All Blog
ส.ป.ก.พลิกวิกฤต COVID-19 หนุน OTOP สมุนไพรในชุมชน
นายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข  เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า ส.ป.ก.ร่วม กับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้หารือแนวทางการดำเนินงาน โครงการพลิกวิกฤต COVID-19 สู่การสร้างเศรษฐกิจจาก OTOP สมุนไพรในชุมชนอย่างยั่งยืน

โดยมีเป้าหมายที่จะร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมพัฒนากลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร เพื่อสร้างความรู้ในการปลูกสมุนไพรให้มีคุณภาพมาตรฐาน และส่งเสริมการแปรรูปสมุนไพร

รวมถึงส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการที่มีสินค้าจากผลิตภัณฑ์สมุนไพรขยายสู่ตลาดสากล โดยใช้ภูมิปัญญา องค์ความรู้ ทรัพยากรท้องถิ่น นวัตกรรม เทคโนโลยี ในการบริหารจัดการขององค์กรชุมชนที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนั้นยังได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินการ 10 จังหวัด ได้แก่ 1.เชียงราย 2.ฉะเชิงเทรา 3.ชลบุรี 4.อุทัยธานี 5.อุตรดิตถ์ 6.นครราชสีมา 7.ปราจีนบุรี 8.นครพนม 9.ชุมพร และ 10.พัทลุง





 






 
โดยมีกิจกรรมในการดำเนินงานที่สำคัญ คือการให้ความรู้แก่เกษตรกรในการปลูก แปรรูป การเก็บเกี่ยว เพื่อให้การผลิตสมุนไพรมีคุณภาพมาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์สมุนไพร จากฐานทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่นวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สมุนไพร

คาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรในชุมชนเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 50 รายการรวมถึงการส่งเสริมการตลาดสมุนไพร โดยการจัดงาน OTOP สมุนไพรไทย และการจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อสร้างและขยายโอกาสทางการค้าให้แก่เกษตรกรได้นำเสนอสินค้าสมุนไพรแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม

รวมทั้งยังมีการส่งเสริมการใช้สมุนไพรเพื่อรักษาโรคและสร้างเสริมสุขภาพในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในชุมชนการสร้างความเข้มแข็ง และบูรณาการในการบริหารจัดการด้านนโยบายการขับเคลื่อนงานสมุนไพรไทยอย่างยั่งยืนของรัฐบาลซึ่งคาดว่าจะเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ

สร้างรายได้จากการผลิตสมุนไพร ให้แก่เกษตรกร แรงงานคืนถิ่น และผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ราย รวมถึงเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 27 ล้านบาท

"ส.ป.ก. มีแผนให้ทั้ง 2 หน่วยงาน ร่วมมือกันขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินโดยการส่งเสริมการพัฒนาการผลิต การแปรรูป และการตลาดสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง และจะมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการปฏิบัติงานร่วมกันในลำดับถัดไป โดยจะมีการขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นคง แข็งแรง ให้แก่เกษตรกรในเขต ส.ป.ก. ต่อไปด้วย"นายวิณะโรจน์กล่าว




 




 



Create Date : 21 เมษายน 2564
Last Update : 21 เมษายน 2564 18:26:23 น.
Counter : 59 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
เปิดตัวเครื่องหมายรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง
นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเปิดตัว เครื่องหมายการรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) หลังจากกรมปศุสัตว์ได้เปิดขอบข่ายการรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free)

ต่อยอดจากมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร สำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ (GAP) เพื่อให้การรับรองเกษตรกรที่สนใจ และส่งเสริมให้เกิดการผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่ให้ความสำคัญกับหลักสวัสดิภาพสัตว์ เพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรและทำให้สินค้าไข่ Cage Free Eggs เป็นอีกทางเลือกให้กับผู้บริโภค





 







 
เครื่องหมายการรับรองการเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) ใช้ภาพโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก ภาพหัวใจ และตัวอักษร Q : Quality ประกอบเป็นเครื่องหมาย ในการสื่อความหมายถึงการเลี้ยงไก่ไข่ที่มีการจัดการสภาพแวดล้อมภายในโรงเรือน ที่ช่วยส่งเสริมให้แม่ไก่มีสุขภาพดี มีความสุข แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้

ส่งผลให้ผลิตไข่ไก่ที่มีคุณภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ เพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ทั้งนี้เลือกใช้สีเขียว เพื่อสื่อถึงความเป็นธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ และความเป็นมาตรฐาน และสีเหลืองทอง สื่อถึงความสุข มีคุณค่า (Premium) และมีคุณภาพ (Quality)





 






 
โดยเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) สามารถแสดงเครื่องหมายการรับรองนี้บนผลิตภัณฑ์ไข่สด Cage free Eggs เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายยืนยันการได้รับการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์ และการันตีคุณภาพสินค้าให้แก่ผู้บริโภค

ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ ได้เริ่มให้การรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) ตั้งแต่ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) แล้วจำนวน 4 ราย กำลังการผลิต รวม ประมาณ 150,000 ฟอง/วัน และมีเกษตรกรอีกหลายรายที่สนใจขอรับการรับรองฯ





 






 
โดยผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองสามารถจำหน่ายสินค้าไข่ Cage free Eggs ส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น ประเทศฮ่องกง เป็นการต่อยอดและสร้างมูลค่าสินค้าไข่ไก่
กรมปศุสัตว์ในฐานะที่เป็นผู้ให้การควบคุม กำกับ ดูแลการเลี้ยงไก่ไข่จึงเดินหน้าสนับสนุนการเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free)


เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ให้กับคนไทยและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไข่ไก่ต่อไป ทั้งนี้ เกษตรกรผู้สนใจขอรับการรับรองสามารถสอบถามข้อมูลการรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ และผู้บริโภคสามารถหาซื้อไข่ไก่ Cage free ได้ ณ สถานที่จำหน่ายไข่สดทั่วไป ตลาดสด ในห้างสรรพสินค้า Modern trade และจุดจำหน่ายไข่สดปศุสัตว์ OK




 



 



Create Date : 21 เมษายน 2564
Last Update : 21 เมษายน 2564 18:04:29 น.
Counter : 24 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ผลผลิตผลไม้ตะวันออกลดจากปีที่แล้วร้อยละ 10
กรมส่งเสริมการเกษตร เผยสถานการณ์ผลผลิตและการเก็บเกี่ยวผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2564 ผลผลิตลดจากปีที่แล้วร้อยละ 10 เหตุเพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ส่งผลให้ราคาไม้ผลปีนี้ปรับตัวสูงขึ้น

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า จากการสำรวจข้อมูลเอกภาพไม้ผลภาคตะวันออก (ระยอง จันทบุรี ตราด) ปี 2564 (ข้อมูล ณ 19 เมษายน 2564) โดยฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) กรมส่งเสริมการเกษตร พบว่า ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด

ทั้งนี้ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง มีผลผลิตรวม 900,126 ตัน ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 995,501 ตัน (ลดลง 95,375 ตัน หรือร้อยละ 10) เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย หนาวเย็นนาน สลับกับมีฝนตกในช่วงปลายปี 2563 จนถึงต้นปี 2564 ทำให้ออกดอกได้น้อย ไม่เต็มต้น

โดยทุเรียน ให้ผลผลิต 575,542 ตัน มังคุด 106,796 ตัน เงาะ 197,708 ตัน และลองกอง 20,080 ตัน ทั้งนี้ ผลผลิตทั้ง 4 ชนิดจะออกมากช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 สำหรับประมาณการผลผลิตรายจังหวัดมีดังนี้





 






 
ทุเรียน ได้แก่ จังหวัดระยอง 120,080 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 20,842 ตัน (ร้อยละ 17.36) จันทบุรี 398,618 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 68,898 ตัน (ร้อยละ 17.28 ตัน) ตราด 56,844 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 19,190 ตัน (ร้อยละ 33.76) ภาพรวมทุเรียนภาคตะวันออก ประมาณการผลผลิต 575,542 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 108,930 ตัน คิดเป็นร้อยละ 18.93 โดยทุเรียนเกรด A ราคา 113.33 บาท/กิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยรายสัปดาห์ ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 12.25 บาท/กิโลกรัม

มังคุด ได้แก่ จังหวัดระยอง 12,724 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 472 ตัน (ร้อยละ 3.71) จันทบุรี 71,695 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 1,622 ตัน (ร้อยละ 2.26 ตัน) ตราด 22,377 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 1,198 ตัน (ร้อยละ 5.35) ภาพรวมมังคุดภาคตะวันออก ประมาณการผลผลิต 106,796 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 3,292 ตัน คิดเป็นร้อยละ 3.08 โดยมังคุดเกรด A ราคา 196.67 บาท/กิโลกรัม ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 11.94 บาท/กิโลกรัม

เงาะ (โรงเรียน) ได้แก่ จังหวัดระยองให้ผลผลิต 5,350 ตัน จันทบุรี 99,179 ตัน ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวทั้ง 2 จังหวัด ตราด 93,179 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 8,763 ตัน (ร้อยละ 9.40) ภาพรวมเงาะ (โรงเรียน) ภาคตะวันออก ประมาณการผลผลิต 197,708 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 8,763 ตัน คิดเป็นร้อยละ 4.43 โดยเกรด A ราคา 55 บาท/กิโลกรัม ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 8.95 บาท/กิโลกรัม

ลองกอง ประมาณการผลผลิตภาคตะวันออก 20,080 ตัน ขณะนี้ยังไม่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 21.26 บาท/กิโลกรัม





 






 
ขณะที่ลิ้นจี่ (นครพนม 1) ของภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ให้ผลผลิต 19,937 ตัน เชียงราย 3,059 ตัน น่าน 3,708 ตัน ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวทั้ง 3 จังหวัด พะเยา 4,012 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 3 ตัน (ร้อยละ 0.07) ภาพรวมลิ้นจี่ภาคเหนือ ประมาณการผลผลิต 30,716 ตัน เก็บเกี่ยวแล้ว 3 ตัน คิดเป็นร้อยละ 0.01 โดยเกรด AA ราคา 100 บาท/กิโลกรัม ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 17.43 บาท/กิโลกรัม

สำหรับแนวทางการรับซื้อทุเรียนในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคมที่ผ่านมา ล้งและพ่อค้าผู้ส่งออกตั้งราคารับซื้อแบบเหมาสวน ซึ่งมีการจัดแบ่งตามเกรดส่งออกตามมาตรฐาน GAP และ GMP ที่ประเทศจีนกำหนด ราคาอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 130 – 190 บาท

ทั้งนี้ ราคารับซื้อแบบเหมาสวนล่วงหน้า ทุเรียนเกรดมาตรฐานส่งออกเกรด AB ล้งรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 160 บาท เนื่องจากปีนี้กำลังซื้อจากจีนเพิ่มมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวหลังจากโควิด-19 ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่อยู่ในเกณฑ์สูง เกษตรกรพึงพอใจมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563





 






 
ประกอบกับความต้องการบริโภคทุเรียนในประเทศยังมีต่อเนื่อง เห็นได้จากจำนวนล้งที่รับซื้อทุเรียนมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปีนี้ผลผลิตทุเรียนได้รับความเสียหายเยอะช่วงก่อนเก็บผลผลิต เนื่องจากมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นทำให้ทุเรียนใกล้เก็บเกี่ยวพลัดหล่นจากต้นเสียหายจำนวนมาก จนผลิตไม่พอต่อความต้องการ ส่งผลให้ราคาทุเรียนพุ่งสูงขึ้นและยังคงอยู่ในระดับสูงต่ออีกปี

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับคุณภาพของทุเรียน และไม่ตัดทุเรียนอ่อนหรือด้อยคุณภาพออกจำหน่าย ซึ่งหากมีการลักลอบตัดทุเรียนอ่อนจะมีบทลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงการยึดใบ GAP ของเกษตรกร และใบ GMP ของผู้ประกอบการด้วย             







 



 



Create Date : 20 เมษายน 2564
Last Update : 20 เมษายน 2564 19:44:43 น.
Counter : 69 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
เร่งเกษตรกรทำสวน GAP ตั้งเป้าเพิ่มแสนห้าหมื่นแปลง
"กรมวิชาการเกษตร"เตือนเกษตรกรต้องเร่งเข้า GAP  เพิ่มโอกาสส่งออกผลไม้ไทย  ผยสิงหาคมนี้จีนเปิดรับออร์เดอร์ส้มโอ  มะขาม  และเงาะจากสวน GAP เท่านั้น คาดปีนี้ปัญหาสวนไม่มี GAP น้อยลง ระดมตรวจสวนทั่วประเทศให้ได้ใบรับรองครบ 100 เปอร์เซ็นต์ จ่อเพิ่มเป้ารับรอง GAP ปีหน้าอีก 150,000 แปลง

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูกาลส่งออกผลไม้ในภาคตะวันออกในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้จะมีผลผลิตทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรีซึ่งเป็นแหล่งผลิตทุเรียนแหล่งใหญ่ในภาคตะวันออกออกสู่ท้องตลาดมากที่สุดถึง 166,583 ตัน หรือคิดเป็น 41 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตที่ออกมาทั้งหมดตั้งแต่เดือนมกราคม  

โดยจังหวัดจันทบุรีมีพื้นที่ปลูกทุเรียนจำนวน 264,464 ไร่  เป็นเนื้อที่ให้ผลจำนวน 204,535 ไร่ ซึ่งในปีนี้มีเกษตรกรชาวสวนทุเรียนมายื่นขอรับรองแปลงตามมาตฐาน GAP จำนวน 204,146 ไร่ จำนวน 18,172 แปลง  






 






 
เจ้าหน้าที่ของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จันทบุรี (สวพ.6)กรมวิชาการเกษตร ได้เร่งตรวจให้การรับรอง แปลง GAP ของเกษตรกรได้ครบทั้งหมด100 เปอร์เซ็นต์ตามจำนวนพื้นที่ที่มาขอยื่นรับรอง  

ปีนี้คาดว่าจะมีผลผลิตทุเรียนในจังหวัดจันทบุรีปริมาณมากถึง 398,618 ตัน  มากกว่าปี 2563 ที่ให้ผลผลิต 380,446 ตัน  ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่จะส่งออกไปประเทศจีน โดยในปี 2563 ที่ผ่านมาไทยส่งออกผลไม้ไปจีนรวมปริมาณทั้งสิ้น 1,623,523 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 102,717 ล้านบาท ทุเรียนยังคงเป็นผลไม้ไทยที่ได้รับความนิยมจากจีนและมีปริมาณการส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ปริมาณ   618,783 ตัน  คิดเป็นมูลค่า 66,017 ล้านบาท 

แม้ในปีนี้เจ้าหน้าที่ สวพ.6  จะเร่งตรวจรับรองแปลงของเกษตรกรเพื่อให้ทันกับฤดูกาลส่งออกจนได้รับการรับรอง GAP จนครบทั้งหมดตามจำนวนของเกษตรกรแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์  แต่ก็ได้ย้ำเตือนเกษตรกรให้ความสำคัญกับใบรับรอง GAP  





 






 
เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีการสวมใช้ใบรับรอง GAP ของชาวสวนไทยทำให้เจ้าของหมายเลข GAP ที่ถูกสวมเสียหายไปด้วย   โดยเจ้าหน้าที่ของ สวพ.6 ได้แนะนำให้ชาวสวนเขียนรายละเอียดการซื้อขายและเซ็นกำกับในใบสำเนา GAP ที่ส่งให้คนซื้อทุกครั้ง  

ส่วนเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชของกรมวิชาการเกษตรก็ได้ตรวจสอบการใช้ใบรับรอง GAP ในการยื่นขอใบรับรองสุขอนามัยพืชก่อนส่งออกอย่างเข้มงวด  เนื่องจากหากปล่อยให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้งอาจเป็นสาเหตุให้จีนระงับการนำเข้าผลไม้จากไทยทั้งประเทศได้

สำหรับในปี 2564 นี้กรมวิชาการเกษตรได้จัดทำแผนการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช GAP รวมจำนวนทั้งสิ้น 120,000 แปลง โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายผลไม้หลักส่งออกที่จำเป็นต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GAP ตามเงื่อนไขของประเทคู่ค้า เช่น ลำไย ทุเรียน มังคุด ลิ้นจี่   และมะม่วง  ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่จะส่งออกไปประเทศจีน





 






 
ปัจจุบันจีนได้อนุญาตให้นำเข้าผลไม้จากประเทศไทยรวมจำนวนทั้งสิ้น 22 ชนิด  ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท / ปี  โดยในเดือนสิงหาคมนี้จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้กับจีนอีก 3 ชนิด คือ มะขาม  เงาะ และส้มโอ ทำให้การส่งออกผลไม้ไปจีนจะต้องเป็นสวนที่ขึ้นทะเบียนและโรงคัดบรรจุที่ขึ้นทะเบียนแล้วเท่านั้นจึงจะส่งออกไปจีนได้

ได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรในแต่ละพื้นที่แจ้งให้เกษตรกรได้รับทราบและรีบสมัครเข้าสู่กระบวนการตรวจรับรองตามมาตรฐาน GAP โดยเจ้าหน้าที่ของกรมจะเร่งรัดการตรวจประเมินเพื่อขึ้นทะเบียนสวน GAP และโรงคัดบรรจุผลไม้ GMP พืชทั้ง 3 ชนิดให้แก่เกษตรกรอย่างเร่งด่วนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการส่งออก  

จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีแปลงของเกษตรกรที่ได้รับการรับรองแหล่งผลิตพืช GAP  รวมจำนวนทั้งสิ้น 230,574 แปลง คิด เป็นพื้นที่จำนวน 1,517,640 ไร่  ส่วนโรงงานผลิตสินค้าพืชที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามมาตรฐาน GMP มีจำนวนทั้งสิ้น 1,841 โรงงาน  





 






 
มาตรการต่างๆ ที่นำมาใช้ไม่ต้องการให้เกิดความยุ่งยากในการส่งออกแต่ต้องการให้ประเทศคู่ค้าเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลไม้ไทย  ซึ่งคุณภาพเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถรักษาตลาดส่งออกผลไม้ของประเทศไว้ได้อย่างยั่งยืน

ขอเชิญชวนให้เกษตรกรเร่งสมัครเข้าสู่การรับรองตามมาตรฐาน GAP  ได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรทั้ง 8 เขต  โดยกรมจะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เร่งตรวจรับรองให้เกษตรกรได้รับการรับรองโดยเร็วและให้มากที่สุด  ซึ่งในปี 2565 กรมวิชาการเกษตรได้ตั้งเป้าหมายในการตรวจรับรองแปลง GAP ไว้ทั้งหมด 150,000 แปลง





 




 



Create Date : 20 เมษายน 2564
Last Update : 20 เมษายน 2564 18:20:10 น.
Counter : 33 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
นำร่อง 63 จังหวัดโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เปิดเผยว่า ตามที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นด้วยการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้อง และพัฒนาให้กลุ่มเกษตรกรทำธุรกิจให้บริการทางการเกษตร 
 
รวมถึงผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาสู่เกษตรอัจฉริยะ ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ส่งผลกระทบต่อการผลิตและระบายสินค้าเกษตรของเกษตรกรไทยซึ่งต้องอาศัยปุ๋ยเคมีในการเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต 
 
โดยปุ๋ยเคมีส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 98 ต้องนำเข้า และเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น ทำให้ต้นพืชอ่อนแอศัตรูพืชเข้าทำลายได้ง่าย ต้องใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อไร่สูง เป็นอันตรายกับเกษตรกร และปนเปื้อนในสภาพแวดล้อม 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้แก่เกษตรกรในการจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพใช้ในชุมชนและช่วยเกษตรกรใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมกับดินและชนิดพืช ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดตั้งขึ้น 
 
เพื่อเป็นการช่วยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการวิเคราะห์ดินและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เป็นการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสมกับปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินและความต้องการของพืช เป็นการใช้ปุ๋ยแม่นยำเฉพาะพื้นที่ ไม่มากไม่น้อยเกินไป เกษตรกรจึงสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 พบว่า ราคาปุ๋ยเคมีในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้น 
 
เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ประเทศผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา ใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศมากขึ้น จึงส่งออกน้อยลง ส่งผลกระทบทำให้ราคาปุ๋ยเคมีในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรโดยตรง 
 
ในสภาวการณ์เช่นนี้ โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) จะช่วยเกษตรกรลดภาระต้นทุนปุ๋ยเคมีลงได้จากการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามค่าวิเคราะห์ดิน เบื้องต้นภาครัฐได้สนับสนุนชุดตรวจวิเคราะห์ดิน แม่ปุ๋ย N P K และเครื่องผสมปุ๋ย ให้แก่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่เข้าร่วมโครงการ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น จัดหาปุ๋ยคุณภาพดีให้แก่สมาชิก ศดปช. กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไป และบริการผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

สำหรับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 ปัจจุบันมีจำนวน 882 ศูนย์ ครบทุกอำเภอ แต่ละศูนย์เกษตรกรจะช่วยกันบริหารจัดการกันเอง มีเจ้าหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยง 
 
โดยให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบ N P K และ pH ในดินแบบรวดเร็ว พร้อมให้คำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น รวมทั้งให้บริการผสมปุ๋ย จัดหาปุ๋ยคุณภาพดีแก่เกษตรกรในชุมชน 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ในปีที่ผ่านมาศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) สามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีลงได้ร้อยละ 25 คิดเป็นมูลค่า 73 ล้านบาท ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ซึ่งโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) มีศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ จำนวน 394 ศูนย์ ใน 63 จังหวัด 
 
เพื่อให้เกษตรกรสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) และเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ รวมจำนวนประมาณ 107,000 ราย ได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ดินได้รับการบำรุงรักษา มีความรู้ในการจัดการดินและใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง รวมทั้งสามารถขยายผลไปสู่ ศดปช. อื่นๆ 
 
รวมทั้งแปลงใหญ่ที่ประสงค์เป็นเครือข่าย ศดปช. ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าว จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10 และปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรเป้าหมายในพื้นที่ 1.6 ล้านไร่ ลดลงจากประมาณ 90,000 ตัน เหลือประมาณ 72,000 ตัน ปัจจุบันศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมเปิดให้บริการแล้ว จำนวน 50 จังหวัด และจะทยอยเปิดให้บริการจนครบในปีนี้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) จะช่วยพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงเกษตรกรทั่วไปให้สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 
 
ที่สำคัญกรมฯ จะพัฒนาต่อยอดให้ ศดปช. สามารถทำธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน มีรายได้หมุนเวียนจากการตรวจวิเคราะห์ดิน จำหน่ายปุ๋ย และบริการผสมปุ๋ย รวมทั้งสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน 
 
เป็นการลดการพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐได้ในอนาคต ด้วยสำหรับเกษตรกรที่สนใจจะลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่าน และกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร 
 




 
 
 
 
 
 
 


 



Create Date : 18 เมษายน 2564
Last Update : 18 เมษายน 2564 16:14:35 น.
Counter : 75 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  76  77  78  79  80  81  82  83  84  85  86  87  88  89  90  91  92  93  94  95  96  97  98  99  100  

สมาชิกหมายเลข 3402302
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



contact >> parwnation@gmail.com
hello welcome
contact =>>parwnation@gmail.com
New Comments