ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง
ชำแหละทุกประเด็นคำถามclassicที่Royalistต้องถามและสมาชิกฟ้าเดียวกันต้องตอบให้ได้1

พุฒิพงศ์ ******** (ผู้เขียนบทความ)
นักศึกษาชั้นปีที่ 1. ปีการศึกษา 2550
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


ข้อชี้แจงเบื้องต้น : ข้อเขียนนี้ ผู้เขียนได้รวบรวมประเด็นที่ถูกถามทั้งหน้าไมค์ และ หลังไมค์ ในคำถามเหล่านี้ พบว่า ซ้ำกันอยู่มาก ในโอกาสที่ผู้เขียนได้สนทนาหลังไมค์กับสมาชิกท่านหนึ่ง(ขอสงวนนามตามมารยาท) ซึ่งกวาดคำถามเหล่านี้มาปริมาณมาก และใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะพิมพ์ตอบเสร็จสิ้น จึงใช้โอกาสนี้ในการรวบประเด็นให้เป็นระเบียบ เพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานะของสถาบันพระมหา กษัตริย์ ภายใต้ระบอบการปกครองประชาธิปไตย

รูปแบบของบทความนี้ จะเป็นปัญหาการตั้งประเด็น และ ตอบ โดยถ้อยคำที่ยกขึ้นมาเป็นประเด็น(อยู่ในเครื่องหมายคำพูด)จะเป็นส่วนของผู้ ที่ถูกผู้เขียนตอบ ในส่วนคำตอบหรือคำอธิบายของผู้เขียน จะอยู่ในบรรทัดถัดไป

ผู้เขียนจะแบ่งเนื้อหาออกเป็นภาค ๆ เพื่อความเป็นระเบียบในเนื้อหา

หมายเหตุ :

1.ผู้เขียนได้รับความยินยอมร่วม จากสมาชิกผู้เป็นเจ้าของคำสนทนาที่ถูกนำมาใช้ในบทความนี้แล้ว
2.บทความนี้ ในส่วนของการถาม-ตอบ อาจปะปนภาษาสนทนาเป็นส่วนมาก และผู้เขียนพยายามคงรูป
แบบเดิมไว้ ท่านผู้อ่านโปรดเข้าใจ

ภาคที่1. : หลักการเบื้องต้นของสถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

“...ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ...”

คำนี้บกพร่องในสาระสำคัญครับ กล่าวคือ ต้องแยก "ระบอบการปกครอง" กับ "รูปแบบของรัฐ" ออกจากกัน

“ประชาธิปไตย” ก็คือประชาธิปไตย (ไม่ต้องมีสร้อยท้าย) เพราะ คำว่า “อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ได้สื่อโดยรูปแบบของรัฐ ที่เป็น "ราชอาณาจักร"อยู่แล้ว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ “ระบอบการปกครอง” และคำว่า “ภายใต้รัฐธรรมนูญ" มันสื่อโดย “ระบอบการปกครอง(ประชาธิปไตย)”อยู่ในตัว

ถาม ว่าบกพร่องอย่างไร? ท่อนความดังกล่าว อาจทำให้เข้าใจกันคลาดเคลื่อนไปได้ว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงสิทธิบางประการอันสำคัญ ถึงขนาดถูกเขียนหรือพูดติดปากเป็นสร้อยท้ายของระบอบการปกครอง ซึ่งเป็นความสำคัญผิด และมีความคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรง ดังจะขยายความต่อไป


“เรื่อง The King can do No Wrong พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าฯ แต่ไม่ปกครอง พระบรมราชโองการทางการเมืองต้องมีผู้รับสนองฯแล้วผู้รับสนองคือผู้รับผิดชอบ ผมคิดว่าคุณน่าจะรู้ว่าพระบรมราชโองการทางการเมืองเกิดจากคำแนะนำของผู้อื่น เช่นคำแนะนำของรัฐสภา หรือ คำแนะนำของคณะรัฐมนตรี”

ใช่ ผมไม่เคยปฏิเสธ และผมยืนยันตลอดว่า “ต้องเป็นเช่นนั้นเสมอ” แต่ที่ผมพูดถึง คือ พระราชดำรัส , โครงการพระราชดำริ หรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เหล่านี้พระมหากษัตริย์ไม่สมควรกระทำ และไม่มีอำนาจหน้าที่ที่ต้องทำหรือจะกระทำได้ด้วย (คุณต้องให้ความสำคัญเชิงระบบครับ ซึ่งจะอธิบายต่อไป)


“สังคมไทยเป็นสังคมที่มีระดับชั้นทางสังคม ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมไทยมีบทบาทอย่างไรพระมหากษัตริย์ก็มีบทบาทเช่นนั้นแต่มีสถานะสูงกว่าความคิดที่ว่ากษัตริย์ต้องไม่ทำอะไรเลย ขัดกับบทบาทที่เป็นจริงของพระมหากษัตริย์ไทย ที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง”

คุณ ต้องตั้งสติแล้วค่อยคิดนะครับ คือ ระบบที่คุณว่ามันไม่ใช่เรื่อง "ชนชั้น" แต่เป็นเรื่อง "มารยาททางสังคม" ไม่เกี่ยวกับการ “ใช้อำนาจ” เอาล่ะจะเป็นอะไรมันไม่ใช่สาระสำคัญ

สิ่งที่ต้องสนใจคือ คุณจะเอาประเพณีมาใช้ได้ ต่อเมื่อมันไม่ขัดต่อระบอบการปกครอง ถ้าคุณยกกษัตริย์เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ก็คงได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า “กษัตริย์ต้องไม่ลงมาจัดการงานใด ๆ” เพราะ ในฐานะผู้ใหญ่ต้องเป็นที่เคารพของราษฎร หากผู้ใหญ่เข้ามาจัดการโดยบงการเองแล้ว หากผิดพลาดอะไร “เด็กมันถอนหงอก” ให้ได้ ! ฉะนั้น สิ่งที่คุณจะสื่อในความเป็น “ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง” จึงต้องมีอำนาจจัดการ บงการทุกสิ่ง มันบกพร่องและขัดแย้งกับตัวระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง เพราะ ผู้บงการอำนาจรัฐ(ตัวจริง) มิใช่ “ราษฎร” (สิ่งที่คุณเสนอมันเป็นประชาธิปไตยตรงไหน?)


“ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นอดีตประธานบริษัทที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว ยังสามารถพูดให้ความเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานของบริษัทได้ หรือ อดีตนายกฯ อดีตประธานาธิบดี ยังสามารถพูดให้ความเห็นเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งที่ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารอะไรเลย

ทำนองเดียวกันแปลกอะไรที่พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศจะมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับชาติบ้านเมือง ส่วนรัฐบาลจะนำไปปฏิบัติหรือไม่เป็นอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลเองที่จะตัดสินใจดำเนินการ”


คุณเปรียบกษัตริย์ ในรูปของอดีตผู้มีอำนาจในบริษัทไม่ได้ เพราะ “ผลของการกระทำ” และ "กลไกเชิงระบบ" มันต่างกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ :

ก.ผลของการกระทำ : การแสดงความเห็นของกษัตริย์ ซึ่งโดยสภาพความเป็นประมุขแห่งรัฐ และความเชื่อตกค้างจากระบอบการปกครองเดิม(ในความเคยเป็นเสมือนเทวะ “กษัตริย์” จึงทรงความเชื่อทางสังคมในระดับหนึ่ง การให้ความเห็นไปในทางใดย่อมมีผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย [ในระบอบปชต. “ความคิดเห็น” เป็นเสรีภาพ เป็นอำนาจอิสระ] ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องแสร้งยอมรับ(โดยจำยอม) เพราะ หากแสดงความเห็นขัดหรือแย้ง ก็จะถูกหยิบประเด็นโดยฝ่ายตรงข้าม เอามาโจมตีทางการเมือง ด้วยข้อหา “ไม่จงรักภักดี/ไม่รักสถาบัน/ ไม่ศรัทธาในกษัตริย์” และจะพาลเสียงคะแนนนิยมทางสังคมด้วย อีกทั้ง จะวิจารณ์ก็ถูกกฎหมายห้าม(มาตรา112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ดังจะอธิบายต่อไป)


ข.กลไกเชิงระบบ : โดยตัวระบบตามระบอบการปกครองปชต. จัดให้มี “ประมุขแห่งรัฐ”ขึ้น ถ้าในประเทศที่ใช้รูปแบบแห่งรัฐ เป็นราชอาณาจักร ตัวประมุขแห่งรัฐ ก็คือ กษัตริย์ (ดำรงตำแหน่งตลอดชีพ และถ่ายทอดทางสายเลือด) ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางการทูต และตรากฎหมายที่ถูกเสนอมาให้ต้องตราเท่านั้น โดยไม่สิทธิจะทำอย่างอื่นอีก เพราะพระองค์ต้องไม่มีสิทธิทำอะไร เพราะพระองค์ “ถูกห้ามรับความผิด” (หมายถึง ทรงรับผิดใด ๆ ไม่ได้ ดังนั้น กษัตริย์จึงต้องไม่ทำอะไร ตามหลัก the king can do no wrong) เว้นแต่ การทรงสิทธิ 3 ประการ ซึ่งต้องทำต่อเมื่อมีผู้รับสนอง เป็นไปตามหลักรัฐธรรมนูญทั่วไป ที่ว่า “To state the matter shortly, the Sovereign has, under a constitutional monarchy such as ours, three rights — the right to be consulted, the right to encourage, the right to warn. And a king of great sense and sagacity would want no others. He would find that his having no others would enable him to use these with singular effect.”

อ้างอิง : Walter Bagehot (Author), Paul Smith (Editor), The English Constitution , London: Cambridge, 2001, p. 60.

คุณจะเห็นได้ว่า องค์กรกษัตริย์ กับ องค์กรเอกชน เช่น บริษัท ในตัว "ผู้นำ"ขององค์กร มีความแตกต่างกันอย่างยิ่งในสาระสำคัญทุกประการ มันแทบจะเอามาเทียบกันไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมรู้สึกแปลก ๆ ที่คุณยกขึ้นมาอ้าง ผมเข้าใจว่า คุณพยายามสื่อความว่า "กษัตริย์เคยเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐเดิม!" : ซึ่งมันมั่ว สับสน และผิดระบอบฯโดยชัดแจ้ง สำหรับการอ้างแบบนี้


“ความคิดที่ว่าบทบาทของสถาบันฯ ควรเป็นอย่างไร ก็เป็นแค่ความคิดของคนๆ หนึ่ง เหมือนคุณเหมือนผม จะไปยึดว่ากษัตริย์ไทยต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้เหมือนประเทศนั้นประเทศนี้โดย อ้างอิงตำราอะไรก็ตาม สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริงว่าพระมหากษัตริย์ไทยไม่เหมือนกษัตริย์ประเทศ อื่นๆ (ที่จริงก็ไม่มีที่ไหนเหมือนกันสักประเทศ)”

ไม่จริงเลยครับ มันเป็นเรื่องของ logic และหลักการที่ยอมรับร่วมกันสำหรับประเทศซึ่งให้มีกษัตริย์เป็นประมุข

เช่น เรื่องหลัก The king can do no wrong. กษัตริย์ทรงทำผิดไม่ได้ “เพราะกษัตริย์ต้องไม่ทรงทำอะไรโดยพระองค์เอง” แต่ไม่กี่ปีมานี้ กษัตริย์ภูมิพล กลับมีพระราชดำรัสว่า พระองค์ทรงทำผิดได้! ฟังดู “เหมือนดี”

มีคำถามว่า : ถ้าทรงทำผิดได้ แปลว่า ทรงทำอะไรโดยไม่ต้องมีผู้รับสนองฯ และ โดยไม่ต้องรับผิดชอบ ใด ๆ ก็ได้กระนั้นหรือ ! บทสรุปคือ คำกล่าวเชิงประชดที่ว่า “กษัตริย์” เป็นเทวดา คำนี้มันผิดตรงไหน? ถ้าอาศัยหลักการ(อะไรไม่ทราบ)ที่คุณว่ามา)

เรื่อง บทบาทของพระมหากษัตริย์ไม่ใช่เรื่องที่เคลื่อนไหวตามใจ/อารมณ์แต่ละคน "การกระทำของกษัตริย์"ที่ผมหรือ อาจารย์สมศักดิ์ รวมถึงหลายท่านในฟ้าเดียวกันนำเสนอ ล้วนมาจากการอธิบายตามหลักคิดที่ทั่วโลกยอมรับ คุณจะมาบอกว่า “ตำราอะไรก็ช่าง” หรือ “ประเทศอื่นจะยังไงก็ช่าง” แล้วคุณมาด่วนสรุปเอาเองว่า “กษัตริย์ไทยไม่เหมือนกษัตริย์ประเทศอื่น ๆ” อย่างนี้มันเคลื่อนไหวตามจิตใจ มันไร้ความแน่นอน คุณจะเอาความไม่แน่นอน มาใช้เป็นบรรทัดฐานตัดสินระบบไม่ได้ !

คุณเอาสภาพที่เกิดขึ้นใน ปัจจุบัน(ซึ่งวิปริตไปจากหลักการที่โลกยอมรับ รวมถึงเป็นไปตามหลักตรรกะด้านอำนาจรัฐในระบอบการปกครอง พูดง่าย ๆ ว่า คุณปฏิเสธหลักการและเหตุผลทั้งปวง โดยยึดสภาพที่วิปริตรในสังคมไทย ไป "ตัดสิน" หลักการได้อย่างไร? พูดสั้น ๆ คือ "คุณกำลังเอาสภาพที่วิปริตร ไปวินิจฉัยหลักการ" มันตลกครับ!

คุณต้องเอาหลักการเป็นตัวตั้ง แล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ผิดจากหลักการอย่างไรบ้าง? แล้วปรับให้มันถูกเป็นระเบียบ มิใช่ “เอาสภาพที่วิปริต ไปวินิจฉัยหลักการ” วิธีการนี้มันพื้นมาก ๆ แต่คุณยกมาพูดกลับตาลปัตรทั้งหมด


“ถ้ารูปแบบการปกครองของแต่ละประเทศต้องเหมือนกัน คงไม่เกิดความจริงเชิงประจักษ์ว่าทุกประเทศในโลก มีระบอบการปกครองไม่เหมือนกันเลย”

เฮ้อ ! คือ ตัว "ระบอบการปกครอง" มีหลาย ๆ ประเทศมาก ๆ ที่ใช้ระบอบซ้ำกัน เช่น อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น สวิส ไทย ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ซึ่งใช้ระบอบประชาธิปไตยดุจกัน กล่าวคือ "หลักการทางการปกครอง"เดียวกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ "กระบวนการจัดการชั้นรายละเอียด" ซึ่งต้องไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยะสำคัญ หากประเทศนั้น ๆ ได้ใช้ระบอบการปกครองเดียวกัน ดังนั้น การจัดการใดที่เกี่ยวข้องในสาระสำคัญของกระบวนการ "ใช้อำนาจรัฐ" หรือ "อำนาจอธิปไตย" จะต้องมีสาระสำคัญที่ไม่บิดเบือนจากกัน !


“พระราชดำรัสที่พระองค์พูดขึ้นส่วนใหญ่ก็เป็นไปในแนวทางการให้กำลังใจต่อรัฐบาลทั้งนั้น ผมศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ก็ไม่เคยเลยครับ ที่จะพูดชี้นำการทำงาน หรือ วิพากษ์การทำงานของรัฐบาล ดังนั้นจึงถือว่ายังดำรงตนอยู่เหนือการเมือง เมื่อต้นปี 2549 คุณก็ได้เห็นมีการขอนายกฯพระราชทาน พระองค์ท่านยังปฏิเสธเลยครับ และกล่าวว่ามันไม่เป็นประชาธิปไตยนี้คือสิ่งพิสูจน์ว่าในหลวงทรงเคารพใน ระบอบประชาธิปไตย และ ทรงวางพระองค์อยู่เหนือการเมืองอย่างเคร่งครัด”


การที่กษัตริย์ตรัสสิ่งใดออกมาโดยไม่มีผู้รับสนอง(คนร่างให้พูด) ถ้ากษัตริย์ตรัสอะไรผิดพลาด กษัตริย์จะรับผิดชอบหรือไม่ แน่นอนครับ กฎหมายไทยห้ามไว้ว่า ไม่ต้องรับผิด ผมถามว่า “แล้วกษัตริย์ถือสิทธิอะไรเชิงการปกครอง ในการออกมาตรัส(เอง)โดยไม่ต้องรับผิดชอบ"

และคุณแน่ใจหรือครับว่า : กษัตริย์ไม่เคยพูดชี้นำการทำงาน... โครงการพระราชดำริทุกโครงการ เป็นตัวอย่างของการชี้นำหรือไม่ครับ?

ถ้ารัฐบาลใด มีนโยบายขัดกับโครงการพระราชดำริ รัฐบาลชุดนั้นจะทำแย้งได้มั้ย คือ ถ้าทำ จะโดนโจมตีมั้ย กษัตริย์ต้องคำนึงและสำรวมพระองค์ครับ

แนวคิดนี้ได้มีการนำเสนอตั้งแต่สมัยกษัตริย์ภูมิพลครองราชย์แรก ๆ แล้ว แต่พระองค์ก็ทรง "เพิกเฉย ละเลย ไม่ใส่ใจ"

กลายเป็นว่า "อำนาจ ไม่ต้องมาคู่กับ ความรับผิดชอบ" ตลกสิ้นดี ประชาธิปไตยภาษาอะไรกัน!


“เรื่อง คุณถามว่าใครจะรับผิดชอบโครงการพระราชดำรินั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่าโครงการพระราชดำริเกิดมาจากเจตนาที่ดีของในหลวงที่จะ ช่วยเหลือราษฎรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โครงการในพระราชดำริถือเป็นการแนะนำแนวทางครับว่าควรจะปฏิบัติยังไง แน่นอนในหลวงก็ทรงเป็นมนุษย์สามารถ พูดอะไรออกมาผิดพลาดได้ หรือทำอะไรผิดพลาดได้”


เรื่องนี้ อธิบายโดยภาษากฎหมายที่ว่า "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา" (ไม่ใช่ "เจตนาชี้กรรม")

เพราะ "เจตนา" คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของบุคคล คนภายนอกรับรู้เจตนาอันอยู่ในใจนั้นไม่ได้ แต่จะทราบได้จากการกระทำของบุคคลนั้นที่แสดงออกเป็นกิริยา อันจะบ่งชี้เจตนาของบุคคลผู้แสดงนั้น

ฉะนั้น โครงการ พรด. จะดีหรือไม่ ต้องพิจารณาที่ผลครับ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ ! และเมื่อผลมันเป็นความเสียหาย...คุณยังไม่ตอบผมเลยว่า ใครจะเป็นผู้รับผิด ! (หรือว่า “เงียบ ทำไม่รู้ไม่ชี้”)


“ถ้าผิดพลาดนักวิชาการผู้รู้จะต้องเป็นผู้ทูลคำแนะนำเพิ่มเติม ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด ส่วนรัฐบาลนั้นเป็นผู้รับสนองแนวทางพระราชดำริไปปฏิบัติ ขอให้คุณเข้าใจไว้ว่า แนวทางพระราชดำรินั้น ถือเป็น"คำแนะนำ" เมื่อไปอยู่ในมือของรัฐบาลที่จะต้องนำไปปฏิบัติแล้ว ก็ถือว่าในหลวงทรงหมดความรับผิดชอบ รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบแทน รัฐบาลจะดำเนินงานในโครงการใดก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาอีก ทีว่าควร
จะดำเนินงานอย่างไรเพื่อให้ตรงกับแนวทางที่ทรงวางเอาไว้ และต้องให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎร”


“นักวิชาการจะเป็นผู้ทูลแนะนำ” คุณจะบ้ารึไงครับ !

ตกลงแล้วใครเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน? ใครกันแน่ที่ต้องทำโดยคำแนะนำ! ใครกันแน่ที่ต้องทำโดยมีผู้เสนอให้กระทำ!

คุณตอบตัวเองนะ คำถามพวกนั้น !

หน้าที่ ของกษัตริย์ ต้องสำรวมไว้ในฐานะที่ตนต้องไม่กระทำอะไรผิด (เพราะต้องทรงไม่ทำอะไรเลยทั้งสิ้น(โดยองค์เอง)) ผมถามคุณดัง ๆ ว่า "ที่คุณกล่าวมา มันเป็นหน้าที่ของกษัตริย์ในฐานะประมุขแห่งรัฐภายใต้ระบอบปชต.รึไง ? "

คุณ พยายามทุกครั้งที่จะแสดงหรือใช้เหตุผล แต่คุณไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะอ้างโดยมีหลักการ หรือโต้แย้งอย่างมีตรรกะเลย คุณยึดจิตใจเป็นเกณฑ์ทุกครั้ง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนขับเคลื่อนตลอดเวลาตามอารมณ์มนุษย์ ---สิ่งที่ไม่แน่นอนนี้ มันจะใช้เป็นบรรทัดฐาน(ในเชิงวิเคราะห์)ไม่ได้ !(ผมย้ำมาเป็นครั้งที่ร้อยแล้ว)

“นี่คือคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
//www.rdpb.go.th/rdpb/TH/BRANDSITE/theoffice_s01.aspx ระบุชัดเจนว่ามีหน้าที่รับผิดชอบโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถ้าหากจะตรวจสอบหรือจะวิพากษ์วิจารณ์ก็ให้วิจารณ์การทำงานของ กปร. เพราะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ผมเอาข้อมูลให้คุณดูตรงนี้ ก็หวังว่าคุณคงจะเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องนะครับ"



ข้อมูลที่คุณอ้าง : คุณเข้าใจผิดแล้วจริง ๆ เอาอย่างนี้ ผมจะแจงคร่าว ๆ ใหม่ (จะขยายความ ในส่วนที่มันอาจไม่ชัดเจน)

ที่ ผมเคยอธิบายว่า "กษัตริย์จะทรงทำอะไรโดยพระองค์เองมิได้ ถ้าจะกระทำต้องผ่านผู้รับสนองฯ" คุณต้องเข้าใจด้วยครับว่า คำว่า "ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ" ไม่ใช่หมายถึง "ผู้ที่ลงมือทำงานแทนกษัตริย์"

"ผู้รับสนองฯ" หมายถึง ผู้ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการเสนอพระมหากษัตริย์ ให้กระทำการใด ๆ (เช่น นายกรัฐมนตรี รมต. หรือ ประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณีตามที่กฎหมายระบุไว้โดยชัดแจ้ง) และเป็นผู้รับสนองต้องเป็นผู้ลงนามรับการนั้นไปกระทำ

"การที่ไปกระทำ"นั้น ไม่ใช่บัญชาของกษัตริย์ครับ แต่เป็น "การรับทราบ"ของกษัตริย์ คนที่ถืออำนาจ(แทนปวงชน)จริง ๆ คือ ผู้เสนอให้กระทำ(หมายถึง ผู้รับสนองฯ นั่นเอง)

คณะกรรมการชุดดังกล่าว เป็นเพียงผู้กระทำ(ลงมือปฏิบัติ)ตามคำสั่งของกษัตริย์เท่านั้นเอง การอธิบายถึงผู้รับสนองฯ(ของผม) มิได้หมายความว่า "กษัตริย์"ไม่สามารถลงมือไถนา เกี่ยวข้าว โดยพระองค์เองได้ หากแต่ผมหมายถึง พระองค์ทรงถืออำนาจโดยพระองค์เองมิได้ต่างหาก
ผมคิดว่าคุณคงกระจ่างขึ้นนะครับในส่วนนี้


“คุณ phuttipong สามารถอ้างอิงได้มั้ยครับว่า มีตอนไหนบ้างที่ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเมืองโดยมีเนื้อหาแบบไม่เป็นกลางบ้าง”

ผมเข้าใจว่าสิ่งที่คุณจะสื่อ คือ "การกระทำที่ไม่ลงยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยกษัตริย์?" และ "ตัวอย่างเนื้อหาของพระราชดำรัส"

"การกระทำที่ไม่ลงยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยกษัตริย์?" ก่อนครับ (แล้วจะต่อด้วย พรด. ในภายหลัง เพื่อโยงเนื้อหาให้เป็นระบบขึ้น) ผมจะยกตัวอย่าง กรณีวันมหาวิปโยค
เหตุการณ์ พระราชทานนายกฯ(ทั้งที่กษัตริย์พยายามปฏิเสธการกระทำนี้) เป็นเหตุการณ์ที่ชัดแจ้งในการเข้าแทรกสอดระบบที่จะขับเคลื่อนชักพากลไกด้วย ตัวของระบอบประชาธิปไตยเองได้ แต่กษัตริย์ได้อาศัยขณะเวลาที่ประชาชน “กำลังมีชัยชนะในการขับเคลื่อนระบบ” เข้ายุติเหตุการณ์ “ผลที่ได้” “กับ “ผลที่สมควรจะได้” มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ :

ผลที่เราได้รับจากเหตุการณ์นองเลือดแต่ละครั้ง คือ ประชาชนขับเคลื่อนแต่ไม่ได้โค่นล้มเผด็จการได้ด้วยตัวของประชาชนเอง(เพราะมี อัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยทุกครั้ง ตอนละครใกล้จะจบ) ทั้งที่การฆ่าล้างประชาชนของรัฐบาลถนอม และ สุจินดา เป็นตัวแปรที่บังคับให้รัฐบาล “ต้องอยู่ไม่ได้” แต่เมื่อเหตุการณ์บ่มเพาะใกล้จะถึงจุดยุติ กระบวนการแทรกแซงกลไกก็ได้เกิดขึ้นกลางครัน ! (ผมทราบว่าคุณกำลังจะแย้งอะไร ผมจะอธิบายต่อไป)

“พระมหากรุณาธิคุณ” ที่เกิดขึ้นทำให้ “สิ่งที่เราสมควรจะได้จากเหตุการณ์” มันไม่ได้ คือ ความสำนึกของประชาชนที่ “โค่นล้ม” อำนาจเผด็จการโดยประชาชนเอง(เหมือนปฏิวัติฝรั่งเศส) สำนึกในความเป็น “เสรีประชาธิปไตย” เราหลุดลอยไป แต่สิ่งที่เราได้ก็คือ กษัตริย์เป็นผู้ขจัดโพยภัยจากเหตุการณ์ทั้งปวง และเป็นผู้ที่ฟื้นฟูประชาธิปไตย !?! ซึ่งพฤติการณ์ของกษัตริย์นี้ เป็นไปในทาง “หวังผลทางสังคม” เพื่อคานอำนาจต่อระบบผู้แทนโดยแท้ทีเดียว

ภายหลังจากเหตุการณ์ กษัตริย์ฟื้นฟูอำนาจขึ้นมาอีก โดยความสำคัญของกษัตริย์กลายเป็นผู้ค้ำยันประชาธิปไตยของชาติ (แทนที่จะเป็นหน้าที่ของปวงชน) อำนาจหน้าที่ที่กษัตริย์ไม่สำนึกให้อยู่ในกรอบ แต่พยายามแสดงตนเป็นรัฐาธิปัตย์ตลอดเวลา มันหมายความว่าอะไร? ไม่ใช่ “ความเคยชิน กับ ความพยายามขยายแดนอำนาจ” หรอกหรือ !

“ความเคยชิน” ในระบบเก่า คุณต้องทำความเข้าใจต่อมัน ว่า จะนำมาเป็นตัวแปร ทำให้ระบบหลักวิปริตรไปหาทำได้ไม่ และไม่ใช่สิ่งที่ชอบธรรม สิ่งที่กษัตริย์ต้องสำนึกต่อระบอบใหม่(ประชาธิปไตย) และ ราษฎรต้องสำนึกในอำนาจของตนด้วย

ราษฎรจะใช้เสรีภาพ(ในการคืนอำนาจของ กษัตริย์โดยทางอ้อม หรือทางตรง) เพื่อทำลายเสรีภาพของราษฎรเองไม่ได้ (จะใช้เสรีภาพเพื่อทำลายเสรีภาพ มิได้)

ถามว่าสิ่งที่ต้องทำคืออะไร ? เราควรมองกษัตริย์ให้พระองค์เป็นเพียง “มนุษย์” ที่ประกอบด้วย “ดี-ชั่ว” เดชาสิทธิ์ จะมีไม่ได้ แต่เอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันทางกฎหมาย ยังพึงสงวนไว้อยู่ในฐานะประมุขแห่งรัฐ(หากเราจะยังนับถือ/ใช้ ระบบราชอาณาจักร) แต่สถานะของกษัตริย์ต้องถูกจำกัดให้กระทำในนามผู้รับสนองฯเท่านั้น อย่ามาบิดเบือนประชาธิปไตยว่า “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” หรือ “ ความเคยชินของสังคม”


เรื่องนี้ ผมจะสะท้อนว่า กษัตริย์ต้องอยู่ "นอกเหนือ(ไม่ใช่อยู่เหนือ)การเมือง" ฉะนั้น พระองค์ไม่มีสิทธิที่จะให้คำแนะนำ หากไม่ "ถูกขอ" และคำแนะนำของพระองค์ "ต้องไม่ผูกมัด"การกระทำของรัฐบาล (ไม่ว่าจะเป็นการผูกมัดโดยกฎหมาย หรือ โดยสภาพก็ตาม) โดยที่จะต้องไม่มีการนำพระราชดำรัส ไปขยายความเพื่ออ้างเป็นเหตุผลสนับสนุนความคิดของตน(เพราะการตรัสความเห็น ส่วนพระองค์ ต้องกระทำภายในหมู่ผู้เข้าเฝ้าเท่านั้น และหากจะตรัสอย่างแพร่หลายในสาธารณะต้องกระทำโดยผ่านผู้รับสนองฯเท่านั้น ; หมายถึง ต้องมีผู้ร่างให้พูด และผู้ร่างนั้นจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งปวงในความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น)

quote นี้ของคุณอีกประเด็น คือ ให้ผมยกตัวอย่างพระราชดำรัสที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ?

คุณ ยังไม่เข้าใจอีกหรือว่า ผมไม่เพ่งโทษตัวบุคคล แต่ผมโทษตัวระบบ(ที่วิปริตรไป) ! เอาล่ะ ในแง่เสียหาย หรือไม่เป็นกลาง มันปรากฏชัด เช่น (ความจริงผมไม่จำเป็นต้องชี้เลย เพราะผมพูดถึงระบบที่ต้องเป็น/ ควรจะเป็น ไม่ใช่พูดถึงทำนองให้คุณมาพูดว่า "ไหนล่ะเสียหาย" ตลกเป็นเด็กขนานใหญ่เลยคุณ)

ตัวอย่าง : เรื่องนี้ขอทำความเข้าใจว่า ไม่ใช่ประเด็นชอบชังทางการเมือง กล่าวคือ กรณีเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีพระราชดำรัสโกยคะแนนอยู่เป็นนิจในยามที่ศก.บ้านเมืองทรุด รัฐบาลรับหน้าเสื่อ ส่วนกษัตริย์เป็นพระเอก!?

ผมถามว่า กษัตริย์พึงตรัสออกมาโดยไม่มีใคร "ขอให้แสดงความเห็น"หรือไม่ ? และ ทรงรู้อยู่ว่า "ทรงมีอิทธิพลทางสังคมในระดับพอสมควร" ฉะนั้นการกล่าวออกโทรทัศน์แบบนี้ มันจะเป็นการกดดันฝ่ายบริหารให้พยายามดิ้นรนทำตามพรด.(ซึ่งจะดีหรือไม่ หรือเหมาะสมทางบริหารหรือไม่ มันต้องพูดอีกประเด็นหนึ่ง) ถามว่า มันเป็นการใช้สิทธิเกินส่วนของกษัตริย์ภายใต้การปกครองที่ "กษัตริย์" can do no wrong หรือไม่!

case สั้น ๆ แบบนี้ น่าจะเห็นชัด(ถ้าคุณมั่นคงในหลักการเพียงพอ ไม่ใช่ "พอเพียง")!


“การพูดชี้นำการทำงานจะต้องเป็นไปในลักษณะนี้ครับ การชี้นำนโยบายการคลัง, การชี้นำให้พัฒนาพื้นที่นี้ก่อน, หรือการบอกให้ปรับเปลี่ยน ครม. ฯลฯ เหล่านี้จึงจะถือว่าเป็นการชี้นำการทำงาน แต่โครงการพระราชดำริ มันไม่ใช่ เป็นประเพณีปฏิบัติของรัฐบาลแล้ว ที่รัฐบาลจะต้องสนองโครงการพระราชดำริ รัฐบาลมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน พระมหากษัตริย์ตามราชประเพณีไทยก็มีหน้าที่เช่นเดียวกันครับ คือบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกร กฎหมายก็มีอยู่ “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ. ๒๕๒๔”


เอาทีละเรื่องนะครับ
1.การชี้แจงนโยบายการคลัง เช่น พยายามที่จะเสนอทฤษฎีของพระองค์อยู่ตลอด เรื่องศก.พอเพียง ผมถามว่า "ชี้นำมั้ย"
2.ออก โครงการไปที่นั่นที่นี่ อ้างว่ารบ.ยังไม่จัดการ จึงลงมือเอง ถามว่า "กดดัน"มั้ย? มีอำนาจอะไร(ตามกฎหมายและตามระบอบการปกครอง)ที่ไปทำแบบนั้น !
3.การ ปรับเปลี่ยนครม. ----เรื่องนี้ ทรงทำยิ่งกว่าการปรับเปลี่ยนครม.อีกครับ แต่ทรงปรับ ...(บลา ๆ ๆ)ได้ด้วยกระบวนการทางสังคม(อำนาจแฝง)เลยล่ะ (ตัวอย่าง ผมกล่าวไปแล้วในเรื่อง เสื้อเหลือง หรือ กรณีการแก้กฎหมายให้อำนาจกษัตริย์ทุกครั้งหลัง รปห. คุณหาอ่านได้ง่ายมาก ๆ ใน ฟดก. หากคุณสนใจ)
4.คุณอ้างอีกแล้วว่า กษัตริย์ทำงานตามประราชประเพณี ทั้ง ๆ ที่เพิ่งอ้างมองเตสกิเออ อยู่หยก ๆ ผมอธิบายไปเยอะแล้วในส่วนความเชื่อ กับ สาระสำคัญแห่งระบอบฯ(ผมจะไม่อธิบายซ้ำแล้ว)
5.คุณอ้างระเบียบฯได้ยังไง ครับ !!! คุณต้องอ้างหลักรธน.สิครับ เพราะมันเป็นเรื่องการใช้อำนาจรัฐ คุณจะอ้างระเบียบแบบนั้นไม่ได้!!! แม้แต่คุณอ้างพระราชกฤษฎีกา หรือ พระราชบัญญติ ยังฟังไม่ได้เลย คุณต้องอ้างกฎหมายที่จัดสรรองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐ วิธีการ และการถ่วงดุล ซึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญ

มันเรื่องการจัดระเบียบองค์กรการใช้อำนาจรัฐแท้ ๆ คุณกลับไปอ้าง "ระเบียบ" เลยเถิดไปใหญ่แล้ว!


“การชี้นำที่คุณหมายถึงต้องหมายถึงการชี้นำนโยบายการคลัง, การชี้นำให้พัฒนาพื้นที่นี้ก่อน, หรือการบอกให้ปรับเปลี่ยน ครม. ฯลฯ หรือมีพระราชดำรัสที่แสดงออกถึงการแบ่งฝ่ายทางการเมือง ในหลวงไม่เคยพูดแบบนี้มาก่อน โครงการในพระราชดำริถือเป็นกลาง เพราะทุกสี ทุกกลุ่มการเมือง ต่างได้รับผลประโยชน์เช่นเดียวกัน ในฐานะพสกนิกรของแผ่นดินครับ”

เรื่อง การชี้นำนโยบาย ผมตอบไปแล้ว ส่วนเรื่องการแบ่งฝ่าย คืออย่างงี้ครับ การกระทำทางกฎหมาย(อาญา) แบ่งเป็น การกระทำการ และ การงดเว้นการกระทำ กรณีวันที่4 ธ.ค.ที่ผ่านมา(ผมไม่อยากยกตัวอย่างย้อนไปไกล) ทรงงดเว้นการกระทำ(ปฏิเสธ) ดังที่กล่าวมาแล้ว

ส่วนการกระทำการโดยตรงไม่มีครับ แต่ผ่านบุคคลอื่น ซึ่งคุณคงทราบว่าเป็นใคร(คนที่นั่งข้าง ๆ xxx )


“ผมขอย้ำกับคุณว่าพระราชดำรัสของในหลวงที่จะพูดให้เกิดความแบ่งฝักแบ่งฝ่ายนั้น ไม่เคยมีครับ กลับกันกับคุณ ในหลวงทรงมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาวิกฤตของชาติมากกว่าที่จะเป็นการเพิ่ม ปัญหา พระราชดำรัสของในหลวงมีเนื้อหาเป็นไปในแนวทางให้กำลังใจคณะรัฐมนตรี ให้กำลังใจในการทำงาน

การให้"กำลังใจ"กับ"การชี้นำ"นั้น คุณต้องแยกให้ออกให้ชัดเจนนะครับ ในหลวงไม่เคยพูดว่าต้องเข้าข้างสีนั้นสีนี้ ต้องให้สีนั้นไปตีกับสีนี้ ไม่เคยพูด ถ้าหากมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเมืองก็จะทรงพูดโดยเป็นกลางที่สุด ไม่เข้าข้างใคร ถึงเป็นพระมหากษัตริย์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพูด จะทำอะไรตามใจชอบได้ มีจารีตประเพณีคอยควบคุมอยู่”


การแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุน หรือสร้างความเสียหาย หรือใด ๆ ทรงไม่มีสิทธิที่จะทำทั้งนั้น(แต่ทรงละเลยเสมอมา) ในกรณีเสื้อเหลือง ถ้ากษัตริย์จะออกมาปฏิเสธ(โดยทนเจ็บคอ)ในวันที่4 ธ.ค.2550 ที่ผ่านมาว่า "พวกนี้มันแอบอ้างพระองค์" พระองค์ก็นิ่งครับ (ภาษากฎหมาย ถือว่า "การนิ่ง(เช่นกรณีแบบนี้) คือการยอมรับ") อย่างที่ผมบอกว่า "พระองค์ทรงมีสิทธิที่จะชี้แจง หรือแก้ต่าง" แต่ไม่มีสิทธิที่จะทำอย่างอื่น หากไม่ถูกขอ(โดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการนั้น ๆ )

สิ่งที่มันเป็น ปัญหา แต่ royalist มองว่ามันคือธรรมเนียม คือ ทรงสนับสนุนซื้อเรือดำน้ำ หรือตำหนิว่าอย่างโน้นอย่างนี้ มันถูกหรือว่าผิด ใช่หรือไม่ใช่พอเพียง หรืออะไรเทือกนั้น "พระองค์ไม่ทรงสิทธิครับ"ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้


“มองเตสกิเออกล่าวว่ากษัตริย์ใช่ว่าจะทำอะไรได้ตามใจชอบ เพราะมีขุนนาง มีพระ มีจารีตประเพณีคอยควบคุมอยู่ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งพิสูจน์ ตามประเพณีการเมืองการปกครองไทยตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา พระมหากษัตริย์จะไม่ทรงมีพระราชดำรัสที่จะเป็นการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทางการเมืองครับ”


คุณกล้าอ้างหลักการแบบนี้ด้วยเหรอครับ! มันแปลก ๆ และขัด ๆ กับทรรศนะของคุณทั้งหมดเลยนะ คือ คุณพยายามอ้างว่า "กษัตริย์ไทย" ต่างจาก "กษัตริย์ชาติอื่น" เพราะทรงผูกพันกับคนไทย? จึงต้องถือระเบียบเดียวกับตะวันตกแบบนั้นไม่ได้!

คุณเอายังไงกันแน่ !

ทุกวันนี้ ประเทศไทยให้กษัตริย์อยากจะมีโครงการอะไรก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ถามว่า "ไม่มีทั้งความรับผิดชอบทางกฎหมาย" และ "ไม่มีอำนาจตามระบอบการปกครอง" ถามว่าทรงทำในสถานะอะไร? อีกทั้ง ชัดเจนว่า ไม่ใช่เงินส่วนพระองค์แน่ที่ไปใช้จ่ายในโครงการเหล่านั้น แต่มันเป็นภาษีของราษฎร ----ผมถามคุณว่า กษัตริย์มีอำนาจและหน้าที่ตามการปกครองระบอบนี้ด้วยเหรอ?(หลักฐานเรื่องเงิน ภาษี คุณหาจากกระทู้เก่า ๆ ใน ฟดก.นะครับ หาไม่ยาก)


“คุณ Phuttipong ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่นะครับ นี้ขนาดในหลวงทรงทำงานเพื่อประชาชนคุณยังโจมตีเลยหาว่าท่านชี้นำทางการเมือง แต่ถ้าไม่ทำงานเดี๋ยวก็โจมตีว่าอยู่เฉย กินเงินภาษีเปล่าๆอีก”

ผมไม่เคยขอร้องให้ใคร(รวมทั้งคุณ) เปลี่ยนทัศนคติเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องเหตุผลครับ ถ้าเห็นแย้ง คุณต้องเอาเหตุผลมาหักล้าง (ไม่ใช่เอาความรู้สึกมาโต้กัน)

ที่ผมบอกให้กษัตริย์อยู่เฉย ๆ และรับเงินเดือนตามปกตินั้น(แต่ไม่ต้องมหาศาลแบบทุก ๆ วันนี้) ก็เพราะ จะทรงไว้ซึ่งการทำหน้าที่ของพระองค์อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง ไม่ใช่ว่าพระองค์ไม่ทำอะไรเลยนะครับ แต่พระองค์ทำหน้าที่ ในการที่ต้องไม่ทำเกินสิทธิของพระองค์เท่านั้น (ทุกวันนี้กระทำเกินสิทธิผิดหน้าที่ครับ) ดังที่ตำราอธิบายรธน.(ฉบับคลาสสิค) อธิบายว่า "...And a king of great sense and sagacity would want no others. He would find that his having no others would enable him to use these with singular effect.”

: Walter Bagehot (Author), Paul Smith (Editor), The English Constitution , London: Cambridge, 2001, p. 60.


ภาคที่2. : วัฒนธรรมไทย กับ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

“การจะเอาญี่ปุ่นหรืออังกฤษมาเปรียบเทียบกับไทย มันก็ไม่ถูกอีก บริบททางสังคมและวัฒนธรรมมันไม่เหมือนกันครับ สถาบันกษัตริย์ของอังกฤษและญี่ปุ่นนั้น ห่างเหินและไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชน แต่ของไทยใกล้ชิดมาก อย่างที่ผมบอกแต่แรกว่า เป็นแบบพ่อปกครองลูก วัฒนธรรมไทยลูกให้ความเคารพต่อพ่อ พ่อให้ความเมตตาต่อลูกครับ กลับกันลูกในฐานะพสกนิกรแผ่นดิน จะไม่กล่าวร้าย และจะเทิดทูนเคารพพ่อของแผ่นดินอย่างสูงสุดครับ นี้คือประเพณีไทยที่คนไทยต่างยอมรับ”


คุณจะยกเอาวัฒนธรรม มาใช้ได้เท่าที่มันไม่กระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญแห่งระบอบการปกครองหลัก ใครจะเคารพเทิดทูนอะไรเป็นเรื่องปัจเจกชนครับ ทุกวันนี้ ผมถามจริง ๆ ว่ามันเป็นสภาพของ "คนที่ถูกบังคับ"หรือไม่? เช่น คุณยอมรับมั้ยว่า "รัฐบาลถูกบังคับให้เดินตามพระราชดำรัส" รัฐบาลชุดใดเห็นแย้งกับ พระราชดำรัสจะถูกกล่าวหาว่า "ไม่จงรักภักดี คิดล้างราชบัลลังค์" ผมถามคุณจริง ๆ ว่า ระบอบประชาธิปไตย "การแสดงเจตนา" ต้องแสดงออกผ่าน "ผู้แทนปวงชน"ใช่หรือไม่? แต่ขณะที่ พระราชดำรัสมักเป็นเครื่องมือทำลายอีกฝ่ายเสมอ

ทั้งที่กษัตริย์ไม่ พึงมีพระราชดำรัสใดโดยองค์เอง แม้แต่เศรษฐกิจพอเพียง ก็ต้องไม่มี เพราะกษัตริย์ไม่มีหน้าที่ผลิตผลงานแข่งกับฝ่ายบริหารหรือ ผู้แสดงเจตนาแทนปวงชน ตามระบอบปชต. เพราะกษัตริย์ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบในโครงการหรือทฤษฎีของพระองค์

เรื่องนี้ ผมเขียนไว้ในบทความ : บทวิจารณ์ข้อเขียนเกี่ยวกับกษัตริย์ของหยุด แสงอุทัย : ร่วมสรุปเป้าหมายของการอภิปรายกษัตริย์ในฟ้าเดียวกัน

ถ้าคุณสนใจจริง ๆ เชิญเข้าไปอ่านได้ครับ ผมเขียนค่อนข้างละเอียด

"คำแนะนำของพระมหากษัตริย์ เป็นอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลเองที่จะตัดสินใจดำเนินการ"

คุณ ช่างพิลึกจริง ๆ ทีแรกคุณอ้างสภาพที่มันเกิดขึ้นจริงในสังคมโดยแย้งหลักการว่า "มันใช้กับไทยไม่ได้" แต่มาชั้นนี้ คุณกลับมาอ้างตัวระบบ และที่น่าประหลาดไปกว่านั้นก็คือ คุณยกเอาหลักการขึ้นมาโต้ผม !?

คุณประสาทกลับรึเปล่า !

ผมจะอธิบายสั้น ๆ ตามได้เกริ่นมาบ้างแล้ว เรื่องสภาพที่ปรากฏจริง ซึ่งมันทำให้เกิดผลทางจิตวิทยาทางสังคม อันนำไปสู่การ "ขัดแย้งหลักการ อำนาจ และ ความรับผิดชอบ" กล่าวคือ เป็นผลจากอำนาจทางสังคมในการผลักดันหรือบีบบังคับให้กระทำตามคำแนะนำนั้น ดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว

“การพยายามเอากรอบคิดตามตำราฝรั่งมาใช้กับสังคมไทยโดยไม่ปรับปรุง ในทางกลับกันก็เหมือนเอาแกงเผ็ดแบบไทยๆ ไปใส่ปากฝรั่งจะกินได้ไหม?

ถ้าจะกอดตำราฝรั่งอะไรในประเทศไทยก็ผิดหมดครับ ต้องเลิกไหว้ผู้ใหญ่ เลิกกราบพระสงฆ์ งานสงกรานต์หรือลอยกระทงก็ไม่ต้องจัด หรือแม้แต่ภาษาไทยก็คงใช้พูดคุยกันไม่ได้ต้องไปใช้ภาษาอังกฤษแทนครับ”


"ประชาธิปไตย "ก็คือ ประชาธิปไตยครับ ไม่มีหรอกครับแบบไทยหรือแบบฝรั่ง วาทกรรมนี้(ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ )มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบั่นทอนความเป็นประชาธิปไตย(วิธีการนี้มันสกปรก ครับ)

"คุณตั้งสติ" แล้วค่อย ๆ คิดทบทวนนะครับว่า : ที่แล้ว ๆ มา (พิจารณาดังนี้นะครับ)

1.ประชาธิปไตยของไทยไม่เคยเป็นแบบฝรั่งเลย แต่เป็นประชาธิปไตยตามภูมิปัญญาไทยมาแต่ไหนแต่ไร จริงหรือไม่?

2.สภาพประชาธิปไตยที่ระหกระเหินที่ผ่านมา ก็เพราะภูมิปัญญาไทยในระบอบการเมืองของเราเอง ใช่หรือไม่?

3.การ อ้างเอาความต่างเป็นเหตุผลเพื่อทำลายประชาธิปไตย หรืออ้างว่าการรัฐประหารเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ การเล่นแร่แปรธาตุทางปัญญาที่ดูถูกประชาชนอย่างแรง ดังกล่าวนี้ มันเป็น "ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ" จริงหรือไม่?


“ผม ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณ phuttipong ลองไปดูหมิ่นศาสนา ดูถูกศาสดา ศาสนาอื่นสิครับ ผมไม่แน่ใจว่ามีกฎหมายห้ามหมิ่นศาสนาหรือไม่ แต่ถึงแม้เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่เอาผิด แต่ถ้าคุณทำเช่นนั้น คุณจะถูกรุมประชาทัณฑ์ครับ”


คุณต้องแยกแยะไงครับ ระหว่าง "ความเชื่อ" กับ "ระบบการปกครอง" ที่คุณอ้างศาสนามันชัดว่า ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ(ตามนัยทางสังคมศาสตร์ (ไม่ใช่ตามหลักปรัชญา)) ขณะที่ผมบอกให้คุณเอาความเชื่อออกจากระบบ โดยให้เหลือเท่าที่ไม่กระทบต่อสาระสำคัญแห่งตัวระบอบการปกครอง ด้วยเหตุนี้ คุณจึงยก case กฎหมายห้ามดูถูกเหยียดหยามศาสนา มิได้


“กำลังหลงยุคหรือเปล่าครับถึงได้มองว่าระบอบประชาธิปไตยแบบสากลนิยมเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะตัดสินคุณงามความดี

ปัจจุบัน ระบอบประชาธิปไตยได้พัฒนาไปมากว่าจุดนั้นแล้ว สามารถยอมรับการปกครองที่แตกต่างว่าก็มีคุณงามความดีในแบบฉบับของตนที่ สามารถคบค้าอยู่บนพื้นฐานที่แตกต่างกันได้ แต่ละระบบแต่ละระบอบการปกครองมีข้อดีข้อเสียตามแต่สภาพของสังคมในแต่ละ พื้นที่ คุณยังเชื่อความเชื่อเดิมตามที่ฝ่ายประชาธิปไตยชวนเชื่อไว้หรือว่าระบอบ สังคมนิยมไม่สามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความรุ่งเรื่องไม่สามารถตอบสนองความสุขขั้นพื้นฐานของประชาชนได้

ความดีความเลวมันอยู่ที่ตัวคนผู้นำในระบอบประชาธิปไตยแบบสากลนำพาประเทศไปสู่ความหายนะก็มี ระบอบสังคมนิยมสามารถตอบสนองความสุขของประชาชนได้ก็มีให้เห็นเมื่อโลกมันเปิดกว้าง”



การนำเสนอของคุณ คุณยกเอาสิ่งที่ไม่แน่นอน(นามธรรม เช่น ความดีชั่วทางศีลธรรม) มาใช้ตัดสินสังคมที่สลับซับซ้อนในยุคปัจจุบัน คือ คุณพยายามอ้าง simple natural reason เสมอ ๆ คุณหลงยุค หรือว่าผมหลงยุคกันแน่ ?!


ภาคที่3. : มาตรา 112 กับ ความจำเป็นในสังคมไทย

“ถ้า หาก ม.112 ถูกยกเลิกจริง ถ้าหากบุคคลในสถาบันฯถูก ดูหมิ่น หมิ่นประมาท จะทำยังไงครับ ก็เท่ากับว่าสถาบันฯต้องถูกละเมิดสิทธิ์อย่างงั้น ใช่มั้ยครับ รัฐธรรมนูญไทยมีสาระสำคัญไว้ว่าบุคคลทุกคนในราชอาณาจักรไทย ไม่ว่าจะรวย จน สูงศักดิ์ หรือต่ำศักดิ์ ก็มีสิทธิ เสรีภาพเท่าเทียมกัน โดยที่ไม่ขัดต่อกฎหมายนี่ครับ

ดังนั้นการยกเลิก ม.112 ก็คือการริดลอนสิทธิของสถาบันฯในป. อาญา เรื่อง ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้ายสิครับ”



คุณอ้าง หลักการ“เรื่องความเท่าเทียมกัน” มาใช้สร้างความไม่เท่าเทียม ได้ยังไงครับ! มันขัดแย้งกันเองอยู่ในตัว

ผม และสมาชิกฟ้าเดียวกันบางท่าน ได้เสนอไว้ว่า : มาตรา 112 สมควรถูกยกเลิก โดยที่ การหมิ่นประมาท ดูหมิ่นกษัตริย์ นั้น พระมหากษัตริย์สมควรได้รับการคุ้มครองในฐานะมนุษย์(ไม่ใช่เทวดา)ตามสิทธิทาง กฎหมายขอ
งสาธุชนทั่วไป

ส่วนการอาฆาตมาดร้ายนั้น ย่อมเป็นหน้าที่ในการป้องปรามของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอยู่แล้วในการไม่ให้ เกิดเหตุ และด้วยเป็นเรื่องที่ "ยังไม่แสดงกิริยาลงมือกระทำ" ดังนั้น การพูดเฉย ๆ ลอย ๆ กฎหมายทั่วไปไม่เอาความผิดครับ สำหรับกษัตริย์ก็สมควรมีมาตรฐานดุจเดียวกัน แต่หากเป็นการ "ขู่ว่าจะฆ่า" อันนี้ว่าตามโทษอาญาทั่วไปครับสำหรับผู้กระทำผิด

ปัจจุบัน กฎหมายมาตรา 112 เขียนกว้างจนขนาดพูดถึงในแง่ลบไม่ได้เลย(ถ้าคุณอยากทราบรายละเอียด โปรดดูกระทู้ : บทสังเคราะห์ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 112 แห่ง ป.อาญา(Lese majeste) จากตำราคำอธิบายของนักกฎหมายไทย )

ผมจึงตั้งคำถามว่า ในเมื่อเทวสิทธิ์แห่งกษัตริย์ทรงหมดสิ้นลงแล้วภายหลังการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง แต่ทำไม กฎหมายจึงให้อำนาจพิเศษนี้อยู่ (มันเพราะ กระแสความเป็น "เทวะ"ที่ตกค้าง นั้นเอง)

ขณะที่ประเทศเสรีประชาธิปไตย เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น ฯลฯ ให้เสรีในการวิจารณ์ เพราะเขาถือว่า แม้นพระองค์ทรงพระคุณอันประเสริฐโดยแท้แล้ว ถ้อยคำของผู้กล่าววิจารณ์พระองค์ก็จะไม่มีใครสนใจฟังไปเอง" นี่เป็นหลักคิดของนักกฎหมายอังกฤษ ซึ่งประเทศไทยยังเห็นประมุขแห่งรัฐเป็นของ "สำหรับเซ่นไหว้"กันอยู่ ในขณะที่สากลมองว่า "กษัตริย์ก็คือมนุษย์ ทรงกระทำผิดพลาดได้" และเมื่อผิด ก็ต้องมีหน้าที่ในการถูกตรวจสอบหรือวิจารณ์นั่นเองครับ


“คำว่า"อาฆาตมาดร้าย"ก็ตรงตามความหมายอยู่แล้วหมายถึง ขู่จะทำร้าย หรือขู่จะฆ่า ต่อให้พูดเฉยๆนั้นแหละครับถือว่ามีความผิดแล้ว คิดดูถ้าอาวุธอยู่ในมือของคนที่อาฆาตมาดร้ายจะเกิดอะไรขึ้น พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐนะครับ ขึ้นชื่อว่าเป็นประมุขของรัฐก็ย่อมได้รับการคุ้มครองป้องกันอย่างเต็มที่ มากกว่าสามัญชนทั่วไปอยู่แล้ว นี้พูดกันตามมาตรฐานทั่วโลกนะครับ”


คุณ ต้องเข้าใจว่า ถ้อยคำนี้ เป็นภาษากฎหมายครับ ซึ่งต้องอ้างอิงหลักความคิดที่ถ่ายทอดของนักกฎหมายเป็นทอดมา ซึ่งผมได้เขียนเป็นบทความอธิบายไว้ว่า :

QUOTE(phuttipong @ Jan 27 2009, 01:11 PM) *
(3) แสดงความอาฆาตมาดร้าย (threaten) ได้แก่ การแสดงออกด้วยกิริยาหรือวาจา หรือโดยวิธีการใด ๆ ด้วยความพยาบาทมาดร้ายว่า จะทำให้เสียหายในทางใด ๆ อันมิใช่เป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม(หรือสิทธิตามกฎหมาย) ถือว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายได้ทั้งสิ้น[11] โดยต้องเป็นการแสดงว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายในอนาคต และไม่จำเป็นต้องได้โกรธแค้นเคืองกันมาก่อน เช่น ขู่ว่าจะปลงพระชนม์ จะทำร้าย หรือจะกระทำให้เกิดภยันตรายต่อสิทธิ เสรีภาพ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณก็ตามอันไม่ใช่การใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ว่าจะมีเจตนากระทำตามที่ขู่หรือไม่ โดยขู่หรือแสดงออก มุ่งต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ [12]

เชิงอรรถ :

[11] ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย , หน้า112.
[12] ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , เพิ่งอ้าง ; ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ , อ้างแล้ว.


คุณอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ มาตรา 112 ได้ที่ : บทสังเคราะห์ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 112 แห่ง ป.อาญา(Lese majeste) จากตำราคำอธิบายของนักกฎหมายไทย


“คุณไปดูได้เลยว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯได้รับการปกป้องมากขนาดไหน ถ้าคุณลองไปขู่อาฆาตมาดร้ายต่อ ปธน.ก็ถูกจับแล้วถ้าคุณแฮกข้อมูลของ ปธน. รับรองจะมี FBI มาถึงบ้านโดยทันที”

การ คุ้มครองประมุขแห่งรัฐของรัฐอื่น กว้างขวางต่ำกว่าเรามาก เช่น กรณีบุชโดนขว้างรองเท้า จากข่าว บุชถูกนักข่าวผู้นั้นด่าว่า ไอ้สุนัข ด้วย(ด่าประมาณนี้) ซึ่งแรงมากสำหรับฝรั่ง แต่เขาไม่มีกม.ห้ามหมิ่นประมุขแห่งรัฐเหมือนไทย ซึ่งอังกฤษก็ถือมาตรฐานเช่นเดียวแบบนั้น

ผมตั้งข้อสังเกตว่า การที่นักข่าวผู้นั้นถูกจับขังคุก เพราะ ข้อหาทำร้ายร่างกาย เท่านั้น (พอดีผมไม่มีตำรากฎหมายของมลรัฐ หรือ รัฐที่เกิดเหตุอยู่ในมือ จึงตอบคุณไม่ได้) แต่ตามหลักคิดของนักกฎหมายรธน.อเมริกัน หรืออังกฤษ ชัดเจนมากสำหรับประเด็นนี้

ส่วนการกระทำเกี่ยวกับข้อมูลเช่น hack คุณต้องเข้าใจว่า อเมริกานั้น ประธานาธิบดีทำหน้าที่เป็นทั้งประมุขแห่งรัฐ และควบเป็นฝ่ายบริหาร แต่ของไทยไม่ใช่ ไทยจึงไม่ต้อง ปกป้องกันขนาดนั้น เพราะความมั่นคงของสถานะกษัตริย์ ไม่ได้กระทบกระเทือนความมั่นคงของรัฐเลยแม้แต่น้อย มิเช่นนั้น ป่านนี้ประเทศที่เป็น constitutional monarchy(อย่างอังกฤษ) คงมีแต่ปัญหา "กลุ่มแบ่งแยกดินแดน" จนไม่ทำอย่างอื่นกันแล้ว



“เขียน ในแง่ลบไม่ได้เลย ผมว่าอันนี้ก็ไม่จริงอีก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไม่เคยเขียนบทความที่เป็นการสรรเสริญสถาบันฯเลยซักครั้ง แกก็ยังอยู่ดี เราต้องแยกประเด็นก่อนว่าเราจะเขียนวิพากษ์อย่างไร โดยที่ไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และอาฆาตมาดร้ายหลายคนก็สามารถเขียนถึงได้โดยไม่เข้าข่าย ม.112 เลยซักนิด

คุณต้องเข้าใจก่อนว่า ป.อาญา นั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง สำคัญอย่างหนึ่งศาลจะดูจาก"เจตนา"ครับ ถ้าเจตนาหมิ่นยังไงก็คือหมิ่น นี้คือคำพูดของ คุณพีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ครับ”


โธ่ เอ๊ยคุณ! เรื่องราวมันมีมากกว่าที่คุณเข้าใจเยอะสำหรับมาตรา 112 คุณอาศัยแค่ฟังแล้วมาคุยต่ออีกทีนึง...คุณคิดว่าสิ่งที่คุณเข้าใจนี้ มันเพียงพอแล้วหรือ ผมถามคุณจริง ๆ เถอะครับ! คุณไปอ่านบทสังเคราะห์ของผมดีกว่าถ้าคุณใส่ใจจริงจัง : บทสังเคราะห์ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 112 แห่ง ป.อาญา(Lese majeste) จากตำราคำอธิบายของนักกฎหมายไทย

ผมอธิบายอีกไม่ไหว เพราะสาระที่ต้องทำความเข้าใจมันเยอะ และต้องอ้างอิงตำราเยอะมาก

ขอทิ้งเรื่องนี้ไว้สั้น ๆ ว่า เหตุที่ อ.สมศักดิ์ หรือผม หรือ สมาชิกท่านอื่น ๆ ไม่โดนเล่นงาน เป็นเพราะ พวกผมยังไม่ไป "สะกิด" ให้สะดุ้งเข้าจัง ๆ น่ะครับ ถามว่า ผิดรึยัง? ผิดแล้ว แต่เพียงไม่ได้ทำตัวโดดเด่นเช่น ไปไฮค์ปาร์คแบบ ดาตอปิโด อย่างนั้น การดำเนินคดีจึงไม่กระทำ เพราะถ้ากระทำ ก็เป็นผลให้ความชอบธรรมของมาตรานี้ลดน้อยลง (คนจับ เขาไม่อยากจับพร่ำเพรื่อ แม้จะผิดก็ตาม) เพราะ ต้องจับกันบ่อย ๆ วันละหลาย ๆ หน

เรื่องนี้ โดยกฎหมายมันผิดระเบียบสิทธิมนุษยชนอยู่แล้วครับ การบังคับใช้มันต้อง "กระดากใจ"กันบ้าง เพราะองค์กรสิทธิระหว่างประเทศคงไม่นิ่งดูดาย หากมีการยกเข่งกันจริง ๆ!

เรื่องวิจารณ์ได้หรือไม่ ผมได้ตอบไปในกระทู้นี้เยอะพอสมควร ถ้าคุณสนใจจริง ๆ จัง ๆ ให้เข้าไปดู : //www.sameskybook.org/board/index.ph...t=0&start=0


Create Date : 27 กรกฎาคม 2552
Last Update : 27 กรกฎาคม 2552 19:12:02 น. 24 comments
Counter : 646 Pageviews.

 
สรุปคือการที่คุณจะแยกสถาบันชั้นสูงออกจากประเทศไทยให้เป็นแค่สัญลักษณ์เท่านั้นเอง คุณควรจะมองตัวคุณเองเสียมากกว่าว่า คุณเป็นใคร มาจากใหน ทำอะไรให้ประเทศชาติหรือยัง ในครอบครัวของคุณมีใครบ้างต้องไปตายเพื่อชาติหรือยัง ถ้ายังมันก็ยังคงไม่ซึ้งหรือ การที่ทำให้คนอื่นต้องเชื่อถือไม่ต้องอาศัยตำหรับตำราหรือหนังสืออ้างอิงเลียนแบบตะวันตกหรอกครับ มันอยู่ที่เจตนาว่าคุณต้องการอย่างไรหรือแบบใหนเท่านั้น ถ้าเจตนาไม่ถูกต้องการอ้างอิงก็เหมือนกับหาพวกมาขู่เหมือนกับการล่าล้านชื่อเพื่อขอยื่นฏีกาอภัยโทษ มันก็น่าแปลกนะเวลาเขาจะทำอะไรเขาก็แยกสถาบันให้เป็นสัญลักษณ์แต่พอเขาเดือดร้อนกลับวิ่งหาสถาบัน


โดย: กลอน IP: 113.53.160.52 วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:41:42 น.  

 
คราวหลังเขียนสั้นๆก็ได้ครับ ไม่ต้องเขียนยาวนักหรอก ไม่ต้องกลัวคนอื่นว่าไม่ขลัง ยาวมากง่วงครับ


โดย: ksksk IP: 113.53.163.65 วันที่: 28 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:01:12 น.  

 
ถึงคุณกลอน IP: 113.53.160.52 คุณพุฒิพงษ์ฝากข้อความแบบนี้มาถึงคุณในบอร์ดฟ้าเดียวกันนะครับ เชิญอ่าน

โครตกลวงเลย

เค้าไม่สามารถที่จะ defend ประเด็นได้ว่า สิ่งที่ผมเสนอนั่น ผิดอย่างไร ได้แต่ระบายความใคร่เป็นการเสียดสีเท่านั้น

กษัตริย์ ทำอะไรให้ชาติบ้าง? และ กษัตริย์ได้รับอะไร จากราษฎรบ้าง (ปีละ หมื่นล้าน!! ตลอด เวลายาวนาน มีแนวโน้มสูงขึ้นตลอด โดยเฉพาะเมื่อ รปห แต่ละครั้ง)

การยกให้ unelected head of state ทำอะไรก็ได้ โดยปราศจากการถูกตรวจสอบ (accountability) ต้องสรรเสริญเท่านั้น ใคร negative ติดคุก 12 ปี อย่างนี้ มันมีความเป็นธรรมอย่างไร?

ไม่ต้องอ้างตะวันตกก็ได้ เอาหลักธรรมชาตินี่ล่ะ ชั่งความเป็นธรรมออกมา

นี่ ไม่ต้องทำอะไรเลย กินภาษีปีละหมื่นล้าน แจกเศษเงิน โฆษณาใหญ่โต ตลอด24ชั่วโมง กรอกหูทุกๆวัน พูดแต่เรื่องที่ดี ๆ ๆ แต่ห้ามถูกตรวจสอบ ใครวิจารณ์ติดคุก นี่คือ การข่มขู่หรือไม่่ เพื่อรักษาสถานภาพให้พระองค์ ดูดี ตลอดเวลา??

หลักอำนาจ และ ความรับผิดชอบ เป็นของคู่กัน และกษัตริย์ก็ไม่อาจอ้างเดชาสิทธิ์ ในการกระทำละเมิดหลักการนี้ได้ หากพระองค์มิได้คิดขบถต่อระบอบประชาธิปไตย

ถามหน่อย ถ้าใช้มาตรฐานนี้แบบเดียวกัน ใช้กับนักการเมือง คุณจะยินยอมหรือไม่!!

ทุก ครั้ง เวลาที่นักการเมืองโฆษณาชวนเชื่อ ผลลัพธ์ที่ออกมา คุณก็จะพบว่า นั่นไม่จริงทั้งหมด? ที่คุณทราบเพราะว่า นักการเมืองถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ถูกตรวจสอบอย่างกว้างขวาง ไม่มีกฎหมายห้ามตรวจสอบ "นักการเมืองจึงเลว" ขณะที่ กษัตริย์ทำได้ทุกอย่าง ห้ามถูกตรวจสอบ ห้ามวิจารณ์ และกรอกหู 24 ชั่วโมงว่าทำดี ใครพูดเรื่องเลวๆ ของราชวงศ์พวกนี้ก็อยู่ในคุกไปหมดแล้ว ถามหน่อย ถ้าให้นักการเมืองมี "อภิสิทธิ์" แบบกษัตริย์บ้าง คุณยอมรับได้หรือไม่

ในโลกนี้ไม่มีใครเป็น "เทวดา" หรอกครับ ทุกคนล้วนมากด้วยกิเลสตัณหา ไม่เว้นแม้แต่กษัตริย์ ดีชั่วก็อยู่ที่ "การถูกตรวจสอบ" ตรวจสอบมาก ก็พบข้อบกพร่องมาก ใครไม่ถูกตรวจสอบเลย ก็ไม่ควรค่าแก่การดำรงอยู่



กรณีถวายฎีกา นี่ ผมไม่เห็นด้วยแต่เดิม เพราะเป็นการขยายแดนพระราชอำนาจ คือ ให้กษัตริย์กระทำในสิ่งที่กษัตริย์ไม่มีอำนาจนิรโทษกรรมให้ใคร ตามรัฐธรรมนูญ และหลักประชาธิปไตย ผิดหลักการชัดแจ้ง อย่างไรก็ตาม ก็อาจให้กษัตริย์กระทำได้ โดยให้กษัตริย์บอกล้างการกระทำที่พระองค์ทรงกระทำการละเมิดรัฐธรรมนูญ2540 คือ ทรงรับรองคณะรัฐประหาร เช่นนี้ ไม่ขัดหลักการ เพราะมิใช่เป็นการนิรโทษกรรม แต่เป็นการให้พระองค์เพิกถอนการกระทำของกษัตริย์เอง (บอกล้างการกระทำที่บิดเบือน รธน ทั้งสิ้น เป็นโมฆะมาแต่เริ่ม..) เช่นนี้กระทำได้ ตามหลักรัฐธรรมนูญ


โดย: ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร (spiralhead ) วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:46:24 น.  

 
แค่คุณถามว่ากษัตริย์ทำอะไรให้ชาติบ้าง แค่คุณถามแค่นี้ก็ไม่ต้องให้ผมถามว่าคุณกลวง และหลงตัวเองขนาดใหน ส่วนนักการเมืองชอบสร้างเฉพาะสร้างภาพให้รากหญ้าหลงเชื่อแล้วเบื้องหลังสกปรก ชั่วร้ายทำไมคุณไม่ไปถลกหนังมันมั่งหล่ะครับ ไม่ต้องแสดงสำนวนโวหารหรอกครับ เอาข้อเท็จจริงเนื้อๆนะครับผมจะรออ่าน และอย่าพยายามเสียดสีคนอื่นที่เขาไม่เห็นด้วยกับคุณนะครับ


โดย: กลอน IP: 113.53.162.205 วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:44:51 น.  

 
ผมลืมเรื่องการถวายฏีกา เวลาทำความผิดกฏหมายบ้านเมืองการลงโทษโดยกบิลเมือง คุณก็ไม่ยอมรับยังมีการต่อว่ากระบวนการยุติธรรมเสียอีก คุณจะทำตนอยู่เหนือกฏหมายหรือเปล่า หรืออ้างแต่ปากว่ามาตามหาประชาธิปไตย แต่การกระทำตรงข้าม อย่างนี้ไครๆก็ทำได้ คุณอะไรที่หนีไปเกาะกงน่ะกับเจ้าพ่อเมืองชลก็เหมือนกัน จะอ้างอย่างนี้ได้หรือเปล่า เวลาเป็นต่อก็เสียดสีสถาบัน แต่เวลาจะเป็นจะตายต้องถวายฏีกา แบบนี้นักเลงเรียกว่า นตม.


โดย: กลอน IP: 113.53.162.205 วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:53:35 น.  

 
ขอเล่านิทานก่อนนอนสักเรื่อง มีครอบครัวหนึ่งเริ่มต้นตั้งแต่จองที่ในป่าที่มีสิงห์สาราสัตว์ต่างๆ ต้องต่อสู้กับความโหดไม่ว่าจะเป็นความอัตคัตขัดสน ไม่ว่าจะเป็นดินฟ้าอากาศ สิ่งอำนวยความสดวกหรือแม้แต่โรคร้าย หรือไอ้โจรหัวแข็ง จนกระทั่งกลายเป็นชุมชน เป็นบ้านเมือง วันหนึ่งมีคนยากไร้พเนจรผ่านมา เจ้าของบ้านใจดีให้ที่พักหลังสวนของแก แกก็สำนึกในบุญคุณอยุ่ตลอดมา ทำมาหากินโดยทำงานในชุมชนนั้น ต่อมาชายคนนั้นมีบุตร ก็ได้อาศัยบ้านนั้นคุ้มกลาหัวเขาอยู่เหมือนเดิมจนเติบใหญ่ปีกกล้าขาแข็ง ในเวลาเดียวกันเจ้าของบ้านก็แก่ตัวลงแทบจะเอาตัวเองไม่รอด ลูกหลานก็ไปทำมาหากินเสียไกล ลูกคนที่อยู่อาศัยก็เริ่มหาทางจะครอบครองบ้านเพราะเจ้าของบ้านอยู่คนเดียวไม่มีใครปรึกษาหรือช่วยเหลือ กระทำย่ำยีต่างๆนาๆโดยไม่สำนึกถึงซึ่งบุญคุณที่เจ้าของบ้านให้ความช่วยเหลือตั้งแต่รุ่นพ่อของเขา จนถึงรุ่นลูก อย่างนี้ถ้าทางทุนนิยมสามานย์เรียกว่า "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" แต่ทางสังคมไทยเรียกว่า "ไอ้เนรคุณ" หรือคุณมีความเห็นว่าอย่างไร


โดย: กลอน IP: 113.53.162.205 วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:21:16:08 น.  

 
ข้อความฝากจากคุณพุฒิพงษ์แห่งบอร์ดฟ้าเดียวกัน

ขอทำความเข้าใจก่อน โดยหลักแล้วในการ argument คุณควรอ่านโดยละเอียดในการ raise ประเด็นของอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ

QUOTE
แค่ คุณถามว่ากษัตริย์ทำอะไรให้ชาติบ้าง แค่คุณถามแค่นี้ก็ไม่ต้องให้ผมถามว่าคุณกลวง และหลงตัวเองขนาดใหน ส่วนนักการเมืองชอบสร้างเฉพาะสร้างภาพให้รากหญ้าหลงเชื่อแล้วเบื้องหลัง สกปรก ชั่วร้ายทำไมคุณไม่ไปถลกหนังมันมั่งหล่ะครับ ไม่ต้องแสดงสำนวนโวหารหรอกครับ เอาข้อเท็จจริงเนื้อๆนะครับผมจะรออ่าน และอย่าพยายามเสียดสีคนอื่นที่เขาไม่เห็นด้วยกับคุณนะครับ

คุณ "รู้" ว่านักการเมือง "ไม่ดี/ชั่วร้าย" เพราะ นักการเมืองมี accountability ถูกตรวจสอบ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ คุณมองว่า "นักการเมือง" มีความสามารถในการโฆษณาชวนเชื่อให้ชาวบ้าน "หลงเชื่อ" ??

ขณะเดียว กัน คุณ "รู้" ได้อย่างไรว่า กษัตริย์ "ทำอะไรให้แก่ชาติ" และ "ทำดี" ? และสิ่งที่คุณเห็น มิใช่การ "โฆษณาชวนเชื่อ"?? คุณสองมาตรฐานใช่หรือไม่!!

คุณ ตอบผมไม่ได้หรอกว่า พวกคุณรู้ได้ยังไง ว่าทรงทำดี อย่างมากที่สุด ที่คุณจะทำได้ คือ ยกข้อความประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับ การ "ทำความดี" ของในหลวง ที่ราชการเผยแพร่ มาพูดซ้ำ


ที่ผมบอกว่า คุณตอบไม่ได้ ก็เพราะ ในการยก "ข้อความประชาสัมพันธ์" เหล่านั้นมา คุณไม่มีทาง แสดงให้เห็น ว่า ข้อความเหล่านั้น จริง ไม่จริง เพียงใด

เพราะอะไร?

เช่น เดียวกับ "ข้อความประชาสัมพันธ์" ทุกอย่าง ของหน่วยราชการ, ของบริษัทเอกชน ของบุคคล การจะรู้ว่า จริง ไม่จริง เพียงใด ต้องมีการ ตรวจสอบ ประเมิน อย่างเป็นอิสระ อย่างเสรี อย่างไม่ถูกบังคับให้สรุปล่วงหน้า ต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์ ในวงกว้าง ชี้ถูกชี้ผิดได้ ฯลฯ ผ่านกระบวนการเหล่านี้ จึงจะได้ข้อสรุปออกมาว่า "ข้อความประชาสัมพันธ์" ต่างๆนั้น จริง ไม่จริง เพียงใด

แต่ในประเทศไทย ไม่อนุญาตให้ทำสิ่งนี้ ต่อเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

ดังนั้น ที่คุณทำได้ คือ ยก "ข้อความประชาสัมพันธ์" เกี่ยวกับ "ในหลวงทรงทำดี" มาพูดซ้ำ

และคนฟัง ก็ได้แต่ ต้องยอมรับ เท่านั้น

แต่จะพิสูจน์ แสดงให้เห็นจริงๆ ทำไม่ได้หรอก


ให้ผมยกตัวอย่างจริงๆ ตัวอย่างหนึ่ง

ไม่ นานมานี้ ผมอ่านเจอที่เว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง มีคนหนึ่งมาแสดงความจงรักภักดี แล้วยืนยันว่า ที่เขารู้สึกเช่นนั้น เพราะเขา "เห็นมาด้วยตาตัวเอง" แล้วก็ยกตัวอย่าง "โครงการพระราชดำริ" โครงการหนึ่ง ซึ่งเขากล่าวว่า ทำให้หมู่บ้านของญาติเขาในเขตชนบท มีน้ำใช้

ขอให้ผมลอง ยอมรับ แต่ต้นว่า ประโยคที่ว่า "หมู่บ้าน ก. มีน้ำใช้ เพราะโครงการพระราชดำริ โครงการหนึ่ง" เป็นความจริง คือ ไม่ต้องตรวจสอบเรื่องนี้ ก็ได้ ข้ามเรื่องนี้ไป

แต่เพียงเท่านี้ แปลว่า "โครงการพระราชดำริ ที่ทำให้ หมู่บ้าน ก. มีน้ำใช้ เป็นโครงการที่ดี" (ดังนั้น "ในหลวงทรงทำดี" ซตพ.) ได้หรือไม่?

ยังไม่ได้หรอกครับ

เพราะอะไร?

ทุก คนที่รู้จักการทำงานอะไรที่มีลักษณะของชีวิตจริง (แม้แต่ในชีวิตแคบๆส่วนตัว) และรู้จักคิดอย่างกว้างออกไปหน่อย ควรรู้ว่า ในการประเมินอะไร ไม่ใช่ดูที่จุดหนึ่ง จุดใด แคบๆ ไม่ใช่ดูที่ "ผลลัพท์" ลอยๆ แต่ต้องดูเรื่องอื่นๆประกอบด้วย

อย่างในกรณีตัวอย่างที่เพิ่งยกมา

สมมุติ ว่า การที่ "หมู่บ้าน ก. มีน้ำใช้ เพราะโครงการพระราชดำริ" ต่อให้เป็นจริงก็ตาม แต่ต้อง ทุ่มเงิน 100 ล้านบาท เพื่อให้ได้ผลลัพท์ "ที่ดี" นี้ (สร้างทางระบายน้ำไปให้ ปรับพื้นที่ สร้างทาง สร้างถนน ฯลฯ)

ในขณะที่ หมู่บ้าน ก. มีประชากรเพียง 10 หลังคาเรือน คือ ประมาณ 40-50 คน เท่านั้น

แต่ ขณะเดียวกัน มีความต้องการน้ำ หรือความต้องการอย่างอื่น (ไฟฟ้า, ถนน, โรงเรียน ฯลฯ) ในหมู่บ้านอื่น ในอำเภออื่น ในจังหวัด อื่น เป็นต้น

และในหมู่บ้านเหล่านั้น ล้วนแต่มีประชากรอยู่มากกว่า หมู่บ้าน ก. หลาย 10 เท่า

ด้วยเงินลงทุนอย่างเดียวกัน อาจจะทำให้ ประชากร ในที่อื่น มีสิ่งอำนวยความสะดวก อย่างเดียวกัน หรือมากกว่า หมู่บ้าน ก. ได้

และมองในระดับทั่วประเทศ เงินงบประมาณ มีจำกัดในปีหนึ่งๆ ที่ไม่สามารถ ทำให้ทุกๆหมู่บ้าน ทุกๆแห่งได้

คนที่รู้จักโลกที่เป็นจริง ไม่ต้องเรียนเศรษฐศาสตร์มา ก็ย่อมทราบวา

การประเมิน การใช้จ่ายเงิน ไม่สามารถมองที่ "ผลลัพท์" โดดๆ ได้

ต้องมองปัจจัยแวดล้อม หลายอย่าง ว่า จะใช้จ่าย อะไรก่อน อะไรหลัง ที่ไหน ก่อน ที่ไหน หลัง

จึงจะมีประโยชน์สูงสุด มีความ "แฟร์" สูงสุด จริง


ดังนั้น การเปิดโอกาส ให้ตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ จึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการ ได้ประโยชน์สูงสุด ได้ความ "แฟร์" สูงสุดนี้

แต่ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ รวมทั้ง โครงการพระราชดำริ ต่างๆ ไม่อนุญาติ ให้ทำเช่นนี้ได้ ไม่อนุญาตให้ตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ ประเมิน วิเคราะห์เปรียบเทียบได้

ดังนั้น การยก "ข้อเท็จจริง" เพียงแค่ว่า "หมู่บ้าน ก. มีน้ำใช้ เพราะโครงการพระราชดำริ โครงการพระราชดำรินั้นจึงเป็นโครงการที่ดี" จึงไม่เพียงพอ

"ข้อมุลประชาสัมพันธ์" ทั้งหมด เกี่ยวกับ สถาบันกษัตริย์ ล้วนมีลักษณะนี้ทั้งนั้น

ความ จริง ยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะในตัวอย่างนี้ ผมยกประโยชน์ ด้วยการสมมุติล่วงหน้าว่า "หมู่บ้าน ก. มีน้ำใช้ .." เป็นจริง คือ มี "ผลลัพท์" จริง

แต่แม้แต่เรื่องนี้ ก็ไม่มีทางรู้ได้เช่นกัน เพราะไม่อนุญาติให้ประเมิน ให้ศึกษาอย่างเปิดกว้าง หรือวิพากษ์วิจารณ์ได้

อย่าง ที่มีคนยกกรณี "ปากพนัง" มาแบบระมัดระวัง ก็พอจะเห็นว่า โครงการพระราชดำริ อาจจะไม่เพียง ไม่ได้ประโยชน์เท่านั้น อาจจะนำมาซึ่งผลเสียหายใหญ่โตก็ได้

ดูตัวอย่างข้อมูลบางส่วนได้จาก

//www.prachatai.com/journal/2005/03/3063
//www.prachatai.com/journal/2005/04/3481
//www.prachatai.com/journal/2005/05/3847
//www.thaingo.org/story3/news_fiskermanfolk_11022547.htm

แต่เรื่องนี้ ก็ไม่สามารถยกขึ้นมาโฆษณา แข่งกับ "ข้อมูลประชาสัมพันธ์" เรือ่ง "ในหลวงทรงทำดี" ได้

สมมุติว่า เรื่องแบบ "ปากพนัง" สามารถยกขึ้นมาพูดได้ ทุกๆกรณี อย่างเปิดกว้าง อย่างเต็มที่
และตรวจสอบ กับทุกๆพระราชกรณียกิจจริงๆ

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า ผลจะออกมาอย่างไร?

พระราชกรณียกิจ ประเภท "ทรงเยี่ยมราษฎร" ฯลฯ ก็เช่นเดียวกับ กรณี "หมู่บ้าน ก." ที่ยกมา


นอก จากนั้น ในสังคมสมัยใหม่ ที่ความคิดเห็นของต่างคน ต่างกลุ่ม ต่างชุมชน มีความไม่ตรงกัน กระทั่งขัดแย้งกันอย่างมาก การจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณของรัฐ ยังต้องเป็นเรื่องของการถกเถียง โต้แย้ง หาข้อสรุปว่า ควรจะให้ความสำคัญแก่เรื่องใด มากน้อยเพียงใด ในท่ามกลางความเห็นและผลประโยชน์ที่ไม่ตรงกันของกลุ่มคนและชุมชนต่างๆ ซึ่งในสังคมสมัยใหม่ ก็เป็นที่ยอมรับกันว่า ในที่สุดแล้ว ต้องออกมาในรูปของการนำเสนอทางเลือกที่ต่างๆกัน ในเชิงนโยบาย แล้วให้ประชาชนเลือกตั้งตัดสินเอา
ซึ่งก็ต้องยอมให้มีกระบวนการของการ ตรวจสอบข้อมูล ประเมินข้อดี ข้อเสีย กระทั่งวิพากษ์วิจารณ์โจมตีซึ่งกันและกันได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถชั่งน้ำหนักตัดสินใจได้ ว่าจะเลือกข้อเสนอใด หรือพรรคการเมืองที่นำเสนอข้อเสนอใด

ดังนั้น ในสังคมสมัยใหม่จึงถือกันว่า การพัฒนาหรือการใช้ทรัพยากรของรัฐที่ดีที่ถูกต้อง ก็คือการพัฒนาที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน โดยผ่านกระบวนการตรวจสอบ ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ และในที่สุด ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เช่นนี้เท่านั้น

แต่ "โครงการพระราชดำริ" เป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้กระทำเช่นนี้ได้

และด้วยเหตุนี้ โดยบรรทัดฐานของสังคมสมัยใหม่ จึงไม่อาจถือ่วา เป็นโครงการที่ดีที่ถูกต้องได้อย่างแท้จริง)


ลองถามตัวเองดีๆ

ทำไมเวลาได้ยิน "ข้อมูลประชาสัมพันธ์" จาก นักการเมือง รัฐบาล เอกชน ฯลฯ

คนจึงไม่ค่อยยอมเชื่อ

ก็เพราะในการตรวจสอบ ในการประเมิน วิเคราะห์แล้ว บ่อยครั้ง พบว่า ไม่ตรงกับ "ข้อมูลประชาสัมพันธ์" นั้น


ในกรณีสถาบันกษัตริย์ ในเมื่อ ตรวจสอบไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ประเมิน วิเคราะห์ ไม่ได้

จะได้ข้อสรุปได้อย่างไรว่า "ในหลวงทรงทำดี"??

ยกเว้นแต่คุณต้องบังคับให้เชื่อ แบบที่ฝรั่งเรียกว่า blind faith (ศรัทธาอย่างมืดบอด) เท่านั้น


ตามกฎหมาย บังคับว่า ทุกคน ต้อง "เคารพสักกาะ" ในหลวง

ในแง่นี้ ผมก็ต้อง "เคารพสักการะ" ในหลวง ตามกฎหมายเหมือนกัน

แต่ถ้าคุณต้องการพูดยืนกราน ในแง่ที่จะให้เชื่อ "ข้อมูลประชาสัมพันธ์" เรื่อง "ในหลวงทรงทำดี"

ว่าเป็นความจริงแน่นอน

คุณทำไม่ได้หรอกครับ

เพราะคุณเอง ก็ตอบไม่ได้หรอกว่า "คุณรู้ได้อย่างไร"


โดย: ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร (spiralhead ) วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:27:38 น.  

 
ข้อความฝากจากคุณพุฒิพงษ์แห่งบอร์ดฟ้าเดียวกัน

QUOTE
ผมลืมเรื่องการถวายฏีกา เวลาทำความผิดกฏหมายบ้านเมืองการลงโทษโดยกบิลเมือง คุณก็ไม่ยอมรับยังมีการต่อว่ากระบวนการยุติธรรมเสียอีก คุณจะทำตนอยู่เหนือกฏหมายหรือเปล่า หรืออ้างแต่ปากว่ามาตามหาประชาธิปไตย แต่การกระทำตรงข้าม อย่างนี้ไครๆก็ทำได้ คุณอะไรที่หนีไปเกาะกงน่ะกับเจ้าพ่อเมืองชลก็เหมือนกัน จะอ้างอย่างนี้ได้หรือเปล่า เวลาเป็นต่อก็เสียดสีสถาบัน แต่เวลาจะเป็นจะตายต้องถวายฏีกา แบบนี้นักเลงเรียกว่า นตม.

คุณต้องดูที่มาของกระบวนการยุติธรรม และ กฎหมาย ว่ามีที่มาจากไหน

หากกฎหมาย มีที่มาจาก คณะรัฐประหาร โดยหลักนิติศาสตร์ และหลักกฎหมายธรรมชาต(natural law) มนุษย์ย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธมันได้

แต่ตราบที่ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม อยู่ภายใต้กฎหมายแห่งปวงชน (โดยแสดงเจตนาผ่านรัฐสภา) ย่อมอยู่ภายใต้บังคับนั้น

หลัก นิติรัฐ ย่อมบังคับในรัฐประชาธิปไตย และกฎหมายในรัฐประชาธิปไตย ตราบที่กฎหมายนั้น มีที่มาจากการเผด็จการ ล้มล้างอำนาจปวงชน ย่อมถือเป็นกฎหมายมิได้ ดังนั้น การบังคับตามคำสั่งดังกล่าว ก็หาใช่เพื่อธำรงนิติรัฐไม่


ถ้าจะอ่านรายละเอียดเรื่องนี้ ผมอธิบายเชิงกระบวนพิจารณา อคติ-นิติปรัชญา โดยอาศัยแนวคิด realism และอิงหลัก positivism - ทฤษฎีกฎหมายบริสุทธิ์ ของ Kelsen ดูได้ที่ :
การล้มล้างอำนาจคณะรัฐประหาร โดย หลักวิชานิติศาสตร์
Judicial Activism ? ในยุค 2490 "ใบสั่ง-ฉันทาคติ" เบื้องหลัง คำพิพากษา

เรื่อง นี้ คุณกล่าวอย่าง "กลวงๆ" ตามแบบฉบับวาทกรรมต่ำทราม ที่ "อ้างอิง" อำนาจเข้าข่่ม ให้คุณ(ถ้าใส่ใจ) เข้าไปศึกษา "สภาพแท้จริง--reality) ของ คำพิพากษา เสียบ้าง

สุดท้าย บทความ "อย่ามาอ้างบุญคุณ อย่าเนรคุณประชาชน" คง make sense บางอย่างขึ้นได้บ้าง หากคุณไม่ blind faith จนเกินไป
อย่ามาอ้างบุญคุณ และอย่าเนรคุณประชาชน


โดย: ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร (spiralhead ) วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:35:58 น.  

 
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถ้าคุณมีปัญญามีเหตุผลพอจะเถียงกับคุณพุฒิพงษ์โดยตรงละก็ สมัครสมาชิกบอร์ดฟ้าเดียวกันLoginเข้ามาโต้ที่กระทู้นี้จะดีกว่านะครับ
ประมวลไฟล์ เสียง-เอกสาร-ตำรา-กระทู้ ที่ปรากฎในเว็บไซด์ฟ้าเดียวกัน

ขอให้คุณโชคดีกับการถกในครั้งนี้


โดย: ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร (spiralhead ) วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:39:31 น.  

 
โทษทีครับนักการเมืองแม้แต่ศีลห้ามันยังไม่่มีเลย ต่ำกว่าขี้เสียอีกไม่ต้องเอามันไปเปรีบบเทียบกับอะไรไม่ได้ทั้งนี้น


โดย: กาาหกา IP: 113.53.170.220 วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:23:20 น.  

 
ผมเขียนตอบคุณเมื่อกี้เสียยาวเลย พอส่งไปหายต๋อมเลยกำลังได้อารมณ์เขียนด้วยสนุกไปด้วย ไม่เป็นไร หมดอารมณ์แล้ว อย่างไรก็ตามกรุณาอย่าเสียดสีคนอื่นที่เขาไม่เห็นด้วยว่าโง่บ้างกลวงบ้าง ถ้าคุณต้องการให้ทุกคนคิดเหมือนกันกับคุณป่านนี้ ทุกคนต้องมีเมียคนเดียวกันกับคุณ จริงหรือไม่ ตามกฏของคิมนาฮี แฮะๆๆมันมีหรือเปล่าหว่า กรุณาไปตรวจสอบตำราของสวารอฟสกี้ บริบทที่2 ย่อหน้าที่45 ผมล้อเล่นน่ะ เอานะให้ผมมีอารมณ์เสียก่อนค่อยกลับมาเขียนใหม่ แม๊เขียนเสียยาว กดส่งมันหายต๋อมไปเลย
ชื่อใหม่ผม เพราะใหม


โดย: ไทยสีทันดร สมุทรวรรษ IP: 113.53.170.220 วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:33:54 น.  

 
คุ๊ณ แหมอย่าล่อผมเข้าเว็ปอย่างนั้นสิครับ พวกคุณก็ล่อผมอ่วมสิครับ ผมชอบเขียนตามอารมณ์ เขียนแบบนักวิชาการขาดซึ่งอารมณ์อันสุนทรีย์ จืดสนิท ปัญญานะผมมี ถ้าไม่มีไม่จบโทหรอก แต่ผมไม่ดันทุรังเท่านั้น
ชื่อใหม่ผมเพราะจริงๆนะครับ ห้ามลอกเลียนแบบผมนะเออ


โดย: ไทยสีทันดร สมุทรวรรษ IP: 113.53.170.220 วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:39:39 น.  

 
ผมได้อ่านคำตอบของคุณอีกรอบ แล้วเกิดความรู้สึกนะครับในหัวอันกลวงๆของผม มันคล้ายกับคำพูดที่่ว่า "เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" ไอ้คนที่พูดคำนี้ขณะนี้ยังรับจ๊อบเสื้อแดงอยู่ ออกทีวีเสื้อแดงก็พยายามแต่เบรคเมีย ทำเป็นขรึมหน้าตาย ขณะนี้มันก็มีนาย ประชาชนที่ใหนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ประชาชนที่ถูกต้องถูกต้องอะไรถูกต้องด้วยความเห็นที่ถูกสิครับ ไม่ใช่รากหญ้าที่ใหนก็ไม่รู้ โดนล้างสมองด้วยคำที่โกหกซ้ำซากทุกวัน และอีกคำที่คุณพูดว่าประชาธิปไตยต้องไม่มาจากเผด็จการ (ผมแปลคำพูดของคุณอีกที) คุณดูสมัยคุณทรัพย์สิน ไปทำสัญญาเอฟทีเอที่ออสเตรเลีย ทำเสร็จแล้วค่อยมาแจ้งกับรัฐสภา พอนักข่าวถามว่าทำไมไม่นำเรื่องเข้าสภาก่อนแล้วค่อยทำ คุณทรัพย์สินทำนองว่า ไปถามทำไมผมรู้เรื่องดีกว่า แสดงว่าอย่างนี้เรียกว่าระบบประชาธิไตยหรือ หรือเป็นระบบทรัพสินาธิปไตยโดยมีสภาเป็นคอกเลี้ยงควาย ก็ซื้อแล้วไม่ใช่เหรอ


โดย: ไทยสีทันดร สมุทรวรรษ IP: 113.53.162.75 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:5:46:54 น.  

 
นั่งเล่นสักนิดหนึ่งทำให้ผมคิดถึงสมัยสักยี่สิบกว่าปีก่อน ก่อนที่ลาวจะแตก มีคนเล่าให้ฟังว่า ลาวแดงจะโฆษณาตามบ้านนอกว่า คอมมิวนิสต์จะไม่มีชนชั้นมีแต่สหาย ไม่มีคนจนไม่มีคนรวย ทุกคนเท่ากัน สุดท้ายเป็นอย่างไร มันก็มีชนขั้นเหมือนกัน ชนชั้นปกครองก็มีหลายชั้นลดหลั่นกัันลงมา จะไปใหนมาใหนต้องขออนุญาต ฯลฯ ดูแล้วมันก็เผด็จการดีดีนี้เอง แล้วคำว่าสหายก็เป็นแค่การตดจากปากเท้านั้น เราลองไปขอนอนที่บ้านสหายผู้นำดูสิเพราะเราเท่ากันใช่ใหม ถูกเอาไปสัมนาแน่นอน ส่วนสถาบันของประเทศลาวก็อยู่ห่างจากประชาชนของพระองค์มากเกินไป ก็เลยเป็นอย่างที่เห็น เมื่อไม่นานผมไปเทีี่ยวลาว โดนจับความเร็วผมเถียงว่าอะไรผมวิ่งแค่ 70 เมืองผม 90 เขาบอกว่าผิด ผมถามว่าทำไมไม่เห็นป้ายเตือน เขาบอกมันอยู่ที่ในตลาด ไอ๊หยาผมโดนจับที่นอกเมืองสัก 15 กม. นี่แหละคอมมิวนิสต์ ผมเล่าให้ฟังเฉยๆนะเพราะมันฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ก็ไม่รู้ การถกเถียงเพื่อแสดงความคิดเห็นเพื่อก่อให้เกิดปัญญานะครับ ไม่ใช่ก่อให้เกิดศํตรู (ถ้าไม่ใช่ทำเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง) ดังนั้นไม่ต้องเอาจริงเอาจังหรอกครับ ไม่นานเบาหวานเอย ความดันเอย โรคหลอดเลือดเอย มันก็ถามหาแล้ว มันไม่เลือกหรอกครับว่าคอมมิวนิสต์ สังคมนิยม หรือเผด็จการ หรือแม้แต่ระบอบอะไรก็ตาม


โดย: ไทยสีทันดร สมุทรวรรษ IP: 113.53.162.75 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:6:10:28 น.  

 
ถามคุณไทยสีทันดร สมุทรวรรษ..

แล้วที่พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมินี่..คุณมีความเห็นอย่างไรบ้าง?


โดย: กับดักผีเสื้อ IP: 118.175.207.17 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:14:17:24 น.  

 
เหอๆๆ... เบี่ยงประเด็นออกนอกBlogเฉยเลยแฮะ เข้าข่ายเหตุผลวิบัติชนิดStrawman(หุ่นไล่กา)
แถมยังคิดชื่อตัวเองยังคิดไม่เป็น
ชื่อ กลอน แรกๆก็มันก็ดีอยู่แล้ว มาใช้แบบนี้ต้องถือว่าล้อเลียนกันซึ่งๆหน้า ไม่ต้องลบอ่ะ ประจานตัวตนเอาดื้อๆกันอย่างนี้แหละ ดีแล้ว
ผมนึกว่าคุณจะช่วยทำให้Blogผมมันมีเนื้อหาประเทืองปัญญาเพิ่มขึ้นมาได้ซะอีก ผิดหวังจริงๆ


โดย: ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร (spiralhead ) วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:17:33:19 น.  

 
ขอโทษครับผมไม่เกี่ยวกับพันธมิตร เพราะผมไม่เคยเห็นสนามบินสุวรรณภูมิและไม่เคยไป ส่วนดอนเมืองผมไปเฉพาะที่ผมต้องเดินทางเท่านั้นไม่เคยไปชุมนุม ส่วนที่คุณกับดักผีเสื้อถามว่า ที่พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมินี่ผมมีความเห็นอย่างไรบ้าง ก็เห็นเขาว่า อาหารดี ดนตรีไพเราะไม่ใ่ช่เหรือครับ ผมอยากจะแถมสักหน่อยคือ บรรยากาศเหมือนเมืองนอก ก็เท่านั้น แล้วขอถามคืนหน่อยครับแล้วการปิดบ้านเผาเมือง ด้วยรถแก้ส ระเบิดโมโลตอฟ เปิดท้ายรถแท็กซี่ปล่อยแก้ส เพื่ออะไรเอ่ย ไล่ยุงใช่หรือไม่ หรือประชาธิปไดยหล่นหายหาไม่เห็นเลยต้องปิดบ้านเผาเมืองเพื่อส่องสว่างหาให้เจอ คุณไทยวรรษ ผมว่านะทำไมต้องทำตัวเหมือนแรมโบ้ผูกหัว แต่งชุดนักรบลายพราง แบกตำราจนหลังแอ่น บิ้วอารมณ์ให้โหด ใครแหลมเข้ามาเจี๋ยนแม่งเลย อย่าคิดว่าใครทุกคนต้องโง่กว่าหรือกลวงกว่าผมเห็นอาจารย์มหาลัยดอกเตอร์ก็ดอกเหอะบางทีก็ติงต๊องเหมือนกัน คุณเคยเห็นใหมคนจบปริญญาโทผมคั่วถั่วลิสงแล้ววานให้ช่วยปอกเปลือกหน่อย ปรากฏว่าแกเล่นปอกทีละเม็ด ทั้งที่ผมทำแป๊ปเดียวก็เสร็จ นี่แหละครับเขาเรียกว่าบางที่คนเราคิดว่ารู้มากบางทีก็ไม่ใช่รู้ทั้งหมดแสดงว่าเราต้องไม่ควรจะหลงตัวเอง ผมขอเสนอแนะหน่อยนะครับไอ้ม็อตโต้ทีอยู่ข้างบนน่ะ อย่าหินแตก แล้วอย่าหลายอย่างนั่นมันดุไป เปลียนได้ใหม เอาม็อตโต้ของคุณลุงประยูร จรรยาวงศ์แทนได้ใหม "สัปดนวันละนิด จิตแจ่มใส" ผมถือประจำใจเลยครับ หวังว่าคุณจะพิจารณา


โดย: ไทยสีทันดร สมุทรวรรษ IP: 113.53.160.191 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:19:23:57 น.  

 
เอาอย่างนี้คุณไทยวรรษ เพื่อความศักดิ์สิทธิ์แห่งบล็อกของคุณผมเสนออย่างนี้ สมมติว่าทุกคนไม่ว่าใครก็ตามต่างไม่พอใจในสังคมปัจจุบัน เรามาสร้างสังคมสมมติตามที่เราใฝ่ฝันดีใหม ลองดูนะครับ ส่วนผมขอไปทำอารมณ์ก่อนไม่งั้นเขียนไม่ออกครับ


โดย: ไทยสีทันดร สมุทรวรรษ IP: 113.53.160.191 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:19:53:47 น.  

 
คุณไทยสีทันดร สมุทรวรรษ

เพิ่งรู้ว่าคุณยังไม่รู้อะไรอีกเยอะ..ตามที่คุณบอก..
คุณอ่านอะไรก็เชื่อไปหมด..
มิน่าล่ะ..
ขนาดชื่อก็ต้องเลียนแบบเจ้าของเวป..

สิ่งที่คุณตอบมานั้น..
ล้วนผิดข้อเท็จจริง..
หากอยากรู้ข้อเท็จจริงก็ไปหาเอาที่เวบข่าวไทยอีนิวส์..


โดย: กับดักผีเสื้อ IP: 118.175.207.17 วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:11:36:45 น.  

 
ผมว่าเจ้าของเว็ปนี้ไม่แน่จริง ไม่กล้ารับฟังผู้ที่เห็นต่างผมพิมพ์ตั้งยาว กดส่งไปบอกว่ามีคำไม่สุภาพ โธ่เอ๋ย ขบวนการสู้แล้วรวย ยิ่งสู้ยิ่งรวย


โดย: กระจอกก IP: 113.53.162.168 วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:17:12:30 น.  

 
Bloggangไม่มีระบบให้Bloggerสามารถใส่คำกรองลงไปเองนะครับ เขามีแต่ทางผู้ให้บริการใส่คำกรองลงไปให้
คนที่คุณต้องด่าไม่ใช่Bloggerเจ้าของBlogแต่เป็นทางBloggangผู้ให้บริการBlogนั้นต่างหากครับ คุณด่าผิดคนแล้ว


โดย: ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร (spiralhead ) วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:20:21:23 น.  

 
มันอยู่ที่กระแสสังคมและพื้นฐานของแต่ละคนด้วยนะ


โดย: rapcop IP: 202.28.27.5 วันที่: 6 ตุลาคม 2552 เวลา:4:00:28 น.  

 
ขอแสดงความคิดเห็นด้วยนิดนึงนะครับ พอดีเห็นโพสๆไว้ที่พันทิพย์ ลากๆมาก็เจอ

บอกอย่างลูกผู้ชาย อ่านไม่จบครับ อ่านถึงซักกลางๆก็เลิก เบลอล่ะ แต่คิดว่าจับใจความถูกนะครับ

กษัตริย์ไม่ควรทำอะไร ไม่แสดงทัศนะอะไร ไม่แนะนำโครงการอะไร มีอะไรมาเซ็นหมด หรือไม่เซ็นไม่เซ็นหมด เพราะทรงเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด ใครก็ไม่กล้าคิดสวน

ความคิดคุณพุทธิพงศ์ กษัตริย์ก็ไม่ต่างกับตรายางเลยนะครับ พูดก็ยังพูดไม่ได้ (เศรษฐกิจพอเพียง) พอถึงบางเรื่อง ไม่ออกมาพูดก็ผิดอีก (ไม่ตำหนิสนธิ) ลำบากเหมือนกันนะครับ

คุณพุทธิพงศ์อาจจะชอบระบอบประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์ ใครบางคนอาจจะชอบระบอบสังคมนิยมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่บางคนอาจจะคิดแค่ว่าอยากได้คนดีๆสักคนมาพาบ้านเมืองเราไปข้างหน้า ระบบระบอบอะไรก็ได้ (อย่างผม) หรือบางคนอาจจะมีแนวความคิดอย่างอื่นอีกก็ได้

ถ้าจะบอกว่าใครถูกใครผิด แบบไหนดีกว่าแบบไหน พระมหากษัตริย์ควรมีสิทธิถึงแค่ไหน ก็เหมือนพวกคลั่งศาสนากับแฟนบอยที่ว่าความคิดของตัวถูกน่ะครับ เรื่องบางเรื่องมันไม่มีผิดมีถูกครับ มันเป็นแบบนั้นแหละครับ ถ้าระบบที่เราเป็นอยู่มันไม่เลวร้ายจนรับไม่ได้จริงๆ ชนิดที่ถ้าเป็นลัทธิก็โอมชินริเกียว หรือพวกให้ต่อต้านพ่อแม่ ผมคิดว่าไม่ใช่ปัญหาครับ

แต่อยากให้มองดูว่า การที่พระองค์ท่านอยู่ในตำแหน่งตรงนั้น แล้วชอบให้ทัศนะคติความคิดเห็นต่างๆ(เช่นโครงการพระราชดำริ,เศรษฐกิจพอเพียง) ถ้าเปลี่ยนเป็นคุณพุทธิพงศ์ไปอยู่ตรงนั้นบ้าง หรือใครทั่วๆไปก็ตามถ้าอยู่ในตำแหน่งของพระองค์ ส่วนมากก็คงจะขอพูดออกทีวีสักนิด หรือให้แนวคิดโครงการสักสองสามโครงการบ้างล่ะครับ

ส่วนที่คนเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ศรัทธาหรือไม่ศรัทธา รับไปปฏิบัติตามหรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นกษัตริย์หรือเชื้อเจ้า หรือข้อบัญญัติที่บังคับในกฏหมาย ถ้าคุณพุทธิพงศ์หรือผมเป็นพระเจ้าแผ่นดิน คำพูดของเราอาจมีค่าแค่ลมที่ผ่านหูแค่นั้นก็เป็นได้


โดย: ผ่านมา IP: 114.129.28.170 วันที่: 2 ธันวาคม 2552 เวลา:23:41:19 น.  

 
คุณพุฒิพงษ์แกฝากตอบมานะครับ

ความคิดคุณพุทธิพงศ์ กษัตริย์ก็ไม่ต่างกับตรายางเลยนะครับ ...

การที่พระองค์ท่านอยู่ในตำแหน่งตรงนั้น แล้วชอบให้ทัศนะคติความคิดเห็นต่างๆ(เช่นโครงการพระราชดำริ, เศรษฐกิจพอเพียง ) ถ้าเปลี่ยนเป็นคุณพุทธิพงศ์ไปอยู่ตรงนั้นบ้าง หรือใครทั่วๆไปก็ตามถ้าอยู่ในตำแหน่งของพระองค์ ส่วนมากก็คงจะขอพูดออกทีวีสักนิด หรือให้แนวคิดโครงการสักสองสามโครงการบ้างล่ะครับ


อธิบายดังนี้ครับ

๑.กษัตริย์ทรงต้องเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตย
๒.ดุลยภาพแห่งอำนาจ จะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อ "อำนาจนั้น สามารถ ถูกตรวจสอบ" ได้
๓.ผู้ที่ทรงอำนาจนั้นๆ ต้องสามารถถูกโต้แย้งสิทธิ หรือฟ้องร้องกล่าวโทษได้ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง
๔.ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ไม่เปิดโอกาสให้กษัตริย์ สามารถรับผิดชอบในการกระทำทั้งปวงใดๆได้
๕.เมื่อกษัตริย์ "ถูกตัดขาดจากความรับผิดชอบทั้งปวง" ย่อมหมายความว่า กษัตริย์ ก็ไม่พึงมีอำนาจกระทำการใดๆ
๖.การ "ไม่ทำการใด ๆ" โดยกษัตริย์ซึ่งเป็น unelected head of state นั้น ถือว่าภารกิจสำคัญยิ่งในการรักษาดุลยภาพของระบบสถาบันทางการเมืองของรัฐ ในฐานะประมุขแห่งรัฐที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
๗.เหล่านี้ เป็น "หน้าที่" ของกษัตริย์(กรณีที่กษัตริย์พระองค์นั้นๆ เคารพหลักนิติรัฐ และไม่วางพระองค์อยู่เหนือกฎหมาย)
๘.การ "กระทำใดๆ" ของกษัตริย์ในขณะที่ตนปราศจาก accountability ทั้ืงทางกฎหมาย(เช่นการถูกดำเนินคดี) ทั้งทางสังคม(เช่นการวิพากษกษัตริย์ ย่อมติดคุก กว่า๒๐ปี)
๙.การแสดงออกทางการเมือง โดยอาศัยพระราชอำนาจทางสังคมของกษัตริย์ ย่อมส่งอิทธิพลต่อผู้รับผิดชอบทางการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ ความเห็นใดๆ ที่ทรงแสดงออก ย่อมถูกหยิบขึ้นเป็นข้ออ้างทางการเมืองได้เสมอ หรืออาจถูกตีความในแง่ต่างๆทางการเมือง ซึ่งกษัตริย์ไม่พึงให้สถานะของตนอยู่ในภาวะเช่นนั้น เพราะอาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่า กษัตริย์ทรงบงการทางการเมือง มิได้ทรงอยู่นอกเหนือทางการเมืองอย่างแท้จริง
๑๐.กษัตริย์ในฐานะประมุขแห่งรัฐเสรีประชาธิปไตย ย่อมไม่ใช่ฝ่ายบริหาร แต่ทรงดำรงพระราชสถานะเดียวคือ สัญลักษณ์ในการใช้อำนาจรัฐ เท่านั้น หาใช่ผู้นำแห่งองคาพยพแห่งรัฐ ไม่
๑๑.หากกษัตริย์ประสงค์จะแสดงความเห็นใดๆ ก็ต้องกระทำภายในหมู่ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ(บุคคลที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ให้ผู้นั้นมีนิติฐานะในการนั้นๆ ในฐานะผู้รับสนองฯ โดยชัดแจ้งเท่านั้น บุคคลอื่นๆ หาใช่ผู้รับสนองฯ ไม่-เป็นไม่ได้) และพระราชดำรัสภายในหมู่ผู้รับสนองฯนั้น ต้องทำเป็นการลับ และห้ามอ้างอิง เนื่องจากการตัดสินใจทั้งปวง จะดี-ชั่ว(ทางผลลัพธ์)ประการใดๆ ย่อมต้องเป็นความรับผิดชอบของผู้รับสนองฯ เพราะผู้รับสนองฯนี้เอง ที่เป็นผู้ทรงอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดในการนั้นๆตามรัฐธรรมนูญ
๑๒.ผู้รับสนองฯ หาใช่ผู้รับบาปเคราะห์แทนกษัตริย์ไม่
๑๓.รายละเอียดเกี่ยวกับหลักการพระราชอำนาจ อ่านได้ที่ หลักการประชาธิปไตยว่าด้วย พระราชอำนาจ (ฉบับ ปรับปรุงเพิ่มเติม-สมบูรณ์)


โดย: ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร (spiralhead ) วันที่: 9 ธันวาคม 2552 เวลา:21:43:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.