6 : 30 ชั่วการครบรอบของคืนวัน




6 : 30
ชั่วการครบรอบของคืนวัน

พล พะยาบ
คอลัมน์อาทิตย์เธียเตอร์ มติชนรายวัน 20 มกราคม 2551


*ที่ผ่านมาเคยเขียนถึงหนังอินโดนีเซียผ่านคอลัมน์นี้มาแล้ว 3 เรื่อง เรื่องแรก Janji Joni หรือ Joni's Promise (2005) เป็นหนังโรแมนติก-คอมิดี้เน้นเรื่องราวสนุกสนาน เรื่องที่สอง Long Road to Heaven (2007) จำลองและลงลึกยังเหตุการณ์ระเบิดบาหลี และสุดท้าย Love for Share (2006) เกี่ยวกับการมีภรรยามากกว่า 1 คน ในสังคมอินโดนีเซีย ซึ่งเขียนรวมกับหนังอีก 3 เรื่อง ในหัวข้อว่าด้วยหนังจากประเทศเพื่อนบ้าน

จากตัวอย่าง 3 เรื่องนี้ คงบอกถึงความหลากหลายของหนังอินโดนีเซียได้ในระดับหนึ่ง ยิ่งเมื่อมองภาพรวมจะยิ่งพบว่าวงการหนังแดนอิเหนามีพื้นที่ให้กับความหลากหลายของเนื้อหาเรื่องราวและประเภทของหนังจนน่าอิจฉา หากเทียบกับบ้านเราที่มีหนังเข้าฉายรายปีในจำนวนไม่ต่างกันนัก คือราว 50 เรื่อง แต่กว่าครึ่งค่อนเป็นหนังผีกับหนังตลก (คาเฟ่)

เล่าย้อนไปอีกนิดว่าอุตสาหกรรมหนังอินโดนีเซียกับอุตสาหกรรมหนังไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ถือว่าคลับคล้ายใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงซบเซาอย่างหนักต้นยุค 90 ก่อนจะฟื้นตัวช่วงปลายทศวรรษ (ของไทยเริ่มจากปรากฏการณ์ “2499 อันธพาลครองเมือง” ปี 2540 หรือ ค.ศ.1997 ส่วนของอินโดนีเซียคือหลังการลงจากอำนาจของซูฮาร์โตในปี 1998) จากนั้นอุตสาหกรรมหนังของทั้งสองประเทศก็เดินหน้าได้อย่างหนักแน่น แม้ปริมาณหนังในแต่ละปีจะไม่มากเท่ากับช่วงก่อนซบเซาก็ตาม

หนังไทยปัจจุบันอาจจะเหนือกว่าตรงที่มีหนังและคนทำหนังเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากกว่าอย่างต่อเนื่อง เป็นความเหนือกว่าซึ่งไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้อินโดนีเซียอาจจะทำได้เช่นกัน แต่ในทางกลับกันวงการหนังอินโดนีเซียมีข้อได้เปรียบในจุดที่หนังไทยยากจะทำได้ นั่นคือความเข้มแข็งในวัฒนธรรมการดูหนังจนสามารถป้อนความหลากหลายทั้งด้านเนื้อหาและประเภทของหนังลงไปในตลาดได้อย่างเต็มที่

นี่ยังไม่นับเรื่องการเปิดกว้าง เช่นมิติทางศาสนาหรือการเมืองที่สามารถนำเสนอได้ในระดับหนึ่ง ต่างจากของไทยซึ่งเรื่องเหล่านี้แทบจะแตะต้องไม่ได้หากไม่พูดถึงในด้านบวกหรือไม่ยึดเอาตามตำรา

เข้าเรื่อง 6 : 30 ดีกว่า...

หนังปี 2006 ของผู้กำกับฯ รินาลดี ปุสโปโย เรื่องนี้ ไม่ใช่หนังฮิตหรือหนังดัง แต่มีสถานะเป็นหนังอิสระ ซึ่งรินาลดีกับ อดิลลา ดิมรีทิ นักแสดงนำของเรื่องร่วมกันสร้างและเขียนบท และต่างเป็นผลงานเรื่องแรกของแต่ละคนทั้งในฐานะผู้กำกับฯและนักแสดง นางเอกชื่อ ดินนา โอลิเวีย ก็เพิ่งเล่นหนังมา 2 เรื่องก่อนหน้านี้ มีเพียง วิงกี วิรยาวัน ซึ่งมีชื่อเสียงพอสมควร และเคยแสดงในหนังดังทั้ง Janji Joni และ Love for Share มาช่วยดึงคนดู

ที่น่าสนใจคือ 6 : 30 ใช้ฉากหลังและถ่ายทำในซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ตลอดทั้งเรื่อง โดยใช้ทุนสร้างเพียง 10 ล้านบาท นั่นยิ่งบ่งบอกถึงขนาดและความอิสระของหนังเรื่องนี้

หนังเริ่มต้นเวลาหกโมงครึ่งของเช้าวันหนึ่งและจบลงเวลาหกโมงครึ่งของเช้าวันรุ่งขึ้น 24 ชั่วโมงดังกล่าวเป็นวันสุดท้ายในซานฟรานซิสโกของอลิต (อดิลลา) ก่อนจะบินกลับอินโดนีเซีย หลังจาก 5 ปีเต็มที่เขาจากบ้านเกิดมาอยู่ที่นี่ โดยแม่ของอลิตได้นัดแนะว่าจะบินจากต่างจังหวัดมารอพบที่บ้านในจาการ์ตา พร้อมทำขนมซึ่งลูกชายร้างรารสชาติมาเนิ่นนานไว้รอต้อนรับ

ที่ซานฟรานซิสโก อลิตพักอยู่กับบิมา (วิงกี) เพื่อนสนิทซึ่งทำงานมั่นคง มีรายได้สูง ต่างจากอลิตที่มีงานหลักเป็นคนรับรถในที่จอดรถและวาดภาพขาย บุคลิกของบิมากับอลิตก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง บิมาเป็นผู้ใหญ่ ใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย มีระเบียบ และค่อนข้างเงียบขรึม ส่วนอลิตมีความเป็นเด็กสูง ไม่ค่อยเป็นโล้เป็นพาย ใช้ชีวิตไปวันๆ แบบไม่เคร่งครัดกับเรื่องใด

*ระหว่างความแตกต่างของคนทั้งสองมีหญิงสาวชื่อ ทาสยา (ดินนา) สอดผสานอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง เธอเคยเป็นคนรักของบิมา ก่อนจะเลิกกันไปเมื่อ 3 ปีก่อน ขณะเดียวกัน ทาสยาก็สนิทกับอลิตชนิดเล่นหัวกันได้โดยไม่รู้เลยว่าเขาแอบรักเธอมาตลอด นอกจากวันสุดท้ายนี้ที่อลิตตั้งใจจะเปิดเผยความรู้สึกของตน

สามเพื่อนสนิทนัดกันว่าจะเลี้ยงส่งอลิตและออกไปสนุกด้วยกันตลอดคืนเป็นครั้งสุดท้าย แต่ค่ำคืนแห่งการล่ำลาดูท่าจะไม่ราบรื่นด้วยความในใจของแต่ละคนที่ทะลักทลาย อีกทั้งยังมีเรื่องไม่คาดฝันรอคอยพวกเขาอยู่...ก่อนที่เวลาอันเป็นจุดสิ้นสุดจะมาถึง

เรื่องราววันสุดท้ายก่อนที่ตัวละครจะต้องลาจากไปที่ไหนสักแห่งชวนให้นึกถึงเรื่อง 25th Hour (2002) ของสไปค์ ลี เกี่ยวกับวันสุดท้ายของพ่อค้ายา(เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) ก่อนจะเข้าไปรับโทษในคุก โดยตัวละครต้องตระเวนไปตามที่ต่างๆ และสะสางบางเรื่องราวเหมือนกัน เพียงแต่ 6 : 30 ไม่มีฉากแฟลชแบ็คเหมือน 25th Hour

ผลงานกำกับฯเรื่องแรกของรินาลดีโดยภาพรวมยังไม่ลงตัวนัก การเล่นกับระยะเวลาทำให้หลายฉากดูเลื่อนลอยไร้จุดหมาย แม้ว่าหากมองอีกแง่หนึ่งอาจเป็นความตั้งใจของผู้สร้างที่จะสื่อถึงการล่องลอยไร้แก่นสารของอลิต บางฉากถูกปล่อยให้ยืดยาวเกินไป เช่นฉากอลิตนั่งคุยกับบิมาที่ท่าน้ำยาวร่วม 15 นาที ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครผ่านการแสดงออกดูคลุมเครือ กระนั้น การแสดงของนักแสดงทั้งสาม การถ่ายภาพ และเพลงประกอบ คือส่วนดีที่เข้ามาชดเชยและกลบเกลื่อนจุดด้อยอื่นๆ ไปได้

แม้ว่าโดยเรื่องราวจะเป็นรักสามเส้า แต่หลักใหญ่ใจความหนังพูดถึงคนซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอน และระดับความเปราะบางของตัวตนซึ่งแต่ละคนมีไม่เท่ากัน

บนแผ่นดินอื่นนี้บางคนไม่เคยหาหลักใดยึดไว้ บางคนเลือกคว้าสิ่งยึดเหนี่ยวชั่วคราว ขณะที่บางคนรู้จักไขว่คว้าหาหลักยึดมั่นคงให้กับตนเอง นั่นคือคำอธิบายถึงตัวละครนำทั้งสาม

สำหรับอลิตซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด มีฉากหนึ่งเขาเล่าให้ทาสยาฟังว่า แม่เคยพูดว่าอย่ากลัวที่จะต้องเสียในสิ่งที่รัก เพราะไม่ช้าก็เร็วเราต้องเสียมันไปอยู่ดี อย่างไรก็ตาม จากสิ่งที่อลิตเลือกทำแสดงว่าเขาไม่ได้ยึดตามคำสอนของแม่เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการที่เขาไม่ยอมบอกรักทาสยาก่อนหน้านี้ ปล่อยให้ล่วงเลยมาจนวันสุดท้าย

งานรับรถในที่จอดรถเป็นสิ่งบ่งชี้ตัวตนของอลิตได้เช่นกัน เขาพอใจที่จะจอดตนเองไว้ในพื้นที่ว่าง อยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่ของตน ซึ่งสุดท้ายแล้วแม้เขาไม่ต้องสูญเสียอะไรไป แต่ไม่มีอะไรเหลืออยู่กับเขาเช่นกัน

เมื่อเรื่องราวมาถึงจุดสิ้นสุดก่อนที่อลิตจะลาจากไป เราได้เห็นเขาเดินผ่านประตูที่มีตัวอักษรเขียนว่า “ห้ามจอด” นี่อาจสื่อถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับเขานับแต่นี้

อีกจุดหนึ่งที่หนังสื่อผ่านเนื้อหาและเวลาอันเป็นฉากหลังคือ หนังพูดถึงการเริ่มต้นและสิ้นสุดของทุกๆ เรื่องราว ทั้งการพบ-พราก รัก-ร้าง สมหวัง-ผิดหวัง โดยในเวลาเดียวกันสิ่งหนึ่งอาจเกิดขึ้นพร้อมกับสิ่งหนึ่งยุติลง หรือในทางตรงข้ามการสิ้นสุดของสิ่งหนึ่งอาจเป็นการเริ่มต้นของอีกสิ่งหนึ่ง

และเราอาจเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลเพียงชั่วการครบรอบของคืนวัน




Create Date : 13 มิถุนายน 2551
Last Update : 20 มิถุนายน 2551 23:26:20 น. 10 comments
Counter : 748 Pageviews.

 



อีก 2-3 วัน จะมาสรุปของเดือนที่แล้วนะครับ





โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 13 มิถุนายน 2551 เวลา:15:25:14 น.  

 
แวะมาขอความช่วยเหลือค่ะ
รายละเอียดอยู่ในบล็อคพี่
ช่วยหน่อยนะคะ

ขอบคุณค่ะ


โดย: เช้านี้ยังมีเธอ วันที่: 13 มิถุนายน 2551 เวลา:16:39:11 น.  

 
ผมยังไม่ได้ทำสรุปเดือนที่แล้วเลยครับ T T

อ่านบทความนี้ช่วงต้นแล้วถอนหายใจซะยาวเลยผม...


โดย: nanoguy IP: 125.24.142.183 วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:2:32:15 น.  

 



จาก Trailer รัก สาม เศร้า

"กูได้ข่าวว่าแม่งอยู่ที่อังกฤษ ไอ้เ- ี้ยนั่นมีกิ๊กเป็นดาราเลยนะโว้ย"

ไดอะล็อกนี้ประกอบฉากด้านบน

เอ่อ...ตั้งใจจะหมายถึงใครรึเปล่า





โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:19:01:43 น.  

 
เห็น MARS เล่มใหม่แล้ว ปวดตับกับลุคของ น้องพีค จริงๆ เฮ้อ


โดย: merveillesxx วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:23:01:36 น.  

 
ถาหน่อยครับพอดีอ่านเรื่อง The Class บทเรียนความรุนแรง อยากทราบว่าจะหาหนังเรื่องนี้จากที่ไหนได้บ้างครับ รบกวนด้วย


โดย: tevaooth IP: 124.120.89.132 วันที่: 16 มิถุนายน 2551 เวลา:10:19:45 น.  

 
โปรสเตอร์สวยจังฮะ
เรื่องก็น่าสนใจดีด้วยอะ
เรื่องนี้ก็บ่เคยดูอีกแล้ว ..- -*
.........
ปก mars น้องพีคจี๊ดเลยอะ
ส่วน รัก สาม เศร้า ดูตัวอย่าง มันพูดซะหยาบเลยเนอะ..
เศร้าจัง !!
..แต่ ก้อย ก็ยังน่ารักไม่เคยเปลียน ^_^


โดย: haro_haro IP: 203.153.163.34 วันที่: 16 มิถุนายน 2551 เวลา:11:48:48 น.  

 
อีกอารมณ์นึงก็ประมาณ อัจฉริยะข้ามคืน



โดย: renton_renton วันที่: 16 มิถุนายน 2551 เวลา:13:51:11 น.  

 

ตอบคุณ tevaooth

เรื่อง The Class (Klass)
เท่าที่ดูตามร้านขายหนังนอกกระแส ยังไม่เห็นมีขายครับ


โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 17 มิถุนายน 2551 เวลา:3:53:39 น.  

 
ขอบคุณครับ


โดย: tevatooth IP: 58.136.228.4 วันที่: 27 มิถุนายน 2551 เวลา:4:40:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แค่เพียงรู้สึกสุขใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




บทวิจารณ์ภาพยนตร์รางวัลกองทุน
ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ปี 2549

..............................








พญาอินทรี




ศราทร @ wordpress
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2551
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
13 มิถุนายน 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แค่เพียงรู้สึกสุขใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.