Life on My Pace
Group Blog
 
All Blogs
 
ไปอยุธยาครั้งที่ 2 ในรอบปี (1)

ไปมาอีกแล้วจ้า อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน นับว่าเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี (ครั้งแรกไปเมื่อวันปีใหม่ รายละเอียดอยู่ในบล๊อกข้างล่าง) คราวนี้กะไปเก็บไฮไลท์ เดี๋ยวมาดูรูปกันว่าไปไหนมาบ้าง

ข้อมูล อ้างอิงจากหนังสือ "คู่มือท่องเที่ยวอยุธยา Exploring guide" สำนักพิมพ์มิวเซียมเพรส ภายในพิมพ์สีทุกหน้า เนื้อหากระชับ จัดวางรูปแบบเข้าใจง่ายสบายตา เหมาะแก่คนขี้เกียจอ่านอะไรยาวๆอย่างข้าพเจ้า ฮ่าฮ่า ส่วนรูปยกเครดิตให้ chocolatelover กับเสือเล็ก ถ่ายกันมาแบบไม่อั้น

เริ่มล่ะ ช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมาหยุดหลายวัน เป็นโอกาสเหมาะในการไปเก็บรายละเอียดที่อยุธยาอีกรอบ คราวนี้หมายมั่นปั้นมือว่าก่อนเที่ยงต้องได้แวะซักที่ เนื่องจากการไปเที่ยว 1 day trip ที่ไหนๆของบ้านอิชั้น มักจะเริ่มใกล้ๆเที่ยงหรือหลังเที่ยงเป็นต้นไป ก็นะกว่าจะตื่นกว่าจะเดินทาง แต่คราวนี้โดนปลุกแต่เช้าเลยถึงอยุธยาตอน 11 โมง ได้แวะพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาสมใจ เป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ห้องจัดแสดงเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะค่ะ

ประวัติย่อๆของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา หลังจากทางการตามเครื่องทองที่ถูกขโมยกลับคืนมาได้บางส่วน และมีการขุดพบโบราณวัตถุเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ทางการทั่นก็ได้ขอบริจาคเงินจากประชาชนเพื่อสร้างสถานที่จัดแสดง และแจกพระพิมพ์จากกรุที่ขุดได้ให้แก่ผู้บริจาคด้วย (แง่มๆ เกิดไม่ทัน ) ได้มา 3 ล้านบาทเศษ สมัยนั้นเยอะพอจะสร้างพิพิธภัณฑ์ได้ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้อัญเชิญพระนาม "เจ้าสามพระยา" กษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งกรุงศรีอยุธยามาเป็นชื่อพิพิธภัณฑ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นผู้สถาปนาวัดราชบูรณะนั่นเอง พิพิธภัณฑ์เปิดเป็นทางการเมื่อพ.ศ.2504 อิชั้นยังไม่เกิดเล๊ย 55 ดูจากรูปแบบอาคารตึกก็พอรู้ถึงความเก่า

นี่คือหน้าอาคาร 1 เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุสำคัญๆ เช่นเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะและพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบจากวัดมหาธาตุ



ข้างในถ่ายรูปไม่ได้อ่า ไม่มีรูปให้ดู แต่กรมศิลปากรทำหนังสือรวมภาพวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ใครอยากเห็นก็ช่วยกันอุดหนุนหน่วยงานราชการซักเล่มนะจ๊ะ ซื้อกลับมาเล่มนึงเหมือนกัน รูปภาพแจ่มจรัสงดงาม

ซาบซึ้งกับห้องจัดแสดงเครื่องทอง เพ่งกันเล็งละเอียดมากโดยเฉพาะตรงเครื่องประดับ อยากรู้เทรนด์เครื่องประดับของเจ้านายยุคนั้น ^^ ขนาดบางชิ้นบุบหรือเพชรพลอยหลุดไปบ้างก็ยังสวยงามอร่ามตา ส่วนด้านนอกที่เด่นๆก็คงเป็นพระพิมพ์แบบต่างๆที่ขุดพบในกรุชั้นที่ 2 (เดี๋ยวจะพาไปดูจ้า)

อีกห้องที่น่าสนใจคือห้องแสดงผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และโบราณวัตถุที่ขุดพบจากวัดมหาธาตุ วัดสำคัญคู่เมืองอยุธยาในสมัยโบราณ

ไปดูบรรยากาศรอบๆบ้างดีกว่า นี่เป็นศิลปะวัตถุที่ตั้งอยู่หน้าอาคาร 3 (คล้ายๆอาคารนิทรรศการ) ...น่าจะใช่อาคาร 3 นะ เป็นของโบราณจริงๆหรือเปล่านี่ ทำไมมาตั้งอยู่กลางแจ้งให้ตากลมตากฝน



ส่วนนี่อยู่หน้าอาคารหลัก ไม่รู้ว่าเป็นทับหลังจากที่ไหน ไม่มีป้ายบอกไว้



ซากโบราณสถานหน้าบึง? ทำไมมีเสาเดียวโดดๆ ไม่มีป้ายอธิบายเหมือนกัน



ซูมใกล้ๆ ลายปูนปั้นสวยจริงๆ



ต่อกันที่อาคารเรือนไทยกลางน้ำ (คงเป็นอาคาร 2) อาคารนี้จะเหงาๆเล็กน้อย ไม่ค่อยมีคน พอเจ้าหน้าที่เห็นนักท่องเที่ยวด้อมๆมองๆอยู่ข้างหน้าก็พยักเชิญชวน "เข้ามาเลยคับๆ"



ด้านใน จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อน นี่คือเตียงสี่เสา



มีเกร็ดเล็กน้อยเครื่องค่าเข้าชม คนไทยหน่อละ 10 ต่างชาติหน่อละ 30 นับว่าไม่แพง วันอาทิตย์ถ้าคนไทยไปเป็นครอบครัวจะได้เข้าฟรีด้วย ตามนโยบายสร้างแหล่งเรียนรู้ในชุมชนของนายกทักษิณ จริงๆแล้วอิชั้นและครอบครัวก็ไปวันอาทิตย์นะ แต่ต้องตีตั๋วค่าเข้าคนละ 10 บาท ^^" พี่เจ้าหน้าที่แกเอาป้ายด้านที่บอกว่าวันอาทิตย์ครอบครัวเข้าฟรีหันเข้าด้านใน แล้วก็เพิ่งมาเห็นกันตรงทางออก ฉลาดง่ะ แต่ก็ไม่ว่ากันเพราะค่าเข้าชมถือว่าถูกมากอยู่แล้ว ถือว่าช่วยกันสนับสนุนงบประมาณพิพิธภัณฑ์

เที่ยงครึ่ง หิวโซกันถ้วนหน้า รีบไปร้านที่จองโต๊ะไว้ดีกว่า มามี๊รอบคอบมากโทรจองตั้งแต่ตอนขับรถเข้าเขตอยุธยา ยังไม่ทันแวะพิพิธภัณฑ์เลยคิดถึงเรื่องกินซะแล้ว อย่างว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง

แต่นแต๊น ถึงร้านแพกรุงเก่า ร้านอาหารดังแห่งเมืองอยุธยาแย้ว ใครๆก็คงเคยได้ยินชื่อกันมาบ้าง ไปช่วงเที่ยงพอดีคนเลยครึกครื้นมาก นี่มุมสวยๆภายในร้าน



จองโต๊ะติดริมแม่น้ำเพื่อดูวิว นี่คือวิวฝั่งตรงข้าม ใครรู้ว่าโรงแรมอะไรช่วยบอกที พยายามชะโงกแล้วชะโงกอีกก็เห็นแค่ชื่อบางส่วน (ต้นไม้บัง) Worab.....thaya อิชั้นอ่านเป็น วรบุระ (มั่ว) พัทยา (ยิ่งมั่วหนัก) จนเสือเล็กท้วงว่าคำหลังน่าจะอ่านว่าอยุธยามากกว่านะ ใช่ค่ะสรุปว่าอิชั้นหน้าแหก แต่คำหน้าก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าชื่อโรงแรมอะไร



อาหาร ขาหมูตุ๋นยาจีนทอดกรอบ สั่งกันทุกโต๊ะเลย หมี่กรอบ แกงเขียนหวานลูกชิ้นปลากรายไส้ไข่แดง



ปลา...อะไรหว่า? ราดซีอิ๊ว



น้ำพริก...จำชื่อไม่ได้? (จำอะไรได้มั่งเนี่ย ) ไม่ใช่คนสั่งเลยไม่รู้ หวานๆไม่เผ็ด ผักแกล้มกรุบๆเยอะดี ชอบ



สรุปว่ารสชาติอาหารก็ใช้ได้ อร่อยไปคนละแบบกับร้านครัวแตนที่กินเมื่อคราวก่อน ดูไปดูมาร้านแตนจะมีภาษีกว่าหน่อยตรงที่ถึงเครื่องและประณีตกว่า คราวก่อนที่ไปกินร้านแตนสั่งมาเผ็ดๆทุกจานเลยกินมากไม่ได้ เดี๋ยวรอบหน้าเอาใหม่

อิ่มหมีพีมัน เอิ๊กกกกกก มีแรงแล้วเที่ยวต่อเลยดีกว่า กำลังอินกับเครื่องทอง อันดับแรกเลยไปวัดราชบูรณะก่อน ค่าเข้าชมคนละ 10 บาท

ป้ายเก่าคู่ป้ายใหม่



ประวัติโดยย่อ เจ้าสามพระยา โปรดให้สถาปนาวัดและพระมหาธาตุ ในบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระเชษฐา 2 พระองค์ คือเจ้าอ้ายและเจ้ายี่ ที่สิ้นพระชนม์พร้อมกันในการรบเพื่อแย่งชิงราชบังลังก์....

เข้ามาจะเจอวิหารก่อน วิหารในสมัยอยุธยาตอนต้นจะอยู่ด้านหน้าของวัดและมีความสำคัญกว่าโบสถ์ ต่างจากอยุธยาตอนกลางจนถึงยุคปัจจุบันที่โบสถ์สำคัญกว่า

สมัยอยุธยาตอนต้นจะสร้างกลุ่มอาคารสำคัญเรียงกันดังนี้ วิหาร => เจดีย์หรือปรางค์ประธาน => โบสถ์ วัดราชบูรณะแห่งนี้และวัดมหาธาตุก็เข้าข่าย ดูรูปละกัน

อันดับแรกเลยคือวิหาร อันนี้เป็นภาพด้านหลังของวิหาร ทำไมไม่ถ่ายด้านหน้าที่เป็นมุมมหาชนมาอ่ะ



เจดีย์ที่รายล้อมพระปรางค์ประธาน และพระพุทธรูปที่ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพัง



จะไต่บันไดขึ้นสู่พระปรางค์ล่ะน้า



ไต่ขึ้นมาเกือบถึงทางลงกรุแล้ว ถ่ายลายปูนปั้นซะหน่อย ลายปูนปั้นนี้มีร่องรอยการซ่อมแซมหลายครั้ง บางจุดก็เลียนแบบลายเดิม ดูจากสีปูน ปูนที่ซ่อมภายหลังสีเข้มและเนื้อหยาบกว่า ฝีมือลวกกว่างานดั้งเดิม (ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม) ตอนนั้นไม่ทันสังเกตุแฮะ



ขึ้นไปถึงปุ๊บจะเจอบันไดลงกรุเลย แต่แนะนำให้แว่บไปดูรูปเครื่องทองที่ห้องเล็กๆด้านในก่อนเพื่อความซาบซึ้ง 55+ ลงไปเจอกรุชั้นที่ 1 ห้องนี้พบพระพิมพ์และพระพุทธรูปเต็มไปหมด คนร้ายให้การว่ามีพระทองคำ 3-4 องค์ด้วย ไม่รู้ยังอยู่รึเปล่า เห้อ ขโมยไปด้าย...



จิตรกรรมฝาฝนังที่หลงเหลืออยู่ เลือนลางเต็มทีแต่ยังพอมองเห็น นี่เป็นภาพเทพชุมนุม แหมเข้าใจเลือกถ่ายรูปเด็ดๆมา



ลงไปที่กรุห้องที่ 2 ตื่นเต้นๆ



สุดทางดูเหมือนจะตัน แต่ไม่ตัน ต้องก้มหัวแล้วลอดตัวขึ้นไป เป็นห้องแคบๆยืนได้ 2 คน กรุห้องนี้แหละที่ (ขโมย) ค้นพบทองวัดราชบูรณะอันเลืองลือ เดิมมีถาดทองคำ 3 ใบ เต็มไปด้วยเครื่องทอง แหงนหน้าขึ้นไปมองข้างบนจะเห็นอย่างงี้ รูนั้นเป็นรู้ที่ขโมยเจาะลงมาจากกรุห้องแรก เก่งกันจริงๆ เจาะเข้าไปได้



ซุ้มทุกซุ้มยกเว้นทิศใต้ มีโต๊ะสำริดเล็กๆใช้วางเครื่องทองและผ้าทองที่ขโมยให้การว่าแค่แตะก็ป่นเป็นผง เสียดายยยยย



ทำไมทองถึงถูกขโมย? เมื่อปี 2499 การพบกรุวัดมหาธาตุเป็นข่าวโด่งดัง คนทั่วไปจึงมีมโนภาพว่าพระเจดีย์ต่างๆจะต้องมีมหาสมบัติเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลยร่วมด้วยช่วยกันขโมยขุดดีกว่า

แต่ความที่ฝนตกหนัก และต้องกระทำการอย่างเร่งรีบ พวกขโมยจึงขนของมีค่าไปไม่ไม่หมด ไม่กี่วันต่อมาตำรวจก็จับและยึดของกลางกลับมาได้บางส่วน (ประมาณ 20%) ย้อนความกลับไปตอนที่ชมพิพิธภัณฑ์ คุณเจ้าหน้าที่บอกว่าอาถรรพ์มีจริงนะเออ ฆ่ากันตายเพราะแบ่งทองไม่ลงตัวก็มี บางคนหลอมทองขนไปขายที่กรุงเทพ ขากลับประสบอุบัติเหตุคอหักตายก็มี บางคนต้องหนีหัวซุกหัวซุนจนเงินที่ได้จากการขายทองร่อยหรอก็มี ชีวิตยากลำบากเป็นอันมาก แล้วจะขโมยไปทำไมเนี่ย -"- เหตุการณ์ไฟไหม้ล้างตลาดหัวรอที่โด่งดัง ก็ว่ากันว่าเป็นเพราะอาถรรพ์ในครั้งนั้นนี่เอง เพราะทองที่ได้มาบางส่วนก็เอาไปปล่อยในตลาด ไม่น่าเลย...

เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน จำได้ป่าวว่ามีข่าวดังเรื่องมงกุฏยุคโบราณของราชนิกูลฝ่ายหญิงหลงไปอยู่ที่เมืองนอก ลักษณะคล้ายๆที่เห็นในพิพิธภัณฑ์แต่ทองที่ใช้ถักเส้นใหญ่กว่า (ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นของจริงรึเปล่า เห็นเถียงกันอยู่) เรื่องนี้นสพ.ลงรายละเอียดลงกันครึกโครม ไปสัมภาษณ์พี่ขโมยกลับใจที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวด้วย ใครสนใจก็ลองเซิร์ทหาข่าวเก่าๆอ่านดูได้ ว่าแต่...เหลือคนเดียวเนี่ยนะ หรือว่าจะเป็นอาถรรพ์จริงๆ บรื๋อออออ

โอย ชักเหนื่อย ยังไม่จบวัดแรกเลย ทำเวลาหน่อยดีกว่า

ถึงตอนนี้ความอบอ้าวที่เจอในกรุทำให้ทุกคนอาบเหงื่อต่างน้ำ หน้ามันแผล็บจนทอดไข่ได้ เจอฝรั่งคนนึงเปียกไปทั้งตัว ซาบซึ้งกับกรุเครื่องทองและประวัติศาสตร์แล้วก็ขอเผ่นออกมารับลมตรงลานข้างนอก นี่แชะรูปมุมสูงมาให้ดู



มองลงไปด้านหลังของพระปรางค์จะเจอโบสถ์ โปรดนึกถึงแผนผังที่เรียงไว้ในตอนแรก วิหาร=>พระปรางค์=>โบสถ์



ต่อกันที่วัดมหาธาตุ ไฮไลท์อีกแห่ง ซื้อบัตรคนละ 10 บาทเช่นเดิม เข้าไปปุ๊บก็เจอสิ่งที่มองหาอยู่เลย นั่นคือเศียรพระพุทธรูปในรากต้นโพธิ์นั่นเอง มีญี่ปุ่นจีนฝรั่งมุงกันยุ่บยั่บไปโม้ด ข้าเจ้าก็ต้องไปมุงกะเค้ามั่งจิ



วัดมหาธาตุเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญที่สุดในยุคนั้น เพราะนอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังเป็นที่พำนักของสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายคามวาสีด้วย เห็นได้ชัดว่ามีสิ่งก่อสร้างเยอะมากๆ วัดมหาธาตุ สร้างในสมัยขุนหลวงพะงั่ว (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่1) เมื่อปี 1917 และเรื่อยไปถึงสมัยพระราเมศวร แต่นายวันวลิตพ่อค้าชาวฮอลันดาบันทึกว่าท้าวอู่ทองเป็นผู้สร้าง

อืม...รูปนี้ใช่วิหารรึเปล่านะ (อ้าว?) ด้านหน้าพระปรางค์มีหลายอาคาร ไม่แน่ใจว่ารูปนี้คือวิหารรึเปล่า

เอาเป็นว่าเล่าเกร็ดละกัน ตอนบูรณะวิหารพบว่ามีผู้ลักลอบขุดฐานชุกชี (อีกแล้ว) จึงขุดค้นลงไปเจอแผ่นทองดุนลายพระพุทธรูป เต่า ช้าง ม้า ปลา...



เดินผ่านกำแพงเข้ามา ภายในกำแพงชั้นกลางคือพระปรางค์ประธาน พระปรางค์นี้เคยพังลงมาครึ่งองค์ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม ต่อมาพระเจ้าปราสาททองบูรณะ หลังจากนั้นในสมัยร.5 ก็พังอีกจนเหลือแต่ฐานอย่างที่เห็น ปี 2499 กรมศิลปากรขุดพบปล่องระบายอากาศของกรุที่อยู่ด้านล่าง เมื่อขุดลงไปก็พบผอบหินบรรจุพระบรมสารรีริกธาตุ อยากเห็นไปดูได้ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา



กำแพงด้านข้างของพระปรางค์ประธาน มีพระพุทธรูปตั้งเรียงราย ยอดพระปรางค์เล็กๆที่เห็นอยู่ด้านหลังกำแพงคือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ



พระพุทธรูปในเขตพระปรางค์ประธาน



ข้ามกำแพงมาอีกฝั่ง จะเจอโบสถ์ปิดท้ายตามแผนผัง สิ่งที่บอกว่าเป็นโบสถ์แน่ๆก็คือใบเสมานี่ไง



ถึงตรงนี้ รู้สึกแสบผิวอย่างแรง โดนแดดเผาง่ะ ว่าจะย้อนกลับไปดูบริเวณวิหารในตอนต้นอีกรอบแต่ไม่อยากฝ่าไอความร้อนที่กระทบก้อนอิฐ เลยเลี่ยงออกมาที่ด้านข้างที่มีพื้นหญ้า ช่วยให้เย็นมาขึ้นนี้ดดดดดดนึง

อันนี้เป็นบริเวณด้านข้างที่ว่า ออกมานอกกำแพงแล้วก็มีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ไม่รู้ว่าอะไร



ย้อนกลับมาที่ด้านหน้า เจออาคารหลังหนึ่งที่เจาะกำแพงเป็นช่องแสง เรียกว่า "มหาอุด"



อีกหนึ่งมุมมอง



เดินลึกเข้ามาอีก เจอของน่าสนใจ เป็นป้ายอธิบายประวัติความเป็นมาของวัด จัดทำอย่างสวยงาม

สภาพพระปรางค์ในปัจจุบัน



เลื่อนกระจกปิดชึ้บบบบบบ ก็จะเห็นภาพพระปรางค์ในสมัยก่อน



แหมไอเดียเก๋มาก แต่ไหงเอามาตั้งไว้ในหลืบ มีคนเดินมาดูไม่เท่าไหร่ น่าจะเอาไว้ใกล้ๆเศียรพระพุทธรูปในรากโพธิ์นะจะได้เห็นกันเยอะๆ

แฮ่กๆ เดี๋ยวต่ออีกบล๊อก มีอีก 3-4 วัด แต่ไม่ยาวเท่าไหร่แล้วล่ะ 2 วัดนี้ประวัติยาวจริงๆ






Create Date : 17 กรกฎาคม 2549
Last Update : 19 สิงหาคม 2549 3:46:13 น. 6 comments
Counter : 1252 Pageviews.

 
ตามมาชมค่ะ วัดสวยมากๆ ร้านอาหารน่าทานจังเลยค่ะ


โดย: จิต IP: 83.226.215.219 วันที่: 17 กรกฎาคม 2549 เวลา:20:13:47 น.  

 
ได้ชื่อมาแล้วค่ะ โรงแรมใหม่ริมน้ำที่อยู่ตรงข้ามกับร้านอาหารแพกรุงเก่า ชื่อ อโยธยา วรบุรี


โดย: หัวหน้าทัวร์ (ตัวจริง) IP: 202.90.6.36 วันที่: 19 กรกฎาคม 2549 เวลา:15:20:44 น.  

 


โดย: ko IP: 58.8.106.86 วันที่: 21 กรกฎาคม 2550 เวลา:14:11:18 น.  

 
เปลี่ยนแปลงข้อมูลครับ...สำหรับร้านอาหาร "ครัวแตน" จ.พระนครศรีอยุธยา ตอนนี้ทางร้านได้ย้ายร้านและเปิดทำการเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2551 ที่ผ่านมา เพื่อขยายพื้นที่ ปรับปรุงบรรยากาศ เพื่อรองรับทุกๆ ท่าน ซึ่งย้ายจากร้านเดิมไปอยู่ซอย บ้านช้างและโชว์งู ทางไปวัดมเหยงค์ ทางเขตฝั่งที่ทำการอโยธยา ซึ่งถ้าเดินทางมาจาก กทม. ก่อนเข้าตัวจังหวัดจะพบกับเจดีย์วงเวียนเกาะกลางถนนให้ท่านเลี้ยวขวาไปทางวัดมเหยงค์ (ถ้าตรงไปจะข้ามสะพานปรีดีย์พนมยงค์ซึ่งเป็นทางไปร้านเดิม) จากเจดีย์วงเวียนไปประมาณ 400 เมตร ให้สังเกตทางขวามือ จะพบกับซุ้มบ้านช้างและโชว์งู ให้ท่านเลี้ยวเข้าไปแล้วจะพบกับร้านใหม่ มีที่จอดรถสะดวกสบาย หรือติดต่อสอบถามที่ 081-9428057, 086-533-1599 ตั้งแต่เวลา 09:30 am - 17:00 pm เป็นต้นไป


โดย: คนยุดยา IP: 116.12.231.222 วันที่: 30 มกราคม 2551 เวลา:9:13:39 น.  

 
อาไรกานนนเนี่ย!!!ทั้งที่ไทยมีอะไท่สุดยอดขนาดนี้ทำไมวัยรุ่นสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจกันเลยเเต่จะว่าไปไทยก็โปรโมทไม่ก่งเลยนะ


โดย: พัดพง IP: 58.9.33.113 วันที่: 24 กรกฎาคม 2551 เวลา:20:27:51 น.  

 
ข้อมูลแน่นดีจังเลยค่ะ ภาพสวยด้วย เคยไปมาครั้งหนึ่ง สวยค่ะ ชอบ เหมือนที่บ้านเลย ว่างๆมาเที่ยวบ้านแนนนี่นะคะ สุโขทัน ใกล้นิ้ดดดด เดียว


โดย: สาวโขทัย (แนนนิสา ) วันที่: 5 ตุลาคม 2552 เวลา:1:12:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wantjam
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add wantjam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.