Life on My Pace
Group Blog
 
All Blogs
 

ไปอยุธยาครั้งที่ 2 ในรอบปี (2)

ต่อจากบล๊อกข้างล่างจ้า

หลังจากชมวัดมหาธาตุเสร็จ ก็ออกมาซื้อน้ำเย็นเจี๊ยบกินพักเหนื่อย ร้อนตั้งแต่ตอนไปวัดราชบูรณะแล้ว กินน้ำไปก็ตั้งหลายขวด แต่แปลกไม่ยักอยากเข้าห้องน้ำ สงสัยออกมาเป็นเหงื่อหมด วันที่ไปช่วงบ่ายอากาศอ้าวฝนมาก พวกน้ำเปล่าน้ำอัดลมขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แม่ค้ายิ้มไปตามๆกัน

คุยกับแม่ค้าที่ไปซื้อน้ำนิดหน่อย เค้าว่าส่วนมากนักท่องเที่ยวที่วนเวียนแถววัดราชบูรณะกับวัดมหาธาตุส่วนมากเป็นชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย เท่าที่เห็นก็ไม่แปลกใจ แต่วัดที่จะพาไปดูต่อไม่ใช่อย่างนั้น เห็นมีแต่คนไทย

ต่อล่ะ ออกจากวัดมหาธาตุแล้วก็ขับรถไปที่วัดหน้าพระเมรุ ท้าวความถึงสถานที่ตั้งเล็กน้อย สมัยอยุธยาผู้คนไม่ได้อาศัยอยู่แต่ภายในกำแพงพระนครเท่านั้น แต่ยังกระจายอยู่ตามท้องทุ่งต่างๆด้วย เช่นทุ่งแก้วและทุ่งขวัญบริเวณด้านเหนือของพระนคร มี "คลองสระบัว" ไหลผ่าน เป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญในชุมชน ชุมชนคลองสระบัวมีหลายวัดที่เป็นที่รู้จัก เช่นวัดแม่นางปลื้ม วัดตะไกร (มีกล่าวถึงในเรื่องขุนช้างขุนแผนว่าเป็นที่ฝังศพนางวันทอง) และวัดหน้าพระเมรุแห่งนี้นี่เอง

ทำไมชื่อว่า "หน้าพระเมรุ" ทั้งๆที่ตั้งอยู่ตรงข้ามพระราชวัง? มีคำอธิบายว่าด้านหลังของวัดแห่งนี้ เดิมมีวัดเล็กๆชื่อ "วัดโคกพระยา" เชื่อกันว่าเป็นที่ประหารชีวิตเจ้านายชั้นสูงที่ต้องคดีการเมือง อีกทางหนึ่งก็ว่า บริเวณลานหน้าวัดริมแม่น้ำลพบุรีน่าจะเคยเป็นที่ตั้งพระเมรุ ชาวบ้านเลยเรียกกันว่า วัดหน้าพระเมรุ

จอดรถเสร็จแล้ว กำลังจะเดินไปไหว้พระประธานทรงเครื่องในโบสถ์ ก็ต้องตกใจกับคณะทัวร์ชาวไทยที่แห่กันมาจากไหนไม่รู้ เล็งไปเล็งมา ไหงรถทัวร์เป็นรถบัสขสมก.ล่ะ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เดี๋ยวนี้ขสมก.เค้าจัดทัวร์ไหว้พระ 9 วัดในวัดหยุดด้วย ขอเรียกว่า BMTL ทัวร์ ท่าทางได้รับความนิยมมาก

สรุปว่าบรรยากาศต่างจาก 2 วัดแรกพอสมควร เที่ยวแบบไทยๆ ครึกครื้นเป็นกันเอง ฮ่าฮ่า

มาดูรูปโบสถ์กันดีกว่า



พระอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาแน่หรือ? พูดกันว่าโบสถ์ที่วัดหน้าพระเมรุแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมอยุธยาเพียงแห่งเดียวที่รอดพ้นจากการทำลายของข้าศึกเมื่อตอนกรุงแตก เพราะบริเวณวัดเป็นที่ตั้งทัพของพม่า แต่บรรดานักวิชาการเห็นว่าเล่าลือกันไปเอง เพราะจริงๆแล้วพม่าเลือกทำลายเฉพาะจุดสำคัญของเมืองเท่านั้น เช่น พระบรมมหาราชวัง วัดมหาธาตุ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซากปรักหักพังอื่นๆที่เราเห็นกัน มีทั้งถูกรื้ออิฐไปขาย โจรลักลอบขุดของเก่า ไม่ก็ถูกทิ้งร้างให้พัง

วัดหน้าพระเมรุก็เหมือนกัน หลังจากกรุงแตกก็รกร้างเรื่อยมา จนสมัยร.3 พระยาไชยวิชิต (เผือก) ผู้รักษากรุงเก่าได้บูรณะวัดครั้งใหญ่บนรากฐานเดิม ก่อผนัง ทำหลังคาเครื่องบน ทำประตูใหม่ เพราะฉะนั้นอุโบสถแห่งนี้จงไม่ได้เป็นสถาปัตยกรรมอยุธยาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผสมผสานศิลปะสมัยร.3 ไว้ด้วย

ใบเสมานี่ไม่รู้ว่าของเก่าหรือของใหม่



มาดูไฮไลท์ของวัดกัน เชื่อว่าใครๆก็คงคุ้นตากันเป็นอย่างดี นี่คือพระพุทธรูปทรงเครื่องอันงดงาม ดูใกล้ๆแล้วสวยมาก



ทำไมพระต้องทรงเครื่อง? พระทรงเครื่ององค์นี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง และอาจมาบูรณะอีกครั้งในสมัยร.3 การทรงเครื่องกษัตริย์ น่าจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่อง "พระอนาคตพุทธเจ้า" โดยเฉพาะกรณีพระเจ้าปราสาสาททอง ในคำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปราสาททอง กล่าวไว้ว่าพระองค์เคยเสวยพระชาติเป็นช้างป่าเลไลย์ เมื่อขึ้นครองราชย์ก็ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ดูแลทุกข์สุขราษฎร และในอนาคตก็จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า การสร้างพระทรงเครื่องจึงน่าจะเป็นกุศโลบายในการสร้างบารมี โดยการรวมพระพุทธเจ้ากับกษัตริย์ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะจริงๆแล้ว พระองค์คือขุนนางที่ปราบดาภิเษก (รัฐประหารนั่นแล) ขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นไม่น่าแปลกใจเลยที่สมัยของพระองค์มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่มากมาย

อืมๆลึกซึ้งเนอะ จำได้ว่าเคยเรียนผ่านๆ แต่ลืมหมดแล้ว เสียดาย



หลังคาเครื่องบน ชอบมาก งามแท้ แดงเข้มกับทองดูหรูหราอลังการ ลวดลายก็งาม



ออกมาจากโบสถ์ ด้านหลังมีวิหารหลวงพ่อขาว เป็นอาคารเล็กๆ กะทัดรัด หลวงพ่อขาวอายุร่วม 500 ปี (เห็นเขียนไว้ในป้าย) ตอนนี้ทางวัดกำลังจัดสร้างหลังคาให้เสร็จสมบูรณ์ ไปร่วมทำบุญกันได้เน่อ คนทำบุญจะได้พระองค์เล็กๆกลับมาบูชาด้วย

ไม่แปลกใจที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า หลวงพ่อขาว เพราะองค์ท่านเป็นสีขาว แต่ไม่รู้ใช้วัสดุอะไรทำผิว เห็นเป็นเงาๆเหลือบๆ เงินมั้ง???



เจดีย์เล็กๆนี้อยู่ด้านข้างของโบสถ์และวิหารหลวงพ่อขาวน่ะแหละ เราส่งสายตามองอย่างเลื่อมใส ดูสิรากโพธิ์คลุมเจดีย์ ช่าง exotic อะไรเยี่ยงนี้ เสียงไกด์จากคณะทัวร์ไหนไม่รู้ (คาดว่าจะเป็น BMTL Tour ) ลอยมาเข้าหูว่า อีก 20 ปีรากโพธิ์จะคลุมเจดีย์หมด ไอ้เราเลยยิ่งเล็งใหญ่



แต่พอเห็นอีกด้านของเจดีย์...ก็ต้องผงะ



ไม่ไหวแล้วววววววววววววว ไอเดียบรรมากกกกกกก เหมือนที่วัดมหาธาตุมั่กมากกกกกก

ขำกับไอเดียเด็ดๆกันพอสมควร แล้วก็ตกลงกันว่าจะไปวัดมเหยงคณ์ต่อ ได้ยินเสียงแว่วๆจากผู้ดูแล BMTL tour อีกแล้วว่า "รีบขึ้นรถเลยคับ ต้องไปอีก 3 วัด" รู้สึกสยองแทนเล็กน้อยเพราะเราไปแค่ 3 วัดก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว เจอแดดร้อนฉึ่งยามบ่ายจะไปเหลือเหรอ นี่ไปไหว้กันตั้ง 9 วัด โหย... (ตอนนั้นคิดในใจ หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวตัวเองก็ต้องไปต่ออีกหลายวัดเหมือนกัน 55)

วัดมเหยงคณ์ ยัย chocolatelover เป็นคนรีเควสต์ เพราะเธอชอบวัดนี้ตั้งแต่สมัยมัธยม รู้สึกว่าโรงเรียนเคยพาไปเข้าค่ายธรรมะรึไงนี่แหละ บรรยากาศเงียบมากสงบมาก ขอย้อนอดีตหน่อย

ก็แห่กันไป ขับรถออกไปนอกเขตเมืองเก่าอโยธยา อโยธยาคือยุคสมัยก่อนอยุธยา ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยา เชื่อกันว่าบริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสักเป็นเมืองที่ชื่อ "อโยธยา" มาก่อน เพราะมีพงศาวดารระบุไว้ว่าสถานที่บางแห่งในย่านนี้สร้างขึ้นก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเสียอีก

วัดในยุคอโยธยาหาได้ไม่ยากเลย ถ้าขับรถข้ามแม่น้ำป่าสักออกจากเกาะเมืองมาแล้ว จะเจอวัดเรียงรายอยู่ตามถนนและเส้นทางรถไฟ เช่นวัดมเหยงคณ์ วัดกฎีดาว วัดประดู่ทรงธรรม วัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง เจดีย์วัดสามปลื้มที่อยู่ตรงเกาะกลางถนนนี่ก็ใช่ แต่คราวนี้ไปแค่วัดมเหยงคณ์

จอดรถที่บริเวณลานจอดรถ ซึ่งทางวัดจัดไว้ให้เป็นสัดเป็นส่วน ความที่วัดนี้อยู่นอกเกาะเมืองเลยมีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต ประกอบกับมีการซื้อที่เพิ่มด้วยเพราะปัจจุบันเปิดให้เป็นสถานที่ฝึกวิปัสสนา ใครสนใจเข้าไปดูได้ที่ http://www.mahaeyong.org

ปรากฎว่าบรรยากาศครึกครื้นพอใช้ เพราะมีคนนุ่งขาวห่มขาวเต็มไปหมด และมี BMTL tour มาลงเยอะเลย ถอดรองเท้าเดินขึ้นวิหารอย่างงงๆว่าเขาทำอะไรกันหว่า เห็นคนนั่งกันเพียบ ก็ฟังไกด์ของทางวัดเล่าประวัติไป กลมกลืนกับคณะ BMTL มากๆ พูดแล้วก็ขำ คราวนี้ได้เห็นคนขับรถเมล์กับกระเป๋าตัวจริง มาดูแลลูกทัวร์ทั้งๆที่แต่งเครื่องแบบน่ะแหละ เปลี่ยนอาชีพมาเป็นคนนำทัวร์ซะแล้ว

พระบูชาในวิหาร



วิหารมองจากภายนอก ไกด์ของทางวัดบอกว่าเป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตอยุธยาเลยทีเดียว เพราะวัดนี้เป็นวัดสำคัญของกษัตริย์ (พระองค์ไหนก็จำไม่ได้ ไกด์บอกว่าท่านเสด็จมาบำเพ็ญกุศลบ่อยๆ) จะเห็นได้จากการสร้างกำแพง 2 ชั้นก่อนถึงวิหาร เท่าที่ดูด้วยตาวิหารก็มีขนาดใหญ่จริงๆน่ะแหละ ใหญ่กว่าทุกวัดที่ไปดูมาวันนี้

เห็นมั้ย มีกำแพงเตี้ยๆอีกชั้นก่อนเข้าเขตวิหาร



อันนี้เป็นเจดีย์ช้างล้อม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมช้างล้อม เพราะได้รับอิทธิพลจากสุโขทัย...เหรอ? เป็นช่วงรอยต่อระหว่างสุโขทัยกับอยุธยานี่ (เดา...)



ลานบริเวณเจดีย์ใหญ่ในวัด ยอดเจดีย์หักลงมาอยู่ตรงกลางลาน ท่าทางเจดีย์นี้จะเป็นเจดีย์สำคัญเพราะไกด์ของวัดนำคณะBMTLเดินเวียนขวา 3 รอบ ส่วนพวกเราก็ปลีกตัวออกมาถ่ายรูปเพราะจริงๆแล้วไม่ได้มากับเขา แหะๆ ว่าแต่วัดนี้ไม่มีพระปรางค์เหมือนวัดในเขตเกาะเมืองเลย คิดว่าน่าจะเป็นเพราะยุคอยุธยาได้รับอิทธิพลจากเขมรมากกว่ายุคอโยธยา (สันนิษฐานเอง โปรดอย่านำไปอ้างอิง)

ตรงนี้ขอขยายความนิดนึงว่า ปรางค์ ได้รับอิทธิพลมาจากปราสาทเขมร สร้างขึ้นตามแนวคิดที่ว่าพระบรมธาตุเป็นศูนย์กลางจักรวาล รูปแบบของอาคารสร้างตามแบบจำลองจักรวาลและเขาพระสุเมรุตามคติฮินดู เจดีย์หรือพระปรางค์ที่เราเห็นในปัจจุบัน และสิ่งปลูกสร้างทางศาสนาที่สร้างบนเขา ส่วนนึงก็มาจากคติเก่าแก่นี่แหละ เคยสังเกตมั้ยว่าพระปรางค์เค้าจะสร้างขึ้นไปสูงๆๆเหมือนอยู่บนภูเขา



วัดนี้กว้างจริงๆ เป็นทุ่งเลย



ถึงตรงนี้ ตอนแรกคิดว่าจะปิดทริปกันแล้ว เพราะใกล้เวลาเย็นแล้ว เหนื่อยด้วย แต่เราเกิดอยากไปดูหลวงพ่อพระนอนองค์ใหญ่ที่เห็นกันบ่อยๆในโปสการ์ด เอ้าไปก็ไป ขับรถย้อนกลับมาในเกาะเมืองอีก ^^"

ชักงงเพราะวัดในเป้าหมาย ไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่เหมือนที่คิดไว้ ต้องลดเลี้ยวเข้ามาในถนนเล็กๆ บรรยากาศเหมือนเป็นโบราณสถานในชุมชนชาวบ้าน เห็นอยู่ประมาณ 3 วัด... ขอพุ่งมายังที่วัดที่เล็งไว้ก่อน อยู่ลึกสุดเลย วัดนี้คือวัดโลกยสุธา พระนอนชื่อหลวงพ่อโลกยสุธาเหมือนชื่อวัด เดิมเคยมีอาคารครอบไว้ เพราะพบร่องรอยเสาแปดเหลี่ยมอยู่รอบๆ

ตอนที่ไปตะวันยังไม่ตกดิน ประกอบกับชักรู้สึกว่าฟ้าครึ้มพิกล -_- เลยไม่มีแสงสีส้มเหมือนในโปสการ์ด แต่ถ่ายรูปออกมาก็ยังสวยนะ



แบบเต็มองค์



ซากอาคาร และพระปรางค์ที่เหลืออยู่ในบริเวณวัด



ขับรถออกมาอีกนิดเดียวก็ถึงวัดที่มีอาณาเขตติดกัน นั่นคือวัดวรเชษฐาราม (วัดของพี่ชายผู้ประเสริฐ) ตอนถ่ายรูปไม่รู้ประวัติ มาอ่านเจอทีหลังว่า พงศาวดารบันทึกว่าสมเด็จพระเอกาทศรถโปรดให้สร้างขึ้นบริเวณที่ตั้งพระเมรุงานพระบรมศพของสมเด็จพระนเรศวร

ทีนี้ มีปัญหาถกเถียงกันเล็กน้อย เพราะมีวัดอีกวัดชื่อคล้ายกัน คือวัดวรเชตุเทพบำรุง ดูจากศิลปะแล้วสร้างในยุคตอนกลางอยุธยาเหมือนกันอีก เลยไม่รู้ว่าวัดในพงศาวดารที่ว่านั้นเป็นวัดไหนกันแน่ สรุปก็เลยกลายเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงสมเด็จพระนเรศวรทั้ง 2 แห่ง

ปกติแล้ววันกองทัพไทย จะมีคนมาจุดเทียน วางพวงมาลัยศักการะที่วัดวรเชษฐารามแห่งนี้ เพื่อสักการะสมเด็จพระนเรศวร มหาราชผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงศรีอยุธยา



ซากอาคาร ไม่รู้โบสถ์หรือวิหาร ยังเหลือไม้ผุๆที่หน้าบรรณอยู่เลย



พระพุทธรูปด้านใน มีคนจุดธูปเทียนบูชาด้วย ฟ้าครึ้มๆกับโบราณสถาน ให้บรรยากาศขลังดี



จริงๆแล้ว วัดพระนอนกับวัดวรเชษฯแห่งนี้ วิ่งลงไปถ่ายรูปกันแค่ 2 คน ส่วนคนที่เหลือสมัครใจรออยู่บนรถ เพลียกันเต็มแก่ เราก็เหนื่อยสุดๆเหมือนกันแต่ไหนๆก็มาถึงแล้ว

วัดฝั่งตรงข้ามถนนของวัดวรเชษชื่อวัดวรโพธิ์...ถึงบอกว่าถนนแต่เป็นถนนเล็กมากๆเหมือนซอยในหมู่บ้าน ความกว้างแค่ 2 เลนเดินข้ามไปดูได้เลย วัดนี้มีซากฐานพระปรางค์เหลืออยู่ สวยงามมาก แต่...เหนื่อยและร้อนจนข้ามไปถ่ายรูปไม่ไหวแล้ว อด ใครอยากเห็นรูปเอาชื่อแปะในกูเกิ้ลเอาแล้วกันนะ

วัดวรโพธิ์จัดได้ว่าเป็นวัดสำคัญในยุคนั้นเช่นกัน เพราะสันนิษฐานว่าเป็นที่ปลูกกิ่งต้นศรีมหาโพธิ์ที่นำมาจากลังกา และมีพระชั้นผู้ใหญ่ตำแหน่ง "พระพิมลธรรม" จำพรรษาอยู่ถึง 2 รูป ๑.พระพิมลธรรมอนันตปรีชา ต่อมาลาสิกขาบทและขึ้นครองราชย์ในนามว่าพระเจ้าทรงธรรมนั่นเอง ๒.พระพิมลธรรมสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีความรู้ในด้านโหราศาสตร์เป็นอย่างดี เป็นที่นับถือของสมเด็จพระนารายณ์มาก

ถึงตอนนี้ เหนื่อยยยยยยยยยย เพลียยยยยยยย ร้อนนนนนนนน คิดว่าจะได้บึ่งกลับกรุงเทพแล้ว แต่จู่ๆหัวหน้าทัวร์ก็บอกว่าจะไปต่ออีกวัด เป็นวัดสุดท้ายแล้ว สวยนะจะบอกให้ เอ้าไปก็ได้

ขับรถข้ามแม่น้ำไปอีกแล้วคับท่าน ทริปนี้นึกอยากไปวัดไหนก็ไป ย้อนไปย้อนมา เดี๋ยวเขตเมืองอโยธยามั่งเกาะเมืองมั่ง นึกแล้วขำดี 55

ข้อมูลต่อไปนี้ ได้จากเว็บมติชน ขอบคุณค่า~

ปิดท้ายด้วยวัดกษัตราธิราช อยู่ริมแม่น้ำฝั่งนอกเกาะเมืองใกล้ๆกับวัดท่าการ้อง (ถ้าได้ไปอยุธยาอีกว่าจะลองไปดู) ตรงข้ามกับเจดีย์พระศรีสุริโยทัย เดิมชื่อ "วัดกษัตรา" หรือ "วัดกษัตราราม" พระปรางค์ใหญ่เป็นหลักประธานของวัด สร้างเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด แต่พงศาวดารกล่าวอ้างถึงเป็นครั้งแรกในปี 2303

สันนิษฐานจากชื่อวัด คาดว่าคงเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ครั้งกรุงศรีอยุธยาทรงสร้างหรือทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้น ดังนั้นวัดนี้จึงชื่อว่าวัดกษัตรา หรือวัดกระษัตรา ซึ่งหมายถึงวัดของพระมหากษัตริย์ หรือวัดของพระเจ้าแผ่นดิน ด้านหลังของวัดมีทุ่งประเชต ซึ่งถือเป็นแหล่งชัยภูมิศึกสำคัญในการตั้งค่าย วัดกษัตราธิราชคงถูกข้าศึกทำลายอย่างยับเยินเมื่อครั้งกรุงแตกนั่นเอง...

ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์พระเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ 1 ทรงศรัทธาปฏิสังขรณ์วัดกษัตราธิราชขึ้นทั้งพระอารามให้เป็นวัดที่พระจำพรรษา และปี 2520 มีพระกรุณาโปรดเกล้ายกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งเป็นวัดกษัตราธิราชวรวิหาร ถือเป็นพระอารามหลวงลำดับที่ 9 ของ จ.พระนครศรีอยุธยา ในบรรดาพระอารามหลวงทั้งหมด 13 วัดด้วยกัน

เพราะฉะนั้น ปัจจุบันวัดจึงได้รับการดูแลรักษาอย่างดี อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆก็สวยงามมาก โปรดดูรูป



ความร้อนระอุเมื่อตอนบ่ายหายไปไหนหมด จอดรถปุ๊บฝนตั้งเค้าเลย ฟ้าก็ดำๆๆๆ ตอนแรกคิดว่าสงสัยได้กลับทั้งที่ยังไม่ได้ไหว้พระ แต่สุดท้ายฝนก็ตกๆหยุดๆ เลยได้เข้าไปไหว้ในที่สุด



วิหารน้อยที่อยู่บริเวณเดียวกัน มองจากประตูทางเข้า



พระปรางค์ประธาน อยู่ด้านหลังโบสถ์



วัดนี้มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง คือหลวงพ่อเทียม (พระวิสุทธาจารเถร : เทียม สิริปัญโญ) ท่านเป็นทั้งพระเถระที่ฝักใฝ่การวิปัสสนา และอีกด้านก็เป็นพระนักพัฒนา หลวงพ่อท่านมรณภาพเมื่อปี 2544 เมื่อ 5 ปีก่อนนี่เอง

งานนี้หัวหน้าทัวร์บูชาผ้ายันต์กลับมา 2 ผืน ไปวัดไหนต้องได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ติดไม้ติดมือมาด้วย ^^

ฝนตกๆหยุดๆบรรยากาศมืดครึ้ม 6 โมงกว่าแล้ว ได้เวลากลับบ้านซะที เราหลับคร่อกตลอดทาง แต่เหนื่อยยังไงก็คุ้ม เพราะได้เที่ยวตั้งหลายวัด จากที่คิดว่าจะไปแค่ 3-4 วัด ไปๆมาๆได้ตั้ง 7-8 วัดแน่ะ

ขอปิดทริปแต่แต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณ bloggang เป็นอย่างสูงสำหรับพื้นที่เขียนและแปะรูป รู้สึกว่าตัวเองแปะรูปแบบไม่ค่อยเกรงใจเค้าเลย ใส่รูปมันเข้าไป




 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 19 สิงหาคม 2549 4:27:12 น.
Counter : 1608 Pageviews.  

ไปอยุธยาครั้งที่ 2 ในรอบปี (1)

ไปมาอีกแล้วจ้า อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน นับว่าเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี (ครั้งแรกไปเมื่อวันปีใหม่ รายละเอียดอยู่ในบล๊อกข้างล่าง) คราวนี้กะไปเก็บไฮไลท์ เดี๋ยวมาดูรูปกันว่าไปไหนมาบ้าง

ข้อมูล อ้างอิงจากหนังสือ "คู่มือท่องเที่ยวอยุธยา Exploring guide" สำนักพิมพ์มิวเซียมเพรส ภายในพิมพ์สีทุกหน้า เนื้อหากระชับ จัดวางรูปแบบเข้าใจง่ายสบายตา เหมาะแก่คนขี้เกียจอ่านอะไรยาวๆอย่างข้าพเจ้า ฮ่าฮ่า ส่วนรูปยกเครดิตให้ chocolatelover กับเสือเล็ก ถ่ายกันมาแบบไม่อั้น

เริ่มล่ะ ช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมาหยุดหลายวัน เป็นโอกาสเหมาะในการไปเก็บรายละเอียดที่อยุธยาอีกรอบ คราวนี้หมายมั่นปั้นมือว่าก่อนเที่ยงต้องได้แวะซักที่ เนื่องจากการไปเที่ยว 1 day trip ที่ไหนๆของบ้านอิชั้น มักจะเริ่มใกล้ๆเที่ยงหรือหลังเที่ยงเป็นต้นไป ก็นะกว่าจะตื่นกว่าจะเดินทาง แต่คราวนี้โดนปลุกแต่เช้าเลยถึงอยุธยาตอน 11 โมง ได้แวะพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาสมใจ เป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ห้องจัดแสดงเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะค่ะ

ประวัติย่อๆของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา หลังจากทางการตามเครื่องทองที่ถูกขโมยกลับคืนมาได้บางส่วน และมีการขุดพบโบราณวัตถุเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ทางการทั่นก็ได้ขอบริจาคเงินจากประชาชนเพื่อสร้างสถานที่จัดแสดง และแจกพระพิมพ์จากกรุที่ขุดได้ให้แก่ผู้บริจาคด้วย (แง่มๆ เกิดไม่ทัน ) ได้มา 3 ล้านบาทเศษ สมัยนั้นเยอะพอจะสร้างพิพิธภัณฑ์ได้ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้อัญเชิญพระนาม "เจ้าสามพระยา" กษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งกรุงศรีอยุธยามาเป็นชื่อพิพิธภัณฑ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นผู้สถาปนาวัดราชบูรณะนั่นเอง พิพิธภัณฑ์เปิดเป็นทางการเมื่อพ.ศ.2504 อิชั้นยังไม่เกิดเล๊ย 55 ดูจากรูปแบบอาคารตึกก็พอรู้ถึงความเก่า

นี่คือหน้าอาคาร 1 เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุสำคัญๆ เช่นเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะและพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบจากวัดมหาธาตุ



ข้างในถ่ายรูปไม่ได้อ่า ไม่มีรูปให้ดู แต่กรมศิลปากรทำหนังสือรวมภาพวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ใครอยากเห็นก็ช่วยกันอุดหนุนหน่วยงานราชการซักเล่มนะจ๊ะ ซื้อกลับมาเล่มนึงเหมือนกัน รูปภาพแจ่มจรัสงดงาม

ซาบซึ้งกับห้องจัดแสดงเครื่องทอง เพ่งกันเล็งละเอียดมากโดยเฉพาะตรงเครื่องประดับ อยากรู้เทรนด์เครื่องประดับของเจ้านายยุคนั้น ^^ ขนาดบางชิ้นบุบหรือเพชรพลอยหลุดไปบ้างก็ยังสวยงามอร่ามตา ส่วนด้านนอกที่เด่นๆก็คงเป็นพระพิมพ์แบบต่างๆที่ขุดพบในกรุชั้นที่ 2 (เดี๋ยวจะพาไปดูจ้า)

อีกห้องที่น่าสนใจคือห้องแสดงผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และโบราณวัตถุที่ขุดพบจากวัดมหาธาตุ วัดสำคัญคู่เมืองอยุธยาในสมัยโบราณ

ไปดูบรรยากาศรอบๆบ้างดีกว่า นี่เป็นศิลปะวัตถุที่ตั้งอยู่หน้าอาคาร 3 (คล้ายๆอาคารนิทรรศการ) ...น่าจะใช่อาคาร 3 นะ เป็นของโบราณจริงๆหรือเปล่านี่ ทำไมมาตั้งอยู่กลางแจ้งให้ตากลมตากฝน



ส่วนนี่อยู่หน้าอาคารหลัก ไม่รู้ว่าเป็นทับหลังจากที่ไหน ไม่มีป้ายบอกไว้



ซากโบราณสถานหน้าบึง? ทำไมมีเสาเดียวโดดๆ ไม่มีป้ายอธิบายเหมือนกัน



ซูมใกล้ๆ ลายปูนปั้นสวยจริงๆ



ต่อกันที่อาคารเรือนไทยกลางน้ำ (คงเป็นอาคาร 2) อาคารนี้จะเหงาๆเล็กน้อย ไม่ค่อยมีคน พอเจ้าหน้าที่เห็นนักท่องเที่ยวด้อมๆมองๆอยู่ข้างหน้าก็พยักเชิญชวน "เข้ามาเลยคับๆ"



ด้านใน จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อน นี่คือเตียงสี่เสา



มีเกร็ดเล็กน้อยเครื่องค่าเข้าชม คนไทยหน่อละ 10 ต่างชาติหน่อละ 30 นับว่าไม่แพง วันอาทิตย์ถ้าคนไทยไปเป็นครอบครัวจะได้เข้าฟรีด้วย ตามนโยบายสร้างแหล่งเรียนรู้ในชุมชนของนายกทักษิณ จริงๆแล้วอิชั้นและครอบครัวก็ไปวันอาทิตย์นะ แต่ต้องตีตั๋วค่าเข้าคนละ 10 บาท ^^" พี่เจ้าหน้าที่แกเอาป้ายด้านที่บอกว่าวันอาทิตย์ครอบครัวเข้าฟรีหันเข้าด้านใน แล้วก็เพิ่งมาเห็นกันตรงทางออก ฉลาดง่ะ แต่ก็ไม่ว่ากันเพราะค่าเข้าชมถือว่าถูกมากอยู่แล้ว ถือว่าช่วยกันสนับสนุนงบประมาณพิพิธภัณฑ์

เที่ยงครึ่ง หิวโซกันถ้วนหน้า รีบไปร้านที่จองโต๊ะไว้ดีกว่า มามี๊รอบคอบมากโทรจองตั้งแต่ตอนขับรถเข้าเขตอยุธยา ยังไม่ทันแวะพิพิธภัณฑ์เลยคิดถึงเรื่องกินซะแล้ว อย่างว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง

แต่นแต๊น ถึงร้านแพกรุงเก่า ร้านอาหารดังแห่งเมืองอยุธยาแย้ว ใครๆก็คงเคยได้ยินชื่อกันมาบ้าง ไปช่วงเที่ยงพอดีคนเลยครึกครื้นมาก นี่มุมสวยๆภายในร้าน



จองโต๊ะติดริมแม่น้ำเพื่อดูวิว นี่คือวิวฝั่งตรงข้าม ใครรู้ว่าโรงแรมอะไรช่วยบอกที พยายามชะโงกแล้วชะโงกอีกก็เห็นแค่ชื่อบางส่วน (ต้นไม้บัง) Worab.....thaya อิชั้นอ่านเป็น วรบุระ (มั่ว) พัทยา (ยิ่งมั่วหนัก) จนเสือเล็กท้วงว่าคำหลังน่าจะอ่านว่าอยุธยามากกว่านะ ใช่ค่ะสรุปว่าอิชั้นหน้าแหก แต่คำหน้าก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าชื่อโรงแรมอะไร



อาหาร ขาหมูตุ๋นยาจีนทอดกรอบ สั่งกันทุกโต๊ะเลย หมี่กรอบ แกงเขียนหวานลูกชิ้นปลากรายไส้ไข่แดง



ปลา...อะไรหว่า? ราดซีอิ๊ว



น้ำพริก...จำชื่อไม่ได้? (จำอะไรได้มั่งเนี่ย ) ไม่ใช่คนสั่งเลยไม่รู้ หวานๆไม่เผ็ด ผักแกล้มกรุบๆเยอะดี ชอบ



สรุปว่ารสชาติอาหารก็ใช้ได้ อร่อยไปคนละแบบกับร้านครัวแตนที่กินเมื่อคราวก่อน ดูไปดูมาร้านแตนจะมีภาษีกว่าหน่อยตรงที่ถึงเครื่องและประณีตกว่า คราวก่อนที่ไปกินร้านแตนสั่งมาเผ็ดๆทุกจานเลยกินมากไม่ได้ เดี๋ยวรอบหน้าเอาใหม่

อิ่มหมีพีมัน เอิ๊กกกกกก มีแรงแล้วเที่ยวต่อเลยดีกว่า กำลังอินกับเครื่องทอง อันดับแรกเลยไปวัดราชบูรณะก่อน ค่าเข้าชมคนละ 10 บาท

ป้ายเก่าคู่ป้ายใหม่



ประวัติโดยย่อ เจ้าสามพระยา โปรดให้สถาปนาวัดและพระมหาธาตุ ในบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระเชษฐา 2 พระองค์ คือเจ้าอ้ายและเจ้ายี่ ที่สิ้นพระชนม์พร้อมกันในการรบเพื่อแย่งชิงราชบังลังก์....

เข้ามาจะเจอวิหารก่อน วิหารในสมัยอยุธยาตอนต้นจะอยู่ด้านหน้าของวัดและมีความสำคัญกว่าโบสถ์ ต่างจากอยุธยาตอนกลางจนถึงยุคปัจจุบันที่โบสถ์สำคัญกว่า

สมัยอยุธยาตอนต้นจะสร้างกลุ่มอาคารสำคัญเรียงกันดังนี้ วิหาร => เจดีย์หรือปรางค์ประธาน => โบสถ์ วัดราชบูรณะแห่งนี้และวัดมหาธาตุก็เข้าข่าย ดูรูปละกัน

อันดับแรกเลยคือวิหาร อันนี้เป็นภาพด้านหลังของวิหาร ทำไมไม่ถ่ายด้านหน้าที่เป็นมุมมหาชนมาอ่ะ



เจดีย์ที่รายล้อมพระปรางค์ประธาน และพระพุทธรูปที่ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพัง



จะไต่บันไดขึ้นสู่พระปรางค์ล่ะน้า



ไต่ขึ้นมาเกือบถึงทางลงกรุแล้ว ถ่ายลายปูนปั้นซะหน่อย ลายปูนปั้นนี้มีร่องรอยการซ่อมแซมหลายครั้ง บางจุดก็เลียนแบบลายเดิม ดูจากสีปูน ปูนที่ซ่อมภายหลังสีเข้มและเนื้อหยาบกว่า ฝีมือลวกกว่างานดั้งเดิม (ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม) ตอนนั้นไม่ทันสังเกตุแฮะ



ขึ้นไปถึงปุ๊บจะเจอบันไดลงกรุเลย แต่แนะนำให้แว่บไปดูรูปเครื่องทองที่ห้องเล็กๆด้านในก่อนเพื่อความซาบซึ้ง 55+ ลงไปเจอกรุชั้นที่ 1 ห้องนี้พบพระพิมพ์และพระพุทธรูปเต็มไปหมด คนร้ายให้การว่ามีพระทองคำ 3-4 องค์ด้วย ไม่รู้ยังอยู่รึเปล่า เห้อ ขโมยไปด้าย...



จิตรกรรมฝาฝนังที่หลงเหลืออยู่ เลือนลางเต็มทีแต่ยังพอมองเห็น นี่เป็นภาพเทพชุมนุม แหมเข้าใจเลือกถ่ายรูปเด็ดๆมา



ลงไปที่กรุห้องที่ 2 ตื่นเต้นๆ



สุดทางดูเหมือนจะตัน แต่ไม่ตัน ต้องก้มหัวแล้วลอดตัวขึ้นไป เป็นห้องแคบๆยืนได้ 2 คน กรุห้องนี้แหละที่ (ขโมย) ค้นพบทองวัดราชบูรณะอันเลืองลือ เดิมมีถาดทองคำ 3 ใบ เต็มไปด้วยเครื่องทอง แหงนหน้าขึ้นไปมองข้างบนจะเห็นอย่างงี้ รูนั้นเป็นรู้ที่ขโมยเจาะลงมาจากกรุห้องแรก เก่งกันจริงๆ เจาะเข้าไปได้



ซุ้มทุกซุ้มยกเว้นทิศใต้ มีโต๊ะสำริดเล็กๆใช้วางเครื่องทองและผ้าทองที่ขโมยให้การว่าแค่แตะก็ป่นเป็นผง เสียดายยยยย



ทำไมทองถึงถูกขโมย? เมื่อปี 2499 การพบกรุวัดมหาธาตุเป็นข่าวโด่งดัง คนทั่วไปจึงมีมโนภาพว่าพระเจดีย์ต่างๆจะต้องมีมหาสมบัติเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลยร่วมด้วยช่วยกันขโมยขุดดีกว่า

แต่ความที่ฝนตกหนัก และต้องกระทำการอย่างเร่งรีบ พวกขโมยจึงขนของมีค่าไปไม่ไม่หมด ไม่กี่วันต่อมาตำรวจก็จับและยึดของกลางกลับมาได้บางส่วน (ประมาณ 20%) ย้อนความกลับไปตอนที่ชมพิพิธภัณฑ์ คุณเจ้าหน้าที่บอกว่าอาถรรพ์มีจริงนะเออ ฆ่ากันตายเพราะแบ่งทองไม่ลงตัวก็มี บางคนหลอมทองขนไปขายที่กรุงเทพ ขากลับประสบอุบัติเหตุคอหักตายก็มี บางคนต้องหนีหัวซุกหัวซุนจนเงินที่ได้จากการขายทองร่อยหรอก็มี ชีวิตยากลำบากเป็นอันมาก แล้วจะขโมยไปทำไมเนี่ย -"- เหตุการณ์ไฟไหม้ล้างตลาดหัวรอที่โด่งดัง ก็ว่ากันว่าเป็นเพราะอาถรรพ์ในครั้งนั้นนี่เอง เพราะทองที่ได้มาบางส่วนก็เอาไปปล่อยในตลาด ไม่น่าเลย...

เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน จำได้ป่าวว่ามีข่าวดังเรื่องมงกุฏยุคโบราณของราชนิกูลฝ่ายหญิงหลงไปอยู่ที่เมืองนอก ลักษณะคล้ายๆที่เห็นในพิพิธภัณฑ์แต่ทองที่ใช้ถักเส้นใหญ่กว่า (ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นของจริงรึเปล่า เห็นเถียงกันอยู่) เรื่องนี้นสพ.ลงรายละเอียดลงกันครึกโครม ไปสัมภาษณ์พี่ขโมยกลับใจที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวด้วย ใครสนใจก็ลองเซิร์ทหาข่าวเก่าๆอ่านดูได้ ว่าแต่...เหลือคนเดียวเนี่ยนะ หรือว่าจะเป็นอาถรรพ์จริงๆ บรื๋อออออ

โอย ชักเหนื่อย ยังไม่จบวัดแรกเลย ทำเวลาหน่อยดีกว่า

ถึงตอนนี้ความอบอ้าวที่เจอในกรุทำให้ทุกคนอาบเหงื่อต่างน้ำ หน้ามันแผล็บจนทอดไข่ได้ เจอฝรั่งคนนึงเปียกไปทั้งตัว ซาบซึ้งกับกรุเครื่องทองและประวัติศาสตร์แล้วก็ขอเผ่นออกมารับลมตรงลานข้างนอก นี่แชะรูปมุมสูงมาให้ดู



มองลงไปด้านหลังของพระปรางค์จะเจอโบสถ์ โปรดนึกถึงแผนผังที่เรียงไว้ในตอนแรก วิหาร=>พระปรางค์=>โบสถ์



ต่อกันที่วัดมหาธาตุ ไฮไลท์อีกแห่ง ซื้อบัตรคนละ 10 บาทเช่นเดิม เข้าไปปุ๊บก็เจอสิ่งที่มองหาอยู่เลย นั่นคือเศียรพระพุทธรูปในรากต้นโพธิ์นั่นเอง มีญี่ปุ่นจีนฝรั่งมุงกันยุ่บยั่บไปโม้ด ข้าเจ้าก็ต้องไปมุงกะเค้ามั่งจิ



วัดมหาธาตุเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญที่สุดในยุคนั้น เพราะนอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังเป็นที่พำนักของสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายคามวาสีด้วย เห็นได้ชัดว่ามีสิ่งก่อสร้างเยอะมากๆ วัดมหาธาตุ สร้างในสมัยขุนหลวงพะงั่ว (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่1) เมื่อปี 1917 และเรื่อยไปถึงสมัยพระราเมศวร แต่นายวันวลิตพ่อค้าชาวฮอลันดาบันทึกว่าท้าวอู่ทองเป็นผู้สร้าง

อืม...รูปนี้ใช่วิหารรึเปล่านะ (อ้าว?) ด้านหน้าพระปรางค์มีหลายอาคาร ไม่แน่ใจว่ารูปนี้คือวิหารรึเปล่า

เอาเป็นว่าเล่าเกร็ดละกัน ตอนบูรณะวิหารพบว่ามีผู้ลักลอบขุดฐานชุกชี (อีกแล้ว) จึงขุดค้นลงไปเจอแผ่นทองดุนลายพระพุทธรูป เต่า ช้าง ม้า ปลา...



เดินผ่านกำแพงเข้ามา ภายในกำแพงชั้นกลางคือพระปรางค์ประธาน พระปรางค์นี้เคยพังลงมาครึ่งองค์ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม ต่อมาพระเจ้าปราสาททองบูรณะ หลังจากนั้นในสมัยร.5 ก็พังอีกจนเหลือแต่ฐานอย่างที่เห็น ปี 2499 กรมศิลปากรขุดพบปล่องระบายอากาศของกรุที่อยู่ด้านล่าง เมื่อขุดลงไปก็พบผอบหินบรรจุพระบรมสารรีริกธาตุ อยากเห็นไปดูได้ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา



กำแพงด้านข้างของพระปรางค์ประธาน มีพระพุทธรูปตั้งเรียงราย ยอดพระปรางค์เล็กๆที่เห็นอยู่ด้านหลังกำแพงคือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ



พระพุทธรูปในเขตพระปรางค์ประธาน



ข้ามกำแพงมาอีกฝั่ง จะเจอโบสถ์ปิดท้ายตามแผนผัง สิ่งที่บอกว่าเป็นโบสถ์แน่ๆก็คือใบเสมานี่ไง



ถึงตรงนี้ รู้สึกแสบผิวอย่างแรง โดนแดดเผาง่ะ ว่าจะย้อนกลับไปดูบริเวณวิหารในตอนต้นอีกรอบแต่ไม่อยากฝ่าไอความร้อนที่กระทบก้อนอิฐ เลยเลี่ยงออกมาที่ด้านข้างที่มีพื้นหญ้า ช่วยให้เย็นมาขึ้นนี้ดดดดดดนึง

อันนี้เป็นบริเวณด้านข้างที่ว่า ออกมานอกกำแพงแล้วก็มีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ไม่รู้ว่าอะไร



ย้อนกลับมาที่ด้านหน้า เจออาคารหลังหนึ่งที่เจาะกำแพงเป็นช่องแสง เรียกว่า "มหาอุด"



อีกหนึ่งมุมมอง



เดินลึกเข้ามาอีก เจอของน่าสนใจ เป็นป้ายอธิบายประวัติความเป็นมาของวัด จัดทำอย่างสวยงาม

สภาพพระปรางค์ในปัจจุบัน



เลื่อนกระจกปิดชึ้บบบบบบ ก็จะเห็นภาพพระปรางค์ในสมัยก่อน



แหมไอเดียเก๋มาก แต่ไหงเอามาตั้งไว้ในหลืบ มีคนเดินมาดูไม่เท่าไหร่ น่าจะเอาไว้ใกล้ๆเศียรพระพุทธรูปในรากโพธิ์นะจะได้เห็นกันเยอะๆ

แฮ่กๆ เดี๋ยวต่ออีกบล๊อก มีอีก 3-4 วัด แต่ไม่ยาวเท่าไหร่แล้วล่ะ 2 วัดนี้ประวัติยาวจริงๆ






 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 19 สิงหาคม 2549 3:46:13 น.
Counter : 1209 Pageviews.  

อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม (2) แปะรูปต่อ

แฮ่กๆกว่าจะย่อรูปหมด เล่นเอาแทบแย่ บางทีคนถ่ายถ่ายไม่เรียงกัน เล่นเอาอิชั้นต้องใช้สมองในการลำดับความอย่างหนักว่าคำบรรยายกับภาพตรงกันรึเปล่า หวังว่าคงไม่ผิดนะ

บล๊อกที่แล้วจบลงด้วยการเจอคุณพี่ไกด์กิติมศักดิ์ที่จุดพัก ลืมบอกชื่อไปว่าบริเวณอุทยานจะมีจุดพัก 2 แห่ง ชื่อ "บ้านกาแฟ" 1 และ 2 บ้านกาแฟ 1 มีขายแต่น้ำผลไม้ไทยๆ ส่วนบ้านกาแฟ 2 จะมีขายกาแฟสดรสเข้มข้นราคาย่อมเยาด้วย ถามคุณไกด์ว่าทำไมบ้านกาแฟ 1 ไม่มีกาแฟขาย ได้ความว่ากว่าจะชงได้อร่อยอย่างงี้ก็ต้องเทรนคนชงอยู่นาน บรรดาผู้บริหาร (คงหมายถึงครอบครัวคุณเจ้าของ) ต้องชิมกันต่อคนต่อวัน วันละ 2-3 แก้ว ถ้าในอนาคตเทรนคนชงฝีมือดีเพิ่มขึ้นได้ก็จะขายที่บ้านกาแฟ 1 ด้วย


เข้าเรื่องดีกว่า ต่อกันที่หมู่กุฎิพระสงฆ์ 4 ภาค งานไม้แต่ละกุฏิจะสร้างตามลักษณะบ้านแต่ละภาคจริงๆ ด้านในมีรูปหุ่นขี้ผึ้งพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่รู้จักกุฏิละ 2 องค์ ด้านในติดแอร์ วันที่ไปอากาศค่อนข้างอ้าวฝน บรรยากาศข้างนอกร้อนเอาเรื่อง ดีที่ได้แอร์ช่วยชีวิต ^^"

ในส่วนของไม้ที่นำมาสร้าง ดูแล้วไม้เป็นไม้จริงๆ พี่ไกด์บอกว่า "ทำให้อาจารย์ บางทีอยู่ๆก็มาเอง" โอ้วขนลุกค่ะ

เนื่องจากอิชั้นไม่ค่อยสันทัดเรื่องพระสงฆ์มากนัก เคยได้ยินแต่ชื่อของท่าน ฉะนั้นจึงไม่สามารถบรรยายเองได้ ขอค้นข้อมูลมาอ้างอิงด้วยละกัน จริงๆแล้วคุณพี่ไกด์เล่าเกร็ดสนุกๆเพิ่มเติมเยอะเลย เพราะพี่ไกด์เคยบวชเรียนหลายปี และชอบอ่านหนังสือเกร็ดประวัติศาสตร์ อิชั้นก็ฟังเพลินแต่จำมะได้ ^^" แต่ก็สนุกดีไปๆมาๆมีคนตามมาฟังเป็นพรวน กลายเป็นคณะทัวร์ย่อยๆ นี่ถ้าคุณไกด์ถือธงเล็กๆนำขบวนด้วยนะใช่เลย

รูปแรก กุฎิภาคกลาง



เอ้ากราบเร็วพี่น้อง คิดว่าใครๆก็คงรู้จักท่านดี หลวงพ่อโตวัดระฆัง หรือสมเด็จพระพุทธาจารย์โต พรหมรังสีนั่นเอง จากเกร็ดที่พี่ไกด์เล่าไม่ทราบแน่ชัดว่าท่านเป็นโอรสร.1 หรือร.2 แต่ถ้านับปีที่ลงตัวแล้วท่านน่าจะเป็นโอรสของร.2 นอกจากนี้ก็เล่าเรื่องสนุกๆอย่างตอนท่านโปรดนางนากแห่งบางพระโขนง



องค์นี้จำชื่อท่านไม่ได้ง่า ถามคนที่ไปด้วยกันก็ไม่มีใครจำได้ แต่คุ้นๆหน้าท่านเหมือนเคยเห็นในหนังสือ ใครทราบช่วยบอกเป็นวิทยาทานที



ต่อกันที่กุฏิภาคอีสาน มีความพิเศษเพราะกุฎินี้เป็นกุฏิของจริงที่หลวงปู่มั่นเคยอยู่ก่อนมรณภาพ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองผือนาใน ขอค้นภาพมาอ้างอิง ดูซิเหมือนมั้ย ^_^ http://www.luangpumun.org/wara/nangpep.html แต่อันนี้มีการนำมาปรับปรุงปิดกระจกก่อนเพราะต้องติดแอร์ เกร็ดเพิ่มเติมจากพี่ไกด์ ก่อนมรณภาพท่านย้ายไปอยู่วัดป่าสุธาวาสในอ.เมืองสกลนคร เนื่องจากท่านไม่ต้องการให้ชาวบ้านล้มวัวควายมาต้อนรับแขกในงานศพของท่าน อันจะเป็นการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ ส่วนรายละเอียดอ่านได้ที่ http://www.luangpumun.org/wara/index.html



หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต



หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ กูเกิ้ลช่วยชีวิต ^^
http://www.relicsofbuddha.com/worralapo/



ต่อไปเป็นกุฏิภาคเหนือ



หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ประวัติ
http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-wan_hist.htm



ครูบาศรีวิชัย ประวัติ
http://www.lannaworld.com/person/svchai.htm



กุฏิภาคใต้



หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้



หลวงปู่....ไม่ทราบค่า คนที่ไปด้วยบอกว่าหลวงปู่ทิม แต่อิชั้นก็ไม่มั่นใจว่าระหว่าง 2 องค์ที่จำชื่อไม่ได้ หลวงปู่ทิมคือองค์ไหน ฮือๆ



ต่อด้วยกุฏิหลังสุดท้าย หอสวดมนต์



รวมหุ่นขี้ผึ้งพระสงฆ์ 5 ท่าน องค์ที่ 2 นับจากขวามือน่าจะเป็นหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ จำได้อีกองค์คือหลวงพ่อเงิน (ไม่แน่ใจว่าองค์ไหน) พี่ไกด์บอกว่าในอนาคตอาจมีการสับเปลี่ยนหุ่นของพระสงฆ์ท่านอื่นๆที่เป็นที่เคารพบูชามาให้กราบไหว้กัน และอาจมีเสียงจากเทปธรรมะของแต่ละท่านเปิดให้ฟังด้วย



พักสายตาด้วยสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าระหว่างกุฏิ



เดินลัดเลาะไปตามทางเดินและคูน้ำ แล้วก็เจอป้าย



ลืมถ่ายบ้านไทยภาคใต้มา ลักษณะเรือนมีบันไดทางขึ้น 2 ทางอยู่ด้านหน้าซ้ายขวา เนื่องจากเป็นกุศโลบายว่าหากไอ้หนุ่มคนไหนจะมาจีบลูกสาวก็ไม่ควรลับๆล่อๆขึ้นบันไดหลังเรือน เอาเป็นว่าไปดูหุ่นกันเลยดีกว่า ถึงตอนนี้เหงื่อเริ่มไหลซิกๆ ยังดีที่ห้องบนเรือนติดแอร์คับท่าน

พี่ผู้หญิงกับพี่ผู้ชายทำหนังตะลุง



คุณปู่สอนให้หลานเชิดหนังตะลุง



เรือนไทยภาคเหนือ มีกาแลเป็นเอกลักษณ์ สันนิษฐานว่า 1.เดิมเป็นดาบนักรบผูกไขว้ 2.มาจากตำนานพม่าสมัยก่อน โหรทำนายว่าล้านนาจะเป็นเอกราช (น่าจะนะ) พม่าเกิดความกลัวจึงบังคับให้ทำสัญลักษณ์กากบาทไว้ เนื่องจากสัญลักษณ์กากบาทก็คือสัญลักษณ์ที่ชาวพม่าใช้ในที่ฝังศพนั่นเอง อันนี้พี่ไกด์บอกว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่เกิดจากการค้นคว้าเอง อาจมีทฤษฎีอื่นที่ใกล้เคียงกว่าก็ได้



คุณลุงนั่งส่องเครื่องสังคโลก



แม่อุ๊ยกับหญิงสาวนั่งพับผ้า



คุณตาเล่นกับหลาน ในมือนั่นเป็นของเล่นของชาวเหนือ



เกร็ดเล็กๆ พี่ไกด์กระซิบว่าหุ่นที่เรือนนี้มีเรื่องลี้ลับนิดหน่อยด้วยน่อ เขียนไปก็เกรงว่าจะผิดวัตถุประสงค์ในการ review เพื่อการท่องเที่ยว เค้าอุตส่าห์ทำหุ่นสวยๆมาให้เราดู ดังนั้นขอข้าม

ต่อไปบ้านไทยอีสาน



คุณยายกับหลานมองวิวนอกหน้าต่าง (ป.ล. คนที่ยืนอยู่ข้างหลังไม่ใช่หุ่นนะ คริๆๆทำเนียน)



คุณลุงคนนี้กำลังตรวจการบ้านนักเรียน ข้างๆมีสมุดคัดลายมือกองเบ้อเร่อเลย (ป.ล.มือที่โผล่มาตรงมุมซ้ายล่างก็ไม่ใช่มือหุ่นเหมือนกัน)



คุณตานั่งประดิษฐ์แคนที่ชานบ้าน



สุดท้ายคือบ้านไทยภาคกลาง เป็นเรือนขนาดมาตรฐาน 2 ห้อง ในอดีตถ้าจะขยายครัวก็จะเอารั้วไม้ออกแล้วต่อเติมเพิ่ม กลายเป็นหมู่เรือนไทยภาคกลางเช่นที่คุ้มขุนแผน



เริ่มจากนอกชาน คุณปู่คนนี้นั่งอยู่หน้าพระ



ถัดมาเป็นคุณน้าผู้หญิงร้อยมาลัย



ที่ข้างๆโต๊ะหมู่บูชา (ไม่ได้ถ่ายมา) ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่ามีรูปถ่ายของบุคคลหนึ่งตั้งอยู่ พี่ไกด์ขยายความว่าเป็นรูปของช่างไม้ผู้สร้างเรือนไทยและกุฎิทั้งหมด ช่างท่านนี้ตั้งใจว่าจะฝากผลงานไว้เป็นครั้งสุดท้าย โดยเฉพาะเรือนไทยภาคกลางที่ท่านเชี่ยวชาญที่สุด เมื่อปีก่อนท่านก็เป็นอัมพฤกษ์ตอนนี้เดินไม่ได้แล้ว

มาดูกันต่อในห้อง คุณน้าคนนี้กำลังรีดผ้าอย่างขมักเขม้น



ส่วนพี่คนนี้นั่งหวีผม...ทำไมถ่ายมุมนี้มาล่ะเนี่ย พี่ไกด์เล่าอีกตามเคยว่าเดิมพี่คนนี้ปล่อยผมยาวสยาย เพิ่งมาถักเปียให้แกนี่แหละ มามี๊อิชั้นทำตาโต แบบนึกว่าจะมีอะไรๆเหมือนหุ่นที่เรือนภาคเหนือ "ป่าวคับคนมาเที่ยวชอบจับผมหุ่นเล่น" อ่อแล้วไป



หนุ่มน้อยคนนี้นอนเอกเขนกอ่านหนังสือบนเตียง



คุณย่ากับพี่ผู้หญิงกำลังห่อขนม



แฮ่กๆรูปหุ่นขี้ผึ้งหมดแล้ว สำหรับเรือนไทยทุกหลังนั้นสวยงามมาก รายละเอียดต่างๆล้วนประณีตสมความตั้งใจของช่าง ดูแล้วได้เห็นว่าปู่ยาตายายเราใช้ชีวิตยังไง (จริงๆตอนนี้ก็น่าจะมีอยู่แต่คงน้อยลงไปทุกที) ของประกอบฉากต่างๆเช่นแป้ง น้ำอบ หวี เคยเห็นตอนเด็กๆ แต่อย่าไปจิ๊กเข้าล่ะเพราะพี่ไกด์บอกว่าถึงจิ๊กไปขายร้านขายของเก่าก็ปาใส่หน้า เค้าต้องเอามาโชว์เลยใช้ของราคาไม่แพง ไม่รู้เหมือนกันว่าไปหาของยี่ห้อเก่าๆแบบนี้มาจากไหน

พื้นที่ถัดจากเรือนไทยมีรั้วไม้ไผ่กั้นไว้ ในอนาคตกำลังจะสร้างเป็นห้องอาหารเพื่อบริการนักท่องเที่ยว เนื่องจากการเดินชมจุดต่างๆต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ใครหิวก็แวะเข้าไปกินได้เลย ปัจจุบันมีโรงอาหารที่อาคารด้านหน้าที่เดียวอาจเดินกลับไปกลับมาไม่ไหว

พักสายตาด้วยวิวท้องฟ้า ไงล่ะสีแจ๊ดมากบ่งบอกถึงอุณหภูมิ ^^" แต่เดี๋ยวมีน้ำตกกับบ้านกาแฟให้นั่งพักกันจ้ะไม่ต้องห่วง

พักสายตาท้องฟ้า


ลัดเลาะผ่านต้นไม้ลำธารเล็กๆ จะเจอจุดพัก บ้านกาแฟ 2 มีขายกาแฟสดสุดอร่อยที่บอกไปแล้ว ประทับใจกับราคาเพราะแก้วละ 25-30 เอง ไม่เคยกินกาแฟรสชาตินี้ราคานี้ในกรุงเทพบ้านเฮา ส่วนใครปวดหนักปวดเบาไม่ต้องห่วง ทั่วอุทยานจะมีห้องน้ำถึง 3-4 จุด แต่ละจุดก่อสร้างอย่างประณีตสวยงาม ชอบอีกแล้วเพราะตกแต่งแบบเก่า ฝากั้นก็ทำด้วยไม้ดูคลาสสิกสุดๆ คนถือกล้องไม่ได้ถ่ายมา แง่มๆ

น้ำตกจำลองตรงจุดนั่งพักผ่อน ทำได้สวยและเหมือนจริงมาก (พี่ไกด์บอกว่าค่าออกแบบเป็นแสนอ่ะ) มีพ่อแม่จูงลูกจูงหลานมากินกาแฟน้ำมะตูมน้ำตะไคร้ถ่ายรูปไปพลางๆ











ใกล้ถึงทางออกแล้ว จะเจอลานพระอวโลกิเตศวรก่อน



พระอวโลกิเตศวร





จบการท่องเที่ยวอุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยามแต่เพียงเท่านี้ รู้สึกดีและประทับใจกับอะไรหลายๆอย่าง ถ้ามีโอกาสก็ลองไปดูด้วยตัวเองน่อ มีบางหุ่นอิชั้นก็ไม่ได้ลงรูปเหมือนกัน จะว่าไปเดี๋ยวหนังสือท่องเที่ยวต้องมาทำสกู๊ปแน่เลย โหะๆแจ๋วอย่างงี้พลาดได้ไง

(เพิ่มเติม) ลืมเขียน ก่อนกลับแวะซื้อของที่ระลึกที่อาคารตรงทางเข้าด้วย มีของขายเยอะเลย แบ่งเป็นโซนของกินกับของใช้ในบ้าน+ของประดับต่างๆ ตรงโซนของใช้+ของประดับ มีจำหน่ายสินค้าบางอย่างที่ใช้ตกแต่งฉากประกอบด้วย ซื้อผ้าม่านเนื้อเพลง โสมส่องแสง ที่เห็นในห้องแสดงหุ่นครูมนตรี ตราโมทมา แล้วก็พวงกุญแจของมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ส่วนของที่ระลึกที่เป็นของอุทยานฯโดยเฉพาะ ก็คือโปสการ์ดลายต่างๆ จริงๆคุยกันว่าน่าจะมีของที่ระลึกเฉพาะของอุทยานเพิ่มเติมอีกหน่อย เช่นพวงกุญแจ สมุดโน้ต ปากกา เพื่อความหลากหลายและซื้อเป็นของใช้ของฝากได้ มีประโยชน์

ลงรูปเล่นๆ ไปกินมื้อเย็นก่อนกลับบ้านที่ร้านชวัล อยู่เลยร้านโครงการหลวงมานิดนึง แถวนั้นมีร้านอาหารริมน้ำ 2 ร้านคือชวัลกับบ้านคุณปู่



อาหารสั่งมา 4 อย่างรู้สึกว่าไม่ค่อยอร่อย สภาพภายในตรงริมน้ำก็สวยดี แต่ตรงหลังร้านที่เป็นทางเข้าดันมีกลิ่นน้ำเน่า คิดว่าในครัวคงปล่อยน้ำเสียลงบ่อ ไม่ชอบเลยอ่ะ พูดแบบนี้เจ้าของเขาจะมาตรบอิชั้นมั้ยนี่ เอาเหอะบางคนอาจชอบรสชาติอาหารกับบรรยากาศร้านนี้ก็ได้

ในรูปคือปูนิ่มผัดพริกไทยดำกับหมูสะเต๊ะ อย่างหลังนี่เห็นสั่งกันทุกโต๊ะ เค้าปิ้งกันเป็นล่ำเป็นสันมาก





ระหว่างเจี๊ยะจู่ๆก็มีเรือยาวบึ้ดจ้ำบึ้ดมาให้ดูฟรี รู้สึกเดือนหน้าจะมีแข่งเรือยาวรึไงนี่แหละ ฝีพายขมักเขม้นซ้อมกันใหญ่ พายกลับไปกลับมา 2 รอบก็มืดพอดี คนที่มากินอาหารดูกันเพลิน

ยาวมาก มึน จบแค่นี้แหละจ้า




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2549    
Last Update : 14 มิถุนายน 2549 19:42:39 น.
Counter : 1994 Pageviews.  

อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม (1) เพิ่งเปิดสดๆร้อนๆเลยจ้า ^_^

อิชั้นและครอบครัวเพิ่งได้มีโอกาสไปแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เพิ่งเปิดเมื่อไม่นานมานี้ นั่นคือ"อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม" ที่อ.บางแพ จ.ราชบุรี สืบเนื่องจากแม่ของอิชั้นเคยไปดูงานกับที่ทำงาน (=ที่ทำงานพาไปเที่ยวนั่นเอง ) แล้วประทับใจมาก พอรู้ข่าวว่าเปิดเลยรีบไปดูกัน

เนื่องจากหุ่นที่จัดแสดง มีจำนวนถึง 50 หุ่น และบรรยายโดยใช้ระบบเสียง อิชั้นจึงจับใจความได้ครบบ้างไม่ครบบ้าง ^^" หากมีข้อมูลผิดพลาดต้องขออภัยด้วยน่อ ภาพบางภาพอาจไม่ค่อยชัด เพราะส่วนใหญ่เป็นภาพในอาคารหรือเรือนไม้ ซึ่งต้องใช้แฟลชและเวลาถ่ายมือต้องนิ่งๆหน่อย แล้วเราก็ถ่ายกันแบบมือสมัครเล่นสุดๆ ^^" บางรูปก็ถ่ายเล่นกันเองมะเอามาลงหรอก 55555

เริ่มจาก ประวัติการก่อตั้งจ้า คัดจากโบรชัวร์

อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม (SIAM CULTURAL PARK) เริ่มก่อตั้งโครงการขึ้นในปีพ.ศ.2540 ด้วยเป้าหมายในอันที่จะรังสรรค์สถานที่ "พักใจ" แก่คนทั่วไปในสังคมที่แข่งขันเร่งรัดเช่นปัจจุบัน พร้อมนำเสนอแง่มุมด้านศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีความเป็นอยู่ที่งดงามในสังคมพุทธของไทย เพื่อสืบทอดสิ่งดีงามแบบไทยให้คงอยู่สืบต่อถึงชนรุ่นหลัง

เวลาทำการ 8.30-17.00 น.
41/1 หมู่ 3 ต.วังเย็น อ.บางแพ จ.ราชบุรี ไปไม่ถูกโทรถามได้ที่ 0-3238-1401, 0-3238-1402, 0-3238-1403 Fax : 0-3238-1403 E-mail : sc_park_49@yahoo.com (ข่าวว่าในอนาคตจะเปิดเว็บไซต์)

ที่ตั้ง ถ้ามาจากกรุงเทพ วิ่งผ่านนครปฐมมาอีกไม่ไกลเลย มาตามถ.เพชรเกษม ถึง 4 แยกบางแพแล้วเลี้ยวไปทางที่จะไปอ.ดำเนินสะดวก หาไม่ยากอยู่แล้วทางไปตลาดน้ำนั่นเอง พอเข้าแยกมาขับมาอีกไม่ไกล เจอ "วัดหลวง" ฝั่งซ้ายมือก็เตรียมตัวยูเทิร์นได้ เพราะอุทยานอยู่เยื้องๆวัดเลยจ่ะ

เกร็ดเพิ่มเติมเก็บความจากที่มามี๊เล่า เจ้าของที่นี่คือคุณไพโรจน์ (ลืมถามนามสกุลมาอ่ะ ^^") เดิมทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงหล่อพระแถวนครปฐม ต้นตระกูลมาจากบ้านช่างหล่อ ประมาณว่าเป็นอาชีพที่สืบทอดจากบรรพชน คุณไพโรจน์เป็นหุ้นส่วนพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งที่สาย 7 ด้วย ต่อมาจึงมีแนวคิดที่จะเปิดอุทยานฯแห่งนี้โดยมีความตั้งใจที่จะคืนกำไรให้แก่สังคม ดังที่คัดมาจากโบรชัวร์ให้อ่าน โดยการเก็บค่าเข้าถูกมาก (ย้ำว่าถูกมาก) ผู้ใหญ่คนละ 50 บาท ค่าชมตกประมาณหุ่นละบาท เด็กกับนักเรียนนักศึกษายิ่งราคาประหยัดเข้าไปใหญ่คือ20-25 บาท โดยมีเป้าหมายว่าอยากให้มาเที่ยวกันเป็นครอบครัว ใครไม่มีทุนทรัพย์มากนักก็ยังพอจ่ายได้ อย่างครอบครัวอิชั้นไป 5 คนก็จ่ายค่าเข้าชมเพียง 250 บาท นอกจากนี้การจัดแสดงข้างในก็มีคอนเซ็ปท์หลายอย่างที่ดีมากๆ เช่น ไม่ขายน้ำอัดลม ขายแต่น้ำผลไม้ไทยๆเช่น มะตูม ตะไคร้ เก็กฮวย ราคาก็แค่แก้วละ 12 บาท (ชิมแล้ว อร่อยด้วย) กาแฟสดชงเองรสชาติเข้มข้นแก้วละ 25-30 บาท ข้าว+กับข้าวจานละประมาณ 25 พูดง่ายๆว่าราคามาตรฐาน ถูกและอร่อย น่าสนับสนุน

แล้วที่น่าชื่นชมคือ คอนเซ็ปท์ของการก่อสร้างอุทยานฯแห่งนี้ จะไม่ตัดต้นไม้ที่มีอยู่เดิม หากจะตัดซักต้นต้องประชุมใหญ่ ลักษณะของอุทยานจะเป็นสุมทุมพุ่มไม้ที่ได้รับการตกแต่งให้เรียบร้อย ผสมกับต้นไม้เดิมในพื้นที่ มีทางเดินคดเคี้ยวลัดเลาะไปตามจุดแสดงหุ่นต่างๆ เขียวครึ้มมากจ้ะขอบอก งานศิลปะเช่นพระพุทธรูปก็เป็นงานหล่อจากโรงหล่อของคุณเจ้าของเอง ส่วนงานอื่นๆเช่นงานไม้ งานออกแบบต่างๆก็ล้วนแต่เป็นคนในแวดวงที่ชักชวนกันมาช่วยงาน เรียกว่าทำกันด้วยใจเหมือนญาติพี่น้อง อะไรต่างๆเหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกชื่นชมในแนวคิดดีๆของผู้เป็นเจ้าของ อยากให้คนที่มีโอกาสได้ไปชมกันเยอะๆ เพื่อเป็นการสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ นี่ลงเบอร์ติดต่อให้เลยนะขอเป็นม้าด้วยใจ ไม่มีใครจัดจ้าง

พูดมากจริงกว่าจะเล่าเกร็ดหมด สาดรูปเลยดีกั่ว อุๆๆ ต้องแบ่งเป็น 2 part รูปเยอะจัด

ตามธรรมเนียมบล๊อกของอิชั้นต้องแจมด้วยเรื่องกินเสมอ ^^ เราเริ่มทริปกันด้วยการไปกินมื้อเที่ยงที่ร้านติ๊กนครชัยศรี นักกินคงรู้จักกันดีน่อ กับข้าวอร่อยมาก นี่คือผัดเผ็ดลูกชิ้นปลากราย (คิดว่านะ) กับต้มยำเห็ดล้วนๆ คนถ่ายไม่ได้ถ่ายรูปกุ้งทอดกระเทียมมาง่ะ (เมนูดังด้วย
)





ขับรถจากนครปฐมไม่เกิน 40 นาที ก็ถึงอุทยาน ที่ปากทางเข้ามีร้านขายของที่ระลึก หอศิลปะ ร้านขายข้าว จุดขายบัตร จัดสร้างและออกแบบอย่างสวยงาม เป็นทรงไทยทั้งหมด มะได้ถ่ายมา เอาเป็นว่าลงรูปหล่อพระพิฆเนศที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้าละกัน เข้าใจว่าเป็นเทพที่ช่างศิลปะทุกแขนงให้ความเคารพนับถือ เจ้าของที่นี่ที่เป็นตระกูลช่างหล่อจึงสร้างไว้ตรงทางเข้าให้เป็นจุดเด่น



อาคารเชิดชูเกียรติ จัดแสดงหุ่นรูปขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาสของบุคคลสำคัญ พร้อมมีระบบเสียงบรรยายเกียรติประวัติ คุณงามความดี นี่คือตัวอาคารและรูปหล่อโลหะที่ติดที่ผนัง คาดว่ามาจากโรงหล่อของเจ้าของที่นี่เช่นกัน สวยงามมาก ที่ถ่ายมาเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ





เข้าไปในอาคาร ไปดูกันเลยดีกว่าว่ามีหุ่นขี้ผึ้งของใครบ้าง (บางรูปไม่ค่อยชัดนะ )

หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ผู้ก่อตั้งม.ศิลปากรสนามจันทน์ (ใช่ป่ะ คนจบศิลปากรช่วยคอนเฟิร์มที) ความจำสั้นอีกแย้ว



อ.สัญญา ธรรมศักดิ์



ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ งานนี้พนักงานแบงค์ชาติปัจจุบัน 2 คนเกิดอาการดี๊ด๊า เข้าไปขอถ่ายรูปกับอดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติกันใหญ่



ครูมนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ ไม่แน่ใจว่า ใช่สาขาดนตรีไทยรึเปล่า (น่าจะใช่แหละ)



สืบ นาคะเสถียร วีรบุรุษผู้ปกป้องผืนป่าห้วยขาแข้ง เหตุการณ์อัติวินิบาตกรรมของท่านกระตุ้นให้สังคมไทยตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้มากขึ้น รูปหุ่นสูงใหญ่มากจนตอนแรกคิดว่าสร้างขนาดใหญ่กว่าตัวจริง แต่พี่ไกด์ (จะกล่าวถึงพี่คนนี้ในภายหลัง) ยืนยันว่าสร้างตามรายละเอียดจริงทั้งหมด ตอนเชิญคุณป้าพี่สาวของคุณสืบมาดูหุ่น คุณป้าถึงกับร้องไห้ และบอกว่าเหมือนมาก เศร้าเนอะ



ลุงโฮจ้ะ ฉากเป็นบ้านพักตอนมาหลบในเมืองไทยมั้ง จังหวัดอะไรนะแถวๆอีสาน จำมะได้...



แม่ชีเทเรซ่า ได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญเทเรซ่าแล้ว



ง่า..จำชื่อไม่ได้ ดีที่ได้โบรชัวร์ช่วยชีวิต ท่านประธานเหมาเจ๋อตุงกับเติ้งเสี่ยวผิง เค้าสร้างหุ่นจากรูปถ่ายจริง มีรูปถ่ายเหตุการณ์ตอนนี้ให้ดูด้วย ...อืม รูปนี้ถ่ายมาไม่ค่อยชัดเลยแฮะ



นอกจากนี้ก็มีหุ่นคุณลุงนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ แต่ติดหน้าโทรมๆของอิชั้นด้วยเลยไม่เอาลง :P

พวกรายละเอียดต่างๆ เช่นฉากในห้อง ของประกอบฉาก ทุกอย่างจำลองมาจากของจริงล้วนๆ มีการค้นคว้าก่อนสร้าง โดยการขออนุญาตเข้าไปดูสถานที่ที่ท่านเหล่านี้เคยใช้ตอนยังมีชีวิตอยู่ และจำลองแบบ+วัสดุออกมา (เช่นห้องอ.ป๋วย พนักงานแบงค์ชาติคอนเฟิร์มว่าเหมือนมาก) อันนี้พูดถึงหุ่นบุคคลสำคัญของไทยนะแต่หุ่นบุคคลสำคัญของโลก (ท่านเติ้งกับประธานเหมา+แม่ชีเทเรซ่า) ไม่กล้ายืนยัน แต่ยังไงก็ทำให้เรารู้ว่าที่นี่ใส่ใจกับการจัดสร้างในทุกรายละเอียด สมกับที่เจ้าของเป็นช่างศิลปะ

ออกจากอาคาร เดินไปนิดนึงก็เจอนี่ ขนาดปากทางเข้ายังทำซะคลาสสิกเลย ชอบๆ



ลานพระสามสมัยจัดแสดงพระศิลปะอู่ทอง พระศิลปะสุโขทัย และพระศิลปะเชียงแสนเรียงตามลำดับ พระแต่ละองค์หล่อมาจากโรงหล่อของคุณไพโรจน์เอง (ฟังจากมามี๊) ซึ่งคุณไพโรจน์ก็ให้ความนับถือมาก ยกมือไหว้ทุกครั้งที่เดินผ่าน พุทธลักษณะแต่ละองค์ก็งดงาม ส่วนซากโบสถ์ที่จำลองมาก็มีการศึกษามาอย่างดีให้ถูกต้องตามหลักฐานทางโบราณคดี

องค์แรก พระศิลปะอู่ทอง สมัยต้นอยุธยา



พระศิลปะสุโขทัยที่เลื่องลือ



องค์สุดท้าย พระศิลปะเชียงแสน พระเกตุ (คงเรียกถูกนะ) จะไม่เหมือนองค์อื่น



ต่อกันที่ถ้ำชาดก...เค้าทำถ้ำจำลองโดยใช้วัสดุเป็นไฟเบอร์ล้วนๆ แต่เหมือนหินจริงมาก ภายในจัดแสดงแสงสีเสียงบรรยายเรื่องพระชาติสุดท้ายของพระเวสสันดร เรื่องการให้ทานอย่างไม่มีเงื่อนไข ตอนชูชกของสองกุมาร คือจริงๆมีรูปหุ่นเยอะกว่านี้แต่...มีชัดเท่านี้อ่ะ ตัดทิ้งไปตั้งแต่หลายรูปแน่ะเสียดาย ถ่ายในถ้ำมืดๆมือไม่นิ่งเก๊าะไปเลย



ชูชกทูลขอ 2 กุมารเพื่อให้ไปเป็นข้ารับใช้นางอมิตตดาเมียสาว รูปไม่ชัดง่า T___T



รูปนี้ก็มืด T__T ชูชกมัดมือ 2 กุมารและฉุดกระชากลากถู ที่ตาของกุมารทำเป็นรอยน้ำตาไหลออกมาด้วย



ระหว่างทางมาเจอะพระเจ้าตาของ 2 กุมารพอดี (นัยว่าเป็นพระบิดาของพระมเหสีพระเวสสันดร) 2 กุมารร้องไห้ขอให้ช่วย พระเจ้าตาจึงบอกว่าให้ชูชกขออะไรก็ได้ แล้วก็พาเข้าวังไปเลี้ยง (อิชั้นคงเล่าถูกนะ )



ตาเฒ่าชูชกกินระเบิด สำรวจเมนูอาหารก็คุ้นหน้าคุ้นตาทั้งนั้น เป็ดพะโล้ ไก่ย่าง ต้มยำกุ้ง ปลาทูทอดยักษ์ ไก่ทอด adapt จากอาหารในชีวิตประจำวันนี่แหละ แต่ทำน่ากินสุดๆอย่าว่าแต่ชูชกเลย อิชั้นยังน้ำลายสอ เสียแต่ท่ากินแกอะเฟรดมากเลยอะ ^^"



ชูชกท้องแตกตาย สยองมาก ลิ้นจุกปาก กระเพาะแตก ไส้ทะลัก ตอนแรกคนถ่ายจะไม่ยอมถ่ายมาแต่อิชั้นบอกให้ถ่าย เขาให้ดูเพื่อเป็นแง่คิดและให้ปลงย่ะหล่อน (พูดกับคนถ่ายรูปค่ะเดี๋ยวมันก็มาอ่าน)

เมนูคราวนี้เป็นของหวานกับผลไม้ ทองหยิบทองหยอดฝอยทองมีหมด ท้องไม่แตกตายก็แย่แล้ว



เหนื่อยจัง แค่ 1 ใน 3 เองนะเนี่ย พักสายตาด้วยความเขียวของต้นไม้ดีกว่า

หลังจากออกจากถ้ำชาดก แวะพักดื่มน้ำมะตูมกับน้ำตะไคร้แสนอร่อยพอชื่นใจ และแล้วก็เจอกับไกด์กิติมศักดิ์ คือคุณพี่ลูกชายเจ้าของ เค้ามองๆหน้ามามี๊อิชั้นประมาณว่าเหมือนเคยเห็นหน้า ก็เลยทักทายกันและคุณพี่ก็อาสานำชมกุฏิพระสงฆ์และเรือนไทย 4 ภาค คุณพี่บอกว่าปกติก็ทำงานเหมือนพนักงานธรรมดาไม่เปิดเผยตัว (ลูกๆทุกคนของคุณเจ้าของมาช่วยงานหมดเลย ใครทำอะไรได้ก็ทำ) และจะดีใจมากถ้าได้บรรยายให้กลุ่มนักเรียนฟัง ก็ขออนุโมทนาที่ช่วยเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้เข้าชมและเยาวชนด้วยนะคะ ^__^

ทางเดินจะเป็นแบบนี้ตลอด คดเคี้ยวไปมา มีต้นไม้ใบหญ้าบังแดด ว่าแต่สังเกตเห็นอะไรมั้ย ลำไม้ไผ่ในรูปนั่นที่แท้ก็คือเสาไฟจ้า โหะๆเล็งอยู่ตั้งนาน หล่อจากไฟเบอร์กลาสโดยใช้ไม้ไผ่จริงๆ เป็นแบบ อันนี้ก็เป็นอีกคอนเซ็ปท์ 1 ที่ชอบ อุปกรณ์แทบทุกอย่างในนี้ทำให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติ ถ้าไม่สังเกตดีๆจะไม่รู้เลย ไฟเบอร์กลาสสารพัดประโยชน์ 555555



หินหลอกๆหล่อจากไฟเบอร์เช่นกัน ข้างในเป็นลำโพงเสียง ซึ่งจะเปิดเพลงไทยที่บรรเลงด้วยดนตรีไทยและดนตรีร่วมสมัยเพราะๆ ขับกล่อมคนที่เดินตามทาง คุณพี่ไกด์คนนี้เป็นคนเลือกและตัดต่อเพลงเอง และบอกว่าพี่น้องที่ถนัดในด้านอื่นๆก็มาช่วยกันหมด เช่นการออกแบบบางส่วน (ส่วนไหนบ้างอิชั้นก็จำไม่ได้ ^^") ต้องเรียกว่าอุทยานแห่งนี้เกิดจากการสร้างสรรค์ของคนในครอบครัวนี้ บวกกับช่างฝีมือแขนงต่างๆที่ทำงานกันเหมือนญาติพี่น้อง ในที่สุดก็ออกมาสวยงามอย่างที่เราเห็น



อืม นี่ต้นอะไรอ่ะ จำชื่อมะได้ แต่ปุ่มๆนั่นเค้าเอามาเป็นส่วนผสมของน้ำยาอุทัยทิพย์ พี่ไกด์บอกว่าจริงๆก็เป็นของในวังน่ะแหละ แต่ช่วงวังแตกสมัยร.7 ข้าราชบริพารพลัดพรากกระจัดกระจาย ออกมาจึงใช้วิชาความรู้ในวังทำมาหาเลี้ยงชีพ



ขอจบแค่นี้ก่อนเดี๋ยวมาต่อ เหลือกุฎิพระสงฆ์ 4 ภาคซึ่งอิชั้นไม่ค่อยสันทัดนักว่ามีหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่อะไรบ้าง ต้องลำดับความจำซะหน่อย แล้วก็หุ่นในเรือนไทย 4 ภาค ขอบคุณที่อ่านจนจบภาค 1 ค่ะยาวเหลือเกิน ถ้ามีโอกาสอย่าลืมติดตามกันต่อน่อ




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2549    
Last Update : 14 มิถุนายน 2549 19:11:01 น.
Counter : 2700 Pageviews.  

+++ชะอำยามหนาว+++

ย้อนกลับไปเมื่อวันหยุดคริสต์มาส อิชั้นได้ไปพักผ่อนกับครอบครัวที่ชะอำ สัปดาห์นั้นเป็นช่วงที่กำลังหนาวสุดๆ กรุงเทพอุณหภูมิเฉลี่ยแค่ 20 กว่าองศา แต่คิดว่าไปทะเลน่าจะได้ไอแดดอุ่นๆบ้างแหละน่า...(เดี๋ยวก็รู้ว่าคิดถูกคิดผิด ก๊ากๆๆๆๆ)

เริ่มต้นการเดินทาง ออกจากกทม.เที่ยงๆ ถึงร้านแดงร้านอาหารดังถิ่นอัมพวา ไปกินมาหลายหนแล้วแต่ก็ยังอร่อย ปูเป็นปูปลาเป็นปลากุ้งเป็นกุ้ง โดยเฉพาะปูผัดพริกไทยดำ อร่อยม๊ากค่ะ





อิ่มแล้วก็เริ่มง่วง สะลึมสะลือตลอดจนถึงที่พัก บ้านร่มไม้ริมหาด รีสอร์ทสระสวย สระว่ายน้ำจะยาวตลอดตั้งแต่หน้าฟรอนท์จนถึงหาด


ก้าวแรกที่ถึงรีสอร์ทรู้สึกได้ถึงอากาศเย็นยะเยือก เลยพกเสื้อกันหนาวไว้กับตัว แอบหวังว่าพอเจอแดดแล้วจะอุ่น...ทว่าสิ่งที่คิดไว้กลับไม่ใช่อย่างนั้น ดูทะเลสิ




แดดไม่มี มีแต่ลมทะเลที่แรงโคตๆพัดพาเอาความหนาวมาปะทะใบหน้า หัวหูยุ่งเหยิงไปหมด รีบใส่เสื้อหนาวแทบไม่ทัน เมืองไทยไม่ไปไม่รู้จริงๆ อิชั้นก็มาชะอำบ่อยๆ แต่ทุกครั้งมาตอนหน้าร้อนกับหน้าฝน นี่เป็นครั้งแรกที่มีประสบการณ์กับทะเลหน้าหนาว ...

แต่คิดอีกที ก็โรแมนติกไปอีกแบบนะ ยิ่งถ้ามากับคนรู้ใจฉองต่อฉองด้วยแล้ว

เช้าวันใหม่ แดดเริ่มมาแล้ว นี่เป็นไม่กี่ครั้งในชีวิตที่อิชั้นเห็นแดดแล้วถลาเข้าไปหา... หลายคนคงสงสัยว่ามันหนาวเว่อร์ขนาดนั้นเลยเหรอ จริงๆแล้วก็ไม่หรอก อุณหภูมิคงแค่ 20 ต้นๆ แต่ลมทะเลน่ะ มันแรงมากกกกกกกกก แล้วไม่ได้พัดเอาไอร้อนแบบทะเลยามปกติมาด้วย ลมหนาวล้วนๆ


ผ่านไปซักชั่วโมง เริ่มร้อนขึ้นมาหน่อย


มื้อเช้าเป็นบุฟเฟ่ต์เล็กๆ กินกันแบบบรรยากาศสบายๆ เพราะมีอยู่แค่ 3-4 โต๊ะ ลืมบอกไปว่าตอนที่เข้าพักแขกค่อนข้างน้อย อะไรๆเลยเป็นส่วนตัวสุดๆ อีกอย่างเพราะห้องพักเขามีปริมาณกะทัดรัดด้วย ได้ยินว่ากลุ่มเบียร์ช้างมาซื้อไว้ส่วนนึง แต่ยังไม่ได้มาจัดการอะไร ส่วนที่เหลือที่เป็นสมบัติของรีสอร์ทก็ให้แขกภายนอกเข้าพัก


มาเที่ยวกันต่อกันที่รีสอร์ทเปิดใหม่ วรบุระ Worabura (คิดว่าเขียนถูกนะ) สร้างบนที่ทรัพย์สินของจุฬา อืมมหาลัยนี้เจ้าสัวตัวจริง แอบอิจฉาเล็กน้อย คริคริ เพิ่งจะ soft openning เมื่อเร็วๆนี้ แต่ขนาด soft ยังตั้ง 4 พัน ตอนแรกจองที่นี่ไว้แต่วันหยุดไม่ลงตัวเลยเปลี่ยนเป็นบ้านร่มไม้ริมหาด

ที่นี่การตกแต่งเดิร์นมาก ไม่แน่ใจว่าเป็นสถาปัตยกรรมไทยสมัยร.5 6 หรือ 7 ดูแล้วคล้ายๆโรงแรม..ง่า จำชื่อไม่ได้ ตรงหาดหัวหินน่ะ ที่เดิมเป็นโรงแรมรถไฟแล้วมาปรับปรุงใหม่ซะหรูหราไฮโซ ชื่ออะไรนะนึกไม่ออก... (ความจำสั้นแล้วยังริจะมารีวิวอีก )






สระว่ายน้ำ พระเจ้าจอร์จมีแต่ฝรั่งค่ะ อิชั้นไม่เห็นคนไทยซักคน เค้ามองแปลกๆด้วยอ่ะว่าอีนี่มาจากไหน มาถึงก็ถ่ายเอาๆๆ ไปรบกวนเค้ารึเปล่าก็ไม่รู้ ^^"



ลงรูปตัวเอง ถ้าระคายตาต้องขออภัย


ตกแต่งสวยดีนะ มีช้างพ่นน้ำด้วย


ไปต่อที่เขาเต่า มามี๊ทั่นอยากไปดูโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ แบบว่านึกว่าเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ ปรากฏเจอพี่ทหารเฝ้าประตูอยู่ เขตพระราชฐานห้ามเข้าฮ่ะ หวิดแล้วมั้ยล่ะตู

เข้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ลงไปที่หาดทรายน้อยที่อยู่ใกล้ๆกันดีกว่า รอบๆเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เห็นฝรั่งอยู่ 2-3 คน บวกพี่ไทยอีกกลุ่มนั่งถองเบียร์แกล้มส้มตำฉลองปีใหม่ ที่นี่ไม่น่าจะมีโรงแรม นักท่องเที่ยวคงมาพักที่บ้านพักให้เช่าของทหารหรือโฮมสเตย์

อีกฟากของหาดซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก มีทางขึ้นวัดเป็นบันไดขึ้นเขา จำชื่อวัดไม่ได้อีกแล้ว มีรูปปั้นพระอภัยกับนางเงือกด้วย นางเงือกโพสต์ท่าเซ็กซี่มากขอบอก (แต่ดูไกลๆไม่ชัด ต้องซูมๆ ดูมๆ)


แวะกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาร้านดังใกล้หัวหิน กินตามลายแทงข้อมูลที่ปรินท์มาจากพันติ๊บเป็นปึก จำชื่อร้านไม่ได้แต่บรรดานักทานทั้งหลายคงร้องอ๋อ ต่อด้วยไหว้หลวงพ่อทวดวัดห้วยมงคล เคยมาหนนึงแล้ว...
กว่าจะนึกชื่อวัดได้ก็แทบแย่ เฮ้ออออออออฉันควรเอาดีทางรีวิวดีมั้ยเนี่ย จำข้อมูลอะไรไม่ได้ซักอย่าง


โชคดีจัง คราวนี้ได้ไหว้พระบรมสารีริกธาตุด้วย


ต่อด้วยเค้กแสนอร่อยร้านบ้านใกล้วัง (หวังว่าชื่อคงไม่ผิดนะ) บรรยากาศดีมาก เป็นสวนเล็กๆติดทะเล ที่นั่งก็ทำซะสวยเชียว แต่หนาวจับใจเลยอ้ะ ลมทะเลแรงมาก ขนาดใส่เสื้อหนาวยังเอาไม่ค่อยอยู่

บางส่วนของเค้กที่กิน ทุกเมนูอบกันสดๆ อันที่เป็นรูปหัวใจสีน้ำตาลอื้อหือ.... พอใช้ส้อมจิ้มน้ำช็อกโกแล็กก็ทะลักออกมา ยังอุ่นๆอยู่เลย แต่ที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นชิ้นแรกทางซ้ายมือ รสมะนาวชื่นใจมากๆ






กลับรีสอร์ทบ้านเราพักผ่อนสบายใจ พยายามจะว่ายน้ำเพราะที่นี่สระน่าเล่น แถมสระนี้เราครองเพราะไม่มีใครว่าย ฮ่าๆๆ แต่ลงไปได้แค่ 20 นาทีนิ้วก็เริ่มเหี่ยว T__T อากาศเย็นและน้ำหนาวมาก ขนาดฝรั่งยังหลบวูบ ไม่มีใครลงสระหรืออาบแดดเลย (เพราะไม่มีแดดให้อาบ) ฮืออออออดว่ายน้ำง่ะ

มื้อเย็นยังอิ่มจากตอนเที่ยงอยู่ เลยไปเดินเล่นในตลาดหัวหินหาอะไรกินไปตามเรื่อง กลับมาจิบแอลกอฮอล์กระตุ้นเลือดลมนิดหน่อยพร้อมเครื่องแกล้ม ก่อนนอนโด๊ปพารา 2 เม็ด เพราะเริ่มหายใจไม่ออกหลังเจออะไรเย็นๆมาทั้งวัน

เช้าวันใหม่ หลังจัดการมื้อเช้าเสร็จก็ไปเดินเล่นริมหาด มีชาวบ้านเลาะปูสดๆที่เพิ่งลากอวนขึ้นมาขาย นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มุงซื้อกันใหญ่ อิฉันสวมวิญญานผู้สื่อข่าวแอบไปฟังบทสนทนา คาดว่าเค้าคงแช่อยู่ตรงนี้นานแล้ว เพราะเม้าท์กับคนขายอย่างเป็นกันเองและเมามัน

- นี่ๆปูโลเท่าไหร่
- มีอย่างอื่นรึเปล่า
- ดูยังไงว่าตัวผู้ตัวเมีย (คนขายยิงมุกด้วย ฮากลิ้ง)
ฯลฯ


ไปคุยกับป้าคนนึงที่ก้มๆเงยๆเก็บเปลือกหอย ได้ความว่า 2-3 วันมานี้คลื่นลมแรง มีเปลือกหอยและตัวอะไรต่อมิอะไรมาเกยหาดเต็มไปหมด (ที่เห็นก็ปูอ่อนแรงใกล้ตาย หอยมีตัว ปลาหงายท้อง ปลาดาวเล็ก ฯลฯ) ป้าแกเลยเก็บไปชั่งกิโลขายให้กับร้านขายของที่ระลึก วันนี้สัตว์น้ำขึ้นมาเกยเยอะมากจริงๆ เล่นเอางงเพราะไม่เคยเจอ

รูปกระป๋องของป้า กับสัตว์เกยตื้นบางส่วน




พักผ่อนจนได้เวลาเช็คเอาท์ จบมื้อสุดท้ายที่ชะอำที่ร้านประจำ "ครัวเคียงคลื่น" เจ้าของร้านชื่อป้าผ่องศรี เมื่อหลายปีก่อนแกมีร้านอยู่ริมหาดชะอำ ชื่อร้านก็ชื่อแกนี่แหละ ต่อมาย้ายร้านแล้วตั้งชื่อใหม่ ร้านใหม่อยู่ติดทะเลบรรยากาศดีไม่หยอก ตามไปกินจนป้าจำได้แล้วเนี่ย

เมนูที่โปรดปราน กุ้ง หอย ปู ปลา เอาไปต้มหรือเผาโดยไม่ต้องปรุงแต่ง ของทะเลสดๆกินยังไงก็อร่อยอยู่แร้น




เมนูโปรด หอยเชลล์อบเนยโรยกระเทียมเจียว อร่อยมากๆๆๆ
น่ากินชิมิเคอะ



ปิดท้ายด้วยวิวริมหาดที่ร้าน ขอรูปเล็กๆหน่อยละกันเพราะไม่ได้ใส่แว่นดำ (ฮา)


อื่นๆ
- รู้สึกว่าชายหาดแคบๆยังไงพิกล แถวที่ไปพักยังพอมีหาดบ้าง แต่ยิ่งใกล้เขาตะเกียบหาดยิ่งหดหาย โดนเฉพาะร้านบ้านใกล้วังกับวรบุระ มีแต่เขื่อนติดทะเล - -"เคยได้ยินว่าหาดแถวนี้ถูกเซาะทุกปี ท่าจะจริง

- พนักงานที่บ้านร่มไม้ทุกคนน่ารักมากๆ ให้บัตรทานมื้อเช้าฟรีใบนึงด้วย เพราะจำนวนคนไม่ลงตัว พนักงานประจำห้องอาหาร ถึงมีน้อยคนแต่ก็ทำงานอย่างแข็งขัน สรุปว่าประทับใจในอัธยาศัย

-อาฆาตไว้ว่าถ้าได้พักที่บ้านร่มไม้อีกคราวหน้าต้องว่ายน้ำให้ได้ จริงๆแล้วเคยพักที่สวนบวกหาดที่อยู่ติดกัน ตอนนั้นแอบเดินมาดูบ้านร่มไม้แล้วน้ำหายหก สระน่าว่ายกว่ากันอย่างเทียบไม่ติด (อย่าเอาไปบอกเจ้าของสวนบวกหาดล่ะ) พอมีโอกาสมาจริงๆกลับไม่ได้ว่าย แง~

- รู้สึกว่าอิชั้นลงรูปวรบุระเสมือนว่าได้ไปพักที่นั่น แต่หาใช่เช่นนั้นไม่ จริงๆแล้วแวะเข้าไปดูเฉยๆน่ะ ชอบทำแบบนี้บ่อยๆ 555 ก็เข้าไปดูให้รู้ว่ามีอะไรไง เผื่อมีบุญได้ไปพัก ฮุฮุ

+++จบ+++




 

Create Date : 06 มกราคม 2549    
Last Update : 6 มกราคม 2549 7:59:45 น.
Counter : 2514 Pageviews.  

1  2  

wantjam
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add wantjam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.