไม่ใช่เจ้า ก็ต้องเป็นพี่ชายของเจ้า” “ข้าไม่มีพี่” “ไม่อย่างนั้นก็เป็นพวกเจ้าตัวใดตัวหนึ่ง และข้ายังไม่ได้รับการชดใช้ ข้าจึงแก้แค้นคืน”

แล้วหมาป่าก็คาบลูกแกะไป และนี่คือ อุทาหรณ์เรื่อง เสื้อแดงกับรัฐธรรมนูญ 2550

เพราะเป้าประสงค์ที่แท้จริงที่พวกเขาต้องการทำลายรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยเหตุผลเดียวคือ รัฐธรรมนูญ 2550 มีมาตรา 309 ซึ่งทำให้กระบวนการสอบสวนการทุจริตของทักษิณยังคงดำรงอยู่ ด้วยเหตุนี้เมื่อดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ สรุปว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ไม่มีเรื่องมาตรา 309 พรรคนอมินีของทักษิณก็เลยบอยคอต แล้วพุ่งเป้ามาที่การเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 2540 เพียงอย่างเดียว

ทางออกของทักษิณเหลืออยู่ทางเดียวก็คือ การฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ทิ้ง โดยอ้างว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่เป็นประชาธิปไตย

แต่จริงๆ แล้วเนื้อแท้ของทักษิณและเสื้อแดงก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย คนของเสื้อแดงพยายามขัดขวางการชุมนุมของพันธมิตรฯ ตั้งแต่การชุมนุมวันแรก ต่อมายกกำลังพร้อมอาวุธครบมือมาบุกการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่มัฆวานฯ และอีกหลายครั้งในต่างจังหวัด มีพันธมิตรฯ เจ็บและตายจากการทำร้ายของคนเสื้อแดงจำนวนมาก

ทักษิณเองก็ได้สัมปทานดาวเทียมไทยคมจากการวิ่งเข้าไปหาคณะ รสช. ถ้าไม่มีคณะรัฐประหาร ทักษิณจะเอาดาวเทียมที่ไหนไปขายให้สิงคโปร์ในราคาตั้ง 76,000 ล้านบาท (ถ้าเสื้อแดงไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เสื้อแดงน่าจะเห็นด้วยกับการยึดทรัพย์ที่ได้มาจากการรัฐประหาร)

และเมื่อทักษิณถูกยึดทรัพย์ศาลและคตส.ก็เปิดโอกาสให้ทักษิณและครอบครัวเข้าชี้แจงที่มาของทรัพย์สิน ถ้าทักษิณชี้แจงที่มาที่ไปของเงินจำนวนดังกล่าวได้ ศาลก็ไม่มีทางที่จะยึดเงินของทักษิณมาเป็นของรัฐได้ นั่นก็คือ ศาลเปิดโอกาสให้ทักษิณและวงศ์วานชี้แจงที่มาของเงิน แล้วการไต่สวนไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน

การบุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทยแล้วประกาศเอาชีวิตนายกรัฐมนตรี มุ่งทำร้ายนายกฯ และทีมงาน ทุบทำลายรถ ยึดปืนและจับตัว รปภ.นายกฯ เป็นตัวประกันเป็นประชาธิปไตยไหม

ผมเห็นใบตองแห้งเพื่อนพ้องของผมตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่พันธมิตรฯ จะถูกดำเนินคดี (ผมคิดว่า พี่ใบตองแห้งไม่ทำการบ้าน เพราะพันธมิตรฯ ถูกดำเนินคดีอยู่เป็นร้อยคดี และถ้าคดีพันธมิตรฯ ล่าช้า คดีเสื้อแดงจำนวนมากก็ล่าช้า)

น่าเสียดาย “ใบตองแห้ง” คอลัมนิสต์แอบแดงไม่ตั้งคำถามว่า กรณีบุกกระทรวงมหาดไทย พยายามฆ่า จับตัวประกัน ม็อบเสื้อแดงจะได้รับการลงโทษเป็นมาตรฐานเดียวกับพันธมิตรฯ ที่คดีกำลังเดินหน้า และถูกใบตองแห้งทวงถามกระบวนการยุติธรรม เช่นเดียวกับการบุกเข้าไปทำลายการประชุมอาเซียน การปิดล้อมโรงพยาบาล ขู่ระเบิดรถแก๊สโดยเอาคนกรุงเทพฯ เป็นตัวประกัน และยิงชาวบ้านตายไป 2 ศพ

แล้วทำไปทำมาสื่อรายไหนไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงกลายเป็นสื่อที่ไม่มีจรรยาบรรณในทัศนะของใบตองแห้ง

วาทกรรมเรื่องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ 2540 ของคนเสื้อแดงและลิ่วล้อจึงเป็นเพียงวาทกรรมลวงโลก พวกเขาสู้เพื่อเป้าหมายเดียวคือ ให้ทักษิณพ้นผิดและเอาเงินคืนมา และมีคนจำนวนหนึ่งสู้แล้วรวย


surawhisky@hotmail.com


โดย: กระจอก IP: 125.26.148.119 วันที่: 11 ธันวาคม 2552 เวลา:5:26:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.