ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง
มาร์คจ้างเนชั่นเชียร์คุ้มทุ่มซื้อโฆษณาทีวีพุ่งแต่เจอเสื้อแดงบอยคอตหนักขาดทุนบักโกรก

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 สิงหาคม 2552

มาร์คกับหยุ่นเหมือนผีเน่ากับโลงผุ ต่างฝ่ายต่างตอบแทนกันสาใจ ใช้เงินภาษีของหลวงทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุ-อีเว้นต์เครือเนชั่นยอดโตพรวด16% สวนทางกับค่ายอื่นๆที่ยอดโฆษณาทีวีติดลบส่วนวิทยุทรุดฮวบ13% คู่หูนรก กนก-ธีระตอบแทนแสนคุ้มอุ้มรัฐบาลสุดลิ่มกระทืบทักษิณ-เสื้อแดงมิดดิน ขนาดพระยังไม่เว้นถลกจีวรด่าหากขวางทางสื่ออัปยศกับรัฐบาลอัปลักษณ์ แต่ยอดขายหนังสือพิมพ์หล่นเหวเจอเสื้อแดงบอยคอต ยอดขายสายเหนืออีสานร่วงต้องขนกลับกองพะเนิน พลิกสถานการณ์จากเคยกำไรมาขาดทุนบักโกรก110ล้าน ขณะที่เปลวไทยโพสต์ได้อานิสงส์แห่งแรงเชียร์โฆษณาสำนักนายกฯหราหน้า1

มาร์คตอบแทนเนชั่นสาใจ ทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุโตพรวดสวนกระแสภาพรวมที่ทรุดฮวบ

เครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งมีนักเล่าข่าวผ่านโทรทัศน์อย่างกนก-ธีระ ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาเชียร์รัฐบาล และถล่มฝ่ายทักษิณและเสื้อแดงอย่างออกหน้าออกตา ได้สร้างความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวงให้กับวงการ เมื่อแจ้งว่าผลดำเนินงานครึ่งปีแรกนั้น มีรายได้จากการโฆษณาทางทีวีและวิทยุพุ่งพรวดพราดขึ้นถึง 16 % ในขณะที่ภาพรวมของการซื้อโฆษณาผ่านทางทีวีของเจ้าอื่นๆลดลง 0.95%ขณะที่ยอดซื้อโฆษณาผ่านสื่อวิทยุลดลง 13.34% ในงวด 7 เดือนแรกของปีนี้

แต่ยอดงบรวมพลิกมาขาดทุนบักโกรก เหตุเสื้อแดงบอยคอตยอดขายนสพ.ทรุดฮวบ

อย่างไรก็ตามแม้จะได้สปอนเซอร์รายใหญ่จากรัฐบาลที่เกื้อหนุนกันแบบต่างตอบแทน แต่ในงวด6เดือนปีนี้เนชั่นก็ยังขาดทุน เพราะยอดโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ทรุดหนัก เพราะยอดขายตกฮวบฮาบ โดยมีรายงานว่ายอดขายสายเหนือสายอีสานที่ต่อต้านรัฐบาลและสื่อไร้จรรยาบรรณอย่างเนชั่นเป็นไปอย่างเข้มข้น ทำให้มีหนังสือพิมพ์กลับมากองพะเนิน ส่งผลให้เอเยนซี่ถอนโฆษณา ทำให้ภาพรวมของงบงวดครึ่งปียังคงขาดทุนต่อเนื่อง ดีว่าได้รัฐบาลอุ้มช่วยซื้อโฆษณาทางทีวี-วิทยุให้

ทั้งนี้เนชั่นแจ้งสรุปฐานะการเงินรวมของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์งวดครึ่งปีนี้ว่า งบการเงินรวมของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยสำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

ทั้งนี้เพราะรายได้จากการขายและบริการลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 35

ยอดซื้อโฆษณาตีปี๊บผลงานรัฐบาลแซงโค้ก-โตโยต้า-มือถือสวนทางภาพรวมทรุด

ตอนที่รัฐบาลแถลงผลงาน6เดือนนั้น ผลสำรวจของโพลล์ออกมาว่าได้แค่คาบเส้น ทำให้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผลงานรัฐบาลมีมากแต่คนไม่ค่อยรู้เพราะอ่อนประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ดีมีรายงานว่ารัฐบาลไม่ได้อ่อนประชาสัมพันธ์เลย กลับใช้เงินโฆษณาสูงติดอันดับ2เหนือกว่าโค้ก และโตโยต้า หรือบริษัทขายโทรมือถือยัษ์ใหญ่เสียอีก ไทยโพสต์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี เปิดเผยว่า 7 เดือนแรกปีนี้ รวมตัวเลขเดือน ม.ค.-ก.ค.มีการซื้อสื่อโฆษณารวม 49,472 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง 4.3%

แบ่งเป็นสื่อทีวี 29,302 ล้านบาท ลดลง 0.95% สื่อวิทยุ 3,378 ล้านบาท ลดลง 13.34% สื่อหนังสือพิมพ์ 7,510 ล้านบาท ลดลง 13.82% สื่อนิตยสาร 2,895 ล้านบาท ลดลง 12.75% สื่อโรงภาพยนตร์ 2,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66% สื่อกลางแจ้ง 2,351 ล้านบาท ลดลง 5.58% สื่อระบบขนส่ง 1,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.14% สื่ออินสโตร์ 471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.51% และสื่ออินเทอร์เน็ต 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85%

นีลเส็นยังได้รายงานตัวเลขการซื้อสื่อโฆษณาในเดือน ก.ค.2552 ก็พบว่า บริษัทธุรกิจและองค์กรที่ซื้อสื่อโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ 507.12 ล้านบาท พีแอนด์จี 211.54 ล้านบาท สำนักนายกรัฐมนตรี 160.04 ล้านบาท ไบเออร์สดร๊อฟ 113.84 ล้านบาท และโตโยต้ามอเตอร์ 105 ล้านบาท ส่วนโค้ก,เป๊บซี่,บริษัทมือถือไม่ติด5อันดับแรกแต่อย่างใด

การที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีการใช้เงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของยอดโฆษณาทั้งหมดเป็นเงินกว่า 160 ล้านบาท ถือว่า เพิ่มขึ้นสองเท่าจากเดือนมิถุนายนที่ใช้เงินโฆษณาไป 76 ล้านบาท

แค่สองเดือน สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เงินโฆษณาไปแล้วกว่า 236 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ใช้ไปเท่าไรแล้ว ใครอยากรู้คงต้องไปขอข้อมูลจาก เอซี นีลสัน

ยอดการใช้เงินโฆษณาของ สำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ใน อันดับ 3 รองจาก ยูนิลิเวอร์ และ พีแอนด์จี มากกว่า ไบเออร์ รถยนต์โตโยต้า โคคาโคลา และมากกว่า เอไอเอส ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่เกือบเท่าตัว เห็นไหมว่าสำนักนายกฯใช้เงินโฆษณามากมายขนาดไหนแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนยังสู้ไม่ได้ แล้วจะมาบอกว่า รัฐบาลอ่อนประชาสัมพันธ์ ได้อย่างไร

นี่แค่งบโฆษณาของหน่วยงานเดียวเท่านั้น ยังไม่นับเงินโฆษณาของกระทรวงต่างๆ ที่ทุ่มงบโฆษณากันอีกมากมาย รวมทั้ง กรุงเทพมหานคร มีการโฆษณาตามสื่อทุกวัน โดยมี รัฐมนตรี และผู้ว่าฯ กทม. เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากันตรงๆ เลย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีแต่ละคน ยังมีการใช้งบ จ้างเอเยนซีโฆษณา และจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ แยกเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก ขนาด รัฐมนตรีว่าการ กับ รัฐมนตรีช่วย ก็ยังจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์แยกกันเลย ของใครของมันเพื่อใช้เผยแพร่งานของตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงสื่อและมวลชนให้มากที่สุด ตรงนี้ไม่รู้ใช้งบประมาณไปอีกกี่ร้อยล้านบาท

จ้างประชาสัมพันธ์มืออาชีพมาทำงานกันมากมายขนาดนี้ แล้วยังจะมาบอกว่ารัฐบาลอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ คงฟังไม่ขึ้น

เมื่อนับรวมเม็ดเงินทั้งหมด ที่รัฐบาลใช้ไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 160 กว่าล้านบาท

ด้วยเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนี้ คะแนนนิยมของรัฐบาลน่าจะพุ่งขึ้นไปสูงลิ่ว แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม ประชาชนรับรู้ผลงานของรัฐบาลแค่ไม่กี่เรื่อง นักธุรกิจและนักวิชาการให้คะแนนรัฐบาลแค่สอบผ่านด้วยความเกรงใจ

รัฐบาลประเคนเงินโฆษณาให้สื่อกระแสหลักช่วยเชียร์ตอบแทนเนชั่น-ไทยโพสต์สาสม

เงินงบโฆษณาพวกนี้ก็ไปเข้าทางพวกสื่อกระแสหลักที่เป็นพรรคพวกรัฐบาลที่คอยเชียร์รัฐบาล และกระทืบฝั่งทักษิณนั่นแหละครับ หลักๆก็เครือเนชั่นที่รายงานมายังตลาดหลักทรัพย์ว่า ครึ่งแรกปีนี้ยอดขายสิ่งพิมพ์ตก เพราะพวกเสื้อแดงเลิกอ่านแอนตี้ แต่กำไรมาโป่งตรงโทรทัศน์ทั้งช่องเนชั่น และช่องอื่นๆที่เนชั่นไปทำรายการ

โฆษณาจากรัฐบาลมาทั้งทางตรงคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ มาทั้งรูปแบบอีเว้นต์ที่เนชั่นเข้าไปเหมาหมด ตั้งแต่เป็นพิธีกรเวทีงานเล็กงานใหญ่ ถ่ายทอดสดออกเนชั่น ได้กันเป็นกอบเป็นกำ

จึงไม่แปลกที่คนเนชั่นที่ส่งไปจัดรายการตามฟรีทีวีทุกช่อง จะเก็บอาการไม่ค่อยได้ในการเชียร์รัฐบาลโจ่งแจ้ง และกระทืบเสื้อแดง กระทืบทักษิณจมธรณี

อย่างวันที่17สิงหาคมที่เสื้อแดงถวายฎีกา สื่อที่เต็มไปด้วยอคติอย่างนักเล่าข่าวเครือเนชั่นก็ออกมาสับแหลกผู้ยื่นฎีกาตามเคย โดยคู่หูนรกเนชั่น กนก รัตน์วงศ์สกุล กับธีระ ธัญไพบูลย์ ใส่อารมณ์อย่างดุเดือดถึงกลุ่มพระสงฆ์ที่ร่วมลงชื่อในการถวายฎีกาจำนวน 3,429 รูป โดยมุ่งเป้าไปที่พระมหาโชว์

นายธีระกล่าวว่า พระส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมถวายฎีกาเดินทางมาจากนครราชสีมา เข้าพักที่วัดสวนแก้วของพระพยอม กัลยาโณ ที่สนับสนุนทักษิณและพวกเสื้อแดง จากนั้นมีพระดร.มหาโชว์ ทัสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ชั้นนำของประเทศ นำหน้าขบวนฎีกา ซึ่งนายกนกเสียดสีว่า"ไม่ค่อยดีน๊า มีพระนำนี่ เหมือนงานศพยังไงก็ไม่รู้" จากนั้นก็สับแหลกว่ามหาเถรสมาคมก็ทำอะไรไม่ได้ บอกว่าไม่ได้ผิดวินัย แต่ตนเห็นว่าไม่สมควร เพราะจะเกิดการต่อต้านพระดร.มหาโชว์ แล้วจะพลอยต่อต้านมหาจุฬาฯไปด้วย เดี๋ยวจะเดือดร้อนแบบเดียวกับพระพยอมที่คนไปทำบุญลดลง

เปลว สีเงิน ไทยโพสต์ได้ยาดีด่าพระยับ

ขณะที่ไทยโพสต์ สื่อที่เต็มไปด้วยอคติ และช่วงนี้มีโฆษณาจาก"สำนักนายกรัฐมนตรี"ขึ้นปกหน้า1ตรงติดกับหัวหนังสือพิมพ์ และมีโฆษณาจากกระทรวงพาณิชย์ลงประจำ หลังป๋าเปลวไปเขียนเชียร์รัฐมนตรีเจ้าของอ่างโพไซดอนอย่างออกนอกหน้า ก็ได้ตีพิมพ์บทความของเปลว สีเงิน บริภาษพระสงฆ์ยับเยินดังต่อไปนี้

จะมีที่ขัดหู-ขัดตาอยู่บ้างก็ตรง "หัวโล้น-ห่มเหลือง" ในคราบสงฆ์ กลุ่มหนึ่ง นอกรีต-นอกรอย ร่อนจีวรมาเอากะเขาด้วย หวังช่วยโจรทักษิณ!

เช้าออกบิณฑบาต เที่ยงมาชุมนุม บ่ายเดินขบวนยื่นฎีกา เย็นค่ำจัดวิทยุด่ารัฐบาล งานจ็อบ-รับจัดพิธีเดรัจฉานวิชา ต่อชะตา ตัดกรรมไปตามเรื่องตามราว พระคุณเจ้ายุคนี้ ดำเนินวิถีเป็นอย่างนี้ไปแล้วหรือ?

ความเป็นสงฆ์สาวก สุปฏิปันโน พระผู้ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ หายไปทางไหนหมด จะเหลือให้เห็นก็เป็นดั่งสมณสารูปเยี่ยงนี้หรือ?

ถ้าฝ่ายฆราวาสก็ถือว่า "ธุระไม่ใช่" ฝ่ายสงฆ์ก็อุเบกขาเฉโก "ทำเป็นไม่สนใจ" ก็จงระวังเถอะครับ พุทธศาสนาที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จะเดินสู่เส้นทางเดียวกับพุทธศาสนาในอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.๑๗๐๐

ถูกเผาเรียบทั้งวัด ทั้งพระสงฆ์ ทั้งพระธรรมคัมภีร์ และทั้งพุทธศาสนา "สูญพันธุ์" ไปจากอินเดียนับจากวันนั้น จนถึงทุกวันนี้!

ถ้าใครบอกว่า ตำหนิพวกหัวโล้น-ห่มเหลือง ระวัง...จะตกนรก ผมก็อยากจะบอกว่า ถ้าต้องตกนรกจริงๆ จากการท้วงติงพวกจกเปรต ผมยินดีตก ดีกว่าจะปล่อยให้บ้านเมือง-พระพุทธศาสนา "รก-ไปด้วยกาฝากเหลือง"

ก็นี่แหละครับผลงาน(หว่านเงินซื้อ)ประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ขนาดนรกจะกินกบาลก็ไม่เกรงกันเลยทีเดียว

พี่น้องประชาชนคนเสพสื่อก็คงได้แต่เจ็บกระดองใจกันไปตามระเบียบ ทนไม่ไหวก็อย่าดูอย่าอ่านเลยครับสื่อพรรค์นี้ ปากบอกมีอุดมการณ์ แต่มูมมามยัดห่ากันตาเหลือก แต่ดันไปชี้หน้าว่าคนนั้นคนนี้เลว

พระเจ้ายังไม่รู้จักเว้น เวรกรรมคงมาถึงไม่ช้า ทั้งคนซื้อและคนขายโฆษณา เอางบปวงประชาไปถลุงกัน ที่สำคัญยังปากคาบคัมภีร์เที่ยวสั่งสอนใครต่อใคร ประทานโทษ ขอ”ถุย”ซักที คงจะไม่ว่ากัน

การนินทา การแดกดัน และการสมคบคิด (กับ “สื่อ” อย่างเดอะเนชั่น)

Gossip, innuendo and conspiracy (or “journalism” at The Nation)
August 20, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

เมื่อประมาณ ๑๐ วันที่ผ่านมา โพลิติคอลพรีซันเนอร์อินไทยแลนด์ (พีพีที) ได้ลงบทความการวางแผนอย่างน่าทึ่งจากหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น เรากล่าวไว้ว่า สื่อไม่สมควรลงข่าวบางข่าวและบางคอลัมน์ เราได้ชี้ว่า การโจมตีตัวบุคคล และการกล่าวหาอย่างลอยๆ กลายเป็นเรื่องปกติของเดอะเนชั่น

บทบรรณาธิการของเดอะเนชั่นที่เราได้แสดงความเห็นนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนการสมคบคิดเพ้อเจ้อกันครั้งใหญ่ หรือจะพูดสั้นๆว่า เดอะเนชั่นได้อ้างในเวลานั้นว่า ทั้งทักษิณ ชินวัตร เสื้อแดง เสื้อน้ำเงินของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้ร่วมกันกับองคมนตรี “ที่น่าสงสัย” จำนวนหนึ่ง และผู้ทรยศบางคนในพรรคประชาธิปัตย์ (โดยเฉพาะคนพิเศษอย่างรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ) ร่วมกันวางแผนอยู่เบื้องหลังเพื่อทำลายนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ซึ่งเข้าข้างทางฝ่ายสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตร) โดยอาจใช้การลงชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกา “ขอพระราชทานอภัยโทษ” ให้กับทักษิณ และทำนายว่าจะเกิดความรุนแรงขี้น เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่าง..อาจจะเป็น “การปฏิวัติประชาชน” หรือการทำรัฐประหาร

พีพีทีไม่พบหลักฐานใดๆที่เดอะเนชั่นอ้าง เราคิดว่าการลงข่าวลือและการวางแผนอย่างลับๆในเรื่องนี้ ในฐานะของ “สื่อ” สิ่งพิมพ์ ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงๆจังๆหรือไม่ว่าทำไปได้อย่างไร พีพีทีได้แต่เฝ้าสงสัยว่า ทำไมเดอะเนชั่นถึงได้แสดงเจตนาว่าอยากเป็นสื่ออย่างพวกแท็บลอยด์ (สื่อที่ใส่สีตีไข่ เต้าข่าว โดยใช้แต่เรื่องซุบซิบ ข่าวลือที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเอาแต่การเสียดสี)

ขณะนี้ นายธนง ก้านทอง ตัวการวางแผนของเดอะเนชั่น ทำตัวเยี่ยง “สื่อ” อย่างแท็บลอยด์ โดยลงบทความใหม่ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับคนอ่าน (วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒): “สะกัดกั้นเหตุการณ์ไม่ให้เกิดวิกฤติไปได้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ยังคงมีตามมา”) ทำเอาคนอ่านแทบจะหยุดหายใจกับทฤษฎีสมคบคิดที่ตัวเองตั้งขี้นมา นายธนงอ้างว่า “รัฐบาลของอภิสิทธิ์เกือบเอาตัวไม่รอดจากวิกฤติของการยื่นถวายฎีกา” กองทัพได้มีการเตรียมพร้อม สิ่งเดียวที่ทำให้รัฐบาลอยู่รอดก็คือ การที่พวกเวรเสื้อแดงไม่ได้สร้างความรุนแรง

เกิดอะไรขี้นล่ะ เสื้อแดง “ได้พยายามข่มขู่ราชวงศ์อีกครั้ง” แท้จริงแล้ว “เบื้องหลังการลงชื่อถวายฎีกาจะหมายความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกเสียจากว่า จะเป็นการกระทำเพื่อปลุกปั่นด้วยความไม่ยี่ระ เพื่อผลทางการเมืองที่แอบแฝงอยู่” แอบแฝงหรือ แน่ล่ะ เพราะนายธนงเดาว่า “การยื่นถวายฎีกาถูกคิดขี้นมาเพื่อใช้ข่มขู่ราชวงศ์ กองทัพจะได้ใช้อ้างเป็นเหตุผลที่จะออกมาปฎิบัติการ โดยข้ออ้างง่ายๆเพียงยกความผิดให้เสื้อแดงที่บังอาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แผนการนี้คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่มีการประทะกันนองเลือดในวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้าระดับแกนนำเสื้อแดงผู้วางกลยุทธบางคนส่งสัญญาณ และมีทหารออกมา นั่นแหละ เสื้อแดงจะตกเป็นเหยื่อของการปราบปรามจากทหาร”

สำหรับนายธนงแล้ว เสื้อแเดงเป็นแค่เบี้ยที่แกนนำจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือได้ทุกเมื่อ แกนนำซึ่งเห็นแก่ได้และต้องการที่จะให้กองทัพออกมาปราบ เพื่อให้ตัวเองได้กลับเข้าไปมีอำนาจอีก” นายธนงได้อธิบายเพิ่มเติมว่า แกนนำเสื้อแดงได้รับรางวัลเนื่องจากพวกเขา “ได้ค่าแรงในความเหนื่อยยากด้วยเงินมากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ในการระดมรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกา”

นายธนงไม่มีหลักฐานใดๆ ผู้อ่านที่มีเหตุมีผลจึงเชื่อแน่ว่านายธนงได้แต่งเรื่องขี้นมาเอง นายธนงไม่เคยพยายามที่จะบอกให้ผู้อ่านทราบว่าทำไมการปฎิบัติการถึงล้มเหลว ทำไมไม่เกิดความรุนแรง แต่ก็ช่างเถอะ เพราะนายธนงจะพยายามแต่งเรื่องขึ้นมาใหม่อีก เพื่อให้ได้ผลอย่างเดิม

ด้วยความที่กลัวว่าหัวหน้าพรรค คือนายเนวิน ชิดชอบ จะถูกตัดสินว่ากระทำความผิดในคดีกล้ายาง ทางพรรคภูมิใจไทยจึงได้ยื่นเสนอการขอนิรโทษกรรมให้กับ “นักการเมืองทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากการทำรัฐประหารของกองทัพในปี พ.ศ.๒๕๕๐” พีพีทีคงตกข่าวเรื่องการทำรัฐประหารในปีนั้นแน่เลย หรือนายธนงอาจหมายถึงการทำรัฐประหารในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ที่นายธนงอ้างว่า เป็นสาเหตุให้เกิดความแตกแยกมากขี้น และเป็นเรื่องที่เขาอ้างว่า กลุ่มที่ร่วมสมคบคิดกันต้องการให้เกิดการทำรัฐประหารในตอนนี้ และฝ่ายเสื้อเหลืองจะกลายเป็นเบี้ย เพราะพวกเขาจะออกมาประท้วงการนิรโทษกรรม นายธนงไม่ได้อธิบายว่า ถ้าเสื้อเหลืองเป็นเบี้ยแล้ว แกนนำเสื้อเหลืองจะได้รับเงินตอบแทนมากขนาดไหน

นายธนงบอกอภิสิทธิ์ว่า อภิสิทธิ์ “ไม่ควรอยู่นิ่งเฉย” นายธนงยอมรับว่าเขาไม่ได้เป็นหมอดูที่ทำนายได้แม่น: “ผมทายว่ารัฐบาลชุดนี้อาจอยู่ได้ไม่ถึงเดือนสิงหาคม แต่ดูเหมือนว่าเดือนสิงหาคมนี้ไม่มีเหตุการณ์วิกฤติเกิดขี้น ” แต่ให้ระวังเอาไว้ก็แล้วกัน “นายกรัฐมนตรีให้ระวังอันตรายในเดือนตุลาคม ซึ่งรัฐบาลอาจจะอยู่หรือไปในเดือนนั้น” ไม่แน่นะ การทำนายของนายธนงในครั้งนี้อาจไม่ผิดพลาดก็ได้ ทำไมต้องเป็นเดือนตุลาคมล่ะ ใครจะไปรู้ แต่นายธนงบอกกับผู้อ่านว่า “รัฐบาลถังแตก” ด้วยสาเหตุนี้ (และการสมคบคิด) “นายกอันเป็นที่รักของเราจะยิ่งถูกกดดันหนักยิ่งขี้น”

ทำไมพีพีทีจึงได้เสียเวลามาเสนอเกี่ยวกับสื่อต่ำๆพรรค์นี้ เป็นคำถามที่ดี ตามที่เราได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า ครั้งหนึ่งเดอะเนชั่นเคยเป็นหนังสือพิมพ์ที่คนอ่านเชื่อถือได้ แล้วเป็นไปได้หรือในตอนนี้ คงไม่ได้หรอก ถึงแม้ว่ามาตราฐานของหนังสือพิมพ์นี้ตกต่ำลง และฐานะทางการเงินที่กำลังสั่นคลอน แต่ยังคงมีแสงสว่างโผล่ให้ได้เห็นบ้าง (เช่น ช้างน้อย นักข่าวที่น่าคิดถึงอย่างที่สุดนายประวิตร โรจนพฤกษ์ และผู้สื่อข่าวทั่วๆไปบางคน) แต่สำหรับนายธนงคนเดียวเท่านั้นที่ควรถูกประณาม ที่ลดตัวเข้าไปเกลือกกลั้วกับข่าวที่เสนอจากความรู้สึก จากการเต้าข่าว จากการนินทา จากข่าวลือที่ลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเอาแต่เรื่องเสียดสีและเหน็บแนม การเดาสุ่ม การคาดเดา การเพ้อฝัน

การเขียนข่าวจากความรู้สึกและการแสดงความเห็นแบบมั่วๆนี้ ไม่ใช่วิสัยของความเป็นสื่อ ซึ่งผู้อ่านควรจะได้รับความเคารพมากกว่านี้

ที่มาภาษาไทย liberalthai.wordpress.com


Create Date : 23 สิงหาคม 2552
Last Update : 23 สิงหาคม 2552 18:56:39 น. 2 comments
Counter : 323 Pageviews.

 
ดีพี่ให้มันลงมาสู่ประชาธิปไตยสักที


โดย: rugby34 วันที่: 23 สิงหาคม 2552 เวลา:19:53:08 น.  

 
บทคัดลอกจากบางส่วนจากอนุสารที่คอยตีพิมพ์ของคุณสุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์ เรื่อง “10 เหตุผลที่ ..นอกจากไม่อภัยโทษทักษิณ?”

1) ทักษิณ ..เริ่มเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544

2) เกิดปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล (เกิดหลังจากมีรัฐบาลทักษิณ)

3) เกิดการรวมตัว สนธิ+สมาพันธ์ต่างๆ ..เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ..(เสื้อเหลือง)

4) เกิด นปก. นปช. (สีแดง) ทักษิณสร้างกลุ่มเสื้อแดงขึ้นมาต่อต้านคนเสื้อเหลือง และฝ่ายตรงข้าม

5) เกิดการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และเกิด คมช.

6) เกิดความแตกแยกของคนในชาติ

หากไม่มีคนและเหตุการณ์ในข้อ 1 ก็จะไม่มีคนและเหตุการณ์ในข้อ 2 ถึงข้อ เพราะมีคนและเหตุการณ์ในข้อ 1 จึงมีคนและเหตุการณ์ในข้อ 2 ถึงข้อ 6 นช.ทักษิณ คือต้นเหตุความแตกแยกของคนในชาติ

เศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นเศรษฐกิจขนาดเล็ก มูลค่าเงินจึงเล็กด้วย เงินที่ไหลออกจากประเทศไทย จึงไม่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโลก

ในปี 2000 เกิดการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ของประเทศสหรัฐอเมริการุนแรง Nasdaq Index ตกไป 78 เปอร์เซ็นต์ ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 ของโลก มูลค่าเงินเหรียญสหรัฐจึงมากที่สุดในโลก การพังทลายของตลาดหุ้น ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น และไหลออกไปท่วมประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่งผลให้สกุลเงินต่างๆ ตลาดหุ้นประเทศต่างๆ และทุนสำรองฯ ของประเทศต่างๆ สูงขึ้น

ราคาทองคำ เงิน เหล็ก สังกะสี ดีบุก แพลตินั่ม ฯลฯ ราคาสูงขึ้น

ราคาน้ำมันปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ต่างๆ สูงขึ้น

ราคาสินค้าเกษตร ยางพารา ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง ฯลฯ ราคาสูงขึ้น

ราคาและมูลค่าสิ่งต่างๆ ที่กล่าวนี้ ไม่ได้สูงขึ้นที่ประเทศไทยที่เดียว แต่สูงขึ้นทั่วทั้งโลก แล้วก็ขึ้นไปสูงสุดในปลายปี 2007 จากนั้นราคาสินค้าและบริการทั้งหลายทั้งปวงก็พังทลายลงตลอดปี 2008 เศรษฐกิจทั้งโลกฟุบลงเป็นประวัติการณ์ ฟุบถึงต้นปี 2009 แล้วจึงเกิดการฟื้นตัวทางเทคนิคตามมา เหตุการณ์ทั้งหมด World funds อยู่เบื้องหลัง สวมรอยควบคุม สวมรอยปั่น

สังเกตช่วงเวลา ..ช่วงเวลาของรัฐบาลทักษิณคือ 2001-2006 (2544-2549)

ตลาดแนสแดค และค่าเงินเหรียญสหรัฐเริ่มพังทลายในปี 2000 รัฐบาลทักษิณมาในช่วงปี 2001 เป็นช่วงที่เงินจากอเมริกาไหลออกมาท่วมโลก และท่วมประเทศไทยพอดี

ข้อมูลเหล่านี้ เรานำมาเป็นข้อมูลพิจารณาสถานะและฝีมือการบริหารงานของอดีตนายกฯ ทักษิณได้ นั่นคือ

1) ค่าเงินบาท ตลาดหุ้น และทุนสำรองเงินตราของประเทศไทยสูงขึ้น ไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาลทักษิณ

2) การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ หมดในกลางปี 2006 ไม่ได้เกิดจากฝีมือการบริหารประเทศของรัฐบาลทักษิณ เงินที่ไหลเข้าประเทศไทยที่เกิดจากการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้ทุนสำรองฯ สูงขึ้น ทำให้สามารถนำไปใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด ประเทศอินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ ที่เข้าโครงการไอเอ็มเอฟในเวลาใกล้เคียงกันกับประเทศไทย ก็สามารถใช้หนี้หมดก่อนกำหนดเช่นเดียวกัน

ถ้ามีฝีมือจริง หนี้สาธารณะที่มีอยู่ 3.4 ล้านล้านบาท ก็ควรจะทำให้ลดลงด้วย แต่ปรากฏว่าหนี้สาธารณะของประเทศไม่ลด หนี้ครัวเรือนก็อยู่ที่ระดับสูง ทั้งหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนต่างเกิดจากความผิดปกติของระบบ ความผิดปกติของระบบยังคงอยู่ จะส่งผลให้หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนในอนาคตในรัฐบาลต่อมาสูงขึ้นอีก

3) ราคายาง ราคาสินค้าเกษตรต่างๆ ที่สูงขึ้น ไม่ใช่เกิดจากฝีมือการบริหารประเทศของนายกฯ ทักษิณเช่นเดียวกัน

4) อบายมุข อบายมุขทุกชนิดคืออาชีพที่ไม่ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มและเกิดความเจริญแก่ระบบ เป็นการเอารัดเอาเปรียบระบบ เอารายได้จากอบายมุขมาช่วยการศึกษา ส่งเด็กด้อยโอกาสไปเรียนต่างประเทศ (เกินความจำเป็น) เอามาช่วยการกีฬา เอามาช่วยการกุศล

เอา 'อกุศล' มาช่วยงาน 'กุศล' อยากได้กุศลมากเท่าใด ก็ต้องสร้างอกุศลมากเท่านั้น เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง (มิจฉาทิฐิ) การสร้างงานด้วยอบายมุขเป็นงานที่ผิดศีลธรรม ไม่ว่าสลากกินแบ่ง หวยบนดิน และหวยออนไลน์ (มิจฉาอาชีวะ) การออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รัฐเสียหายเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ทุกวันนี้ไม่ทราบเงินไปอยู่ที่ไหน ใช้ไปอย่างไร

5) ทัวร์แจกเงิน ทักษิณเป็นคนที่ขยันทัวร์ไปตามจังหวัดต่างๆ มากกว่านายกฯ คนใดเรียกว่าทัวร์นกขมิ้น ไปค้างคืนที่ศีรษะอโศก ก่อนลากลับขอถวายเงินแก่ท่านสมณโพธิรักษ์ ตามกฎของชุมชนอโศก ทำให้รับเงินที่ขอถวายไม่ได้ มีการหาทางออก เพื่อไม่ให้เกิดการเสียหน้า โดยให้มอบเป็นทุนการศึกษาแก่โรงเรียนสัมมาสิกขาลัย ภายหลังทางชุมชนทราบว่า เป็นเงินจากกองสลากฯ จะนำเงินมาคืน ทางผู้ที่เกี่ยวข้องไม่รับคืน

เชื่อว่าเงินกองสลากที่หายไปเกือบ 4 หมื่นล้านบาท น่าจะอยู่ที่การใช้จ่ายกับทัวร์นกขมิ้นส่วนหนึ่ง หรือทัวร์หว่านเงิน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถูกยึดทรัพย์เพราะนำเงินจากกองสลากฯ ไปใช้ผิดประเภท

6) เศรษฐกิจจริงของรัฐบาลทักษิณ (Real economy) ดีด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รมว.คลังในรัฐบาลทักษิณ บอกว่าอีก 4 ปี จะทำงบประมาณแบบสมดุล ชี้บอกว่างบประมาณจะสมดุลในรัฐบาลใหม่ ฟังแล้วฟังดี แต่ดีเพียงคำพูด งบประมาณรัฐบาลทักษิณขาดดุลทุกปี งบประมาณในรัฐบาลที่ผ่านๆ มาก็ขาดดุลทุกปีเช่นกัน ไม่เป็นไปอย่างที่ดร.สมคิดพูด 4 ปีสร้าง 4 ปีซ่อม เป็นเพียงวลีชวนเชื่อ

7) ความยากจน -1 สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณสูงขึ้น จากที่เงินทุนไหลเข้า ทำให้มีการใช้เงินแบบมือเติบ ขาดวินัยด้านการเงินและการคลัง ปรับโครงสร้างข้าราชการ ทำให้เกิดหน่วยงานและตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นและซ้ำซ้อน ยกฐานะการศึกษา ยกสถาบันราชภัฏทั่วประเทศขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย ขึ้นเงินเดือนข้าราชการหลายรอบ ทำให้เงินคงคลังติดลบ ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ต้องขายทรัพย์สินของกระทรวงการคลังออกเป็นจำนวนมาก

ช่วงรัฐบาลทักษิณเอารัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 5 แห่งเข้าตลาดหุ้น ได้แก่ ปตท. (PTT) อสมท (MCOT) ท่าอากาศยานไทย (AOT) ไทยออยล์ (TOP) ปตท.เคมิคอล (PTTCH) ปตท.ไอพีโอที่ราคาต่ำ นักการเมืองและผู้อุปการคุณได้ประโยชน์จากการนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้เงินคงคลังดีขึ้น ต้องขายทรัพย์สินและหนี้สินอื่นๆ ของรัฐออกมาอีก คนไทยยุคทักษิณยากจน ไม่มีเงินซื้อ ต้องขายให้ต่างชาติ ขายจนกระทั่งต่างชาติเอามาตั้งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ได้ถึง 2 ธนาคารคือ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และยูโอบี ธนาคารทั้ง 2 นี้ ต่างชาติถือหุ้น 99 เปอร์เซ็นต์ทั้ง 2 ธนาคาร

8) ความยากจน -2 บริษัทในกลุ่มปตท. มีทั้งหมด 7 บริษัท (ปี 2549) มีตำแหน่งกรรมการทั้งหมด 161 ตำแหน่ง มีกรรมการรวมกัน 70 คน หลายคนมีหลายตำแหน่ง มีเงินเดือน และเงินตอบแทนประจำปี คนละ 10-25 ล้านบาท (เป็นผู้บริหาร 10 ปี จะมีรายได้ 100-250 ล้านบาท) ผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 204,561 คน ปี 2550 มีกำไรสุทธิรวม 177,935 ล้านบาท ประมาณว่าครึ่งหนึ่ง 88,968 ล้านบาท จ่ายเป็นปันผลให้กระทรวงการคลัง (หรือประชาชน 64 ล้านคนได้ประโยชน์) อีกครึ่งหนึ่ง 88,968 ล้านบาท จ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้น 2 แสนคน

กล่าวโดยสรุป กลุ่ม ปตท.ขูดรีดราคาพลังงานไปจากประชาชน 64 ล้านคน เอาไปแบ่งปันให้ผู้บริหาร 70 คน และผู้ถือหุ้น 204,561 คน ผู้บริหารกลุ่ม ปตท.ที่มีรายได้ปีละ 10-25 ล้านบาท เป็นผู้อนุมัติสปอนเซอร์ตามสถานีวิทยุและโทรทัศน์ต่างๆ โฆษณาให้ชาวบ้านที่อดอยาก ไม่มีจะกิน ให้ประหยัดการใช้น้ำมัน และเป็นอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง
9. การขายชาติ วิกฤตเศรษฐกิจจากการพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2537 ทำให้ประเทศไทยประสบภาวะเศรษฐกิจที่รุนแรง ทำให้สินทรัพย์ของประเทศตกเป็นของต่างชาติอย่างที่ไม่มีทางเลี่ยง ส่วนตัวทักษิณกลับทำให้เกิดการขายสมบัติชาติมากขึ้น แก้กฎหมายการถือครองธุรกิจโทรคมนาคมจากต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ยกเลิกสัดส่วนกรรมการที่เป็นต่างชาติจากไม่เกิน 1 ใน 4 (25 เปอร์เซ็นต์) ให้ต่างชาติเป็นกรรมการ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจชินคอร์ป ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ AIS แล้วปั่นราคาชินคอร์ปขึ้นมาขายให้กองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ เป็นการขายวงโคจรดาวเทียมของชาติให้สิงคโปร์

กรณีการขายสิทธิการบินของ (ไทย) แอร์เอเชีย (วันที่ 8 สิงหาคม 2546) ชินคอร์ปถือหุ้น 50% แอร์เอเชียมาเลเซียถือหุ้น 49% และทัศพล แบเลเว็ลด์ ถือหุ้น 1% แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัทไทยแอร์เอเชีย หลังจากมีการขายชินคอร์ปให้สิงคโปร์ต้นปี 2549 ทำให้ไทยแอร์เอเชียถือหุ้นโดยต่างชาติ 99 เปอร์เซ็นต์ทันที ส่งผลให้ไทยแอร์เอเชียกระทำผิด พ.ร.บ.การเดินอากาศไทย พ.ศ. 2497 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2542 ที่ระบุว่าสายการบินสัญชาติไทย ต้องมีนิติบุคคลไทยและมีบุคคลธรรมดาถือหุ้นอยู่ไม่น้อยกว่า 51% ..ภายหลังมีการตั้งนอมินีคนไทยมาซื้อหุ้นไทยแอร์เอเชียส่วนที่เป็นของชินคอร์ป 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ความผิดก็เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว

แทนที่ทักษิณจะให้การบินไทย ร่วมหุ้นกับแอร์เอเชียของมาเลเซีย แต่กลับเอาไปให้ธุรกิจส่วนตน (ชินคอร์ป) มาร่วมทุนกับมาเลเซีย ทำธุรกิจแข่งกับการบินไทย แย่งเส้นทางการบินไทย ลดค่าบริการการจอดที่สนามบินลง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยสูญเสียรายได้ คือตัวอย่างหนึ่ง จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่ที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน

ท่าเรือแหลมฉบังของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ลงทุนสูงกว่าสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 1 แสนล้านบาท ..ปี 2547 ทักษิณก็ยกเป็นสัมปทานให้กลุ่มบริษัท ฮัทชิสัน พอร์ต โฮลดิ้ง ของนายลีกาชิง มหาเศรษฐีฮ่องกง ที่ชนะการประมูลท่าเรือ 6 แห่งต่ำมาก เพียง 60,000 ล้านบาทระยะเวลา 30 ปี นายลีกาชิง คาดหมายค่าขนส่งทางทะเลได้เหนือทักษิณ จากช่วงต้นที่นายลีกาชิงประมูลท่าเรือแหลมฉบังได้ ดัชนีค่าระวางเรือ (BDI) อยู่ที่ระดับ 3,000 จุด ต่อมาอีก 4 ปี ค่าระวางเรือสูงขึ้นทะลุ 10,000 จุด ประเทศไทยได้ค่าสัมปทานต่ำสุด แต่นายลีกาชิงมั่งคั่งขึ้นผู้เดียว

ทรัพย์สินของคนไทยต้องเป็นคนไทย เศรษฐกิจแบบพอเพียง คือมีสัมมาอาชีวะ มีอยู่มีกินตามอัตภาพ การขายวงโคจรดาวเทียม การขายโทรศัพท์มือถือ การขายสิทธิการบิน การให้สัมปทานกิจการท่าเรือแหลมฉบัง การให้เช่าหรือการขายที่นาให้ต่างชาติ จะเป็นการกระทำของนายทุนที่มีความโลภจัด เอารัดเอาเปรียบระบบ ขายสมบัติชาติ เพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่เป็นไปตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

การขายดังกล่าวไม่ใช่การขายสินค้าให้ต่างชาติ แต่เป็นการขายทุน (ที่ใช้ผลิตสินค้า) ของชาติให้ต่างชาติ ข้อกล่าวหาต่อทักษิณขายชินคอร์ป ไม่ใช่ขายชินคอร์ปโดยไม่เสียภาษีให้ประเทศชาติ ข้อกว่าวหาที่แท้จริงคือการขายชาติ

“ทุนของโลกาภิวัตน์ไม่มีพรมแดน” เป็นข้ออ้างของ นช.ทักษิณ ของคนที่เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เป็นการโฆษณาลวงให้เชื่อว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว ชอบธรรมแล้ว ในการขายชาติ เอาเงินเข้ากระเป๋าตนเอง ซึ่งไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อระบบ ความมั่งคั่งเป็นของส่วนบุคคล ทำให้ความมั่นคงของชาติเสียหาย

ความผิดปกติของโลกทุนนิยม จะทำให้สินทรัพย์ของคนในชาติตกเป็นของต่างชาติมากขึ้น เหตุที่เกิดกับสถาบันการเงินของไทย ก็ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด ว่าให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ สถาบันการเงินของไทยส่วนใหญ่ตกเป็นของต่างชาติเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยกลับถูกซ้ำเติมการขายชาติจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรอีก

การทุจริตโครงการจัดซื้อที่ดินมูลจากกองทุนฟื้นฟูฯ (ที่ดินรัชดาฯ) ทุจริตการจัดซื้อกล้ายาง ทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร และเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด CTX โครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และการให้เงินกู้โดยทุจริตของผู้บริหารธนาคารกรุงไทย คือพฤติการณ์ทุจริตประพฤติมิชอบ

..แก้ไขสัญญาข้อตกลงลดส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepaid) ..แก้ไขสัญญาข้อตกลงปรับเกณฑ์การตัดส่วนแบ่งรายได้ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ..ตราพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม และได้มีมติคณะรัฐมนตรีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อประโยชน์แก่บริษัท แอดวานส์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (AIS) ทำให้รัฐเสียหายรวม 103,034 ล้านบาท

..ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เช่าและลงทุนระบบคลื่นความถี่ดาวเทียมของบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) โดยไม่จำเป็น ทำให้รัฐเสียหาย 700 ล้านบาท

สั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการของบริษัทชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ..อาศัยการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำผลประโยชน์ของชาติแลกเปลี่ยนบุกเบิกตลาดธุรกิจดาวเทียมให้แก่สายธุรกิจดาวเทียมในเครือบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพิ่มมูลค่าธุรกิจดาวเทียมของบริษัทชิน แซทเทลไลท์ แก้กฎหมายการถือครองธุรกิจโทรคมนาคมจากให้ต่างชาติถือครองธุรกิจคมนาคม ไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ยกเลิกสัดส่วนกรรมการต่างชาติ จากไม่เกิน 1 ใน 4 เป็นต่างชาติเป็นกรรมการได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ชินคอร์ปฯ เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความร่ำรวยผิดปกติ

คนส่วนหนึ่งเข้าใจว่า มันเป็นสมบัติของทักษิณ มันเป็นความสามารถของทักษิณ เป็นสิทธิที่จะทำได้ เป็นคนไทย ต้องรักประเทศไทย รักคนร่วมชาติ ไม่เอารัดเอาเปรียบคนในชาติ ไม่โกหกหลอกลวงคนในชาติ เรื่องการรักษาสมบัติของชาติ (ของคนในชาติ) ให้เป็นของคนไทย คือปรัชญาที่ถูกต้อง จึงได้มีกฎหมาย ไม่ให้ต่างชาติถือครองสินทรัพย์ของประเทศเกิน 10 - 25 เปอร์เซ็นต์ และต้องหาทางไม่ให้ต่างชาติถือครองสินทรัพย์ของไทยเกิน 10 - 25 เปอร์เซ็นต์ การแก้ไขกฎหมายให้ต่างชาติถือหุ้นหรือสินทรัพย์ไทยไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นความไม่ถูก เป็นความเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวของนายทุนแต่อย่างเดียว ซึ่งคนประเภทนี้มีไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ของคนในชาติ ที่คิดขายชาติ เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองตลอดเวลา














การตัดสินของศาลชัดเจนเป็นไปอย่างเปิดเผย และทักษิณได้สู้ตามขั้นตอนของศาลแล้ว แต่แพ้คดีด้วยหลักฐานซึ่งไม่สามารถตอบแย้งหลักฐานความผิดได้ และศาลก็ให้โอกาสอุทธรณ์ยื่นหลักฐานมาเพื่อสู้ได้อีก 30 วัน แต่กลับหนีไปต่างประเทศอ้างไปดูโอลิมปิคซะงั้น หากไม่ผิดจริงต้องมีหลักฐานมาสู้ ไม่ใช่หนี ใครๆก็พูดได้อย่างนี้

- ทักษิณอ้างว่า ศาลมาจากการรัฐประหาร ซึ่งโกหก
ศาลรัฐธรรมนูญตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 40 ก่อนที่ทักษิณจะเป็นนายก และตัวผู้พิพากษาก็ทำงานมาทั้งชีวิตทั้งนั้น มิใช่เพิ่งตั้งมาตอนรัฐประหาร อันนี้พยายามเบี่ยงประเด็นให้ศาลดูเป็นศาลทหาร ทั้งที่จริงไม่ใช่

- มาตรา100 ที่ตัดสินว่าทักษิณผิด ทักษิณอ้างว่า น่าขัน เพราะคนซื้อคนขายไม่ผิด แต่ตัวเองแค่เซ็นต์รับรองผิด อันนี้ถ้ารู้กฎหมายก็ผิดแน่นอนครับ เขาห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐไปทำุธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของรัฐเพราะ พอตัวเองไปมีอำนาจก็ขายให้กับพวกของตัวเอง ว่าง่ายๆ ผัวขายเมียซื้อ ไม่ได้ อันนี้เขามีตัวกฎหมายตั้งแต่ปี 42 ก่อนทักษิณเป็นนายกอีกนั่นแหละ ไม่เกี่ยวกับรัฐประหารเลยแม้แต่น้อย อันนี้ทักษิณก็โกหก

- มาตรา 100 ระบุความผิดแค่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไปยุ่งเกี่ยว เพราะฉะนั้นคนที่โดนลงโทษจึงเป็นแค่นายกที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น ตามตัวกฎหมายชัดเจนทุกประการ ที่ทักษิณอ้างว่า คนซื้อก็ไม่ผิด คนขายก็ไม่ผิด แต่ตัวเองดันผิด อันนี้โกหกชาวบ้านให้หลงเชื่ออีกตามเคย

- ราคาที่ประมูลต่ำกว่าราคากลาง ซึ่งไม่ถูกต้อง
- เงินประกันตามกฎหมายคือ 10 ล้าน แต่ก็แก้ให้เป็น 100 ล้านเพื่อไม่ใ้ห้คนอื่นประมูลแข่ง เพราะดูแล้วไม่คุ้ม
- หลังจากประมูลชนะ ก็แก้กฎหมายจากห้ามสร้างตึุกสูงเกิน 5 ชั้นในพื้นที่นั้น เป็นสร้างได้ทันที

- ออกกฎหมายลดภาษีการโอนที่ดิน เพราะอ้างว่าจะช่วยเศรษฐกิจ ในปีนั้น และก็โอนที่ดินวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ แต่ตัวเองต้องการโอนที่ดินในปีนั้นจะได้ประหยัดภาษีประมาณ 10 ล้าน ก็เลยประกาศไม่ให้หยุดวันที่ 31 ธค. อ้างว่าทำงานเพื่อชาติ ที่แท้จะโอนที่ดินแค่เงิน 10 ล้านแก้ทุกอย่างก็เอา เอากับเขาสิ

- ก่อนศาลตัดสิน มีการนำเงินใส่กล่องไปยัดให้ศาล 2 ล้านเพื่อล้มคดี เอากับเขาสิ หากไม่ผิด ทำไมต้องยัดเงินด้วย

ทักษิณไม่กล้าสู้ตามหลักฐานและพยายามล้มศาล แก้กฎหมาย และหนีศาลมาโดยตลอด และโกหกอีกว่า ศาลไม่เป็นธรรม ทุกอย่างมันชัดว่า ศาลตัดสินถูกต้องเปิดเผย เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก แต่หากหลงตามที่ทักษิณพูดโดยไม่ไปหาความจริงแล้ว จะคิดทันทีว่า ทุกอย่างในประเทศมันแย่หมด แม้ศาลที่เป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือที่สุดก็แย่ แต่ทักษิณ คนหนีศาล เป็นคนดีคนเดียว
{(10) การแตกแยกของคนในชาติ วิกฤตทางการเมืองเริ่มตั้งแต่ทักษิณมีอำนาจเข้ามาบริหารประเทศในปี 2544 สภาพคล่องของประเทศไทยดีขึ้น เนื่องจากการไหลเข้าของเงินจากต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจคล่องตัวขึ้น ค่าเงิน ตลาดหุ้น และทุนสำรองฯสูงขึ้น เป็นที่มาของมิจฉาทิฐิ สวมรอยใช้สื่อ ใช้วิธีการตลาด โฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นเพราะฝีมือตัวเอง บอกว่าต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลตัวเอง ประเทศไม่ได้เจริญจริง แต่เจริญแบบเบี่ยงเบนจากเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในกระดาษ พฤติการณ์ทุจริตประพฤติมิชอบ พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติของทักษิณเป็นที่มาของปัญหา สามารถเรียงลำดับตามระยะเวลาของปัญหาได้ดังนี้

1) ทักษิณ ..เริ่มเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544

2) เกิดปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล (เกิดหลังจากมีรัฐบาลทักษิณ)

3) เกิดการรวมตัว สนธิ+สมาพันธ์ต่างๆ ..เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย..(เสื้อเหลือง)

4) เกิด นปก. นปช. (สีแดง) ทักษิณสร้างกลุ่มเสื้อแดงขึ้นมาต่อต้านคนเสื้อเหลืองและฝ่ายตรงข้าม

5) เกิดการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และเกิด คมช.

6) เกิดความแตกแยกของคนในชาติ

หากไม่มีคนและเหตุการณ์ในข้อ 1 ก็จะไม่มีคนและเหตุการณ์ในข้อ 2 ถึงข้อ 6 เพราะมีคนและเหตุการณ์ในข้อ 1 จึงมีคนและเหตุการณ์ในข้อ 2 ถึงข้อ 6 นช.ทักษิณ คือต้นเหตุความแตกแยกของคนในชาติ}

สุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์


โดย: กลอน IP: 113.53.163.149 วันที่: 23 สิงหาคม 2552 เวลา:20:00:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.