ตะ__หลาด__ลัก__ทรัพย์

นิทาน ตะ หลาด ลัก ทรัพย์
____________________________เขียนโดย...ปรัชญา TVI____


(1) ประสพการณ์ กับชีวิตนักลงทุน

ไม่แปลกเลยที่คนแต่ละยุคแต่ละสมัย
ในแต่ละปี แต่ละเดือน แต่ละวัน
จะพบปะกับเรื่องราวมากมาย ในสังคม

ย้อนอดีต ถอยหลังไปประมาณยี่สิบปีก่อน
ในความทรงจำที่พล่ามัว ของชายคนหนึ่ง
ในสังคมบ้านนอก(ต่างจังหวัด)
หัวเมืองเล็กๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในมุมหนึ่งของห้อง วีไอพี ของโลกการลงทุน
เซียนหุ้นต่างอำเภอ แต่มีวงเงินเล่นหุ้นนับหลายร้อยล้าน

การเล่นหุ้นเป็นประสพการณ์ใหม่ที่ทุกคนต้องการ
สร้างความร่ำรวย บนความผันผวนของราคาหุ้น
ความโลภ
อยากรวย
ความเสี่ยง
ความรู้ต่างๆ

เมื่ออ่อนประสพการณ์
ก็ต้องการเรียนรู้และลองปฏิบัติ ตามแต่โอกาสและจังหวะเวลา
แหล่งที่ได้มามีเพียงหนังสือพิมพ์ และบทวิเคราะห์คำแนะนำจากโบรกเกอร์
คอมฯเครื่องละแสนกว่าบาทพร้อมสอนดูโปรแกรมกราฟ
ก็ยังซื้อ (คิดว่าไม่แพงมันคงคืนทุนและทำกำไรได้ในไม่ช้า)
สมัยก่อนไม่มีเวปบอร์ดไม่มีอินเตอร์เน็ต(ความเร็วสูง+ความเร็วต่ำ)
อย่างดีตอนกลางคืนก็มีเพียง เทเลเทค
เป็นคลื่นสัณญานที่ส่งมากับ TVช่อง5
ให้ตรวจดูราคาปิดของหุ้น น้ำมัน ทองคำ
ยังไม่มีเซ็ทเทรด


เปรียบคนเล่นหุ้นสมัยก่อน ก็เหมือน ตาบอดคลำช้าง

เปรียบมาร์...เหมือนสุนัขนำทางคนตาบอด ลากไปจูงกันไป


โดยมาร์เองก็ไม่มีพื้นฐานความรู้อะไรเลย
รู้เพียงนโยบาย + คำสั่ง จากผอ. และความจริงใจ
(ที่แท้เสแสร้งอยากได้%ค่าคอม)
มีเปเปอร์(โพย) ที่แฟ็กซ์มาจากบริษัท
บอกชื่อหุ้น บอกราคา ว่าควรซื้อเท่าไหร่ และขายเท่าไหร่

ซื้อได้ถูก ขายได้แพง มีกำไร

(ก็ดีใจไปกับลูกค้า)

สมัยก่อนที่ได้รับบทเรียนจากมาร์
เมื่อเวลาหุ้นลง



หลักการ วิชาการ กลยุทธ บทเรียน

หลักการ
เมื่อเวลาหุ้นตกในยุคสมัยก่อน บรรดากูรู นักวิเคราะห์
ต่างหาวิธีการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น เพื่อลูกค้าจะได้ยืนหยัด
เป็นลูกค้าที่ดียามมีเงิน
(เป็นลูกค้าที่เลวเวลาหมดเงินติดหุ้น)

วิชาการที่บรรดาบริษัทพัฒนาการมาสู้กับภาวะตลาดซึ่งผันผวน
ตอนครั้งแรก แรก
ก็จะได้รับคำแนะนำ ถึง วิธีการถัวเฉลี่ย
เมื่อหุ้นตกมาได้ระดับหนึ่งก็ให้ลูกค้าเข้าซื้อเฉลี่ยต้นทุน
เผื่อมีโอกาสเด้งเท่าทุน หรืออาจได้แถม กำไร มาสักหน่อยก็จะได้ออกตัว
บรรดาอาเสี่ย อาซ้อ อาซิ้ม อาเจ่ก ทั้งหลายก็ถัวกันจนเงินหมดหน้าตัก

เมื่อลูกค้าหมดเงิน แต่ใจยังสู้
เมื่อเข้าปรึกษากับมาร์ หรือ ผอ.ห้องค้า
คำแนะนำที่ได้มา แบบเงินต่อเงิน
คือเอาบัญชีหุ้นเงินสด มาเปิดเพิ่มเป็นบัญชีมาร์จิ้น
เพื่อซื้อหุ้นที่กำลังไหลลง

บางคนไม่เล่นมาร์จิ้น เล่นซื้อกันแค่เท่าที่มีเงินสด
ก็ได้คาถาประจำใจกับบ้าน

ไม่ขาย ไม่ขาดทุน


แล้วคำว่าบัญชีไม่เคลื่อนไหวที่ทาง กอลอตอ ผู้จัดการตลาดชอบเอ่ยถึง
แต่ไม่เคยพูดตรงๆว่า..ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวน่ะมันติดหุ้นหมดเงิน
ถ้าเป็นหุ้นดี มีเงินปันผล
นักลงทุนก็คงนำเอาเงินที่ได้รับมาซื้อหุ้นต่อ
บัญชีเหล่านั้นก็จะมีการเคลื่อนไหว

เพื่อนกันเคยพูดว่า...
เข้าตลาดเล่นหุ้นอยากรวย
เริ่มต้นเป็นนักเก็งกำไร(ไม่เก็งขาดทุน)
พอติดหุ้นนิดหน่อยปีครึ่งปีก็บอกเป็นนักลงทุน
พอติดหุ้นหลายๆปีก็บอกพวกเพื่อนว่าเป็นวิ
แล้วถามผมว่าคุณเป็นอะไร......(ว๊ะ)

หลังจากเปิดบัญชีมาร์จิ้นรับหุ้นกันได้สักระยะ
แต่หุ้นเจ้ากรรมที่ ฝาหรั่งเน็ทเซลล์ก็ยังไม่เด้งขึ้นให้ได้กำไร


มาตรการความหวังดี (แต่ประสงค์เงิน)
ก็มีออกมา จากที่เคยแนะนำว่า...ให้ซื้อถัวเฉลี่ย

มาตรการใหม่ หวังดีเหมือนเดิมนั่นล่ะ
ก็มีออกมา ให้เล่นหุ้นช๊อตอะเกนพอท์ต


คือหลังจากการเรียนรู้เล่นหุ้นขาขึ้นแล้ว
ก็ควรมาฝึกวิทยายุทธเล่นหุ้นขาลงให้เป็น
โดยการช๊อตแล้วช้อน ช๊อตขายเพื่อซื้อกลับ
ในราคาที่ถูกกว่า
ได้หุ้นกลับคืนเท่าเดิม แต่ได้รับเงินทอน
บรรดานักลงทุนก็ปฎิบัติตาม เพราะคนสมัยก่อน
ไม่มีที่ไหนสอนวิชาการลงทุน
ไม่มีเวปบอร์ดหุ้น ให้ปรับทุกข์ หรือปรึกษาเรื่องต่างๆ
เมื่อมาร์หรือนักวิเคราะห์แนะนำอะไรมาก็ทำตามนั้น
ยกย่องเขาอีกต่างหาก เรียกอาจารย์ก็มี(ทั้งที่ทั้งปีทั้งชาติก็ไม่เคยพูดกัน)
ทำตามกันไป โดยลืมเรื่องค่าคอมมิตชั่นการซื้อขาย
ว่าต้องเสียมากน้อยเท่าไหร่.....

เล่นเอามัน

อายเพื่อน กลัวเขาจะรู้ว่าติดหุ้นหมดเงิน
ทำตัวจนไม่เป็น (ทั้งที่อกกัดหนอง)

เหตุการต่างๆก็ดำเนินเรื่อยมา
จนถึงจุดจุดหนึ่งก็เริ่มสุกงอม
เมื่อเวลาวงเงินเต็ม หลักทรัพย์ด้อยค่า
มาร์กับ ผอ-ออ ก็เริ่มเชิญมาบอกว่า...
นี่คุณปัญหามีอย่างนี้1-2-3-4
สรุปคุณต้องหาหลักทรัพย์มาวางเพิ่มไม่งั้นจะถูกฟอสเซลล์

ลูกค้าก็เริ่มต้องไปหาญาติหรือคนใกล้ตัว(อาจเป็นมอสระเอีย)
หาตั๋วสัญญาใช้เงินมาวางค้ำ
หาโฉนดที่ดิน และอื่นมาวางค้ำบัญชีมาร์จิ้น
เหตการก็ยังคงดำเนินต่อไปแบบไม่มีข้อยุติ


(3)
สืบเนื่องจากเหตุการณ์การปล่อยบัญชีมาร์จิ้น
แบบเหวี่ยงแห โดยไม่มีการกำกับดูแล
และพิจารณาให้ดี-รอบครอบ
เหตุการณ์ต่างๆในยุคนั้นเริ่มบานปลาย

จนต้องจดจารึก เป็นประวัติศาสตร์ของ...

ตลาด-ลัก-ทรัพย์

เมื่อวันหนึ่งมีชายไทย
ถือปืนพกเข้าไปในอาคารตลาดขอพบกับผู้จัดการตลาด
เพื่อขอความเป็นธรรม
ในยุคตลาด เสรี
เนื่องจากชายคนดังกล่าว ถูกบริษัทโบรกเกอร์ฟ้องร้อง
ดำเนินคดีชั้นศาลพระภูมิ(ศาลสถิตย์ยุติธรรม)
เรื่องบัญชีมาร์จิ้น
ชายคนดังกล่าวถูกโบรกเกอร์จับหุ้นที่อยู่ในพอท์ต
ขายจนหมดยังไม่คุ้มมูลหนี้ เลยต้องฟ้องร้องดำเนินคดีบังคับหนี้
ชายคนดังกล่าวเรียกร้องให้ทางตลาดยกเลิกบัญชีมาร์จิ้น
และบอกด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า...

ลูก-เมีย ญาติพี่น้อง ครอบครัว ได้แตกแยก

ด้วยเรื่องหุ้น หากไม่มีการยกเลิกจะเดือดร้อนกันหมดประเทศ
ผลกระทบจะตกทอดถึงคนเปิดบัญชีซื้อ-ขายหุ้น
ประมาณ2แสนครอบครัว

แต่เนื่องจากความเครียด เหตการบังคับ
ปืนที่จ่อคอ เกิดลั่นไกขึ้นมา
ทำให้เสียงปืนนัดนั้นเป้น เสียงปืนนัดแรกที่ส่งเสียงดัง
ให้ผู้จัดการตลาดได้ออกมาฟัง

และต่อจากนั้นมาก็มีมาตรการสารพัดวิธีในการแก้ปัญหา

เป็นการก้าวสู่ตลาดยุคใหม่

เพิ่มคำว่า...วิสัยทัศน์
มาเกือบพร้อมกับคำว่าCEO

(4) กาลเวลาต่อมา
ได้เกิดพัฒนาการ จัดตั้งกองทุน
เป็นการระดมทุนจากประชาชนเพื่อลงทุนในหุ้น

มีบริษัทจัดการ
โดยมีพนักงานแบ๊งค์ เป็นพนักงานขายตรง
เจาะขายลูกค้าสินเชื่อ ลูกค้าเงินออม
โดยได้%ในการขาย โดยได้ทำยอดการขายของแต่ละสาขา
และพนักงานขายก็ไม่ได้รับการอบรม หรือมีความรู้เรื่องการลงทุนในหุ้นแม้แต่น้อย
หลอกประชาชน และมีหนังสือชี้ชวนในการซื้อกองทุน
ไปพูดแบบไม่มีหลักการ บอกว่าจะได้ผลตอบแทนในอัตราสูงกว่าเงินฝาก
แต่คนขายไม่รู้เรื่องความเสี่ยง ไม่รู้ว่ากองทุนจะบริหารขาดทุนก็ได้
เป็นการลงทุนที่แปลกใหม่มากในยุคนั้น
ลูกค้าของแบ๊งค์ก็ซื้อแบบไม่รู้(ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน)
พนักงานขายก็ขายทำยอดแบบไม่รู้อันตราย

จนถึงเวลาตกต่ำสุดสุด ของ...ตลาดหุ้นไทย

เลยมีผู้เขียนตำนานบทใหม่

ลุงช่วย
เป็นคนหนึ่งที่ซื้อกองทุนหุ้น หมดเนื้อหมดตัว
กับการเก็บออมเงินมาตลอดชีวิตการทำงาน
หวังสบายมีเงินเก็บไว้กิน ไว้ใช้จ่ายในเวลาหลังเกษียณ
แต่เงินทั้งหมด ก็หมดไปกับการซื้อกองทุน
ลุงช่วยเรียกร้อง ประท้วง มาหลายปี

แล้วความอดทน-อดกลั้น ก็มีจุดจำกัด

วันหนึ่ง ที่หน้าแบ๊งค์ ออมสิ้น จังหวัดสุ1000
ลุงช่วย ป่าวประกาศให้นักหนังสือพิมพ์-วิทยุ-โทรทัศน์
ให้ไปทำข่าว การประท้วง

วันนั้นลุงช่วย เอาอึ(ขี้)มาราดตัวเอง
หน้าแบ๊งค์ที่ขายกองทุนให้เพื่อการลงทุน
พร้อมกับเดินเข้าไปในที่ทำการ
วันรุ่งขึ้น ลุงช่วยก็ตกเป็นอาหารจานด่วนของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในยุคนั้น

ตัดประเด็น กลับมา

พนักงานแบ๊งค์ขาย กองทุน ให้ลุงช่วยผิดไหม?
คุณลุงช่วย ซื้อกองทุนเพราะไว้เนื้อเชื่อใจคนทำงานแบ๊งค์ผิดไหม?

ตอบแบบเป็นกลาง
คนซื้อไม่ผิด และ คนขายก็ไม่ผิด

แล้วใครตกเป็นแพะรับบาป

...ต้องยกให้คนที่เถียงไม่ได้ เรื่องมันถึงจะจบ แล้วใคร?




มันผิดที่ระบบต่าง โว๊ย...


(การซื้อกองทุน เท่ากับนำเอาเงินไปฝากเขาเล่นหุ้น ผู้จัดการกองทุนเป็น
ผู้บริหารจัดการ หากลงทุนซื้อ-ขายหุ้น มีกำไร ก็ได้เงินเดือนบวกโบนัส
ผู้บริหารจัดการ หากลงทุนซื้อ-ขายหุ้น ขาดทุน ก็ได้เงินเดือนบวกโบนัส
ได้ทั้งขึ้นทั้งลง ประชาชนที่ลงเงินจะเป็นอย่างไรลองคิดกันเอาเอง)

การลงทุนมีความเสี่ยง



(5) สอนแมงเม่า เป็นนักลงทุน

บัญญัติศัพท์ คำว่า......แมงเม่า
ในพจนานุกรม ตลาด-ลัก-ทรัพย์ไทย
ผมเองก็ไม่รู้จะไปค้นหาได้จากที่ไหน
ว่าใครเป็นต้นคิดประดิษฐ์คำพูดนี้ออกมา

ผมเองก็เคยถูกเรียก ตอนเล่นหุ้นใหม่ๆ
เคยให้หลายคนอธิบาย พอได้ใจความว่า...
แมงเม่าเขาเปรียบเทียบให้ใกล้เคียง กับ ตัวปลวกออกปีก
มาบินเล่นไฟ ก่อนที่ฝนจะตก มันบินร่าเริง ตื่นเต้น เร้าใจ หลงสีแสง
คิดว่าพบสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของแมลง
กว่าจะรู้ตัว เพราะลืมตัวไป
ก็บินจนเรี่ยวแรงหมด ตกเป็นอาหารของจิ้งจก+ติ๊กแก
หรือเขียด+อึ่งอ่าง เป็นอาหารหล่อเลี้ยงเหล่าสัตว์ในโลก
ถ้าตกน้ำก็ตกเป็นเหยื่อปู ปลา กุ้ง หอย

ตลาดหลักทรัพย์ในยุคคิงคอง น่าจะเรียกแมงเม่าได้เต็มปากเต็มคำ
เขาจุดไฟแนนท์ ล่อแมงเม่า และในจำนวนแมงเม่านับหมื่นนับแสน
ก็มีผมรวมอยู่ด้วย เป็นเดย์เทรด เป็นนักเก็งกำไร 1 นาที หรือ1วัน
ตามแต่โอกาส+จังหว่ะ+วัดดวง กับเจ้ามือกันอย่างสนุกสนาน
เกิดมาในชาตินี้ คงไม่มีความสุขครั้งไหนที่ยิ่งใหญ่เท่ากับ
การเข้าทำเงินมากมาย แบบง่าย-ง่าย จาก...ตลาดหุ้น
ใครใจถึง+ฝีมือ+เงินเยอะ + จับหุ้นถูกตัว
ก็รับกันเนื้อๆ สร้างความรวยแบบง่ายๆ

จนบางครั้งยังถามเพื่อนนักเล่นหุ้นร่วมห้องค้าว่า...
เฮ้ย...พวกเราเล่นหุ้นกันได้ทุกคน แล้วใครมันเสียวะ
สมัยนั้นทางตลาดไม่มีการแยกแยะ
ระบบการซื้อขายหลัง ปิดตลาดเหมือนสมัยนี้

ที่พอตกเย็นตลาดปิด ก็มีเปเปอร์บอกแยกกลุ่ม

นักลงทุนต่างชาติ.......ซื้อ...........ขาย..........
นักลงทุนสถาบัน........ซื้อ...........ขาย..........
นักลงทุนรายย่อย.......ซื้อ...........ขาย..........

อยากเรียกว่ามวยวัด(วัดดวง)
ไม่มีลายแทงให้เดา ให้ดู ลุยลูกเดียว ว่างั้นมั่ง

ซื้อขายหุ้น ที่น่าจะกำไรดีที่สุดสำหรับผมน่าจะเป็นหุ้นกระสอบทอง
และตัวที่เจ๊งแบบลากเลือดในอก น่าจะเป็นจีเอฟ

ทำไมถึงเป็นจีเอฟ

ก็ห้องค้าของเขาอยู่ใกล้บ้าน
เขาจะตั้งแบ๊งค์สำนักงานใหญ่ที่ภาคอีสาน
มีหนังสือเวียนถึงร้านค้า สถานศึกษาต่าง เชิญร่วมลงทุน
โดยการซื้อหุ้นที่กำลังจะออกมา หุ้นในตลาดก็วิ่งขึ้นไปรอการเพิ่มทุน
แต่โทษทีครับ
ฝันสลายหายไป แบบทั้งเจ็บทั้งคัน
เมื่อวิกฤตการเงินในรัฐบาลที่มีนายกผู้เดินทางมาไกลหลายพันไมล์
และปัจจุบันก็ยังเป็นการทำเวรทำกรรม จองล้างจองผลาญไม่หยุด
เมื่อพนักงานที่ได้รับวงเงินซื้อขายหุ้นติดหนี้บริษัท
ต้องขึ้นศาลคดียังไม่สิ้นสุดในพอศอ2548
หลักทรัพย์ทีดิน และอื่นๆ ที่่ลูกค้า+พนักงาน+ญาติค้ำประกัน
ไปกู้เงินโดนยึด ยังไม่ได้ขายทอดตลาด
มีบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย รับหน้าเสื่อดำเนินการติดตามมาตลอด

หลังจากเล่นไฟ และ บิ๊กกะจิ๊ด ปิดบริษัทเงินทุน
สุดท้ายหุ้นบริษัทเหล่านี้ ก็มีมูลค่าเท่ากับ 0
เบิกใบหุ้นมาได้ก็อย่างดีแค่เป็นกระดาษพับถุงใส่กล้วยปิ้งตามตลาด

หลังจากนักลงทุนทุกคน ไม่ได้ศึกษาอะไรเลย
รู้เพียงว่า หุ้นเป็นแค่ตัวแทนของการเล่นได้-เสีย
มันสมมุตหุ้นเหมือนหวย ที่จะมีคนเข้ามาแทง

เจ้ามือแทงขึ้น
ฝาหรั่งแทงลง
รายย่อย เฮ. ..เฮ ...เฮ ตามแห่

อะไรที่ได้มาง่ายๆ ก็จากกันไปแบบง่ายๆนั่นล่ะ

แล้วบรรดาศัพท์ต่างๆที่นักวิเคราะห์เอ่ยถึงคำว่า...
พีอี พีบีวี
ก็เริ่มมีเน้นให้เห็นคุณค่า
โดยนำมานับว่า..เป็นการค้นหาหุ้นพื้นฐาน
หรือเริ่มจะเน้น ให้นักลงทุนมีทางเลือกแบบทางเดินเส้นขนาน
ลงทุนระยะยาว หรือ ระยะสั้น


(6)การปั่นหุ้น
มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ที่เป็นคดีตัวอย่างมีเพียงหนึ่งคดี
แต่ผู้ต้องข้อกล่าวหากับ ชื่อ สอง

เขียนถึง...การปั่นหุ้น
ทุบหุ้น ลากหุ้น ตบหุ้น เทหุ้น ทิ้งหุ้น


อ่านกี่ครั้งกี่หน มันก็มาอีหรอบเดิมนั่นหล่ะ
ซ้ำๆซากๆน่าเบี่ย..ซะงั้น

ก่อนจะปั่นหุ้น เจ้ามือ
ก็ต้องหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์
เก็บหุ้นกันก่อน ให้ได้จำนวนเพื่อคุ้มค่ากับการลงทุน
รอว่าการเก็บ ก็ต้องหาวิธีการมาเขย่าหุ้นก่อน


ลากขึ้นให้คนสนใจ
ให้คนถือครองหุ้นหันมามอง เอ๊ยหุ้น....ไปแร้ววว ไปแล้ว


ทุบหุ้นให้คนสนใจอีก
ทิ้งกันทีละหลายสเต็บ (บางครั้งมองเหมือนหมดสภาพ)
ปล่อยข่าวร้าย จากห้องค้าหนึ่งไปห้องค้าหนึ่งเป็นข่าวลือ
ให้คนถือหุ้นตัวนั้น เกิดการ เสียดาย
รู้งี้ ตรูขายตอนราคาสูงสุดสุด
รู้งี้ ตรูจะมารับกลับตอนมันแดงๆนี่ล่ะ
บวกลบคูณหาร ตรูรับเละ
พอเห็นมันไหลลง บางคนถอดใจก็ขายทิ้ง

เพื่อไปหาหุ้นที่มีอนาคตดีกว่าตัวที่ถือ

หลังจากพวกร่วมมือกันทุบลง (จนน่าพอใจ)
ก็เริ่มตั้งรับ ไม่ให้หลุดราคานั้นๆ
และค่อยขยับดันหุ้นขึ้น วันละนิดละหน่อย
เก็บหุ้นเรื่อยๆบางครั้งต้องใช้เวลาหลายวัน

หลังจากการเก็บหุ้น และทุบเสร็จ
ก็มาถึงตอนลากหุ้น หรือเรียกตามภาษาคอหุ้นลุ้นโชคว่า...
สร้างราคา
ในมือของกลุ่มคน กลุ่มนี้ได้หุ้นมาในจำนวนที่ต้องการแล้ว
ก็เริ่ม ตั้งขายเอง
และให้พวกตัวเองไล่เคาะซื้อกันขึ้นไป
ซื้อกันแบบมีวอลุ่มหนาแน่น ถ้าจะให้คนเข้ามาร่วมแจม
ก็ควรติดTOP10 ของตะหลาด

เฉลี่ยบต้นทุน บวก-ลบ-คูณหาร
ว่าทำกันมาแรมเดือนจะได้กำไรเท่าไหร่ก็ขาย
พร้อมปล่อยข่าวดี ข่าวลือ บางเจ้ามือเก็บหุ้นได้พอ
แล้วให้เด็กเขียนบทวิเคราะห์ให้เวปบอร์ด
หนังสือพิมพ์ ทีวี เป็นข้อมูลพื้นฐานจ่ายแจกฟรีอีก ประมาณนั้น

เวลาขายก็จะมีคนมาช่วยรับด้วยความโลภ
เห็นพฤกติกรรม เจ้าหุ้นตัวนี้
เวลาลงแล้วมันเด้งขึ้นเคยได้เป็นกอรปเป็นกำ
ของเคยกินเคยใช้บริการ
หากเจ้ามือตบสั่งลาครั้งสุดท้ายเข้าไปรับก็เก็บไว้
ไม่ขาย ไม่ขาดทุนเหมือนเดิม

แต่ถ้าไม่อยากมีปัญหาเหมือนเฮียสอง
ควรจะตกลงกับเจ้าของบ้านให้เรียบร้อย
จะได้ไม่เกิดปัญหา ไปขึ้นโรงขึ้นศาล
เสียงเวลา เสียเงิน เสียอารมณ์


(7)>>>นักเก็งกำไร (นักลงทุนระยะสั้น)
>>>นักลงทุนVI (นักลงทุนระยะยาว)
>>>นักวิเคราะห ์(เซียนข้างกระดานหุ้น)

ล้วนต้องอาศัยซึ่งกันและกันตลอดมา+ตลอดไป


หลังจากการเก็งกำไร แบบเป็นร่ำเป็นสันสร้างสีสันต์ให้ตลาดหุ้น
หลายคนร่ำรวยจนเป็นนักลงทุนรายใหญ่มีพอท์ตเป็นพันล้าน
________________________________________________

(8)นักเก็งกำไร (นักลงทุนระยะสั้น)

ตามแต่จะมีผู้เรียกขานกันไปต่างๆ
บางคนเรียก นักช๊อปปิ้ง
บางคนเรียก อาหารจานด่วน
บางคนเรียก พวกมือไว-ใจเร็ว
บางคนเรียก เจ้าอารมณ์
บางคนเรียก แมงเม่า

หลายคนที่คิดจะเข้ามาลงทุนในหุ้น
มีความรู้สึกว่า เป็นเรื่องง่าย(ใครๆก็ทำได้)
การซื้อถูก-ขายแพง เล่นไม่ยาก

แต่ในความเป็นจริง ตะ-หลาด-ลัก-ทรัพย์
เป็นเรื่อง..อะไร ที่เข้าใจยาก ลึกลับ-ซับซ้อน
แฝงไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยม ชั้นเชิง กลยุทธ
ลูกเล่น ลูกชน รวมความหลากหลาย

แต่น่าเข้ามาสัมผัส เพื่อการค้นหา
ทุกคนต่างเดินต่างเส้นทาง ที่เดินเข้ามา
แต่จุดหมายปลายทางน่าจะเป็นอย่างเดียวกัน คือ....

การเข้ามาเก็งกำไร ต้องมีหลายสิ่งหลายอย่าง
ต้องมีเหตุผล มีความสามารถน่าจะเรียกได้ว่าต้องพิเศษ
ต้องดูอารมณ์ตลาดออก (จิตวิทยามวลชน)
ต้องมีเครื่องมือแบบเข็มทิศ (คือดูกราฟ อ่านกำหนดจุดเป้าหมาย)
ต้องมีข่าวสารที่แม่นยำ (ซื้อก่อนและพยายามขายก่อน)
ต้องดูวอลุ่มเป็น รู้จังหว่ะ (น่าจะมีฝีมือ มั๊ก มัก)
ต้องมีเคล็ดลับ (เคล็ดลับเลยเปิดเผยไม่ได้)
ไม่ใช่เล่นทุกวันแต่จะเล่นเฉพาะวัน.......(ต้องดูออก)
และอื่นๆ ที่ผู้รู้ ผู้ใช้คนเดียวได้ผลเลยไม่ยอมบอกต่อ

ในสังคมนั้น นักเก็งกำไร ไม่มีวันตาย
มีตัวตายตัวแทนเสมอมา ทุกยุคทุกสมัย
ไม่ใช่ว่าผู้เขียนจะเรียนรู้ได้มาหมด หาไม่เลย
ทุกวันนี้ก็ยังไม่พบสูตรสำเร็จ
ใครเก่ง กรุณาชี้แนะ แนะนำ ส่งเสริมด้วยนะครับ

อยากได้1ใน10
ของคุณหมอฟัน หรือเสี่ยปู่


__________________________________________________


เคยเขียนถึงครั้งก่อนเก็บมารวมกัน


การเล่นเก็งกำไร

ควรใช้เครื่องคิดเลข แบบF4 ทศนิยม4ตำแหน่ง

สมมุติซื้อหุ้น A มา 1,000,000หุ้น ราคาหุ้นละ 1 บาท

=1,000,000x1=1,000,000บาท
เสียค่าธรรมเนียม 0.25% =2,500บาท+ค่าภาษี175บาท รวม2,675บาท
เป็นต้นทุนในการซื้อหุ้น=1,002,675บาท

และได้ขายหุ้น A ออกไป ได้ราคา 1.02บาท(หนึ่งบาทสองสตางค์)
=1,000,000x1.02บาท = 1,020,000บาท
เสียค่าธรรมเนียม 0.25% = 2,550บาท+ค่าภาษี178.50บาท
รวม2,728.50บาท

ต้องเอาเงินได้จากการขายตั้ง 1,020,000บาท
ลบด้วย 2,728.50บาท
รับสุทธิ 1,017,271.50บาท

สรุป ลงทุน1,000,000บาท +ค่าธรรมเนียม 1,002,675บาท
ขายได้เงิน 1,020,000บาท - ค่าธรรมเนียมจ่ายคงเหลือ 1,017,271.50บาท

นำเอามา 1,017,271.50บาท
ลบด้วย 1,002,675บาท

เท่ากับกำไรคงเหลือ 14,596.50บาท

ไม่รู้ว่าเขียนอย่างนี้จะมีคนอ่านเข้าใจหรือเปล่า
_________________________________________________

อีกมุมมองหนึ่งที่เคยเห็นในตลาดหุ้น

แรงเหวี่ยงการเก็งกำไร
ตารางการทำกำไรของเดย์เทรดครับ



__________________________________________________


(9)นักลงทุนVI (นักลงทุนระยะยาว)

อ่านแล้วหลายคนก็ต้อง งง+เง็ง กับคำนิยามคำนี้
เขาว่า..VIเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าอย่างชาญฉลาด

การเลือกหุ้น คัดหุ้น แบบพิถีพิถัน ค่อนข้างได้ผล

ถ้าจะเปรียบ ผมก็เห็นว่า...พวกVI ซื้อหุ้นเหมือน
การซื้อบ้าน เป็นที่อยู่อาศัยเป็นที่พึ่งยามแก่ชรา(หวังให้มันยาวมั๊ก-มัก)

จึงคัดสรรแบบดีที่สุด
เพราะมีเงินทุนจำกัด กลัวพลาด(ว่าเข้าไปนั่น)

ต้องเลือกทำเลสถานที่ตั้งของหลักทรัพย์ (เหมือนเลือกกลุ่มอุตสาหกรรม)

หยิบยกเอาเครื่องมือมาวัดเปรียบเทียบคุณค่า ถูก-แพง (มันคุ้มไหม หว๋า)
(โดยนำเอา P/B กรองหุ้น ตามด้วย P/BVเป็นตะแกรงร่อน)

จะได้ชี้ชัดลงไป ว่าถูกหรือยังไม่ถูก (ได้เวลาซื้อละยังงงงง)


หลังจาก...การสำรวจตรวจสอบรูปพรรณสันฐานภายนอกบ้านเสร็จเรียบร้อย
ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สิน เฟอร์นิเจอร์ภายในกันหน่อย
ตบแต่งสไตล์ไหน วัสดุถูกสเป็กหรือป่าววว
ติดภาระจำนอง-จำนำ ค้ำประกัน ถ้าจะให้ดีต้องปลอดเงินกู้ระยะยาว

ดูให้ละเอียด ได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องดู
งบดุล บัญชี แถมด้วยเงินทุนหมุนเวียน
เหล่...ยอดขาย กำไรเบื้องต้น ทรัพย์สินหมุนเวียน
ทรัพย์สินซ่อนเร้น เงินกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรร
กระแสเงินสด ส่วนผู้ถือหุ้น(ถ้าจับไปเอ็กซเรย์ได้เจอแน่งานนี้)
ดูผลตอบแทนในเงินลงทุน ในรูปเงินปันผล ได้กี่เปอร์เซ็นต์
เอาอะไรมาได้อีก เอาเข้าไป โฮะๆๆๆ

บางทีนักลงทุนบางท่านถ้วนถี่
ขนาดตรวจดูประวัติเจ้าของโครงการและช่างก่อสร้างด้วย
ว่าการสร้างบ้านมีผลงานความซื่อสัตย์ มีธรรมาภิบาลแค่ไหน
หากเจ้าของ+ช่างประวัติไม่ดี
ยักยอก คดโกง ถ่ายเท ทรัพย์สิน ของเจ้าของบ้านไปใช้ส่วนตน
ทรัพย์สินส่วนรวม ที่ทุกคนต้องได้รับรู้ร่วมกัน
หากมีสิ่งใดไม่ชอบมาพากล พวกนักซื้อแบบVI จะเบือนหน้าหนี

ทอดตามอง ผู้ประสบความสำเร็จ
แนวการลงทุน บนเส้นทางของVI เมืองไทย
คงต้องยกให้ ท่าน ดร.นิเวศน์ เป็นผู้นำหัวขบวนการVI
ที่มีผลงานเข้าตา เข้าใจ กรรมการ
(ว้า...กรรมการใส่แว่นสายตามันไม่ดีเท่าหร่าย)
มากที่สุด

ท่าน ดร.เป็นนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูง(160กว่าเซ็นต์คงไม่เตี้่ย)
น้ำใจไมตรี ความหวังดี คอยแบ่งปันความรู้ความเข้าใจ
หลังจากลงทุนมายาวนาน ในการลงทุน
ผ่านสมรภูมิ ออกรบมานับครั้งไม่ถ้วน .....
ท่านจึงอธิบาย แบ่งปันความรู้
เผยแผ่ผลงานให้ได้พบเห็นผ่านสายตา
อาทิตย์ละ1ครั้งทาง หนังสือพิมพ์รายวัน กรุงเทพธุรกิจ
รายสะดวกเป็นพ็อกเกนบุ๊ค ที่อ่านและเข้าใจง่าย คือ......ตีแตก

ขอคารวะ VIผู้ยิ่งใหญ่ ตัวจริงเสียงจริง
ขอคารวะ ขอคารวะ ขอคารวะ ขอคารวะ ขอคารวะ
_____________________________________________________



(10)นักวิเคราะห์ (เจ้าของฉายา เซียนข้างกระดาน)

ทุกวันเราจะได้เห็นและสัมผัสบทวิเคราะห์วิจารณ์
แง่คิดมุมมอง กับกระแสข้อมูล ของหุ้นหลายๆตัว
ทางหนังสือพิมพ์ TV เวปไซด์ของบริษัทต่างๆ
ก้าวทันโลกการลงทุนทันเหตุการณ์เสมอ


ข้อมูลต่างๆ ที่วิเคราะห์กันออกมา
จากหลายๆสำนักโบรกเกอร์
ทั้งที่มีความแม่นยำ และมีความคลาดเคลื่อน
เพราะบทวิเคราะห์เหล่านั้น บางโบรกเกอร์ก็เก็บข่าว
จากแหล่งต่างๆมาเขียน

หลายโบรกมีอินไซด์มาบ้าง ไปคัมปะนีวิสิทมาบ้าง
คุณภาพก็ตามแต่จะทำกันออกมาได้ทั้งดีและพอใช้
เป็นการคาดการย่อมมีถูกต้องแม่นยำ
ย่อมมีบดเบี้ยวไม่ตรงวตามความเป็นจริง
เพราะนักวิเคราะห์มีหน้าที่เพียงแค่นำเสนอ
นักลงทุนควรใช้วิจารญานในการพินิจพิจารณา
เมื่อเกิดการผิดพลาดในการลงทุน
อย่าเอาเซียนข้างกระดานมาเป็นแพะ

เซียนข้างกระดาน คำนี้เขาว่ากัน
มีนักเล่นหุ้นในห้องค้าว่ากันได้ฟังมาเลย
เก็บเอามา เลยไม่ขอขยายความ
เพราะโดยส่วนตัวไม่เคยมีอคติเจตนาไปพลาดพิงใครโดยไม่สร้างสรร
_____________________________________________________


(11) แยกแยะตามความรู้สึก

***นักเก็งกำไร***

ควรมีศิลปะ ทักษะ ทันกล ทันเกมส์ รอบรู้ ฉลาด ขยัน
ไหวพริบดี ว่องไว มืกราฟเป็นเครื่องมือประจำตัว
เผชิญกับปัญหาตัดสินใจรวดเร็วทันสถานการณ์เสมอ
ผ่านร้อนผ่านหน้ามาอย่างโชกโชน รู้จังหวะตลาด
เล่นรอบได้ดี มีความสามารถรอบตัว
คงมีผู้ร่ำรวยไม่น้อย แต่ไม่ยอมเปิดเผยวิธีการ
(มีแต่คนบ่นว่าหมดไปเท่านั้นเท่านี้)


***นักลงทุนVI***

ควรมีคุณสมบัติ สุขุม อดทนได้ดี เก่งบัญชี
มีความรู้ ความเข้าใจ ต่ออุตสาหกรรม หรือรู้หุ้นที่ถือครอง
มีจิตใจเข้มแข็ง แน่วแน่ในวิธีการปฏิบัติ
...มีเงินเย็น...ทนทานกับสภาวการตกต่ำได้ระยะยาว
เป้าหมายของการลงทุนคือ...ผลตอบแทนจากเงินปันผล


***นักวิเคราะห์***

ทรงภูมิรู้ มีเกียรติศักดิ์ศรี หน้าที่การงาน
เก่งค้นคว้าหาข้อมูล รู้จังหวะการนำเสนอ
มียุคหนึ่งที่รุ่งเรือง เขาเรียกนักวิเคราะห์และมาร์ว่า...

>>>>>>>>มนุษย์ทองคำ<<<<<<<<

แต่ยังมีนักวิเคราะห์บางคนขาดความรับผิดชอบ
เผยแผ่ข้อมูลให้นักลงทุนได้รับความเสียหาย
ไม่เคยมีออกมาสารภาพว่า วิเคราะห์ผิด
หรือคิดขอโทษนักลงทุน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ


เราคงต้องกลับมาค้นหาตัวตนที่แท้จริงว่าควรอยู่กลุ่มไหน
เพื่อจะได้พบความสำเร็จในชีวิตการลงทุนในหุ้น

>>>หรือจะเอาแบบตัวของตัวเอง<<<


(12) เกาะรายใหญ่่

ช่วงหลังการเล่นหุ้น ของผมก็เริ่มมีพัฒนาการดีขึ้น
ไม่ใช่เรื่อง พีอี พีบีวี อาร์โออี
อาโออื่นๆ ผมใช้ไม่ได้ผลเลย
สำหรับการค้นหาหุ้นของผม
แบบเกาะรายใหญ่แบบเหาฉลาม

ผมกับได้อาโก นำทาง
ช่วง3ปีที่ผ่านมานี้ ผมเริ่มแหกกฎของตัวเองหลายอย่าง
หลังจากเอาค่าต่างๆวัดหุ้น ซื้อหุ้น ถือหุ้น จนถึงขนาดติดหุ้น
ผมก็เริ่ม การค้นหารายใหญ่....
ไม่ใช่การค้นหารายใหญ่ ที่มีชื่อผู้ถือหุ้นติดแชร์โฮเดอร์
ผมกับค้นหา และค้นพบว่า...
ต้องค้นหาคนดูแลหุ้น บริษัทนั้นๆ
ประสบการที่ผมได้ ช่วง2ปีนี้
ี้
เดือน พย 2546
นับว่า...คุ้มค่าพอสมควร

เคล็ดลับ ไม่มี (ถ้าลับก็เอามาเล่าไม่ได้น่ะซิ)

ผมเจอหุ้นตัวหนึ่ง ที่ผิดปกติ(ไม่ใช่วิกลจริต)
ที่แม่คลอดลูกออกมา แล้วทิ้งลูก
หลังจากบวกลบคูณหาร หากซื้อลูกแล้วลงทุนแปลงสภาพเป็นแม่
จะได้ส่วนต่าง3-40%
แต่ผมก็รู้ว่า มีความเสี่ยง ค่อนข้างสูง
เสี่ยง ตรงที่ว่า ... ระหว่างรอเวลาแปลงสภาพ
กับเวลาได้หุ้นมา ราคาหุ้น มันจะด้อยค่าลงกว่าจะได้จับขายหรือเปล่า

เป็นความเสี่ยง แบบเปิดเผย

เกิดมาต้องเสี่ยง ผมเคยรำพึงกับตัวเอง
(คือตัวผมมีเงินทุนจำกัด ถ้าพลาดก็ขาดทุน ถ้าเป็นไปตามคาดก็กำไร)

ตัดสินใจหลังจากบอกตัวเองว่า...

ตายเป็นตาย

ผมก็โดดเข้าตะครุบลูก แบบซื้ออย่างเดียวไม่ขาย
ได้ลูกมาถึง1% ที่ออกแจกจ่ายให้ผู้ถือหุ้นเดิม
ผมเสี่ยงแปลงสภาพ เมื่อถึงกำหนดระยะเวลา
(ใจผมก็เหมือนใจกุ้ง = กลัวขี้ขึ้นสมอง)
เบิกใบวอมา เสียค่าธรรมเนียมการเบิก 300 บาท
ซื้อตั๋วแลกเงิน ระบุชื่อบริษัท บ/ช เพื่อการเพิ่มทุน
ให้มาร์ดำเนินการให้
รอหลังจากวันแปลงสภาพ15วัน ใจก็ตุ้มๆต่อมๆได้ลุ้น

พอได้หุ้นเข้าพอท์ต
โชคดี รอจังหว่ะ
จนถึงเวลาอันควร ผมก็เทขายกวาดกำไรได้พอสมควร

ติดใจไม่หาย หลังจากนั้น
ผมก้เกาะติดรายใหญ่


รายใหญ่ ช่วงหลังนี่ ่เริ่มเปลี่ยนพฤกติกรรม
เข้าลงทุน แบบหวือหวา กับหุ้นตัวเล็กๆ
(ทุนจดทะเีบีึยนไม่เกิน300ล้านหุ้น เพราะลากง่าย)
และหุ้นเข้าตลาดใหม่ๆ หลายบริษัทเป็นเป้าหมายของรายใหญ่


อ่านมานานคงอยากรู้แล้วซิ
ว่าคำ ว่ารายใหญ่ ของผู้เขียนหมายถึงใคร

ผมเป็นคนซื่อ รักความจริงใจ ชอบเปิดเผย

รายใหญ่ที่ว่า ผมขอเรียกว่า...โกล-----

ทุกวันนี้ผมเห็นเขาเข้าลงทุน แสงอาทิตย์แต่ดันเป็นชื่อน้ำมัน
ผมก็วนเวียนเข้าไปแจม ร่วมกินโต๊ะจีนเสมอ
เวลาที่เขาเททิ้ง-เทขว้าง แดง+แดง ผมก็ชอบเป็นคนขี้สงสาร
เข้าไปรับหุ้นบาดเจ็บมาเลี้ยงดู
วันไหนมีความสุข สะดีด สะดิ้ง กะดี๊กะด้า
ผมก็จะปล่อย.....ให้ผู้เข้าร่วมงานกินเลี๊ยงรายใหม่รับไปเชยชม

หากอยากรู้ว่าหุ้นที่ผมพูดนี้ชือหุ้นอาไร ลองไปค้นหาดูตามกระทู้เดิม

วันนั้นผมเติมน้ำมันโซล่า16บาท ให้พอท์ตตัวเอง
วันนี้ผมส่งไม้ต่อ ให้คนอื่นไปแล้ว อิอิ


(การลงทุนมีความเสี่ยงผู้อ่านควรพิจารณา
วิธีการหนึ่ง วิธีการใด ที่ใช้ได้ผลกับคนบางคนไม่ใช่ทุกคน
โชค+จังหวะ มันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา)

หากคิดว่าความสามารถเฉพาะตัวไม่พร้อม
ความรู้ไม่พร้อม ไหวพริบไม่พร้อม การตัดสินใจไม่เด็ดขาด
เงินไม่พร้อม ก็อ่านอย่างเดียวนะครับ
เป็นแค่ประสบการณ์ ที่ไว้คอยเตือนใจว่า มันไม่เหมาะกับตัวเอง
______________________________________________________


(13)โลกแห่งการลงทุน
ยังไม่มีสูตรสำเร็จ ที่ใช้ได้กับทุกคน
พัฒนาการโลกหมุนไป ปัจจัยสิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยน
เหมือนจิ้งจกเปลี่ยนสี เพื่อเข้ากับสภาพสิ่งแวดล้อม

ยุคเก่าก่อนการซื้อหุ้น จะเลือกแต่กลุ่มแบ๊งก์กับไฟแนนท์
ต่อมาถึงยุคค่าเงินบาทอ่อนตัว
1ดอลล่าร์เท่ากับ53-43บาท
ท่าน ดร.ของเราก็ร่ำรวยได้กับหุ้นส่งออก
เพราะการขายเป็นเงินดอลล่าร์แล้วมาแปลงเป็นเงินบาท
ได้อัตราแลกเปลี่ยนกำไรค่าเงินเป็นกอปเป็นกำ

อย่างหุ้นห้องเย็น หุ้นในส่วนของอีเล็กทรอนิกส์
พูดแบบภาพรวมคือหุ้นส่งออก
แล้วมันก็ผ่านยุคทองไปแล้ว

ปัจจุบันการเลือกหุ้น ได้เปลี่ยนไป
คนอ่านกระทู้นี้ คงคิดว่า.....คนเขียนมันบ้า
ต่อต้าน หลักการเลือกหุ้นแบบ VI
แต่ในความเป็นจริงผมไม่กล้าหลอกตัวเอง หรือหลอกคนอื่น

ถ้าคุณเอา P/E P/BV
นำไปกรองหุ้นกลุ่มพลังงาน
คุณคงไม่กล้าซื้อแน่นอน
เพราะมันขึ้นไปรออนาคตแล้ว

การซื้อหุ้นเหมือนการซื้อความเข้าใจ ซื้ออนาคต ในราคาปัจจุบัน

การเลือกหุ้นควรมีสิ่งคาดการ ในอนาคต2-5ปี
ว่าโลกนี้มันมีพัฒนาการไปด้านไหน
ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์ ที่ทางตลาดบัญญัติศัพท์ว่า...

ธรรมาภิบาล

คำว่าธรรมาภิบาลนี่คงครอบคลุมถึงการใช้จ่ายของบริษัท
ตลอดจนการลงบัญชีแบบโปร่งใสไว้ใจได้กระมัง

พลังงานเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับทุกธุรกิจ
ตั้งแต่ไฟฟ้า น้ำมัน น้ำประปา แก๊ส ถ่านหิน หรือพลังงานทดแทน

การคิดว่าจะลงทุนระยะยาวนั้น
โดย...ความคิดเห็นส่วนตัว
ผมว่าต้องเลือกสิ่งจำเป็นของชีวิตประจำวัน
ที่จำเป็นต้องใช้หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลองทำการบ้านเลือกหุ้นกันครับ

ส่วนผมฟันธง พลังงานไม่มีวันตาย

(แต่การซื้อหุ้น ต้องซื้อได้ในราคาที่เหมาะสมและถือยาวเพื่อรออนาคต)
______________________________________________________

(14) นิทาน ตะ-หลาด-ลัก-ทรัพย์

ก็เป็นเพียง แง่คิด มุมมอง บทเรียนบทเดียว
แต่ในโลกของความเป็นจริง บนเส้นทางการลงทุน
มันไม่ได้คิดง่าย เขียนง่าย หรือปฏิบัติง่ายเลย
มันเต็มไปด้วยอารมณ์ ความคิด ความโลภ ความกลัว
สารพัดรูปแบบทั้งข่าวต่างๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงพื้นฐานการดำเนินงาน
ของบริษัทจดทะเบียน
สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ที่ขึ้น ที่ลง
บุคคลรอบข้างทีพูดคุย ก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ
หรือเปลี่ยนการตัดสินใจ
ต่อปัจจัยพื้นฐาน ข้อเท็จจริง

ข้อมูล ข้อเขียน ข้อคิด
มันอาจจะถูกและใช้ได้ผลในระยะเวลาหนึ่ง
มันอาจจะผิดและใช้ไม่ได้ผลในระยะเวลาหนึ่ง
ขึ้นกับตลาด เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุนของประเทศ และของโลก
หุ้นในแต่ละอุตสากรรม ก็เป็นวัฏจักร มีรอบของการเวลากำหนด
แล้วแต่ใครจะอ่าน และคาดการถูกก่อน

ก็อยากบอกว่า...
การลงทุนมีความเสี่ยง
ผู้ลงทุนควรใช้วิจารณญานพิจารณาการลงทุน
ด้วยตนเองอย่างรอบครอบ
__________________________________________________

เขียนโดย ปรัชญา (ยังไม่จบ)
__________________________________________________
*ฝัน ถึงวันฟ้าสวย...อยากร่ำรวย-ด้วยเล่นหุ้น
ฝัน เป็นนักลงทุน ... ลุ้นความหวัง-ความตั้งใจ*









ธุรกิจ : Quotes of The Day
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2552 09:00
จาก Black Monday ถึง Hamburger Crisis
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



2530-2551 จาก Black Monday ถึง Hamburger Crisis

ทุกๆ เหตุการณ์ข่าวสำคัญ ในหนังสือ 2530-2551
จาก Black Monday ถึง Hamburger Crisis
เพื่อทำให้เข้าใจปัจจุบัน และมองอนาคตได้อย่างถูกต้อง


นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่ถูกบันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก
Great Depression หรือภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำครั้งใหญ่ที่สุด
ผ่านเลยมาแล้ว 73 ปี (เกิดขึ้นระหว่างปี 2472-2478) จวบจนวันนี้
ยุคข้าวยากหมากแพงก็หมุนกลับซ้อนทับประวัติศาสตร์อีกครา
สัจธรรมของเหรียญที่มีสองด้าน ภายใต้วิกฤติจึงแฝงเร้นไว้ซึ่งหนทาง
อยู่ที่ใครจะพลิกวิกฤตินั้นเป็นโอกาส

เหตุการณ์ Black Monday วันจันทร์ทมิฬที่เกิดขึ้นเมื่อ 19 ตุลาคม 2530
นับเป็นวิกฤติตลาดหุ้นครั้งประวัติศาสตร์ของโลกและของไทย กระทบมา
ยังตลาดหุ้นทั่วทั้งโลก เป็นวิกฤตการณ์ที่ต้อนรับการถือกำเนิดของหนังสือ
พิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (6 ตุลาคม 2530) เพียงไม่กี่วัน

เหตุการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงกับนักลงทุน
ในตลาดหลักทรัพย์เป็นจำนวนมากแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ดัชนีราคาหุ้น
ลดลงอย่างรวดเร็วจากระดับสูงสุดที่ 472.86 จุด มาอยู่ที่ระดับต่ำสุด
ที่ 243.97 จุด ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2530 โดยระดับดัชนีลดลง
ถึง 228.89 จุด หรือ 48.4 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 เดือน

พอเกิดเหตุการณ์ Black Monday ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและ
เอกชนต่างตระหนักถึงผลกระทบและระดมกำลัง ทั้งมีการจัดตั้งกองทุน
และดำเนินมาตรการหลายประการเพื่อแก้ไขสถานการณ์จนคลี่คลาย
ความตื่นตกใจ ทำให้ระดับราคาหุ้นกลับฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

วิกฤติครั้งนั้น ก็คือ “โอกาส” สำหรับใครอีกหลายคน

ในยุคส่งผ่านอำนาจ จาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาสู่พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
หัวหน้าพรรคชาติไทย นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ของประเทศไทย
ได้ก่อให้เกิดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจหน้าใหม่ของประเทศไทยที่ต้องจ
ดจำ ทั้งรีบเร่ง รุ่งเรือง หลงระเริง ฟุ่มเฟือย และเจ็บปวด

ความรู้จักอดออม ดำรงความเป็นอยู่อย่างไม่ฟุ่มเฟือยในยุครัฐบาลป๋าเปรม
สะสมฐานะทางการคลังจนเข้มแข็ง ส่งต่อผลดีมาถึงรัฐบาลพลเอกชาติชาย
ชุณหะวัณ หันมายึดนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจการคลังเชิงรุก ขยายการ
ลงทุนไปทุกสารทิศบนฝันอยากเป็น “เสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเชีย
” ยุคนั้นเราจะได้ยินคำว่า NICs หรือ Newly Industrialized Countries
และนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” อันโด่งดัง

ในยุคน้าชาติ "No Problem ..ไม่มีปัญหา” เป็นวลีที่ผู้นำพูดให้ได้ยินกัน
จนติดหู แม้ยุคนั้นจะใช้การลงทุนเป็นธงนำ แต่ก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ล้อไปกับนโยบายประชานิยมดีๆ นี่เอง เราได้ยินโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด
เราได้เห็นราคาที่ดินพุ่งทะยานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เวลา
ฮันนีมูนของน้าชาติก็มาสะดุดหลังจากเกิดไฟสงครามอ่าวเปอร์เซีย
อิรักบุกยึดคูเวตเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2533 ปัญหาคอร์รัปชันแพร่กระจาย
ในวงกว้าง จนรัฐบาลชุดนี้ถูกตั้งฉายาว่า “รัฐบาลบุฟเฟ่ต์คาบิเนต” ในที่สุด
ก็ถูกคณะรสช.นำโดย "บิ๊กจ๊อด" พลเอกสุนทร คงสมพงษ์
โค่นลงจากอำนาจ

หลังจากคณะรสช.แต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน เข้าดำรงตำแหน่งนายก
รัฐมนตรี เศรษฐกิจไทยยังไม่ทันจะฟื้นตัว รสช.ก็วางแผนสืบทอดอำนาจ
วางตัวให้พลเอกสุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จนเกิดขบวนการ
เคลื่อนไหวครั้งใหญ่โดยพลังประชาชน นำโดยพลตรีจำลอง ศรีเมือง
และบานปลายนำไปสู่เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ที่ต้องจดจำ

ในปีเดียวกันนั้นเองก็ได้ก่อกำเนิดนักเลงหุ้นระดับพระกาฬที่ประวัติศาสตร์
ต้องจารึก เขาคือ “สอง วัชรศรีโรจน์” ศิษย์เอกวัดพระธรรมกาย ที่เข้ามา
แสวงหาโอกาสความร่ำรวยจากตลาดหุ้น ผ่านมาแล้ว 16 ปี จนถึงทุกวันนี้
ก็ยังมีชื่อสองอยู่เบื้องหลังหุ้นร้อนหลายต่อหลายตัว

ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกอีกครั้งในช่วงปลายปี 2536 ดัชนีราคาหุ้นติดเครื่อง
ทะยานขึ้นไปอย่างบ้าคลั่ง มีเศรษฐีหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวันในช่วงนั้น หุ้น
ทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ 1,753.73 จุด
จนกระทั่งถึงวันนี้ 15 ปีผ่านไปแล้ว ก็ยังไม่เคยไต่ขึ้นไปถึงจุดนั้นได้อีกเลย

“สูงสุดคืนสู่สามัญ” คือความจริงแท้แน่นอน ไม่มีฟองสบู่ใดจะยืนยาว
และมั่นคงเท่ากับพื้นฐานที่เป็นจริง ในที่สุดงานเลี้ยงก็ย่อมมีวันเลิกรา
รัฐนาวาชวน 1 ดำเนินไปได้พักใหญ่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.4-01
ก่อนจะเปลี่ยนผ่านมาสู่รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา กงล้อเศรษฐกิจไทย
เริ่มหมุนอย่างเชื่องช้า ขณะที่ภาคเอกชนยังหลงระเริงเงินกู้บีไอบีเอฟ
โดยไม่หวั่นเกรงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ในหลายธุรกิจ
ได้เกิด Over Supply

ปีศาจร้ายเข้ามาเยือนแล้วอย่างเงียบๆ

ในยุค "นายบรรหาร" ตลาดหุ้นไทยต้องถูกบันทึกลงบนหน้าประวัติศาสตร์
อีกครั้ง เมื่อนักลงทุนรายย่อยทนไม่ไหวกับภาวะความตกต่ำ รวมตัวกัน
ประท้วงนายเสรี จินตนเสรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์
และนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังในขณะนั้น
และแล้ว

เสียงปืนก็ดัง เปรี้ยง!!! ณ อาคารสินธร

นายวิวัฒน์ ศรีสัมมาชีพ
ลั่นไกหมายปลิดชีพตนเองเพื่อประท้วง แต่ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ใดๆ
ดีขึ้น และก็ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าปรอทวัดไข้เศรษฐกิจได้ส่งสัญญาณ
ใกล้ถึงจุดระเบิดแล้ว

เศรษฐกิจไทยมาถึง “จุดอับปาง” ในยุครัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 โดยสัญญาณร้ายเริ่มมีตั้งแต่ “ม็อบโทรศัพท์
มือถือ” ก่อตัวประท้วงย่านถนนสีลม เริ่มมีข่าวลือสถาบันการเงินถูกปิด
กิจการ ในที่สุดก็นำไปสู่การสั่งปิด 56 ไฟแนนซ์ ขณะเดียวกันค่าเงินบาท
เริ่มถูกนักเก็งกำไรโจมตีอย่างหนัก ธนาคารแห่งประเทศไทยต่อสู้จน
ทุนสำรองระหว่างประเทศหมด นำไปสู่การประกาศลอยตัวค่าเงินบาท
และต้องเข้าโครงการขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่าง
ประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ

หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ได้เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายระลอก
เศรษฐกิจไทยดำเนินไปด้วยความยากลำบากอย่างที่สุด ธุรกิจน้อยใหญ่
ต้องล้มละลาย ตลาดหุ้นตกต่ำถึงขีดสุดตกจาก 1,753 จุด
ลงมาต่ำสุด 204 จุด มี “เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์” เกิดขึ้นมากมาย

รวมทั้งได้ก่อเกิดวลีดัง “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” ของเจ้าพ่อวงการเหล็ก
"สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง"

และการต่อสู้ชนิดหัวชนฝาของ "ประชัย เลี่ยวไพรัตน์"
เพื่อรักษาอาณาจักรแสนล้าน "ทีพีไอ" สุดท้ายก็รักษาเอาไว้ไม่ได้
รัฐนาวาชวน 2 เข้ามาแก้ปัญหาในยุคที่เศรษฐกิจไทยมีความหวังเหลือ
เพียงเลือนราง และถูกโจมตีอย่างหนักเมื่อเปิดให้ต่างชาติเข้ามารุมทึ้ง
เศษซากธุรกิจในราคาแบกะดิน นับตั้งแต่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เข้ามาบริหารประเทศ กว่า 5 ปี ด้วยนโยบาย “ประชานิยม”
เอาใจรากหญ้า กงล้อเศรษฐกิจไทยเริ่มขับเคลื่อนไปข้างหน้า
แต่ยิ่งรัฐบาลเข้มแข็งมากเท่าไร ก็ยิ่งสะสมจุดอ่อนมากขึ้นเท่านั้น
และก็นำมาสู่การปฏิวัติรัฐประหาร ล้างไพ่ใหม่อีกครั้ง

ทุกๆ เหตุการณ์ข่าวสำคัญ ในหนังสือ 2530-2551
จาก Black Monday ถึง Hamburger Crisis เล่มนี้
ให้ประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อทำให้เข้าใจปัจจุบันดีขึ้น
และมองทางเดินไปสู่อนาคตได้อย่างถูกต้อง

“คนเดินถนนที่ราบเรียบตลอดเวลา มักจะชะล่าใจชอบวิ่ง
จึงมักหกล้มในที่สุด แต่คนที่เดินบนถนนที่ขรุขระ มักระวังตัว
เพราะความกลัวจึงปลอดภัย ธรรมชาติมักหยิบยื่นความสามารถ
ให้แก่เรา ถ้าเรารู้เท่าทัน”

เล่มนี้เป็นหนังสืออ้างอิงข่าวเศรษฐกิจ “เล่มแรก-เล่มเดียว”
ของประเทศไทย ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิง
เสริมต่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจ “ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย”
ตลอดช่วงเวลากว่า 2 ทศวรรษ ภายใต้การพิมพ์ของสำนักพิมพ์
กรุงเทพธุรกิจ Bizbookโดดเด่นด้วยกราฟฟิก “SET Index” มากถึง
21 ภาพ ช็อตคัตให้คุณได้ทำความเข้าใจและเรียนรู้สาเหตุการเติบโต
ตีบตัน ของตลาดทุนไทยในรอบ 21 ปีที่ผ่านมา

นี่คือหนังสือที่ทรงคุณค่าเล่มหนึ่งที่บันทึกประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย

Tags : จาก Black Monday ถึง Hamburger Crisis
ตัดข่าวมาแป่ะ จาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ
เพื่อการศึกษาค้นคว้า ไม่ใช่การค้า ไม่หวังผลกำไร
_______________________________________________________

เรื่องของ นายช่วย คชสิทธิ์ 'อึราดตัว' ประท้วงออมสิน

ส่วนข่าวนี้เป็นเรื่องเหม็นโฉ่ที่เกิดขึ้นใน สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การ
บริหารของรัฐบาล เหตุเกิดที่ธนาคารออมสิน สาขาท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
โดยนายช่วย คชสิทธิ์ อายุ 65 ปี ราษฎร ต.บ้านใหม่ อ.ท่าม่วง ได้ใช้
อุจจาระสีเหลืองอร่ามราด ใส่ตัวเอง แล้วเดินเข้าไปประท้วงกับเจ้าหน้าที่
ของ ธนาคารออมสิน เพื่อให้รับผิดชอบกรณีเจ้าหน้าที่ ธนาคารชักชวนให้
คุณลุง ซื้อใบกองทุนรวมออมสินไปเป็นจำนวนกว่าครึ่งล้าน แต่สุดท้าย
กลับทุนหายกำไรหด ไม่ได้เงินคืนซักบาท โดยลุงช่วยเปิด ใจถึงสาเหตุ
ที่ต้องทำตัวเป็นโถชักโครกรองรับอุจจาระในครั้งนี้ว่า ตนเป็นลูกค้าขอ
งธนาคารออมสินมากว่า 20 ปี และเมื่อปี 2537 ได้มีเจ้าหน้าที่ของธนาคาร
มาชักชวนให้ซื้อใบกองทุนฯ โดยอ้างว่าจะได้ดอกเบี้ยทุกปี และไม่ต้องกลัว
สูญเงินต้น เนื่องจากรัฐบาลเป็นประกัน ตนจึงหลงเชื่อ นำเงินที่เก็บหอม
รอมริบมากว่า 20 ปี จำนวน 570,000 บาทไปซื้อ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้
ดอกเบี้ย แถมเงินต้นก็ไม่ได้คืน ซึ่งเรื่องนี้ธนาคารน่าจะรับผิดชอบบ้าง
ไม่ใช่นิ่งเฉยอย่างเดียว ส่วนอุจจาระที่นำมาราดตัวนั้น ตนเก็บรวมไว้
ในถุง 5 วันเต็มๆ บ่มจนได้ที่
ส่วนที่ต้อง นำมาประท้วงก็เพราะหาทางออกอย่างอื่นไม่ได้

ขณะที่นายชาญชัย มุสิกนิศากร ผอ.ธนาคารออมสิน กล่าวว่า
รู้สึกเห็นใจนายช่วย แต่ในปี 2540 ได้เกิดสภาพวิกฤติเศรษฐกิจ
จึงกระทบทำให้หน่วยการลงทุนลดลง จึงไม่สามารถจ่ายผลตอบแทน
ให้แก่ ผู้ลงทุนได้.

http://board.dserver.org/r/rojana7/00000030.html
______________________________________________________

ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ
แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย

______________________________________________________




 

Create Date : 16 กันยายน 2548   
Last Update : 4 สิงหาคม 2554 21:58:27 น.  


เล่นหุ้น-----หรือโดน-----หุ้นเล่น



เล่นหุ้น


เมื่อย่างเข้าวงการยุทธจักรหุ้น
การเก็งกำไร
การเล่นข่าว

เมื่อมีข่าวลือส่วนมาก มือใหม่ใจถึง มือเก่าเฝ้ากระดาน
ก็จะกระโจนเข้าเก็งกัน ตอนที่ยังมีข่าวที่ยังไม่ชัดเจน
หุ้นก็วิ่งไปได้ระดับหนึ่ง เป็นชาวไล่
แต่เมื่อข่าวจริงออกมา ก็จะเกิดแรงขาย
เพื่อเอาส่วนต่างของผลกำไร
เพื่อเก็บไว้ มองหาหุ้นตัวใหม่ต่อไป
จึงเป็นที่มาของคำว่า....

ข่าวลือให้ซื้อ

ข่าวจริงให้ขาย

_________________________________________________________


ซื้อแพง-ขายถูก...เพื่อรอซื้อที่ถูกกว่า...
_________________________________________________________


ผมชอบพูดล้อเล่น กับคนที่สนิทกันเสมอๆ

เรื่องก็คือ...เป็นอารมณ์ตลาด(ก็อารมณ์คนเล่นหุ้นนั่นล่ะ)
เมื่อเราซื้อหุ้นA ราคา2.30บาท/หุ้น
จูๆ ่มู๊ดตลาดมันไม่ดี มีแต่แรงเทขาย ไม้ใหญ่ๆ
ทั้งโยน ทั้งทิ้งกันลงมาขาดหมดเป็นช่องๆ
เมื่อเราเฝ้าดูอาการว่า...
ท่ามันแรงซื้อ ตงจะสู้แรง ไม่ไหว
ขณะนั้นราคาหุ้นมันก็ไหลลงจาก 2.30บาท
มาอยู่ที่1.98บาท/หุ้น
ด้วยความคาดหวังว่ามันจะลงไปต่อได้อีก
เราก็ทิ้งซ้ายไปแบบสุดสุดเลย เอาไปให้หมด
แล้วเราก็ลงไปตั้งรับที่1.90บาท/หุ้น
ก็อยากจะได้ส่วนต่างสัก 8 สตางค์
8 สตางค์นี่ถ้าถือหุ้น1แสนหุ้น
ถ้าเป็นไปได้ก็จะได้เงินทอน 8 พันบาทยังไม่หักค่าคอมฯ
แบบนักวิเคราะห์ เซียนใหม่เซียนเก่า เรียกว่า...ช๊อตอะเกนพอท์ต
หลังจากการเทขายทั้ง ลูกมือและเจ้ามือ
จนมาถึง2.92บาท/หุ้นเป็นบิด
และมีออฟเฟ่อร์2.94บาท/หุ้น กดอยู่เป็นล้านหุ้น

ในใจก็นึกว่า...เดี๋ยวเสร็จเรา

แต่จู่ๆ เหมือนเจ้ามือมันจะรู้ทันเกมส์
มันมีแรงหันไปเคาะขวารูดขึ้นไป
หลายคนเรียกว่ามันเด้ง เด้งขึ้นไปมากกว่าเด้งลงมาอีก
มันวิ่งขึ้นไปสูงกว่าที่เราขายไปอีก ในชั่วพริบตา

เหลืออยู่4วิธี
1.เคาะตามมันขึ้นไป
2.รอมันลงมาต่ำกว่าที่เราขายไป
3.รอดูอาการ แล้วเล่นได้ทั้ง2อย่างข้างบน
4.ออกจากหุ้นตัวนั้น แล้วไม่หันไปมองมันอีก หาหุ้นใหม่เล่นดีกว่า



__________________________________________________
เสียจังหว่ะ พลาดโอกาส
___________________________________________________

คงไม่มีใครคนไหน เข้ามาเล่นหุ้นแล้วบอกตัวเองว่า...

เล่นหุ้นแก้เหงา
เล่นหุ้นอันแบบมันส์เข้าว่า...
เล่นหุ้นตามเขาเดี๋ยวเราก็รวย(บางครั้งก็ซวย)
เล่นหุ้นยามว่าง แบบค่าเวลาหาอะไรทำ
เล่นหุ้นนี่เป็นงานอดิเรก
เล่นหุ้นเพราะอยากหมดเงิน จะได้รู้จัก คำว่าแมงเม่าที่จริงมันอยู่ที่ไหน
เล่นหุ้นแบบเงินมันว่าง ม๊ะรู้ว่าจะลงทุนอะไรดี
เล่นหุ้นแบบเก็งกำไร แต่พอซื้อแล้วมันลง ก็ว่า...
เล่นหุ้นลงทุน พอมันลดราคาลงไปอีก ก็ว่า...
เล่นหุ้นแบบถือยาว ก็ไม่ยาวได้ไง ไม่ขายไม่ขาดทุน
เล่นหุ้นแบบVI (บางคนก็บ้ากันไปตามกระแสแฟชั่น เทรนนี้มาแรง อ่ะดิ)

สารพัด ที่พยายามหาเหตุผลให้ตัวเองสุดชีวิต
และเที่ยวได้หลอกชาวบ้าน เพื่อนสนิท มิตรสหาย เครือญาติ
เล่นหุ้นเป็นการออม การลงทุนชนิดหนึ่ง
ว่ากันไป

ไม่เคยยอมรับเลย
ว่าเล่นหุ้นกันเนี่ย
เพราะความโลภ เพราะกิเลส เพราะอยากรวย เพราะอยากลอง
เพราะคิดว่ารู้จักดีมีความรู้+ความสามารถ
คิดเข้าข้างตัวเอง ได้ตลอดซิเอ้า..



เขียนโดย...ปรัชญา

__________________________________________________________________________

กฎแห่งการลงทุน ของนักลงทุนระยะสั้น
กฎการลงทุนทีคิดค้นโดย Victor Sperandeo

__________________________________________________________________________

ผู้มีชื่อเสียงในฐานะนักลงทุนทีประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น wall Street มาตลอดระยะเวลา 23 ปี โดยได้เขียนหนังสือที่ชื่อ Methode of Wall Street ซึ่งเป็นกฎแห่งการลงทุน 19 ข้อ ซึ่งเหมาะสำหรับการลงทุนในระยะสั้น

กฎข้อที่ 1 ลงทุนอย่างมีแบบแผน และปฏิบัติตามแผนที่ตนเองว่างไว้อย่างเคร่งครัด
ผู้ลงทุนจะต้องมีเป้าหมายและคำนวณถึงโอกาสที่จะไปเป้าหมาย โดยการกำหนดแนวทางในการตัดสินใจ ในการลงทุน ต้องรู้จักประเภทการลงทุนของตัวเอง ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนต้องทราบว่าตัวเองเป็นนักลงทุนประเภทใด ระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว

กฎข้อที่ 2 เล่นหุ้นตามแนวโน้มของตลาดที่เป็นอยู่
นักลงทุนต้องรู้ว่าขนาดนั้นตลาดอยู่ในแนวโน้มระยะใด ไม่ว่าแนวโน้มระยะสั้น แนวโน้มระยะกลาง หรือแนวโน้มระยะยาว ซึ่งแต่ละแนวโน้มล้วนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

กฎข้อที่ 3 วางแผนในการตัดขาดทุนเมื่อราคาหุ้นไม่เป็นไปตามที่คาด
นักลงทุนต้องกำหนดระดับราคาที่จะตัดขายหุ้นเมื่อหุ้นลงถึงจุดที่กำหนด โดยการที่เรายอมตัดขาดทุนเพียงเล็กน้อย ดีกว่าปล่อยให้ราคาหุ้นตกลงไปจนไม่กล้าตัดสินใจขาย การตัดขาดทุนควรกำหนดไว้เมื่อราคาหุ้นตกลงไปในระดับ 10-20 %

กฎข้อที่ 4 เมื่อไม่มั่นใจในทิศทางของตลาด ควรหยุดรออยู่ข้างนอกตลาด
ถ้านักลงทุนอ่านสภาพตลาดไม่ออก ถ้าไม่มีหุ้นอยู่ในมือ ควรหยุดรอไม่ควรซื้อ หรือถ้ามีหุ้นอยู่ควรจะทยอยลดพอร์ตลง โดยนักลงทุนไม่ควรเล่นหุ้นในช่วงทีตลาดที่มีอารมณ์ของคนทั่วไปครอบงำ ไม่ว่าความโลภ หรือความกลัว

กฎข้อที่ 5 รอจังหวะอย่างอดทน
ไม่ควรซื้อหุ้นเพราะไม่มีอะไรให้ซื้อ หรือไม่ควรซื้อหุ้นทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นบริษัทใด โดยต้องรอให้สิ่งต่างๆมีความชัดเจน สามารถพิจารณาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จึงเข้าลงทุน

กฎข้อที่ 6 เมื่อหุ้นขึ้นให้ขายช้า เมื่อหุ้นตกให้ขายเร็ว
เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ควรปล่อยให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆไม่ต้องรีบขายทำกำไร แต่เฝ้าดูตลาดอย่างใกล้ชิด แต่หากเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงหรือเข้าจังหวะในการลงทุนผิด ต้องตัดขายให้เร็ว

กฎข้อที่ 7 อย่าทำกำไรให้กลายเป็นขาดทุน
โดยมีหลักการว่าเมื่อราคาหุ้นขึ้นไป 1/3 ของเป้าหมายที่วางไว้ ควรจะตัดขายหุ้นออกมาประมาณ 1 ใน 3

กฎข้อที่ 8 ซื้อเมื่อหุ้นมีราคาต่ำ ขายหุ้นเมื่อหุ้นมีราคาสูง
สิ่งที่นักลงทุนในระยะสั้นต้องจดจำคือ เมื่อแนวโน้มระยะสั้นราคาอ่อนตัว ให้ซื้อลงทุนได้

กฎข้อที่ 9 ช่วงต้นของตลาดกระทิง ให้ทำตัวเป็นนักลงทุน และเป็นนักเก่งกำไรเมื่อ อยู่ในช่วงท้ายของตลาดกระทิง และตลาดหมี
เมื่อตลาดหุ้นเปลี่ยนแนวโน้มจากภาวะหมี กลับขึ้นสู่ภาวะกระทิง จะต้องเป็นนักลงทุนในระยะกลาง ไม่ควรเล่นเก่งกำไรซึ่งจะทำให้ผลกำไร หดลงไป แต่หากภาวะตลาดกลับจากกระทิงเป็นภาวะหมี การลงทุนต้องเปลี่ยนไปเป็นเล่นระยะสั้นเก่งกำไร

กฎข้อที่ 10. การซื้อถัวเฉลี่ยจะทำให้ขาดทุนเพิ่มมากขึ้น
เพราะจะทำให้นักลงทุนจมสู่การขาดทุนไปมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรขายตัดขาดทุนเพื่อที่จะรอโอกาสกลับมาซื้อใหม่ในราคาที่ถูกลง

กฎข้อที่ 11.อย่าซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาต่ำ และอย่าขายเพราะเห็นว่าหุ้นราคาสูงโดยไม่พิจารณาปัจจัยต่างๆให้ถ่องแท้
โดยไม่ควรนำเอาอดีตที่ราคาหุ้นได้ตกลงมาถึงจุดที่เคยลงมา และไม่ควรคิดว่าราคาหุ้นจะไม่สามารถผ่านจุดที่เคยขึ้นไปถึงได้

กฎข้อที่ 12.ลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง
การลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ นักลงทุนตัวไปจะไม่มั่นใจในตลาด ซึ่งเป็นความกลัวในภาวะต่างๆ จะเกิดความไม่แน่นอนในการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง

กฎข้อที่ 13.อย่าลงทุนในช่วงปลายตลาดขาขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่นักลงทุนทั่วไปขาดการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถ่องแท้ จึงอาจพลาดในการซื้อหุ้นในราคาสูง

กฎข้อที่ 14.การตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นต้องอยู่ที่ตัวเองเท่านั้น
ไม่ควรที่จะเชื่อข่าวลือต่างๆ ที่ทำให้หลงให้เราเข้าไปติดหุ้น

กฎข้อที่ 15.หากเกิดความผิดพลาดต้องนำมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น
เพื่อจะได้ปรับปรุงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เหมือนกับว่าจะได้นำอดีตกลับไปเป็นครูเพื่ออนาคตต่อไป

กฎข้อที่ 16.เทคโอเวอร์ ข่าวอันตราย

กฎข้อที่ 17.การส่งคำสั่งซื้อขายแต่ละครั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องให้เรียบร้อยก่อนเสมอ

กฎข้อที่ 18.บันทึกคำสั่งซื้อขายทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานต่อไป

กฎข้อที่ 19.จดจำและปฏิบัติตามกฎ ทั้ง 18 ข้อ

ที่มา Methode of Wall Street
Victor Sperandeo b-take.com

__________________________________________________________________________

คัมภีร์ “ไตรยุทธ์”
__________________________________________________________________________

1. เล็งแล้วซื้อ (เกิดขึ้น) – เลือกหุ้นยอดนิยม / หุ้น Lead / หุ้นติด Most Active
รอจังหวะราคาหุ้นถูกทุบลงมา แล้วเริ่มยืนได้ โดยสังเกตุราคาหุ้นไม่ทำ New Low และวันต่อมาทำจุดต่ำยกสูงขึ้น –
ราคาหุ้นทะลุเส้นแนวโน้มลง ระยะสั้น –กลาง [ ใช้เครื่องมือทางเทคนิคเคิล – กราฟราย 30 นาที รอจังหวะราคาหุ้นตกลงมาแรงๆ และเริ่มยืนได้ คือ ราคาไม่สร้างจุดต่ำใหม่ แต่แกว่งตัวออกด้านข้าง – กรอบ Bollinger Bands แคบลงเคลื่อนตัวแนวนอน – RSI อยู่ต่ำกว่า 40 (จังหวะนี้เฝ้าดูไว้ เริ่มน่าสนใจแล้ว) รอจนราคาเริ่มขยับขึ้น จน RSI
เคลื่อนตัวมาอยู่ที่ระดับ 40 – 50 (เท่าที่สังเกตุมา ราคาหุ้นจะทรงตัวอยู่ระดับนี้ก่อนทะยานขึ้น 1-3
วัน) ** ให้เข้าซื้อบริเวณนี้ แล้วอย่าลืมกำหนด จุด Stop Loss ไว้ด้วย (ความไม่แน่นอน คือความแน่นอน)


2. ถือแล้วรอ (ตั้งอยู่) - หลังจากเข้าซื้อแล้ว ก็อดทนรอ (ขันติ) หากราคาหุ้นยังทำ New High
ราคายืนเหนือเส้นเฉลี่ย 5 วัน 10 วัน 25 วัน และทำจุดต่ำยกสูงขึ้น ก็ถือต่อไป (Let Profit Run)
ช่วงนี้ให้สังเกตุนิสัยหุ้นว่ารอบนี้ว่ามันยืนอยู่เหนือเส้นเฉลี่ยเส้นไหน (5 วัน 10 วัน หรือ 25 วัน)

3. งาบแล้วชิ่ง (ดับไป) – เมื่อราคาหุ้นเริ่มอ่อนแรงไปต่อไม่ไหว ราคาหุ้นจะไม่ทำ New High
และแกว่งตัวออกด้านข้างจากเดิมกราฟแท่งเทียนที่ปรากฏแท่งเขียวมากกว่าแท่งแดง
จะเปลี่ยนเป็นแท่งแดงมากกว่าและแท่งแดงยาวกว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นเริ่มโค้งลงตัดเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว
สุดท้ายราคาหุ้นหลุดเส้นแนวโน้มขึ้น (สังเกตุได้จากเส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน 10 วัน 25 วัน) **
ถึงจังหวะนี้ ให้รีบขายทำกำไรได้แล้ว “ความโลภ ไม่เคยปรานีใคร” **



ที่มา กระทู้ของคุณ Mr_TredD จาก set50.com

_________________________________________________________________________


คัมภีร์มีดสั้นสท้านฟ้า ของ ท่านผู้เฒ่าลี้คิมฮวง

__________________________________________________________________________
ข้าพเจ้าในฐานะแขกผู้มาเยือน ก่อนจะสิ้นลมปราณขอถ่ายทอดกลยุทธมีดสั้นสะท้านฟ้าแด่ชาวยุทธทุกท่านเพื่อใช้ปกป้องตัวเองจากเหล่าจอมมารทั้งหลาย
อนึ่ง ..แม้คัมภร์จะดีเพียงใด แต่หากขาดการฝึกฝน ยากนักที่จะบรรลุเคล็ดวิชานี้ได้


คัมภีร์มีดสั้นสท้านฟ้า

1.เล่นตัวที่แข็งกว่าตลาดเท่านั้น ให้ลงอย่างเก่งแค่สามช่องแล้วยืนอยู่ได้ ซื้อ
2.ตัวที่กราฟยังเป็นขาขึ้น หุ้นมีเจ้ามือ เล่นได้
3.หุ้นฝรั่งตัวใหญ่ ไม่เอา เสี่ยงเกิน
4.โวลุ่มบางๆซื้อ หุ้นลากมาสูงแล้วบิดหนาผิดหูผิดตา กล้าๆโลภๆ ขายออก
5.หุ้นพวกวิ่งมาตลอดทุกวัน ถ้าลงจากยอด 5 ช่อง ขายทิ้งทันที
6.ตัวที่เคยนิ่ง แต่เปิดตลาดกระโดดพร้อมโวลุ่มให้ตาม ขายเมื่อพอใจ ระวังหุ้นจะลงมาปิดแก๊ปต่ำ
7.หุ้นปิดแก็ปแล้ว หรือไม่เปิดแก๊ปกระโดดและยืนแข็งบวกได้ ให้ซื้อ
(เช๊คแก๊ปย้อนหลังเมื่อวาน วันก่อนๆด้วย บางตัวอาจถือว่าปิดไปแล้ว)
8.หุ้นที่แรงมากๆพร้อมโวลุ่มและทำหางไว้สูง ให้รอหุ้นนิ่งก่อนค่อยซื้อ พวกนี้ดีมาก
9.งดหุ้นโวลุ่มมาผิดปรกติ แต่ราคาไม่ค่อยไปหรือไปไม่ไกล หุ้นพวกนี้เจ้าของขนมาขายเช่น tta เป็นต้น
10.ซื้อแล้ว ไม่ไป ขายทิ้ง งดซื้อเพิ่ม ซื้อสู้ทุกรายการ
11.ซื้อหุ้นพอใจแล้ว หรือกำไรแล้วกำลังจะขาย ถ้าเงินเหลือ ให้ดูหุ้นใหญ่ ptt scc advanc ให้ซื้อขวาครั้งละ 100-200 เพื่อทำดัชนีบวก ก่อนซื้อดูด้วยว่ามี bid หนากว่า offer หรือเปล่า ถ้าใช่ก็ซื้อขวาเลย ถ้าไม่ใช่รอก่อน และถ้าไม่อยากถือให้ขายทิ้งตามน้ำเมื่อ bid บางกว่า offer และราคายังอยู่ฝั่ง bid อยู่ แต่ถ้าราคาอยู่ฝั่ง offer อย่าเสือ..กขายสวนลงไปล่ะ
12.ดัชนีขึ้นสูง หุ้นที่ซื้อมี bid หนาและไม่ขึ้นตามดัชนี ทิ้งให้หมด
13.ณะตั้ง bid หลอกเพื่อเจตนาดันราคาหุ้น ห้ามชักออกหากยังขายของไม่หมด ให้วัดดวงไปเลย
14.หุ้นราคานิ่ง ที่มี offer หนาๆ bid บางราคายังไม่ขึ้น เจ้ามือกำลังเขย่าของ เอา offer บังไว้
15.ถ้าทุบแรงๆให้กลัวมากๆ ให้สังเกตดูก่อนว่า เป็นการทุบจากยอดดอยลงมาหรือเปล่า ถ้าใช่หยุดดูอย่างเดียวว่า จะไหลลงมาเทาไร กี่วัน
แต่ถ้าหุ้นยังไม่ขึ้น แต่มีทุบแรงๆบ้าง แต่ราคาร่วงไม่กี่ช่องแล้วมีแรงรับยืนได้ ให้ทยอยซื้อ การแย่งซื้อยกล๊อตหุ้นทีละมากๆ ขณะเจ้ายังเก็บไม่เสร็จ จะทำให้เจ้าเกิดน้ำโหได้
-------------------------------------------------------------------------

แต่สัณญาณฝรั่งกลับตลาดเอเชีย เงินบาทดีขึ้นให้เล่นหุ้นใหญ่ หุ้นพื้นฐานที่ฝรั่งเล่น งดเล่นสั้นแล้วถือยาวๆ
หุ้นเล็กที่เน่าๆหรือขึ้นมาแรงเกินไป ให้ทิ้ง

บทความของ ท่านผู้เฒ่าลี้คิมฮวง บอร์ด คุณ ฮั้วหยวนเจี่ย

__________________________________________________________________________

จะอ่านจะเขียนอย่างไร ก็ดูเหมือนว่า...มันง่ายไปหมด
แต่ในเวลาที่เล่นจริงมันไม่ได้เปนตามที่เราคิดเสมอไป

ในตลาดมีนักลงทุน3กลุ่มหลัก

นักลงทุนรายย่อย
(นักเล่นหุ้นทั่วไป)

นักลงทุนสถาบัน (บรรดากองทุน+พอท์ตโบรกเกอร์+พอท์ตบริษัทประกัน+พอท์ตธนาคารฯลฯ)

นักลงทุนต่างชาติ
กองทุนเพื่อการลงทุนต่างประเทศ เฮดฟันด์ ฯลฯ

และเคยมีคนเล่าอ้างกันมาตลอด ว่า...
คนเล่นหุ้น 10 คน จะมีคนเสียเงินเกี่ยวกับหุ้น13คน
คนเล่นหุ้น 10 คน จะมีคนได้เงินออกจากตลาดหุ้นเพียง 1 คน

คนเล่าอ้างว่า คนเล่น1คน แต่เสียเงิน12คนเพราะ
คนเล่น1คน เมื่อเล่นเสียจนเงินหมด ก็จะไปหยิบยืม ญาติ เพื่อน อื่นๆ
เพื่อเข้ามาเล่นหุ้นแก้ตัวใหม่


คนเล่นหุ้น 10 คน แต่ได้เงินออกจากตลาดคนเดียว


เจ้ามือ


เขียนโดย...ปรัชญา
__________________________________________________________________________

เขียนแบบไม่มีจุดหมายปลายทาง
เขียนแบบ ไม่มีเนื้อหาสาระ
เขียนแบบสบายๆ ไปเรื่อยๆ
__________________________________________________________________________


ยามที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น ภาวะกระทิง
เซียนหุ้นเต็มตลาด

เซียนหุ้นเต็มเวปบอร์ด

ทั้งกะ ทั้งเก็ง ทั้งเล็ง เป้าหมายแบบสมใจนึก
กระฉับ กระเฉง กระชุ่ม กระชวย


ยามที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง ภาวะหมี
บรรดาเซียนหุ้นก็จะออกจากตลาด

เซียนขาดตลาด

ตลาดก็จะเงียบเหงา หาข่าวหาตัวเล่นลำบาก
คนที่เคยชวนกันเล่น ก็ตัดช่องน้อยแต่พอตัว
กลับไปใช้เงินที่ทำไว้ได้ ปล่อยนักพนันเฝ้ากระดาน

อ้าวเราก็เป็นนักพนันซิ เฝ้ากระดาน เหอ เหอ

_________________________________________________________________________

คนเรานี้...คิดไปก็น่าขำ

อยากลืม กลับ จำ

อยากจำ กลับ ลืม




 

Create Date : 16 กันยายน 2548   
Last Update : 17 ธันวาคม 2548 21:07:49 น.  


ช่วง...นาทีทอง

ช่วง...นาทีทอง

_____________________________________________________________

***สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามทำการคัดลอกดัดแปลงแก้ไขโดยไม่ได้อ้างอิงหรือขออนุญาตล่วงหน้า***
_____________________________________________________________



__________________________________________________

ช่วง...นาทีทอง

_____________________________เขียนโดย ปรัชญา TVI ____



เชื่อว่าคำ คำนี้ต้องมีคนรู้จักทุกคนก็ว่าได้
ความหมายก็คงไม่มีอะไรซับซ้อน
หลายคนก็บอกว่า...ซื้อได้หุ้นราคาถูก แบบสุดๆ
หลายคนก็บอกว่า...ขายได้ราคาูสูุงสุดๆ
หลายคนก็ว่ารอดตาย ได้ชนิดเสี้ยวยาแดงผ่า8 ผ่า9 เลยเชียว
เซียนกราฟ เซียนเทคนิคเคิล ตลอดจนนักเฝ้ากระดาน
เฝ้าเรียลทาม จะได้พบบ่อยๆ
จังหว่ะดีดี ที่หลายคนที่ตกใจ เทหุ้นทิ้ง
จังหว่ะดีดี ที่หลายคนใจถึง ช้อนหุ้นไว้
สารพัดข่าวดี ที่ทำให้หุ้นขึ้นได้ ในจังหว่ะที่เหมาะสม
สารพัดข่าวร้าย ที่ทำให้หุ้นตกได้ แบบสีแดงท่วมกระดาน
บางคน บางครั้ง ก็ชอบเป็นชาวไล่ ไล่เคาะขวา
บางคน บางครั้ง ก็ชอบเป็นชาวสวน สวนรับหุ้นที่ตกลงแบบน้ำตก
ทุกคนมีนาทีทอง ผ่านมา
แต่บางคนก็มองเห็น ฉวยโอกาสในวิกฤต
แต่บางคนก็มองเห็น วิกฤตเป็นโอกาส
โดยเฉพาะช่วงเวลา คลอมาร์เก็ตช่วงเปิดตลาดเช้า เปิดตลาดบ่าย
โดยเฉพาะช่วงเวลา คลอมาร์เก็ตช่วงปิดตลาดช่วงเที่ยง ปิดตลาดเย็น
เชื่อว่า...หลายคนก็สามารถไขว่คว้าหาโอกาสเก็บและทิ้ง
ได้ตลอดด้วยความชำนาญ หากท่านผู้อ่านมีประสพการณ์ก็ช่วยเล่าให้นักลงทุนเล่นหุ้นทุกคนได้อ่าน
แบบแชร์ความคิด ไอเดีย และประสพการณ์ด้วยครับ ขอขอบคุณ



ตลาดหุ้น มันก็ออกอาการแบบไม่มีเหตุผลบ่อยๆ
หุ้นขึ้นแบบไม่มีเหตุผล (อันนี้คงมีน้อยกว่า)
หุ้นลงแบบไม่มีเหตุผล (อันนี้คงมีบ่อยกว่า)

หุ้นขึ้นแบบไม่มีเหตุผล(บางตัว)
นักเล่นหุ้นที่ชำนาญในการสังเกตุอาการ
เมื่อเห็นหุ้นขึ้นแบบไม่สมเหตุผล
ก็คิดกันไปว่า..อีกไม่นานต้องมีข่าวดีกำลังจะมา มีอินด์ไซด์
เจ้ามือกำลังเก็บของ เจ้ามือกำลังลาก(ขึ้นไปเชือด)

หุ้นลงแบบไม่มีเหตุผล(บางตัว)
นักเล่นหุ้นที่ชำนาญในการสังเกตุอาการ
เมื่อเห็นหุ้นลงแบบไม่สมเหตุสมผล
ก็คิดกันไปว่า..ข่าวร้ายกำลังจะมา มีอินด์ไซด์
เจ้ามือทิ้งหุ้น กำลังจะเลิกเล่น ทุบทิ้ง(หนีตาย)
หรือรายใหญ่กำลังทุบเอาของ

ลีลาการกวาด การเก็บ การทุบก็คงไม่พ้นสายตาของบรรดานักเล่นหุ้นไปได้

เมื่อมีฝ่ายขาย ก็ต้องมีฝ่ายซื้อ

แล้วคุณจะเลือกฝ่ายไหน




__________________________________________________

วิธีหาหุ้น
__________________________________________________


เมื่อเริ่มต้นเข้าเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร และ ถือลงทุน
สมัยนั้นกับสมัยนี้วิธีการก็คงไม่มี อะไร ซับซ้อนมากนัก
อาจจะเปลี่ยนจากนักลงทุนหน้าใหม่ที่หาแต่หุ้นอย่างเดียว
กลายมาเป็นคนหน้าเก่า หน้าเดิม
แต่กลับกลายมาเป็นผู้รับและเป็นผู้แจกหุ้น
ไปโดยไม่ได้เฉลียวใจ

เมื่อก่อน เช้าขึ้นมา
หลังจากจัดการเรื่องส่วนตัวเรียบร้อย
ก็จะขับรถกระบะคันเก่า ไปห้องค้า
ไม่ต้องเตรียมอะไรไปมากนัก มีเพียงสมุดเช็ค
เงินติดกระเป๋านิดหน่อย เข้าห้องค้า หลังจากทักทาย
กับ ผอ.มาร์และเพื่อนนักเล่นหุ้น
ผมก็ได้รับแจกหุ้นมาเกือบ10ตัวแล้ว
ยังไม่รวมเปเปอร์จากมาร์ที่ได้รับแฟ็กซ์จากสำนักงานใหญ่
ที่จะบอกกรอบราคา แนวรับ แนวต้าน หุ้นที่วิเคราะห์เจาะแจะมา

ผอ.จะบอกเฮียช่วงนี้ ลงทุนหุ้นกลุ่มนี้นะ

มาร์ เฮียข่าวแว่วมาว่า...วันนี้เขาจะไล่.......ตัวนี้

เพื่อน เล่นหุ้น (ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรมันถึงจะเหมาะ)
เฮ้ยไอ้นั่นเมื่อวานนี้ถูกทุบละเอียดเลย
ลงไปกองแน่นิ่งนับ5นับ10
วันนี้ต้องดูอาการมันจะฮึดสู้หรือเปล่า

.............................................
เมื่อส่งเสียงเอะอะโวยวายจนได้ที่ เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก
ก็เดินเข้าหาเป้าหมาย

แค่คอมเครื่องเก่าๆ ที่ตั้งบริการลูกค้า
เปิดดูกราฟตัวหุ้นที่น่าสนใจ
ไม่ได้เก่งกราฟอะไรหรอก ก็เล่นหุ้นแบบงูๆปลาๆ
ดูบิด ดูออฟเฟ่อร์ ดูเจ้าแท่งแดง แท่งเขียว นับดูมันแดงหรือเขียวกี่ท่อนแล้ว ดูเจ้าเส้น 25 วัน จนถึงเส้น200วัน
หลังจากดูกราฟเสร็จ

ก็ต้องตรวจสภาพความพร้อม
คว้าหนังสือพิมพ์หุ้น มาอ่านข่าวบริษัทจดทะเบียน
อ่านข่าวซุบซิบ แบบว่า...เรืยกความเชื่อมั่น

สมัยนี้สบายครับ
คว้าโน๊ตบุ๊คตัวเดียว หาหุ้นได้จากบทวิเคราะห์ของโบรกฯ
ทางออนไลท์
ดูข่าว ผู้บริหารซื้อ-ขายหุ้น
http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin/daily59.php

ดูข่าวบริษัทจดทะเบียนรายงานตลาดเป็นความเคลื่อนไหว
http://www.set.or.th/set/todaynews.do?language=th&country=TH

ทางเวปบอร์ดหุ้น
เวปพันทับ ห้องสินธร ต้องแวะเป็นเป้าหมายแรก
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/

เวปไทยแวลู่อินเวทเตอร์ ห้องกระทู้ ต้องแวะเป้นอันดับต่อไป...

http://www.thaivi.com/webboard/

แล้วอ่านความคิดเห็นจากนักลงทุนรุ่นเดอะจากเวป


http://www.setontherock.com/

คนใกล้กันแต่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน เจอแต่ตัวหนังสือกัน

พยายามรวบรวมทุกความเห็นมายำใหม่
เอามากรองสถานการณ์

ว่า...มันน่า มันน่า มันน่า...จะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้

พัฒนาการเล่นหุ้นก็เปลี่ยนไป หลังจากเป็นคนเก็บข้อมูลหุ้นจากคนอื่น โดยได้รับแจกมาทุกวัน

หันมาหาวิธีการจัดการกับชีวิตซะใหม่ดีมั้ง
ต้องหันมา หาหุ้นเอง เลี้ยงหุ้นเอง และแจกหุ้นเองบ้างแล้วแต่จะผสมผสานไปกับการเทรดหุ้น

__________________________________________________

เป็นชนชาวเกาะ
__________________________________________________




เกาะตามกระแสการดันราคา
เกาะข่าว
เกาะเจ้ามือ
สมัยก่อนเกาะเจ้ามือ ชื่อเสี่ยสอง พอลือว่าเสี่ยเข้าตัวไหนก็ต้องเข้าไปช่วยเสี่ยไล่เคาะขวา
หากเห็นท่ามึนแบบมันลุกขึ้นไม่ไหว เราก็ช่วยเสี่ยทิ้งซ้าย
ให้รู้แล้ว รู้แรดไป
แล้ววันเวลา ก็สอนให้เรารู้ว่า...
เกาะแบบเหาฉลาม เก็บกินแค่พออิ่ม
อย่าโลภเกินความรู้(แบบเฮียคลายเครียดสอน)

ช่วงที่ฝาหรั่ง หมุนเงินเข้ามาเก็งกำไร ในตลาดหุ้นไทย
เราก็วิ่งตามหุ้นฝาหรั่งไป

หุ้นที่ฝรั่งชอบ พวกนักวิเคราะห์เขาเรียกว่า... Bluechip
ก็เรียกแบบภาษาคอหุ้นว่าหุ้นดันเซ็ท (หุ้นคำนวนดัชนีตลาดหลักทรัพย์)
มีตัวอะไรบ้างก็คงรู้ๆกัน

ฝาหรั่งมันมากี่รอบก็สไตล์เดิมๆ
เพียงแต่เปลี่ยนกลุ่มอุตสาหกรรม เข้าเก็บสะสมหุ้น
รอบปี48-49 คงหนีไม่พ้น กลุ่มพลังงาน
เมื่อเป็นอย่างที่คาดการ
ในพอท์ต จึงต้องมีหุ้นในกลุ่มนี้ ถือไว้เพื่อรอโอกาส

พูดแบบเข้าใจง่ายๆแบบชาวบ้าน

เก็บไว้รอขาย
__________________________________________________



ออกอาการ
__________________________________________________



การที่หุ้นจะขึ้นจะลง ไปตามทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
ก็จะมีอาการให้เห็น อย่างคนที่เก่งกราฟก็จะมองเส้นกราฟ
ว่าส่ออาการไปทางไหน มีเงินใหม่เข้ามาไล่เส้นกราฟ
มีเกณฑ์การตัดสินใจ

บางคนก็ดูวอลุ่ม
ดูการกระตุก
ดูทิศทางแนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรม

คนหลายคนจับทิศทาง จับจังหวะเข้าลงทุน
เลือกหุ้นได้เหมาะสม ก็ได้โอกาสที่ดี ทั้งเล่นยาวหรือเล่นสั้น
ตามความมั่นใจ


__________________________________________________

เปลี่ยนม้าขี่
__________________________________________________


การที่เราซื้อหุ้นได้ราคาที่เหมาะสม ถือหุ้นตัวนั้นได้สักระยะหนึ่ง
อาจจะ1นาที 1ชั่วโมง 1วัน หรือ1เดือน แล้วแต่โอกาส
ก็ตามแน่การลงทุนของแต่ละคน
เมื่อเราดูส่วนองค์ประกอบของตัวหุ้น ว่าขึ้นมามากท่าจะไปไม่ไหวแล้ว
ดูมูลค่าหุ้น ดูผลตอบแทน ดูกำไรต่อหุ้นของผลประกอบการ อื่นๆ
คิดว่าจะไปก็คงได้อีกไม่มาก เราก็ต้องหาวิธี ทำเงินให้งอกเงย

แบบเงินต่อเงิน

โดยการขายหุ้นตัวเดิม เพื่อไปซื้อหุ้นตัวใหม่
หลายคนเรียก เปลี่ยนม้าขี่ เพราะม้าตัวเดิมที่จะล้าหมดแรง
คงวิ่งได้ไม่ไกลก็คงต้องหยุดพัก ราคามันคงไม่ไปไหนแล้ว
แล้วหันไปมองหุ้นตัวอื่นของกระดาน หุ้นตัวไหนที่ผลการดำเนินงานดี
มีองค์ประกอบดีเยี่ยม เงินเราก็มีจำกัดในการลงทุน ย่อมต้องขายตัวเก่า
เข้าซื้อตัวใหม่ ในขณะตลาดเป็นขาขึ้น (ไม่ใช่ขาขึ้นก่ายหน้าผากนะ555)

และในเวลาที่ตรงกันข้าม ในสภาวะตลาดขาลง
เราติดหุ้นตัวหนึ่ง หุ้นเจ้ากรรมมันผลประกอบการก็ไม่โต
ท่าทางผู้บริหารก็ไม่สนใจราคาหุ้น แบบไปเรื่อยๆเหนื่อยก็นอน
ดูแล้วราคามันจะไปทางไหน กับเขาซะที
เวลาตลาดดี หุ้นตัวอื่นวิ่งกันไปทั่วกระดาน
แต่หุ้นที่เราถืออยู่มันยังทำเฉย
เหมือนโดนแช่แข็งซะงั้น
พอตลาดแดง หุ้นชาวบ้านเขาลง เจ้าตัวนี้ก็ขี้อ้อนลงไปกับเขาด้วย

เหมือนที่ว่า...หุ้นคนอื่นขึ้นหุ้นตัวเราถือทำเฉย
หุ้นคนอื่นลง หุ้นที่เราถือมันก็กระโดดลงกับเขาด้วย
พูดแล้วเหนื่อย เห็นแล้วก็ยิ่งเหนื่อยเลยเชียวล่ะ

ก็คงต้องถึงเวลา เปลี่ยนมาขี่
ขายหุ้นเจ้าเวรนายกรรมทิ้งซะ
เพื่อโยกไปหาตัวใหม่ เพื่อรอเวลาตลาดเด้ง
หุ้นที่ซื้อใหม่ก็จะได้เด้งพอให้ได้ทุนคืนซักหน่อย



________________________________________________________

หลักการลงทุน
________________________________________________________

หากไม่มีการเตรียมพร้อม เพื่อการลงทุนก็ดูจะเสี่ยงมากไปหน่อย
เงินนะครับ ไม่ใช่กระดาษ (เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฏหมาย)

เล่นได้มากว่าเสีย _____ รวย

เล่นเสียมากกว่าได้ ___ จน

เล่นหุ้นต้องมีหลักการ



***หลักการลงทุน***

การนำเงินมาเพื่อลงทุน ซื้อ-ขายหุ้น
ควรนำเงินเก็บที่สะสมมา จัดสรรปันส่วนเพื่อความไม่ประมาท
เก็บเงินส่วนหนึ่งสำหรับ ไว้ใช้ในการครองชีพ
เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ เป็นเงินฝากธนาคารเพื่อรอรับดอกเบี้ย
เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ ยามจำเป็นและส่งเบี้ยประกันชีวิต

และนำเงินส่วนที่เหลือมาฝึกเรียนรู้ วิธีทำเงินให้งอกเงย
นำเงินที่คิดว่าเสี่ยงได้ มาลงทุนในหุ้น

หากเกิดการผิดพลาด ซื้อไม่ถูกจังหว่ะและโอกาส
หุ้นปรับตัวลง จะได้ไม่เครียด

อายุของผู้ลงทุนแต่ละท่าน
สถานภาพทางครอบครัว+สังคม
กฏเกณฑ์ เงื่อนไขจึงแตกต่างกัน

คนอายุน้อย หากลงทุนซื้อ-ขายหุ้น
ผิดพลาด ย่อมมีเวลา เรียนรู้ ปรับปรุงแก้ไข
เพื่อการเริ่มต้นใหม่
พูดกันแบบเข้าใจง่ายๆ คืมีเวลามาเล่นแก้ตัวรอบใหม่


คนอายุมาก หากลงทุนซื้อ-ขายหุ้น
ผิดพลาด จะเหลือเวลาน้อยในการเรียนรู้ปรับปรุงแก้ไข
มีเวลาจำกัด จึงควรเลี่ยง ปัจจัยความเสี่ยงเพราะรับได้น้อยกว่า
วัยที่มีก็ใกล้จะหมดไป แก้ไขลำบาก
ควรคิดคำนวนคาดการ จัดความสมดุลย์ของตัวเอง

-----------------------------------------------------------

คนส่วนใหญ่ ตอนซื้อหุ้น
ทุกคนก็หวังว่าจะได้ดีมีกำไร
คิดว่าจะได้กำไรเท่านี้เท่านั้นเสมอ

แต่ในทางกลับกัน เมื่อซื้อหุ้นแล้ว หุ้นไม่ขึ้นแถมลงซะอีก
ที่เคยคาดหวัง ก็มาผิดหวัง

เกิดอาการกินไม่ได้ นอนไม่หลับ
หงุดหงิด ความเครียด เสียสุขภาพจิต

จะเกิดอาการท้อแท้ หมดหวัง รับไม่ได้

หาแพะรับบาป

โทษไปสารพัด ตั้งแต่คนแนะนำ
โทษนักวิเคราะห์
มาร์เก็ตติ้ง เพื่อน+ญาติสนิทมิตรสหาย
กองทุน
ฝรั่งกองทุนต่างชาติ
สุดท้ายโทษตัวเอง KUไม่น่าเลย

ปัญหาต่างๆก็จะตามมา

คนส่วนใหญ่อีกนั่นแหล่ะ
ตอนซื้อหุ้นได้จังหว่ะเวลาตามโอกาส
แล้วขายได้กำไร ก็จะคุยอวดเสียงดังฟังชัด
อวดทุกคนที่ได้คุยกันและรู้จักกัน
เป็นคนร่าเริง สนุกสนาน กินเที่ยวแบบไม่บันยะบันยัง
ยามที่ตลาดหุ้นแสนดี
ใช้ชีวิตเปลี่ยนไป หลงระเริงกับความสุขชั่วครั้งคราว
เปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับก่อนที่จะมาเล่นหุ้น

แต่หากว่าซื้อหุ้น แล้วไม่ถูกจังหว่ะเวลา
ซื้อแล้วหุ้นมันลง
ก็จะปลอบใจตัวเอง ไม่เป็นไรเดี๋ยวมันก็กลับไปที่เก่า
แล้วค่อยขายเอาทุนคืน
แต่...พอหุ้นลงไปอีก
ก็ปลอบใจตัวเองอีกต่อไป
ไม่ขายยังไม่ขาดทุน
แต่พอหุ้นลงไปอีก ก็บอกกับตัวเองว่าซื้อหุ้นเพื่อการลงทุน
เป็นวิธีออมอีกรูปแบบหนึ่ง ว่าเข้าไปนั่น

----------------------------------------------------------
หุ้นตอนเป็นขาขึ้น ก็จะมีข่าวดีดี สารพัดที่นำมาเสนอ จำหน่ายจ่ายแจกมากมาย

หุ้นตอนเป็นขาลง ก็จะมีข่าวร้าย ทะยอยจำหน่ายจ่ายแจก
โหมกระหน่ำ ให้กลุ้มใจไปด้วยกัน แบบมีอารมณ์ร่วม

------------------------------------------------------------
วิธีคิด วิธีจัดการ วิธีบริหารเงิน
ของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน หรือลอกกันไม่ได้
เพียงเก้บเอาแนวคิดการจัดการมาปรับให้เหมาะสมกับตัวเอง
ไม่มีสูตรสำเร็จ ที่เที่ยงแท้แน่นอน

ความรู้
โอกาส
จังหว่ะ
ดวงชะตา+วาสนา
ของแต่ละคนไม่เท่ากัน
ควรประเมินสถานะการณ์ ความรู้
ความสามารถของตัวเองเพื่อความไม่ประมาท




เรื่องตลาดหุ้นยามวิญญาณการเก็งกำไรเข้าสิง
มันก็ดูกระชุ่มกระชวย มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยความหวัง
แจกจ่ายความหวังดี บอกเจ้านั่นจะไปถึงนี่บอกเจ้านี่จะวิ่งไปที่นั่น
บอกคนรู้จักรอบข้างที่พูดคุยด้วยว่าให้ซื้อ

แต่หลังจากนั้นหุ้นมันลง ตัวเองกลับขายและไม่ยอมบอกใครให้มาแย่งขาย

เมื่อหุ้นลง10%ก็ขายทิ้งอย่างไม่เหลือเยื่อใย

ปล่อยให้คนรอบข้างเป็นไอ้ห้อยไอ้โหน ปลูกบ้านอยู่บนดอย
หลังจากที่ติดหุ้นกันอยู่นาน อาการก็เริ่มออก

เจอหน้ากันก็จะเล่าว่า ติดหุ้นนั่นราคาเท่านี้ ติดหุ้นนี้ราคาเท่านั้น
จะทำยังไงดี

ปากก็ปลอบใจกันไปเงินเย็น ไม่ขายไม่ขาดทุน

฿฿฿ แต่ตัวเองก็บ่นในใจว่า...
ไอ้ที่เน่าในพอท์ตตรู คัดไม่ทัน
ลำพังตัวกรูเองก็กลุ้มใจพอแรงอยู่แล้ว
ยังต้องไปกลุ้มกับพอท์ตของมรึง อีก ...




 

Create Date : 16 กันยายน 2548   
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2548 22:31:22 น.  


P_ปรัชญา
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember


หยิ่ง
กับตัวเองบ้าง
ในบางครั้ง

เบื่อ
ชีวิตความผิดหวัง
ในบางหน

เกลียด
ความไม่จริงใจ
ในบางคน

ยอมทน
คนหยามเหยียดได้
ในบางที


[Add P_ปรัชญา's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com