Group Blog
เมษายน 2552

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
ทนายอ้วนกลับบ้าน ตอนที่ 9 วันที่หกในเมลเบิร์น Golden Heritage Mile Walk
วันนี้ผมจะพาไปรู้จักเมลเบิร์นอย่างลึกๆครับ

เราจะไปเดิน Heritage Mile walk ครับ

เราสามารถซื้อหนังสือไกด์บุ๊คได้ที่ Infornation Centre ที่ Federaion Square ราคาประมาณ 10 กว่าเหรียญครับ แต่เล่มนี้ผมชื้อมาตอนเรียนอยู่ที่นู่น ผ่านการใช้งานมาอย้างโชคโชนครับ อิอิอิ

นังสือเล่มนี้มีแผนที่ พร้อมทั้งจุดสนใจต่างให้ทั้งหมดรวม 33 แห่งครับ โดยแบ่งเป็น 10 จุดสนใจครับ ไม่ต้องกลัวว่าจะเดินหลงนะครับเพราะทางเดินที่จะเดินไปจะมีหมุดสีทองกำกับตลอดเวลาครับ และสำหรับจุดสนใจจะมีหมุดบอกพร้อมตัวเลขครับ

Photobucket

เรามาเริ่มกันเลยนะครับ

จุดแรกเรียกว่า Queen’s Wharf เป็นจุดที่เรียกได้ว่าเป็นปากทางของเมลเบิร์นในสมัยก่อนเพราะเป็นจุดแรกที่คนที่ดินทางมาถึงเมลเบิร์นจะมาขึ้นจากเรือที่นี่ จะมีพวกโกดังสินค้าต่างๆมากมายและที่สำคัญ Customs House ที่ตอนหลังกลายมาเป็น Immigration Museum เมื่อก่อนเคยเป็นที่ทำการของ Customs House ออกแบบโดย J.J. Clark และสร้างเสร็จในปี 1873

PhotobucketPhotobucket

PhotobucketPhotobucket

PhotobucketPhotobucket

Photobucket

จุดที่ 2 เป็นจุดที่เชื่อกันว่า John Batman (บุคคลที่มาถึงดินแดนแถบนี้เป็นคนแรก) มาขึ้นบกที่นี่ ปัจจุบันเป็นหัวมุมถนน Flinders กับ William Streets

Photobucket

จุดที่ 3 อยู่ตรงบริเวณหัวมุมถนน Flinders Lane เป็นจุดที่เคยเป็นที่ตั้งของ โรงแรมแห่งแรกของเมลเบิร์น Fawkner’s Hotel ซึ่งเจ้าของก็คือ John Pascoe Fawkner เจ้าของหนังสือพิมพ์เล่มแรกของเมลเบิร์น และยังเป็นนักการเมืองอาชีพอีกด้วย

Photobucket

จุดที่ 4 ในปี 1852 John Zander ได้เริ่มธุรกิจคลังสินค้าของเค้าที่นี่ มีชื่อเรียกว่า Rutherglen House ซึ่งตั้งอยูบนถนน in Highlander Lane ในปี 1858 John Zander ไดตายลงและทิ้งภรรยาหม้าย Cecilia ให้ดูแลธุรกิจและลูกๆ ทั้ง 9 คน จนในปี 1873 ก้อได้ขยายกิจการออกไปจนตึกแถวนี้เป็นคลังสินค้าของครอบครัว Zander เกือบหมด ถ้าเราเดินไปทาง King Street จะเห็นตึกที่สร้างด้วยหินแกรนิตที่มีอายุตั้งแต่ปี 1850 อีกหลายหลัง เช่น Grain Store และ York Butter Factory ก่อนที่จะเลี้ยวเข้าสู่ Collins Street

Photobucket

ต่อมาในปี 1880 การค้าทั้งหมดได้ย้ายไปอยู่ที่ Victoria Dock บริเวณนี้ก็ได้กลายเป็น offices ไปหมด Patrick McCaughan นักธุรกิจชาวไอริชได้ซื้อที่ดินบริเวณทางด้านใต้ของ Collins Street และสร้างขึ้นเป็นออฟฟิสขึ้นมาและได้แบ่งขายให้ Chambers (1887), the New Zealand Insurance Company (1889) และ Winfield Building (1891) โดยตั้งชื่อตึกนี้ว่า Rialto ตึก Rialto นี้สร้างขึ้นเป็นสไตล์ Venetian Gothic ต่อมาเมิ่อธนาคารในเมลเบิร์นได้พังลงเพราะว่าวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1893 ได้ถูกปล่อยทิ้งแทบจะร้าง
จุดที่ 5 Venice ในแดนใต้
ตึก Rialto ซึ่งเป็นตึกที่สวยงามที่สุด ต่อมาได้กลายเป็นโรงแรม Le Meridien Hotel ออกแบบโดย William Pitt สถานปนิกชาวออสเตรเลียนโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของแหล่งธุรกิจใหญ่ของเวนิสในยุคกลาง มีการออกแบบให้มีห้องตัวอย่าง และ ออกแบบให้ตกแต่งด้านนอกด้วยอิฐสี และ โดมยอดแหลม

แต่การที่มีคนมาเช่าตึกมากมายนี้กลับทำให้เมลเบิร์นมีความสกปรกมากๆ ทั้งกลิ่นฉี่ และขยะ จึงได้มีชื่อเรียกว่า Smellbourne

ต่อมามีการขยายตึก The Winfield Building ไปจนถึง Melbourne Wool Exchange และต่อมาหนึ่งในหุ้นส่วน Thomas Fallon ก็ได้ล้มละลายลงด้วยพิษ วิกฤตเศรษฐกิจในปี 1893 Fallon ได้ยิงตัวตาย

PhotobucketPhotobucket

Photobucket

ตอนนี้เรามาพักกันก่อนครับ เราหาของอร่อยๆกินแถวนั้น มีคนทำงานกินกันทั้งนั้นเลย อิอิอิ

Photobucket

แล้วเราไปเดินต่อกันครับ

ในบริเวณนี้จะเป็นบริเวณที่เรียกว่า centre of Melbourne’s legal community ในสมัยนั้นครับ เพราะว่าเป็นที่ตั้งของ Supreme Court ทนายที่มีชื่อเสียงในสมันนั้นเช่น Alfred Deakin ซึ่งต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย ต่อมามีการสร้าง Supreme Court แห่งใหม่ขึ้น Normanby Chambers (1883) กับ Stalbridge Chambers (1891) ซึ่งเป็น legal chambers ก็ถูกตัดแปลงเป็น pub ให้พวกทนายความเข้ามานั่งดื่มก่อนที่จะไปศาล

จุดที่ 6
เมลเบิร์นเป็นเมืองทีมีถนนเส้นเล็กเส้นน้อยมากมานนะครับ ผู้ที่วางผังเมืองคือ Robert Hoddle เค้าได้ออกแบบถนนให้มีความกว้างมาตรฐานคือ 99 ฟุต และซอยเล็กซอยน้อยให้มีความกว้างมาตรฐาน 33 ฟุต และมีตรอก ซอกซอยระหว่างนั้นอีก เพื่อที่คนขนขยะจะได้ทำงานได้สะดวกครับ

The Australian Club จัดตั้งขึ้นในปี in 1878 มีสมาชิกเป็นนักธุรกิจ และ นักกฎหมายเกือบทั้งหมด ผู้ออกแบบคือ Lloyd Tayler

จุดที่ 7
The Savage Club จัดตั้งขึ้นในปี 1894 และได้ตั้งชื่อตามนักกวีชาวอังกฤษ Richard Savage ตั้งอยูที่ เลขที่ 12 - 16 Bank Place Sir William Clarke บารอนเนสคนแรกของออสเตรเลีย ได้สร้าง The Savage Club นี้ขึ้นในปี 1884-1885 และลูชายของเค้าที่ชื่อ Sir Rupert ได้ขาย The Savage Club นี้ในปี 1922

Club อีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากก็คือ Mitre Tavern ซึ่งจะเป็นสถานที่พบปะพูดคุยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของนักฏหมายและบรรดานักกีฬา สร้างขึ้นในปี 1860

จุดที่ 8, 9 และ 10 เนี่ยะอยู่บริเวณเดียวกันครับ

แต่เดิมแล้วสิ่งที่เป็นจุดศูนย์กลางก็คือ Hall of Commerce ตรงมุม ถนน Collins และ Queen Streets ลองจินตนาการดูนะครับว่าเหล่านายธนาคาร กับพวก shipping เนี่ยะออกมาทำธุรกิจกันเต็มไปหมด บางครั้งก็เลยออกมาถึงถนนเลย แต่พอมาถึงช่วงที่ที่ดินบูมมากๆ ก็มีการตั้ง Bank of Australasia ขึ้นไปปี 1878, ES&A Bank (1880-3) ซึ่งเป็นอาคารที่มีการตกแต่งสไตล์ Gothic และ William Pitt Stock Exchange of Melbourne (1889) ปัจจุบันเป็น ANZ Bank นอกจากนั้นยังมี National Mutual Life Company ซึ่งปัจจุบันคือ Bank of New Zealand ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1891-93 ตัวอาคารเป็นสไตล์ Venetian Gothic ด้วย ตึกทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บน มุม ถนน Collins และ Queen Streets

PhotobucketPhotobucket

Photobucket

จุดที่ 11 เป็นแหล่งช้อปปิ้งของเมลเบิร์มสมัยก่อครับ เรียกกันว่า The Block มีลักษณะเป็นห้องเล็กๆเรียงรายอยู่ในอาคาร เริ่มตั้งแต่ Collins Street ตัดผ่าน Little Collins Street ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งจนทะลุออกมาถึง Burke Street ครับ มีร้านขายของราคาแพงมากมายครับ ล้วนแต high end ทั้งนั้นเลย มีร้านชาที่มีชื่อเสียงมากด้วยชื่อ Hopetoun Tearoom ตั้งขึ้นในปี 1893 แต่เดิมเป็นสมาคมเย็บปักถักร้อยแห่งเมลเบิร์น ของภรรยาของ Governor ของ Victoria ที่ชื่อ Lord Hopetoun ก็เลยมีการตั้งชื่อตามผู้ที่ตั้งสมาคมแห่งนี้ขึ้น ร้านชานี้อยู่ห้องเลขที่ 6 ครับ

ถ้าได้มเดินอยู่ใน The Block เวลาเดินเข้ามาจาก Collins street แล้วพยายามเงนหน้ามองหาโดมขนาดใหญ่ด้วยนะครับ

พอข้ามจาก Little Collins Street เข้ามาแล้วให้ลองมองด๊ๆนะครับ จะเห็นเทพารักษ์รักษา The Block ครับ เป็นเทพารักษ์แบบฝรั่งเค้าเรียกตัว Gog (ชาย) และ Magog (หญิง) ครับ เจ้ายักษ์ 2 ตัวนี้จะตีระฆังบอกเวลาทุกๆชั่วโมงครับ

ร้านนึงที่น่าเข้าไปซื้อชื่อร้าน Lollies ครับ เป็นร้านขายลูกกวาด Homemade ครับ คนทำเค้าจะทำโชว์หน้าร้านด้วย ลูกกวาดร้านนี้สวยมากๆครับ อร่อยด้วย

PhotobucketPhotobucket

PhotobucketPhotobucket

PhotobucketPhotobucket

จุดที่ 12, 13, 14 และ 15 มีจุดที่น่าสนใจอยู่ที่ Melbourne Town Hall ครับ

สร้างเสร็จเมื่อปี 1870 และในคราวที่สนเด็จพระราชินีนาถ Elizabeth เสด็จเยือนประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 1954 ได้เสวยน้ำชา ณ มุขชั้นสองด้านหน้าด้วยครับ

ปี 1964 ศิลปินวง the Beatles ก็ได้ปรากฏตัวที่นี่อีกเหมือนกัน

สิ่งที่น่าสนใจของ Melbourne Town Hall มีหลายอย่างเลยครับ ลองเข้าชมดูครับมีทัวร์ฟรีให้เข้าชมได้ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ รอบ 11 โมง และ บ่ายโมงครับ ทัวร์จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครับ อย่าพลาดที่จะไปชม Grand Organ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ ครับ เค้าว่ากันว่าเป็นเปียนโนที่ใหญ่ และโรแมนติกมากๆๆ ใหญ่แค่ไหนเหรอครับ ใหญ่มากๆจนเราเข้าไปเดินใน organ ได้เลยนะครับ

เมื่อเดินเลียบอาคาร Melbourne Town Hall เลี้ยวซ้ายไปตาม Collins Street เดินไปนิดนึงมองทางด้านขวามือไว้ครับ ติดๆกับโรงแรม Westin คือ โรงละคร Regent

โรงละคร Regent เปิดแสดงรอบปฐมทัศน์ในวันที่ 15 มีนาคม 1929 ซึ่งต่อมาได้ขายต่อให้เครือ Hoyts มีความจุ 3250 ที่นั่ง ด้านในมี organ ของ Wulizer มีห้อง Ballroom และ Plaza อยู่ชั้นใต้ดิน

ในวันที่ 29 เมษายน 1945 โรงละครได้ถูกไฟไหม้ ตัวโรงละครและออร์แกนเสียหายมาก หลังจากที่ได้ทำการซ่อมแซมเสร็จแล้วก็ได้เปิดให้บริการอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 19 ธันวาคม 1974

ต่อมาในปี 1970 ก็ได้ปิดตัวลงอย่างถาวร ก่อนที่จะเปิดให้บริการอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี 1996 โดยละครเรื่องแรกที่เล่นที่โรงละครแห่งนี้คือ Synswt Boulevard โดย Andrew Loyyd Webber

PhotobucketPhotobucket

PhotobucketPhotobucket

จากตรงนี้ไปจะเป็นทางขึ้นเนินนะครับ คงต้องออกแรงเดินกันหน่อยครับ แถวนี้จะมีโบสถ์สวยๆ 2-3 แห่งครับ

โบสถ์แห่งแรกคือ Collin Street Baptish Church

โบสถ์หลังที่ 2 คื Scots Church สร้างขึ้นในปี 1873 ออกแบบและก่อสร้าโดย David Mitchell สถาปนิกและ ช่างก่อสร้างชาวสก็อตที่อพยพมาอยู่เมลเบิร์น

อีกแห่งหนึ่งคือ St Michaels Uniting Church (จุดที่ 17) ซึ่งออกแบบในสไตล์โรมาเนส

PhotobucketPhotobucket

PhotobucketPhotobucket

จุดที่ 18-24

และเมื่อเดินมาสุดถนน Collins Street ที่ขวางอยู่ข้างหน้าคือ Spring Street จุดนี้ถือไดว่าเป็นศูนย์กลางของเมลเบิร์นในสมัยก่อนเลยครับ เพราะเป็นศูยน์รวมของอำนาจ บริหาร และ นิติบัญญัติ ครับ

จุดแรกที่เราจะไปชมกันคือ Old Teasury Building ครับ

สร้างขึ้นในปี 1862 ซึ่งเป็นช่วงเวลา peak สุดของยุคตื่นทองในเมลเบิร์น ห้องใต้ดินถูกออกแบบให้สามารถเก็บทองมูลค่าได้ถึง 200 ล้านเหรียญ จากเหมืองทองทั่วรัฐ Victoria ออกแบบโดยสถาปนิกวัย 19 ปี JJ Clarks ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีทีสุดใมเมลเบิร์นแห่งหนึ่งครับ

อีกจุดหนึ่งซึ่งสำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือ Paliament House

เริ่มสร้างเมื่อปี 1856 โดนลงมือสร้าง ห้องประชุมหลักทั้งสองห้องก่อนครับ คือ The Lower House หรือ สภานินิบัญญัติในปัจจุบัน และ The Upper House หรือ สภาสูง

ในปี 1860 ได้ต่อเติมห้องสมุด และปี 1879 ได้ต่อเติม Queen's Hall

แบบแปลนแต่เดิมนั้นจะมีการสร้างโดมด้วย แค่ค่าก่อสร้างมันเกินงบประมาณจึงได้ตัดโดมออกไป

Paliament House มี Free tour ทุกวันธรรมดาที่ไม่มีการประชุมครับ (รอบ 10.00 / 11.00/12.00/14.00/15.00/15.45) อย่าลืมสังเกตุ Code of Arm ประจำรัฐ Victoria ที่อยู่ที่พื้นที่โถงกลางนะครับ อิอิอิ ทัวร์นี้จะใช้เวลา 30 - 45 นาที ขึ้นอยู่กับว่าไกด์ทัวร์ช่างคุยขนาดไหนครับ เค้าจะพาชมห้องประชุม สภานินิบัญญัติ ซึ่งตกแต่งด้วยพรมสีเขียวเพราะถือว่าสภานี้เป็นสภาที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ส่วนสภาสูง จะตกแต่งด้วยสีแดงครับ เพราะอยู่ใกล้กษัตริย์มากกว่าและห้องประชุมจะตกแต่งด้วยเทพเจ้าของกรีกต่างเพิ่มความขลัง อิอิอิ

ส่วนด้านหลังของ Paliament House มีสวนสวยๆด้วยครับ ชื่อ Paliament Garden

Photobucket//i652.photobucket.com/albums/uu246/kuhnball01/Trip/Melboune%202006/Day%2006/Page_48.jpg

PhotobucketPhotobucket

PhotobucketPhotobucket

Photobucket Photobucket

PhotobucketPhotobucket

เดินย้อนมาทาง Macarthur Street หน่อยนึงนะครับ เดินตรงไปจนสุดจะเห็นโบสถ์ยอดแหลมๆ คือ St. Pattrick Cathedral ครับ

สร้างในแบบโกธิคที่สวยงามและใหญ่โตมากๆเลยครับ ออกแบบโน Willian Wardal ลงมือสร้างในปี 1863 จนถึงปี 1939 จึงได้แล้วเสร็จครับ

ตัวโบสถ์สร้างขึ้นด้วย bluestone ประดับตกแต่งด้วย Stain glass ภายในมี organ ขนาดใหญ่มีท่อลมถึง 4500 ท่อครับ

PhotobucketPhotobucket

PhotobucketPhotobucket

จุดที่ 25 กลับมาอยู่หน้า Parliament อีกทีนึง ฝั่งตรงกันข้ามคือโรงแรม Windsor ครับ

เป็นโรงแรมหรูหรา 5 ดาวที่สร้างตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 ในสไตล์ Victorian อันหรูหรา นอกจากจะเป็นโรงแรมที่หรูหราแล้วยังมีความสำคัญทางด้านประวิติศาตร์ด้วย คือเป็นที่ประชุมเพื่อร่างรัฐธรรมนูญของออสเตรเลียในปี 1898 ด้วยครับ


โรงแรมนี้ได้ต้อนรับคนดังๆมากมาย เช่น Margaret Thatcher, Meryl Streep, Anthony Hopkins, Gregory Peck, Laurence Olivier, Vivien Leigh, Katharine Hepburn, Muhammad Ali, Basil Rathbone and Lauren Bacall as well as Australian prime ministers Sir Robert Menzies, Malcolm Fraser, Bob Hawke, Paul Keating อดีตนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย John Howard

เดินผ่านหน้า Paliament House มาคือ Princess Theater

สร้างเมื่อปี 1857 โดยการควบคุมของ ผู้จัดการโรงละครซึ่งเป็นดาราดังด้วยชื่อ George Coppin

โรงละครนี้เป็นอาคารหลังที่ 2 ที่สร้างขึ้นในที่ดินเดิม แต่เดิมนั้นคือ Astley's Amphitheatre เป็นโรงขี่ม้าแต่มีเวทีสำหรับแสดงด้วย ชื่อก็ได้มาจาก Astley Royal Amphitheatre ใกล้ๆ Westminster Bridge ใน London

ในปี 1857 ก็ได้มีการปรับปรุงใหม่แล้วตั้งชื่อว่า Princess Theater

PhotobucketPhotobucket

จุดที่ 26 - 33 อยู่บนทางเดินที่จะไป Royal Exhibition Building และ Calrton Garden ครับ

Royal Exhibition Building ถูกออกแบบ และถูกสร้างขึ้นโดย Joseph Reed เพื่อใช้เป็นอาคารจัดแสดงในงาน International Exhibition ในปี 1880 ตัวอาคารเป็นแบบ Italian Renaissance มีผังคล้ายๆกับโบสถ์ ครับ เสียดายที่วันที่เราไปเค้าปิดครับ เลยไม่ได้เข้าไปชมข้างในกันเลยครับ

ตัว Royal Exhibition Building ตั้งอยู่ในสวนขนาดใหญ่คือ Calrton Garden ที่นี่ก้อเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อีกแห่งของเมลเบิร์นครับ

PhotobucketPhotobucket

PhotobucketPhotobucket

ติดๆกันกับ Royal Exhibition Building คือ Melbourne Museum ครับ วันนี้ยังไม่พาไปดูครับ อิอิอิ

PhotobucketPhotobucket






Create Date : 14 เมษายน 2552
Last Update : 30 มีนาคม 2553 18:19:15 น.
Counter : 2061 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



ทนายอ้วน
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 151 คน [?]



Top บล็อกสูตรอาหาร