YOU are not afraid. You think YOU are afraid. ~Shantimayi~
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉันเป็นครั้งแรก และหวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วยนะ

เอาล่ะ ฉันใช้เวลาถึงสามวันทีเดียวเพื่อทำใจ
การจะเล่าอะไรที่มันเจ็บปวดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าเนี่ย
ไม่ต่างจากการทุบกระหน่ำแผลเดิมลงไปซ้ำๆ ซ้ำๆ
วันนี้เป็นวันศุกร์ และสิ่งที่ฉันกำลังจะเล่านี้ เกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร

มันเป็นวันที่อากาศดีมากๆ วันหนึ่ง
เย็นวันนั้นฉันไปธุระแถวๆ ซอยอารีสัมพันธ์
ไปซ้อมเต้นที่บ้านรุ่นพี่คนหนึ่ง ไม่ห่างจากกรมประชาสัมพันธ์นัก
แต่รุ่นพี่คนที่นัดฉันมาช้า พวกเรา .. สามคนจึงออกไปกินข้าวกัน
ฉันไม่หิวนักหรอก ก็ไปนั่งชิลๆ เอาคอมพิวเตอร์ไปนั่งทำงานด้วย
มันคือแมคบุ๊คที่เพิ่งถอยออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว
มันรับใช้ฉันอย่างดี แรกๆ ที่เปลี่ยนมาใช้แมค
มันมีอะไรติดขัดอยู่บ้าง แต่พอเรียนรู้จักมันแล้ว ฉันรักมันมากๆ ทีเดียว

ไม่นาน รุ่นพี่คนนั้นก็โทร.มาว่าถึงแล้วนะ
เราสามคนเดินออกจากร้าน ก่อนจะเข้าไปที่บ้านเขา
ฉันชวนพี่ๆ อีกสองคนไปเซเว่นก่อน เพราะฉันอยากกินน้ำ
อากาศดีน่าเดินเล่นมากๆ ถนนแถวนี้ร้านค้าก็น่ารักๆ เยอะ
รุ่นพี่สองคนเดินด้านใน ฉันเดินด้านนอกสุด
แล้ว..
แล้ว.....
มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งมาจากทางด้านหลัง
กว่าฉันจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น
คอมพิวเตอร์สุดรักของฉันก็ถูกมันฉกไปแล้ว
มือของฉันไร้น้ำหนักของกระเป๋าโน้ตบุ๊คที่หนักราวสองกิโลกว่าๆ .. ฉันงุนงง
มันเร่งเครื่องเร่งความเร็วขึ้น พร้อมๆ กับที่ฉันมีสติรู้ตัว
ตะโกนขึ้นมา พร้อมกับออกวิ่ง ... มอเตอร์ไซค์คันนั้นเอากระเป๋าฉันไป
ฉันตะโกนสุดเสียง แล้ววิ่งไปด้วย คนแถวนั้นมองฉันเฉยๆ
ไม่มีใครดูตกอกตกใจหรือทุกข์ร้อนอะไรเลย
เขามองตามไปยังทิศทางที่ฉันชี้นิ้ว แล้วก็หันกลับ เดินคุยกันต่อ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน
แต่ก็มีคนแถวๆ นั้นขี่มอเตอร์ไซค์ช่วยตามไปด้วย ... แต่ช้าไปเสียแล้ว
ฉันวิ่งมาถึงทางแยก เจอตุ๊กตุ๊กคันหนึ่ง
(นึกภาพกลับไปตอนนี้ก็ขำตัวเอง ^_^)
ฉันบอกพี่จอด!!! แล้วเหวี่ยวตัวกระโดดขึ้นรถจากทางซ้ายอย่างกับในหนัง
ถ้าไม่เรียนเต้นคงกระโดดไม่ขึ้นหรอก บอกอย่างเสียขวัญ
ฉัน : พี่ ตามมันไป! (กรุณานึกภาพในหนัง)
ตุ๊กตุ๊ก : (งง) ตามใครครับ?
ฉัน : มอไซคันนั้น (คันนั้นน่ะคันไหน มันหายไปแล้ว) ไม่รู้อะพี่ ไปก่อน เลี้ยวไปๆๆๆ
ตุ๊กตุ๊ก : ครับๆ
ก็คงจะพอเดาออกใช่ไหม เขาหายไปแล้ว ฉันเหมือนคนบ้าบนรถตุ๊กตุ๊ก
ที่คอยแต่รอคำสั่งฉันว่าจะให้ไปไหน ซึ่งฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน
ชีวิตมันสิ้นหวังไปหมดแล้ว ฉันนึกทบทวนว่าในนั้นมีอะไรบ้าง
โน้ตบุ๊คสุดรัก โทรศัพท์มือถือ ทั้งสองอย่างนี้เต็มไปด้วยข้อมูลที่ฉันจำเป็นต้องใช้
แล้วยังเอกสารสำคัญที่ฉันใส่ไว้ในนั้นด้วย เงินประมาณ 500 บาท
มูลค่ากระเป๋า 1,200 ฉันเจ็บใจๆๆๆๆ มันสิ้นหวังไปหมด

ฉัน : พี่ ย้อนกลับทางเดิมเถอะค่ะ ไปส่งหนูที่เดิมที
ฉันพูดออกมาในที่สุด ในใจตอนนั้นสับสนว้าวุ่นใจไปหมด
พี่ตุ๊กตุ๊กวนกลับมาส่งฉันที่เดิม คิดค่าเหนื่อย 20 บาท ทั้งๆ ที่วนรอบใหญ่มาก
อ้อ.. โชคดีที่กระเป๋าอีกใบนั้น ฉันสะพายไว้ บัตรและเงินอยู่ในกระเป๋าใบนี้ ไม่งั้นฉันแย่กว่านี้แน่
เดินตุปัดตุเป๋ลงมาที่เดิม ไร้วี่แววของรุ่นพี่สองที่มาด้วยกัน เขาคงตกใจน่าดู
ฉันมุ่งไปหาโทรศัพท์ที่หน้า 7-11 หยอดเหรียญ 10 ลงไป เพราะไม่มีแก่ใจจะเลือกเหรียญ
คนแถวนั้นจับกลุ่มคุยกันเรื่องฉัน เซเว่นเริ่มเปิดทีวีวงจรปิดย้อนดู
ฉันกดเบอร์โทรศัพท์ที่คุ้นเคยที่สุดโดยไม่รู้ตัว ... เสียงปลายสายรับ
ฉันละล่ำละลักถามเขาว่าเขาอยู่ไหน
...ออฟฟิศ... เขาตอบกลับมา
ฉันร้องขอความช่วยเหลือจากเขา เขารับปากว่าเขาจะมาหาฉันทันที
ฉันน้ำตาคลอ แต่ยังไม่ไหล เพราะมันไม่ยอมไหล ความช็อกมันมีมากกว่า

ฉันวางหูแล้วเดินเข้าไปในเซเว่น
พี่คนขายโรตี ขายไส้กรอก ลูกชิ้นหน้าเซเว่นเข้ามามุงดูหน้าจอ
พยายามจะหาช่วงเวลาที่เกิดเหตุ
รุ่นพี่ฉันโผล่เข้ามาพอดี เขาโทร.หาตำรวจให้แล้ว
สักพักตำรวจก็มา ถามถึงรูปพรรณสัณฐาน และรายละเอียดๆ ต่างๆ ที่พอจำได้
(แต่ถึงตอนนี้ก็อดระแวงไม่ได้ มันก็คงพวกเดียวกันหมดรึเปล่า ตำรวจก็ด้วย)
ฉันได้แต่จดๆๆ เพราะฉันเองยังไร้สติอยู่มาก และนึกอะไรไม่ออกเลย
ตำรวจยังมีหน้ามาบอกอีก แถวนี้โดนบ่อย
จนซอยข้างๆ ต้องติดกล้องวงจรปิด แต่ซอยนี้ไม่ค่อยโดน เลยไม่ติด
ฉันฟังอย่างแค้น ต้องให้วัวหายก่อนหรือไง ถึงค่อยล้อมคอก
แต่ฉันตัดใจไปแล้วว่ายังไงเสียก็ไม่ได้คืน อากาศเย็น แต่ฉันเหงื่อซึม

ตำรวจให้ไปสน.พญาไท ฉันโทร.บอกเขาคนนั้นให้ไปเจอกันที่นั่น
แล้วซ้อนมอเตอร์ไซค์ตำรวจไป งานที่ฉันรับเต้นนั้น ฉันขอบาย
ขอโทษรุ่นพี่ทั้งสามคน เพราะฉันคงเต้นไม่ไหวจริงๆ
อากาศคืนนั้นหนาวมากๆ ดูเหมือนจะมีฝนนิดๆ ด้วย
แต่ฉันไม่รู้สึกหนาว เพราะข้างในมันร้อนมาก ร้อนไปหมด
แต่ก็ยังคงมีอารมณ์ตื่นเต้นแปลกๆ ที่ได้ซ้อนมอไซของตำรวจ
ประมาณ 10 นาทีก็ถึงสน.พญาไท ฉันลงจากมอเตอร์ไซค์อย่างสั่นๆ
หันไปเจอใครคนนั้นยืนรออยู่แล้ว เขาเดินก้าวเข้ามาหาฉัน
ช่วยไม่ได้ ฉันกอดเขาแน่นเหมือนเด็กๆ น้ำตาฉันเริ่มไหลลงมาได้แล้ว
เพิ่งรู้ตัวตอนที่สัมผัสเสื้ออุ่นๆ ของเขาว่า ตัวเองกำลังหนาวมาก
ตำรวจคนที่พาฉันมาบอกทางให้เข้าไปพบกับตำรวจที่อยู่ด้านใน

จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของการเขียนสำนวนฟ้อง (เรียกอย่างนี้ถูกหรือเปล่า)
เขาช่วยฉันโทร.หาพ่อหาแม่ระหว่างที่ฉันคุยกับตำรวจ
กว่าจะเสร็จสิ้นก็นานพอดูทีเดียว สมองฉันยังมึนงง
พ่อบอกเขาทางโทรศัพท์ว่าให้ช่วยดูแลฉันด้วย พาไปกินข้าวด้วยนะ
ใช่.. ฉันกำลังเสียขวัญมาก อย่าว่าแต่จะกินข้าวเลย
ของเดิมก็ร่ำๆ อยากจะย้อนออกมาด้วยซ้ำ
ฉันขอไปนั่งพักที่ออฟฟิศของเขาก่อน
ฉันเองตอนนั้นทั้งอยากไปและไม่อยากไป
เพราะฉันกลัวว่าที่ออฟฟิศเขาไม่ต้อนรับฉัน
และก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่อยากให้ฉันไปนักเหมือนกัน
หรือฉันคิดไปเองก็ไม่รู้ แต่ฉันเองก็ยังไม่อยากกลับบ้านในตอนนั้น
ในที่สุด เขาก็พาฉันนั่งรถแท็กซี่ไปที่ออฟฟิศเขา
ฉันยืมคอมที่นั่นอัพเดทเฟสบุ๊ค และเปลี่ยนพาสเวิร์ดทุกสิ่งทุกอย่าง
เพราะข้อมูลค้างอยู่ในเครื่องและมือถือ ฉันไม่อย่ากเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
เพราะสิ่งเหล่านั้นจะเป็นหนทางเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของฉัน

เขานั่งเคลียร์งานอยู่ที่โต๊ะของเขาสักครู่ เขาก็พาฉันมาส่งบ้าน
ฉันเพิ่งร้องไห้ออกที่หน้าบ้านฉันเอง
ความรู้สึกมันผสมผสานกันหลายอย่าง
ทั้งเรื่องระหว่างเรา ทั้งเรื่องคอมพิวเตอร์
ฉันร้องไห้และพูดไม่เป็นภาษา
ใช้เวลาสักพักทีเดียวกว่าจะสงบจิตสงบใจได้

แล้วฉันก็ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ
ใครๆ ก็ว่าฉันโชคดีที่ไม่เจ็บตัวอะไรเลย
คงเพราะฉันล่องลอยด้วยละมั้ง เลยไม่ทันขัดขืน
ถ้าขัดขืนคงมีเจ็บบ้างแหละ
ข้อมูลส่วนใหญ่ฉันจะมีแบ็กอัพเอาไว้ตามอีเมล์บ้าง ใน facebook บ้า
แม้แต่ใน bloggang ก็พอจะช่วยอะไรได้บ้าง
แต่รูปที่ high quality (ในคอมมันจะ compress จนความละเอียดน้อย)
แล้วก็เอกสารที่หายไปทั้งปึก รวมทั้งสมุดไดอารี่
(เล่มที่ซื้อที่ดอยตุง ที่เขาไปซื้อด้วยกันกับฉัน) ก็หลุดลอยไป
คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ที่ฉันแสนเสียดาย
ถึงตอนนี้ฉันก็ยังเสียดาย เสียใจ เจ็บใจ อารมณ์เสีย แค้น ฯลฯ
อารมณ์ปนเปกันไม่ค่อยถูก
พยายามคิดว่าฉันคงติดค้างอะไรเขาในชาติก่อน
เขาถึงมาเอาคืนกับฉันในรูปแบบนี้ ถ้าฉันจองเวรเขาอีก
ฉันก็จะต้องไปเอาเขาคืนอีกต่อไปไม่มีสิ้นสุด

ตอนนี้อยู่ในช่วงที่ฉันกำลังทำใจ การสูญเสียของนอกกาย
อาจเจ็บใจ แต่อย่างไรเสียก็ไม่ร้ายแรงเท่าการสูญเสียที่ลึกกว่านั้น
ทุกข์ของฉัน เทียบไม่ได้แม้สักกระผีกของผู้ประสบภัย
ทั้งภาคใต้ ทั้งญี่ปุ่น ทั้งพม่า ของฉันมันเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก จริงไหน
ฉันกลับมาใช้โน้ตบุ๊คเครื่องเดิม เครื่องที่ฉันใช้มันมาเจ็ดปี
แม้มันจะแก่มากจนทำให้งานการเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะมันช้ามาก
และแป้นคีย์บอร์ดก็พัง จนต้องพกคีย์บอร์ดเสริมไปไหนต่อไหนด้วย
แต่มันก็รับใช้ฉันได้ แบบพอไหว
ฉันยังคงจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก
งานที่ค้างอยู่ในนั้น ฉันยังไม่รู้จะเริ่มใหม่ยังไง
แต่ฉันต้องทำได้ ... ฉันต้องทำได้
เรื่องงานและโน้ตบุ๊ค และโทรศัพท์ ฉันจะค่อยๆ รู้สึกดีขึ้น

แต่กับเรื่องของเรา ....
ดูเหมือนว่า ... อะไรสักอย่างเบื้องบนกำลังใช้เหตุการณ์นี้
บอกอะไรบางอย่างแก่ตัวฉัน
ตอนนี้ฉันก็ได้แต่เสียใจเท่านั้นเอง

เดือนม.ค.-มี.ค. ฉันมีแต่เรื่องร้องไห้
แต่ต่อจากนี้ ฉันไม่เอาแล้วได้ไหม

ขอให้อะไรๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีด้วยเถอะนะ
ฉันขอโทษ
T T


Create Date : 01 เมษายน 2554
Last Update : 1 เมษายน 2554 20:42:39 น. 0 comments
Counter : 528 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

gluhp
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




Here...
I'm on the rooftop

Between...
pavement and stars.

Here's...
hardly no day
nor hardly no night

There're things...
half in shadow
and half way in light

It's where...
I gather my thoughts
and grow my dreams

which...
are scattered
all around

In my words,
my songs,
my dance.

คน นั่งจ้องชีวิต
Group Blog
 
<<
เมษายน 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
1 เมษายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add gluhp's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.