All Blog
"เห็ดร่างแห"สายพันธุ์ไทยตอบโจทย์คนรักสุขภาพ-ผู้สูงวัย
นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  เปิดเผยว่า ในแต่ละปีประเทศไทยนำเข้าเห็ดร่างแหชนิดอบแห้งไม่ต่ำกว่า 6,500 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทจากประเทศจีน  ซึ่งมีการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการเพาะเห็ดร่างแหอย่างต่อเนื่องและยาวนานกว่า 80 ปี ในขณะที่หลายประเทศพยายามพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดร่างแห   เพราะเป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญมากมายหลายชนิด  ดังนั้นเห็ดร่างแหจึงเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการในปริมาณมาก


 



 
ในปี 2559–2563 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา  สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 ได้ศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดร่างแหสายพันธุ์ไทยที่เหมาะสมในพื้นที่ภาคใต้ภายใต้แนวคิดเป็นเห็ดสายพันธุ์ใหม่ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง  ช่วยบำบัดโรค ที่สำคัญสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร  และลดปริมาณการนำเข้าจากต่างประเทศได้ด้วย  โดยได้ดำเนินการสำรวจ รวบรวม จำแนกสายพันธุ์  คัดเลือกเห็ดร่างแหที่ให้ผลผลิตสูง  ศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการเพาะที่เหมาะสม ได้แก่ การผลิตเชื้อขยาย  การผลิตเชื้อเพาะ  วัสดุเพาะที่เหมาะสมต่อการเกิดดอก  และการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการเพาะเห็ดร่างแหพบว่าเห็ดหลินจือเป็นวัสดุผลิตเชื้อขยายที่ดี ทำให้เส้นใยเจริญได้ดี   มีความหนาแน่นมาก และใช้ระยะเวลาบ่มเชื้อน้อยเพียง 30 วัน   ส่วนสูตรอาหารที่เหมาะสมสำหรับการผลิตเชื้อเพาะ คือ สูตรที่มีส่วนผสมของขี้เลื่อยไม้ยางพารา:รำละเอียด:ปูนขาว:ดีเกลือ:ยิปซัม อัตรา 90:5:1:2:2  ซึ่งใช้เวลาบ่มเชื้อเพียง 32  วัน และวัสดุเพาะที่เหมาะสมต่อการเกิดดอก คือสูตรที่มีส่วนผสมของใบไผ่และกิ่งไผ่:แกลบดิบ:ขุยมะพร้าว อัตรา 50:25:50 ทำให้การพัฒนาตุ่มดอกจนเก็บผลผลิตครั้งแรกใช้เวลาเฉลี่ย 27- 35 วัน



 



 
การวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของดอกเห็ดร่างแหสายพันธุ์ไทยพบมีกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินซี  ซิลิเนียม สังกะสี ซึ่งมีส่วนป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งลำไส้  กลุ่มสารสำคัญที่มีส่วนช่วยกระบวนการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ได้แก่ แคลเซียม และแมกนีเซียม รวมทั้งกลุ่มสารสำคัญที่มีส่วนช่วยกระบวนการทำงานของสมองด้านการเรียนรู้และการจดจำ ได้แก่ เหล็ก วิตามิน B9 และวิตามิน B12

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา  ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเห็ดร่างแหสายพันธุ์ไทยไปสู่เกษตรกรทั้งวิธีการเพาะในตะกร้าซึ่งให้ผลผลิตสูงสุด 794  กิโลกรัมต่อตะกร้าเพาะ เพาะแบบวิธีขึ้นชั้นให้ผลผลิตเฉลี่ยสูง 3,170 กรัม   และเพาะในแปลงให้ผลผลิตประมาณ 2 กิโลกรัม  รวมทั้งได้จัดทำแปลงขยายผลร่วมกับวิสาหากิจชุมชนสวนลุงวร อ.ควนเนียง จ.สงขลา เพื่อให้เกษตรกรสามารถประยุกต์ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่เพาะเห็ดร่างแหเพื่อบริโภคในครัวเรือนและเป็นรายได้เสริมอาชีพหลัก



 



 
โดยได้ผลผลิตเฉลี่ย 5 – 7 กิโลกรัม  ราคาขายกิโลกรัมละ 500 บาท  ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3,500 บาทต่อแปลงเพาะ โดยมีต้นทุนการผลิต 850 บาท/แปลงเพาะ นอกจากนี้ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากเห็ดทั้งเห็ดร่างแหชนิดสด และเห็ดร่างแหชนิดแห้ง โดยเมื่อนำไปแปรรูปเป็นอาหารเห็ดร่างแหสายพันธุ์ไทยจะมีความกรุบกรอบของเนื้อสัมผัส และไม่เปื่อยยุ่ย กลิ่นไม่คาว  ซึ่งเป็นเอกลักณ์เฉพาะตัวต่างจากเห็ดร่างแหที่นำเข้าจากจีนหากต้มเป็นระยะเวลานานเนื้อเห็ดจะเปื่อยและยุ่ย  

เห็ดร่างแหสายพันธุ์ไทยมีกลุ่มสารสำคัญซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง  มีส่วนช่วยกระบวนการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและสมอง  มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคในด้านเป็นอาหารบำรุงสุขภาพและบำบัดโรคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยและกลุ่มผู้รักสุขภาพ ในส่วนของวัสดุที่เหมาะสมต่อการเกิดดอกเมื่อผ่านกระบวนการเก็บผลผลิตแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกให้แก่พืชผักได้อีกทางหนึ่ง

เนื่องจากมีอินทรียวัตถุและสารอาหารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้  หากสนใจเทคโนโลยีการเพาะเห็ดสายพันธุ์ไทยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา  โทร.0-7458-6725





 





 



Create Date : 11 สิงหาคม 2563
Last Update : 11 สิงหาคม 2563 19:22:57 น.
Counter : 34 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ขับเคลื่อนเกษตรวิชญา สานต่องานพระราชดำริ ช่วยเกษตรกรยั่งยืน
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมการประชุมคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา ครั้งที่ 2/2563 เพื่อหารือและขับเคลื่อนโครงการเกษตรวิชญา ว่า ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้า มหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านกองแหะ ม.4 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ทอดพระเนตรสภาพพื้นที่เป็นเขาหัวโล้น ราษฎรทำการเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย ทรัพยากรป่าไม้เสื่อมโทรม


 



 
ทรงมีพระราชดำริให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางแผนการใช้ที่ดิน พัฒนาที่ดินและแหล่งน้ำ ให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ พร้อมพระราชทานที่ดิน (ส่วนพระองค์) เนื้อที่ 1,350 ไร่ ให้กับกระทรวงเกษตรฯนำไปดำเนินการ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยราชการ สถานศึกษา และราษฎร  พร้อมทั้งได้พระราชทานนามศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรบ้านกองแหะว่า “เกษตรวิชญา”

ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญาให้ไปเป็นตามพระบรมราโชบาย และดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการดำเนินงานที่เป็นปัจจุบัน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา โดยมี นายจรัลธาดา กรรสูต องคมนตรี เป็นประธานที่ปรึกษา พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการองคมนตรี เป็นที่ปรึกษา



 



 
ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานกรรมการ และอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นกรรมการและเลขานุการ และเพื่อรับทราบภาพรวมของโครงการและความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญาในระยะที่ผ่านมารวมถึงกิจกรรมพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการ และพิจารณาแผนการปฏิบัติงานโครงการเกษตรวิชญาในระยะต่อไป

"เกษตรวิชญา"นั้นหมายถึง ปราชญ์แห่งการเกษตร จำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดิน ออกเป็น 5 พื้นท่ี ได้แก่ 1.พื้นที่ทรงงาน 2.พื้นท่ีส่วนราชการ 3.พื้นที่ทำการเกษตร 4.พื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน และ5.พื้นที่ป่า โดยมีวัตถุประสงค์การดำเนินงานโครงการเพื่อพัฒนาพื้นที่โครงการให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรบนพื้นที่สูงและขยายผลสู่เกษตรกร

เป็นต้นแบบในการทำงานบูรณาการระหว่างหน่วยงานและชุมชนให้เป็นการเกษตรแบบยั่งยืน ให้เกษตรกรทำกิน รายละ 1 ไร่ ให้มีรายได้จากการทำการเกษตร 1.5 แสนบาทต่อปี และเป็นต้นแบบการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่ป่าเป็นแหล่งผลิตอาหาร และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน






 




 



Create Date : 10 สิงหาคม 2563
Last Update : 10 สิงหาคม 2563 17:48:07 น.
Counter : 25 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ดันนิคมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ผลิตผักปลอดภัยเพิ่มรายได้นับแสน
กรมส่งเสริมสหกรณ์ดันนิคมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ 10 จังหวัดผลิตพืชผักปลอดภัยป้อนตลาด สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่มครัวเรือนละ 150,000 บาท/ปี

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เห็นความสำคัญในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ได้มาตรฐาน เสริมสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์



 



 
ตลอดจนการสร้างโอกาสทางการตลาดให้มีช่องทางจำหน่าย และสามารถนำความรู้ไปขยายผลต่อได้ จึงได้ดำเนินโครงการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในสถาบันเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ปี 2563  เพื่อให้นิคมสหกรณ์ส่งเสริมการสร้างอาชีพหารายได้เพิ่มให้กับสมาชิกเหตุที่เลือกพื้นที่นิคมสหกรณ์เป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อนโครงการนี้ เนื่องจากมีเขตดำเนินการชัดเจน สมาชิกส่วนมาก เป็นคนในพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างความร่วมมือ

การประสานงาน ถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันและมีเจ้าหน้าที่ของนิคมสหกรณ์เข้าไปดูแลคอยให้คำแนะนำได้อย่างสะดวกและใกล้ชิด เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ในอนาคต คือ สร้างเครือข่ายนิคมสหกรณ์ผู้ผลิตผักปลอดภัยและยกระดับเป็นผักอินทรีย์ เพื่อส่งขายตลาดสำคัญในพื้นที่ คือ โรงพยาบาล สถานที่ราชการและตลาดโมเดิร์นเทรดที่ต้องการอาหารปลอดภัย



 



 
รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวด้วยว่า เบื้องต้นได้เริ่มส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับสมาชิกสหกรณ์นิคม 15 แห่งในพื้นที่นิคมสหกรณ์ 13 แห่ง  10 จังหวัด  โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนเงินอุดหนุนและให้สมาชิกสมทบเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของ ในการจัดหาโรงเรือน ขนาด 6X30 เมตร พร้อมระบบน้ำให้แก่เกษตรกรที่เข้าโครงการจำนวน 98 โรง ราคาโรงเรือนละ 50,000 บาท  

โดยกรมให้เงินอุดหนุนโรงเรือนละ 35,000 บาท และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสมทบอีก 15,000  บาท พร้อมทั้งจัดอบรมให้ความรู้กระบวนการทำเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานและการตลาด โดยได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปให้ความรู้ศึกษาดูงานแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ตลอดระยะเวลาในการดำเนินการ



 



 
ก่อนหน้านี้ กรมได้เริ่มทำทดลองจุดประกายให้สมาชิกในนิคมสหกรณ์นำร่อง และทดสอบการทำผักปลอดภัยเพื่อดูว่าจะมีตลาดรองรับมากน้อยเพียงใด ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดี  ไม่เพียงพอจำหน่ายในชุมชน  เกษตรกรมีรายได้เพิ่มประมาณปีละ 150,000 บาทต่อครัวเรือน

ในปีนี้สมาชิกมีความประสงค์อยากจะต่อยอดโครงการดังกล่าว จึงเริ่มโครงการนี้ขึ้นเป็นปีแรก โดยสนับสนุนให้สมาชิกผลิตผักตามความชำนาญของแต่ละราย แต่ให้เริ่มปลูกแบบผักปลอดภัยและพัฒนายกระดับเป็นเกษตรอินทรีย์  จึงได้อุดหนุนเงินสำหรับสร้างโรงเรือนให้



 



 
เนื่องจากการปลูกพืชผักในโรงเรือนจะสามารถควบคุมการผลิตและปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งตลาดมีความต้องการ จากนั้นก็คาดหวังว่าในปีต่อไป นิคมสหกรณ์ที่ผลิตพืชผักอินทรีย์จะขยายไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์และวางแผนการผลิตให้ตอบสนองความต้องการของตลาดในแง่ของชนิดพืชผัก ปริมาณและคุณภาพ และที่สุดนำไปสู่การเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายระหว่างนิคมสหกรณ์ร่วมกันเพื่อส่งผลผลิตในพื้นที่ให้กับตลาดในพื้นที่โรงพยาบาล สถานที่ราชการและห้างโมเดิร์นเทรดต่อไปในอนาคต
 


 
 
 

 



Create Date : 06 สิงหาคม 2563
Last Update : 6 สิงหาคม 2563 18:06:31 น.
Counter : 25 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ลดเผา ! ขายเศษวัสดุการเกษตรรับเงินกว่าล้านบาท
กรมส่งเสริมการเกษตร เผยผลโครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อลดการเผาในพื้นที่การเกษตร เกษตรกรขายเศษวัสดุการเกษตรกว่า 4 พันตัน รับเงินกว่า 1.6 ล้านบาท


 



 
เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 พุทธศักราช 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำโครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ

โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุการเกษตร เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าจากเศษวัสดุการเกษตรตลอดจนช่วยลดปัญหาวิกฤตหมอกควัน และสถานการณ์เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กในหลายพื้นที่ของประเทศ



 



 
นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการดำเนินโครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 – พฤษภาคม 2563

โดยรณรงค์ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่และชุมชน ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร การจัดทำฐานเรียนรู้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงคุณภาพดิน การจัดการเศษวัสดุการเกษตร



 



 
การเชื่อมโยงตลาดในการจัดซื้อเศษวัสดุการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรในโครงการสามารถจำหน่ายเศษวัสดุการเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษใบไม้ กากปาล์ม ซังข้าวโพด และปุ๋ยที่ชุมชนร่วมกันผลิต รวมทั้งสิ้น 4,406 ตัน เป็นเงิน 1,671,860 บาท

นอกจากนี้ ยังมีปุ๋ยอินทรีย์อีก 219,421 ตัน จากกิจกรรมฐานเรียนรู้ปุ๋ยอินทรีย์ ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่ง และ ศดปช. 882 แห่ง รวม 1,764 แห่ง ซึ่งสามารถนำไปใช้ในกิจกรรมการเกษตรต่อไปได้



 



 
ตลอดจนเกษตรกรอีกส่วนหนึ่งที่ร่วมกำหนดกิจกรรมทางเลือกในการนำเศษวัสดุการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่จุดต่าง ๆ ของชุมชน เช่น ทำกองปุ๋ยหมัก 4,087 จุด ผลิตอาหารสัตว์ ได้แก่ อาหารสัตว์น้ำ ฟางอัดก้อน 1,655 จุด วัสดุสำหรับทำการเกษตรอื่น ๆ ได้แก่ วัสดุเพาะเห็ดหรือปลูกพืช 360 จุด

วัสดุสำหรับแปรรูป หัตถกรรม และอุตสาหกรรม ได้แก่ ทำกระดาษจากซังข้าวโพดหรือฟางข้าว ทำไม้กวาดทางมะพร้าว 41 จุด ใช้เป็นพลังงานทางเลือก ได้แก่ ผลิตถ่านอัดแท่ง หรือนำแกลบเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล 54 จุด และเมนูทางเลือกอื่น ๆ ได้แก่ ผลิตจุลินทรีย์จากหน่อกล้วย ทำหัวปุ๋ยเบญจคุณแบบก้อน หรือทำปุ๋ยน้ำหมัก 54 จุด ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้สามารถลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน



 



 
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินโครงการนี้ทำให้เกษตรกรเปลี่ยนทัศนคติและปรับพฤติกรรมโดยลดการเผา ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม รักษาสภาพโครงสร้างดิน และเห็นประโยชน์ของเศษวัสดุการเกษตรมากขึ้น

เกิดความสามัคคีนำความรู้ไปปรับใช้และต่อยอดสู่แผนพัฒนาการเกษตรระดับตำบล ชุมชนดำเนินกิจกรรมต่อเนื่อง ได้แก่ ทำปุ๋ยหมัก ไถกลบตอซัง ลดการเผา นำเศษวัสดุการเกษตรมาก่อให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนจำหน่ายเศษวัสดุการเกษตรแก่ผู้รับซื้อ 






 



Create Date : 31 กรกฎาคม 2563
Last Update : 31 กรกฎาคม 2563 16:44:31 น.
Counter : 72 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ส.ธนาคารฯ-ธ.ก.ส.ร่วมถกร่างพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟู
นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ประธานกรรมการบริหารกองทุนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล รองประธานกรรมการบริหารฯ คนที่ 1 นายสำเริง ปานชาติ รองประธานกรรมการบริหารฯ คนที่ 2 นายสไกร พิมพ์บึง รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กฟก. เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. กฟก. ครั้งที่ 4 ณ ห้องประชุม 310 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) 


 


 
สำหรับการประชุมในครั้งนี้ กรรมาธิการฯ ได้เชิญเลขาธิการ กฟก.ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาระสำคัญ เหตุผลและความจำเป็น และความเห็นต่อการดำเนินการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (เพิ่มเติม) ซึ่ง กฟก. ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเพิ่มเติมต่อจากเมื่อวานนี้ (29 ก.ค.63)



 



 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมนัดที่แล้ว ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว อาทิ สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) กรมบัญชีกลาง เป็นต้น ซึ่ง กฟก. ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ทั้ง 3 มาตรา 






 

 



Create Date : 30 กรกฎาคม 2563
Last Update : 30 กรกฎาคม 2563 17:32:58 น.
Counter : 46 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

สมาชิกหมายเลข 3402302
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



contact >> parwnation@gmail.com
hello welcome
contact =>>parwnation@gmail.com
New Comments