Thailand in the transition time ...
Group Blog
 
All Blogs
 

ความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งของระบบทุนนิยมโลก (ตอนที่ 2)

คราว ที่แล้วผมพูดถึงระบบทุนนิยมโลกซึ่งกำลังปรับตัวอีกครั้งหนึ่งหลังจากวิกฤติ การณ์ซับไพร์ม 2008 ที่สหรัฐอเมริกา และได้แตะประเด็นทุนนิยมในเมืองไทยเอาไว้บ้างบางส่วน คราวนี้ผมจะลองมานั่งคิดเล่นๆให้ปวดกะบาลยามว่างจากการเขียนงานวิทยานิพนธ์ อันอีนุงตุงนังของผม..



วันก่อนมีโอกาสได้นั่งอ่านงานของอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เล่นๆเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “ระบบเศรษฐกิจไทย ค.ศ.1910-1932” ซึ่งเป็นฉบับแปลจากงานต้นฉบับของอาจารย์เอง คือ “The Political Economy of Siam 1910-1932” ซึ่งตัวที่ผมหามาได้คือตัวพิมพ์เมื่อปี 2522 ไปเจอที่ร้านขายหนังสือเก่าที่จัตุจักรในราคา 25 บาท ผมไปคุ้ยหนังสือเล่มนี้ด้วยสภาพเหมือนคนเก็บขยะขายข้างทาง มือทั้งสองข้างเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเพราะคุ้ยหนังสือเก่าตลอดทั้งวัน และได้เล่มนี้มาอ่านเล่นๆในราคาสุดคุ้มแค่ 25 บาทกับงานระดับคลาสสิคเล่มหนึ่งของประเทศไทยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย” ในมุมมองแบบมาร์กซิส..



ถ้า เราอ่านงานเศรษฐศาสตร์การเมืองพวกนี้บ่อยๆจะสามารถจับจุดได้ว่า งานเขียนสไตล์นี้เป็นเอกลักษณ์ที่เด่นชัดของสำนักเศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬาฯ อันมี วารินทร์ วงศ์หาญเชาวน์ , สมภพ มานะรังสรรค์, ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ , สุธี ประสานเศรษฐ, สุภชัย มนัสไพบูลย์, แล ดิลกวิทยรัตน์ เริ่มๆทำงานทางภูมิปัญญาในระยะหลัง 6 ตุลาคม 2519 (ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะ “เริ่มตุ้มโฮม” กันช่วงรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เพราะว่ายุคนี้รัฐบาลเปิดกว้างทางการเมือง น่าจะช่วง 2521 ครับ)



ในตอนหลังก็มี ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ณรงค์ เพชรประเสริฐ, กนกศักดิ์ แก้วเทพ, ผาสุก พงษ์ไพจิตร, คริส เบเกอร์ มาแจมในทางวิชาการ สร้างความครื้นเครงในหมู่เด็ก Nerd เด็ก Geek และ เด็กเอียงซ้ายๆ ในทางวิชาการเป็นอย่างมาก งานเขียนที่บรรดาเทพเหล่านี้ผลิตออกมาในแต่ละปีล้วนสร้างความฮือฮาให้แก่วง การเป็นอย่างยิ่ง (เล่มหนึ่งก็คือที่ผมอ่านอยู่ข้างบน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอา “ทฤษฎีวิภาษวิธีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของมาร์กซ” มาเคี้ยวเล่นใหม่ให้อร่อยเหาะ ใส่ เครื่องปรุงรสชาติ ใส่เครื่องเคียงอาหารสมองลงไป เยาะให้เข้ากัน จนได้ออกมาเป็นประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยที่พูดจาภาษามาร์กซๆ แต่มีกลิ่นอายของโคลนและสาปควายของ “หมู่บ้านในอดีต” เจือปนอยู่ วิถีการผลิตของศักดินายังไม่หายไปไหนแต่เขาเพิ่มรสชาติของ “ชาวบ้าน” ในภูมิปัญญาใหม่นี้ด้วยความกลมกล่อมละเมียดละไม และแอบด่า “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ให้ได้เจ็บแสบพอคันๆเพราะพวกเค้าเอาแต่ “กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา” จนเครื่องเล่น MP3 แบตหมด เจ๊งกันทั้งพรรค เกิดวิกฤติศรัทธาหมูหมากาไก่กัน โดนเสกสรรค์ ธีรยุทธ เหวง ฯลฯ ด่าแม่ลั่นป่าอะไรกันไป ...





ผมพูดไปไหนแล้วเนี่ย ระบบทุนนิยมไทยใช่ไหมครับ...





วิกฤติ การณ์เศรษฐกิจสมัยใหม่ (ผมนับตั้งแต่ 2500 ขึ้นมานะครับ) ในประเทศไทยเคยเกิดขึ้นครั้งใหญ่ๆ 2 ครั้ง คือ ช่วงรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ คือระยะปี 2521-2523 และ ช่วงรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ คือ ในวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 อันโด่งดังฉาวโฉ่ไปทั่วโลก..



ใน สมัยรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ วิกฤติการณ์เศรษฐกิจปี 2522 ที่นักศึกษา กรรมกร ประชาชนเฮโลกันออกมาประท้วงที่สนามหลวงกันยกใหญ่ก็เพราะรัฐบาลดันประกาศขึ้น ราคาน้ำมัน ราคาไฟฟ้า ราคาน้ำตาล ราคาข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ อันนี้เป็นวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในเมืองที่ไปพ้องต้องกันกับกลไกราคาน้ำมัน โลก แขกขายน้ำมันทะเลาะกับอเมริกาทีไรเป็นต้องขึ้นราคาน้ำมันประชดทุกที แล้วไอ้ประเทศตดเหม็นอย่างเราก็นำเข้าน้ำมันแทบทุกเม็ดแถมราคาน้ำมันดิบก็ ดันไปอิงกับราคาสิงค์โปร์อีกด้วย รัฐบาล “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ก็ไม่รู้จะทำไงก็ประกาศขึ้นราคามันซะเลย หมดเรื่อง...



งานนี้ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ระบบทุนนิยมไทยไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้พอใจกับ “นายทุนผูกขาด” ผู้มีอิทธิพลใหญ่กับ “ผู้นำนายทหาร” ที่มาเป็น “รัฐบาล” เพราะพลเอกเกรียงศักดิ์แกก็คงจะต้องเอาอกเอาใจนายทุนบ้าง พรรคการเมืองบ้าง นักธุรกิจบ้าง ไม่งั้นร้องกระจองอแงกันลั่นทำเนียบ ไอ้ครั้นจะรัฐประหารไล่ไอ้พวกนายทุนหน้าเลือดออกไปจากรัฐบาลก็ทำไม่ได้อีก เพราะ “ดุลอำนาจ” อีกฝ่ายในกองทัพก็จ้องเก้าอี้ฝ่ายบริหารตาเป็นมันวาว แถม IMF กับ World Bank ก็อาจจะไม่พอใจที่ประเทศไทยรัฐประหารกันอีก เดี๋ยวจะเสียบรรยากาศการลงทุนของฝรั่งมังค่ากับพี่ยุ่นเขาหมด..



วิกฤติ การณ์เศรษฐกิจครั้งนั้นก็เลยไม่ได้ปรับตัวอะไรมากมายครับ รัฐบาลแค่ประนีประนอมเอาใจพรรคการเมือง นักธุรกิจ นายทุน โดยผ่านนโยบายรัฐบาลที่ “ขึ้นราคา” แม่ม..ทุกอย่าง มันง่ายดีแถมจัดวางความสัมพันธ์กับเหล่านักการเมือง "ทุนนิยมสไตล์" ได้อีกด้วย...



เรายังคงดำเนินนโยบายแบบเสรีนิยมกันอยู่ แต่เสรีนิยมยังไงนี่อีกเรื่องนะฮะ แก้ปัญหาแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปก่อนว่างั้น..



เค้า ว่ากันว่า เศรษฐกิจของไทยในช่วงปี 2525-2540 เป็นช่วงเวลาที่สุดยอดมากๆ เค้าผู้นั้นบอกต่อไปอีกว่า เศรษฐกิจไทยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงเพราะนโยบายต่างๆของรัฐบาลเปรม ตินสูลานท์ ซึ่งค่อนข้างจะเอาอกเอาใจภาคธุรกิจเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะว่าป๋าแกไม่เก่งนโยบายด้านเศรษฐกิจ (ก็แกเป็นตะหานนิ) ก็เลยกวักมือเรียกนักธุรกิจนายทุนทั้งหลายเข้าทำเนียบแล้วบอกว่า “มาช่วยป๋าดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหน่อยนะจ๊ะ อยากได้อะไรป๋าจัดให้ทุกอย่าง” เมื่อแกเรียกเข้าทำเนียบเราก็จึงได้เห็น “คณะกรรมการร่วมระหว่างเอกชนและรัฐ” (ผมจำชื่อไม่แม่นฮะ แต่ประมาณนี้) โดยฝีไม้ลายมือของ ดร.โกร่ง วีรพงษ์ ดรามางกูร อดีตขุนพลคู่ใจของ ฯพณฯ เปรม ที่แกไปแอบชวนนักธุรกิจต่างๆ และ สมหมาย ฮุนตระกูล บิ๊กด้านเศรษฐกิจให้มาสุมหัวพูดคุยกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐเพื่อหา ทางออกจากมรสุมทั้งวิกฤติราคาน้ำมันและวิกฤติเงินเฟ้อ จนเป็นที่มาของระบบที่เรียกว่า “Corporatism” ครั้งแรกๆในประเทศไทย ซึ่ง Corporatism คือรูปแบบหนึ่งของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่เน้นความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน ซึ่งนโยบายของรัฐหลายประการถูกยิงตรงมาจาก “มันสมอง” ของนักธุรกิจผู้แหลมคมทั้งหลาย ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ทำทุกอย่างตามที่นักธุรกิจเหล่านั้นเสนอถ้าหากไม่ขอมากจนเกินไป...



ดัชนี ชี้วัดทางเศรษฐกิจไทยในยุคป๋าเปรมจึงพุ่งเอาๆเหมือนบั้งไฟยโสธร ยุคนี้การปรับตัวทางเศรษฐกิจของไทยอยู่บนฐานของการเติบโตของภาคเอกชนเป็น หลักครับ การลงทุนมหาศาลจากญี่ปุ่นก็เริ่มมีตัวเลขพุ่งมากขึ้น โครงการอิสเทิร์นซีบอร์ดในภาคตะวันออก (ที่อาเฮียสุทธิ อัชฌาสัย มี “อะไรให้ทำ” เยอะแยะในปัจจุบันก็เกิดจากโครงการนี้) ก็เกิดขึ้นในยุคนี้ ที่สำคัญ บรรดา “เจ้าพ่อ เจ้าแม่ นักเลง” ภูธรทั้งหลายก็เกิดขึ้นมาสู่บรรภพแล้วในยุคป๋าเปรม..



ขอขยายความเจ้าพ่ออีกนิด เนื่อง จากเศรษฐกิจโตวันโตคืนเลยทำให้ไอ้หนุ่มหน้ามน หนุ่มน้อยตกกระป๋อง นักเลงปากซอย อีเจ๊ตลาดสด ฯลฯ หลายคนได้แจ้งเกิดในวงการเพราะหากินกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ คนเหล่านี้บางส่วนเกิด “รวย” ขึ้นมาได้เพราะอานิสงค์จากญี่ปุ่นและเอกชนรายอื่นๆที่ลงทุนในไทยอย่างมหาศาล ก่อนหน้านี้คนเหล่านี้เป็นเพียงลูกน้องของนักธุรกิจบางคนหรือเป็นเพียงการ์ด คุมบ่อนคุมโรงงานให้เจ้านายบางคน บางคนก็เป็นนักธุรกิจเล็กๆ แล้วดันจับผลัดจับผลูได้เป็นนักธุรกิจกับเขาบ้างจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และธุรกิจหากินกับนโยบายของรัฐอื่นๆ ซึ่งคนเหล่านี้มีสไตล์การบริหารธุรกิจและการเมืองของตัวเองเด่นชัดมาก คือ “นักเลงสไตล์” แบบว่าถ้าเคลียร์กันไม่รู้เรื่องมึงก็เอาลูกปืนไปกินแล้วกันทำนองนั้น...



คน อย่าง แคล้ว ธนิกูล, กำนันเป๊าะ,กำนันเนวิน, นายกฯเล็ก ยงยุทธ, กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ฯลฯ คนเหล่านี้ล้วนเติบโตในทางธุรกิจการเมืองแบบโตคู่กับรัฐมาแทบทั้งนั้น ไม่ว่าการปรับตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะเป็นอย่างไรคนเหล่านี้อยู่รอดได้เสมอ ครับ รัฐในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบก็ต้องพึ่งพาคนเหล่านี้ในด้านเศรษฐกิจเพราะทหาร จะรู้เรื่องอะไรกับเขา ลำพังแค่กินเงินเดือนทหารอย่างเดียวก็คงไม่พอยาไส้ ควัก จ่ายเงินเลี้ยงอีหนู ไอ้หนู เมียน้อยแต่ละเดือนก็หมดแล้ว ดังนั้น รัฐจึงต้องปิดตาข้างหนึ่งเพื่อให้คนอย่างเจ้าพ่อทั้งหลายได้เติบโตกันพุง ปลิ้นและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในเวลาเดียวกัน...



พอ ถึงกลางทศวรรษที่ 2530 เศรษฐกิจไทยยิ่งพุ่งหลาวเป็นหมาโดนน้ำร้อน รัฐบาลชาติชาย ชุนหวัน บริหารงานแบบสบายๆสไตล์น้าชาติขาซิ่ง บุฟเฟท์กันไปอะไรไป ยุคนี้ถึงแม้ว่ามีทหารขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลก็จริงอยู่แต่บรรดานายทุนที่มากับพรรคการเมืองทั้งหลาย “เต็มสภา” ยุ่บยับไปหมด เศรษฐกิจไทยยุคนี้มาพร้อมกับการขยายการลงทุนจากญี่ปุ่นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่โตเอาๆ และการ “เปิดเสรีทางการเงิน” โดยนโยบายของ BIBF หรือ Bangkok International Banking Facillities ซึ่งสถาบันทางการเงินแห่งนี้เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างธนาคารในประเทศกับธนาคารต่างประเทศเพื่อความคล่องตัวในการ “กู้เงิน” มาใช้จ่ายกันอย่างอีรุ่ยฉุยแฉก คือว่ารัฐบาลสมัยนั้นดันไปฟังเทพเจ้าฝรั่ง IMF กับ World Bank (อีก แล้ว) ว่ารัฐบาลจะต้องตรึงค่าเงินบาทกับดอลล่าร์ไม่ให้ลอยไปไหน แล้วจะต้องปล่อยกู้ให้เอกชนลงทุนทำธุรกิจได้ง่ายขึ้นกว่านี้เพื่อดึงดูดนัก ลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย อารมณ์ประมาณว่า “เม็กซิโกโมเดล” เหมือนกัน นโยบายเดียวกัน..



ประเทศโลกที่สามอย่างไทยแลนด์แดนยิ้มแหยๆก็จะกลายเป็น NICs (New Industrialization Countrys) กับเขาบ้าง เป็นเสือตัวที่ห้าในเอเชียบ้างอะไรบ้าง เพราะเราเปิดเสรีอ้าซ้ามันทุกอย่าง กู้แม่มทุกเม็ด ปั่นหุ้นปั่นกระดาษซื้อขายที่ดินอสังหาริมทรัพย์กันกระจาย ปั่นดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนต่างกันกระจาย แต่ภาคการผลิตจริงมันไม่ไปด้วยเลย หน้ามืดตามัวบ้าเงินกันยกประเทศ...



จนในที่สุดด้วยความดวงซวยเพราะผู้บริหารไทยแลนด์ไม่ใช่เทพมาจากไหน ประเทศ เราเลยถูกถล่มค่าเงินบาทรอบทิศทาง เงินต่างชาติที่เฮโลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยก็พากันหนีตายไปที่อื่น ดัชนีแดงเถือกยกกระดานหุ้นร่วงกราวรูด ไอ้พวกกู้เงินมาเล่นหุ้นโดนอย่างจัง พวกกู้เงินดอลล่าร์มาปั่นดอกเบี้ยในไทยเริ่มหนาวๆร้อนๆคอแห้งผาก ฯลฯ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบทุนนิยมไทยครานั้นก็คือ “การบิดเบือนกลไกตลาดที่แท้จริง” และ “การเกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการเงิน” จนในที่สุดกระทรวงการคลังของไทยสู้การถูกโจมตีค่าเงินบาทไม่ไหว รัฐบาลพ่อใหญ่จิ๋วก็ต้องออกมาบอกพี่น้องประชาชนตาดำๆเมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2540 ว่า “โอ้ย ลูกเอ้ย พ่อใหญ่บ่ไหวแล้วเด้อ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทไปดีกว่านะจ๊ะลูก”



ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 จึงมีคนตกงานทันทีแสนกว่าคน ล้มละลายหลายหมื่นคน บริษัทเจ๊งหลายร้อยบริษัท ไฟแน้นส์ล้มทันทีเกือบร้อยแห่ง ตลาดหุ้นวอดวายเหมือนถูกวางเพลิงทั้งตลาด ประชาชนคนไทยได้ลิ้มรสของคำว่า “เจ๊ง” โดยถ้วนหน้ากัน...





บอล

ภาคิไนย์




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2554 10:19:04 น.
Counter : 853 Pageviews.  

ความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งของระบบทุนนิยมโลก

ในขณะที่เพือนๆชาว "สังคมนิยม" ทั้งแบบอ่อนและแบบเข้มข้นของผมกำลังถกเถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่าเราควรปฎิรูป ประเทศไปในทิศทางใดกันแน่ระหว่างล้มเลิกระบบกรรมสิทธิ์หรือสร้างรัฐ สวัสดิการ ระบบทุนนิยมโลกท่ามกลางการถกเถียงดังกล่าวมันกำลังเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หนึ่ง..



ถ้าหากเรายังจำได้ ในช่วงทศวรรษที่ 1930 วิกฤติทุนนิยมก็ระบาดไปทั่วโลกเช่นเดียวกัน (ยกเว้นประเทศสังคมนิยมในตอนนั้น) ขณะนั้นอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำอย่างมาก ตลาดเงินทุนพังพินาศ ตลาดไม่สามารถปรับตัวเองได้ตามทฤษฎีของพวกคลาสสิค นักคิดด้านเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งที่ชื่อว่า จอห์น เมนาร์ด เคนส์ ก็เลยบอกว่า "เฮ้ ถ้าตลาดไม่ทำงาน การเงินฝืดเคือง การผลิตตกต่ำ ทำไมเราไม่ลองหันไปดูว่า "รัฐ" ทำอะไรได้บ้างล่ะ ?" จึงเป็นที่มาของหนังสือ General Theory of Employment, Interest and Money ซึ่งหัวใจหลัก ของมันคือ "ว่าด้วยการแทรกแซงตลาดจากปััจจัยภายนอก" ในที่นี้หมายถึง "รัฐ" ที่ยังคงสามารถทำงานได้ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจชงักงันและภายใต้ "ตลาด" ที่กำลังเอาตัวไม่รอดจากภาวะดังกล่าว..



ถ้าใครนึกไม่ออกว่า แนวคิดของ เคนส์ คืออะไรให้ลองนึกถึงโครงการ "อภิมหากู้" จากรัฐบาลประชาธิปัตย์ในตตอนี้ดูก็ได้ การแทรกแซงของรัฐในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดคือการสร้าง demand side ให้เกิดขึ้นเพื่อให้มีการจ้างงาน มีการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจออกไปทั่วถึงกันภายใต้โครงการขนาดใหญ่ ต่างๆของรัฐ..



อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หนังสืออันโด่งดังเล่มนั้นของ เคนส์ ปรากฎสู่โลกเศรษฐศาสตร์ เขาถูกโจมตีจากพวกคลาสสิคที่เชื่อในระบบตลาดสุดกู่ว่า เคนส์ คือพวก "งมงายต่อความคิดอันฟุ้งเฟ้อ" และกล่าวว่า "นี่คือทฤษฎีอันเลื่อนลอยไร้สาระ" บางคนไปไกลถึงขนาดโจมตี เคนส์ ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ที่แฝงตัวเข้ามาในโลกเสรี พวกคลาสสิคมีความเชื่ออย่างเหนียวแน่นว่าระบบตลาดจะสามารถจัดการกับตัวเอง ได้โดยอัตโนมัติภายใต้กฎ demand-supply ..



พอโลกล่วงเข้า ทศวรรษที่ 1970-1980 พลังเศรษฐกิจแบบทุนนิยมก็ประสบกับภาวะ stagflation (ภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืดในเวลาเดียวกัน) เพราะราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการตอบโต้ของเครือข่ายอาหรับ ที่ควบคุมแหล่งน้ำใันดิบในตะวันออกกลางเนื่องจากโลกตะวันตกนำโดยสหรัฐ อเมริกาทำสงครามในตะวันออกกลางอันมีจุดประสงค์เพือเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์ พลังงานโลกที่สำคัญในภูมิภาคนั้น แนวความคิด เคนส์ จึงถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงกันอีกครั้งในวงกว้าง คราวนี้คนในระดับรัฐบาลกลางสหรัฐฯ คือ ริชาร์ด นิกสัน ก็ยังสนใจและกล่าวประโยค "We are all Keynesians now" อันโด่งดัง เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ทำให้ต้นทุนทุกสิ่งทุกอย่าง ในระบบทุนนิยมพุ่งตามไปด้วย ในอีกด้านหนึ่งผู้คนก็ตกงานเพราะบริษัทจ้างไม่ไหว เงินเฟ้อขึ้นเพราะราคาของแพงขึ้น..



"รัฐ" จึงเหลือเพียงสถาบันเดียวในขณะนั้นที่ยังสามารถทำงานต่อไปได้ภายใต้ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจน่ะครับ...





ครั้น โลกทุนนิยมเดินทางเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจ 2008 อีกครั้งเนื่องจากฟองสบู่สหรัฐอเมริกาแตกดังโพล๊ะ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศล้มระเนระนาดเหมือนไทยเมื่อปี 2540 หนี้สาธารณะพุ่งสูงมากขึ้นจากระบบการเงินที่ล้มเหลว หนี้เน่าเกิดขึ้นไปทั่ว ทุนทั้งหลายที่ไม่มั่นใจ "ตลาด" ในประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจในโลกตะวันตกก็พากัน "หนีตาย" ไปอยู่ทางเอเชียเป็นแถว ประเทศที่เป็นเป้าหมายการลงทุนคือประเทศเศรษฐกิจเสรีนิยมเกิดใหม่คือ อินเดีย จีน กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น เนื่องจาก "ตลาด" ในประเทศเหล่านี้ยังสามารถขยายต่อไปได้เรื่อยๆ พลังการผลิตและพลังการบริโภคยังคงอัตราสูงเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก ...





แต่ สถานการณ์ดังกล่าว แนวความคิดของ เคนส์ กลับถูกกล่าวถึงน้อยมากอันเนื่องมาจากปัจจัยที่สำคัญคือ ระบบทุนนิยมโลกได้เชื่อมเข้าสู่ "โลกาภิวัฒน์" อันมีเทคโนโลยีสื่อสารความเร็วสูงเชื่อมต่อเป็นเครือข่าย "ทุนนิยมออนไลน์" ที่สามารถ "คลิกย้ายเงิน" ไปไหนก็ได้ ปัจจัยที่สำคัญนี้ทำให้ระบบทุนนิยมที่ดูเหมือนจะพังพินาศในตอนแรกๆ (ช่วงปี 2008) ได้ปรับตัวอย่างรวดเร็วโดยการหนีไปประเทศอื่นที่ยังมี "ตลาด" ทำงานได้ดีกว่า พูดง่ายๆว่าเทคโนโลยีทันสมัยและประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ช่วยลดความเสียหายของ ระบบทุนนิยมได้มากขึ้น..



เมื่อย้อนกลับมามองดูข้อเสียที่สุด ของระบบทุนนิยม คือ "ความเหลื่อมล้ำ" ทางสังคมมันถ่างกว้างมากขึ้น ผู้คนสองพันล้านกว่าคนในโลกเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ใน ขณะที่คนเพียงหยิบมือจากทั้งโลกเป็นเจ้าของทรัพย์สินเกือบทั้งหมดในโลก มันเป็นโครงสร้างความไม่เท่าเทียมกันในโลกทุนนิยมสมัยใหม่อันมีอัตราเร่งสูง ที่สุดในประวัติศาสตร์ การขยายตัวของ "ความยากจน" ในประเทศแถบอาฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา คือปััจจัยทางอ้อมบีบให้ "พลังประชาธิปไตย" หลอมละลายลงไปอย่างมาก ความล้มเหลวของรัฐบาลประชาธิปไตยทั่วโลกในขณะนี้เป็นสิ่งชี้วัดความล้มเหลว ของระบบตลาดได้เป้นอย่างดี...



ผู้คนที่เดือดร้อนจากราคาของ ที่แพงขึ้น ราคาอาหารที่แพงขึ้น ค่าครองชีพที่แพงขึ้น สิ่งเหล่านี้ระบบตลาดไม่สามารถทำงานเพื่อการกระจายโภคทรัพย์ไปสู่คนจนได้ดี มากนักเนื่องจาก "ตลาดมีไว้สำหรับคนที่จ่าย" นี่เป็นกฎเกณฑ์อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของทุนนิยมเสรี ..



คำถามที่สำคัญก็คือแล้วทุนนิยมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรเพือลดปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาประชาธิปไตยดังกล่าว ?



ใน รอบสองสามปีที่ผ่านมา ผมเห็นว่าบริษัทขนาดใหญ่ๆหลายองค์กรมีการเอาแนวคิดประเภท "ตอบแทนสังคม" ผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น CSR เป็นต้น มาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่บริษัท..



ถามต่อไปว่า ไอ้เรื่องแบบนี้มันสามารถเปลี่ยนแปลงความเหลื่อมล้ำอะไรได้ เนื่องจากคนยังคงโจมตีว่าปฎิบัติการต่างๆของบริษัทที่อ้างว่าทำเพือสังคม นั้นแท้จริงแล้วมันคือ "การโฆษณา" ต่างหาก แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรที่จะไปช่วยสังคมได้มากเลย ส่วนพวกฝ่ายซ้ายคงไม่สนใจอยู่แล้วเพราะมองบริษัทที่ทำธุรกิจแสวงหากำไรสูง สุดเป็น "ปีศาจ" อยู่ดี..



มันมีคนต่างนำเสนอความเปลี่ยนแปลง ในระบบทุนนิยมสมัยใหม่บ้าง เช่น บิล เกตส์ เขานำเสนอสิ่งที่เรียกว่า "ทุนนิยมสร้างสรรค์" หมายถึงทุนนิยมที่สามารถช่วยเหลือเืพื่อนมนุษย์ในขณะที่สามารถทำกำไรต่อไป ได้ เขาเสนอว่าบริษัทควรนำผลกำไรที่ได้แบ่งออกเล็กน้อยเพื่อบริจาคแก่ผู้คนที่ ยากจนในประเทศแอฟริกาหรือประเทศอื่นๆ เขากล่าวว่า เศรษฐกิจแบบตลาดมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมที่สูงมากโดยเฉพาะใน ประเทศที่ไม่มี "ศักยภาพในการแข่งขัน" ..



แต่หลายคนแย้งว่า ระบบตลาดไม่ทำงานในประเทศเหล่านั้นเป็นเพราะ "การเมืองคอรัปชั่น" ต่างหาก คนจนเพราะประชาธิปไตยไม่เข้มแข็ง ระบอบเผด็จการที่ดำรงอยู่ในประเทศโลกที่สามคือตัวการของความยากจนไม่ใช่ "ตลาด" เพราะตลาดมีทางออกแก่ตัวเองเสมอ..



บางคนกล่าวว่า "ทุนนิยมสร้างสรรค์" เป็นสิ่งที่ดี แต่การกระจายผลประโยชน์ผ่านระบบตลาดก็เป็นสิ่งที่ยุติธรรมต่อคนจนแล้วไม่ใช่ หรือ ดังนั้น เราควรดำรงระบบเอาไว้เช่นเดิม ส่วนการช่วยเหลือก็ทำในรูปแบบสังคมสงเคราะห์ไปดีกว่า..



ฯลฯ



การ ถกเถียงประเด็นดังกล่าวดังกระหึ่มมากขึ้นในประเทศโลกที่หนึ่ง ในความเห็นของผม ผมมองว่าการช่วยเหลือประเทศผู้ยากจนกว่าคือการประคับประคองระบบเศรษฐกิจแบบ ตลาดให้ทำงานต่อไปได้เท่านั้นเอง กล่าวคือ เมื่อผู้คนในประเทศยากจนมีความเข้มแข็งขึ้นมาเราก็สามารถแสวงหากำไรต่อไปได้ เรื่อยๆ ประการที่สำคัญก็คือ การส่งเสริมประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นปััจจัยสำคัญอันทำให้ "ตลาด" สามารถทำงานได้ภายใต้ระบอบการเมืองแบบ "เสรี" นี่จึงเป้นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลประเทศทุนนิยมทั้งหลายจึงมักนำเสนอกองทุนช่วย เหลือดีๆแก่ประเทศยากจน (ประเทศไทยก็เข้าข่ายนะครับ) ..



ความ เปลี่ยนแปลงอีกครั้งของระบบทุนนิยมโลกคือการช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหา ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการส่งเสริมระบอบประชธิปไตย "ของโลก" ให้เข้มแข็งเพื่อที่มันจะสามารถประคับประคองทุนนิยมต่อไปได้ แม้กระทั่งจีนที่ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ก็ยังยอมเปิดตลาดภายในของตนเองมาเป็น ระยะเวลาหนึ่งแล้ว..



ย้อนกลับมาที่การถกเถียงระหว่างเพื่อน ฝ่ายซ้ายของผมซึ่งยังเถียงกันไม่จบว่าจะเอาอะไรดีระหว่างเศรษฐกิจแบบ สังคมนิยมหรือทุนนิยมแบบรัฐสวัสดิการ ?



ถ้าหากให้ผมเสือกเข้า ร่วมถกเถียงด้วยสงสัยวงแตก เพราะการนำเสนอระบบเศรษฐกิจที่เป็นไปได้มีความจำเป้นต้อง "วิเคราะห์สังคมไทย" ให้แตกฉานกระจ่างแจ้ง ซึ่งในความคิดโง่ๆของผมมองเห้นว่าประเทศเราเป็น "ทุนนิยม" เต็มตัวมานานตั้งแต่รัฐบาลชาติชายแล้วครับ ไอ้ประเภททฤษฎี "กึ่งเมืองขึ้นกึ่งนั่นโน่นนี่" มันล้าสมัยไปนานแล้ว(ล้าสมัยในแง่พลังการถกเถียง) ..



ดังนั้น การนำเสนอทฤษฎีทางเศรษฐกิจที่สามารถ "ช่วยเหลือสังคม" ได้จำเป็นจะต้องอยู่บนฐานของความจริงทางสังคมนั่นก็คือ "ทุนนิยม" แม้กระทั่งขบวนการเสื้อแดงเองก็ยังมีพลังในการท้าทายกลุ่มอนุรักษ์นิยมด้วย พลังของทุนนิยมเช่นกัน คือ การเรียกร้องประชาธิปไตยอันสอดคล้องกับการเลือกในทางเศรษฐกิจ เสรีประชาธิปไตยคือเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ..



ถามว่าเศรษฐกิจแบบ ฝ่ายซ้ายยังคงเป็นไปได้หรือไม่ ? ผมขอวิสาสะตอบว่าเป็นไปได้ที่สุดแค่ "รัฐสวัสดิการ" เท่านั้นเพราะคงไม่มีใครทะลึ่งไปเปลี่ยนล้มโครงสร้างของทุนนิยมในประเทศทั้ง หมดแน่ๆ เพราะชีวิตทางสังคมของพวกเราอาศัยอยู่ร่มเงาชายคาของทุนนิยมไทยและทุน นิยมโลกมานานมากแล้ว..



แต่คนละเรื่องกับโครงสร้างทางการเมืองเผด็จการแบบอนุรักษ์นิยมในไทยนะครับ อันนั้นต้องล้มมัน..



ดัง นั้น การปรับตัวของระบบทุนนิยมโลกจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดกับไทย ได้ เราควรถกเถียงหาทางออกบนพื้นฐานของความเป็นจริงไม่ใช่ถกเถียงบน "คัมภีร์" หรือ "อุดมคติ" เฟ้อฝันที่มันทำไม่ได้ การนำประเทศไปสู่อนาคตทุนนิยมสมบูรณ์ควรจะต้องมานั่งคิดแก้ไขปัญหาอีกเรื่อง ด้วยว่าจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมอย่างไร การกระจายผลประโยชน์และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินควรจะทำอย่างไรภายใต้สถานการณ์ อันแหลมคมรอบนี้..




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2554 14:37:28 น.
Counter : 846 Pageviews.  

ความถดถอยของอนุรักษ์นิยมในสังคมไทย?

ความมืดบอดทางสติปัญญาของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะทำให้พวกเขาพังพินาศต่อพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

หลังจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นมาผมรู้สึกว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว..

หลังจากการชุมนุมของพี่น้องเสื้อแดงจบสิ้นลงพร้อมกับเพลิงพิโรธในจุดต่างๆรอบ พื้นที่การชุมนุมและบางพื้นที่ใน

เขต ที่มั่นแดงต่างจังหวัด ปรากฎว่าจนถึงขณะนี้ (11 มิย 2553) ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงยังไม่นิ่ง รวมไปถึงมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก บางคนอาจพิการตลอดชีวิต ..

ผมถือว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของ เหตุการณ์โดยตรงเพราะพาตัวเองเข้าพื้นที่ปะทะในวันที่เสธแดงถูกยิงวันที่ 13 พค 53 จนถึง 14 พค 53 ต่อเนื่องกัน 2 วัน ในวันสุดท้ายที่ผมอยู่ในพื้นที่ตอนกลางวันผมเห็นทหารเต็มไปหมด ถนนแทบทุกเส้นรอบพื้นที่ชุมนุมปิดตาย การจะเข้าพื้นที่ได้ต้องใช้วิธีเดินลัดเลาะเข้าไปทางชุมชนใกล้ๆบริเวณนั้น ..

คืนวันที่เสธแดงถูกยิงเป็นวันที่ผมจะจดจำไปชั่วชีวิต เพราะหลังจากที่เสธแดงถูกหามส่งโรงพยาบาลแล้วก็มีการปะทะกันทั้งคืน ในห้วงเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงต่อมาหลังจากเสธแดงถูกยิง ในพื้นที่บังเกอร์แดงโซนศาลาแดงถูกกลุ่มกระสุนปืนลึกลับยิงสวนเข้ามาในค่าย ทำให้ผมเห็นคนล้มลง 2 คน หนึ่งในนั้นหัวสมองกระจายเรี่ยราดบนพื้นถนน ตัวผมเองก็เกือบถูกลูกปืนพุ่งใส่ขาซ้ายซึ่งกระสุนลูกนั้นวิ่งผ่านขาผมไปดัง "ฟึ่บ!!" ไปกระแทกกับพื้นถนนเป็นรู ลูกปืนมาจากด้านบนแน่นอนเพราะวิธีกระสุนเฉียงจากที่สูง ..

สถานการณ์ ตอนนั้นแย่มากจนผมต้องถอยไปตั้งหลักยังหลังเวทีราชประสงค์ซึ่งเป็นสถานที่ ยังมีการปั่นไฟใช้สว่างไสว (โซนบังเกอร์ศาลาแดงมืดทั้งแถบ) ตลอดทั้งคืนผมได้ยินเสียงปืนประปราย เป็นคืนอันยาวนานสำหรับผมในพื้นที่สงครามเช่นนี้ ..

วันต่อมาผม พยายามลัดเลาะเข้าพื้นที่ราชประสงค์อีกแต่อยู่ได้เพียงครึ่งวันผมต้องพาตัว เองออกมา การข่าวของผมแจ้งว่าจากวันนี้ไป (14 พค 53) ทหารจะเข้ากวาดล้างในพื้นที่ ..

ระหว่างวันที่ 17-19 พค 53 เป็นวันนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของสยาม การเข้ากวาดล้างคนเสื้อแดงของทหารรัฐบาลเป็นไปอย่างโหดเหี้ยมในนาม "การกระชับพื้นที่" ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถปฎิเสธความรุนแรงอันเกิดจากการล้อมปราบของรัฐบาลได้ ..

หลัง จากสิ้นสุดสงครามระหว่างประชาชนและทหาร รัฐบาลก็ตามไล่กระทืบซ้ำพี่น้องเสื้อแดงทางสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องภายใต้ พรก.ฉุกเฉิน มีการบุกจับแกนนำแดงทั่วประเทศ แกนนำบางส่วนหนีไป บางส่วนถูกยิงตาย บางส่วนเข้ามอบตัว หลายส่วนเตรียม "ยุทธศาสตร์" สำหรับครั้งต่อไปอย่างเคียดแค้นชิงชัง ..

มวลชนพี่น้องเสื้อแดง หลายพื้นที่เท่าที่ตัวผมได้สัมผัสโดยตรง ภาคตะวันออกมี ชลบุรี ระยอง จันทรบุรี ตราด อีสานมี อุบล ขอนแก่น มุกดาหาร มหาสารคาม ยโสธร อุดร ในขณะนี้อยู่ในสภาพโกรธแค้นชิงชัง สับสน และกำลังใจหดหู่ ส่วนในระดับแกนนำท้องถิ่นนั้นพวกเขาไม่ยอมแพ้ พวกเขากล่าวกับผมว่า "ครั้งต่อไปจะนองเลือดกว่านี้ และประชาธิปไตยจะต้องชนะ" ..

ผมแน่ใจ ว่าพวกเขาพูดจริง ในระดับมวลชนผมค้นพบว่าหลังจากราชประสงค์แตกย่อยยับทำให้ "ความคิดทางการเมือง" ของเขาถูกยกระดับขึ้นไปอีกครั้ง พวกเขารู้แล้วว่าการสู้รบครั้งต่อไปเขาจะสู้กับ "ใคร" อย่างชัดเจน ..

การ จัดตั้งมวลชนในระดับพื้นที่แถบอีสานและภาคเหนือเพิ่มความเข้มมากยิ่งขึ้นใน ระดับที่น่ากลัวสำหรับฝ่ายอนุรักษ์นิยม เป็นความน่ากลัวในระดับที่รัฐบาลฝรั่งเศสก่อน 1789 ได้รับจากฝ่ายประชาชน เป็นความน่ากลัวในระดับรัฐบาลของพระเจ้าซาร์ นิโคลัส ได้รับก่อน 1917 ..

ปัญหา ความเหลื่อมล้ำทั้งเศรษฐกิจและสังคมในประเทศนี้กำลังสำแดงพลังของมันในฐานะ ปัจจัยหนึ่งในกระแสความเปลี่ยนแปลงอันน่ากลัว ต้นตอของปัญหาไม่เคยถูกแก้มานานแสนนาน แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา ฝ่ายอนุรักษ์นิยมยังคงตามไล่ล่ากวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างเลือดเย็น ..

วิธี การที่พวกอนุรักษ์นิยมนำมาใช้จัดการกับปัญหา คือ ความรุนแรง เป็นความรุนแรงทั้งความคิดและกายภาพ พวกเขาเชื่อว่าปากกระบอกปืนสามารถสยบประชาชนลงแทบเท้าของเขาได้ พวกเขาเชื่อว่าการปกปิดทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้กฎหมายสามารถกวาดล้างสำนึกทาง การเมืองของประชาชนได้ พวกเขาเชื่อว่าประชาชนโง่ดักดานตามพวกเขาไม่ทัน ..

อนิจจา...ความ เชื่อเหล่านี้เกิดจาก "ความกลัว" ทั้งสิ้น พวกเขามองไม่เห็นพัฒนาการใดๆทั้งสิ้นของประชาชน พวกเขายังนึกว่าประชาชนถูกทักษิณซื้อหรือมาเพราะนักการเมืองจัดตั้ง ..

ความ มืดบอดทางสติปัญญาของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะทำให้พวกเขาพังพินาศต่อพลังแห่งความ เปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกรากนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วน "บนที่สุด" ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจการปกครองออกจากมือ พวกเขาเชื่อว่าประเทศนี้ชนชั้นของตนดีที่สุด พวกเขาไม่เชื่อประชาชน พวกเขาไม่เชื่อความเปลี่ยนแปลง พวกเขาดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจเท่านั้น ..

การรักษาอำนาจของ เขาทำให้ประชาชนนับร้อยต้องบาดเจ็บล้มตาย เขาฆ่าแม้กระทั่งคนแก่ เด็ก อาสาสมัครจิตอาสา ผู้หญิง คนที่ไม่มีอาวุธในมือ ..

พี่น้องประชาชนผู้ สูญเสียเขาไม่สนใจคำอธิบายใดๆของรัฐทั้งสิ้นเพราะรัฐไปฆ่าเขา คำว่าปรองดองเป็นคำที่ตลกร้ายที่สุดสำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ ผมคิดว่าใกล้ถึงเวลาสำหรับการ "เอาคืน" ของประชาชนแล้ว ..

ความปรองดองบนพื้นฐานความกลัว คือความหายนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างแท้จริง




 

Create Date : 03 มกราคม 2554    
Last Update : 3 มกราคม 2554 17:38:58 น.
Counter : 303 Pageviews.  

มายาคติว่าด้วย "ชนชั้นรากหญ้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย"

อ่านงานของ อจ.ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร "มายาคติว่าด้วยชนชั้นกลาง" ในมติชนมาพักใหญ่แล้วผมยังไม่ได้คิดอะไรต่อ เพราะบทความชิ้นนั้นแกก็คงตั้งคำถามเอาไว้ก่อน แต่มันเป็นคำถามที่ค่อนข้างสำคัญเหมือนกัน..


แกตั้งคำถามว่าไอ้ชนชั้นกลางเนี่ยมันอยู่ตรงไหนกันแน่ แล้วแกก็ตั้งข้อสังเกตว่าชนชั้นกลางมันต้องการประชาธิปไตยแบบที่เราเข้าใจ ผ่านความคิดของ อจ.นิธิ จริงๆหรือเปล่า คนชนชั้นกลางในเมืองไทยมันต่อสู้เพื่ออะไรกันแน่ระหว่าง "เพื่อประชาธิปไตย" และ "เพื่อสถานภาพเดิมๆของกู" ?..


เห็นเขาพูดเรื่องนี้กันแล้วผมก็ค่อนข้างเอ๊ะใจ เออว่ะ..แล้วชนชั้นรากหญ้า ชนชั้นล่าง แบบที่เราเข้าใจกันว่า "ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" ในระยะ 6-7 ปีมานี้มันจริงแท้แค่ไหน เขาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (for democracy) เพื่อทักษิณ (for Thaksin) เพื่อนโยบายแบบประชานิยม (for populism policy) หรือเพื่ออะไรกันแน่ ? ผมลองถามเพื่อนฝ่ายซ้าย (ที่มันเป็นพวก radical democracy ไม่ใช่พวก maoist อย่างในอดีต) ก็ยังไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ ถามเพื่อนที่เป็นเสรีนิยม(ทั้งเสรีใหม่และเสรีเก่า)ยิ่งแล้วใหญ่ ...



โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสมมุติฐาน ที่ว่า "ชนชั้นรากหญ้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" ถูกทำลายลงไปแล้วในการเลือกตั้งซ่อมครั้งล่าสุดที่ผ่านมา เพราะพรรคภูมิใจไทยล่อหัวคะแนนในพื้นที่ด้วยเงินจำนวนมากกว่าพรรคคู่แข่ง พรรคเพื่อไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคเพื่อรากหญ้ากลับถูกเนวินแอนด์เดอะแก๊งค์ ตบเกรียนด้วยการชิงเก้าอี้ สส. ไปได้เยอะกว่าด้วย "เงิน" ..


กอง เชียร์พรรคเพื่อไทยได้แต่ส่ายหัว เลือกตั้งซ่อมแค่นี้ยังแพ้รูด แถมกองเชียร์บางท่านยังบอกอีกว่า "ท่อน้ำเลี้ยงของพรรคเพื่อไทยไม่ได้ตันแต่ไหลไม่มาก เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องไหลนั่นเอง" (นสพ. มหาประชาชน เล่ม 16 หน้า 19) ..



คำว่า "ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องไหล" มันสะท้อนให้เห็นการเมืองแบบเดิมที่ผ่านมาเลยครับว่าแม่งก็ยังเป็นการเมือง แบบ "Money Politics" ซื้อหัวคะแนนได้ก็ซื้อประชาธิปไตยได้ ..



คน เสื้อแดงที่ว่ามวลชนมากมายมหาศาลก็คงจริงอยู่ไม่น้อย แต่ในภาพอุดมการณ์ทางการเมืองของ "คนรากหญ้า" ก็ยังไม่สามารถตอบข้อสมมุติฐานว่าด้วย "รากหญ้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" ที่ผ่านมาได้เลย คำว่าภาพอุดมการณ์ของผมหมายถึงถ้าหากอุดมการณ์การต่อสู้ของคนรากหญ้าก้าว หน้าไปมากในระยะ 6-7 ปีนี้ การลงคะแนนเสียงต้องสามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม พรรคเพื่อไทยในพื้นที่ "อุดมการณ์" ของคนเสื้อแดงจะต้องได้รับการเลือกตั้งจากเสียงส่วนใหญ่ของมวลชนที่อยู่ใน พื้นที่เหล่านั้นอย่างพร้อมใจกัน ..



ไม่ใช่แบบว่าอาเฮีย "เนวิน" กระดิกนิ้วเรียกหัวคะแนนเข้าหาแล้วเอาเงินฟาด เอาบ้านที่ดินรถยนต์เข้าล่อแล้วป๋อแป๋ไปหมด "อุดมการณ์ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" ก็คงเป็นเพียงแค่อุดมการณ์เท่านั้น หมายความว่า มันมิได้เป็นผลผลิตจากปฎิบัติการทางการเมืองของคนเสื้อแดงโดยทั่วไปแต่มัน เป็นเรื่องของเงินและอำนาจรัฐเท่านั้นเอง..



การเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์มันก็มีข้อจำกัดในตัวของมันอยู่ ครับ มันขึ้นอยู่กับเวลา สถานที่ ความสุกงอมของอุดมการณ์การต่อสู้ เพื่อนฝ่ายซ้ายของผมคนหนึ่งมีความเห็นว่าการเมืองครั้งนี้เป็นการเมืองของ มวลชนที่ก้าวหน้า ผมคิดว่าไม่ผิดที่เขาพูดเช่นนั้นเพราะปรากฎการณ์มันฟ้องกันอยู่จะๆ เพียงแต่มันยังไม่ได้เวลาและความสุกงอมในตัวเท่านั้น มวลชนเสื้อเหลืองเขาก็ยังอยู่ พวกคนนิยมเจ้าก็ยังอยู่ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่คุมประเทศนี้ก็ยังอยู่ ทหารที่ยังเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ยังอยู่ สหรัฐอเมริกายังเอาสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ วาทกรรมว่าด้วยไพร่โค่นศักดินามันคงไม่เพียงพอในการต่อสู้มันต้องมีอย่าง อื่นเพิ่มเติมเข้ามาช่วยค่อนข้างเยอะ ..



แถม "รากหญ้า" ที่อยู่ในพื้นที่ "ภูมิรัฐศาสตร์" อันห่างไกลจากเมืองหลวงออกไปก็ยังคงยึดติดกับหัวคะแนนอย่างเหนียวแน่น คนเสื้อแดงต้องแก้ปมปัญหาเหล่านี้ให้จงได้ เสื้อแดงเมือง แดงปัญญาชน แดงชั้นนำ แกนนำแดง คงต้องทำการบ้านหนักขึ้นว่าจะปฎิบัติการทางการเมืองอย่างไรเพื่อ ปลดแอก มวลชนอิสระออกจากหัวคะแนนเหล่านั้นในระยะยาว ไม่ให้เขาตราหน้าว่า "พวกมึงก็ทำลายประชาธิปไตยด้วยเงิน" ..



ครับ...การต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยมันไม่ได้ง่ายแบบเปิดเวทีไฮปาร์กปราศรัยระดมมวลชนเรือนแสน เข้าร่วมแล้วจะได้มา การต่อสู้ระยะยาวต่างหากที่ต้องทำ..



สำหรับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ชนชั้นกลางเขาก็มีมายาคติ ชนชั้นรากหญ้าก็มีมายาคติได้เช่นเดียวกันครับ..




 

Create Date : 03 มกราคม 2554    
Last Update : 3 มกราคม 2554 17:16:45 น.
Counter : 405 Pageviews.  

ทุนนิยมไทย

มีสิ่งหนึ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าระบบทุนนิยมของไทยกำลังเติบโตสวนทางคำ ว่า "พอเพียง" ก็คือ เวลาที่ผมเดินทางกลับบ้านด้วยรถยนต์ส่วนตัวในช่วงวันหยุดปีใหม่หรือสงกรานต์ จากภาคตะวันออกไปสู่อุบลราชธานี รถยนต์ที่วิ่งจากถนนสาย 331 จนถึงกบินท์บุรีเพื่อมุ่งหน้าสู่อีสานกลาง-เหนือหรือถึงสระแก้วเพื่อเข้าสู่ อีสานกลาง-ใต้ มีสภาพ "รถติด" ...ยาวขึ้นหลัก 50 กิโลเมตรขึ้นไปในระยะหลัง 5 ปีหลังมานี้



รถยนต์ที่อยู่บนถนนไม่ว่าจะเป้นกระบะหนึ่งตัน โตโยต้าวีโก้ อีซูสุดีแม็กส์ รวมไปถึงรถกระบะยี่ห้ออื่นๆต่างอัดแน่นเบียดเสียดกันบนถนนเพื่อแย่งพื้นผิว ที่มีอันน้อยนิดกลับบ้านของตนเอง รถยนต์ต่างๆเป้นรถที่มีสภาพใหม่ๆทั้งนั้น หลายคันเป็นป้ายแดง (นัยว่...าขับกลับไปอวดคนที่บ้าน) หลายคันผ่อนมาแค่ 1-2 ปี ผู้คนล้วนแต่มีรถยนต์ส่วนตัว ดัชนีตรงนี้เป้นเครื่องมือชี้วัดระดับรายได้ของแรงงานที่เข้าสู่เมือง อุตสาหกรรมที่มีมากขึ้นตามการขยายตัวอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เกิน 10 ปีผมยังสามารถขับรถส่วนตัวกลับบ้านได้อย่างสบายๆรถไม่ติดเพราะช่วงเทศกาลแต่ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วครับ คนรวยมีมากขึ้นในภาคอุตสาหกรรมแต่จนลงในภาคการเกษตรซึ่งจำเป็นต่อปัจจัยสี่ ของมนุษย์มากกว่า



เมื่อระบบทุนนิยมของไทยมันขยายตัวไปมากใน ระยะ 10 ปีหลังมานี่ย่อมต้องส่งผลให้ชนชั้นกลางระดับล่างขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามไปด้วยเนื่องจากการกระจายรายได้ของการลงทุนในระบบ เมื่อเราหันมามองพลังทางสังคมของคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวในระยะดังกล่าว จึง...ทำให้เราเข้าใจว่า "ทรัพยากรทางการเมือง" ในความหมายของ อจ.นิธิ กำลังสำแดงพลังของมันอยู่ ชนชั้นนำโบราณของไทยมีปฎิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงแต่พวกเขาไม่สามารถเอาชนะ โครงสร้างทุนนิยมไทยที่กำลังเติบไปสู่ชนชั้นกลางระดับล่างจนถึงรากหญ้าได้ โดยง่ายนักเพราะเนื่องจากการทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ของพวกเขาผ่านบริษัท ต่างๆที่ลงทุนในประเทศยังคงต้องพึ่งพาการบริโภคของคนกลุ่มใหญ่เหล่านี้อย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้



ฉะนั้น การเติบโตของระบบทุนนิยมไทยจึงเป็นทั้งศัตรูและเป็นมิตรของชนชั้นนำโบราณของ ไทยในเวลาเดียวกัน พวกเขาไม่กล้าโค่นล้มโครงสร้างและไม่กล้ารักษาโครงสร้างดังกล่าวด้วย เป็นภาวะ "อิหลักอิเหลื่อ" ของชนชั้นนำโบราณไทยที่ต้องการปรับระบบภายในใหม่ให้ไป...สู่สมดุลย์กว่านี้ พวกเขาไม่ต้องการฆ่ามวลชนเสื้อแดงให้หมดเพราะมีจำนวนมหาศาลเกินไปแต่พวกเขา จะหาวิธีทำให้คนเสื้อแดงเหล่านี้กลับเข้ามาสู่ระบบที่พวกเขาออกแบบใหม่อีก ครั้งหนึ่งและหาทางกำจัดปัญญาชนระดับนำ แดงระดับนำ นักการเมืองระดับนำของเสื้อแดงออกไปเพื่อหาทางเข้ามาเป็น Red Leadership อย่างกลายๆเสียเอง เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า "รัฐสวัสดิการแบบอนุรักษ์นิยม" หรือ "ศักดินาประชานิยม" จะสามารถเกิดขึ้นได้โดยมีเหตุและปัจจัยที่สุกงอมเพียงพอกว่านี้



ทั้ง หมดนี้ผมนั่งคิดเล่นๆ จากการวิเคราะห์ส่วนตัวมองว่าอีกไม่เกิน 10 ปีจากนี้ไปสังคมไทยคงเปลี่ยนแปลงอีกมากมายมหาศาลและจะไม่มีวันเหมือนเดิม อย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบัน คำถามคลาสสิคของนักสังคมวิทยาทั่วโลกที่ถามว่า "สังคมคืออะไร?" นั้นก็คงสามารถตอบได้เพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของมันเท่านั้นเอง ความเปลี่ยนแปลงในสังคมมีอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่ว่าใครจะเป็นผู้มีปัญญาจับ กระแสได้ทันและก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำในอนาคตเท่านั้นเองครับ..




 

Create Date : 03 มกราคม 2554    
Last Update : 3 มกราคม 2554 17:15:08 น.
Counter : 387 Pageviews.  

1  2  3  4  

นายอึเหม็น
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add นายอึเหม็น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.