YOU are not afraid. You think YOU are afraid. ~Shantimayi~
ชีวิตแย่ๆ

ใช่… ก็เป็นครูแหละ แต่เป็นครูที่ลาออกแล้ว
(ตกลงแล้ว ทั้งสัปดาห์ สอนอยู่แค่ 1-2 ชั่วโมง)
งั้นอย่าเรียกกันว่าครูเลย ...นะคะ
มันไม่คู่ควรน่ะ

ถามว่ารักเด็กมั้ย?
ง่า...เอาเป็นว่า ทำงานกับผู้ใหญ่แล้วสบายใจกว่า
คือไม่ได้ไม่ชอบเขาหรอก แต่ไม่รู้ว่าเราควรจะทำตัวแบบไหน
ส่วนตัวเป็นคนเงียบ แต่ดุเสียงดัง สนใจแต่เรื่องซีเรียสๆ (ปรัชญาการเมืองเป็นอาทิ)
แต่อย่าให้เก๊กหลุด เพราะบ้าบอได้อย่างกับเด็ก 10 ขวบ
แต่อยู่กับเด็กทำอย่างนั้นได้ไงล่ะ

เมื่อเช้านี้พ่อบอกว่า เราเป็นคนที่มีความขัดแย้งในตัวอย่างมากๆ
“ป๊าก็เห็นเธอเล่นกับแมวได้ ดูแลมันได้ ทนมันได้
แต่ทำไมเธอบอกว่าเธอทนเด็กไม่ได้
ป๊าว่าแมวน่ารำคาญกว่าเด็กตั้งเยอะ”
เฮ้ย! มันเทียบกันได้ด้วยเหรอ? หรือว่าได้?
เออเนอะ คุณสมบัติก็ใกล้เคียงกัน
ขี้อ้อน ดื้อ ซน พูดไม่ฟัง โลกส่วนตัวสูง แต่เรียกร้องความสนใจชะมัด
แต่ก็จริงน่ะ ไม่รู้ทำไม ถ้าให้เลือกเลี้ยงระหว่างแมวกับเด็ก
เราเลือกแมวน่ะ บ้ามะ?

แต่ถามว่าอยากกลับไปสอนมั้ย
คงตอบว่าอยาก เพราะถ้าต้องเลือกระหว่าง
ทำงานท่ามกลางหมู่เด็ก กับต้องออกไปสมาคมพบปะกับใครต่อใครมากมาย
เราก็ขอเลือกการได้อยู่ท่ามกลางหมู่เด็กดีกว่า
ตอนนี้ทำงานนิตยสารไง มันต้องไปงานบ่อยๆ
ยิ่งไปยิ่งไม่ชอบ แรกๆ ก็ยังไม่ค่อยรู้สึกหรอก
ก็ทำได้ดีพอสมควรน่ะ ก็ตามเคย เอาหน้ากากแปะหน้าไว้
ป้ายยิ้มเข้าไปที่ปาก กรีดขอบตาให้คมๆ เป็นสาวสังคมเข้าไว้
ไปถึงก็ยิ้มหวานส่งให้ ลงทะเบียน ยื่นนามบัตร
ยิ้มแย้มแจ่มใส ถ่ายรูป สัมภาษณ์ พูดคุย จดรายละเอียด
แต่ทำไมยิ่งวันๆ ยิ่งไม่ชอบวะ
ทำไมยิ่งวันๆ เรายิ่งรู้สึก “หมั่นไส้” งานเหล่านั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
เย็นนี้ต้องไปอีกงานหนึ่ง รู้สึกไม่ชอบเลย
ถามตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่ชอบ ได้คำตอบแวบขึ้นมาว่า
มันหมั่นไส้ ปนรำคาญ ...เฮ้ย! รู้สึกอย่างนี้ได้ไงวะ
ก็ด่าตัวเองอีก แล้วก็รีบๆ ลบความรู้สึกนั้นทิ้งไป
อะไรของมึง?!!! -_-“

มาถึงเรื่องงาน ได้งานที่อยากทำมากๆๆๆๆ แล้วนี่นา
แล้วนี่เป็นอะไรอีก มันขี้เกียจ หรือมันเป็นเอี้ยอะไรวะ
มันหงุดหงิดๆ ไม่เป็นตัวของตัวเอง
ไม่อยากทำงานประจำน่ะ ไม่ชอบการเข้าไปนั่งในออฟฟิศ
(บ่นไป ก็อายตัวเองไป พูดอะไรไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เอาเสียเลย)
อยากทำงานอิสระน่ะ จะว่าไป เราเคยอิสระเกินไป
ไม่เคยอยู่ในระบบระเบียบอะไรกับเค้าได้เลย
ตอนทำงานที่เดิมแย่กว่านี้อีก ที่มันแบบว่าโคตรจะออฟฟิศน่ะ
แถมเป้าหมายของบริษัทยังขัดกับสิ่งที่เราเชื่ออีกเต็มๆ
ที่นี่น่ะ เราสบายใจทุกอย่าง แต่ไปๆ มาๆ ทำไมเราถึงรู้สึกอย่างนี้นะ
เพื่อนหลายคนที่ปรามาส (เอ... ใช้คำนี้ถูกมั้ยนะ) เราไว้ว่า
เฮ้ย! อย่างแกเนี่ยนะ จะทำงานเป็นเวลาได้อย่างที่คนอื่นเค้าทำกัน
ก็เคยมีอิสระน่ะ หิ้วโน้ตบุ๊คตัวเดียว (ตอนที่แบตมันยังไม่เจ๊งบ๊งขนาดนี้)
ไปนั่งทำงานที่ไหนต่อไหน สถานที่เป็นใจ งานลื่นไหล สมองใสปิ๊ง
ก็เป็นคนชอบทำงานคนเดียวน่ะ ชอบอยู่เงียบๆ ชอบค้นคว้า
ชอบ search เน็ต คุ้ยห้องสมุด
ล่าสุดมานี้ชอบปลูกต้นไม้ นั่งคุยกับต้นไม้อยู่ได้ทุกเช้า
วันหยุดเป็นไม่ได้ เป็นต้องจัดนู่นเติมนี่ ง่วนอยู่ที่ระเบียงนั่นแหละ
คุยกับต้นไม้ สบายใจจะตาย

เต้น – เต้นเหรอ คืออะไร? อ้าว!
ชีวิตนักเต้นมันจางลงไปทุกที เราปฏิเสธงานกระจุกระจาย
ไม่อยากเต้นตามงานคอมเมอเชียล (ย้ำว่าไม่ใช่พริตตี้ หรือโคโลโยตี้)
มันได้เงินง่ายก็จริง แต่ว่าเราไม่ชอบทุนนิยม
มันเกี่ยวกันมั้ย เกี่ยวสิ เราเต้นเพื่อ...
เอ่อ.. เพื่อการแสวงหาทางจิตวิญญาณ เราเต้นเพื่อบรรลุถึงประสบการณ์บางอย่าง
มันไม่ใช่เรื่องการสร้างความบันเทิงให้คนอื่น แต่มันคือการสร้างความปีติสุขให้จิตวิญญาณ
ยิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนคนบ้า แต่เรารู้ว่ามันมีจริง
แล้วเราเคยสัมผัสมันมาแล้วด้วย ถ้าเราไม่เคยฝึกโยคะ เราก็คงไม่เข้าใจ
แต่เพราะเราเข้าใจเราเลยอยากสอนโยคะให้นักเรียนเต้นของเรา
การเต้นมันล้ำค่ามากยิ่งไปกว่าความสวยงาม
ความเซ็กซี่ หรือเทคนิคที่เก่งกาจ มันมากกว่านั้นจริงๆ
ปัญหาคือ ไม่มีใครเข้าใจเลย และเราก็มีปัญหาในการสอนเด็ก
เพราะเราสอนเต้นในภาษาเด็กๆ ให้เด็กๆ ที่ยังไม่ค่อยคิดมากอะไรเข้าใจได้
แล้วเราก็อึดอัดอยู่กับตัวเอง นี่แหละ เราถึงไม่อยากสอน
ไม่มีใครเข้าใจเราเลย
จริงสินะ เราเป็นบ้านี่นา

โรงเรียน – รู้แหละว่าต้องกลับไป อยากกลับไปไหม อยากนะ
อยากช่วยพี่สาวทำงานของครอบครัว แต่แทรกตัวเข้าไปไม่ได้
อย่างที่บอก ว่าเราเป็นบ้า ผู้ใหญ่ยังฟังเราไม่รู้เรื่อง
เด็กที่ไหนมันจะทนเราได้ เราเองยังทนตัวเองไม่ได้เลย
มีหลายอย่างที่เราทำให้โรงเรียน แค่ก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องความเพี้ยนของตัวเองไปให้ได้
มีวิธีไหนบ้างไหม ที่ทำให้คนอย่างเราที่มีความคิดความเชื่อที่เพี้ยนๆ
แถมเชื่อว่าความเชื่อที่เพี้ยนๆ นั้น เป็นความเชื่อที่ถูกต้องเสียด้วย
สามารถกลับมาเชื่ออยากที่คนอื่นเค้าเชื่อ เป็นอย่างที่คนอื่นเค้าเป็นได้

เขียน – เขียนอะไรล่ะ นั่งเขียนคนเดียวเงียบๆ ได้มั้ยล่ะ
ไม่อยากออกไปทำหน้าที่สื่อมวลชน เบื่อเรื่องของคนอื่น อย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละ
ไม่รู้จะวุ่นวายอะไรกันมากมาย มันเป็นเทรนด์ทั้งนั้นแหละ
เกิดขึ้นวูบเดียว แล้วเดี๋ยวมันก็จาง
มองโลกในแง่ลบตลอดแหละเรา

มีปัญหาในการเข้าสังคม มีปัญหาในการคบเพื่อนใหม่
มีปัญหาในการสานสัมพันธ์กับเพื่อนเก่าๆ
วันนี้เพื่อนน้อยยิ่งกว่าน้อย
อยากทำอะไรเงียบๆ น่ะ มีมั้ย งานอะไรที่อยู่กับตัวเองเงียบๆ ได้
ไม่ต้องยุ่งกับเด็ก ไม่ต้องยุ่งกับสังคม ไม่ต้องยุ่งกับทุนนิยม
ทำไมชีวิตในโลกแห่งการใช้เงินมันอยู่ยากขนาดนี้วะ
มีอะไรมั้ยที่เป็นไปได้ในความเป็นจริง

เรียนก็จบแล้ว ถ้าแต่งงานก็มีลูกอายุ 1 ขวบนึงได้แล้ว
ความรับผิดชอบอยู่ไหน ความอดทนอยู่ไหน
ทำอะไรได้เรื่องบ้าง มีอะไรให้พ่อแม่ภูมิใจได้มั้ย
เพื่อนๆ เค้าก้าวไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
ทำไมเรามันโง่อย่างนี้นะ


Create Date : 11 ธันวาคม 2551
Last Update : 11 ธันวาคม 2551 16:49:57 น. 6 comments
Counter : 369 Pageviews.

 


แค่แวะมาส่องดู [จริง ๆ นะเนี่ย]

สุขสันต์วันพฤหัสข๊า ๆ


โดย: yosita_yoyo วันที่: 11 ธันวาคม 2551 เวลา:17:20:51 น.  

 
ผมทำงานนิตยสารครับ ทำมา 5 ปีละ บางวันก็เบื่อ บางทีก็เหนื่อย ไปงานสังคมก็เหมือนใส่หน้ากาก ถ้าไม่ถือกระเป๋าราคาแพง ก็อาจจะโดนมองตั้งแต่หัวจดเท้า นามบัตรไม่ดังพอก็ดูไม่เจ๋ง ดังนั้นบางวันผมก็เบื่อ บางทีผมก็เหนื่อย แต่สุดท้ายผมก็ได้คำตอบว่าผมรักงานที่ผมทำ เพราะอย่างน้อยผมก็ยังมีโอกาสได้คิดและเขียนในสิ่งที่ตัวเองอยากถ่ายทอดในบางส่วน...
เอาใจช่วยให้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองรักและทำได้ดีนะครับ


โดย: นะโม (ทานะ ) วันที่: 11 ธันวาคม 2551 เวลา:18:39:34 น.  

 
ทำในสิ่งที่รัก มุ่งมันในสิ่งที่ชอบ
ตั้งแต่ผม ฟังดนตรีบลูส์
ก็มีคนหาว่า บ้า
แต่ผมไม่สนใจ แค่ใจรักซะอย่าง



โดย: jimihendrix วันที่: 11 ธันวาคม 2551 เวลา:20:47:56 น.  

 
ครูเสี้ยว
ครูเสี้ยว
ครูเสี้ยว






โดย: ก.วรกะปัญญา (กะว่าก๋า ) วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:18:32:31 น.  

 
ใช่ว่าคนทำงานหนังสือทุกคนจะเป็นนักเขียนหรือรักการอ่านจริงๆจังๆ ส่วนหนึ่งและส่วนมากล้วนตอแหลสับปลับกันทั้งนั้น

อ้อ ผมเคยเห็นเด็กผู้หญิงอายุ17-18 ที่กลายเป็นแม่คน พวกเธออาจจะไม่ปราดเปรื่องแต่ผมก็รู้ได้ว่าบางส่วนในตัวพวกเธอได้เติบโตขึ้นกว่าคนที่อายุมากกว่านัก


โดย: *** IP: 118.172.18.135 วันที่: 13 ธันวาคม 2551 เวลา:15:23:46 น.  

 
ไม่รู้ว่าหายอาการอย่างนี้หรือยัง เป็นเหมือนกัน แต่คิดว่าแย่กว่า เพราะไม่เห็นได้ทำอย่างที่ตัวเองคิดไว้เลย แถมก็อารมณ์ฉุนเฉียวอีก คิดว่าคุณอายุยังน้อย คงปรับตัวได้ในอนาคต แต่เราแก่เกินเยียวยา ก็ปล่อยมันไป ไม่อยากให้ใครรู้สึกเหมือนเรา อยากให้ทุกคนมีความสุข จะได้แผ่สุขนั้นมาถึงเราด้วย ยอมรับว่าไม่สามารถสร้างสุขด้วยตัวเอง รอจากคนอื่นอย่างเดียว


โดย: คนเหมือนกัน IP: 61.91.74.126 วันที่: 26 ตุลาคม 2553 เวลา:17:11:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

gluhp
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




Here...
I'm on the rooftop

Between...
pavement and stars.

Here's...
hardly no day
nor hardly no night

There're things...
half in shadow
and half way in light

It's where...
I gather my thoughts
and grow my dreams

which...
are scattered
all around

In my words,
my songs,
my dance.

คน นั่งจ้องชีวิต
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
11 ธันวาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add gluhp's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.