Group Blog
 
All Blogs
 

ตอนที่ 2



ความคิดเห็นของผมคือการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ใน
ช่วงแรกเกิดจากความกลัว กลัวว่าฝ่ายเยอรมันจะสร้าง
ได้ก่อน จึงต้องเสนอให้ประธานาธิบดีสร้างไว้ก่อน
อย่างน้อยก็ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่า ฝ่ายอเมริกาก็มีเหมือน
กัน แต่พอเห็นอานุภาพของระเบิดที่รุนแรงมาก
ไอน์สไตน์จึงต่อต้านการนำไปใช้จริงครับ
------------------------------------------------------
จากคำบรรยายของ Yevgeny Chazov ผู้ได้รับรางวัล
โนเบลสาขาสันติภาพในปีค.ศ. 1985 ในหัวข้อ
บทบาทของแพทย์นานาชาติในการป้องกันสงคราม
นิวเคลียร์

“...แม้บุคคลทั้งห้าท่านนี้จะมีส่วนร่วมในการสร้าง หรือ
เป็นผู้สร้างระเบิดนิวเคลียร์ แต่ทั้งห้าท่านก็ยังเป็น
บุคคลกลุ่มแรกๆ ที่ต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์
ด้วย...”

“Albert Einstein (1879-1955),
American, born in Germany;

Leo Szilard (1898-1964),
American, born in Hungary;

Niels Bohr (1885-1962) of Denmark;

Fredric Joliot-Curie (1900-1958) of France;

Igor Kurchatov (1903-1960) of the
Soviet Union.”

เอกสารอ้างอิง
http://nobelprize.org/peace/laureates/1985/physicians-lecture.html
------------------------------------------------------
ก่อนที่ไอน์สไตน์จะเสียชีวิตหนึ่งอาทิตย์ (18
เมษายน ค.ศ. 1955) เขาได้ลงนามในจดหมาย
ที่เขียนให้แก่ Bertrand Russell เพื่อลงนามใน
อนุสัญญาต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์

เอกสารอ้างอิง
http://www.leyden.net/einstein.html
------------------------------------------------------
ก่อนที่ระเบิดนิวเคลียร์จะถูกส่งไปถล่มฮิโรชิม่า
ไอน์สไตน์ได้เตือนสาธารณชนเกี่ยวกับอันตรายของ
สงครามนิวเคลียร์ และเสนอให้มีองค์กรนานาชาติเพื่อ
ควบคุมการใช้อาวุธนิวเคลียร์แล้ว

เอกสารอ้างอิง
http://newton.physics.metu.edu.tr/~fizikt
------------------------------------------------------
หลังจากที่ถล่มฮิโรชิม่าและนางาซากิไปเรียบร้อยด้วย
ระเบิดนิวเคลียร์แล้ว ก็ได้มีการโต้เถียงกันอย่างมาก
ในสังคมอเมริกันว่า ประธานาธิบดีทรูแมน (Harry S.
Truman) ใช้กำลังเกินกว่าเหตุทำให้ชาวญี่ปุ่นเสียชีวิต
ไปมากตามข้อมูลที่ผมได้ให้ไว้ในกระทู้ก่อนหน้านี้
ครับ (สำหรับท่านที่ไม่ทราบ แม้คนอนุมัติให้เริ่มโครง
การแมนฮัตตันคือประธานาธิบดีรูสเวลส์ แต่มาเสีย
ชีวิตเอาระหว่างสงครามพอดี รองประธานาธิบดี
ทรูแมน จึงได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีแทน และสั่งการ
ให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์)

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X3181561/X3181561.html
------------------------------------------------------
อเมริกามีทางเลือกอื่นหรือไม่ ที่จะยุติสงครามกับ
ญี่ปุ่นโดยไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์?


ประธานาธิบดีทรูแมนกล่าวเสมอๆ ว่าการใช้ระเบิด
นิวเคลียร์กับญี่ปุ่นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพื่อให้
ญี่ปุ่นยอมจำนนอย่างรวดเร็ว การใช้กองกำลังทหาร
สหรัฐเพื่อยึดครองญี่ปุ่นนั้นจะสูญเสียทหารอเมริกัน
หลายพันคน และว่า ถ้าได้โอกาสให้ตัดสินใจใหม่อีก
ครั้ง การตัดสินใจของเขาจะยังคงเดิม คือให้ถล่ม
ญี่ปุ่นด้วยอาวุธนิวเคลียร์ซะ

ทางเลือกอื่น 1
ใช้ยุทธวิธีทางการทหาร ทิ้งระเบิดแบบปกติและปิดกั้น
ทางลำเลียงทหารถ้าใช้วิธีนี้ก็ยังสามารถบีบให้ฝ่าย
ญี่ปุ่นยอมแพ้ได้ แต่ก็ยังเสี่ยงต่อชีวิตนักบิน, ทหาร
บก, และทหารเรือ และว่ากันว่าชาวญี่ปุ่นอาจจะตาย
มากกว่าใช้ระเบิดนิวเคลียร์ก็เป็นได้ เพราะห้าเดือน
ก่อนจะทิ้งระเบิด Little boy นั้น การใช้ระเบิดเพลิงที่
โตเกียวก็ทำให้ชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตไปกว่าหนึ่งแสนคน
แล้ว

ทางเลือกอื่น 2
แสดงให้ฝ่ายญี่ปุ่นเห็นอานุภาพของอาวุธนิวเคลียร์
ก่อน โดยทดสอบในที่ไม่มีคนอาศัย ถ้าจักรพรรดิ์
ฮิโรฮิโต้ (Hirohito) ได้มีโอกาสทอดพระเนตร
อานุภาพของอาวุธนิวเคลียร์เสียก่อนก็อาจจะทำให้
ยอมแพ้ก็ได้ โดยที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ แต่ฝ่ายค้าน
ก็ว่าตอนนั้นสหรัฐมีระเบิดที่ใช้งานได้อยู่เพียงสองลูก
เท่านั้นคือ Little boy และ Fat man และยังมีที่
กำลังพัฒนาขึ้นมาอยู่อีกสองลูก ตอนนั้นเทคโนโลยี
นิวเคลียร์เป็นของใหม่ การจะลำเลียงระเบิดไปยังจุด
หมายนั้นแสนยากเย็น ถ้าแสดงให้เห็นแล้วฝ่ายญี่ปุ่น
ไม่ยอมแพ้ อาจจะเปิดโอกาสให้หาช่องทางต่อต้านได้

ทางเลือกอื่น 3
รอให้รัสเซียประกาศสงครามกับญี่ปุ่น ว่ากันว่าตอนนั้น
รัสเซียพร้อมจะประกาศสงครามกับญี่ปุ่นอยู่แล้ว ใน
อีกสองสามอาทิตย์ ซึ่งถ้าเป็นดังนั้นญี่ปุ่นอาจยอม
จำนนก็ได้ ฝ่ายคัดค้านบอกว่า แต่ก็ไม่แน่ว่าการตอบ
สนองจากญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไร และกว่ากองทัพรัสเซีย
จะพร้อมต่อการบุกเข้ายึดญี่ปุ่นก็คงกินเวลานาน และ
ที่สำคัญรัสเซียอาจถือเป็นโอกาสเผยแพร่ลัทธิคอม
มิวนิสต์เข้าไปในเอเซียมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ได้

ทางเลือกอื่น 4
เจรจาสันติภาพกับญี่ปุ่น ก่อนจะทิ้งระเบิดนั้น นายกฯ
ซูซูกิ และจักรพรรดิฮิโรฮิโต้ก็พร้อมจะยอมเจรจาสงบ
ศึกอยู่แล้ว แต่เป็นการยอมแพ้แบบมีเงื่อนไข ซึ่ง
ประธานาธิบดีทรูแมนไม่ยอมและว่าจะต้องยอมแพ้
แบบศิโรราบเท่านั้น ในกรณีนั้นฝ่ายต่อต้านทางเลือก
นี้ชี้แจงว่าจะเป็นการใจดีต่อรัฐบาลญี่ปุ่นเกินไปและ
แสดงความอ่อนแอของฝ่ายสัมพันธมิตร ฝ่ายญี่ปุ่น
อาจขอเจรจาให้คงรักษากองทัพไว้ก็ได้ (สำหรับท่าน
ที่ไม่ทราบ ตอนนี้ญี่ปุ่นไม่มีกองทัพนะครับ สืบเนื่อง
จากที่ยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายสัมพันธ
มิตรห้ามญี่ปุ่นมีกองทัพทหารเพราะชาตินิยมจัดมาก)
หรือฝ่ายญี่ปุ่น อาจมีโอกาสเตรียมพร้อมกำลังทหาร
ต่อต้านการบุกยึดครองโดยฝ่ายสัมพันธมิตร

ทางเลือกอื่น 5
ยอมคงสภาวะของสมเด็จพระจักรพรรดิ์ ถ้าฝ่าย
สัมพันธมิตรระบุอย่างชัดเจนว่า จะคงสถานะของ
สมเด็จพระจักรพรรดิ์ไว้ และไม่ลงโทษพระองค์ใน
ฐานะอาชญากรสงคราม อาจจะทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ก็
ได้ แต่ก็ว่ากันว่าถึงจะระบุไปฝ่ายญี่ปุ่นก็คงไม่ยอมแพ้
อยู่ดี

ท้ายที่สุดประธานาธิบดีทรูแมนสรุปว่า ทางเลือกทั้ง 5
นี้ไม่มีทางจะทำให้สงครามยุติได้อย่างรวดเร็วเท่าการ
ใช้อาวุธนิวเคลียร์ ในช่วงเวลานั้นประธานาธิบดีเองก็
กำลังถูกเพ่งเล็งจากประชาชนซึ่งอยากให้สงครามจบ
เร็วๆ และส่วนใหญ่เกลียดคนญี่ปุ่นกันมากๆ อยู่แล้ว
นอกจากนี้ยังช่วยรักษาชีวิตของทหารอเมริกันใน
ยุโรปซึ่งกำลังรับคำสั่งให้เตรียมพร้อมบุกเข้ายึดญี่ปุ่น
ด้วย คนอเมริกันตอนนั้นเลยไม่ค่อยโจมตีเขามากนัก
------------------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง
http://www.crf-usa.org/bria/bria15_3.html

สถานการณ์ทางฝ่ายญี่ปุ่น ช่วงใกล้สงครามยุติ

ผู้นำทางทหารของญี่ปุ่นในช่วงนั้นไม่มีใครรู้อิโหน่อิ
เหน่เกี่ยวกับระเบิดปรมาณูเลย และไม่ทราบด้วยว่า
สหรัฐกำลังจะเอาระเบิดนิวเคลียร์มาทิ้ง ในขณะที่
ฝ่ายอเมริกันทราบความเคลื่อนไหวของฝ่ายญี่ปุ่น
ตลอดไม่มากก็น้อย เพราะหน่วยสืบราชการลับของ
สหรัฐแกะรหัสลับของฝ่ายญี่ปุ่นออกแล้ว

ช่วงหน้าร้อนของปีค.ศ. 1945 นั้น ญี่ปุ่นจะแพ้อยู่แล้ว
ฝ่ายนาวิกโยธินก็แทบจะไม่มีเหลือทหารอากาศที่ดีที่
สุดก็ตายไปหมดแล้ว ติดต่อกองทัพที่กระจายอยู่ทั่ว
เอเซียก็ไม่ได้ แถมฝ่ายทหารเรือของอเมริกันยังใช้
ยุทธวิธีตัดกำลังเสบียงทำให้ขาดทั้งอาหารและน้ำมัน
การโจมตีทางอากาศจากฝ่ายอเมริกันถล่มเมือง
ใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นทำให้มีคนตายไปกว่า 200,000 คน
แล้ว

แต่ฝ่ายญี่ปุ่นก็ยังไม่ยอมแพ้ ระหว่างเดือนเมษายนถึง
มิถุนายน ค.ศ. 1944 นั้น สหรัฐก็ได้บุกยึดเกาะโอกินา
ว่า (Okinawa) ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ห่างจากเมืองหลวง
ไป 400 ไมล์ แต่กระนั้นฝ่ายญี่ปุ่นก็สู้อย่างไม่กลัว
ตาย ใช้เทคนิคกามิกาเซ่ด้วยวิญญาณชายชาติ
ซามูไร ใช้เครื่องบินพุ่งเข้าใส่เรือของสหรัฐที่ทำหน้าที่
ลำเลียงเสบียงต่างๆ ชาวเกาะโอกินาว่าเอง ก็ฆ่า
ตัวตายเพียงเพื่อไม่ให้ทหารอเมริกันจับได้ แม้จะยึด
เกาะได้ฝ่ายอเมริกันก็ยังต้องสูญเสียกองพลไปกว่า
48,000 คน

ทั้งๆ ที่เสียเกาะโอกินาว่าไปแล้ว และเห็น
แสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐ รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังไม่
ยอมแพ้ ตอนนั้นนายกฯ คันทาโร่ ซูซูกิ (Kantaro
Suzuki) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งนายกฯ ในช่วงเมษายน
ค.ศ. 1945 หวังจะขอให้รัสเซียเป็นตัวกลางช่วยญี่ปุ่น
ให้เจรจากับสหรัฐ, อังกฤษและ จีน แต่เขาหารู้ไม่ว่า
ตอนนั้นสตาลินผู้นำรัสเซียได้ให้คำมั่นต่อฝ่ายสัมพันธ
มิตรแล้วว่าจะประกาศสงครามกับญี่ปุ่นในอีก 2-3
เดือนถัดไป

ส่วน ส.ส. และนายทหารของญี่ปุ่นนั้นก็ไม่ยินยอมให้
ยอมแพ้ และว่าให้ประชาชนตาย 100 ล้านคนอย่างมี
เกียรติยังดีกว่ายอมพ่ายแพ้อย่างไร้ศักดิ์ศรี มีการวาง
แผนจะเตรียมกองทหารอีก 350,000 นาย เพื่อ
ป้องกันการเข้ายึดจากสหรัฐอเมริกา เตรียมนักบิน
เครื่องบิน สำหรับการโจมตีแบบกามิกาเซ่อีกหลาย
พันลำ รวมทั้งจะให้ผู้หญิงมาร่วมรบด้วย และหวังกันว่า
จะทำให้อเมริกายอมเซ็นสัญญาสงบศึกโดยเหลือผล
ประโยชน์ให้ฝ่ายญี่ปุ่นบ้าง

ฝ่ายอเมริกันมักจะกล่าวหาจักรพรรดิ์ฮิโรฮิโต้ว่าไม่
ยอมยุติสงคราม เพราะชาวญี่ปุ่นทุกคนต่างเชื่อฟัง
พระองค์ ตอนที่นายทหารญี่ปุ่นวางแผนโจมตีอ่าว
Pearl Harbour พระองค์ก็ไม่ทรงมีรับสั่งใดๆ แต่เมื่อ
เกาะโอกินาว่าถูกยึดได้ จึงทรงเร่งรัดให้นายทหาร
ญี่ปุ่นยุติสงครามโดยไว และได้ส่งตัวแทนพระองค์ไป
ยังมอสโคว์ด้วย เพื่อเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตร

ฝ่ายอเมริกันรอการตัดสินใจจากรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ไหว
แล้ว จึงเอาระเบิด Little Boy ไปถล่มเมืองฮิโรชิม่าใน
วันที่ 6 สิงหาคม พวกนายทหารก็ยังงงๆ กันอยู่
ไม่ยอมแพ้เสียทีตอนนี้สมเด็จพระจักรพรรดิ์ทรงรับสั่ง
ว่า “ต้องยอมเขาแล้ว !” (We must bow to the
inevitable)

วันที่ 9 สิงหาคม รัสเซียประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และ
สหรัฐทิ้งระเบิด Fat Man ถล่มนางาซากิอีก ท้ายที่สุด
นายกฯ จึงกราบบังคมทูลเชิญให้สมเด็จพระจักรพรรดิ์
ให้มีพระบรมราชโองการ ซึ่งพระองค์ตรัสว่า “หาก
สงครามยืดเยื้อต่อไป เราก็คงสิ้นชาติ”

วันที่ 10 สิงหาคม ญี่ปุ่นประกาศแพ้สงครามและยื่น
เงื่อนไขต่อฝ่ายสัมพันธมิตรว่าต้องให้สมเด็จพระจักร
พรรดิ์เป็นผู้ปกครองญี่ปุ่นต่อไป ซึ่งฝ่ายสัมพันธ
มิตรก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด หากแต่ว่าในช่วงแรก
สมเด็จพระจักรพรรดิ์ต้องอยู่ใต้การบัญชาการของ
นายพลแมคอาเธอร์ ซึ่งพอได้รับคำตอบนายทหาร
หลายคนของญี่ปุ่นก็โกรธ ถือว่าเป็นการหมิ่นพระบรม
เดชานุภาพ จะไม่ยอมแพ้ขึ้นมาอีก แต่สมเด็จพระจักร
พรรดิ์ทรงยินยอมต่อข้อตกลงนี้ สงครามจึงสิ้นสุด

เอกสารอ้างอิง
http://www.crf-usa.org/bria/bria15_3.html

------------------------------------------------------
สถานการณ์ทางฝ่ายอเมริกัน ช่วงใกล้สงครามยุติ
------------------------------------------------------
ภายหลังฮิตเลอร์เริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปได้
ไม่นาน โครงการแมนฮัตตันก็ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.
1941 ประธานาธิบดีรูสเวลส์ได้มอบหมายให้ นายพล
Leslie R. Groves เป็นผู้ควบคุมกลุ่มนักวิทยาศาสตร์
เพื่อสร้างหัวรบนิวเคลียร์อันมี J. Robert
Oppenheimer เป็นผู้นำกลุ่มวิจัย แทบทุกคนใน
โครงการต่างเชื่อว่าอเมริกาจะใช้ระเบิดนิวเคลียร์เพื่อ
ยุติสงคราม

ต่อมาเมื่อประธานาธิบดีรูสเวลส์เสียชีวิตในวันที่ 12
เมษายน ค.ศ. 1945 รองประธานาธิบดีทรูแมนขึ้นเป็น
ประธานาธิบดีแทน หลังจากนั้นสองอาทิตย์ นายพล
Groves ก็ได้แนะนำให้ประธานาธิบดีทรูแมนทราบ
ถึง “ระเบิด”

แม้เยอรมันจะยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขในวันที่ 7
พฤษภาคม ค.ศ. 1945 แล้ว ระเบิดนิวเคลียร์ก็ยังไม่
พร้อมใช้งานเสียที สงครามกับญี่ปุ่นในมหาสมุทรแป
ซิฟิคก็ยังดำเนินต่อไป ประธานาธิบดีทรูแมนได้ตั้ง
คณะกรรมการเพื่อให้คำแนะนำในการใช้ระเบิด
นิวเคลียร์ (Interim committee) ซึ่งมีประธานคณะ
กรรมการคือ Henry S. Stimson คณะกรรมการนี้
ประกอบไปด้วยกลุ่มผู้นำทางฝ่ายพลเรือนและนัก
วิทยาศาสตร์ ซึ่งผลการตัดสินของคณะกรรมการคือ
ให้ใช้ระเบิดนิวเคลียร์ทันทีเมื่อพร้อมใช้งานได้

นอกจากนี้คณะกรรมการยังไม่สนับสนุนให้เตือนญี่ปุ่น
ถึงอานุภาพของระเบิดนิวเคลียร์ด้วย สิ่งที่คณะ
กรรมการคือต้องการให้รัฐบาลและประชาชนชาวญี่ปุ่น
คาดไม่ถึง เพื่อยอมแพ้อย่างรวดเร็ว โดยเป้าหมายที่
ควรจะนำระเบิดไปหย่อนคือ บริเวณที่เป็นโรงงานผลิต
อาวุธสงครามที่มีคนงานจำนวนมากตั้งบ้านเรือนอยู่
ใกล้เคียง และคาดว่าผลการใช้ระเบิดนิวเคลียร์จะทำ
ให้ควบคุมสหภาพโซเวียตได้ด้วย

เนื่องจากช่วงนั้นระเบิดยังไม่พร้อม กลุ่มนายทหาร
ระดับสูงได้ให้คำแนะนำประธานาธิบดีทรูแมนในวันที่
11 มิถุนายน ค.ศ. 1945 ว่าคงต้องบุกเข้ายึดเกาะ
ญี่ปุ่นแทน และประมาณการความสูญเสียทหารของ
ฝ่ายอเมริกันไว้ที่ 200,000 คน โดยจะมีทหารเสียชีวิต
ประมาณ 50,000 คน ตัวเลขนี้ไม่ประทับใจ
ประธานาธิบดีทรูแมนเท่าใดนัก แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสิน
ใจใดๆ อีกหนึ่งเดือนต่อมาประธานาธิบดีก็ไปร่วม
ประชุมกับผู้นำของฝ่ายสัมพันธมิตรที่เมือง Potsdam
เยอรมัน และเร่งให้โจเซฟ สตาลินประกาศสงคราม
กับญี่ปุ่น เพราะได้สัญญากันไว้แล้วว่าถ้าเยอรมันแพ้
สหภาพโซเวียตจะประกาศสงครามกับญี่ปุ่น เพราะ
ตอนเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ๆ นั้น รัสเซียได้เซ็น
สนธิสัญญาไม่รุกรานประเทศญี่ปุ่น (non-aggression
treaty) ระหว่างการประชุมนั้นประธานาธิบดีทรูแมนก็
ได้รับข้อความยืนยันว่าระเบิดนิวเคลียร์ผ่านกาทดสอบ
ที่นิวเม็กซิโกแล้ว ซึ่งเขาก็ได้สั่งการให้ทหารใช้ระเบิด
นิวเคลียร์ทันทีเมื่อพร้อม แต่อย่าทิ้งระเบิดก่อนวันที่
2 สิงหาคม ค.ศ. 1945

เสนาธิการทหารเลือกเป้าหมายเมืองของญี่ปุ่น 4 เมือง
ไว้แล้ว ซึ่งแต่ละเมืองก็ไม่ได้มีโรงงานผลิตอาวุธ
ขนาดใหญ่ใดๆ แต่ที่เลือกเพราะเมืองใหญ่อื่นๆ ถูก
ระเบิดที่ใช้กันปกติถล่มจนแทบจะไม่มีอะไรเหลือ
แล้ว

ประธานาธิบดีเขียนลงในสมุดบันทึกกล่าวถึงระเบิด
นิวเคลียร์ว่า

“The most terrible bomb in the history of the
world”

พอนักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มผู้สร้าง (รวมไปถึง
Szilard ด้วย) ทราบว่าระเบิดจะถูกนำเอาไปใช้จริงก็
ตกใจ ต่างพยายามล่ารายชื่อผู้ต่อต้านการใช้อาวุธ
นิวเคลียร์นี้ และว่าหากใช้ระเบิดจะเกิดสงครามเย็นกับ
โซเวียตด้วย แต่มันสายไปเสีย
แล้ว...


หลังจากการประชุมที่ Potsdam ในวันที่ 26 กรกฏา
คม ค.ศ. 1945 ฝ่ายสัมพันธมิตรประกาศว่า กองทหาร
ญี่ปุ่นทั้งหมดต้องยอมแพ้อย่างไม่เงื่อนไข ฝ่าย
สัมพันธมิตรจะไม่เจรจาสงบศึกแบบมีเงื่อนไข และว่า
ประชาชนชาวญี่ปุ่นควรร่วมมือร่วมใจเลือกตั้งรัฐบาล
ใหม่ ซึ่งคำประกาศนี้ไม่กล่าวถึงสมเด็จพระจักรพรรดิ์
เลย ทำให้ตีความกันไปว่าฝ่ายสัมพันธมิตรอาจ
ต้องการล้มล้างระบบกษัตริย์ในญี่ปุ่น และที่สำคัญไม่
มีการกล่าวถึงระเบิดนิวเคลียร์หรือที่สหภาพโซเวียตจะ
ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้า
ญี่ปุ่นไม่ยอมแพ้ จะต้องพบกับความหายนะโดย
สมบูรณ์อย่างรวดเร็ว
------------------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง
http://www.crf-usa.org/bria/bria15_3.html

สนธิสัญญาสงบศึก (ควรจะเรียกว่าการยอมจำนน
มากกว่า) ส่วนที่ 1


ร่างโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ฝ่ายญี่ปุ่นลงนามโดย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาโมรุ
ชิจิมิตซุ และนายพลโยชิจิโร่ อุมิซุ

เอกสารอ้างอิง
http://www.archives.gov/exhibit_hall/featured_documents/japanese_surrender_document/



สนธิสัญญาสงบศึก (ควรจะเรียกว่าการยอมจำนน
มากกว่า) ส่วนที่ 2




สนธิสัญญาสงบศึกส่วนที่ 3



เอกสารอ้างอิง
http://www.archives.gov/exhibit_hall/featured_documents/japanese_surrender_document/

ภาพการเซ็นสนธิสัญญาสงบศึก



เอกสารอ้างอิง
http://historicaltextarchive.com/sections.php?op=viewarticle&artid=188




 

Create Date : 01 มกราคม 2548    
Last Update : 1 มกราคม 2548 7:58:43 น.
Counter : 485 Pageviews.  

มาทำความเข้าใจในบทบาทของไอน์สไตน์ในโครงการ Manhattan ที่สร้างระเบิดปรมาณูกันครับ



จากข้อความที่โพสต์ในกระทู้ข้างล่าง

คุณคิดว่าควรยกย่องไอสไตน์หรือไม่
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X3180752/X3180752.html และ
ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลคือ ทำลายความสงบสุขของ
จิตใจมนุษย์
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X3180716/X3180716.html

ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์กว่าการถกเถียงโดยไม่มี
หลักฐานอ้างอิง คิดเอาเองว่าคงเป็นอย่างนั้นเป็นอย่าง
นี้ ทำให้ผู้ไม่รู้เกิดความเข้าใจผิดได้ครับ ในกระทู้นี้
เราจะมาดูหลักฐานในประวัติศาสตร์กันว่าไอน์สไตน์มี
บทบาทมากแค่ไหนในโครงการนี้ และโครงการ
Manhattan นี้มีรายละเอียดอย่างไรครับ

ทำไมอเมริกาต้องสร้างระเบิดปรมาณู

การทดลองนิวเคลียร์ฟิชชั่น (nuclear fission) ซึ่งจุด
ประกายความคิดการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ที่ใช้ถล่ม
ฮิโรชิม่าและนางาซากินั้น ไม่ได้ทำโดยไอน์สไตน์
หากแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันสามท่านคือ
อ๊อตโต้ ฮาห์น (Otto Hahn), ฟริทซ์ สตร้าซแมน
(Fritz Strassman) และ ลิส มิทเนอร์ (Lise Meitner
คนนี้เป็นผู้หญิงครับ) นักวิทยาศาสตร์สองท่านแรก
สาธิตกลไกการทำงานของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น
ในปี ค.ศ. 1938 ซึ่งเป็นยุคเรืองอำนาจของจักรวรรดิ
นาซี การทดลองนั้นแสดงให้เห็นว่าอนุภาคนิวตรอน
พลังงานสูงสามารถดีดนิวเคลียสของธาตุยูเรเนียม
ออกมา และทำให้นิวเคลียสนั้นแตกตัวเกิดเป็น
พลังงานมหาศาลขึ้น ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
ของไอน์สไตน์ (E = mc^2) เมื่อผลงานวิจัยนี้แพร่
กระจายออกไปในวงการวิทยาศาสตร์ก็ได้เกิดคำแนะ
นำจากนักวิทยาศาสตร์หลายท่านที่ได้ศึกษาผลการ
วิจัย โดยสังเกตเห็นว่าผลลัพธ์หนึ่งของการปฏิกิริยานี้
ก็คือนิวตรอนอีกตัว ที่อาจไปดีดนิวเคลียสของอะตอม
ธาตุยูเรเนียม อะตอมอื่นๆ ออกมาได้อีกเกิดเป็น
ปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain reaction) และในทางทฤษฎี
สามารถนำไปทำระเบิดที่มีอานุภาพร้ายแรงได้ สิ่งที่
ควรทราบคือ ลิส มิทเนอร์ หนึ่งในสามผู้ค้นพบ
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่นปฏิเสธที่จะเข้าร่วมโครงการ
วิจัยเพื่อพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์

ฝ่ายอเมริกันเริ่มกลัวกันแล้วว่า พรรคนาซีของเยอรมัน
จะพัฒนาความรู้ที่มีอยู่เป็นอาวุธเพื่อการทำลายล้าง
เพราะดินแดนที่ฝ่ายเยอรมันยึดครองอยู่ทั้งในนอร์เวย์
และเชคโกสโลวาเกีย (Czechoslovakia) มีแหล่ง
ทรัพยากรที่จำเป็นต่อการสร้างระเบิดนิวเคลียร์อัน
ได้แก่ น้ำหนัก (heavy water) และยูเรเนียม-238

เอกสารอ้างอิง
http://inventors.about.com/library/inventors/blnuclearfission.htm

จดหมายของไอน์สไตน์ ไปยังประธานาธิบดี รูสเวลส์
ในช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1939 นั้น กลุ่มนักฟิสิกส์
สามท่าน (Leo Szilard, Eugene Wigner และ
Edward Teller) Leo Szilard ได้ร่างจดหมายขึ้น
เพื่อนำเสนอต่อประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา
แล้วมาขอให้ไอน์สไตน์ช่วยเซ็นรับรองให้ “it was
he (Leo Szilard) who coordinated the letter
sent to President Roosevelt from Einstein encouraging the establishment of the Manhattan Project.”

(อ้างอิงจาก http://www.invent.org/hall_of_fame/141.html )
ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลในปีค.ศ. 1921 ดังนั้น
ใครๆ ก็รู้จัก ในจดหมายดังกล่าวได้แนะนำงานวิจัย
ของ Fermi และ Szilard ต่อประธานาธิบดีรูสเวลส์
และว่าธาตุยูเรเนียมจะเป็นแหล่งพลังงานใหม่ใน
อนาคตอันใกล้ หลังจากได้อ่านจดหมายนี้
ประธานาธิบดีก็ได้สั่งการจัดตั้งคณะกรรมการที่
ปรึกษาเรื่องยูเรเนียม

ในวันที่ 1 กันยายน ปีเดียวกัน โปแลนด์ถูกเยอรมัน
บุกเข้ายึดครอง

วันที่ 6 ธันวาคม ปีค.ศ. 1941 ประธานาธิบดีรูสเวลส์
เซ็นอนุมัติโครงการ Manhattan Engineering
District ซึ่งภายหลังพัฒนาเป็น Manhattan project
อันเป็นโครงการเร่งด่วนเพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
แข่งกับเยอรมัน ในปัจจุบันยังมีห้องปฏิบัติการลูกของ
โครงการแมนฮัตตันเหลืออยู่ ตัวอย่างได้แก่
ห้องแล็บ Argonne ซึ่งจากรายงานการวิจัยที่ทำอยู่
ตอนนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาวุธสงคราม

วันที่ 7 ธันวาคม ปีค.ศ. 1941 ญี่ปุ่นถล่ม Pearl
Harbour ของสหรัฐอเมริกา

ตัวอย่างผลงานตีพิมพ์ของไอน์สไตน์

Special Theory of Relativity (1905),
Relativity (English translations, 1920 and 1950),
General Theory of Relativity (1916),
Investigations on Theory of Brownian Movement (1926),
The Evolution of Physics (1938),
About Zionism (1930),
Why War? (1933),
My Philosophy (1934),
Out of My Later Years (1950)



จดหมายถึงประธานาธิบดีรูสเวลส์ ที่ไอน์สไตน์เซ็นรับรอง หน้า 1

เอกสารอ้างอิง
http://inventors.about.com/library/inventors/bl_einstein_letter.htm



จดหมายถึงประธานาธิบดีรูสเวลส์ ที่ไอน์สไตน์เซ็นรับรอง หน้า 2

เอกสารอ้างอิง
http://inventors.about.com/library/inventors/bl_einstein_letter.htm



ระเบิดนิวเคลียร์ที่ถูกใช้ในสงครามจริงมีสองลูก
คือ Little Boy และ Fat man


Little Boy คือชื่อสมญาที่ให้แก่อาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้
ยูเรเนียม-235 โดยทิ้งลงมาจากเครื่องบิน B-29
แล้ว จุดระเบิดเหนือพื้นดินที่ความสูง 550 เมตร เหนือ
เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น ในเช้าวันที่ 6 สิงหาคม
ค.ศ. 1945 ระเบิดนี้มีอนุภาพเทียบเท่าระเบิด TNT
น้ำหนัก 13,000 ตัน (ตัวระเบิดมีน้ำหนักจริง 4 ตัน)
ตัวระเบิดบรรจุยูเรเนียม-235 ปริมาณ 60 กิโลกรัม แต่
คาดกันว่าที่ระเบิดไปนั้นเพียง 1 กิโลกรัมเท่านั้น
มีผู้เสียชีวิตทันทีระหว่างเจ็ดหมื่นถึงหนึ่งแสนสามหมื่น
คน และยังมีอีกจำนวนมากที่ตายเนื่องจากกัมมันต
ภาพรังสีที่ตกค้างหลังการระเบิด (nuclear fallout)
และ มะเร็ง

นักบินควบคุมเครื่อง B-29 คือ Paul W. Tibbets เขา
ตั้งชื่อเครื่องบิน B-29 นี้ว่า Enola Gay ตามชื่อคุณแม่
ในคืนก่อนทิ้งระเบิด

Fat Man เป็นระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่สองที่ใช้ในการ
สงคราม มีความสลับซับซ้อนและรุนแรงกว่าลูกแรก
ใช้พลูโตเนียม มีอำนาจการทำลายล้างเทียบเท่า
ระเบิด TNT น้ำหนัก 20,000 ตัน ใช้เครื่อง B-29 นำ
ไปหย่อนที่เมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 9
สิงหาคม ค.ศ. 1945 ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 45,000
คน คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเพราะระเบิดนี้มีทั้งหมด
กว่า 73,900 คน

นักบินคือ Charles W. Sweeney ซึ่งปกติไม่ได้ควบ
คุมเครื่องบินลำนี้หากแต่เป็น Fred Bock ชื่อสมญา
ของเครื่องบิน B-29 นี้จึงถูกตั้งในภายหลังว่า Bock’s
car

เอกสารอ้างอิง
http://www.atomicmuseum.com/tour/dd2.cfm
http://en.wikipedia.org/wiki/Fat_Man
http://en.wikipedia.org/wiki/Little_Boy



ทำไมอเมริกาต้องคร่าชีวิตชาวญี่ปุ่นผู้บริสุทธิ์จาก
การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ด้วย


จากระเบิดที่อเมริกาใช้ถล่มเมืองของชาวญี่ปุ่น
100% กว่า 20% ของระเบิดใช้พื่อทำลายแหล่ง
ทรัพยากรไม้และเชื้อเพลิงต่างๆ ที่อาจจะนำมาใช้ทาง
การทหารได้และอีกเกือบ 80% ใช้เผาเมือง เพื่อก่อ
ความไม่สงบ

ฝ่ายอเมริกาให้เหตุผลว่าอุตสาหกรรมต่างๆ ในญี่ปุ่นที่
สนับสนุนฝ่ายทหารนั้น กระจายอยู่ในเมืองต่าง ๆ
เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนเพื่อผลิตอาวุธ (ใน
ลักษณะช่วยๆ กันไป) หลังบ้านหนึ่งอาจมีการทำ
ปลอกกระสุน ฯลฯ ส่งไปให้ศูนย์สรรพาวุธ อีกทั้งมี
ความเป็นชาตินิยมสูง จึงต้องทำลายเป้าหมาย
พลเรือนให้สิ้นซากไปด้วย

ว่ากันว่า ไม่ค่อยมีการทิ้งระเบิดแบบปกติที่ฮิโรชิม่า
เท่าไหร่ เพื่อแสดงอานุภาพของระเบิดนิวเคลียร์ที่
จะนำไปทิ้งภายหลัง

http://en.wikipedia.org/wiki/Manhattan_Project




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2547    
Last Update : 31 ธันวาคม 2547 21:21:00 น.
Counter : 607 Pageviews.  


Practical x 2
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Practical x 2's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.