คนเกิดวันพุธ ความทุกข์โถมทับทวี
หากโลกนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม... (3)

วันที่ 12 ธ.ค. ยุคไทรแอสซิก (Triassic period)
245 ล้านปีที่แล้ว


จุดเริ่มต้นของมหายุคมีโซโซอิค (ยุคแห่งสัตว์เลื้อยคลาน) สัตว์เลื้อยคลานมีการวิวัฒนาการอย่างมากมายหลากหลายจนกลายเป็นสัตว์กลุ่มเด่นในช่วงเวลานี้ ทั้งนี้บรรยากาศโลกที่ร้อนและแห้งแล้งก็เหมาะสมกับสัตว์เลือดเย็นอย่างพวกมัน ขณะเดียวกันบางพวกก็วิวัฒนาการกลับสู่ทะเล เนื่องจากบนบกเต็มไปด้วยคู่แข่งในการล่าอาหาร กิ้งก่าทะเลเหล่านี้กลายเป็นเจ้าทะเลแทนที่เหล่าปลาที่ยึดครองผืนน้ำมาเป็นเวลานาน

ส่วนพวกที่อยู่บนบกก็วิวัฒนาการกันอย่างก้าวกระโดด ทั้งพวกที่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหารรู้จักการล่าเป็นฝูง พัฒนากล้ามเนื้อขาที่ทำให้วิ่งได้อย่างว่องไว หรือพัฒนาคมเขี้ยวให้สังหารเหยื่อได้อย่างรวดเร็ว พวกที่กินพืชพัฒนาตัวเองให้มีผิวหนังหนา รูปร่างใหญ่โตเพื่อป้องกันตนเอง หรือแม้แต่การพัฒนาพังผืดให้สามารถ “ร่อน” กลางอากาศได้ก็เกิดขึ้น ไดโนเสาร์เกิดขึ้นในยุคนี้





ไดโนเสาร์ (Dinosaur) เป็นชื่อเรียกโดยรวมของดึกดำบรรพ์ในอันดับใหญ่ Dinosauria ซึ่งเคยครองระบบนิเวศน์บนพื้นพิภพ ในมหายุคมีโซโซอิก เป็นเวลานานถึง 165 ล้านปี ก่อนจะสูญพันธุ์ ไปเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลื้อยคลาน แต่อันที่จริงไดโนเสาร์เป็นสัตว์ในอันดับหนึ่งที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างสัตว์เลื้อยคลานและนก

คำว่า ไดโนเสาร์ ในภาษาอังกฤษ dinosaur ถูกตั้งขึ้นโดย เซอร์ ริชาร์ด โอเวน นักบรรพชีวินวิทยา ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นการผสมของคำในภาษากรีกสองคำ คือคำว่า deinos (ใหญ่จนน่าสะพรึงกลัว) และคำว่า sauros (สัตว์เลื้อยคลาน)

หลายคนเข้าใจผิดว่า ไดโนเสาร์ คือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในมหายุคมีโซโซอิกทั้งหมด แต่จริงๆ แล้ว ไดโนเสาร์ คือสัตว์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนพื้นดินเท่านั้น สัตว์บกบางชนิดที่คล้ายไดโนเสาร์ สัตว์น้ำและสัตว์ปีกที่มีลักษณะคล้ายไดโนเสาร์ ไม่ถือว่าเป็นไดโนเสาร์ เป็นเพียงสัตว์ชนิดที่อาศัยอยู่ในยุคเดียวกับไดโนเสาร์เท่านั้น

ไดโนเสาร์ถูกแบ่งออกเป็นสองอันดับใหญ่ ๆ ตามลักษณะโครงสร้างของกระดูกเชิงกราน คือ Saurischia (เรียกไดโนเสาร์ในอันดับนี้ว่า ซอริสเชียน) ซึ่งมีลักษณะกระดูกเชิงกรานแบบสัตว์เลื้อยคลาน มีทั้งพวกกินพืชและกินสัตว์ และ Ornithischia (เรียกไดโนเสาร์ในอันดับนี้ว่า ออร์นิทิสเชียน) มีกระดูกเชิงกรานแบบนกและเป็นพวกกินพืชทั้งหมด

-ไดโนเสาร์สะโพกสัตว์เลื้อยคลาน หรือ ซอริสเชียน (จากภาษากรีก แปลว่าสะโพกสัตว์พวกกิ้งก่า) เป็นไดโนเสาร์ที่คงโครงสร้างของกระดูกเชิงกรานตามบรรพบุรุษ ซอริสเชียนรวมไปถึงไดโนเสาร์เทอโรพอด (theropod) (ไดโนเสาร์กินเนื้อเดินสองขา) และซอโรพอด (sauropod) (ไดโนเสาร์กินพืชคอยาว)
-ไดโนเสาร์สะโพกนก หรือ ออร์นิทิสเชียน (จากภาษากรีก แปลว่าสะโพกนก) เป็นไดโนเสาร์อีกอันดับหนึ่ง ส่วนใหญ่เดินสี่ขา และกินพืช


สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี



สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับไดโนเสาร์ทั้งหมดในมหายุคมีโซโซอิค หากสนใจเพิ่มเติมแนะนำเว็บไซต์ดังนี้ครับ

http://school.obec.go.th
http://www.school.net.th/library/snet4/dinosaur
http://intranet.most.go.th

ที่น่าสนใจคือ สัตว์เลี้ยงลูกนมพวกแรกก็เกิดขึ้นในยุคนี้เช่นกัน ซึ่งวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนม โดย mammal ยุคแรกคือพวกโมโนทรีม (monotreme) ซึ่งยังคงวางไข่เช่นเดียวกับสัตว์เลื้อยคลาน ใช่แล้วครับ โมโนทรีมคือต้นตระกูลของตุ่นปากเป็ดในปัจจุบัน




โมโนทรีมเป็นบรรพบุรุษของตุ่นปากเป็ด



วันที่ 15 ธ.ค. ยุคจูแรสซิก (Jurassic period)
208 ล้านปีที่แล้ว


ยุคแห่งไดโนเสาร์อย่างแท้จริง และกลายเป็นชื่อหนังทำเงินตลอดกาลของสตีเว่นส์ สปีลเบิร์ก (ทั้งๆที่ไดโนเสาร์มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ในเรื่องอยู่ในยุคครีเตเชียส แต่ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าหนังเปลี่ยนเป็นชื่อ “Cretaceous Park” มันจะทำเงินน้อยกว่านี้หรือไม่)





ก่อนที่จะถึงยุคจูแรสซิก ทวีปแพนเจียได้แยกออกจากกันแล้ว การแยกตัวของทวีปนั้นมีความสำคัญมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการวิวัฒนาการแยกสายบนผืนโลกที่มีสภาพแวดล้อมต่างกันในกาลต่อมา แต่กระนั้นในยุคนี้ ทวีปต่างๆก็ยังไม่ได้แยกจากกันอย่างสมบูรณ์เท่าไรนัก ยังพอมีสะพานแผ่นดินให้ไดโนเสาร์ไปมาหาสู่กันได้บ้างครับ

วิวัฒนาการสำคัญอีกประการหนึ่งในยุคนี้ หลีกหนีจะพูดถึงเจ้าอาคีออฟเทอริกซ์ (Archaeopteryx) ไม่ได้แน่นอน นกตัวแรกของโลกใบนี้ ขนาดพอๆกับอีกาแต่มีจุดร่วมของทั้งนกและสัตว์เลื้อยคลานอยู่ในตัวเดียวกัน ทั้งฟันซี่เล็กที่เรียงกันในปาก กรงเล็บที่มือ กระดูกหางเรียงเป็นท่อน รวมกับปีกและขนแบบนก




อาคีออฟเทอริกซ์ เกาะอยู่บนต้นแปะก๊วย



ทางด้านพืช ในปลายยุคนี้ได้ประสบความสำเร็จสูงสุดเมื่อพัฒนาดอกไม้ (Angiosperm) เพิ่มความสามารถในการสืบพันธุ์แบบมีเพศ ดอกไม้ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ต่างแข่งขันดึงดูด “พาหะ” อย่างแมลงทำให้เกิดวิวัฒนาการร่วม (coevolution) ระหว่างดอกไม้และแมลง ดอกไม้มีหลายรูปแบบและสีสัน ส่วนแมลงก็พัฒนารูปร่างให้เหมาะสมกับการกินน้ำหวานดอกไม้ เป็นความสัมพันธ์แบบสลับซับซ้อนที่เราเห็นในปัจจุบัน


วันที่ 20 ธ.ค. ยุคครีเตเชียส (Cretaceous period)
145 ล้านปีที่แล้ว


พืชมีดอกยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง สร้างป่าดิบชื้นที่มีหลายฤดูขึ้นหลายแห่งบนโลก สัตว์มีกระดูกสันหลังยังคงแพร่ขยายพันธุ์ทั้งในน้ำและบนบก แน่นอนที่สุดทั่วโลกเต็มไปด้วยไดโนเสาร์และนก ขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยังคงสงบสเงี่ยมเจียมตัวอยู่เงียบๆ ซากดึกดำบรรพ์บ่งชี้ว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในยุคนี้มีร่างกายขนาดเล็กและพบเพียงไม่กี่ชนิด

ขณะที่ไดโนเสาร์ขนาดยักษ์ครอบครองโลกอย่างลำพองใจ มหันตภัยเงียบก็เข้ามาใกล้...

รอยต่อระหว่างยุคครีเตเชียสกับยุคเทอร์เชียรีของมหายุตซีโนโซอิกได้เกิดมหันตภัยครั้งใหญ่ที่กวาดล้างเอาไดโนเสาร์ทั้งหมดออกจากโลกใบนี้และเปิดทางให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก้าวกระโดดขึ้นมาครองโลกแทน การสูญพันธุ์ครั้งดังกล่าวเรียกว่า K-T extinction

(มีคำถามว่าทำไมไม่เป็น C-T extinction: Cretaceous-Tertiary แทนที่จะเป็น K-T extinction ก็เพื่อป้องกันการสับสนกับยุค Carboniferus ที่ขึ้นต้นด้วยตัว C เหมือนกันขณะที่ยุค Cretaceous ออกเสียงคล้ายตัว K มากกว่าครับ)

มีทฤษฎีมากมายที่พยายามจะอธิบายสาเหตุ K-T extinction แม้แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้ข้อสรุป และยังมีทฤษฎีใหม่ๆประหลาดๆออกมาอีกเรื่อยๆ แต่แน่นอนที่สุด ทฤษฎีที่น่าเชื่อที่สุดคือดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกนั่นเอง





ปี ค.ศ.1980 : ลูอิส อัลวาเรซ (Luis Alvarez) นักฟิสิกส์ และ วอลเทอร์ อัลวาเรซ (Walter Alvares) นักธรณีวิทยาสองพ่อลูกชาวอเมริกัน เสนอทฤษฎีว่า ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เมื่อ 65 ล้านปีก่อนในอดีต เพราะโลกถูกดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางชน

ก่อนการเสนอทฤษฎีโดยนักวิทยาศาสตร์สองพ่อลูกอัลวาเรซ มีทฤษฎีหลายทฤษฎีอธิบายสาเหตุการสูญพันธุ์ของสัตว์ยักษ์จำพวกไดโนเสาร์ ซึ่งครองความเป็นเจ้าโลกอยู่นานถึงประมาณ 150 ล้านปี ก่อนที่จู่ๆ จะสูญพันธุ์ ไปเมื่อ 65 ล้านปีก่อน ทฤษฎีที่เสนอ มีเช่น ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอย่างรุนแรงทั่วโลก คือ เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรือไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพลมฟ้าอากาศ กล่าวคือ อากาศหนาวเย็นอย่างมาก ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลือดเย็น ร่างกายไม่สามารถปรับอุณหภูมิสู้อากาศที่หนาวเย็นได้ หรือไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เพราะเกิดการระเบิดของซูเปอร์โนวา ใกล้โลก ทำให้โลกถูกถล่มด้วยกัมมันตภาพรังสีจากอวกาศ หรือไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เพราะถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเล็กๆ ขโมยไข่ หรือไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เพราะไข่ของไดโนเสาร์ เกิดมีเปลือกหนาผิดปกติ ทำให้ไข่ไดโนเสาร์ฟักตัวไม่ได้ และทฤษฎีอื่นๆ อีก

ในปี ค.ศ.1980 สองนักวิทยาศาสตร์พ่อลูกอัลวาเรซ เสนอทฤษฎีใหม่ขึ้นมาว่า สาเหตุที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อ 65 ล้านปีมาแล้ว เป็นผลจากมหันตภัยนอกโลก แต่มิใช่การระเบิดของซูเปอร์โนวา หากเป็นเพราะโลกถูกถล่มด้วยดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อย

หลักฐานที่สองนักวิทยาศาสตร์พ่อลูกอัลวาเรซ ใช้ประกอบการเสนอทฤษฎีโลกถูกชน คือ การค้นพบธาตุอิริเดียม ในชั้นดินหินบางๆ ซึ่งเป็นชั้นอยู่ใต้ดิน และมีอายุประมาณ 65 ล้านปี

อิริเดียม เป็นธาตุหนัก เป็นธาตุที่มีอยู่กับโลกตั้งแต่เมื่อโลกกำลังก่อกำเนิด แต่มาถึงปัจจุบัน บรรดาธาตุอิริเดียมที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกแต่เดิมมา ล้วนจมไปอยู่ที่ตรงใจกลางโลก

แล้วอิริเดียมที่พบอยู่ใต้ดิน ไม่ลึกนัก อายุ 65 ล้านปีมาจากไหน ?

นักวิทยาศาสตร์สองพ่อลูกอัลวาเรซ เสนอว่า ต้องมาจากนอกโลก และอาจจะมากับดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อย หรืออุกกาบาตในอวกาศที่มาชนโลก เนื่องจากอิริเดียมเป็นธาตุที่พบอยู่ในอุกกาบาต ดาวเคราะห์น้อย และดาวหาง

หลักฐานอิริเดียมที่พบอยู่ในชั้นดินหินบางๆ อายุประมาณ 65 ล้านปีนั้น ในตอนแรก สองพ่อลูกอัลวาเรซ ค้นพบในประเทศอิตาลี แล้วต่อๆ มา ก็พบอยู่ในชั้นดินหินบางๆ ใต้พื้นผิวโลกหลายแห่ง

ในระยะแรกๆ สองพ่อลูกอัลวาเรซ เสนอทฤษฎีว่า เป็นไปได้ที่ เมื่อ 65 ล้านปีมาแล้ว โลกถูกถล่มด้วยกองทัพดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อย แล้วเกิดสภาพ "ฤดูหนาวนิวเคลียร์" บนโลก ทำให้โลกตกอยู่ในสภาพมืด หนาวเย็นอยู่นานหลายเดือน ไดโนเสาร์จึงสูญพันธุ์

ต่อๆ มา ก็มีการค้นพบหลุมอุกกาบาตขนาดยักษ์ อยู่ใต้ดินที่อ่าวเม็กซิโก มีขนาดปากหลุมกว้างเกือบสองร้อยกิโลเมตร และส่วนหนึ่งของหลุมอุกกาบาตใต้ดินนี้ ก็อยู่ใต้พื้นดินซึ่งเป็นที่ตั้งของ เมืองชิกซูลุบ (Chicxulub) ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญสนับสนุนทฤษฎีโลกถูกชน เมื่อ 65 ล้านปีก่อน

มาถึงปัจจุบัน ทฤษฎีไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เพราะโลกถูกชนเมื่อ 65 ล้านปีก่อน เป็นทฤษฎีที่ได้รับความสนใจมากที่สุด และสิ่งที่ชนโลก จนกระทั่งเกิดหลุมอุกกาบาตยักษ์อยู่ใต้ดินที่อ่าวเม็กซิโกนั้น น่าจะเป็นดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อย

และ ล่าสุด หลักฐานค้นพบต่อๆ มา สนับสนุนทฤษฎีว่า สิ่งที่ชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนนั้น เป็นดาวเคราะห์น้อย มีขนาดเกือบหรือประมาณ 10 กิโลเมตร

100 ปี ดาราศาสตร์โลก-หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 22 พฤศจิกายน 2543




Create Date : 03 มกราคม 2552
Last Update : 3 มกราคม 2552 15:23:42 น. 0 comments
Counter : 4087 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

มีชีวิตบนดาวอังคารหรือเปล่านะ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]






....โลกมนุษย์นี้ไม่มีที่แน่นอน
ประเดี๋ยวเย็นประเดี๋ยวร้อนช่างแปรผัน
โชคหมุนเวียนเปลี่ยนไปได้ทุกวัน
สารพันหาอะไรไม่แน่นอน
ชีวิตเหมือนเรือน้อยล่องลอยอยู่
ต้องต่อสู้แรงลมประสมคลื่น
ต้องทนทานหวานสู้อมขมสู้กลืน
ต้องจำฝืนสู้ภัยไปทุกวัน
เป็นการง่ายยิ้มได้ไม่ต้องฝืน
เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์
แต่คนที่ควรชมนิยมกัน
ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา


พันตรีหลวงวิจิตรวาทการ





เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา
จงเลือกเอาสิ่งที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู
เรื่องที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย
จะหาคนที่มีดีเพียงส่วนเดียว
อย่าเที่ยวเสาะหาสหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเล่าเอย
ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง

หลวงพุทธทาส





ชีวิตใกล้ปัจฉิมวัย ไม่เป็นไปตามแผนการเมื่อปฐมวัย อะไรที่ยิ่งใหญ่เมื่อเช้า เป็นของเล็กน้อยเมื่อเย็น อะไรที่เป็นสัจจะเมื่อแดดจ้า กลายเป็นมายาเมื่อยามพลบ

We cannot live the afternoon if life
according to the program on life’s morning; for what was great in the morning will be little at evening, and what in the morning was true will at evening have become a lie.



C.G. Jung.




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add มีชีวิตบนดาวอังคารหรือเปล่านะ's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.