Dragon Head หัวมังกุ ท้ายมังกร



Dragon Head
หัวมังกุ ท้ายมังกร

พล พะยาบ
คอลัมน์อาทิตย์เธียเตอร์ มติชนรายวัน 19 มิถุนายน 2548


*แม้ไม่ได้เป็นแฟนมังงะหรือการ์ตูนญี่ปุ่น ชนิดรู้จักและติดตามใกล้ชิด แต่ก็มีโอกาสได้อ่าน Dragon Head ซึ่งทูมอร์โรว์ คอมมิคส์ ได้ลิขสิทธิ์จัดพิมพ์

Dragon Head เป็นผลงานยอดฮิตของ โมชิซูกิ มิเนทาโร่ เปิดตัวครั้งแรกในนิตยสาร วีคลี่ ยัง เดือนกันยายน 1994 กระทั่งสิ้นสุดในเดือนธันวาคม 1999 พิมพ์รวมเล่มได้ 10 เล่ม โดยว่ากันว่ามียอดขายรวมกว่า 6 ล้านเล่ม

แน่นอน...ความสำเร็จขนาดนี้ ไม่มีทางพ้นหูพ้นตานายทุนสร้างหนังชาวญี่ปุ่น ที่มักจะจับมังงะดังๆ มาขึ้นจอใหญ่กันเป็นว่าเล่น

Dragon Head เล่าถึงเทรุ , โนบุโอะ และเซโตะ เด็กนักเรียนมัธยม 3 คน ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์รถไฟชินคันเซนตกรางในอุโมงค์ ระหว่างทางกลับจากทัศนศึกษาต่างจังหวัด พวกเขาฟื้นขึ้นมาท่ามกลางศพเพื่อนๆ และครูก่ายกองระเกะระกะตลอดขบวนรถไฟ

เหตุการณ์เลวร้าย ความมืด และความกลัว ทำให้โนบุโอะเสียสติ เอาแต่พร่ำเพ้อถึงจุดจบและแสงสีแดงลึกลับ ซ้ำยังมองเพื่อนเป็นศัตรู เทรุกับเซโตะจึงพยายามหนีให้พ้นโนบุโอะ และหาทางออกไปด้านนอกก่อนที่อุโมงค์จะถล่มลงมา

...เพื่อที่จะได้รู้ว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแผ่นดินไหวหรืออุบัติเหตุรถไฟตกรางธรรมดา แต่เป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่ทำให้โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

สภาพบ้านเมืองเหลือเพียงซากปรักหักพัง ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆทะมึนหนาทึบ โปรยปรายฝุ่นเถ้าลงมาไม่ขาดสาย

ปัจจัยการดำรงชีวิตแทบหมดสิ้น มนุษย์จำนวนน้อยนิดที่เหลืออยู่ต่างต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ความมืดบอดปลุกสัญชาตญาณดิบและจิตใต้สำนึกของมนุษย์ที่เคยเก็บซ่อนไว้ให้แสดงตัวตน

ระหว่างทางมุ่งหน้ากลับบ้านที่โตเกียว เทรุและเซโตะต้องพบเจอภัยอันตรายมากมายทั้งจากมนุษย์ด้วยกันและปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ความกดดันหวาดกลัวคอยกัดกินกลุ้มรุมจิตใจจนอ่อนล้าลงทุกที

*ในโลกที่ล่มสลายนี้ ทั้งสองจะอยู่รอดต่อไปได้อย่างไร…

จุดเด่นของ Dragon Head ต้นฉบับมังงะ อยู่ที่สไตล์ภาพดิบๆ ไร้ความงาม ของมิเนทาโร่ที่เหมาะเจาะอย่างยิ่งกับเรื่องราวขวัญผวาชวนกดดันต่อคนอ่าน เช่นการวาดเม็ดเหงื่อผุดเต็มหน้า ภาพเอ็กซ์ตรีมโคลสอัพใบหน้าและดวงตาแสดงอาการหวาดกลัว ประกอบกับลายเส้นหนักๆ ลงหมึกทึบเข้ม ยิ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกกดดันขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นเหล่านี้ก็เป็นของแสลงสำหรับใครหลายคน เมื่อต้องพบกับภาพและเรื่องราวที่ดูไม่สุนทรีย์เลยสักนิด…โดยเฉพาะสำหรับแฟนการ์ตูนชาวไทย

แต่หากมองจากฝั่งญี่ปุ่นเอง พิจารณาจากประวัติความเป็นมา และสภาพบ้านเมืองของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในอดีตที่ต้องทนทุกข์แสนสาหัสกับมหันตภัยนิวเคลียร์ ความเป็นเกาะภูเขาไฟซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวหรือคลื่นยักษ์ขึ้นเมื่อไหร่ อีกทั้งต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นหลายสิบลูกในแต่ละปี

Dragon Head จึงเสมือนเป็นเรื่องราวที่ตอบสนองความรู้สึกส่วนลึกของคนญี่ปุ่นซึ่งต้องอยู่กับความระแวงระวังอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งกลายเป็นการ์ตูนสุดฮิตระดับปรากฏการณ์ในที่สุด

การดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับฯ โจจิ ไอดะ คิดการใหญ่โดยวางสเกลไว้ให้เป็นหนังทุนหนาเน้นโปรดักชั่น งบประมาณกว่า 1.5 พันล้านเยน หรือประมาณ 500 ล้านบาท หมดไปกับเทคนิคพิเศษสร้างกองทัพลูกไฟถล่มเมือง และการเนรมิตโลเกชั่นกว้างใหญ่ในอุซเบกิสถานให้เป็นกรุงโตเกียวในสภาพพินาศย่อยยับเหลือแต่ซากปรักหักพังจมอยู่ใต้ฝุ่นขี้เถ้ามหาศาล

*กระนั้น โปรดักชั่นใหญ่โตน่าตื่นตาตื่นใจก็ไม่อาจยกระดับหนังทั้งเรื่องได้ เมื่อบทหนังซึ่งดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูน 10 เล่ม ให้เหลือเรื่องราวแค่ 2 ชั่วโมง เป็นแค่เพียงการตัดต่อบางฉากบางตอนพร้อมใส่ปิดหัวปิดท้ายลงไปเท่านั้น จนผู้ชมไม่อาจสัมผัสบรรยากาศและแก่นสารความคิด ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญจากมังงะต้นฉบับได้เลย

ฉากเปิดเรื่องในอุโมงค์แห่งความตาย ซึ่งต้นฉบับได้ปูทางสร้างอารมณ์ไว้ได้สุดกดดัน โดยใช้บรรยากาศมืดมิดไร้ทางออก กดทับด้วยเงื่อนเวลาแห่งการรอคอย จนรู้สึกได้ถึงความเนิบช้า หน่วงรั้งความรู้สึก ทั้งยังหวาดผวาตัวละครเสียสติซึ่งไม่รู้ว่าจะโผล่มาเมื่อไร...กลับหาไม่ได้-สัมผัสไม่เจอในผลลัพธ์บนแผ่นฟิล์ม

สำหรับผู้ชมที่ไม่ได้อ่านการ์ตูนมาก่อนก็อาจไม่สนุกกับเรื่องราวไร้ที่มาที่ไป ไม่ผูกพันกับตัวละคร พอๆ กับไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะผลของการดัดแปลงบทแบบตัดต่อนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ จากมังงะสุดฮิตจึงกลายเป็นหนังหัวมังกุ ท้ายมังกร ไร้ความกลมกลืน ไม่น่าแปลกใจที่หนังประสบความล้มเหลวเมื่อคราวออกฉายที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2003

ใครที่ติดตามอ่านเรื่องนี้อยู่ ระหว่างที่รอเล่มต่อไปจะลองหาหนังมาดูแก้ขัดก่อนก็ได้

จะได้เห็นว่าการ์ตูนที่วาดหาความงามไม่ได้นั้น เยี่ยมกว่าหนังโปรดักชั่น 500 ล้านตั้งเยอะ!



Create Date : 04 ธันวาคม 2549
Last Update : 4 ธันวาคม 2549 23:24:07 น. 8 comments
Counter : 2123 Pageviews.

 
คนคิดเรื่องนี้ขึ้นมานี่ จินตนาการสุดยอดจริงๆ

แวะมาเยี่ยมจ้ะ

บาย......................................................


โดย: คายตรี (คายตรี ) วันที่: 5 ธันวาคม 2549 เวลา:0:53:24 น.  

 
ฉบับการ์ตูนยังไม่เคยอ่านเลยค่ะ ส่วนเวอร์ชั่นหนังนี่เคยคิดจะซื้อมาดูเพราะเห็นว่ามีผลงานการแสดงของซาโตชิ ซึมาบูกิ แต่พอเห็นความง่อนแง่นของการดำเนินเรื่องจากที่น้ากล่าวมา ก็ขอพักไว้ก่อนดีกว่า หะ หะ



โดย: renton_renton วันที่: 5 ธันวาคม 2549 เวลา:11:19:15 น.  

 
ฉบับหนังไม่ได้ซื้อมาดู เพราะดันไม่ยอมทำดีวีดี
แต่ตอนนี้คิดว่าไม่ต้องซื้อมาดู คงไม่เสียดายอะไร นอกจากตังค์


โดย: sTRAWBERRY sOMEDAY วันที่: 7 ธันวาคม 2549 เวลา:2:56:46 น.  

 
อืม เวลาเห็นหนังเรื่องไหนล้มเหลวนี่ บางทีก็อดนึกสงสารคนทำเหมือนกันนะคะ เค้าคงผิดหวังน่าดู แต่ก็เป็นบทเรียนสำหรับเรื่องต่อไป


โดย: unwell วันที่: 7 ธันวาคม 2549 เวลา:17:23:46 น.  

 
หนังมันเปนยังไงก้อไม่รู้นะงงต้องจบนะ


โดย: ginn IP: 61.91.166.112 วันที่: 27 ตุลาคม 2550 เวลา:18:36:15 น.  

 
ได้อ่านการ์ตูนแล้วค่ะ อ่านแล้วเครียดตามตัวละครในเรื่องเลยจริงๆ หนูอ่านแล้วรู้สึกกลัว เกลียดคนอย่างโนบุโอะมากๆ และในขณะเดียวกันก็สงสารเหมือนกัน คนที่เติบโตมาท่ามกลางการโดนรังแกและเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ จะบอกพ่อแม่ก็ไม่ได้เพราะในสังคมญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวค่อนข้างที่จะห่างเหินกัน ตัวของโนบโอะเองก็เลยเก็บกดอยู่ในใจ เลือกไม่ได้ที่จะไม่ไปโรงเรียน หรือหลบหนีจากการรังแกและเสียงหัวเราะของเพื่อนๆได้เลย แก่นแท้ของจิตใจของเขาก็เป็นเพียงแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มีความหวาดกลัวในสิ่งที่เขาไม่อาจรับรู้ได้ว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่คืออะไร บวกกับความแค้นที่ถูกเพื่อนๆรังแก ถึงแม้จะดีใจว่าทุกคนที่ไม่ดีต่อตัวเขาจะตายไปหมด แต่ใจจริงๆก็รู้สึกว้าเหว่...
ตัวละครทุกตัวชัดเจนในแก่นแท้ของแต่ละคน เพราะมันถึงเวลาที่ไม่มีใครนี่คะทุกคนเลยแสดงออกถึงความเข้มแข็งของแต่ละคนแตกต่างกัน เนื่องจากสังคมญี่ปุ่นที่วิวัฒนาการก้าวหน้ามากกว่าชาติใดๆในโลก แต่จิตใจคนไม่ได้พัฒนาให้เท่าเทียมกับเทคโนโลยี ทุกคนยังเห็นเรื่องของตัวเองเป็นใหญ่ สามัคคีกันเพื่อให้งานลุล่วง และได้ชื่อว่าตัวเองเป็นหนึ่งในความสำเร็จนั้น แต่ไม่ได้สามัคคีกันเพื่อที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับทีม เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้จึงคิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่นว่าจะเป็นหรือตาย แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือความกลัวในสิ่งที่ไม่สามารถบอกได้ว่าคืออะไร
การ์ตูนแปลยังไม่จบค่ะ ถึงเล่มหกอยู่ ความรู้สึกขาดตอนสุดๆเลย 555 แต่ก็เป็นการ์ตูนอีกเรื่องที่เข้าไปนั่งในใจหนูแล้วค่อตอนนี้ ส่วนภาพยนตร์ยังไม่ได้ดู แต่ก็ทำใจไว้แล้วว่าคงไม่ดีเท่าในการ์ตูนหรอกค่ะ ปล่อยวางเหอะ เนอะ!


โดย: Kisseylicious IP: 118.172.2.8 วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:0:38:45 น.  

 
555555555555555555555555555555555555555555555555555555555


โดย: ล้เล่น IP: 222.123.149.158 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:15:00:04 น.  

 
ตอนนี้เป็น DVD ขายแถวสะพานเหล็ก แผ่นแท้ ราคาแค่ 60 บาทเท่านั้นค่ะ กล่องก็สวย แต่แผ่นกระตุกตอนท้ายนิดนึง ก็คิดว่าไม่แพง แต่หนังดูแล้วเหมือนขาดๆ ตามที่วิจารย์จริงๆ อ่ะค่ะ


โดย: kate IP: 125.24.208.151 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:7:16:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แค่เพียงรู้สึกสุขใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




บทวิจารณ์ภาพยนตร์รางวัลกองทุน
ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ปี 2549

..............................








พญาอินทรี




ศราทร @ wordpress
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2549
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
4 ธันวาคม 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แค่เพียงรู้สึกสุขใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.