- อัจฉริยะหลายคนในศตวรรษที่ 19 ถึง 20 มักมีชื่อเสียงอื้อฉาวเรื่องเพศ เช่น Richard Feynman, Albert Einstein และ Bertrand Russell ทั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสถิติ มีสมมติฐานหนึ่งที่ว่า อัจฉริยะมีส่วนสัมพันธ์กับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย ความก้าวร้าว และการชอบเสี่ยงภัย)
- ในปี 1981 Shockley (คนเดียวกับอีตาข้างบน) และนัก eugenicist (นักชาติพันธุ์วิทยา พวกที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถจัดลำดับความสามารถได้จากพันธุกรรม-หาคำแปลไทยไม่ถูก, จขบ.) นามว่า Robert Klark Graham ร่วมกันก่อตั้งสถาบันเก็บเชื้อพันธุ์อัจฉริยะในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เป้าประสงค์หนึ่งคือการขายอสุจิของบุรุษที่ได้รับรางวัลโนเบลและบุรุษผู้ที่มีไอคิวสูงอีกเป็นจำนวนมาก
- Graham ตายในปี 1997 และสถาบันสติเฟื่องข้างบนนั้นก็ปิดลงในอีกสองปีถัดมา
- การศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอพบว่า คนที่มีไอคิวปกติหรือแม้กระทั่งต่ำกว่าปกติมักมีความสามารถการบริหารหรือออมเงินได้ดีกว่าคนที่มีไอคิวสูง ตัวอย่างเชิงประจักษ์หนึ่งคือ Albert Einstein ผู้ผลาญเงินที่ได้จากรางวัลโนเบลไปเกือบหมดสิ้นโดยแทบไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆกลับมาจากการลงทุน
- กุมารแพทย์ชาวออสเตรเลีย Hans Asperger เป็นผู้ค้นพบโรคAsperger's syndrome ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของออทิสติกที่มีความสนใจและความสามารถเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ คุณหมอเชื่ออย่างฝังใจว่าโรคดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และสรุปออกมาว่า "ภาวะออทิสติกมีความจำเป็นสำหรับการประสบความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์หรือศิลปะใดๆ"
- เหนือไปกว่าเจ้าลิงชิมป์ไม่ทราบชื่อตัวข้างต้น เจ้านกแก้วสีเทาชื่อ Alex ซึ่งตายไปเมื่อปีที่แล้ว ถูกบันทึกว่าเป็นนกที่ฉลาดที่สุดในโลก มันสามารถจดจำวัตถุได้ถึง 50 อย่าง ซึ่งมีสีและรูปร่างแตกต่างกันเจ็ดรูปแบบ อย่างละ 6 ชิ้นขึ้นไป (50 x 7 x 7 x 6)
Originally Inspired by 10 Fascinating Cases of Mind Control. Accessed September 20, 2009 at http://listverse.com/2009/07/29/10-fascinating-cases-of-mind-control.
References
Morrison WL. Pseudacteon spp. (Diptera: Phoridae). Biological Control: A Guide to Natural Enemies in North America. Accessed September 20, 2009 at http://www.nysaes.cornell.edu/ent/biocontrol/parasitoids/pseudacteon.html.
Berdoy M, Webster JP, Macdonald DW. Fatal attraction in rats infected with Toxoplasma gondii. 2000. Proc Biol Sci. 267(1452):1591-4.
Shaw JC, Korzan WJ, Carpenter RE, Kuris AM, Lafferty KD, Summers CH, Øverli Ø. Parasite manipulation of brain monoamines in California killifish (Fundulus parvipinnis) by the trematode Euhaplorchis californiensis. 2009. Proc Biol Sci. 276(1659):1137-46.
Libersat F. Wasp uses venom cocktail to manipulate the behavior of its cockroach prey. 2003. J Comp Physiol A Neuroethol Sens Neural Behav Physiol. 189(7):497-508. Epub 2003 Jun 27.
Gal R, Libersat F. A Parasitoid Wasp Manipulates the Drive for Walkingof Its Cockroach Prey. 2008. Current Biology. 18:877-882.
Rosenberg LA, Glusman JG, Libersat F. Octopamine partially restores walking in hypokinetic cockroaches stung by the parasitoid wasp Ampulex compressa. 2007. J. Exp. Biol. 210(24): 4411 - 4417.
Biron D.G. et al. Behavioural manipulation in a grasshopper harbouring hairworm: a proteomics approach. 2005. Proceedings of Royal Society of London B 272: 2117-2126.
Eberhard GW. Under the influence: webs and building behavior of Plesiometa argyra (Aranea, Tetragnathidae) when parasitized by Humenoepimecis Argyraphaga. 2001. The Journal of Arachnology 29:354366.
ปัทมา พิทยขจรวุฒิ. สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ คุณค่าจากทรัพยากรชีวภาพของไทย (Online), Accessed September 20, 2009 at http://www.vcharkarn.com/varticle/37351.
Pontoppidan M, Himaman W, Hywel-Jones LN, Boomsma JJ, Hughes PD. Graveyards on the Move: The Spatio-Temporal Distribution of Dead Ophiocordyceps-Infected Ants. 2009. PLoS ONE. 4(3): e4835.
Grosman AH, Janssen A, de Brito EF, Cordeiro EG, Colares F, et al. Parasitoid Increases Survival of Its Pupae by Inducing Hosts to Fight Predators. 2008. PLoS ONE 3(6): e2276.
Dicrocoelium dendriticum (Online), Accessed September 20, 2009 at http://parasitology.informatik.uni-wuerzburg.de/login/n/h/0381.html
Parasitic Crustaceans (Online), Accessed September 20, 2009 at http://www.cbu.edu/~seisen/ParasiticCrustaceans.htm.
DeLaCruz, D. 2003. "Leucochloridium paradoxum" (On-line), Animal Diversity Web. Accessed September 20, 2009 at http://animaldiversity.ummz.umich.edu/site/accounts/information/Leucochloridium_paradoxum.html.
Distome (Leucochloridium paradoxum) (Online), Accessed September 20, 2009 at http://www.weichtiere.at/Mollusks/Schnecken/parasitismus/leucochloridium.html.
5.E และ X สามารถคลื่อนไปแทนที่ O ได้ โดยดันให้ O ไปอยู่ที่ว่างถัดจากตำแหน่งเกิม นอกจากนี้ E ยังแทนที่ X ได้ในลักษณะเดียวกัน
6.E และ X สามารถสลับที่กับ O ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง E และ X สามารถเคลื่อนที่ผ่าน O ได้
7.เฉพาะ O เท่านั้นที่สามารถผ่านสายของ X ไปยังตำแหน่งที่ว่างทางด้านหลังได้ กฎข้อนี้เป็นการจำลองการที่ผนังเซลล์อนุญาตให้สารบางประเภทเท่านั้นผ่านไปได้ (semi permeability)
8.X ที่ต่อกันเป็นสายไม่สามารถเคลื่อนที่ได้
การทดลองของวาเรลากำหนดให้โมเลกุลต่างเคลื่อนที่ไปมาแบบสุ่มโดยเริ่มต้นจาก O จำนวนมากที่รอบล้อมด้วยหนึ่งโมเลกุลของ E สิ่งที่น่าสนใจจากการทดลองซ้ำๆกันหลายครั้งคือ ผนังเซลล์สามารถคงตัวอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพ ผนังบางส่วนอาจถูกย่อยสลายตามกฎข้อที่สาม พร้อมกับมีผนังใหม่ผุดบังเกิดขึ้นมาทดแทนกันตลอดเวลา
(8) The central dogma of molecular biology deals with the detailed residue-by-residue transfer of sequential information. It states that information cannot be transferred back from protein to either protein or nucleic acid. Francis Crick, 1958
ตระกูล Orthomyxoviridae แบ่งเป็น 2 จีนัสโดยจีนัสแรกประกอบด้วย Influenza type A, B ส่วนจีนัสที่สองคือ Influenza type C
1. Influenza type A ก่อให้เกิดการติดเชื้อในคน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ปีก โรคไข้หวัดใหญ่ที่พบในคนเกิดจาก type A ประมาณร้อยละ 80 นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของการระบาดใหญ่ทั่วโลกด้วย นอกจากนี้ Influenza type A ยังมีการกลายพันธุ์ เปลี่ยนแปลงแอนติเจนบนเปลือกหุ้ม ก่อให้เกิดสายพันธุ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ
2. Influenza type B เป็นสาเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่ที่พบรองลงมาจาก type A แต่ก่อการติดเชื้อเฉพาะในคนเท่านั้นครับ มักพบในเด็กและคนแก่ Influenza type B มีการเปลี่ยนแปลงแอนติเจนบนเปลือกหุ้มน้อยกว่าสายพันธุ์ A จึงไม่ก่อการระบาดครั้งรุนแรง
3. Influenza type C พบว่ามีรายงานการติดเชื้อในคนและหมู แต่ไม่ค่อยมีความสำคัญ ผู้ติดเชื้อมักไม่แสดงอาการ หรือแสดงอาการอย่างอ่อน คุณสมบัติของไวรัสชนิดนี้แตกต่างไปจาก type A และ B มากจึงจัดเป็นคนละจีนัส (มี genome จำนวน 7 ท่อนน้อยกว่า type A ละ B ซี่งมี 8 ท่อน มี hemagglutinin บน envelope เพียงชนิดเดียว และมี acetyl esterase ทำหน้าที่คล้าย nuraminidase )
ดังนั้นต่อจากนี้ไปเราจะโฟกัสที่เฉพาะเจ้า type A นี้เท่านั้นนะครับ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดที่พบการระบาดมากที่สุดคือ Influenza type A จึงมีการแบ่ง subtype ย่อยตามชนิดของแอนติเจนบนเปลือกหุ้ม (H subtype 1-15, N subtype 1-9) และมีระบบการเรียกชื่อที่เฉพาะเจาะจงคือ type/สถานที่ที่แยกเชื้อได้/ลำดับที่แยกเชื้อได้/ปีที่แยกเชื้อได้ (ระบุแอนติเจน)
แน่นอนว่าตามข่าวสำนักข่าวไทยก็ได้ หนังสือพิมพ์ต่างๆก็คอย update อยู่เนืองๆ ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดมาจาก 2 แหล่งด้วยกันคือศูนย์ควบคุมโรค (Centers for Disease Control and Prevention CDC) และองค์การอนามัยโลก (World health organization-WHO) ซึ่งจะรายงานสถานการณ์ปัจจุบันแบบวันต่อวันครับ
Update ข้อมูลล่าสุดจาก BBC ซึ่งนำข้อมูลจาก CDC และ WHO อีกที สีแดงคือติดเชื้อ สีดำคือตายสนิท
Civilization type I คืออารยธรรมที่สามารถใช้พลังงานเทียบเคียงได้กับพลังงานทั้งหมดจากดาวฤกษ์ที่ตกกระทบมายังดาวเคราะห์สามารถควบคุมสภาพอากาศของดาวเคราะห์ และเดินทางระหว่างดวงดาวได้ กำลังการผลิตอยู่ที่ 1016 watt
Civilization type II คืออารยธรรมที่สามารถใช้พลังงานเทียบเคียงได้กับพลังงานทั้งหมดจากดาวฤกษ์ได้โดยมีการสูญเสียพลังงานน้อยที่สุด สามารถตั้งอาณานิคมบนดาวเคราะห์อื่น สร้างนิคมจำลอง และกระทั่งเผาไหม้ดวงดาวให้เป็นเชื้อเพลิงได้ กำลังการผลิตอยู่ที่ 1026 watt
Civilization type III คืออารยธรรมที่สามารถแผ่ขยายไปทั่วจักรวาล ใช้พลังงานเทียบเคียงได้กับพลังงานจากดาวฤกษ์ทั้งหมดกว่าสิบล้านดวงในกาแล็กซี่ และมีการเดินทางที่หลุดโพ้นข้อจำกัดของความเร็วแสง (Wormhole) กำลังการผลิตอยู่ที่ 1036 watt
ตามที่กล่าวไป Civilization type I สามารถผลิตและใช้พลังงานได้เทียบเท่ากับพลังงานทั้งหมดจากดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบผิวโลก ด้วยพลังงานระดับนั้น เราสามารถควบคุมสภาพอากาศ เพิ่มกำลังการผลิตอาหารและทรัพยากรที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และออกเดินทางสู่อวกาศเพื่อบุกเบิกอาณานิคมใหม่
คำถามคือ ปัจจุบันเราอยู่ในระดับไหน
คำตอบคือเรายังไม่ไปถึง type I เลย เนื่องจากเรายังใช้พลังงานจากน้ำมัน ถ่านหิน ซึ่งเป็นซากดึกดำบรรพ์ของต้นไม้---ผู้ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์โดยตรง ดังนั้นพลังงานที่สูญเสียไประหว่างทางทำให้เราก้าวไปได้ไม่ถึง Civilization type I
ถ้าอย่างนั้นเราจะจัดเป็น type อะไร? นักเขียนเกี่ยวกับดาราศาสตร์ Carl Sagan ได้แบ่ง Kardashev scale ย่อยลงไปอีกเป็นระดับทศนิยม แต่ละหน่วยทศนิยมมีระดับการใช้พลังงานต่างกันสิบเท่า ตามมาตราดังกล่าว เราชาวโลกจะอยู่ใน Civilization type 0.7 ใช้พลังงานได้น้อยกว่า Civilization type I ประมาณหนึ่งพันเท่า
นักวิทยาศาสตร์ได้เสนอหนทางที่เราจะก้าวไปถึง Civilization type I ได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์สมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย http://www.nst.or.th)
สำหรับ Civilization type II ได้ก้าวเหนือ Civilization type I ไปอีกขั้นหนึ่ง เมื่ออารยธรรมดังกล่าวสามารถใช้ประโยชน์จากดาวฤกษ์ได้อย่างสูงสุด และสามารถสร้างอาณานิคมนอกดาวเคราะห์ในระยะใกล้ๆได้ อย่างน้อยในขอบเขตของระบบสุริยะ
นักฟิสิกส์ Freeman Dyson ได้เสนอ megastructure ที่จะกักเก็บพลังงานของดาวฤกษ์เอาไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ Dyson sphere โดยการสะท้อนพลังงานทั้งหมดจากดาวฤกษ์ด้วยวัตถุคล้ายกระจกเงาขนาดยักษ์ที่โคจรเป็นวงกลมล้อมรอบระบบสุริยะ และเป็นต้นแบบของนิยายวิทยาศาสตร์ Ring World ในเวลาต่อมา
หรือ Alderson disk ที่เสนอโดยนักวิทยาศาสตร์ด้านพลังงาน Dan Alderson ซึ่งเป็นแผ่นจานหมุนขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับวงโคจรของดาวอังคารหรือดาวพฤหัส ใจกลางของแผ่นดิสก์เป็นดาวฤกษ์ที่ให้พลังงาน แรงโน้มถ่วงจะเกิดขึ้นในแนวตั้งฉากกับจานหมุน---ประชากรทั้งหมดจึงอาศัยอยู่ในแต่ละด้านของจานนั้นได้
และเมื่อแหล่งพลังงานจากดาวฤกษ์ถูกใช้จนหมดสิ้นแล้ว Civilization type II ก็สามารถเดินทางไปยังระบบสุริยะอื่นและจุดดวงดาวที่ตายแล้วให้เผาไหม้เป็นแหล่งพลังงานได้อีกครั้ง หรือแม้แต่ใช้พลังงานที่ระเหยออกจากหลุมดำขนาดย่อม
ในบทสรุปสุดท้ายเมื่อจักรวาลที่เราอยู่จะล่มสลายอย่างช้าๆด้วยปรากฏการณ์ Big Freeze มีเพียงอารยธรรมระดับ III ละ IV เท่านั้นครับที่สามารถหนีหลุดพ้นจักรวาลเก่าไปจักรวาลใหม่ได้ หากทฤษฎีหลายจักรวาล (Multiverse) เป็นความจริง (รายละเอียดเกี่ยวกับการ หนี จากจักรวาลเก่าไปจักรวาลใหม่เป็นวิทยาศาสตร์ระดับโหดหินที่จขบ.ไม่สามารถอธิบายได้ แนะนำให้อ่านหนังสือตามที่อ้างอิงครับ)
ดังนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ที่เราจะต้องฟันฝ่า วิวัฒน์ตัวเองให้มีระดับอารยธรรมถึงขั้นนั้นด้วยหนทางตามที่กล่าวมา หากอารยธรรมของเราเจริญก้าวหน้าด้วยอัตรากำลังการผลิตพลังงานที่เพิ่มขึ้น 2-3% ต่อปี นั่นหมายความว่าเราต้องใช้เวลา 100-200 ปีในการก้าวไปให้ถึง Civilization type I .1,000-5,000 ปีเพื่อเข้าสู่ Civilization type II และ 100,000-1,000,000 ปีกว่าจะไปถึง Civilization type III