สาวไหมไปทัศนศึกษา

จริงๆ น่าจะต้องอัพบล็อกนานแล้ว แต่ไม่ได้มาอัพซักที เพราะงานแม่ยุ่งมากๆ

วันพุธที่แล้ว (วันที่อะไรหว่า จำไม่ได้) สาวไหมได้ไปทัศนศึกษาที่ศูนย์ธรรมชาติวิทยา ตรงเชิงดอยสุเทพ ติดกับสวนสัตว์ ครูพรบอกแม่ว่า คุณแม่จะตามไปดูน้องก็ได้นะคะ ... อุ๊ย ไปสิคะ ใกล้แค่นี้เอง อยากดูพฤติกรรมสาวไหมเวลาอยู่กับเพื่อนๆ ด้วยแหละ

พอใกล้สิบโมง แม่ก็ชวนน้าหนึ่งขี่มอเตอร์ไซด์ไปหน้ามอ พอเลี้ยวเข้าไปหน้าศูนย์ธรรมชาติวิทยาก็เห็นรถตู้โรงเรียนจอดอยู่สองคัน ก็เลยจอดรถแล้วเดินเข้าไปข้างใน ได้ยินเสียงเด็กๆ เจี๊ยวจ๊าวดังลั่นเลย

แม่ก็ควักกระเป๋าจะจ่ายค่าบัตรเข้าชมแล้วล่ะ แต่ลุงที่อยู่เคาท์เตอร์ถามว่าลูกเรียนโรงเรียนนี้เหรอ แม่ก็บอกว่าใช่ค่ะ จะมาแอบดูซะหน่อย ลุงก็เลยบอกว่า งั้นก็เข้าไปเลยครับ

เข้าไปถึงก็เจอพี่ๆ อนุบาล 3 ก่อนเลย เห็นว่าพวกเล็กๆ อยู่ชั้นบนกัน แม่กับน้าหนึ่งก็ค่อยๆ ย่องขึ้นไปดู เจอครูกุ้ง ครูเอ ถามว่าห้องสาวไหมอยู่ไหนคะตอนนี้ ครูกุ้งบอกว่า ห้องสาวไหมกำลังฟังบรรยายอยู่ค่ะ



แม่แทบจะหัวเราะก๊าก สงสารคนบรรยายจริงๆ มันจะไปฟังอารายยยย ครูกุ้งบอกว่าวุ่นวายกันเต็มห้องนั่นแหละค่ะ แม่ก็ย่องๆ ไปดูหน้าห้องบรรยาย ที่ไหนได้ เด็กๆ เข้าแถวกันเตรียมจะออกจากห้องแล้ว แม่กับน้าหนึ่งก็วิ่งจี๋กลับมาซ่อนตัวอยู่ตามหลืบตามซอก กลัวสาวไหมจะเห็น เพราะถ้าสาวไหมเห็นแม่นี่ จะร้องไห้อ้อนทันที



เดินมานั่นแล้ว



ลูกช้านตัวกระเปี๊ยกกกก


สาวไหมกับเพื่อนๆ มาแวะดูตู้วงจรเห็ดหรืออะไรนี่แหละ อยู่ใกล้แม่เลย แต่แม่ไม่กล้าโผล่ไปดู กลัวสาวไหมเห็นหน้า แต่เพื่อนหนูบางคนก็เห็นแม่นะ เช่น แดรี่ควีน มะตูม แม่ละกลัวเพื่อนๆ หนูจะตะโกนบอกหนูจริงๆ เลยรีบจุ๊ๆ ใหญ่เลยว่าอย่าบอกสาวไหมนะ

แม่แอบดูหนูพักหนึ่ง ครูเอก็พาหนูและเพื่อนๆ ลงบันไดเวียนไปชั้นล่าง กรี๊ดดด บันไดมันสูงชันมากเลยน้า สาวไหมของแม่จะลงได้ไหมเนี่ย




สาวไหมของแม่เกาะราวแน่นเชียว


พอลงมาชั้นล่างแล้ว เด็กๆ ก็กรูกันไปดูอะไรไม่รู้ แม่ให้น้าหนึ่งถ่ายให้ เพราะว่าจะแอบดูหนูถนัดๆ หน่อย เห็นสาวไหมอยู่กับเพื่อนๆ แล้วก็รู้สึกแปลกๆ ในใจ เพราะหนูไม่ใช่เด็กงอแงเอาแต่ใจขี้แยเหมือนเวลาอยู่กับแม่เลย หนูดูมีความมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองมากๆ มักจะเดินไปไหนมาไหนคนเดียว แต่ก็เห็นชวนเพื่อนๆ ไปดูอะไรๆ บ้าง














ยืนม้วนผมอยู่คนเดียว อย่างนี้ภาษาบ้านเราเรียกว่า "ปั๊ดเว้อปั๊ดว้า"










เห็นลูกมีความสุขกับการได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แบบนี้แล้วก็สุขใจ เห็นโรงเรียนมีกิจกรรมให้นักเรียนแบบนี้บ่อยๆ ก็รู้สึกว่า เออ ตรงกับความต้องการของเราพอดี

(โหมดพูดกับตัวเอง)

เรื่องโรงเรียนนี่ ไม่รู้สินะ เท่าที่คุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แต่ละคนก็อยากจะให้ลูกเรียนแบบเตรียมความพร้อม อยากให้ลูกมีความสุขกับการเรียน การเล่น แต่เกือบทุกคนก็จะตามมาด้วยคำว่า "ไม่อยากจะทิ้งวิชาการ"

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่เราเลือกโรงเรียนนี้ให้ลูกเรียน จะเป็นการที่เรา "ทิ้งวิชาการ" หรือเปล่า ถ้าวิชาการที่โรงเรียนแต่ละโรงเรียนจะมอบให้เด็กๆ หมายถึงการเตรียมตัวเพื่อที่จะสอบเข้าโรงเรียนมัธยมดีๆ มหาวิทยาลัยดีๆ ในอนาคต เราว่าที่บ้านคุณแม่คงไม่มีวิชาการแบบนั้นให้

พอกลับมาถามตัวเองว่า อยากให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัยดีๆไหม อยากให้ลูกเข้ามัธยมดีๆ ไหม มันก็อยากแหละ เป็นธรรมดา แต่ก็ไม่อยากให้ลูกเข้าโรงเรียนที่มุ่งติวให้เด็กเข้มข้นเพื่อให้เด็กสอบได้จะได้เป็นเกียรติเป็นศรีแก่โรงเรียน แก่วงศ์ตระกูล แบบนั้น แม่ไม่ต้องการ

วันก่อนคุยเอ็มกับน้องคนหนึ่ง น้องก็บอกว่าทุกวันนี้ทุกเย็นน้องกับแฟนก็จะติวการบ้าน สอนการบ้านให้ลูก อ่านแล้วก็ละอายใจ เพราะเราไม่เคยสอนอะไรลูกเลย ไอ้ที่จะสอนให้เขียน กอ ไก ขอ ไข่ เอ บี ซี ดี นี่ ไม่มีเลย ไม่เคยทำเลยจริงๆ

กระดาษที่จะลากมาให้ลูกก็คือการบ้านที่โรงเรียนให้มาแต่ละวัน กับให้ลูกวาดรูป ระบายสีเท่านั้นเอง

ไม่รู้นะว่าอนุบาล 1 โรงเรียนอื่นๆ สอนอะไรแล้วบ้าง แต่ได้ข่าวว่าบางโรงเรียน อนุบาล 1 ไปเรียนแค่สองอาทิตย์ เด็กอ่านหนังสือได้แล้วนะ เข้มจริงๆ บางโรงเรียนคงจะบวกเลขได้แล้วด้วยซ้ำมั้ง

แต่ในทัศนะของเรา เรามองเหมือนที่โรงเรียนของลูกมอง คืออยากให้ลูกเรียนรู้ทุกๆ สิ่งรอบตัวเขาแบบองค์รวม เราว่ามันไม่จำเป็นที่จะว่าวิชาภาษาไทย ต้องท่องและเขี่ยนกอไก่ขอไข่ ภาษาอังกฤษ ต้องท่องและเขียนเอบีซี ดี คณิตศาสตร์ต้องอ่านและเขียนเลข 1 2 3 4 5 วิทยาศาสตร์จะต้องท่องสูตรเคมี ศิลปะต้องวาดวงกลม สี่เหลี่ยม ท้องฟ้าจะต้องเป็นสีฟ้า เมฆต้องเป็นสีขาว เท่านั้น

การแยกวิชาแต่ละวิชาออกจากกันเป็นเอกเทศนั้น เราว่ามันทำให้เด็กคิดอะไรแคบลง แทนที่จะสอนให้เด็กเรียนรู้แต่ละวิชาไปพร้อมๆ กัน เช่น เวลาสาวไหมไปช่วยกวาดใบไม้ เราก็สามารถสอนเขาไปได้ว่า

"นี่ใบไม้อะไรเนี่ย ต้นจำปีใช่ไหม"
"ใบไม้มีสีอะไร สีเขียวเหรอ แต่เอ๊ะ แล้วใบที่หล่นอยู่ที่พื้นนี่สีอะไรน้า"
"ทำไมใบสีเขียวถึงอยู่บนต้นล่ะ เพราะมันยังมีชีวิตใช่ไหมลูก มันมีน้ำ มีอาหารหล่อเลี้ยง เหมือนหนูต้องกินข้าวหนูก็มีชีวิต"
"ใบสีเหลืองที่หล่นนี่เพราะมันตายแล้ว มันไม่กินอาหารก็เลยต้องหล่น"
"ใบไม้หล่นแล้วเราเอาไปทำอะไรดีน้า เอาไปไว้ใต้ต้นไม้ทำปุ๋ยก็ได้เนาะ แต่เราไม่เผานะ เพราะถ้าเผาแล้วมันจะเกิดควัน ควันเหม็นๆ หายใจไม่ออกเนาะ" (ว่าจะโยงไปถึงโลกร้อนละ แต่กลัวมันเอ๋อเสียก่อน)
"สาวไหมมานับดูซิว่า ใบไม้มีกี่ใบน้า"
"ใบไม้ของต้นจำปีมันเป็นยังไงลูก มันเหมือนใบชมพู่ไหม"
"หนูดูสิ ใบสีเขียวอ่อนนี่แสดงว่าเป็นใบไม้ที่เพิ่งผลิ ถ้ามันแก่ขึ้นๆ ใบก็จะเขียวขึ้นๆ"
"หนูไม่ควรเด็ดดอกไม้นะ เพราะเราไม่ควรทำลายต้นไม้ และไม่ทำร้ายผู้อื่น"
"เราเอาอะไรรดต้นไม้นะ ให้มันสดชื่น เอาน้ำจากสายยางเนาะ แต่ถ้าฝนตกก็ไม่ต้องรดน้ำก็ได้ มันเปลือง"
"ฝนมาจากไหนน้า"
"ฝนมาจากท้องฟ้าเหรอ แล้วหนูรู้ได้ยังไงว่าฝนจะตก ท้องฟ้าจะมีสีดำเหรอ ก้อนเมฆดำๆ เนาะ แล้วฝนจะตก แต่ถ้าก้อนเมฆขาวๆ ก็ไม่ตก"
"ฝนนี่ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไรนะ ก้อนเมฆภาษาอังกฤษว่าไงนะ สีฟ้าภาษาอังกฤษว่าไงนะ ภาษาไทใหญ่เรียกว่าไรนะ(อันนี้แถม)"
ฯลฯ


แค่กวาดใบไม้ร่วงก็สามารถสอนวิชาต่างๆ เป็นสิบวิชาให้ลูกได้แล้วทั้งศิลปะ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมือง ฯลฯ

เรารู้สึกว่าโรงเรียนหลายๆแห่งสอนแบบบูรณาการ สอนแบบองค์รวมในชั้นเล็กๆ แต่ทำไมพอโตขึ้นไปถึงไม่สอนแบบนี้ล่ะ ทั้งๆ ที่สอนแบบนี้แล้ว เด็กๆ สามารถนำเอาองค์ความรู้ทุกอย่างที่เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้หมดเลย ระบบการศึกษาไทยชอบสอนให้เด็กเล็กๆ ฉลาดแล้วไปทำให้โง่ตอนโต ยิ่งระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยในช่วงสิบปีหลังนี่ เราว่ายิ่งทำให้โง่และไร้สำนึกของความมนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมไปทุกที

เด็กม.ปลายต้องเรียนแต่วิชาหลักที่จะใช้สอบเอาคะแนนดีๆ ไปเข้ามหาวิทยาลัย ละเลยวิชาอื่นๆ ที่สำคัญต่อชีวิต ละเลยในจริยธรรม ละเลยวิชาศาสนา ภาษาไทย สุดท้ายก็จะได้เด็กเรียนเก่งเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย แต่ออกไปเป็นบัณฑิตที่รู้จักแต่การหาเงินๆๆๆๆ เพื่อให้ตัวเองสุขสบาย รู้จักเพียงแค่ว่าต้องหาเงินให้มากๆ จึงจะมีเงินซื้อบ้าน ซื้อรถ ต้องมีหุ่นผอมบาง สวมเสื้อผ้าตามแฟชั่น จึงจะมีความสุข ทั้งๆ ที่มีความสุขมากมายอยู่รอบตัวโดยไม่ต้องพึ่งเงิน ไม่ต้องพึ่งวัตถุ

เราไม่อยากให้ลูกเราต้องเข้าแถวไปเข้าบล็อกพิมพ์แบบนั้น เราอยากให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเอง รู้จักที่จะยืนหยัดในความเป็นตัวของตัวเอง รู้จักความต้องการของตัวเองว่าจะเป็นอะไร จะทำอะไร และเราว่าความสำเร็จในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถาบันการศึกษาเลย ดังนั้นเราจึงไม่ตั้งความหวังกับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของลูก ถ้าเขาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้ก็ดีไป ถ้าเขาได้เรียนในคณะที่เขาต้องการเรียนจริงๆ ก็ดีไป แต่ถ้าไม่มีความสามารถขนาดนั้น ก็ยังมีสถาบันการศึกษาอีกหลายที่ๆ จะตอบสนองเขาได้ สถาบันการศึกษาที่ไม่ใช่เป้าหมายอันดับแรกของนักเรียนหลายคน และนักเรียนหลายๆ คนนั้นก็ไม่เคยรู้เลยว่า มีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่ในสถาบันการศึกษาที่พวกเขาเมินหน้า

อะไรกันนี่ วันนี้ออกแนวบ่นเกินไปละ

และคงจะบ่นแบบนี้ไปอีกเป็นระยะๆ เพราะเรื่องเรียนของลูกนี่ มันน่าถกกันจริงๆ แต่พ่อแม่ประเภทที่มุ่งมาดปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะเอาลูกเข้าโรงเรียนชั้นนำของจังหวัดที่มีนโยบายว่า "เด็กที่จะมาสอบเข้าม.4 ที่นี่ต้องมีเกรดเฉลี่ย 3.8 ขึ้นไปจึงจะมีสิทธิ์ซื้อใบสมัครของโรงเรียนเรา" ไม่ต้องมาคุยกันเลย

เรามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่กันคนละไฟลั่มกันแน่ๆ เดี๊ยนรับรอง 555






มาดูการวาดรูปของสาวไหม

ตอนนี้วาดรูปคนได้ครบทุกองค์ประกอบแล้ว ทั้งผม หน้า ตา คิ้ว ขนตา จมูก ปาก หู แขน ขา ตัว เสื้อ และมีนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้างละ 2-3 นิ้ว

แต่ก็ยังชอบวาดโดราเอมอนอยู่เหมือนเดิม วาดเสร็จแล้วต้องระบายสีด้วย แต่ก็ระบายไม่หมดหรอก

ถ้าวาดรูปตัวเองจะชอบวาดแต่ส่วนบน และต้องใส่ขนตาด้วย ไม่รู้ว่าไปจำมาจากไหน เพราะเวลาแม่หรือพ่อวาดรูปให้ดู ก็ไม่เคยวาดขนตานะ ถ้าวาดตัวเองจะวาดส่วนบนแล้วถัดจากเสื้อก็มักจะวาดวงรีล้อม คล้ายๆ กับรูปปั้นแบบครึ่งตัวน่ะ แล้วก็จะเซ็นชื่อไว้ด้วย



รูปสาวไหมค่า มีเซ็นชื่อด้วย



หนูวาดเองค่ะ



หนูวาดเองจินๆค่ะ



พ่อวาดรูปครอบครัว แล้วหนูเซ็นชื่อ



ป้อหนูวาดฉวยสู้หนูได้ไหมคะ



รูปนี้วาดเมื่อวานตอนเย็น ที่ทำงานแม่


เน็ทดูเน่าๆ ชอบกล

ว่าจะแปะรูปชุดนักเรียนใหม่ซะหน่อย เดี๋ยวค่อยอัพหน้าใหม่ละกันค่ะ


Create Date : 10 มิถุนายน 2551
Last Update : 11 มิถุนายน 2551 10:23:12 น. 4 comments
Counter : 799 Pageviews.

 
โอ....สาวไหม ศิลปินน้อยของน้า ยังเก่งกล้าสามารถเหมือนเดิมนะจ๊ะ ฝีมือวาดรูปนี่ขั้นเซียนระดับเด็กเลยจ้า


โดย: น้าโอเปิ้ล IP: 58.9.156.118 วันที่: 11 มิถุนายน 2551 เวลา:10:29:25 น.  

 
อยากไปตามแอบดูลูกเจี๊ยบเหมือนกัน แต่ยังไม่มีโอกาส

สาวไหมวาดรูปเก่งมาก ๆ เลยจ้า


โดย: yinglek (YingLek ) วันที่: 11 มิถุนายน 2551 เวลา:13:31:43 น.  

 
ดูเหมือนว่าคุณแม่มีความรู้ความเข้าใจด้านจิตวิทยาพัฒนาการด้วย..อิอิ..ชอบจัง...
รักหมูไหมน่ะ.


โดย: เกมส์. IP: 58.9.136.204 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2551 เวลา:1:22:38 น.  

 
สม วาดรูปสวยเปมือน พ่อ นี่เอง ^^



โดย: มุ้ย IP: 125.26.145.175 วันที่: 27 สิงหาคม 2552 เวลา:12:31:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

[NostalgiA]
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ใช้อินเตอร์เน็ทเป็นครั้งแรกประมาณปี 2541 สิ่งที่แรกที่รู้จักในอินเตอร์เน็ทคือ ICQ มันทำให้ได้น้องชายที่น่ารักมา 1 คน (ตามมาด้วยพ่อแม่อีก 1 ครอบครัว) ... ต่อมาเล่น pirch เป็น ติดงอมแงม เกือบทำให้เรียนไม่จบ ฮ่า.... จากโปรแกรมนี้ ทำให้ได้พี่สาวตัวสูงโย่งที่แสนดีมา 1 คน ได้เพื่อนที่เกือบจะเกินเพื่อนมา 1 คน ได้เพื่อนที่ดีและน่ารักอีกหลายสิบ...และได้พ็อกเก็ตบุ๊ก "แชตติดหนึบ คนติดเน็ท" มา 1 เล่ม (ใครไม่เคยอ่านก็เสียใจด้วย เพราะหาซื้อไม่ได้แล้ว ฮ่าๆ)

ต่อมาก็เข้าเว็บ pantip และก็วนๆ เวียนๆ อยู่แถวๆ เหลิมไทย BP จนแยกมาเป็นห้องกล้องก็แวะเวียนไปเรื่อง ไปจตุจักรด้วย (ไปหาของกินกับต้นไม้) กิเลศพอกพูนมากๆ ก็แวะห้องรัชดา กะไปหารถขับ (ก๊ากก พูดเหมือนมีตังค์เยอะ) ได้เพื่อนจากพันทิพเป็นร้อย ได้ศัตรูมาด้วย ทั้งๆที่กรูไม่ผิด ฮ่าๆ ...แต่ก็ดี ทำให้ได้รู้ว่าคนเราพื้นฐานจิตใจสันดานเดิมมันไม่เหมือนกัน ย่อมไม่สามารถเข้าใจอะไรที่คนบางคนเข้าใจได้ อธิบายให้ตายก็ไม่มีวันเข้าใจ โอวาทของพระพุทธเจ้าที่กล่าวว่าบัวมีสี่เหล่าจึงเป็นสัจธรรมที่เที่ยงตรงและแน่นอนที่ซู้ดดดด

พอท้องก็ห่างหายจากพันทิพไปอยู่เว็ปแปลน หลงเข้าบ้านท้องป่องท้องแฟบ ได้รู้จักเพื่อนดีๆ ที่นี่เกือบสิบคน แต่คงไม่สนิทกันเท่านี้หากไม่มีเรื่องราวของผู้หญิงโรคจิตคนหนึ่งที่แอบอ้างว่าเป็นแอร์โฮสเตสไฮโซ สวยเหมือนดาราฮอลลีวู้ด มีลูกครึ่งน่ารักน่าชัง....เพราะเธอคนนี้ทำให้เราได้คุยกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ในห้องลับ (taro mom and the chamber of secret)

และเพื่อนกลุ่มนี้นี่เองที่ทำให้จิตใจเราดีขึ้นมากมายในหลายครั้ง หลายสถานการณ์ ตั้งแต่ครั้งที่สาวไหมเป็นคาวาซากิ ไปจนถึงโครงการสั่งซื้อเตาอบ (ขนาด 300 ลิตร)

บล็อกแก๊งค์นี้ สมัครไว้นานเกือบๆ 2-3 ปีได้แล้วมั้ง แต่ไม่ได้เขียนซักที เพราะโง่ ทำไรไม่เป็น จนกระทั่งไปสอดรู้สอดเห็นไดของเพื่อนคณะวิจิตรศิลป์คนหนึ่ง (จริงๆ ก็ไม่ใช่เพื่อนเราหรอก แต่เรียนปีเดียวกันก็ตีขลุมว่าเป็นเพื่อนละกัน) เห็นแล้ว เออ...น่าจะเขียนอะไรมั่งวุ้ย

เลยพยายามสุดชีวิตที่จะตกแต่งบล็อกและเขียนบล็อก สุดท้ายก็เขียนจนสถิติขึ้นไปเกือบ 8 พัน บล็อกแก๊งค์ก็ปิดปรับปรุงและทำให้สถิติหายหมด ฮ่า....

เป็นคนนิสัยเสีย ไม่ค่อยชอบตอบกระทู้ที่ตัวเองตั้งและเวลามีคนมาคอมเมนท์ก็ไม่ค่อยชอบตอบ ทั้งๆที่ซาบซึ้งใจมากๆ กับคอมเมนท์ของทุกคน...ขอโทษด้วยนะคะที่เป็นคนโรคจิตเช่นนี้

แต่จะพยายามตอบสุดความสามารถค่ะ




search engine marketing company image link
free hit counter script
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2551
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
10 มิถุนายน 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add [NostalgiA]'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.