All Blog
แนะ 3 วิธีรักษาผลผลิต-ลดเสี่ยงภัยแล้ง


เอลนีโญ–ฝนทิ้งช่วง ! เกษตร แนะยึด 3 หลัก“คลุมดิน จัดการน้ำ ใช้ปุ๋ยเหมาะสม” รักษาผลผลิต ลดความเสี่ยงภัยแล้ง

จากการคาดการณ์สถานการณ์ ENSO ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเอลนีโญและฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนปี 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ปริมาณฝนรวมของประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติประมาณ ร้อยละ 20 ซึ่งอาจกระทบต่อการเพาะปลูกและผลผลิตทางการเกษตรในหลายพื้นที่

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรเตรียมรับมือด้วยการยึดหลัก 3 หลัก ได้แก่ “คลุมดิน จัดการน้ำ และใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม” เพื่อรักษาความชื้นในดิน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและธาตุอาหาร ช่วยลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วงได้อย่างยั่งยืน




 




 
สำหรับการจัดการดิน ควรเพิ่มอินทรียวัตถุด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสด เช่น ปอเทืองและถั่วพร้าในช่วงที่ดินมีความชื้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน ควบคู่กับการคลุมดินและหลีกเลี่ยงการไถพรวนลึกเพื่อลดการสูญเสียความชื้น

ด้านการจัดการน้ำ ควรใช้น้ำอย่างคุ้มค่า โดยเลือกใช้ระบบน้ำหยดหรือการให้น้ำเฉพาะจุด รวมถึงเก็บกักน้ำใน แปลงด้วยสระน้ำ ร่องน้ำ หรือการยกร่องแปลงปลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในช่วงฝนทิ้งช่วง




 




 
ส่วนการใช้ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยในช่วงที่ดินมีความชื้นเพียงพอ แบ่งใส่ปุ๋ยเป็นระยะเพื่อลดการสูญเสียธาตุอาหาร โดยเฉพาะไนโตรเจน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี และใส่ปุ๋ยใกล้บริเวณรากพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหาร

สำหรับพืชเศรษฐกิจสำคัญ มีแนวทางดูแล ดังนี้

- ข้าว รักษาระดับน้ำในนา 5–10 เซนติเมตร โดยเฉพาะในช่วง 80 วันแรกหลังปักดำ และใส่ปุ๋ยหลังให้น้ำ

- อ้อย คลุมโคนต้นด้วยใบอ้อยเพื่อลดการสูญเสียความชื้นและลดวัชพืช พร้อมใส่ปุ๋ยควบคู่การให้น้ำ




 




 
- มันสำปะหลัง ปลูกช่วงต้นฤดูฝน เน้นปุ๋ยโพแทสเซียมเพื่อสะสมแป้งในหัว และคลุมดินเพื่อลดการสูญเสียน้ำ

- พืชผัก ใช้ระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกลอร์ คลุมดินด้วยวัสดุอินทรีย์หรือพลาสติกคลุมดิน และแบ่งใส่ปุ๋ยตามความเหมาะสม




 





 
- ไม้ผล ให้น้ำอย่างเพียงพอในช่วงออกดอก–ติดผล ตัดแต่งกิ่งเพื่อลดการคายน้ำ คลุมโคนต้น และใส่ปุ๋ยตามระยะการเจริญเติบโต โดยระยะบำรุงต้นเน้นไนโตรเจน และระยะออกดอก–ติดผลเน้นฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม

กรมส่งเสริมการเกษตรขอให้เกษตรกรติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับ แผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ เพื่อรักษาผลผลิตและสร้างความมั่นคงทางรายได้ในช่วงที่สภาพภูมิอากาศมีความผันผวนสูง


 



Create Date : 11 มิถุนายน 2569
Last Update : 11 มิถุนายน 2569 15:58:45 น.
Counter : 166 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook
แนะวิธีป้องกันศัตรูข้าวระบาดตอนฝนทิ้งช่วง
 
เกษตรฯเตือนฝนทิ้งช่วงในฤดูฝน ระวัง 4 ศัตรูข้าวระบาด แนะยึด 4 วิธีป้องกัน ลดความเสียหายผลผลิต


จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งระบุว่าในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569 ประเทศไทย อาจเผชิญภาวะ “ฝนทิ้งช่วง” ในฤดูฝน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเตรียมความพร้อมรับมือ ทั้งปัญหาการขาดแคลนน้ำและการระบาดของศัตรูพืชที่มักเกิดขึ้นในช่วงสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบ ต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตข้าว





 






 
นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำหรับศัตรูข้าวที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงนี้ มี 4 ชนิด ได้แก่ เพลี้ยไฟข้าว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนกอข้าว และด้วงดำ ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายต่อข้าวได้ ตั้งแต่ระยะต้นกล้าจนถึงระยะออกรวง

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรป้องกันและลดความเสี่ยงการระบาด โดยยึดหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

1. หลีกเลี่ยงการหว่านข้าวแห้ง โดยควรใช้วิธีปักดำเพื่อลดความเสียหายจากด้วงดำ หากมีน้ำเพียงพอให้ปล่อยน้ำท่วมนาสูงประมาณ 8 เซนติเมตร นาน 5 วัน หรือใช้หลอดไฟแบล็กไลท์ล่อด้วงดำตัวเต็มวัยมาทำลาย

2. เลือกใช้พันธุ์ข้าวต้านทานศัตรูพืช เช่น กข107 (พิษณุโลก 72) ข้าวเหนียวหอมนาคา และ กข31 (ปทุมธานี 80) พร้อมหลีกเลี่ยงการปลูกพันธุ์เดิมซ้ำเกิน 4 ฤดูปลูก

3. จัดการดินและปลูกพืชหมุนเวียน โดยไถกลบและตากดินหลังเก็บเกี่ยว เพื่อลดแหล่งสะสมของหนอนและดักแด้ ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป และปลูกพืชตระกูลถั่วหลังนาเพื่อตัดวงจรชีวิตศัตรูข้าว






 






 
 






 
4. หมั่นสำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสังเกตอาการผิดปกติและตรวจสอบการเข้าทำลายของศัตรูข้าว  โดย

- เพลี้ยไฟข้าว ทำให้ปลายใบเหี่ยว ขอบใบม้วนเข้าหากลางใบ

- เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทำให้ใบเหลืองแห้งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และแห้งตายเป็นหย่อม

- หนอนกอข้าว ทำให้ยอดเหี่ยว เกิดอาการข้าวหัวหงอก และเมล็ดลีบขาว

- ด้วงดำ ทำให้ต้นข้าวเหลือง เหี่ยว และแห้งตาย





 






 
นายวีรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบการระบาดในระดับไม่รุนแรง หรือมีการเข้าทำลายน้อยกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่ สามารถใช้วิธีเขตกรรมและชีวภัณฑ์ในการควบคุม เช่น การใช้กับดักแสงไฟ การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หรือการใช้เชื้อราบิวเวอเรียและเมตาไรเซียม อัตรา 250 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

อย่างไรก็ตาม หากพบการระบาดในระดับรุนแรง ควรใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามคำแนะนำบนฉลาก อย่างเคร่งครัด โดยสามารถใช้สารไทอะโคลพริดในการกำจัดเพลี้ยไฟข้าว และใช้สารโพรมิโทซินหรือซัลฟอกซาฟลอร์ในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของเกษตรกร


 



 



Create Date : 10 มิถุนายน 2569
Last Update : 10 มิถุนายน 2569 13:43:40 น.
Counter : 80 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook
ปักหมุด ILDEX - Horti & Agri 2026 เชื่อมธุรกิจเกษตร–ปศุสัตว์ทั่วอาเซียน


กรุงเทพฯ – 12 มีนาคม 2569 – บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จัดงานเปิดตัว ILDEX (อิลเด็กซ์) และ Horti & Agri (ฮอร์ติ แอนด์ อะกริ) Exhibition Series 2026 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ


โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน เพื่อประกาศทิศทางการขยายแพลตฟอร์มธุรกิจด้านปศุสัตว์และการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในงาน คุณเควิน เจ้า และ คุณศุภณัฐ ตรีรัตน์พิจารณ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด





 






 
พร้อมด้วย คุณทักษอร วาทีสาธกกิจ ผู้จัดการโครงการ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ได้นำเสนอภาพรวมการจัดงาน พร้อมชี้ให้เห็นถึง การบูรณาการห่วงโซ่คุณค่าระหว่างอุตสาหกรรมปศุสัตว์และการเกษตร รวมถึง โอกาสทางธุรกิจในตลาดสำคัญอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย 
 

ภายในงาน ทีมผู้จัดได้เผยภาพรวมของ ILDEX Exhibition Series ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าด้านปศุสัตว์ระดับนานาชาติที่จัดขึ้นในหลายประเทศสำคัญของอาเซียน พร้อมนำเสนอแนวโน้มตลาดและโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมปศุสัตว์




 




 

โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมร่วมแบ่งปันมุมมอง ได้แก่ คุณ Kim Gee-Myung จาก Korea Animal Health Products Association (KAHPA) ที่กล่าวถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดปศุสัตว์ในประเทศเวียดนาม และ คุณ Nathan Feeney จาก AG Growth International ที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดปศุสัตว์ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค 



นอกจากนี้ ภายในงานยังได้เปิดตัว Horti & Agri Exhibition Series 2026 ซึ่งมุ่งเน้นการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ปศุสัตว์ อาหารสัตว์ ไปจนถึงพืชสวนและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดย คุณเอกนฤน สว่างภักดิ์ดี ผู้จัดการขายและผู้พัฒนาธุรกิจ บริษัท TrolMaster Agri Instruments Co., Ltd. ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจด้านเทคโนโลยีการเกษตรในตลาด อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งกำลังมีความต้องการเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 





 





 
Horti & Agri Series ขยายเวทีสู่ภูมิภาค 

ในปี 2569 Horti & Agri Series เตรียมขยายบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ประเทศเวียดนามจะเปิดตัวงานแสดงสินค้าในรูปแบบเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้จัดในรูปแบบการประชุม โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้านานาชาติ 40 รายจาก 4 ประเทศ และผู้เข้าชมงานมากกว่า 12,000 คน เมื่อจัดร่วมกับงาน ILDEX Vietnam 
 
ภายในงานยังมีการจัด พาวิลเลียนนานาชาติจากเกาหลี ไต้หวัน และเวียดนาม พร้อมการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำ ได้แก่ VFARDA, VFAEA และ VOAA โดยการประชุมภายในงานจะเน้นประเด็นสำคัญด้าน เกษตรสีเขียว ระบบอาหารที่ยั่งยืน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน 





 
 




 
ILDEX เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายปศุสัตว์อาเซียน 


สำหรับ ILDEX Philippines จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยจัดร่วมกับ Philippine Poultry Show ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเข้าร่วม อาทิ ADM, Alltech, Cargill, CPF Philippines, DSM Firmenich, Kemin, Pilmico และ New Hope 

 
ขณะที่ ILDEX Indonesia จะปรับรูปแบบเป็น งานประจำทุกปี พร้อมเปิดตัวโซนใหม่ Dairy & Cattle Pavilion และขยายพื้นที่ Meat Pro Pavilion และ Aquatic Pavilion โดยคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 200 รายจาก 30 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 12,000 คน ภายใต้การสนับสนุนจาก กระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (MOA) และ Federation of the Indonesian Poultry Society (FMPI) พร้อมการจัด การประชุมนานาชาติ Newcastle Disease Centennial โดย IPVA ภายใต้ World Veterinary Poultry Association (WVPA) 
 
ในส่วนของ ILDEX Vietnam 2026 จะจัดขึ้นเป็น ครั้งที่ 10 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของงาน โดยคาดว่าจะมี แบรนด์ชั้นนำกว่า 250 แบรนด์จากมากกว่า 30 ประเทศ และผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมรายใหญ่


ทั้งนี้เช่น CP Vietnam, Dabaco Group และ De Heus Vietnam จะเข้าร่วมงาน พร้อมองค์กรสมาคมด้านปศุสัตว์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดของอุตสาหกรรม ขณะนี้ ILDEX Vietnam เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 พฤษภาคม 2569 ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม 




 




 
 
ILDEX Exhibitions 

Social media:  
www.facebook.com/ILDEXEXHIBITIONS / //www.linkedin.com/showcase/ildex-exhibitions  
Website: //www.ildex-vietnam.com / //www.ildex-indonesia.com / https://ildex-philippines.com  
 
Horti & Agri Series 

Social media: //www.facebook.com/HortiAgriAsia / //www.linkedin.com/showcase/hortiagriasia  
Website: https://hortiandagriasia.com  

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน อีเมล์ communications@vnuasiapacific.com โทร.02111 6611




 





 



Create Date : 13 มีนาคม 2569
Last Update : 13 มีนาคม 2569 10:05:07 น.
Counter : 519 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook
อวดโฉมกล้วยไม้ดินใบหมาก 2 พันธุ์ใหม่ ออกดอกไว-จำหน่ายได้เร็ว

กรมวิชาการเกษตร อวดโฉมกล้วยไม้ดินใบหมาก 2 พันธุ์ใหม่ 2 สี 2 ขนาด ออกดอกไว จำหน่ายได้เร็วกว่าพันธุ์การค้า

     
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กล้วยไม้ สกุลสปาโทกลอสทิส หรือ เอื้องใบหมาก เป็นกล้วยไม้ดินที่นิยมปลูกเลี้ยงกันทั่วไป มีหลายสายพันธุ์และสีสันหลากหลาย สามารถปลูกได้ดีเกือบทุกสภาพแวดล้อม ในประเทศไทยนิยมปลูกเป็นไม้กระถางและไม้ประดับสวน เนื่องจากปลูกเลี้ยงดูแลรักษาค่อนข้างง่าย ดอกมีความสวยงามสะดุดตา และอายุใช้งานยาวนาน


ปัจจุบันกล้วยไม้สปาโทกลอสทิสมีแนวโน้มพัฒนาเพื่อการส่งออกได้ทั้งในรูปของหัวพันธุ์และไม้กระถาง ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร จึงพัฒนาสายพันธุ์ใหม่เพื่อใช้ประโยชน์เป็นไม้กระถางขนาดเล็กและขนาดกลาง





 





 
รวมทั้งมีรูปทรง ขนาดและสีของดอกตรงตามความต้องการของตลาดโดยดำเนินการตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์จนได้กล้วยไม้กล้วยไม้สปาโทกลอสทิสสายพันธุ์ใหม่จำนวน 2 พันธุ์ ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์แนะนำเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยใช้ชื่อกล้วยไม้ 2 พันธุ์ใหม่นี้ว่า กล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 และ กล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 2

     
กล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 เป็นสายพันธุ์ที่คัดเลือกจากลูกผสมระหว่างแม่พันธุ์ Spa-48-03 กับพ่อพันธุ์ Spa-48-01 ปลูกเปรียบเทียบพันธุ์กับพันธุ์การค้า ได้แก่ พราวชมพู และม่วงทองผาภูมิ ร่วมกับการทดสอบความพึงพอใจของผู้บริโภค





 





 
พบว่า ผู้บริโภคให้ความพึงพอใจกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 เป็นลำดับที่ 1 เนื่องจากกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 มีลักษณะเด่นต้นกะทัดรัด การจัดเรียงตัวของใบรูปร่างสวยงามเป็นระเบียบ แตกกอดี ออกดอกเร็ว ดอกเป็นกระจุกอยู่ที่ปลายช่อ กลีบดอกสีม่วงเข้ม ก้านช่อดอกตั้งตรงและแข็งแรง และมีจำนวนดอกมากกว่าพันธุ์พราวชมพูและม่วงทองผาภูมิ


โดยกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 มีอายุดอกแรกบาน 93 วัน ออกดอกเร็วกว่าพันธุ์พราวชมพูซึ่งมีอายุดอกแรกบาน 143 วัน และพันธุ์ม่วงทองผาภูมิซึ่งมีอายุดอกแรกบาน 166 วัน รวมทั้งกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 ยังมีจำนวนดอกต่อช่อ 44.00 ดอก จำนวนช่อดอกต่อกระถาง 4.50 ช่อ มีความยาวช่อดอก 22.03 เซนติเมตร ช่อดอกสั้นจึงเหมาะสำหรับผลิตไม้กระถางขนาดเล็ก





 





 
สำหรับกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 2 เป็นสายพันธุ์ที่คัดเลือกจากลูกผสมระหว่างแม่พันธุ์ Spa-48-07 กับพ่อพันธุ์ S. kimbaliana ปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์การค้า ได้แก่ พราวชมพู และพันธุ์ม่วงทองผาภูมิ ร่วมกับการทดสอบความพึงพอใจของผู้บริโภค พบว่า กล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 2  แตกกอดี  ออกดอกเร็ว ดอกเป็นกระจุกอยู่ที่ปลายช่อ


กลีบดอกสีส้มออกชมพู ช่อดอกอยู่เหนือทรงพุ่ม ก้านช่อดอกตั้งตรงและแข็งแรง ใบเรียงตัวสวยงาม จำนวนดอกมากกว่าพันธุ์พราวชมพูและพันธุ์ม่วงทองผาภูมิโดยมีอายุดอกแรกบาน 102 วัน จำนวนดอกต่อช่อ 39.90 ดอกจำนวนช่อดอกต่อกระถาง 4.19 ช่อ  มีความยาวช่อดอก 36.45 เซนติเมตร จึงเหมาะสำหรับผลิตไม้กระถางขนาดกลาง





 





 
จากลักษณะเด่นของกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 1 และ กล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์ กวก. เชียงราย 2 ซึ่งออกดอกเร็วกว่าพันธุ์การค้าจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและยังทำให้สามารถจำหน่ายได้เร็ว


ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ได้เตรียมความพร้อมของพันธุ์เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรโดยทำการขยายต้นพันธุ์ลงในกระถางขนาด 4 นิ้ว จำนวน 1,000 กระถาง หรือประมาณ 5,000 - 6,000 หัว เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจกล้วยไม้พันธุ์ใหม่ทั้ง 2 พันธุ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย โทรศัพท์ 053-170101 , 053-170102



 


 



 



Create Date : 31 ตุลาคม 2568
Last Update : 31 ตุลาคม 2568 15:13:39 น.
Counter : 366 Pageviews.

0 comment
Share to Facebook
แนะพัฒนาสวนทุเรียนน้ำแร่พบพระ’รองรับท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

สศท.2 แนะแนวทางพัฒนาสวนทุเรียนคุณภาพ ‘ทุเรียนน้ำแร่พบพระ’ จ.ตาก รองรับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ


นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงาน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดตากมีภูมิประเทศโดดเด่นด้วยธรรมชาติและความเหมาะสมต่อ การทำเกษตร โดยเฉพาะ “ทุเรียนพบพระ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทุเรียนน้ำแร่พบพระ” ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าขึ้นชื่อ ของจังหวัดตาก พบปลูกในพื้นที่อำเภอพบพระ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทุเรียนภูเขาฝั่งตะวันตกของไทยติดพรมแดนเมียนมาร์


สำหรับจุดเด่นของทุเรียนน้ำแร่พบพระ คือผลผลิตจะออกหลังฤดูกาลทุเรียนของจังหวัดอื่น ทั้งในภาคเหนือและภาคตะวันออก ทำให้ในช่วงปลายฤดูทุเรียนของไทยยังมีทุเรียนพบพระออกมาป้อนตลาดให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้ลิ้มรสความอร่อยอย่างต่อเนื่อง







 







 
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนพบพระมากขึ้น เนื่องจากกระแสของความต้องการบริโภค ทั้งตลาดในประเทศและตลาดจีน ส่งผลให้ราคาทุเรียนสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 5 - 6 ปี ที่ผ่านมา จูงใจให้เกษตรกรบางส่วนหันมาปลูกและขยายเนื้อที่ปลูกเพิ่ม


อย่างไรก็ตาม ทุเรียนน้ำแร่พบพระจะปลูกบนพื้นที่ภูเขาและลาดเชิงเขาทำให้การจัดการสวนตลอดอายุต้นทุเรียนยากกว่าพื้นที่ราบ หากเกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศ หรือการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตทันที


จากการลงพื้นที่ของ สศท.2 ยังพบว่า สวนทุเรียนพบพระคุณภาพดี ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแปลงต้นแบบ คือ สวนทุเรียนวรรณา ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นสวนทุเรียน ที่ได้คุณภาพ มีมาตรฐาน GAP อีกทั้งยังเป็นสวนเกษตรเชิงท่องเที่ยว โดยมีนางวรรณา รุจะศิริ เป็นเจ้าของสวน ได้มีการปลูกมายาวนานกว่า 20 ปี เนื้อที่ปลูกประมาณ 10 ไร่ หรือประมาณ 300 ต้น






 






 
เน้นการผลิตทุเรียนปลอดภัยโดยใช้ปุ๋ยและสารชีวภัณฑ์เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเน้นจำหน่ายให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ตามเส้นทางธรรมชาติของจังหวัดตากที่อยากลิ้มลองรสชาติทุเรียนน้ำแร่พบพระจังหวัดตาก


"เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานทุเรียนน้ำแร่พบพระ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรร่วมบูรณาการพัฒนาการผลิตและจัดการสวนทุเรียนคุณภาพให้ได้มาตรฐาน เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงกลาง – ปลายฤดูฝน ที่ผลผลิตออกมาก"


มีแนวทางสำคัญ คือ เร่งพัฒนาเกษตรกรให้ผลิตทุเรียนคุณภาพ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้หรือพาไปศึกษา ดูงานในพื้นที่ต้นแบบ การเสริมทักษะเจ้าหน้าที่ภาครัฐด้านการผลิต การจัดการสวน การป้องกันโรคแมลง และการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม จัดทำโครงการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม สร้างต้นแบบฟาร์มทุเรียนอัจฉริยะเพื่อขยายผลสู่สวนอื่น






 





 

การประชาสัมพันธ์การผลิตทุเรียนคุณภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกยกเลิกคำสั่งซื้อ การผลักดันทุเรียนพบพระเป็นสินค้า GI รวมถึงรักษามาตรฐานผลผลิตเพื่อสร้างโอกาสซื้อซ้ำ และส่งเสริมเครือข่ายการผลิตและการตลาดทุเรียน เชื่อมโยงภายในประเทศ เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดส่งออกในอนาคต


สำหรับสถานการณ์การผลิตทุเรียนน้ำแร่พบพระ จังหวัดตาก ปี 2568 (ข้อมูล ณ 27 ต.ค. 68) คาดว่า มีพื้นที่ปลูกทุเรียนยืนต้น 4,678 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 72.97 ของพื้นที่ปลูกทั้งจังหวัด (6,411 ไร่) และ มีพื้นที่ให้ผลแล้ว 2,710 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 71.88 ของพื้นที่ให้ผลทั้งจังหวัด (3,770 ไร่) ผลผลิตรวม 2,141 ตัน (ผลผลิตออก มิ.ย. - ต.ค.) คิดเป็น ร้อยละ 69.60 ของผลผลิตรวมทั้งจังหวัด (3,076 ตัน)


เกษตรกรอำเภอพบพระที่ขึ้นทะเบียนการปลูก 177 ราย (ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรอำเภอพบพระ จังหวัดตาก) เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์หมอนทอง จะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม และเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 5 – 7 ปี โดยราคาเฉลี่ย ปี 2568 แบ่งตามเกรด คือ เกรด A ราคา 90 - 100 บาท/กิโลกรัม เกรด B ราคา 40 - 60 บาท/กิโลกรัม และตกเกรด







 






 
ทั้งนี้เช่น หล่น แก่จัด จำหน่ายราคา 10 - 20 บาท/กิโลกรัม ซึ่งผลผลิตกลุ่มตกเกรดจะมีเนื้อนิ่ม สุกเละ และกลิ่นแรง แต่จะเป็นที่นิยมของชาวเมียนมาร์ สำหรับช่องทางการจำหน่าย พบว่า ผลผลิตร้อยละ 70 จำหน่ายให้แก่ลูกค้าประจำที่เป็นพ่อค้าจากอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ร้อยละ 20 จำหน่ายให้แก่ชาวเมียนมาร์ที่เข้ามาทำงานหรือ พักอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น


ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 เกษตรกรตั้งร้านจำหน่ายผลผลิตริมทาง นอกจากนี้ ยังพบว่า มีเกษตรกรบางส่วนที่นำผลผลิตมาแปรรูปเป็นทุเรียนกวน จำหน่ายในราคา 350 บาท/กิโลกรัม และทุเรียนทอด ราคา 600 บาท/กิโลกรัม


ทั้งนี้ ท่านใดสนใจข้การทำการเกษตร โดยเฉพาะอมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ สศท.2 โทร 0 5532 2650 และ 0 5532 2658 หรืออีเมล zone2@oae.go.th





 




 



Create Date : 29 ตุลาคม 2568
Last Update : 29 ตุลาคม 2568 16:54:27 น.
Counter : 127 Pageviews.

0 comment
Share to Facebook
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  

สมาชิกหมายเลข 3402302
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



contact >> parwnation@gmail.com
hello welcome
contact =>>parwnation@gmail.com
New Comments