happy memories
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2556
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
19 ธันวาคม 2556
 
All Blogs
 

ประเทศไทยที่ไม่มีวันเหมือนเดิม






"ประเทศไทยที่ไม่มีวันเหมือนเดิม"
ท่านขุนน้อย ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่


ขณะกำลังเถียง ๆ กันว่า...ระหว่างปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูป อันไหนจะเข้าท่ากว่ากัน สังคมไทยทั้งสังคม ได้เกิดลักษณะอาการอย่างที่ ป๋าเปลว สีเงิน ท่านใช้คำว่า การลอกคราบ ปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์โดยชัดเจน ในสายตาของใครต่อใคร ระดับเนื้อ หนัง กำลังหลุดลอกออกมาเป็นแผ่น ๆ เอาเลยก็ว่าได้...

ไม่ว่าจะเป็นแวดวงทหาร ข้าราชการ นักวิชาการ ตลอดไปจนสื่อมวลชน ฯลฯ บรรดาเซลล์เก่า ๆ ที่แห้ง ๆ เหี่ยว ๆ หมดคุณค่า หมดราคา ไปแล้ว ค่อย ๆ หลุด ๆ ร่วง ๆ ออกไปเป็นขุย ๆ เป็นขยุ้ม ๆ บรรดาเซลล์ใหม่ ๆ ที่เต่งตึง สดใส เริ่มงอกงาม เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่ ทหารประเภทกลัว ๆ กล้า ๆ กั๊กไป กั๊กมา ยึดถือเอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นสำคัญ หนีไม่พ้นต้องหลีกทางให้กับเซลล์ใหม่ ๆ ที่ได้รับการกระตุ้น การอัดฉีด จากสังคมทั้งสังคม ให้หันมายึดถือเอาประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ดำรงตนให้สมกับเป็นทหารของพระราชา เป็นกองทัพที่พร้อมจะยืนเคียงข้างประชาชน อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงไปเป็นอื่น...

ข้าราชการที่เคยมีแต่ กลัวกับกลัว ลูกเดียวเท่านั้น ค่อย ๆ เริ่มเกิดอาการ กลัว ๆ กล้า ๆ ขึ้นมามั่งแล้ว จากที่เคยยินยอมพร้อมใจ อมสากกะเบือ เอาไว้ชนิดมิดด้ามในทุก ๆ สถานการณ์ มาถึง ณ ขณะนี้ แม้จะยังไม่คายสากกะเบือออกจากปากทั้งดุ้นทั้งด้าม แต่ก็ชักจะเริ่มคาย ๆ ส่วนหัว คาบเอาไว้แต่เฉพาะส่วนท้าย ๆ ริม ๆ ติดปลายนวมไว้เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งคงต้องถือซะว่า เก๋ไปอีกแบบ ขอเพียงแต่ให้โอกาส ให้เวลา ปรับใจ ทำใจ อีกไม่นานนับจากนี้ โอกาสที่จะได้เห็นข้าราชการของพระเจ้าอยู่หัว หรือข้าราชการของประชาชน ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...

ส่วนบรรดาผู้ที่ชอบนำเอาความเป็นนักวิชาการมาห่อหุ้ม อวิชชา ของตัวเอง พร้อมที่จะรับจ้างแถก รับจ้างไถ ไปตามความต้องการของทุนสามานย์ในทุก ๆ เรื่อง ทุก ๆ กรณี มาบัดนี้เสื้อคลุมในแต่ละชุด แต่ละชั้น ไม่ว่าจะในฐานะนักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ฯลฯ ต่างถูกฉุดกระชากออกจากร่าง ให้เหลือแต่กางเกงในตัวเดียว กลายสภาพเป็นนักกระยาสารทไปด้วยกันทั้งสิ้น คือออกไปทางมั่ว ๆ มึนซ์ซ์ซ์ ๆ ได้แต่กวนไป กวนมา กวนโอ๊ย กวนส้นตีน ไปตามเรื่อง ตามราว แต่จะหยิบเอาความคิด ความเห็น มาเป็นเนื้อหา สาระ เป็นเครื่องชี้แนะ ชี้นำสังคม แทบเป็นไปไม่ได้เอาเลยแม้แต่น้อย...

ยิ่งประเภทนักวิชาการที่ได้รับการแต่งตั้งจาก ล็อบบี้ยิสต์ ให้เป็นผู้รับหน้าที่มอนิเตอร์โดยตรงกับสำนักข่าวต่างประเทศ คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเมืองไทย เป็นต้องได้เห็นนักวิชาการเหล่านี้ออกมาให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างๆ ตั้งแต่เรื่องไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ ชนิดวนไปเวียนมาอยู่กับแค่ไม่กี่คน ไม่กี่ราย ในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ กรณี แต่เมื่อข้อมูล ข้อเท็จจริงอันเป็นที่ประจักษ์ ได้เริ่มทำหน้าที่ มันจึงได้เป็นตัวลอกเปลือก ปอกเปลือก บรรดานักวิชาการเหล่านี้ ให้หลุดลอกออกมาเป็นแผ่นๆ เหลือแต่เนื้อตัวล่อนจ้อน เผยให้เห็นอาวุธประจำกายที่ทั้งเล็ก ทั้งสั้น ไม่ต่างอะไรไปจากมันสมอง ที่ออกไปทาง วิสั้น ชนิดจะเอามายึดถือเป็นเรื่อง เป็นราว ไม่ได้เลย...

ไม่ต่างอะไรไปจากสื่อมวลชนนั่นแหละ...จากที่เคยป่าวประกาศว่าตัวเองเป็นทองแท้ เป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพ มาบัดนี้ ทองที่หลุดลอกออกมาในแต่ละชิ้น แต่ละแผ่น นอกจากจะแสดงให้เห็นความเป็นทองเก๊ ความไร้คุณภาพอย่างเห็นได้ชัดเจนแล้ว ดีไม่ดีอาจจะหลุดเข้าซังเต ด้วยข้อหาร่วมสมคบคิดกับบุคคลระดับนายกรัฐมนตรี เบียดบังผลประโยชน์ประเทศชาติเข้าพก เข้าห่อ แบบเห็นๆ เอาเลยก็ไม่แน่!!! ไม่ว่าจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างทุนสามานย์จนตราบเท่าวินาทีสุดท้ายเพียงใดก็แล้วแต่ แต่โอกาสที่จะหลุดลอก หลุดล่อน ออกไปทั้งแผ่นทั้งยวง จากความเชื่อถือ ศรัทธาของผู้คน ย่อมเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วแม้ในทุกวันนี้...

ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูปก็ตามแต่ แต่โดยกระบวนการทางสังคมทุกวันนี้ ได้เริ่มต้นเดินหน้าปฏิรูปด้วยตัวของมันเอง อย่างชนิดไม่มีใครหยุดยั้งได้ต่อไปอีกแล้ว ความโหยหาอิสรภาพแห่งความเป็นเสรีชน การหวนกลับมายึดมั่นอยู่ในความดี ความซื่อสัตย์ สุจริต การเห็นถึงคุณค่าของคุณธรรม ศีลธรรม ว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเอามากๆ ต่อความเป็นไปในสังคม ความรู้ ความเข้าใจ ในการแยกแยะประชาธิปไตยที่แท้จริง ออกจากเผด็จการทุนสามานย์ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย ฯลฯ สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง เหล่านี้...ย่อมทำให้ประเทศไทย ไม่มีวันเหมือนเดิม อีกต่อไปแล้ว...

สิ่งใหม่ ๆ...กำลังเข้ามาแทนที่สิ่งเก่าๆ ไม่ต่างอะไรไปจาก การลอกคราบ ตามสำนวนของ ป๋าเปลว สีเงิน นั่นแหละ ไม่ว่าการลุกฮือของมวลมหาประชาชนนับล้านๆ จะสิ้นสุด ยุติ ลงไปในแบบไหน เมื่อไหร่ นั่นคงเป็นแค่เรื่องรายละเอียดทางเทคนิคเท่านั้นเอง แต่ถ้ามองกันในแง่กระบวนการแล้ว ผลของการลุกฮือครั้งนี้ มันได้สร้างความสั่นสะเทือนแผ่ซ่านไปในทุกๆ แวดวง ไม่ว่าจะเป็นแวดวงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้กระทั่งศิลปวัฒนธรรม ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ซึมลึกไปในทุกระดับ ทุกชนชั้น ชนิดที่อาจเรียกได้ว่า...ถือเป็นการเปลี่ยนแปลง อุดมคติสังคม เอาเลยก็ว่าได้...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ...“การเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นสิ่งจำเป็น ต้องเปลี่ยนแปลงอุดมคติของสังคม ลงไปถึงสามัญชน มิฉะนั้น เขาจะไม่ทำ แม้ในสิ่งที่เขาทำได้ และไม่สนใจที่จะรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำได้ มีแต่การเป็นทาสอายตนะไปวัน ๆ...”


จากนสพ.ไทยโพสต์ ๑๖ ธ.ค. ๒๕๕๖








"ลากไปเลือกตั้ง ข่มขืนแล้วสู่ขอ"
สารส้ม


๑) ในการประชุมเสวนาของฝ่ายรัฐบาล หัวข้อ “ประเทศไทยของเราจะไปทางไหน” ซึ่งมีนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในที่ประชุมวานนี้ ปรากฏว่า ระหว่างการประชุม มีชายนิรนาม สวมสูทสีดำ นำแผ่นป้ายมาติดหน้าโต๊ะที่นายธงทองนั่งอยู่เลยทีเดียว

ป้ายดังกล่าว มีธงชาติไทยอยู่บนซ้าย มีข้อความเป็นตัวอักษรสีขาวบนพื้นสีน้ำเงินเข้ม มองเห็นชัดเจนว่า “เอ็ง...ออกไป ประเทศ..มีทางออก”

นี่น่าจะเป็นเนื้อหาที่ถูกต้องที่สุด ตรงประเด็นที่สุด ในยามที่รัฐบาลรักษาการทำตัวเป็น “ไอ้เข้ขวางคลอง” ดื้อด้าน รักษาอำนาจส่วนตัว ลากไปสู่การเลือกตั้ง เพื่อขัดขวางการปฏิรูปบ้านเมือง การแก้ปัญหาทุจริตโกงกินอย่างเด็ดขาด การบิดเบือนกลไกข้าราชการไปรับใช้โจร การปฏิรูปตำรวจ การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ฯลฯ อย่างแท้จริง

๒) คณาจารย์แพทย์ และทันตแพทย์ ๔ สถาบัน (จุฬาฯ รามาฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น) ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ๕๙ คน แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ออกแถลงการณ์สนับสนุนการปฏิรูปประเทศไทยก่อนมีการเลือกตั้ง เน้นการป้องกันและขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น กระจายอำนาจการปกครองสู่องค์กรท้องถิ่น และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลาออกจากการรักษาการทันที ตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลรักษาการที่เป็นกลาง จัดการปฏิรูปกฎหมาย แล้วจึงเลือกตั้งใหม่

๓) หากจำกันได้... ทักษิณ ชินวัตร เคยสไกป์เข้ามายังที่ประชุมพรรคเพื่อไทยไม่น้อยกว่า ๒ ครั้ง เร่งรัดให้ขี้ข้าเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ โจมตีศาลรัฐธรรมนูญ และผลักดันนิรโทษกรรม

เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๖ สไกป์เข้ามาในที่ประชุมสส.พรรค ประกาศว่า “... ถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ หากจำเป็นจะต้องยุบสภาก็ต้องยุบ เพื่อให้ได้จำนวนเสียง สส.ของพรรคเพิ่มขึ้น”

ความหมายในขณะนั้น พูดกันแบบนายกับขี้ข้า คือ ข่มขู่ขี้ข้าว่าจะต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้จงได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ยุบสภาเสีย เลือกตั้งใหม่ มั่นใจในอำนาจของระบอบทักษิณเหนือการเลือกตั้ง ว่าจะได้ขี้ข้ากลับมามากกว่าเก่า

๔) การยุบสภา แล้วลากไปเลือกตั้ง โดยรัฐบาลที่สูญสิ้นความชอบธรรมไปแล้วจากการกระทำผิดรัฐธรรมนูญร้ายแรง ทรยศต่อความไว้ใจของประชาชน ผ่านกฎหมายล้างผิดคนโกง-คนฆ่า-คนเผา แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้พวกตนได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิถีทางมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งปลอมร่างกฎหมาย ทุจริตการลงคะแนนในสภา ตัดสิทธิของสมาชิกรัฐสภาที่ไม่เห็นด้วยกับพวกตน แถมประกาศตนไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญโดยเปิดเผย อุกอาจ

สิ่งเหล่านี้ ไม่ถูกเอ่ยถึงโดยก๊วนนักวิชาการที่พยายามสนับสนุนการเลือกตั้ง ๒ ก.พ. ๒๕๕๗ ของฝ่ายรัฐบาลอย่างออกนอกหน้า สุดลิ่มทิ่มประตู

๕) การพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมว่า ใครอยากให้ปฏิรูปบ้านเมืองก็ให้รณรงค์ผลักดันข้อเสนอให้พรรคการเมืองไปจัดทำเป็นนโยบาย หาเสียงเลือกตั้ง แล้วให้ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้ง ๒ ก.พ. ๒๕๕๗ เป็นการจงใจขุดหลุมพรางหลอกลวงประชาชนอย่างชั่วร้ายที่สุด

นักวิชาการที่อ้างเช่นนี้ ควรลาออกจากความเป็นนักวิชาการ อัปยศ ควรละอายแก่ใจตน

เพราะในการเลือกตั้งนั้น พรรคการเมืองสามานย์ที่เป็นตัวปัญหาก็จะใช้นโยบายลดแลกแจกแถมสารพัด ติดสินบนด้วยนโยบายที่อ้างว่าประชานิยม เพื่อให้ตนได้คะแนนเลือกตั้ง โดยไม่คำนึงว่าจะผลาญเงินแผ่นดินมหาศาลเพียงใด จะเกิดผลกระทบอย่างไร ไม่มีทางจะลดอำนาจของตัวเองหรือเพิ่มการตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองด้วยกันเอง ประชาชนที่ต้องการผลประโยชน์เฉพาะหน้าก็จะลงคะแนนให้นักการเมืองสามานย์พวกนี้แม้ในความเป็นจริง ประชาชนจะมีเจตจำนงต้องการเห็นการปฏิรูปบ้านเมือง แก้ปัญหาความยากจนในระดับโครงสร้าง ปฏิรูปตำรวจ ขจัดการทุจริตโกงกินของนักการเมือง ฯลฯ แต่กลับจะกลายเป็นตราประทับสร้างความชอบธรรมให้กับนักการเมืองสามานย์ที่ขัดขวางการปฏิรูปบ้านเมือง

๖) ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ค บอกว่า

“การสนับสนุนการเลือกตั้งภายใต้ระบอบทักษิณคือการสนับสนุนให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบอบทุนสามานย์ทรราชต่อไป

ใครสนับสนุนการเลือกตั้งในสภาพบริบทการเมืองไทยในปัจจุบันโปรดไตร่ตรองด้วยเพราะ ๑. การซื้อเสียงยุคนี้มีความรุนแรงมาก ๒. เครือข่ายหัวคะแนนมีอิทธิพลเหนือชาวบ้านอย่างกว้างขวาง ๓. ตำรวจพร้อมเอื้อความสะดวกพรรคการเมืองบางพรรค ๔. กกต.จังหวัดจำนวนมากเป็นฝ่ายปกครอง ตำรวจ และอัยการ ซึ่งเอียงข้างพรรคการเมืองบางพรรค ๕. นักการเมืองพรรคเพื่อไทยอยู่ภายใต้การครอบงำ ชี้นำของตระกูลชินวัตร และพร้อมปฏิบัติตามที่คนในตระกูลสั่ง ๖. ตระกูลทุนสามานย์พร้อมใช้เงินทุนไม่จำกัด ใช้กลไกอำนาจรัฐอย่างเข้มข้น ใช้นโยบายประชานิยมอย่างไม่สนใจความเสียหายต่อชาติ และใช้อิทธิพลเถื่อนท้องถิ่นทุกรูปแบบเพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง ๗. ประชาชนจำนวนมากยังตกอยู่ภายใต้อิทธิของหัวคะแนน กลุ่มอิทธิพล และความเย้ายวนใจของเงินตราและนโยบายประชานิยม...

การสนับสนุนการเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้นครั้งนี้ จึงเท่ากับการสนับสนุนนายทุนสามานย์ให้เข้ามามีอำนาจ และสนับสนุนให้มีใช้อำนาจเยี่ยงทรราช...”

๗) เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ ความฝันที่วาดว่าจะให้มีการปฏิรูปหลังการเลือกตั้ง จึงเป็นเพียง “ฝันเปียก” สำเร็จความใคร่ด้วยน้ำลายเน่าๆ ส่วนที่หวังว่าจะให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งตกอยู่ใต้ระบอบทักษิณในปัจจุบันนี้ ทำการปฏิรูปบ้านเมือง ก็เป็นยิ่งกว่าความหวังลมๆ แล้งๆ เหมือน “ปล่อยเสือเข้าป่า” – “ปล่อยปลาไหลลงรู” – “งาช้างไม่มีวันงอกจากปากสุนัข”

การลากไปเลือกตั้ง ๒ ก.พ. ๒๕๕๗ จึงไม่ต่างกับโจรที่ข่มขืนย่ำยีเสร็จแล้ว ก็ค่อยจัดพิธีกรรมมาสู่ขอ โดยปิดล้อมบ้าน บังคับ จะข่มขืนซ้ำอีกหลังการเลือกตั้ง

ประเทศไทยต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเท่านั้น และจะทำเช่นนั้นได้ รัฐบาลรักษาการของระบอบทักษิณต้องออกไปสถานเดียว!


จากคอลัมน์ "กวนน้ำให้ใส"
นสพ.แนวหน้า ๑๖ ธ.ค. ๒๕๕๖








"แนวทาง ผ่าทางตัน"
กาแฟดำ


“เวทีเสวนา” ที่จัดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มด้วย ๗ องค์กรภาคเอกชน ตามมาด้วยกองทัพ และ รัฐบาลในวันต่อมาล้วนน่าสนใจ น่าสนับสนุน และสมควรแก่การติดตามสำหรับประชาชนที่กำลังเรียกร้องให้ “เปลี่ยนประเทศไทย”

แต่เวทีเหล่านี้จะเกิดประโยชน์ที่แท้จริง ก็ต่อเมื่อ มีการระดมความเห็นเพื่อหาข้อสรุป และนำมาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของข้อเสนอ “ทางออกเพื่อประเทศไทย” เท่านั้น

หากเป็นเพียงการจัด event เพื่อให้เป็นไปตามกระแส หรือลดแรงกดดัน ก็จะเป็น “เพียงความเคลื่อนไหว” ที่ขาดน้ำหนัก และไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาของบ้านเมืองอย่างแท้จริง

เวทีที่ ๗ องค์กรภาคเอกชนจัด และเชิญ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำของ กปปส. ไปพูดคุย ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการถาม-ตอบระหว่างกันมากกว่า ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าภาคเอกชนต้องการเห็นอะไร มีข้อเสนออะไรที่เป็นรูปธรรม หรือต้องการให้แกนนำของ กปปส.เดินหน้าอย่างไร ให้สอดคล้องกับหนทางของการแก้ปัญหาบ้านเมือง

เวทีของกองทัพเชิญคนหลายฝ่ายมาร่วมตั้งวง แต่ผู้นำเหล่าทัพประกาศล่วงหน้าว่า ท่านทั้งหลายจะเพียงแค่ “ฟัง” แต่จะไม่แสดงความคิดเห็น เพราะกองทัพไม่ยุ่งกับการเมือง

เวที “ประเทศไทยจะไปทางไหน?” ที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มอบหมายให้ปลัดสำนักนายกฯ เป็นคนจัด ก็มาในรูปแบบเดียวกัน ที่อ่อนลงไปกว่าของที่กองทัพจัด คือ ตัวนายกฯ เอง ก็ไม่นั่งฟังอยู่ในที่เสวนา จึงไม่สามารถจะรู้ว่าข้อเสนอทางออกของบ้านเมือง ที่เชิญชวนให้ผู้คนมาเสนอนั้น จะได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลมากน้อยเพียงใด หรือไม่

เพราะหากว่าเป็นเพียงเวทีที่เชิญคนต่าง ๆ มาร่วมแสดงความเห็น แล้วไม่มีข้อสรุป ไม่มีการนำเสนอเป็นรูปธรรม ไม่มีการเปรียบเทียบ ว่า ข้อเสนอใดมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก็จะไม่ต่างอะไรกับเวทีสัมมนา ที่เป็นเพียง talking shop ซึ่งเป็นกิจกรรมของสังคมไทยที่ทำกันมาช้านาน และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของประเทศชาติแต่อย่างไร

การแสวงหาทางออกจากวิกฤติการเมืองครั้งนี้ ถูกจำกัดด้วยความเร่งด่วน เพราะเวลามีจำกัด ขณะที่มีประเด็นถกเถียงกันว่า การเลือกตั้งกับการปฏิรูปนั้น ควรจะจัดลำดับก่อนหลังอย่างไร

รัฐบาลก็เห็นด้วยว่าจะต้องมีการปฏิรูป เพราะประชาชนจำนวนมหาศาลที่ออกมาต่อต้านสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่นั้น ต้องการให้มีการปฏิรูป แต่รัฐบาลอ้างว่าต้องเลือกตั้งวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ส่วนเรื่องปฏิรูปนั้น ก็จัดเวทีฟังความเห็นกันไป ไม่เกี่ยวกันโดยตรง

ฝ่าย กปปส. ต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป ให้ตั้ง “สภาประชาชน” ขึ้นมา ทำเรื่องปฏิรูปให้เสร็จภายใน ๘-๑๒ เดือนก่อน แล้วจึงจะมีการเลือกตั้ง เพราะหากเลือกตั้งตอนนี้ ทุกอย่างก็จะกลับไปเหมือนเดิมอยู่ดี เรื่องคอร์รัปชัน ผลประโยชน์ทับซ้อน ทุนสามานย์ และ กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย ก็ยังไม่หายไปไหน

ฝ่ายที่ยืนยันต้องเลือกตั้งตามกำหนดการเดิม อ้างว่าต้องทำตามรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่เลือกตั้งวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ จะผิดรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล บอกว่า ไม่ได้ค้านเรื่องเลือกตั้ง ยังไง ๆ ก็ต้องมีการเลือกตั้งแน่ แต่ถ้าเลือกตั้งตอนนี้ความศรัทธาต่อสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” จะเสื่อมทรุด เพราะกติกายังเอื้อคนมีเงินและนักเลือกตั้ง จะไม่ได้สภาที่เป็นตัวแทนประชาชนเพื่อการ “ปฏิรูป” อย่างแท้จริง ดังนั้น เมื่อแก้กติกาตามความต้องการของประชาชนจากทุกภาคส่วนแล้วจึงจัดให้มีการเลือกตั้ง นั่นจึงจะทำให้ผู้คนมีความเลื่อมใสศรัทธาในเรื่องการหย่อนบัตรเลือกตั้ง

ประเด็นต่อมาก็คือ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ควรจะรักษาการตำแหน่งนายกฯ หรือไม่? มีการถกกันจากสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งบอกว่า นายกฯ ลาออกไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าทำไมจะลาออกไม่ได้

ฝ่ายที่เรียกร้องให้คุณยิ่งลักษณ์ ไม่ทำหน้าที่รักษาการนายกฯ ก็เพื่อแสดงสปิริต ให้การทำงานของรัฐบาลรักษาการ ไม่ต้องกลัวอิทธิพลของผู้มีอำนาจ จะได้คิดวิธีการ “เปลี่ยนผ่าน” ที่เป็นอิสระ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนผู้เรียกร้องการปฏิรูป

ความจริง คุณยิ่งลักษณ์ ก็ได้บอกต่อสาธารณชนแล้วว่า ไม่ยึดติดกับตำแหน่ง อะไรก็ตามที่จะทำให้เกิดความสงบในบ้านเมืองได้ ท่านก็พร้อมจะทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยุบสภาหรือลาออก

ดังนั้น ประเด็นนี้ก็ควรจะเป็นหัวข้อสำคัญของ “เวทีสาธารณะ” เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นเนื้อหาสาระเป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การร่าง “แผนที่เดินทาง” หรือ Road Map สำหรับประเทศไทย

และหากตกลงในหลักใหญ่ได้ ทุกฝ่ายพร้อมจะเสียสละเพื่อส่วนรวม นายกฯ ก้าวถอยไป (จะลาออกหรือลาพักอะไรก็ตามที) ตั้งคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายต่อต้าน ฝ่ายเอกชน วิชาการ กองทัพ เพื่อร่าง “สัตยาบันปฏิรูป” ให้พรรคการเมืองทุกพรรคลงนามเพื่อเป็น “สัญญาประชาคม” กับคนทั้งประเทศว่ารัฐบาลหลังเลือกตั้งจะต้องมีภารกิจหลักประการเดียว คือ “ปฏิรูปประเทศไทย” ด้วยการระดมความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เปิดเผย และ จริงจัง

ตามสัญญาประชาคมนี้ รัฐบาลหลังเลือกตั้ง (หากไม่มีการเลื่อนออกไป) จะต้องเป็น “รัฐบาลปฏิรูป” ที่บริหารประเทศด้วยกำหนดเวลาชัดเจน เช่น ๑ ปี ถึง ๑๘ เดือน เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายใต้กฎกติกาที่จะ “ยกเครื่องประเทศไทย” ได้อย่างแท้จริง

การเมืองของประเทศ ไม่มีคำว่า “ทางตัน” ...หากทุกฝ่ายนั่งลง แจกแจงประเด็นเห็นต่างทีละข้อ เอาที่เห็นพ้องกันก่อนได้ ส่วนประเด็นที่แย้งกันนั้น หากแต่ละฝ่ายยอมเสียสละจุดยืนของตัวเอง ผ่อนเกลียวเชือกคนละข้างกันได้บ้าง บ้านเมืองจะเข้าสู่โหมด “ปฏิรูป” ได้อย่างแน่นอน


จากนสพ.กรุงเทพธุรกิจ ๑๖ ธ.ค. ๒๕๕๖








"พวกหวังประโยชน์การเมืองกรุณาถอยให้พ้นทางประชาชน"
ปกรณ์


ตอนนี้สังคมไทยเหมือนอยู่บนทางสองแพร่ง...แพร่งแรกคือ ปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรให้ถูกกฎหมายและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

แพร่งที่สองคือ มุ่งหน้าสู่เลือกตั้ง แต่ก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่าพวกนักเลือกตั้งเมื่อได้อำนาจไปนั่งในสภาผู้ทรงเกียรติและทำเนียบรัฐบาลแล้ว จะเอาจริงกับการปฏิรูป

ริมทางทั้งสองแพร่งก็มีกองเชียร์แต่ละฝ่ายเฮ ๆ ฮึ่มๆ กันอยู่ ยังไม่รู้สุดท้ายสถานการณ์จะนำพาไปสู่จุดใด แต่ที่แน่ ๆ คือทั้งสองฝ่ายไม่ยอมลดราวาศอกกันเลย และมองอีกฝ่ายแบบเหมารวมเป็นศัตรูไปเสียหมด ซึ่งสาเหตุย่อมหนีไม่พ้นผลประโยชน์ทางการเมืองที่แต่ละฝ่ายจ้องอยู่นั่นเอง

ประชาชนทั่วไปก็ไม่พ้นเป็นแค่ “เหยื่อ” หรือ “เบี้ย” นี่คือสภาพจริงของสังคมไทยในยามนี้...

ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากใน“มวลมหาประชาชน”ไม่ได้ชื่นชอบหรือสนับสนุน คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เพราะก็รู้ ๆ พฤติกรรมแกอยู่ เสียงที่ออกมามากมายสนับสนุนให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน เช่น เสียงของเครือข่าย ๗ องค์กรภาคธุรกิจก็คงไม่ได้หวังช่วยพรรคประชาธิปัตย์ แต่สังคมคงเห็นแล้วว่าเมืองไทยนั้นถ้าไม่ปฏิรูปกันเสียทีก็ไม่รู้จะอยู่กันไปอย่างไร

ส่วนตัวผมไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเลือกตั้งวันที่ ๒ ก.พ.หรือเลื่อนออกไป (หากมีช่องทางตามกฎหมายแล้วไม่ทำให้ขัดแย้งกันมากขึ้น) แต่ก็ไม่อยากให้ฝ่ายที่สนับสนุนเลือกตั้ง มองฝ่ายที่อยากให้เลื่อน (ด้วยเจตนาดี) ในแง่ลบแบบติเรือทั้งโกลน

หากคิดว่าไม่เลือกตั้งสักครั้งแล้วบ้านเมืองจะล่มสลายก็เลือกไปเถิด เพียงแต่ควรฟังฝ่ายอื่น แล้วตรวจสอบข้างที่ตนเองสนับสนุนอยู่บ้าง โดยเฉพาะรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพราะการออกมาแสดงบทบาทของหลาย ๆ กลุ่มในบางช่วงบางเวลา เช่น นักวิชาการส่วนหนึ่งในสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย หรือ สปป. โดยอ้างว่าต้องยึดมั่นระบบรัฐสภา ต้องรักษารัฐธรรมนูญนั้น ตอนที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกระทำการหลายอย่าง ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำไมคนกลุ่มนี้ไม่เห็นเคยออกมาแสดงบทบาท

จริง ๆ หลาย ๆ คนควรช่วยกันออกมาประณามพรรคเพื่อไทยบ้าง ตอนที่กดบัตรแสดงตนแทนกัน ใช้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับปลอม หรือการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองชัดเจน ให้ ส.ว.ชุดใหม่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แล้วให้คนเก่าที่กำลังจะหมดวาระในเดือน มี.ค. ๕๗ ลงสมัครได้ด้วย

เขียนกฎหมายถึงขนาดตัดอำนาจการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้งฯ ที่ต้องแก้ไขใหม่ ทั้ง ๆ ที่เป็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญประเภทหนึ่ง ไม่ทราบว่าอย่างนี้เข้าข่ายงดใช้รัฐธรรมนูญด้วยหรือเปล่า

แต่กลุ่มที่รักเลือกตั้ง อ้างว่าหากไม่เลือกกลัวจะขัดกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ ตอนนั้นกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่ถ้าออกมาช่วยกันตำหนิวิจารณ์ สถานการณ์มันคงไม่ไหลมาไกลสุดกู่ขนาดนี้

หรือตอน ส.ส.พรรคเพื่อไทยผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษสุดซอย เร่งรัดปิดอภิปราย โหวตกันตอนตี ๓ ตี ๔ ชื่อร่างกฎหมายขัดกับหลักการและเนื้อหามาตราสำคัญแทบยกมาตรา อย่างนี้ไม่ผิดอะไรเลยหรือ ทำไมถึงนิ่งกันหมด

พฤติกรรมที่ผ่านมาเป็นแบบนี้ ผู้คนในสังคมจำนวนหนึ่งถึงหวาดระแวง และมองว่าที่แท้ก็ต้องการให้พรรคเพื่อไทยครองอำนาจไปเรื่อย ๆ ใช่หรือไม่

แน่นอนว่าบรรดากองเชียร์อีกด้านหนึ่งก็เหมือนกัน ควรตั้งคำถามเอากับพวก กปปส.บ้าง เช่น ตอนคุณสุเทพเคยอยู่ในอำนาจ เป็นรัฐบาลครั้งล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๒-๒๕๕๔ ระยะเวลาก็ไม่ได้น้อย แต่ก็ไม่เห็นทำอะไรที่ประกาศว่าอยากจะทำในตอนนี้เลย เช่น ปฏิรูปตำรวจ (แต่ยุคนั้นตำรวจพูดตรงกันว่ามีการปล่อยปละละเลยหาประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายมากที่สุดยุคหนึ่ง)

ผมคิดว่าพวกที่มีวาระผลประโยชน์ทางการเมืองซ่อนอยู่เบื้องหลังแบบนี้ ถอยฉากจากวิถีปฏิรูปของประชาชนบ้างน่าจะดี คุณสุเทพน่าจะส่งไม้ต่อให้คนอื่นที่มีความชอบธรรมกว่า อีกฝ่ายหนึ่งเขาจะได้ไว้ใจมากขึ้น

ส่วนพวกที่สนับสนุนให้เลือกตั้งวันที่ ๒ ก.พ.ก็ควรถอยสักก้าว ช่วยกันหากลไกมาบีบพวกนักการเมือง ที่เป็นนักเลือกตั้งให้ยอมเสียสละเพื่อบ้านเมืองบ้าง ปฏิรูปกันจริง ๆ เสียที

บ้านเมืองจะล่มสลาย รั้งท้ายอาเซียนอยู่ในขณะนี้มันเพราะใคร?


จากคอลัมน์ "แกะรอย"
นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ๑๖ ธ.ค. ๒๕๕๖








"ทำไมปูต้องทนเสียสละมากมายให้พี่แม้ว พี่อ้อ น้องโอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง
บนต้นทุนของสามีและน้องไปป์ด้วย???"
ไทยทน


หากมองสถานการณ์นี้ให้ลึกถึงหัวใจ น้องปู แม้ด้านหน้า จะต้องแสดงว่ารับได้ ไปได้ แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อมองเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา ปูก็คงอดนึกไม่ได้หลาย ๆ เรื่องดังต่อไปนี้

๑. ตั้งแต่ ๑๓ ปีที่แล้ว ก็หลอกให้เป็นโนมินีถือหุ้นแบบ “งกสิ้นดี” ตอนที่พี่แม้วจะเข้าสู่อำนาจ ถือหุ้นชินฯไม่ได้ เพราะจะผิดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องให้ปูเข้าไปร่วมถือหุ้นด้วย

เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๓ น้องปูได้รับการโอนหุ้นชิน ๒o ล้านบาทที่ราคาพาร์ โดยไม่ต้องชำระเงิน แต่ชำระเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน ๒o ล้านบาท ซึ่งแม้ไม่ได้ชำระคืนเงินจำนวนนี้เลยตลอดเวลาเกือบ ๓ ปี จนกระทั่งได้รับเงินปันผลจากหุ้นนี้เอง งวดแรก ๙ ล้านบาท ก็ต้องจ่ายคืนทั้งจำนวนในวันรุ่งขึ้น

แม้กระทั่งชำระแล้ว เงินในบัญชีน้องปูยัง “ติดลบ” ๑,๑๑o,๑๗๓.๘๒ บาท พี่อ้อก็ไม่ยอมให้เหลือไว้ ถ้า “แบ่งให้บ้าง” ก็เนียนแล้ว แต่ให้ซุกหุ้นอย่าง “งกจริง ๆ” เลย !

แล้วมันก็เลยผิดธรรมชาติของพี่น้อง ซึ่งน่าจะคืนได้ตามกำลัง ไม่ต้องคืนแม้จำนวนเงินในบัญชียังเป็นจำนวนลบ เพียงเพื่อเป็นการคืนปันผลทั้งจำนวนอย่างนั้น

พอน้องปูได้รับปันผลงวดที่ ๒ จำนวน ๑๓.๕ ล้านบาท ก็เลยสั่งจ่ายเช็คให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ในช่วงวันนั้น จำนวนเดียวกัน คือ ๑๓.๕ ล้านบาท แล้วขีดฆ่าจำนวนแก้ให้เป็น ๑๑ ล้านบาท เพื่อให้ครบยอดคืนหนี้ ๒o ล้านบาท

ตอนนี้ คนเขาเอามาเปิดโปง เป็นที่รู้กัน ขนาดฝ่ายค้านก็อภิปรายในสภาละเอียดเลย เห็นเช็คที่ขีดฆ่าแก้ตัวเลขเหลือ ๑๑ ล้านบาท ก็อ๊ายอาย บางคนคงถามว่า แค่นี้ตีเช็คใหม่ไม่ได้เหรอ

ก็บอกตรง ๆ ถือหุ้นแทน เป็นโนมินี เสี่ยงคุกแค่ไหน ก็ไม่เห็นได้อะไรสักบาท ปันผลเป็นสิบๆล้านบาท ก็ต้องคืนหมด เรื่องอะไรฉันต้องมาเสียค่าเช็คด้วย พอถูกเปิดโปงนี่ ก็อายจริง ๆ

แล้วส่วนต่าง ๒.๕ ล้านบาท น้องปูจ่ายเช็ค “เงินสด” วันเดียวกัน คืนจนหมด ก็ดันเอาเข้าบัญชี น.ส. พินทองทา ให้คนเข้าจับได้เป็นหลักฐานอีก พอถึงเวลาขึ้นศาลา ก็ให้โกหกศาลว่า เป็นการชำระเงินคืนค่าซื้อนาฬิกา ซึ่งเขาก็จับได้ว่า ค่านาฬิกาทำไมถึงเป็นจำนวนส่วนต่างเงินปันผลคงเหลือพอดี ในวันเดียวกับวันที่คืนปันผล

ถ้ารู้ตั้งแต่ต้น ให้จ่ายเช็คหลานพินทองทา โดยตรงเหมือนจ่ายพี่แม้ว ก็จะได้โกหกเนียนกว่าจ่าย “เงินสด” แบบนี้

๒. มารอบนี้ น้องปูก็ต้องสละชีวิตส่วนตัว และครอบครัว เพื่อพี่แม้วกับพี่อ้ออีก พี่แม้ว กลายเป็นคนบาปของสังคมไปแล้ว ด้วยมากมายหลายคดี จนต้องหนีคดีไปต่างประเทศ แต่ก็ต้องลากน้องปูมารับตำแหน่งแทน แม้รอบนี้จะได้เงื่อนไขที่ดี แต่คิด ๆ แล้ว ชักไม่คุ้มเลย แทนที่จะทำงานเอกชนสบาย ๆ ไม่ต้องร่วมขบวนโกงชาติ ไม่ต้องมีคนด่าว่า ไม่ต้องมีใครเปิดโปง ทั้งสามีและลูกชายสุดที่รักก็ต้องอึดอัดว่า ต้องเสียสละความเป็นส่วนตัว เสียสละชีวิต ไปเป็นหุ่นเชิด

...เวลาอ่านโพย แล้วไม่รู้เรื่อง คนเอามาล้อเลียนนี่ น้องปูก็อายเป็นนะ Overcome Secretary Clinton หรือ Thank You 3 times ทำให้ชาวไทยอายชาวโลก มันก็เจ็บปวดหัวใจน้องปูนะ

...เวลาก็ลูกกับสามีสบายๆก็เกือบไม่มี เครียดถึงบ้านบ่อยๆ อยู่ด้วยกัน ก็ไม่ค่อยมีเวลาที่มีอารมณ์สบายๆเหมือนแต่ก่อน เพราะ ทั้งสามี และ น้องไปป์ แต่ละคนที่น้องปูรัก ก็มีเพื่อนฝูงที่ทนไม่ได้แล้วกับครอบครัวชินฯ ของเรา เขาก็อึดอัด เราก็อึดอัด...เพื่อใครกัน !

…แล้วนี่ ที่ปรึกษาก็บอกว่า ให้เล่นบท “น่าสงสาร” แต่ถึงขั้นต้องลงทุนในส่วนของลูก คือ การเอาความเท็จใส่ร้ายโรงเรียนลูกว่ามีคนเป่านกหวีดใส่ลูก แม้ว่าโรงเรียนลูกปฏิเสธไปแล้วก็ตาม การที่จะได้พูดออกทีวีรวมการเฉพาะกิจทั่วประเทศกรณีบุตรชายได้รับผลกระทบทางการเมือง ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมกับมีน้ำตาคลอเบ้าว่า "ถ้าใครมีลูกก็คงเข้าใจ ถ้าไม่พอใจ ก็มาลงที่แม่เถอะค่ะ อย่าไปลงกับเด็กเลย" มันได้คะแนนสงสาร และพลังโกรธเกลียดได้ผลจริง ๆ

แม้โรงเรียนจะเปิดเผยความจริงแล้วว่า นั่นเป็นความเท็จ โรงเรียนยังให้เกียรติกับเด็กอย่างดี แต่ปูก็ต้องทนขมขื่น เอาเปรียบลูก ปล่อยให้แม่ใช้ความเท็จใส่ร้ายโรงเรียนของลูกต่อไป แม้เพื่อนๆยังให้เกียรติลูก แต่ก็คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า แม่น้องไปป์รักลูกยังไง จึงต้องใส่ร้ายสังคมของลูกอย่างนั้นด้วย แล้วๆลูกจะมองหน้าครูบาอาจารย์และเพื่อนๆอย่างสนิทใจไปได้อย่างไร ??

๓. นอกจากเสียสละชีวิตส่วนตัว และครอบครัว แล้ว ยังต้องเสียสละ “เตรียมตกนรก” เพื่อพี่แม้วกับพี่อ้ออีกเหรอ? ตอนชวนให้รับตำแหน่ง ก็บอกว่า โครงการต่าง ๆ ดีต่อคนยากคนจน น้องปูจะได้รับแต่เสียงคนสรรเสริญ ปูก็เลยออกไปหาเสียงตามโพย

... ปูบอกว่า จะกระชากราคาสินค้าลงมา แต่ชาวบ้านกลับเห็นว่า “ของแพงทั้งแผ่นดิน”

... ปูบอกว่า “เอาอยู่ ๆ” ตอนแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ต้องสะสมน้ำต่อให้เกี่ยวข้าวท้ายเขื่อน ก็ท่วมบรรลัยครั้งประวัติศาสตร์ คนไทยเสียหายมากมาย

...ปูทำแนวทาง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” จำนำข้าวตันละ ๑๕,ooo บาท ชาติกำลังจะขาดทุนกว่า ๔oo,ooo ล้านบาท

...ปูให้สภาฯผลักดัน พ.ร.บ. นิรโทษฯ กลายเป็นทำให้ประเทศเสียหลักกฎหมาย “นิติรัฐ” คามือปู ชาวบ้านไม่ยอมรับ ขัดแย้งกันมากมาย จะคืนเงินโกงชาติพี่ ๖ หมื่นล้านบาทก็คงไม่ได้ (แล้วก็ไม่มีส่วนแบ่งให้ปูด้วย พี่อ้อรวยคนเดียว)

...สภาก็ผ่าน พ.ร.บ. ก่อหนี้ ๒ ล้านล้านบาทแล้ว แก้มาตรา ๑๙o แล้ว รัฐบาลต่อไป พี่แม้วจะให้น้องนำขบวนโกงชาติอีกกี่แสนล้านบาท กี่ล้านล้านบาท ทำไมต้องเป็นน้องปูไปนำขบวนให้ด้วย ??

พี่แม้วอาจเลือดเย็น สร้างความโกรธเกลียด จนคนบ้าเลือด บุกโรงพยาบาล เผาควันรมโรงพยาบาล เอาคนมีอาวุธก่อการร้ายแล้วไปหลบหลังคนเสื้อแดงที่รักทักษิณให้เป็นโล่มนุษย์ ตั้งใจให้มีคนตาย หาศพ เพียงเพื่อได้คำใส่ร้ายว่า “สั่งฆ่า” ประชาชน พี่แม้วทำบาปกับแผ่นดินแม่อย่างนี้ น้องปูก็ว่าพี่ตกนรกแน่ ๆ แต่นี่ต้องให้ปูตกนรกไปด้วยจริงๆเหรอ ?

ขัดแย้งมาถึงวันนี้ ปูก็ต้องโกหกใส่ร้ายแผ่นดินแม่ และโรงเรียนลูก มากมายแล้ว ปูต้องเป็นคนไปลากแกนนำหัวรุนแรงมา เผชิญหน้ากันจนมีเด็กรามคำแหงเสียชีวิตไปแล้ว รอบหน้า มันจะขัดแย้งกว่านี้อีกเท่าไร ? ปูยังน่าจะมีชีวิตในโลกนี้อย่างมีความสุข ลูกๆควรอยู่ในประเทศไทยที่รักไปอีกนาน จะต้องให้เป็นเหมือนน้องโอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง เหรอที่คนที่เป็นพวกก็ครึ่งหนึ่ง แต่ต้องมีคนเกลียดชังเห็นว่าเป็นครอบครัวบาปอีกครึ่งหนึ่ง ครอบครัวพี่แม้ว พี่อ้อ (ตอนนั้นก็งกจัง) น้องโอ๊ค น้องเอม น้องอุ๊งอิ๊ง จะสู้ยังไง ก็สู้ไปก็แล้วกัน ? น้องปูไม่เห็นจะต้องสละครอบครัวไปมากกว่านี้อีกเลย และที่สำคัญ ต้องสละอนาคต ต้องตกนรกนิรันดร์กาลอย่างนั้นอีกเหรอ...ไม่เอาแล้วดีกว่า...น้องปูไม่เอาแล้วค้าาาาาาาา...

ไทยทนหวังว่า สิ่งที่ได้ถ่ายทอดออกมานั้น จะไม่เป็นเพียงความฝัน แต่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้จริง ๆนะครับ


จากคอลัมน์ "รักชาติด้วยใจอดทน"
นสพ.ไทยโพสต์ ๑๖ ธ.ค. ๒๕๕๖








"สภาประชาชน"
พิทยา ว่องกุล


ประชาชนไทยที่รวมตัวกันนับล้านๆ คน เพื่อขจัดระ บอบทักษิณ และปฏิรูปการเมืองนั้น เป็นกบฏ หรือ ปฏิวัติกันแน่ นักวิชาการบางคนของฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์เตลิดไปไกล โจมตี กปปส.ว่าทำการปฏิวัติแบบคอมมิวนิสต์ หวังปลุกผีที่ถูกจับใส่หม้อปิดฝาถ่วงน้ำไปแล้วขึ้นมาใหม่ เลยกลายเป็นเรื่องฮาครืนกันสนุก

หลายคนถามผมว่า กปปส.เป็นกบฏใช่ไหม? โดยอ้างหนังสือวิเคราะห์การเมืองรายสัปดาห์ฉบับหนึ่ง ตีพิมพ์เนื้อหาสาระเรื่องกบฏโค่นกบฏ นั่นคือ ฝ่าย กปปส.โจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์และเสียงข้างมากในรัฐสภาว่าเป็นขบฏ เพราะปฏิเสธคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญรองรับอำนาจนี้ไว้ ขณะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็กล่าวหาการชุมนุมของประชาชนที่ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงของรัฐบาล และออกแถลงการณ์ให้ข้าราชการไปรายงานตัวต่อ กปปส. ว่าเป็นกบฏเช่นกัน แล้วจึงสรุปว่าทั้งสองฝ่ายเป็นกบฏทั้งคู่

การหาคำตอบในทางรัฐศาสตร์ ผมเห็นว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นทั้งทรราช ขบฏและฝ่ายปฏิวิติ เพียงพูดแค่นี้ ผู้ถามปัญหา ก็มองหน้าอย่างฉงนสนเท่ห์ ผมเลยอรรถาธิบายโดยอิงกับทฤษฎี ตะวันตกว่า ธรรมชาติของมนุษย์มีความกลัวและความต้องการมากมาย ทั้งในด้านชีวิต ทรัพย์สิน ครอบครัว รวมไปถึงสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต มนุษย์จึงต้องมารวมกันเป็นสังคม แล้วกำหนดกฎระเบียบและหน้าที่กัน โดยธรรมชาติแล้ว กฎระเบียบและหน้าที่นี่แหละคือความมั่นคง (Trust) ในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม เหตุนี้เมื่อชนเผ่าหรือสังคมมารวมกันเป็นเมืองหรือรัฐ ประชาชน จึงมอบหมายให้มีบุคคลหนึ่งหรือคณะบุคคลปกครองบนหลักที่ชอบ ธรรมที่บัญญัติไว้เป็นกฎหมายที่ประชาชนเห็นชอบ หรือเป็นสัญญาประชา คม กฎหมายและการรักษากฎจึงเป็นอำนาจ "อธิปไตย" ของรัฐนั้น ๆ ใช้บังคับเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐเอาไว้

ยัง โบแดง นักปราชญ์ฝรั่งเศสเสนอไว้อย่างชัดเจนว่า หากมีผู้หนึ่งผู้ใดใช้อำนาจอธิปัตย์โดยไม่ชอบ หรือใช้อำนาจกระทำการให้บุคคลใด คณะใดได้ตำแหน่งทางการเมืองและปฏิบัติตนโดยไม่ ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมเป็นทรราช เหตุนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์แม้จะ ผ่านการเลือกตั้งจนได้เสียงข้างมากในรัฐ สภา แต่ถ้าหากใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ในฐานะรัฐบาลหุ่นของพี่ชาย มีการแต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงอย่างขาดหลักทำนองคลองธรรม มีการซื้อขายตำแหน่งราชการ ระดับสูง กระทำการคอร์รัปชันรูปแบบต่างๆ ใช้กฎหมายพื่อช่วยคนเสื้อแดงเฉพาะ ส่วน ใช้เสียงข้างมากในสภาเพื่อออกกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลความชอบธรรม เช่น กฎหมายนิรโทษกรรม กฎหมายกู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ตัวอย่างดังกล่าวสะท้อนความเป็น ทรราชของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่อยู่เหนือกฎ หมาย และใช้อย่างไม่ชอบธรรม

ส่วนกฎธรรมชาติของสังคมเป็นหลัก สำคัญในการพิจารณาว่า ใครเป็นผู้ก่อให้เกิด การปฏิวัติ (Revolution) หรือไม่ หลักคิดนี้ หมายความถึงการหาคำตอบให้ได้ว่า ฝ่ายใด หรือใครเป็นคนทำให้เกิดความระส่ำระสายในบ้านเมือง ความสงบ มั่นคงของสังคมถูก ทำลาย แล้วลุกลามกลายเป็นการใช้กำลังความรุนแรงหรือสงครามขึ้นมาก่อน ฝ่ายนั้นเป็นผู้กระทำการปฏิวัติในแนวคิดทางรัฐศาสตร์ของจอห์น ล็อก (John Locke)

"ปัญหามีว่า ใครจะเป็นผู้กำหนดว่า ทรัสต์ได้ถูกละเมิดหรือไม่ คำตอบคือประชา ชน ควรเป็นที่สังเกตด้วยว่า รัฐบาลที่ละเมิดฝ่าฝืนทรัสต์นั้นเองเป็นฝ่ายปฏิวัติ เพราะเป็น การทำให้ตนเองอยู่ในภาวะสงครามกับประชาชน ล็อกบอกว่า ในอดีตบุคคลบางคนตั้งตนเป็นฝักฝ่ายและก่อเรื่องยุ่ง แต่ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การจลาจลส่วนมากมีสาเหตุมาจากการละเมิดฝ่าฝืนทรัสต์ คนเรามีนิสัยหัวเก่าและจะยอมรับการทุจริต ผิดอำนาจหน้าที่ได้เป็นอันมาก ก่อนจะยอมทนกับความแกว่งไกวระส่ำระสายของการปฏิวัติ ประชาชนควรรอบคอบในการใช้สิทธิของตน แม้เมื่อรัฐบาลหนึ่งตั้งขึ้นมาด้วยกำลัง ความพยายามที่จะโค่นรัฐบาลนั้นก็ควรรอดูให้แน่นอนก่อนว่า รัฐบาลนั้นปฏิบัติหน้าที่ของตนดีเพียงไร อย่างไรก็ตาม ประเด็นอยู่ที่ว่าการใช้กำลังไม่ใช่เป็นเหตุผลสนับสนุนในตัวเอง แล้วยังคงต้องเข้าใจต่อไปด้วยว่า การโค่นรัฐบาลไม่ใช่การทำลายสังคม องค์กรสังคมยังคงมีอยู่ ที่อาจลงมือในทันที ทำการตั้งตัวแทนใหม่ที่มุ่งมั่นทำการตามหน้าที่ของตนมากกว่า" M.Judd Harmon, (เสน่ห์ จามริก แปล), ความคิดทางการเมืองจากเปลโต้ถึงปัจจุบัน, วิถีทรรศน์, ๒๕๕๔, หน้า ๓๕๖.)ในความหมายของจอห์น ล็อก ฝ่ายปฏิวัติเกิดจากรัฐบาลที่เผด็จการ บ้าอำนาจ ใช้อำนาจอธิปไตยอย่างเห็นแก่ตัว ละเลยปัญหาการทำหน้าที่ของรัฐ และใช้อำนาจละเมิดสัญญาประชาคมที่มีเจตนาสร้างความมั่นคงของรัฐ เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ทำให้เกิดปัญหาวิกฤติ โดยทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรมลงไป ดังนั้น ประชาชนมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะแข็งข้อ ถอดถอน ต่อต้าน และโค่นล้มรัฐบาลของตนลงไป เพื่อสร้างองค์กรรัฐที่เป็นตัวแทนใหม่ขึ้นทันที จึงไม่ใช่เป็นการทำลายสังคม และไม่ใช่เป็นขบฏดังมีผู้เข้าใจผิด หากตรงกันข้ามกัน ประชาชนเป็นผู้ปกป้ององค์รัฏฐาธิปัตย์ ทวงคืนอธิปไตยที่มอบให้ตัวแทนมาเป็นของตัว เพื่อรักษาชาติบ้านเมืองเอาไว้

ตามหลักทฤษฎีของจอห์น ล็อก เราสามารถมองเห็นว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เป็นหุ่นเชิดของระบอบทักษิณ ได้กระทำตนละเมิดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญและจารีตการปกครองรัฐไทย กระทำการละเมิดหน้าที่การเป็นตัวแทนตามกฎหมาย โดยใช้ไปอย่างผิด ๆ เช่น หน้าที่รัฐบาลและเสียงข้างมากในหลายด้าน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม กลายเป็นการช่วยเหลือและทำลายระบบยุติธรรม ในการนิรโทษฯ คนเสื้อแดงที่เผาบ้านเผาเมือง ผู้สั่งการ และนิรโทษกรรมความผิดอาญาหรือแพ่งของ น.ช.ทักษิณ ชินวัตร คดีวิสามัญฆาตกรรมกว่า ๒,๕oo ศพที่ต้องสงสัยยาเสพติด มีความพยายามออกกฎหมาย หรือกำหนดโครงการใหญ่ในการกู้หรือลงทุนของรัฐ โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบความโปร่งใส ความพยายามใช้สื่อทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันยุติธรรม องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการใช้กองกำลังนอกระบบอำนาจรัฐ เคลื่อนไหวข่มขู่คุก คามประชาชนฝ่ายตรงกันข้าม กดดันศาล การปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญของรัฐบาลและรัฐสภา ฯลฯ อันแสดงเจตนาว่า รัฐบาลและระบอบทักษิณละเมิดเจตจำนงของประชาคมไทย เจตจำนงรัฐธรรมนูญ และมุ่งสู่การรวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จ เพื่อสร้างรัฏฐา ธิปัตย์ของระบอบทักษิณ ที่ไม่ใช่ของประชาชน ทั้งแสดงอำนาจความรุนแรงหลายครั้ง รวมถึงใช้กฎหมายความมั่นคง เอื้อให้กองทัพตำรวจสลายการชุมนุมตามสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ก่อให้เกิดความระส่ำระสายขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคม ซึ่งหมายถึงรัฐบาลเป็นฝ่ายปฏิวัติต่อประชาชน เป็นขบฏและเป็นทรราชครบ ถ้วนในตัวเองอย่างร้ายแรง ประชาชนมีสิทธิโดยธรรมชาติที่จะทวงคืนอำนาจ โค่นล้ม และจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชั่วคราวโดยผ่านจารีตเดิม โดย เสนอรายชื่อบุคคลขึ้นเป็นรัฐบาลชั่วคราว เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในหลวง และเสนอให้มีการจัดตั้งสภาประชาชนขึ้นได้ โดยอาศัยอำนาจประชาธิปไตยทางตรง ดังนั้น ประชาชนจึงไม่ใช่เป็นฝ่ายปฏิวัติ และเป็นขบฏแต่อย่างไร? เพราะไม่ได้ใช้กองทัพประชาชนต่อต้านด้วยความรุนแรงหรือสงคราม

"จอห์น ล็อก และคนอื่นๆ ในกลุ่ม 'สิทธิธรรมชาติ' ถือว่า คนโดยธรรมชาติมีสิทธิในชีวิต อิสรภาพ และทรัพย์สิน และว่ารัฐบาลที่ไม่ให้ความคุ้มครองสิทธิเหล่านี้ให้ดี สมควรหมดอำนาจ" (อ้างแล้ว, หน้า ๑๒.) และโค่นล้มได้

หลายคนอาจจะงงว่า ทำไมการเคลื่อนไหวของประชาชนไทย โค่นล้มระบอบทักษิณ ทำไมผมไม่เรียกว่าเป็นการปฏิวัติของประชา ชน เหตุผลเพราะเป็นการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมที่ประชาชน ไม่ได้ใช้กองกำลังอาวุธหรือสงครามกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์เพื่อยึด อำนาจรัฐ หากแต่รัฐบาลเป็นฝ่ายปฏิวัติต่อประชาชนก่อน โดยใช้ กำลังความรุนแรงต่อประชาชนที่ชุมนุมกันหลายครั้ง และประชาชน ได้เคลื่อนไหวทวงคืนอำนาจอธิปไตยของตนคืนมา ซึ่งแตกต่างกับบท เรียนในอดีต เช่น วี.ไอ.เลนิน ผู้นำพรรคบอลเชวิก เห็นความ ทุกข์ยากระส่ำระสายของชาวรัสเซีย จึงซ่องสุมผู้คนและประกาศยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการลุกขึ้นสู้ในเมืองของชนชั้นกรรมาชีพ จับอาวุธขึ้นประกาศเจตจำนงทำสงครามโค่นล้มรัฐบาลพระเจ้าซาร์ลงไป เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ จึงเรียกว่าการ ปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ หรือกรณีเหมาเจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิว นิสต์จีน ศึกษาวิเคราะห์สังคมจีน แล้วกำหนดยุทธศาสตร์ชนบทล้อมเมือง โดยเป็นฝ่ายประกาศก่อสงครามด้วยอาวุธกับชนชั้นศักดินา นายทุน และรัฐบาลจีนสมัยนั้น โดยอาศัยกำลังชาวนาเป็นสำคัญ ภายหลังจึงกระทำการได้สำเร็จ เป็นการปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยหรือการปฏิวัติของชาวนา จากการศึกษา ประวัติศาสตร์ เราจะพบว่า นิยามความหมายของปฏิวัติในทางรัฐศาสตร์นั้น คือภาวะความระส่ำระสายของประชาชนหรือสังคม อันนำไปสู่ความรุนแรงโดยการใช้กำลังหรือสงคราม เพื่อเปลี่ยน แปลงภาวะนั้น ส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลที่ทรยศต่อสัญญาประชาคม เป็นผู้ก่อปฏิวัติด้วยกำลังความรุนแรงหรือสงครามกับประชาชนก่อน

เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์สังคมไทย ยุคระบอบทักษิณครองเมือง รัฐบาลหุ่นยิ่งลักษณ์ได้กระทำความผิดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ละเมิดกฎหมาย หรือร่างกฎหมายเพื่อประโยชน์นายใหญ่และกลุ่มตน เป็นขบฏโดยไม่เคารพคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญดังได้กล่าวมาแล้ว ในทางตรงกันข้าม การเคลื่อนไหวของ กปปส.ที่ต่อต้านรัฐบาล ก็เป็นปฏิบัติการทวงคืนอำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยสันติวิธี จึงไม่ใช่เป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงด้วยความรุนแรง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่อาจกล่าวหาว่า กปปส.และมวลมหาประชาชนว่าก่อการปฏิวัติ หรือเป็นขบฏได้เลย เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดของรัฏฐาธิปัตย์นั่นเอง

ขณะเดียวกัน การขยายตัวเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมในชื่อต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ ที่มีหลายกลุ่ม และกลุ่มต่อต้านระบอบทักษิณได้เกิดขึ้นในทุกจังหวัด บางจังหวัดมีคนเข้าร่วมมาก-น้อยต่างกันไป แต่ในกระบวนการสร้างพลังทางสังคม ถือว่าผู้นำของแต่ละกลุ่มเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จากปฏิบัติการคัดสรรของประชาชนแต่ละแห่ง ประสานเข้ากับผู้นำโดยธรรมชาติจากสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ที่แสดงบทบาท และเจตนารมณ์เดียวกัน ดังนั้น ผู้นำโดยธรรมชาติที่มารวมกันเป็น กปปส. ในกรุงเทพฯ ผู้นำสาขาวิชาชีพ และระดับจังหวัด จึงเป็นการเกิดขึ้นขององค์กรการเมืองใหม่ที่มาจากหลากหลาย แต่มีเจตนารมณ์ร่วมเดียวกัน เป็นองค์กรใหม่ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มีลักษณะเป็นตัวแทนเจตนารมณ์ร่วมของประชาชนและมีเอกภาพเดียวกันทางการเมือง ซึ่งมุ่งขจัดระบอบทักษิณเพื่อปฏิรูปการเมืองใหม่นั่นเอง

โดยเฉพาะองค์กรนำโดยธรรมชาติ ได้รับฉันทามติของประชา ชนไทยกว่า ๕ ล้านคนที่สามารถเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ได้ จำนวนประชาชนนี้ในทางยุทธศาสตร์แล้ว กล่าวได้ว่า เป็นอำนาจรัฐที่ประชาชนทวงคืนจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ทรงพลานุภาพที่สุด กองทัพตำรวจที่เป็นเครื่องมือของรัฐบาลไม่อาจรับมือได้ หากนายใหญ่หรือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์สั่งปราบปรามประชาชน หรือใช้กลุ่มคนเสื้อแดง หรือชายชุดดำทำร้ายผู้นำโดยธรรมชาติ ซึ่งต่อสู้ด้วยหลักอหิงสา จะ นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงทั่วประเทศ กองทัพตำรวจจะถูกล้อมด้วยพลังมวลมหาประชาชน และจะได้รับผลตอบแทนที่สูญเสียอย่างมิอาจประเมินได้ แม้แต่กลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่อาจหลีกพ้นกฎเกณฑ์นี้ จนยากที่จะระรานใครได้อีกต่อไป ดังเช่นดีเจคนเสื้อแดงระดมคนไปปิดล้อมอดีตแกนนำคนเสื้อแดงที่สำนึกถึงความจริง หันมาอยู่กับประชาชน ดังนั้น เมื่อคนเสื้อแดงไปล้อมบ้านเขาที่อุบลราชธานี หวังใช้ความรุนแรงลงทัณฑ์ ก็ปรากฏประชาชนในอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียงระดมกันไปช่วย จนกลุ่มคนเสื้อแดงต้องล่าถอยกลับไปในที่สุด

นี่เป็นการปรับเปลี่ยนด้านกำลังและอำนาจโดยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้ กปปส.มีฐานะเป็นองค์อธิปัตย์ของมวลมหาประชาชนไปโดยปริยาย แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่จะดำรงอยู่ชั่วคราว หรือจะมีบทบาทหน้าที่อย่างไร ขึ้นอยู่กับ กปปส.กำหนดตัวเอง และขึ้นอยู่กับ "อำนาจรัฐที่เป็นกลไกอำนาจรัฐ ได้แก่ ทหาร ๓ เหล่าทัพและตำรวจ" ซึ่งกุมอาวุธและการใช้ความรุนแรงอยู่ในมือ จะมีท่าทีอย่างไรต่อ กปปส. แต่หากประเมินจำนวนประชาชนเกือบ ๖ ล้านคนที่แสดงออกสนับสนุน กปปส. มาจากครอบครัวที่มีสมาชิกราว ๔ คน ปัญหารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะสั่งทหารเข้าปราบ ยากจะสำเร็จ และจะเกิดโศกนาฏกรรมใหญ่หลวงติดอันดับโลก การสูญเสียพินาศของบ้านเมืองยากจะประเมินได้ ซึ่งกองทัพคงไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาล ดังจะเห็นฝ่ายทหารยืนยันอย่างหนัก

แน่นว่ายืนข้างประเทศไทย

การตัดสินใจของ ๓ เหล่าทัพเข้าร่วมเป็นภาคส่วนสนับสนุนการปฏิรูปการเมือง และจัดตั้งสภาประชาชน หากเร็วเท่าใด ก็จะทำให้ปัญหาความขัดแย้ง และการแก้ไขข้อบกพร่องของการเมืองไทยลดลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จากการอ่านข้อคิดเห็นของนายทหารบางคน นายทหารหลายคนเห็นถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่นักการเมืองล้อมกรอบกองทัพ หวังเปลี่ยนแปลงและยึดอำนาจในกองทัพเอาไว้ ทำให้ฝ่ายทหารพบว่า การปฏิรูปการเมือง และปลดพันธนาการของนักการเมืองต่อกองทัพ จะเป็นโอกาสพัฒนาความเข้มแข็งของกองทัพได้ โดยผ่านสภาประชาชน และเพียงทำให้กลไกอำนาจรัฐนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการประชาชน อำนาจอธิปไตยก็จะเป็นของประชาชนอย่างสมบูรณ์

ในมุมมองเรื่องอำนาจอธิปไตยที่กลับคืนมาบางส่วน ขณะนี้ทำ ให้ฝ่ายประชาชนสามารถตั้ง "สภาประชาชน" ด้วยการใช้ "อำนาจประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy)" ได้ทันที หากแต่เจตนารมณ์ประชาชนที่ยึดมั่นในจารีต การปกครองระ บอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และยังยึดโยงกับรัฐธรรมนูญปี ๕o อยู่ ดังนั้น กปปส.จึงต้องรอคอยปฏิบัติตามขั้นตอน ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ลาออกจากนายกรัฐมนตรีรักษาการ เพื่อจะได้ใช้มาตรา ๗ ต่อไป แต่รัฐบาลก็แก้ด้วยใช้วิธีถ่วงเวลา แถลงว่าจะดำเนินการเลือกตั้งต่อไปตามกำหนด ๒ กุมภาพันธ์นั้น คาดหวังว่าจะอาศัยอำนาจต่างๆ ช่วยให้ได้เสียงข้างมากกลับเข้าสภาอีกครั้งหนึ่ง และใช้เวลายืดเยื้อยาวนานนี้สลายม็อบตามไปด้วย ทั้งที่ความจริงแล้ว กปปส.สามารถที่จะจัดตั้งสภาประชาชนได้ ๓ เงื่อนไข

๑. เมื่อกองทัพประกาศเข้าร่วมปฏิรูปการเมืองด้วย กปปส.ก็ประกาศผลการทวงอำนาจคืนจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เจตนารมณ์ และ ดำเนินการจัดตั้งองค์กรตัวแทนใหม่โดยอาศัยอำนาจอธิปไตยของประชาชนได้ ทั้งให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการทูลเกล้าฯ ถวายเสนอนายกรัฐมนตรี หรือรายชื่อสมาชิกสภาประชาชน รวมไปถึงการขอพระราชทาน

๒. จัดตั้งสภาประชาชน โดยประยุกต์สภาประชาชนเอเธนส์มาใช้ ที่เรียกว่า Ecclesia (เอคเคลเซีย) ในทางทฤษฎีประกอบด้วยราษฎรชายหญิงทั้งหมดที่อายุเกิน ๒o ปีขึ้นไป ปีหนึ่งประชุมไม่กี่ครั้ง โดยถือว่าเป็นผู้แทนเจตจำนงอันสูงสุดของประชาชน หรือประชามติในประเด็นสำคัญ

กปปส.สามารถจัดตั้งสภาประชาชนลักษณะนี้ขึ้นได้ โดยเรียก ร้องให้ประชาชนนับล้านๆ คนมาลงมติโดยตรง ในต่างจังหวัดก็กระ ทำควบคู่ได้เช่นกัน มีการน้ำเสนอขอเจตจำนงอันสูงสุดของประชา ชนในเรื่องสำคัญกว้างๆ เช่น ขอมติให้ปฏิรูปการเมืองสำเร็จก่อน มีการเลือกตั้ง มติยอมรับให้อำนาจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกทวงคืน และหมดภาระหน้าที่ไป ขอประชามติที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๕o หรือยกเลิกไป โดยให้แต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่าน การเลือกสรรของประชาชนมาทำหน้าที่ หรือการจัดตั้งองค์กรดำ เนินงานปฏิรูปการเมือง รวมไปถึงประชามติในการยอมรับให้รัฐบาลบริหารต่อไปหรือไม่? ฯลฯ เป็นต้น สภาประชาชนนี้อาจกำหนดในรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนจำนวนนับล้านคนออกมาปลดนายกรัฐมนตรี ประธานสภา หรือมีมติแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่รัฐบาลและรัฐสภาก่อ โดยให้มีผลบังคับตามเจตนารมณ์ของประชาชนในทางปฏิบัติจริง ต้องพ้นหน้าที่ไป

๓. สภานิติบัญญัติ มาจากประชาธิปไตยตัวแทนที่เลือกเข้าไปทำหน้าที่ด้านกฎหมาย หลังจากปฏิรูปการเมืองใหม่แล้ว

ถ้าหากเรายอมรับความจริงว่า ในระบอบประชาธิปไตยไทย ๘o ปี คงจะมีบุคคลที่เจ้าเล่ห์ ร้ายบริสุทธิ์ไม่กี่คนเท่านั้นที่เกิดมาสร้างปัญหาวิกฤติบ้านเมืองสุด ๆ แปร รูปให้รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาอย่างดีกลายเป็นสามานย์ ด้วยความด้านหนาของเสียงข้างมากในรัฐสภา จิตใจขาดหิริโอตตัปปะ นี่เป็นชะตากรรมที่เกิดขึ้น คู่กับโอกาสที่ทำให้คนไทยสำนึกทางการเมืองสูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และโยงไปสู่การพัฒนารุ่ง เรืองในอนาคต ด้วยการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ในยุคนี้.

ผู้นำโดยธรรมชาที่มาวมกันเป็น กปปส. ในกรุงเทพฯ ผู้นำสาขาวิชาชีพและระดับจังหวัดจึงเป็นการเกิดขึ้นขององค์กรการเมืองใหม่ที่มาจากหลากหลายแต่มีเจตนารมณ์ร่วมเดียวกัน เป็นองค์กรใหม่ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มีลักษณะเป็นตัวแทนเจตนารมณ์ร่วมของประชาชนและมีเอกภาพเดียวกันทางการเมืองซึ่งมุ่งขจัดระบอบทักษิณเพื่อปฏิรูปการเมืองใหม่นั่นเอง


จากคอลัมน์ "เตือนภัยโลกไร้พรมแดน"
นสพ.ไทยโพสต์ ๑๖ ธ.ค. ๒๕๕๖



บีจีและไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2556
0 comments
Last Update : 19 ธันวาคม 2556 22:17:52 น.
Counter : 1221 Pageviews.


haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 138 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.