คนเกิดวันพุธ ความทุกข์โถมทับทวี

สวนดอกไม้ของนักท่องเวลา



เปรี้ยง!!

เสียงพสุธากัมปนาตดังสนั่นขึ้นในสวนดอกไม้หลังบ้านผม ผมชะโงกหน้าไปดูอย่างตระหนกระคนสงสัย ที่สวนหลังบ้านมีชายคนหนึ่งอยู่ วัยกลางหนุ่มกลางแก่ เขาดูเป็นคนธรรมดาๆเหมือนผมนั่นแหละ แต่มีบางอย่างแปลกไป แปลกประหลาดเหมือนกับว่าเขาไม่เข้ากับอะไรๆในโลกนี้

“คุณเป็นใคร เข้ามาในบ้านผมได้ยังไง”

ผมเดินไปประจันหน้ากับเขา ร้องออกมาด้วยน้ำเสียงกึ่งโกรธโดยไม่รู้ตัว นั่นทำให้ผมสังเกตเห็นเขาได้ชัดเจนขึ้น ชุดแต่งกายเขาดูแปลกประหลาดตาเป็นที่สุด ชุดนั้นแนบร่างผอมๆเล็กๆของเขาพอดิบพอดี สีออกม่วงๆแต่เมื่อมองในอีกมุมหนึ่งจะเห็นเหลือบสีฟ้า ชายคนนั้นมีสีหน้าตื่นๆและดูมึนงงเล็กน้อย

“ที่นี่คือ...สวนดอกไม้ของคุณธนิตย์ และปีนี้คือปีพ.ศ.2551 ใช่ไหมครับ”

ถูกต้องทั้งชื่อผม ปีและสถานที่ ผมกำลังเจอคนบ้าบุกบ้านหรือเปล่า อะไรไม่รู้ดลใจไม่ให้ผมไล่ตะเพิดเขาไปให้พ้นๆในทันที

“ใช่”

ใบหน้าของชายคนนั้นฉับพลันเปลี่ยนเป็นตื่นเต้น เขาโบกไม้โบกมือ ทำท่าเหมือนผู้ใหญ่ไม่ถือสาเด็กที่มากวนใจ

“มิน่าเล่า โอ...แสงแดด อากาศ ต้นไม้ ดอกไม้ ช่างสดชื่นสดใสอะไรเช่นนี้ ที่นี่คือสวนดอกไม้ของนักท่องเวลา! ถ้าอย่างนั้น คุณอย่ามารบกวนผมเลย ผมมีเวลาเหลือแค่ 40 นาทีเห็นจะได้ คุณคงเข้าใจ”

ชายผู้นั้นฉีกยิ้มกว้าง อารมณ์เบิกบาน เดินไปมาในสวนของผมอย่างเริงร่า รอบกายของเขาเหมือนมีสนามพลังบางอย่างเรืองรองเป็นม่านสีทองบางๆ เขาดูประหลาดใจที่ผมยังยืนอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนเสียที

“โอ ขอโทษ ผมคงลืมมารยาทที่สำคัญ การแนะนำตัว...ผมชื่อเอ็นริคอปสัน วาลาดาเนีย มาจากปี...เทียบกับศักราชของคุณก็น่าจะ...พ.ศ.2889”

ครั้นแล้วผมก็ยังยืนตะลึงนิ่งขึงต่อไปเหมือนอ้ายงั่ง เขากระแอมเล็กน้อย

“ดังนั้น คุณก็ไปได้แล้วสิ! ผมเหลือเวลาอีก 30 กว่านาทีเท่านั้นเองนะ”

ผมรู้สึกมึนงงไปหมด นี่ผมกำลังถูกไล่? ถูกไล่ภายในบ้านของตนเอง ผมรู้สึกปวดหัวไมเกรน สมองทำงานสับสนไปหมด คงไม่ใช่เขาที่เป็นฝ่ายเพี้ยน สงสัยผมจะเพี้ยนเสียเองแล้ว...ใช่แล้ว นั่นคงเป็นภาพหลอนแน่ๆ ไม่มีผู้ชายอยู่ในสวนหลังบ้านของคนอื่นแล้วไล่เจ้าของสวนโดยอ้างว่าตนมาจากอนาคตแน่ๆ...ผมคิดว่าควรกินยาแก้ปวดไมเกรนแล้วไปนอนพักผ่อนดีกว่า...ก่อนผมจะเดินเข้าบ้าน ภาพหลอนนั้นก็ยังไม่หายไป ผู้ชายจากศตวรรษที่ 24 โบกไม้โบกมือไปในอากาศ หน้าอกกระเพื่อมไปมาเหมือนกับเขากำลังหายใจเข้าออกให้มากที่สุด

ผมปวดหัวแทบระเบิด เมื่อล้มตัวลงนอนบนเตียงก็ยังไม่หลับไปในทันที เสียงเปรี้ยง! ดังขึ้นอีกครั้งในอีก 30 นาทีให้หลัง จากนั้นผมก็ม่อยหลับไปในที่สุด...

เปรี้ยง!

ในใจผมภาวนาให้ไม่มีภาพหลอนเป็นชายจากอนาคตบ้าๆที่มาบุกรุกสวนหลังบ้านผมเหมือนเมื่อวานก่อน กระนั้น ผมเปิดประตูหลังบ้าน กระโชกหน้าไปดูในทันที

ไม่ใช่คนเดียวกับเมื่อวานก่อน คราวนี้เป็นชายหนุ่มผมสีเงินยวง รูปร่างสูงโปร่ง เขาดูดีมากทั้งรูปร่างและหน้าตา อายุน่าจะน้อยกว่าผม แต่งกายด้วยชุดคล้ายชุดสูทสีดำเข้ารูป เขากำลังยิ้มให้ผมอย่างมีไมตรีจิต โค้งคำนับผมเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“สวัสดีครับ คุณคงเป็นคุณธนิตย์ เวลานี้อยู่ในช่วงปีพุทธศักราช 2551 และสถานที่นี้น่าจะเป็นสวนดอกไม้หลังบ้านของคุณ หรือที่พวกเราเรียกกันว่า สวนดอกไม้ของนักท่องเวลา”

ผมพยักหน้าตามคำพูดของเขา ยกเว้นเพียงแต่ประโยคสุดท้าย ผมรู้สึกปลงๆหมดเรี่ยวแรงจะโมโห ไล่เขาออกจากบ้าน เอาซะหน่อยแล้วกัน...ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว...เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยไปหาหมอ...

“เราควรจะคุยกันตรงม้าหินนั่นไหมครับ ผมต้องขอกล่าวชมว่า สวนของคุณสวยเหลือเกิน...ในยุคสมัยของเรา สวนสวยๆอย่างนี้คงถูกประมูลด้วยราคามากกว่าสามร้อยล้านเครดิต”

ผมหันไปมองเขาด้วยความอึ้ง สวนของผมเนี่ยนะ ผมรู้สึกว่าตนเองมีเวลาให้มันแค่เดือนละครั้ง ต้นหญ้าขึ้นรกไปหมด กิ่งไม้ดูระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ ดอกเฟื่องฟ้าร่วงหล่นบนพื้นที่ผมไม่เคยคิดจะกวาด

หมอนั่นนั่งลงบนม้าหินของผมด้วยท่าทีสบายๆ แสงแดดอาบไล้ใบหน้างดงามของเขาเป็นสีทอง

“ผมต้องขอแนะนำตัว ผมชื่อการาราจ เอนสัน โลโวเลียร์ จากปีพ.ศ.2676”

“...”

“จากการคำนวณเบื้องต้น ผมไม่น่าจะเป็นนั่งท่องเวลาที่มาเยือนสวนของคุณเป็นคนแรกเพราะดูเหมือนว่าคุณเคยพบกับนักท่องเวลามาก่อนแล้ว แต่มีความเป็นไปได้สูงมากว่าผมจะท่องเวลามายังสวนของคุณไม่เกินคนที่สิบ”

“อ่า...ถ้าชายคนนั้นไม่ใช่ภาพหลอน คุณก็คงเป็นคนที่สอง”

โลโวเลียร์ ฉีกยิ้มกว้าง เขาลุกขึ้นโค้งคำนับแล้วนั่งลงอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้น ผมก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง นักท่องเวลาผู้มาเยือนสวนของคุณเป็นคนแรกไม่ได้ถูกบันทึกในยุคสมัยของผม ดังนั้น เป็นไปได้ว่าเขามาจากกาลเวลาอนาคตเหนือผมไปอีก วันนี้ผมได้รับหน้าที่ท่องเวลามาเพื่ออธิบายทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณจะต้องประสบต่อไปในกาลข้างหน้า แม้ว่าผมจะสูญเสียโอกาสในการชื่นชมสวนดอกไม้ของคุณแต่ภาระหน้าที่นี้ก็ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผมแล้ว

ในประเด็นแรก คุณอาจจะสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วขณะนี้ และคิดว่าตัวคุณคงเสียสติสำนึกไปเสียแล้ว (ผมพยักหน้า) แต่กล่าวได้ว่าไม่ใช่ ผมมีตัวตนจริงๆและมาจากอนาคตกาลข้างหน้า ถ้าคุณลืมไปแล้ว ผมมาจากพ.ศ.2676

เนื่องจากเวลาอันจำกัดของผม ผมจำต้องเล่าความเป็นมาของนักท่องเวลาอย่างย่นย่อที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เราอาจข้ามวีรกรรมอันกล้าหาญของผู้ก่อตั้งองค์กรท่องเวลาไปบ้าง..แต่คงไม่สำคัญนัก

ปีพ.ศ.2631 นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซีย มิรามินอฟ โซลอฟสกี้ พัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์การย้อนเวลาสำเร็จ เป็นความสำเร็จของมนุษยชาติอย่างแท้จริง หากเราสามารถย้อนเวลาได้ เราสามารถกลับไปศึกษาอดีตของมวลมนุษย์ โลกและจักรวาล ทุกประเทศต่างแข่งขันกันสร้างเครื่องย้อนเวลาตามแบบจำลองดังกล่าว

แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกับเกิดขนานกับสงครามโลกครั้งที่สาม แน่นอน...ถ้าคุณคาดเดาอยู่ในใจ เป็นสงครามนิวเคลียร์ สงครามโลกครั้งที่สามกวาดล้างประชากรไปทั้งหมดเหลือเพียงหนึ่งในหมื่น ที่เหลืออยู่เป็นประชากรในประเทศพัฒนาแล้ว พวกคนมีฐานะที่มีสถานที่หลบภัยจากระเบิดนิวเคลียร์

กระนั้น โลกก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ทั่วทั้งโลกเต็มไปด้วยฝุ่นนิวเคลียร์ที่จะปกคลุมเหนือชั้นบรรยากาศต่อไปอย่างน้อยห้าร้อยปี ระบบนิเวศน์ถูกทำลายเกือบทั้งสิ้น ท้องฟ้าของเราไม่ใสสะอาดเหมือนในกาลนี้ โลกนี้ขมุกขมัวไปด้วยหมอกสีเทา

โซลอฟสกี้เสียชีวิตในสงคราม แต่เขาทิ้งบันทึกเกี่ยวกับสมการการย้อนเวลาอันมีค่าไว้เบื้องหลัง รามาซัน จันทรานุมาส นักคณิตศาสตร์ชาวอินเดียค้นพบบันทึกนั้น และสานต่อโครงการสร้างเครื่องย้อนเวลาต่อ...ดังนั้น เครื่องย้อนเวลาจึงมีแค่เครื่องเดียว เนื่องจากที่อื่นบนโลก...เมื่อไม่มีสมการของโซลอฟสกี้ก็ยากที่จะสร้างสำเร็จ

เครื่องย้อนเวลาที่สร้างขึ้น ถูกเก็บไว้เป็นความลับ ท่านศาสตราจารย์จันทรานุมาสก่อตั้งองค์กรลับของนักท่องเวลาขึ้นในปีพ.ศ.2649 เรารวบรวมนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิมาจากทั่วโลกมาอยู่ในองค์กรนี้

ปีพ.ศ.2650 ท่านศาสตราจารย์จันทรานุมาสถอดสมการของโซลอฟสกี้แล้วพบว่ากาล-อวกาศที่มีค่าคลาดเคลื่อนในการย้อนเวลาต่ำที่สุดคือ ปีพ.ศ.2540-2600 ที่นี่ สถานที่แห่งนี้อาณาเขตบวกลบไม่เกิน 10 ตารางกิโลเมตร แต่กระนั้นก็ยังมีค่าความคลาดเคลื่อนสูงอยู่ หากเราไม่คำนวณให้ได้กาล-อวกาศที่แคบที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะท่องเวลาติดอยู่ในมิติกาล-ไฮเปอร์สเปซไปชั่วนิรันดร์ ไปข้างหน้าไม่ได้ ย้อนกลับไม่ได้

ในอีกสองปีถัดมา เจเนเวียร์ มาเรียนจึงพัฒนาแบบจำลองคณิตศาสตร์ แล้วลดความคลาดเคลื่อนดังกล่าวลงมาได้มากที่สุด กาล-อวกาศที่เหมาะสมที่สุดคือ ปีพ.ศ.2550-2580 สถานที่คือสวนหลังบ้านของคุณบวกลบไม่เกินห้าตารางเมตร และนั่นเป็นเหตุให้สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า สวนดอกไม้ของนักท่องเวลา”

ผมรับฟังข้อมูลทั้งหมดด้วยความมึนงง ผมยังรู้สึกดีอยู่บ้างที่เคยตั้งใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์

“…นั่นหมายความว่า ในอนาคตมีสงครามโลกครั้งที่สาม มนุษย์ประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลาสำเร็จ มีการก่อตั้งองค์กรนักท่องเวลา และพวกคุณก็คำนวณกันเรียบร้อยแล้วว่า เวลาและสถานที่ที่ดีที่สุดคือสวนหลังบ้านผมในช่วงเวลาที่ผมครอบครองมันอยู่นี้...”

เขายิ้ม ลุกขึ้นโค้งคำนับผมอีกรอบ

“เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องอย่างยิ่ง คุณจับประเด็นได้ดีทีเดียวครับ

ต่อจากนี้สวนของคุณคงมีนักท่องเวลามาเยี่ยมเยือนเรื่อยๆ ผมบอกไม่ได้ว่าเมื่อไร และถึงตอนไหน เราไม่รู้ว่าเครื่องย้อนเวลาจะใช้ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน...โอ๊ะ ผมต้องไปเสียแล้ว ผมคงลืมบอกไปว่า นักท่องเวลาแต่ละคนจะมีเวลาอยู่ในกาลของคุณแค่สี่สิบห้านาทีเท่านั้น สี่สิบห้านาทีที่ปลอดภัยบวกลบไม่เกินห้านาที ทุกคนจะได้รับการติดตั้งม่านพลังงานบางๆไม่ให้คุณได้รับกัมมันตภาพรังสีจากยุคของเรา

อีกไม่นานคุณน่าจะพบกับท่านศาสตราจารย์จันทรานุมาส จากการคำนวณเขาน่าจะท่องเวลามายังสวนของคุณไม่เกินคนที่สิบห้า คุณคงได้รับการสอบถามมากมายไปหมด เนื่องจากเขาเป็นนักท่องเวลาคนแรกสุดจากยุคสมัยของเรา เอ่อ..ผมคงต้องไปแล้วจริงๆ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับคุณ สวัสดี...”

เขาโค้งอีกครั้ง ยังไม่ทันเสร็จ มีเสียงดังเปรี้ยง! และเขาก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาผมในทันที

ผมเปลี่ยนใจที่จะไปพบจิตแพทย์ในวันรุ่งขึ้น...เนื่องจากเช้าวันรุ่งขึ้นนั้น ท่านศาสตราจารย์จันทรานุมาสจากพ.ศ.2660 ก็มาเยือนผมจริงๆ ศาสตราจารย์เป็นชายแก่ ร่างเตี้ยผิวคล้ำ ผมหงอกเต็มหัว แต่งตัวด้วยชุดอวกาศ (ครั้งแรกที่ฝั่งนู้นเดินทางคงคิดว่าจะมีอันตรายอะไรสักอย่างอยู่ที่สวนของผมหรืออย่างไรกันนะ) เขามาด้วยสภาพตื่นเต้น เอาแต่ร่ำร้องตะโกนไม่หยุด ยิงระรัวคำถามใส่ผมเป็นชุดว่าผมเป็นใคร ที่นี่คือที่ไหน เวลาอะไร เขาดูเหน็ดเหนื่อยและดูเหมือนหัวใจจะทำงานหนักเกินไป เวลาห้านาทีสุดท้ายของเขาจบลงด้วยการจูบพื้นดินในสวนของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเขาก็หายไปพร้อมเสียงกัมปนาทเหมือนสองคนก่อน

หลังจากนั้น มันก็กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตของผมไปเสียแล้ว มีนักท่องเวลามาเที่ยวในสวนหลังบ้านของผมไม่หยุดหย่อน อย่างน้อยก็สัปดาห์ละครั้ง เวลาใกล้ที่สุดคือศตวรรษที่ 22 ไกลที่สุดคือศตวรรษที่ 35 ทั้งนี้ไม่ได้มาเรียงลำดับตามกาล ผมรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงเล็กน้อยเมื่อคิดว่าเครื่องย้อนเวลาและองค์กรนักท่องเวลานี้มีอายุยืนนานกว่าที่โลโวเลียร์คิด

นักท่องเวลาแต่ละยุคสมัยดูแตกต่างหลากหลาย แต่ทุกคนต่างสะท้อนความจริงเดียวกัน ผมได้รู้ว่าอนาคตนั้นช่างย่ำแย่ แม้ว่าเมฆฝุ่นกัมมันตภาพจะเบาบางลงแต่ธรรมชาติก็ไม่ฟื้นตัวอีกต่อไป หากมีแต่เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ พวกเขามาเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ไม่เคยได้รับตั้งแต่เกิด (บางคนเป็นลมไปด้วยบรรยากาศที่มีออกซิเจนมากเกินไป) นักท่องเวลาที่โชคดีคือพวกที่มาตอนรุ่งเช้าหรือยามเย็นทันเห็นดวงอาทิตย์ลอยขึ้นหรือลับลงไปในขอบฟ้า พวกเขาจะร้องไห้น้ำตาไหลพราก พร่ำเพ้อซ้ำซากว่าตนเองช่างโชคดีเสียนี่กระไร บางคนก็โอบกอดต้นไม้ ประทับจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนดอกไม้ ใบหญ้าและพื้นดิน แต่พวกเขาไม่ทำอะไรมากกว่านั้น ดูเหมือนมีกฎบางอย่างห้ามไม่ให้พวกเขานำสิ่งใดๆจากอดีตกลับไปในอนาคต

บางครั้งพวกเขามาตอนที่ผมนอนหลับหรือไม่อยู่ แต่ร่องรอยของพวกเขาหลงเหลือในสวนทุกครั้ง แม้ว่าบางคนจะสำรวจอย่างเงียบเชียบ พยายามรบกวนอดีตกาลให้น้อยที่สุด แต่ความประหลาดผิดกาลของพวกเขาไม่สูญหายไป พวกเขาไม่เข้ากับเวลาปัจจุบัน ความผิดเพี้ยนของเวลาทิ้งร่องรอยเบาบางไว้ในอากาศ

บางครั้ง ผมหลงลืมไปว่าพวกเขาเป็นเรื่องปกติสามัญ เมื่อเสียงเปรี้ยง! ดังสั่นขึ้นในเวลาตีสอง ผมก็วิ่งลงมายังสวนในสภาพไม่ตื่นดี ในสวนยามราตรีมีสตรีนางหนึ่งอยู่ในสภาพเกือบจะเปลือย..ในยุคสมัยของเธอคงนิยมอาภรณ์แบบโปร่งใส เธอช่างสวยและมีรูปร่างดีมากๆ หันมามองผมด้วยสายตาขบขันและหัวเราะคิกคัก

ผมจึงรู้สึกตัวว่าตนเองก็กำลังอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าเนื่องจากเพิ่งตื่นนอน และเจ้านั่นของผมก็กำลังลุกตอบสนองภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า ผมหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ส่วนเธอยังคงหัวเราะคิกคัก

“ไม่ต้องอายหรอกค่ะ ในยุคของดิฉันเป็นเรื่องปกติมากๆที่เราเห็นกันในสภาพเปลือย และ...เอ่อ มีการตอบสนองทางเพศ ตามกฎระเบียบที่บันทึกไว้...ฉันควรแนะนำตัวใช่ไหมคะ ดิฉันคือ วิกรนิมา ลาชานี จากปีศักราชเทียบเคียงพ.ศ.3018 ...คุณไปนอนหลับพักผ่อนต่อเถอะค่ะ ดิฉันไม่รบกวนคุณดีกว่า...”

ขณะที่พูด สายตาเธอก็ยังจับจ้องที่ส่วนนั้นของผม ผมรู้สึกหงุดหงิดเมื่อกลับขึ้นไปนอน และตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งกับพวกเขาอีกต่อไป ผมจะทำเหมือนกับพวกเขาไม่ตัวตน พวกเขาไม่มีจริงและไม่ได้มายุ่งกับสวนหลังบ้านผม แต่หลังจากนั้นหลายครั้ง ผมก็อดจะเอ็ดตะโรไม่ได้เมื่อพวกเขาสร้างความรำคาญให้กับชีวิตของผมเกินจะทนรับ

ครั้งหนึ่ง (ครั้งนั้น ผมอารมณ์ค่อนข้างดี) ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับหญิงสาวนักปรัชญาจากพ.ศ.3654 เธอมีผิวกายสีเขียว ศีรษะโล้นและมีบางส่วนของร่างกายเป็นโลหะ ผมพอจะเดาออกได้ว่าในยุคสมัยนั้น การปรับเปลี่ยนร่างกายของมนุษย์คงสามารถกระทำได้อย่างไร้ขอบเขต เธอรู้สึกยินดีที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดกับผม ผู้เกิดก่อนเธอนับพันปี และไม่ค่อยสนใจกับบรรยากาศของสวนดอกไม้เท่าไรนัก

‘...มันเป็นแค่ภาพมายา ทั้งคุณและฉันต่างก็ไม่รู้หรอกว่าสถานที่และเวลาที่เราอยู่ในขณะนี้เป็นความจริงหรือเปล่า ดังนั้นเราจะไปสนใจมันทำไม สิ่งที่เราควรสนใจคือความคิดของเรามากกว่า นักปรัชญาโบราณเคยพูดใช่ไหมว่า ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่...’

เราพูดคุยเรื่องปรัชญาร่วมสมัย การดำรงอยู่ของเธอและผม เหตุความเป็นไปได้ของกาลเวลา ผมยอมรับว่าการสนทนานี้สร้างความเพลิดเพลินได้ในระดับหนึ่ง ตอนหนึ่งผมถามเธอว่า ทำไมนักท่องเวลาอย่างเธอไม่คิดจะย้อนเวลามาทำอย่างอื่นนอกจากเก็บข้อมูล ชื่นชมอดีตกาล ทำไมไม่คิดจะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นการเปลี่ยนแปลงอดีตเพื่อไม่ให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สาม เธอส่ายหน้าเบาๆก่อนเอ่ยตอบคำถาม

‘เคยมีคนคิดเช่นนั้น แม้แต่บิดาแห่งการย้อนเวลา โซลอฟสกี้ก็เคยคิดเช่นนั้น แต่ไม่มีประโยชน์จะทำ อนาคตเป็นผลลัพธ์ของอดีตหลายเหตุปัจจัย การที่คุณหยุดยั้งปัจจัยหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปัจจัยอื่นจะมาส่งผลกระทบต่ออนาคตเดิม

ฉันเรียนประวัติศาสตร์ดึกดำบรรพ์มา คงพอจะยกตัวอย่างให้คุณเห็นภาพ...อย่างเช่น หากคุณย้อนเวลาไปหยุดชายผู้ลอบสังหารอาร์คดยุคแห่งเฟอร์ดินานในรถม้า เพื่อยับยั้งชนวนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในศตวรรษที่สิบแปด... ไม่ได้หมายความว่า อาร์คดยุคแห่งเฟอร์ดินานจะไม่ถูกลอบสังหารในภายหลังจากนั้นอีกหรืออาจมีเหตุปัจจัยอื่นๆเกิดเป็นชนวนของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งแทน

อนาคตไม่ได้เปลี่ยนแปลงง่ายๆอย่างที่คนสมัยโบราณเข้าใจ มันมีความแน่นอนอยู่จากหลายล้านเหตุปัจจัยจากอดีต หากเราจะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์สำคัญจริงๆก็ต้องเปลี่ยนแปลงทุกปัจจัย ซึ่งเป็นสิ่งที่คำนวณไม่ได้ เช่นเดียวกัน การที่นักท่องเวลาต่างมาเยือนสวนดอกไม้ของคุณก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอนาคตอะไรมากมายนักหรอก’

หลายปีผ่านไป พวกเขามาเยือนสวนดอกไม้ของผมน้อยลง บางครั้งก็เว้นช่วงเป็นเดือน บางครั้งนานกว่าสามเดือน แต่พวกเขาก็ยังมา...ต่างมาด้วยวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง บางคนมาเพื่อหาคำตอบของคำถามที่ตนเองสงสัย บางคนมาเพื่อแสวงหาบางสิ่ง หรือละทิ้งบางอย่างไว้เบื้องหลัง บางคนมาเพื่อระลึกถึงสิ่งที่หายไป หรือแค่มาเรื่อยๆเปื่อยๆไปอย่างนั้นเอง

ผมไม่รู้ว่าองค์กรนักท่องเวลาจะยืนยาวอยู่อีกนานแค่ไหนและเครื่องย้อนเวลาจะดำรงอยู่เป็นชั่วนิรันดร์หรือไม่ ผมรู้แต่ว่ามีโอกาสที่พวกเขาจะมาเยือนผมอีกต่อไปอย่างน้อยยี่สิบปีตามที่ โลโวเลียร์ ฑูตนักท่องเวลาคนนั้นกล่าว ...รู้ว่า สิ่งหนึ่งที่ผมดีใจคือการไม่ได้เกิดในยุคสมัยอนาคต ที่มืดมนไปด้วยกัมมันตภาพรังสี ไม่มีต้นไม้ ไม่เห็นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าอย่างที่เห็นได้จากสวนของผม

สิ่งหนึ่งที่ผมภาวนาคือ ขอให้ตนเองมีอายุยืนยาว...นานเพียงพอที่จะได้พบกับนักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซีย มิรามินอฟ โซลอฟสกี้ ผมท่องจำชื่อของเขาจนขึ้นใจ...เมื่อผมได้มีโอกาสได้พบกับเขา ผมจะสังหารเขาเสีย





 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2551 13:59:32 น.
Counter : 2818 Pageviews.  

เขาคือพระเอก...เธอคือนางเอก

พระเอกของเราชื่อ วิศรุต

วิศรุตมีใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตร คิ้วดกดำดูแข็งแกร่ง สายตาคมเข้มแต่ไม่ดุดัน ผิวสีแทนเข้มแต่ไม่ดำคล้ำ รูปร่างสูงใหญ่ หุ่นดีเหมือนนักกีฬาทั้งๆที่วันๆนั่งทำงานอยู่แต่ในห้องแอร์ เข้ากันได้กับชุดสูทที่ตัดเย็บอย่างพอดีตัว มีภาพลักษณ์ผู้บริหารทั้งที่อายุไม่ถึงสามสิบปี

วิศรุตเกิดมาในวงศ์ตระกูลผู้ดีอย่างแท้จริง บิดาเป็นนักธุรกิจพันล้านผู้สืบเชื้อสายมาจากชาวจีนที่มาตั้งรกรากในเมืองสยามเมื่อกาลก่อน มารดาเป็นหม่อมหลวงผู้ใช้ชีวิตอยู่ในวังมาตั้งแต่กำเนิดจนกระทั่งบิดาของเขามาสู่ขอ นิสัยและบุคลิกของวิศรุตจึงถูกกล่อมเกลามาให้สมกับเป็นลูกผู้ดีทุกประการ เขาเย่อหยิ่งแต่ไม่อวดดี มีเกียรติแต่ไม่ดูถูกผู้อื่น สุขุมเยือกเย็นแต่ร้อนแรง เมตตาแต่เจ้าระเบียบ ฉลาดกับผู้อื่นแต่โง่กับนางเอก

วิศรุตเป็นประธานแผนกอะไรสักอย่างที่ใครจะไปสนใจ อยู่ในบริษัทธุรกิจพันล้านอะไรสักอย่างที่ไม่มีคนสนใจเช่นกัน งานของวิศรุตก็ไม่มีอะไรมาก แค่เข้าทำงานให้ตรงเวลา มองดูความวุ่นวายสับสนของพนักงานระดับล่างที่ต่างมีภาระงานล้นมือ ทำงานมือเป็นระวิง วิศรุตก็แค่เดินตรวจงานด้วยท่าทางสบายๆพอเป็นพิธี

ห้องทำงานส่วนตัวของวิศรุตนั้นแยกตัวออกจากความสับสนวุ่นวายเหล่านั้น ในห้องทำงานดูหรูหราเกินความจำเป็น ชั้นหนังสือและแฟ้มเอกสารจัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ โต๊ะทำงานดูใหญ่โตและสง่างามสมกับตำแหน่งประธานฝ่าย (อะไรสักอย่าง) บนโต๊ะดูเป็นระเบียบเรียบร้อยเสมอ ไม่เคยมีกองเอกสารวางล้นเป็นพะเนิน

หน้าห้องทำงานของวิศรุตนั้นเล่า เป็นโต๊ะทำงานของของเลขานุการคนเก่ง ผู้รู้ใจนายจ้างของตนเองราวกับเป็นแม่นม ผู้คอยจัดการตารางเวลาต่างๆในชีวิตพระเอกทุกประการจะได้ไม่ต้องพะวงถึงสิ่งอื่นใดนอกจากการงอนง้อนางเอก ผู้ฉลาดเฉลียวมีความรู้รอบด้านทั้งการบัญชี การบริหาร การจัดการ เศรษฐศาสตร์ การทูต กฎหมาย ฯลฯ ผู้ที่ใกล้ชิดพระเอกของเราที่สุด เข้าใจพระเอกดีที่สุด แต่หล่อนจะไม่หลงรักพระเอก...เพราะหล่อนไม่ใช่นางเอกของเรื่องนี้

งานของวิศรุตนั้นเล่า วันๆก็มีแต่นั่งเซ็นเอกสาร เอกสารนั้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับธุรการ การตัดสินใจอะไรใครเล่าจะสน วิศรุตมีหน้าที่เซ็นเอกสารโดยไม่ต้องแม้แต่เหลียวมองหรืออ่านข้อความในนั้น หากวิศรุตไม่แน่ใจเขาก็จะเงยใบหน้าอันหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาขึ้นมองเลขานุการคนเก่งเล็กน้อย หล่อนจะบอกเขาเองว่าเขาควรเซ็นเอกสารนี้หรือไม่ อย่างไร

บางวันวิศรุตก็อาจจะเข้าประชุมเกี่ยวกับการวางแผน กำหนดนโยบายอะไรสักอย่าง ซึ่งเขาก็จะเข้าร่วมประชุมพอเป็นพิธี ใบหน้าหน่ายๆแต่ยังดูคมเข้ม ขณะที่จิตใจล่องลอยไปหานางเอก จบวาระการประชุมแล้ว วิศรุตจะได้ข้อสรุปหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาไม่สนใจ หากต้องการจะรู้จริงๆก็ถามเลขานุการก็ได้...หล่อนบันทึก สรุปทุกอย่างเกี่ยวกับการประชุมไว้หมดแล้ว รวมถึงให้ข้อแนะนำ ความคิดเห็นที่ดีไว้เสร็จสรรพ ฟังดูแล้วไม่ทราบว่าบริษัทจะจ้างวิศรุตไว้เพื่ออะไร จ้างเลขานุการคนเก่งทำงานแทนดีกว่าไหม แต่ใครจะไปสน...ในเมื่อวิศรุตเป็นพระเอก

วันนี้ก็เช่นเคย วิศรุตก้าวเข้าสู่บริษัทด้วยท่วงท่าสง่างาม ดูดีตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า พนักงานทุกคนต่างพินอบพิเทา ชื่นชมในความสง่าของผู้บริหารหนุ่ม ใบหน้าเทพบุตรของวิศรุตดูเคร่งเครียดเล็กน้อย ทั้งที่ระบายอารมณ์กับหม่อมแม่บนโต๊ะอาหารเช้ามาแล้วรอบหนึ่งก็ยังไม่คลายความหงุดหงิด วิศรุตเร่งฝีเท้าเดินเข้าสู่ห้องส่วนตัวของตนโดยไม่สนใจทักทายผู้ใด สั่งให้เลขานุการชงกาแฟมาให้ ดื่มกาแฟพอเป็นพิธี จากนั้นก็กล่าวว่าตนเองมีธุระต้องทำข้างนอก ทั้งที่เข้าบริษัทมาไม่ถึงสิบห้านาทีดี

เลขานุการคนเก่งรับคำสั่งจากนายจ้างโดยไม่แสดงความเห็นใดๆ หล่อนคาดเดานายจ้างได้ไม่เคยผิดพลาด คงมีเรื่องทะเลาะกับนางเอกอย่างแน่นอน เหตุทะเลาะเบาะแว้งจะเป็นเรื่องจิปาถะมโนสาเหร่ใด หล่อนก็ไม่อาจทราบได้ ทราบแต่เพียงแต่ว่าวันนี้นายจ้างของตนคงไม่อยู่ที่บริษัทเป็นแน่แท้...งานประชุมวางแผนงบประมาณบริษัทวันนี้ ต่อให้คอขาดบาดตายอย่างไรก็คงต้องยกเลิก หล่อนทอดถอนใจและเริ่มต้นกดเบอร์โทรศัพท์...ตั้งใจจะแจ้งให้ผู้บริหารท่านอื่นถึงการเลื่อนวาระประชุม แน่นอนว่าไม่มีใครคิดจะถือสา...เพราะวิศรุตเป็นพระเอก

วิศรุตก้าวเดินออกจากบริษัทอย่างเร่งรีบ ออกรถจาร์กัวสีดำคันงามสู่การจราจรอันแน่นขนัดของเมืองหลวง จิตใจจดจ่ออยู่กับนางเอกผู้เป็นที่รัก...

นางเอกของเราชื่อ สุพรรษา

สุพรรษาเป็นผู้หญิงที่งามงดทั้งกาย กิริยา วาจา ใจ รูปร่างสูงโปร่งแต่ไม่ผอมบาง ผิวขาวนวลสะอาดแม้ใช้ชีวิตอย่างลำบากตั้งแต่เด็ก ใบหน้ารูปไข่ คิ้วโก่งเป็นคันศร ขนตางอนยาว ดวงตาดำขลับ ฝีปากอวบอิ่มได้รูป ผมยาวสลวยสวยเก๋โดยไม่ต้องจัดทรง อยู่ในอาภรณ์อันสวยงามเกินฐานะ กายามีกลิ่นหอมฟุ้งจำรวยใจ

สุพรรษาเป็นลูกแม่ค้าในตลาด พ่อเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก กระนั้นนางเอกก็มีกิริยามารยาทงามงดราวกับคยใช้ชีวิตอยู่ในวัง ชีวิตที่ยากลำบากมาตั้งเล็กหล่อหลอมให้เป็นคนจิตใจแข็งแกร่งแต่อ่อนไหว สู้คนแต่อ่อนโยน เมตตาแต่ใจแข็ง มองโลกในแง่ดีแต่ขี้น้อยใจ ฉลาดกับทุกคนแต่โง่กับพระเอก

สุพรรษาทำงานเป็นลูกจ้างในร้านดอกไม้เล็กๆในเขตตัวเมือง มีเจ้าของร้านที่ใจดีราวกับเป็นแม่ทูนหัว มีเพื่อนร่วมงานน้ำใจงามที่คอยเอาใจช่วยและสนับสนุนนางเอกในทุกเรื่อง ทุกด้าน ทุกประการ ดังนั้น เธอไม่จำเป็นต้องตัดสินใจอะไร เมื่อมีเหตุการณ์ สถานการณ์ใดเกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ว่าจะสาหัสสำคัญเท่าชีวิตหรือเล็กน้อยเท่าไม้จิ้มฟัน หน้าที่ของเธอคือนำมาเล่าให้เพื่อนร่วมงานและนายจ้างฟังอย่างละเอียด จากนั้นบุคคลเหล่านั้นก็จะเดือดเนื้อร้อนใจแทนราวกับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตตนเอง เธอก็แค่รับฟังคำปลอบประโลม กำลังใจ คำแนะนำจะถูกหรือผิด ไม่รู้ ไม่ต้องตัดสินใจ มีหน้าที่หูเบา เชื่อๆไปแล้วก็ปฏิบัติตาม

ค่าที่สุพรรษาเป็นคนงาม ย่อมมีชายหนุ่มมากมายมาก้อร่อก้อติก ชายหนุ่มเหล่านั้นมีมาทุกประเภททั้งเพื่อนสนิทสมัยเด็กที่ดูว่างงาน วันๆไม่เห็นทำอะไรนอกจากประดิษฐ์ถ้อยคำหวานเลี่ยนบอกรักนางเอก ตำรวจจราจรจากป้อมยามข้างๆ นักเลงหัวไม้ลูกผู้มีอิทธิพลในตลาด ชายหนุ่มนักธุรกิจพันล้านซึ่งบังเอิญมาพบเจอกับนางเอกผู้มีฐานะต่างกันราวฟ้ากับเหวได้อย่างไรก็ไม่ทราบ (หากจะกล่าวถึงที่มาแห่งเหตุที่รู้จักกัน คงต้องย้อนรำลึกไปอย่างน้อยยี่สิบหน้ากระดาษ)

บุคคลเหล่านี้จะเข้ามารบกวนกิจการของร้านดอกไม้มากแค่ไหนใครเล่าจะไปสน ไม่ว่าจะพากันมาแสดงความหึงหวงทะเลาะเบาะแว้งกันในร้าน ไม่ว่าจะมาชวนสุพรรษาสนทนาในเวลางาน ไม่ว่าจะพาเธอไปทานอาหารกลางวันแล้วกลับมาอีกทีตอนบ่ายแก่ๆ หรือแม้แต่ทำตัวอันธพาลทำลายข้าวของในร้านจนเสียหายด้วยโมโหที่เธอเล่นตัว ก็ไม่มีใครใส่ใจ ไม่มีใครมองว่าสุพรรษาทำงานบกพร่องในหน้าที่หรือเป็นต้นเหตุแห่งความเสียหายทั้งปวง สุพรรษายังคงเป็นที่รักของทุกคน...เพราะเธอคือนางเอก

วันนี้สุพรรษามาทำงานสาย ทั้งนายจ้างและเพื่อนร่วมงานกระเซ้าเล็กน้อยแต่ไม่ตำหนิ ใบหน้าสวยงามได้รูปของเธอกระเง้ากระงอดเล็กน้อยด้วยยังงอนพระเอกจากเหตุทะเลาะเมื่อวันก่อน...เมื่อพระเอกบังเอิญเห็นเธอยืนพูดคุยกับชายหนุ่มแปลกหน้าด้วยความสนิทสนม ยิ้มแย้มและหัวเราะหัวใคร่กัน มือของชายหนุ่มคนดังกล่าวเฉี่ยวมาโดนปลายเส้นผมของเธอแค่ปลายเล็บ...พระเอกของเราก็ตัดสินว่าเขาลวนลาม ลืมสิ้นถึงความสุขุม เยือกเย็นของตน พุ่งเข้าชกหน้าอีกฝ่ายทันทีโดนไม่สอบถามใดๆก่อน...ทั้งๆที่ชายผู้นั้นคือพี่ชายของสุพรรษา...ที่เธอไม่เคยแนะนำให้วิศรุตรู้จักมาก่อน

ด้วยเหตุนั้นการต่อว่า ถ้อยคำผรุสวาทระหว่างพระ-นางจึงเกิดขึ้น จบลงด้วยการที่นางเอกไล่พระเอกออกจากร้านตามคำยุยงส่งเสริมของเพื่อนร่วมงานและนายจ้างที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ตลอด...นางเอกหวนนึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยความหงุดหงิดใจ มือบอบบางที่กำลังจัดช่อดอกไม้เผลอกำแน่นจนกุหลาบช้ำโดยไม่รู้ตัว

รถจาร์กัวคันงามแล่นมาจอดหน้าร้านดอกไม้อย่างรวดเร็ว สุพรรษามองเห็นจากหางตาแต่ทำเป็นไม่ใส่ใจ ขณะที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นต่างยื่นหน้ามองที่ร้านอย่างสอด...เอ่อ...อย่างสนใจ จดจำได้ทั้งรูปร่างและทะเบียนรถ ในใจต่างเตรียมพร้อมประเมินว่าวันนี้พระเอกควรจะได้รับการให้อภัยหรือไม่

พระเอกก้าวลงจากรถคันงามด้วยท่วงท่างามสง่า สูทสีเทาหนาดูดีขัดแย้งกับบรรยากาศอบอ้าวของกรุงเทพมหานครเป็นอย่างยิ่ง เดินก้าวเข้ามาในร้านด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ตรงไปยังนางเอกผู้ยังทำเป็นไม่สนใจ

“สุพรรษา ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ”

“แต่ดิฉันไม่มีเรื่องต้องคุยกับคุณ”

“เหตุการณ์วันก่อนผมไม่ผิด พี่ชายของคุณทำท่าเหมือนจะลวนลามคุณ เป็นใครก็ต้องเข้าใจผิด”

สุพรรษาหันกลับมามองด้วนสายตาโกรธขึ้ง กระนั้นก็ยังน่ามอง ความงามของเธอทำให้พระเอกตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วครู่

“แต่คุณไม่ถามดิฉันก่อน คุณไม่เคยไว้ใจดิฉัน”

“อย่างกับคุณน่าไว้ใจนัก สุพรรษา วันๆก็ยั่วยวนผู้ชายไปทั่ว”

พระเอกพูดจาคะนองปากไปด้วยความโกรธ ความต้องการเอาชนะ นางเอกผู้ทนไม่ได้กับคำดูถูกเหยียดหยามยืนตัวสั่นด้วยความโกรธ มือเล็กบอบบางตบฉาดลงบนใบหน้าอันหล่อเหลาของอีกฝ่ายทันที มีเสียงถอนหายใจดัง...เฮือก...จากกองเชียร์ที่อยู่ด้านข้าง

วิศรุตตาลุกวาวด้วยอารมณ์โทสะ รวบนางเอกเข้าสู่อ้อมกอดแข็งแกร่งแล้วระดมจูบทันที สุพรรษาขัดขืน...แต่ยากที่จะเอาชนะกำลังชายชาตรี เธออ่อนระทวยด้วยรสจูบ สติหลุดลอยไปเสี้ยววินาทีจากนั้นจึงรู้สึกตัว ผลักตัวออกจากอ้อมกอด แล้วตบหน้าพระเอกอีกฉาด...แล้วต่อว่าด้วยถ้อยคำที่มนุษย์ปกติในสถานการณ์ดังกล่าวไม่พูดกัน

“คุณมันเลว...”

วิศรุตยกมือขึ้นลูบแก้มของตนที่ปรากฏรอยแดง แค่นยิ้มออกมาเล็กน้อยทั้งที่ดวงตายังลุกโชนด้วยความหึงหวง พุทธิปัญญาเพิ่งบังเกิด คิดได้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ที่ทำได้คือการหลบไปเสียก่อน...ก่อนที่สถานการณ์จะยิ่งแย่หนักขึ้นและทำให้ตัวเองเสียคะแนนพระเอก เขาจ้ำพรวดๆก้าวออกจากร้าน ออกรถจาร์กัวคันงามสู่ท้องถนนอย่างรวดเร็ว

สุพรรษายังคงยืนตะลึงนิ่งขึงด้วยความโกรธไปอีกอย่างน้อยหนึ่งนาที จากนั้นความอับอายจึงตามมา พลอยทำให้ใบหน้าสวยงามของเธอแดงก่ำชัดเจน กองเชียร์ด้านข้างเริ่มต้นการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส ฉากละครชั้นดีมีมาให้ชมต่อหน้าโดยไม่ต้องกลับไปดูละครภาคค่ำ

“ดูสิเธอ ทำไปได้”

“รวบเข้ามาจูบในวงแขนเลยนะ อู๊ย...ฉันล่ะสยิวแทน”

“ผู้ชายก็นิสัยแย๊ แย่ แต่ฉันก็เชียร์ให้ษาคืนดีกับเขานะ”

“ฉันว่าษาไม่น่าจะให้อภัยนะ ยิ่งมาทำหยาบคายแบบนี้อีก”

กองเชียร์นินทากันอย่างสนุกสนานโดยไม่ให้สนใจว่าจะลอยเข้าหูนางเอกของเราหรือไม่ ถึงอย่างไรเธอก็ต้องรอ...รับคำแนะนำของพวกเขาอยู่แล้วนี่

ข้อสรุปสุดท้ายที่บรรดากองเชียร์ลงมติกันคือ นางเอกของเราต้องไม่ให้อภัยพระเอก...ซึ่งสุพรรษาก็รับฟังและยอมรับโดยดุษณี ดวงตาลุกวาวรุ่งโรจน์มั่นใจในการตัดสินใจ...ที่ไม่ใช่ของตนเอง ใบหน้ารูปไข่ยังแดงก่ำด้วยความขวยอายในบทจูบ หญิงนายจ้างผู้โอบอ้อมอารีแสดงใบหน้าเป็นห่วงเกินความจำเป็น

“หนูษา! หน้าแดงก่ำเชียว ไม่สบาย มีไข้หรือเปล่าจ๊ะ เอาอย่างนี้ อย่าทำงานเลยวันนี้ไปพักผ่อนที่บ้านเถอะจ้ะ”

เมื่อพูดจบ ทุกคนก็ต่างเห็นด้วย เออออห่อหมกไปตามๆกัน สุพรรษาทัดทานความเห็นเหล่านั้นพอเป็นพิธี สุดท้ายก็ต้องปฏิบัติตาม ขอหยุดงานอย่างเสียไม่ได้ทั้งๆที่วันนี้ยังมิได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอันแม้แต่น้อย ไม่มีใครตำหนิ...เพราะเธอคือนางเอก

ฝั่งพระเอกของเรา...จิตใจรุ่มร้อนไปด้วยโทสะ อารมณ์หึงหวงนางเอก ไม่เหลือกะจิตกะใจจะกลับไปทำงานที่บริษัท ...เธอจะต้องรู้สำนึกในสิ่งที่เธอทำกับเขา...เขานึกในใจ ว่าแล้วก็หยิบโทรศัพท์มือถือยี่ห้อใหม่ล่าสุดขึ้นมากดโทรออกโดยไม่ใส่ใจกฎจราจรใดๆ สั่งการเลขานุการคนเก่งผ่านทางสายโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว

...เลขานุการคนเก่งของเราล่ะ เพิ่งผ่านพ้นจากการเจรจารับรองชาวต่างชาติผู้มาดูงาน ณ บริษัทอย่างเหน็ดเหนื่อยแล้วก็ยังต้องรับสายโทรศัพท์นายจ้างผู้แทบไม่ได้โผล่หน้ามาที่บริษัททั้งวัน เขาแจ้งให้ทราบว่าพรุ่งนี้เขาจะหยุดงาน ซึ่งจะหยุดต่อเนื่องไปอีกกี่วันก็ไม่อาจทราบได้ เขายังสั่งให้เธอจองที่พักริมทะเลห่างไกลผู้คนให้อีกด้วย ไม่ต้องคิดวิเคราะห์ สมองอันฉับไวของหล่อนก็ทราบได้ในทันทีว่านายจ้างของเธอตั้งใจจะพาคนรักไปปรับความเข้าใจในสถานที่ดังกล่าว แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรเหนือไปจากนั้นอีก ไม่ใช่หน้าที่ของเธอ จะพูดให้ถูกคือไม่ใช่บทบาทของเธอ เพราะเธอไม่ใช่นางเอกหรือพระเอกในเรื่องนี้







 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2551 13:54:51 น.
Counter : 2099 Pageviews.  

คนแปลกหน้าที่รู้จักกันดี

วันนี้ฉันตื่นนอนแต่เช้า อากาศค่อนข้างดี ฉันอาบน้ำ แต่งกายด้วยชุดสวยหวังให้ถูกใจเขา ฉันคาดหวังว่าวันนี้จะเป็นวันที่ดีวันหนึ่ง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ไม่ต้องส่องตาแมวฉันก็รู้ว่าเป็นเขา ฉันเปิดประตู

“อรุณสวัสดิ์ครับ”

เดชนั่นเอง ใบหน้าดูเรียบเฉยแต่สายตาเขากำลังยิ้มแย้ม รูปร่างสูงใหญ่ที่ฉันคุ้นเคยอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนที่ฉันให้เป็นของขวัญวันเกิดเข้ารูปกับกางเกงสีดำที่แนบสนิทกับเรียวขายาวของเขา ในมือมีดอกกุหลาบสีชมพูช่อเล็กๆช่อหนึ่ง

“ดอกไม้นี่อะไรกัน ให้รินใช่ไหมเอ่ย”

ฉันไม่รอคำตอบ ฉวยดอกไม้จากมือเขามาสูดกลิ่นหอม เอาใส่แจกันบนโต๊ะแล้วฉันก็เลิกสนใจมัน ฉันหันกลับมาคล้องแขนเขาด้วยทีท่าออดอ้อนแล้วเอ่ยถามขึ้น

“วันนี้เราจะไปไหนกันดีคะ”

“เราจะไปสวนสนุกครับ”

“สวนสนุก...”

ฉันหลุดขำไม่ได้ ตลอดเวลาที่คบกัน เขามีอะไรให้ประหลาดใจเสมอ แต่นั่นก็ทำให้ชีวิตที่เงียบหงอยของฉันมีรสชาติไปอีกแบบ

“สวนสนุก...ไปก็ไปค่ะ รินตามใจเดช”

ฉันเงยหน้ายิ้มให้เขา แล้วเราก็ก้าวเดินออกจากห้องของฉัน เดินทางไปยังสวนสนุกด้วยกัน

บนรถไฟฟ้าเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างมีกิจธุระส่วนตัวกันในวันหยุด ฉันรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยกับคนจำนวนมากที่พากันแทรกตัวเบียดเสียดกัน แต่ก็ทำให้ฉันได้ใกล้ชิดกับเขายิ่งขึ้น เดชโอบตัวของฉันเข้ากระชับกับตัวเขาแน่น ไม่ให้ซวนเซไปตามฝูงคนที่แออัด ฉันสูดกลิ่นกายจากตัวเขา รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดภายใต้อ้อมกอดนั้น

กว่าเราจะไปถึงสวนสนุกก็สายมากแล้ว อากาศร้อนมาก ฉันหน้าแดงก่ำไปหมด เดชรีบพาฉันไปในที่ร่มแล้วเอาผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้อย่างเอาอกเอาใจ

“พอแล้วค่ะ เดชเอาใจรินขนาดนี้ เสียคนกันพอดี”

ฉันหัวเราะ แต่เขากลับมองฉันด้วยสายตาหวานซึ้ง

“ก็ผมรักรินนี่”

ฉันทำสีหน้าเรียบเฉยแต่เขามองเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของฉัน ฉันทุบไหล่เขาทีหนึ่งด้วยความอาย

ตลอดช่วงวัน เราสนุกกันมาก เขาพาฉันเล่นเครื่องเล่นหลากหลายชนิด สนุกสนานตื่นเต้นไปกับบรรยากาศรอบข้างเหมือนเด็กถูกพามาเที่ยวสวนสนุกเป็นครั้งแรก

เรานั่งพักเหนื่อยกันที่ม้าหิน เขาเดินไปซื้อไอศกรีม รสกาแฟของเขาและรสวานิลลาของฉัน
ฉันละเลียดไอศกรีมในมืออย่างอ้อยอิ่ง เอียงคอเล็กน้อย เหลือบมองหน้าเขาจากด้านข้าง ใบหน้าเขาดูสงบนิ่งแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนคุณพ่อที่คอยดูแลลูกน้อย

“เราจะไปไหนกันต่อคะ”

“รินคงเหนื่อยแล้ว เราไปดูหนังกันไหมครับ”

“ก็ดีค่ะ รินมีหนังเรื่องที่กำลังอยากดูพอดี”

เขาหันมายิ้มน้อยๆให้ฉัน ฉันมองเข้าไปในตาของเขา...รู้สึกถึงความรักที่ท่วมท้นอยู่ภายในนั้น

เขาเคยถามฉันว่า ฉันชอบอะไรในตัวเขามากที่สุด ฉันตอบว่า ฉันชอบดวงตาของเขา ดวงตาของเขาดูลึกล้ำไม่มีที่สิ้นสุด แต่กระนั้นก็ให้ความรู้สึกอันแสนอบอุ่น เมื่อฉันสบตากับเขา ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองล่องลอย อ่อนแอ สิ้นไร้เรี่ยวแรง ดวงตาของเขาโอบกอดฉันลึกซึ้งถึงวิญญาณ ปกป้องดูแลและคอยให้กำลังใจ
ครั้นฉันถามกลับไป แล้วเขาเล่าชอบส่วนไหนของฉันมากที่สุด เขากลับบอกว่าเขาชอบทุกๆอย่างในตัวฉัน เขารักทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวฉันคนนี้ มีรูปร่างหน้าตา อุปนิสัยใจคออย่างนี้...แม้ว่าฉันจะมีส่วนด้อย หรือจะมีข้อตำหนิใดเขาก็ยินดียอมรับ ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง หากฉันไม่ยินยอม...

นั่นเป็นเรื่องที่เราคุยกันในอดีตนานมาแล้ว...

“ถ้างั้นเราไปกันเถอะครับ”

เขาลุกขึ้นยืน ส่งมือให้ฉันพยุงตัว ฉันแกล้งทำมารยา ทรงตัวไม่ถนัด หวังให้เขาช่วยประคอง ด้วยอยากอยู่ในอ้อมแขนเขาไปนานๆ

ภายในโรงหนังไม่ค่อยมีคนเท่าไรนัก จิตใจของฉันจดจ่อไปกับเนื้อหาภาพยนตร์อันแสนเศร้าสลด ฉันได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นดังแว่วๆ ผู้หญิงเจ้าน้ำตาบางคนคงกำลังอินกับบทบาทในหนังกระมัง

“รินไม่สงสารนางเอกเหรอ”

ฉันสะดุ้ง หันไปมองเขาที่อยู่ข้างๆ แปลกใจกับคำถามนั้น

“สงสารสิ เดช”

“รินไม่เห็นร้องไห้”

ฉันหัวเราะ

“รินใจแข็งอยู่แล้ว ไม่อินไปกับหนังหรอก เดช”

“รินก็พูดอย่างนี้ทุกที ชอบทำเป็นใจแข็ง แต่ความจริงแล้วอ่อนไหว ตอนอยู่ในบ้านผีสิง รินบอกว่าไม่เห็นน่ากลัว ไม่กลัวๆ แต่ก็กอดผมเสียแน่น ตอนนี้บอกไม่อินไปกับหนัง ดูสิ เสียงสั่นเครือเชียว”

เขามองฉันด้วยสายตายิ้มละลายใจนั่นอีกแล้ว ฉันทุบไหล่เขาเบาๆทีหนึ่ง

“เกลียดนักเชียว คนรู้ทัน”

เขาโอบฉันซบลงบนไหล่กว้าง ฉันสะอื้นเล็กน้อย ซาบซึ้งไปกับภาพบนจอหนังและสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

กว่าเราจะออกจากโรงหนัง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว เขาหัวเราะเบาๆ

“คราวนี้เราจะไปไหนกันต่อดี”

“รินหิวแล้ว”

“นั่นสินะ รินอยากกินร้านไหนล่ะ ตามใจริน”

ฉันอยากได้ร้านอาหารที่มีบรรยากาศดีๆ จึงจูงมือเขาออกมานอกห้างสรรพสินค้า เราเจอร้านอาหารภายใต้แสงไฟสลัวคลอเคล้าเสียงเพลงร้านหนึ่งในถนนที่ไม่มีคนพลุกพล่านนัก

ฤทธิ์สุราทำให้ฉันรู้สึกมึนงงเล็กน้อย แต่ก็มีความสุขอย่างประหลาด เขามองฉันผ่านแสงไฟสลัวๆด้วยสายตาเป็นห่วง กลัวว่าฉันจะดื่มมากจนเกินไป ฉันหัวเราะ บอกเขาว่าจะเป็นอะไรไป...วันนี้เป็นวันดีวันหนึ่ง

ทำนองเพลงคุ้นหูดังจากเวที ทำนองอ้อยอิ่งเศร้าสร้อยกระทบโสตประสาทของฉัน ฉันลุกพรวดขึ้นทันที โบกมือเรียกบริกร

“รินจะทำอะไรน่ะ”

เขาลุกขึ้นบ้าง ดูตกใจเล็กน้อย ฉันหัวเราะอีกครั้ง

“เพลงนี้เพลงโปรดรินเลยนะ เดช รินขอร้องเพลงนี้นะ”

ฉันไม่รอเขาห้ามปราม บริกรยินดีตามที่ฉันร้องขอ แล้วฉันก็ขึ้นไปอยู่บนเวที ฤทธิ์สุราทำให้ฉันกล้าอย่างน่าแปลกใจ
นักดนตรีเริ่มต้นเล่นเพลงอีกครั้ง ฉันร้องเพลงไปตามทำนองที่คุ้นเคย


รู้ดีว่าเธอมาลา แค่สบตาก็รู้สึก..ก็รู้ตัว
ฉันยอมบอกเลยว่ากลัว
ใจมันมัวและหมองหม่น..ไม่พร้อมจะฟัง



ผู้คนในร้านต่างนั่งฟังฉันร้องเพลงราวกับอยู่ในมนต์สะกด เดชยืนอยู่ข้างเวที มองฉันด้วยสายตาแสดงความเป็นห่วง


ก็คนมันเคยมีใจ ไม่ใช่คนไม่รู้จัก .. ไม่รู้ใจ
ให้เป็นคนอื่นคนไกล
โดยที่ใจฉันรักอยู่..ช่างยากเย็น



...ฉันมองไปรอบๆกาย สายตาเริ่มรู้สึกพร่าเลือน...


สิ่งที่ฉันต้องเจอ..ยังเจอไม่ไหว
อย่าให้ฉันต้องเจอมันเลยได้ไหม
กับฉันวันนี้ ไม่มีทางไหน
ที่จะลืมว่ารักเธอ

สิ่งที่ฉันต้องเจอ..มันเจ็บรู้ไหม
อย่ากลายเป็นคนแปลกหน้าที่เคยรู้จักดี
กับคนที่เคยรักกัน
อย่าเป็นแบบนั้...



ฉันร้องได้ไม่จบเพลง หยุดชะงักอยู่แค่นั้น รู้สึกเหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างจุกแน่นอยู่ในคอหอย ผู้คนที่อยู่เบื้องล่างต่างพากันมองฉันอย่างงุนงง และไม่เข้าใจ
เดชขึ้นมาช่วยฉัน เดชที่ฉันรัก...และปกป้องฉันเสมอมา เขาประคองฉันและกระซิบข้างหูเบาๆ

“รินเมามากแล้วล่ะ เดชว่าเราควรกลับได้แล้วนะ”

ขากลับเรานั่งรถแท็กซี่ ฉันรู้สึกมึนงงราวกับไม่มีสติ เดชคอยกุมมือฉันด้วยความห่วงใย

เมื่อถึงประตูหน้าห้องฉัน ฉันจึงรู้สึกตัวดีขึ้น หากแต่ยังเซอยู่บ้างและต้องคอยพิงตัวเขาตลอดเวลา

“วันนี้รินมีความสุขมากๆเลย ขอบคุณนะ เดช”

เขายิ้มให้ฉัน

“ผมก็มีความสุขมากเหมือนกัน”

“เดชจะกลับยังไง ดึกป่านนี้แล้ว”

“รินไม่ต้องห่วงหรอก เขามารับผมแล้ว เขาโทรหาผมก่อนเราออกจากร้านน่ะ”

ฉันมองลงไปยังชั้นล่างของคอนโดมิเนียม ผู้หญิงหน้าตาสะสวยคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถมินิสีแดงคันสวยโบกไม้โบกมือให้เรา เธอยิ้มให้ฉันอย่างมีไมตรีจิต ฉันรู้จักเธอดี...เธอคือคนรักใหม่ของเดช ฉันรู้สึกหมดเรี่ยวแรงยิ่งขึ้น ยืนทรงตัวไว้ไม่อยู่ เอ่ยขึ้นมาอย่างแผ่วเบา

“หลังจากวันนี้เราจะกลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันใช่ไหม เราจะเลิกติดต่อกันโดยเด็ดขาด เราจะไม่มาพบกัน ไม่พูดคุยกัน...”

“รินเป็นคนบอกเลิกผมเองนะ”

เขาเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย แม้แต่ดวงตา...คราวนี้มันช่างดูเรียบเฉยและเยือกเย็น…

“รินควรจะพักผ่อนมากๆ ดูแลตัวเองดีๆ เป็นผู้หญิงอยู่คนเดียวแบบนี้…”

เราสบตากันนิ่ง...เขาโอบกอดฉันเป็นครั้งสุดท้าย โน้มตัวจุมพิตฉันอย่างแผ่วเบา...จูบสุดท้ายที่แสนเนิ่นนาน...

“ลาก่อนค่ะ คนแปลกหน้า...”

ฉันกล่าวลาด้วยน้ำเสียงสะลึมสะลือ ก้าวเข้าไปในห้องของตนเองแล้วปิดประตู




ฟังเพลงประกอบ




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2551 13:48:39 น.
Counter : 2032 Pageviews.  


มีชีวิตบนดาวอังคารหรือเปล่านะ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]






....โลกมนุษย์นี้ไม่มีที่แน่นอน
ประเดี๋ยวเย็นประเดี๋ยวร้อนช่างแปรผัน
โชคหมุนเวียนเปลี่ยนไปได้ทุกวัน
สารพันหาอะไรไม่แน่นอน
ชีวิตเหมือนเรือน้อยล่องลอยอยู่
ต้องต่อสู้แรงลมประสมคลื่น
ต้องทนทานหวานสู้อมขมสู้กลืน
ต้องจำฝืนสู้ภัยไปทุกวัน
เป็นการง่ายยิ้มได้ไม่ต้องฝืน
เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์
แต่คนที่ควรชมนิยมกัน
ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา


พันตรีหลวงวิจิตรวาทการ





เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา
จงเลือกเอาสิ่งที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู
เรื่องที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย
จะหาคนที่มีดีเพียงส่วนเดียว
อย่าเที่ยวเสาะหาสหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเล่าเอย
ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง

หลวงพุทธทาส





ชีวิตใกล้ปัจฉิมวัย ไม่เป็นไปตามแผนการเมื่อปฐมวัย อะไรที่ยิ่งใหญ่เมื่อเช้า เป็นของเล็กน้อยเมื่อเย็น อะไรที่เป็นสัจจะเมื่อแดดจ้า กลายเป็นมายาเมื่อยามพลบ

We cannot live the afternoon if life
according to the program on life’s morning; for what was great in the morning will be little at evening, and what in the morning was true will at evening have become a lie.



C.G. Jung.




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add มีชีวิตบนดาวอังคารหรือเปล่านะ's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.