The Road to San Diego ศรัทธาใน‘เสือเตี้ย’




The Road to San Diego
ศรัทธาใน‘เสือเตี้ย’

พล พะยาบ
คอลัมน์อาทิตย์เธียเตอร์ มติชนรายวัน 16 พฤศจิกายน 2551


*ไม่นานมานี้มีข่าวใหญ่สำหรับคอฟุตบอลทั่วโลก เมื่อสหพันธ์ฟุตบอลอาร์เจนตินาแต่งตั้ง “เสือเตี้ย” ดีเอโก้ มาราโดนา เป็นหัวหน้าโค้ชทีมชาติอาร์เจนตินาคนใหม่ หลังจากโค้ชคนเก่าตัดสินใจลาออกด้วยผลงานไม่สู้ดีนักในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก

เจ้าของตำนาน “หัตถ์พระเจ้า” ที่เป็นฮีโร่พาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลก สุดยอดในเชิงลูกหนังและในอาชีพค้าแข้ง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีข่าวฉาวเกี่ยวเนื่องกับมาเฟีย ดื่มหนัก เสพโคเคน และไม่เคยประสบความสำเร็จในการคุมทีมฟุตบอลมาก่อน จะมาเป็นนายใหญ่ทีมชาติอาร์เจนตินาซึ่งควรเป็นตัวเต็งลำดับต้นๆ ที่จะคว้าแชมป์โลกในอีก 2 ปีข้างหน้า

หลายคนฟังข่าวนี้คงแปลกใจ ไม่มั่นใจ หรืออาจนึกขำเสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม หนังเรื่อง The Road to San Diego (El Camino de San Diego, 2006) ฉายภาพให้เห็นว่าเหตุใดมาราโดนาถึงได้รับโอกาสนี้

หนังใช้ฉากหลังในปี 2004 เมื่อมาราโดนาถูกส่งเข้าโรงพยาบาลรักษาอาการหัวใจวายจากการเสพโคเคนเกินขนาด เป็นข่าวใหญ่สำหรับชาวอาร์เจนตินาทั่วประเทศ โทรทัศน์-วิทยุติดตามทำข่าวอย่างใกล้ชิด ผู้คนจำนวนมากแห่ไปเฝ้าหน้าโรงพยาบาลเพื่อให้กำลังใจและรอฟังข่าว รวมทั้งหวังว่าจะได้เห็นมาราโดนาปรากฏตัว

ตีตี้ เบนิเตซ เป็นหนึ่งคนทิ่ติดตามข่าวอย่างใจจดใจจ่อทั้งที่ไม่มีแม้กระทั่งวิทยุของตนเอง เขาเป็นหนุ่มบ้านป่าแห่งมิซิโอเนสทางสุดปลายด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินา ประกอบอาชีพรับจ้างตัดไม้ให้บริษัทแห่งหนึ่งหาเลี้ยงเมียพร้อมลูกเล็กๆ อีกสามคน

เอกลักษณ์ประจำตัวของติตี้คือเขามักจะสวมเสื้อลายทางสีฟ้า-ขาว ที่มีเลขสิบติดอยู่ด้านหลัง หมายถึง “ดีเอโก้ มาราโดนา” บุคคลที่ตีตี้ชื่นชมอย่างสุดใจนั่นเอง

ตีตี้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของมาราโดนา ผนังบ้านเต็มไปด้วยรูปภาพ มีของสะสมมากมาย จดจำทุกเรื่องราวของวีรบุรุษของเขาได้อย่างแม่นยำ มีรอยสักรูปมาราโดนาอยู่บนแขน และเมื่อถอดเสื้อเบอร์สิบออกจะเห็นรอยสักรูปเลขสิบจารึกบนผิวหนังอีกชั้นหนึ่ง แม้จะถูกชาวบ้านแซวแรงๆ เกี่ยวกับความคลั่งไคล้เกินขั้น ตีตี้ก็ไม่ถือโทษโกรธ

หลังจากถูกบริษัทเลิกจ้าง ตีตี้ต้องไปช่วยงานช่างแกะสลักไม้โดยทำหน้าที่ขายของที่ระลึกให้แก่นักท่องเที่ยวและเข้าป่าหารากไม้-กิ่งไม้มาเป็นวัตถุดิบ วันหนึ่งขณะเดินป่าตอนฝนตกหนัก ตีตี้ต้องตกตะลึงเมื่อเจอรากไม้มีรูปร่างริ้วลายเหมือนมาราโดนาปรากฏอยู่เบื้องหน้า

ชายหนุ่มเชื่อว่านี่คือสิ่งที่เบื้องบนส่งลงมาให้เขาโดยเฉพาะ และเขาต้องนำรูปสลักจากธรรมชาติดังกล่าวไปมอบให้แก่มาราโดนาเพื่อให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม แม้ต้องทิ้งลูก-เมียเดินทางไกลนับพันกิโลเมตรสู่บูเอโนสไอเรส-เมืองหลวงซึ่งเขาไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัสมาก่อน

*เรื่องราวการเดินทางจึงเริ่มต้นเมื่อตีตี้เทินรูปสลักขึ้นบ่าเดินออกจากป่า มีมาราโดนารออยู่ ณ จุดหมายปลายทาง และเปรียบเป็นเข็มทิศภายในใจ

The Road to San Diego ผลงานของ คาร์ลอส โซริน นักทำหนังน่าจับตามองคนหนึ่งของอาร์เจนตินา สร้างชื่อที่สุดจากเรื่อง Historias minimas เมื่อปี 2002 เอกลักษณ์ของโซรินคือเขามักจะใช้ “ถนน” เป็นฉากหลังสำคัญในการบอกเล่าเรื่องราว นอกจาก Historias minimas ซึ่งเกี่ยวกับหลายชีวิตที่ต่างออกเดินทางมุ่งสู่เมืองหนึ่งอย่างมีความหวังแล้ว หนังอย่าง La Pelicula del rey (1986) Eversmile, New Jersey (1989) และ El Perro (2004) ล้วนแต่ใช้สายถนนเป็นฉากหลังสำคัญ แม้บางเรื่องจะไม่ถึงกับเป็นสัญจรภาพยนตร์(โรด มูฟวี่) เต็มตัวก็ตาม

จุดเริ่มต้นของ The Road to San Diego มาจากเรื่องราวที่โซรินเขียนไว้เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญในปี 1952 ซึ่ง เอวา เปรอง สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกิดล้มป่วย ชายตัดไม้แห่งมิซิโอเนส 2 คน จึงแบกท่อนไม้ขนาดใหญ่เดินทางสู่บูเอโนสไอเรสเพื่อเป็นการอุทิศแด่นางโดยหวังให้หายเป็นปกติ เรื่องราวดังกล่าวถูกทิ้งไว้กระทั่งเกิดเหตุมาราโดนาเข้าโรงพยาบาลและมีชาวอาร์เจนตินาจำนวนมากแห่ไปให้กำลังใจ โซรินจึงหยิบมาปัดฝุ่นดัดแปลงเป็นเรื่องราวร่วมสมัย

เห็นได้ว่าเพียงแค่จุดเริ่มต้นมาราโดนาได้ถูกสวมทับลงไปบนเรื่องราวของขวัญใจมหาชนระดับชนชั้นนำของประเทศอย่างเอวา เปรอง ได้อย่างสนิทใจ ขณะที่เรื่องราวในหนัง...ชื่อของมาราโดนายังถูกเอ่ยอ้างและเปรียบถึงบุคคลระดับวีรบุรุษอย่าง เช เกวารา ผู้เป็นที่ยกย่องเชิดชูของชาวละติน และ เกาชิโต้ กิล ตำนานผู้กลายเป็นรูปเคารพประดุจ “นักบุญ” ซึ่งชาวอาร์เจนตินาใช้สวดอ้อนวอนขอพร

นอกจากนี้ พลังศรัทธาในตัวมาราโดนาผ่านรูปสลักจากธรรมชาติยิ่งสำแดงให้เห็นมากขึ้นเมื่อตีตี้ใกล้ถึงบูเอโนสไอเรส เช่น มีผู้ขอซื้อ “รากไม้” ของตีตี้ในราคาสูงจนน่าตกใจ ตีตี้แคล้วคลาดจากการโดนตำรวจจับ ชาวเมืองซึ่งปิดถนนประท้วงโรงงานปิดกิจการยอมให้รถคอนเทนเนอร์ที่ตีตี้นั่งมาผ่านไปได้เมื่อเห็นรูปสลักนั้น กระทั่งถึงฉากสำคัญเมื่อรูปสลักถูกยกขึ้นสูงฝ่าฝูงชนที่โห่ร้องและพยายามยื่นมือไปสัมผัส

ถึงจุดนี้ภาพที่ปรากฏจะตีความเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากสื่อว่ามาราโดนาเปรียบได้กับ “นักบุญ” ของชาวอาร์เจนตินานั่นเอง (ชื่อหนังภาษาอังกฤษบางแหล่งเขียนโดยแปลคำ San Diego ว่า Saint Diego)

อย่างไรก็ตาม แม้หนังจะอ้างถึงมาราโดนาเป็นสำคัญ แต่นี่ไม่ใช่หนังยกย่องเชิดชูมาราโดนาโดยตรง แก่นสารแท้จริงของหนังคือการมีศรัทธาต่อบางสิ่งบางอย่างเพื่อช่วยนำทางชีวิต โดยเฉพาะในช่วงเวลาหลังการล่มสลายทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาในปี 2001 เพียงแต่หนังใช้มาราโดนาเป็น “ไอดอล” หรือรูปเคารพที่สามารถจับต้องและเข้าถึงได้ในจังหวะเวลาที่พอเหมาะพอเจาะ

ดังนั้น ถ้าจะสรุปว่าการแต่งตั้งมาราโดน่าคุมทีมชาติยืนอยู่บนเหตุผลเดียวกัน นั่นคือความเชื่อและศรัทธาในตัวเขาขณะเผชิญช่วงเวลาอันยากลำบากก็คงไม่ผิดนัก

เพียงแต่จะ “ขลัง” แค่ไหนต้องคอยดูกันอีกที




Create Date : 13 มีนาคม 2552
Last Update : 8 มีนาคม 2553 2:50:59 น. 6 comments
Counter : 927 Pageviews.

 

เห็นหนังสารคดี Maradona by Kusturica (2008) เข้าฉายที่เฮาส์แล้ว เลยเอาเรื่องนี้มาลงให้อ่านกัน




โอกาสเหมาะจะขยายความถึงหนังเรื่องอื่นๆ ของ คาร์ลอส โซริน (Carlos Sorin) ในฐานะ “นักเดินทางแห่งอาร์เจนตินา”


--------

กระทู้น่าสนใจเกี่ยวกับการละเมิดบทวิจารณ์

//www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7617512/A7617512.html




โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:14:51:17 น.  

 
ขอบคุณมากครับที่แปะลิงค์ให้
ตอนนี้ขึ้นเป็นกระทู้แนะนำแล้ว
เกรงอยู่ลึกๆ เหมือนกันครับ ว่าจะทำให้คุณต้องมาเสี่ยงกับเรื่องนี้เกินไปหรือเปล่า
กลัวจะเป็นปัญหา
แต่ขอบคุณจากใจจริงอีกครั้งครับ
เบียร์


โดย: beerled IP: 118.175.45.177 วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:16:56:02 น.  

 
ขอบคุณที่แนะนำหนังน่าสนใจครับ


โดย: ดร คลองตาล IP: 222.123.90.61 วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:19:03:56 น.  

 
Maradona by Kusturica (2008) ไปดูมาแล้วค่ะ เขียนถึงไว้อยู่..นิดนึง ^^
ดูแล้วก็ให้อยากจะดู Comandante (2003)
เพราะในหนังมีภาพ ฟิเดล คาสโตร เดินไปเดินมา เสื้อชุดนี้ ห้องๆ นี้ และเก้าอี้ตัวนี้
v
v




แต่ The Road to San Diego ยังไม่ได้ดูค่ะ




โดย: renton_renton วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:19:05:26 น.  

 
นี่ถ้าแกพาอาเจนติน่าคว้าถ้วยบอลโลกได้นี่ แกคงกลายเป็นนักบุญอย่างสมบูรณ์แบบเลย

ผมชอบหน้าปกจังครับ ฟ้า-ขาว มีสเน่ห์ดี

อยากดูทั้งสองเรื่องเลย ^^


โดย: Seam - C IP: 61.90.86.156 วันที่: 14 มีนาคม 2552 เวลา:8:06:07 น.  

 
เฉยๆ กับมาราโดน่า แต่ตัวหนังน่าดูนะครับ

อ่าน The Boy in the Striped Pyjamas ในหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าแล้วอยากดูมากเลยครับ โดยเฉพาะกับที่บอกว่ามันไม่มีการเร้าอารมณ์แบบดาดๆ


โดย: เอกเช้า IP: 124.120.185.246 วันที่: 15 มีนาคม 2552 เวลา:18:05:42 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แค่เพียงรู้สึกสุขใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




บทวิจารณ์ภาพยนตร์รางวัลกองทุน
ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ปี 2549

..............................








พญาอินทรี




ศราทร @ wordpress
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
13 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แค่เพียงรู้สึกสุขใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.