เจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว นโยบายดี แต่การปฏิบัติล้มเหลว ? ...



1 เมษายน “ฉุกเฉินรักษาฟรี” คุณได้สิทธิ์นั้นทันทีแต่ต้องฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตเท่านั้น

1 เมษายน 2012

//thaipublica.org/2012/04/april-1-for-emergency-illness-free/

หลังจากที่รัฐบาลประกาศ “ฉุกเฉินรักษาฟรี” โดยนำร่อง“เจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต”ไม่ถามสิทธิ์ รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคนเริ่ม 1เม.ย.นี้ เน้นแก้ปัญหาผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินระดับวิกฤตหรือโคม่า

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2555 นายแพทย์วินัย สวัสดิวรเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)กล่าวว่านโยบายรัฐบาลต้องการสร้างความเสมอภาคให้คนไทยได้รับการบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมกันทั้ง3 กองทุน คือสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมทั้ง พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถโดยเริ่มบูรณาการร่วมกันในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 นี้เป็นต้นไปเมื่อประชาชนที่อยู่ภายใต้หลักประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุนเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถไปรับบริการที่ใดก็ได้ที่อยู่ใกล้ที่สุดภายใต้มาตรฐานเดียวกัน จะได้รับบริการตรวจรักษาทันที โดยไม่ต้องถูกถามสิทธิไม่ต้องสำรองเงินจ่ายล่วงหน้าและต้องได้รับการส่งต่อไปรับบริการที่มีศักยภาพสูงขึ้นหากจำเป็นหรือรักษาจนกว่าอาการจะหายหรือทุเลาเนื่องจากการได้รับอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นนาทีวิกฤติเร่งด่วนของชีวิตเป็นตายเท่ากัน การรักษาที่รวดเร็ว จะช่วยให้รอดชีวิตหรือลดความพิการได้

ขณะนื้ ทั้ง 3 กองทุน ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องการเบิกจ่ายโดยมีการปรับปรุงกฏระเบียบต่างๆ โดยกรมบัญชีกลางได้แก้ไขพระราชกฤษฎีกาผู้ป่วยสิทธิข้าราชการไม่ต้องสำรองจ่าย และสามารถชดเชยในอัตรา 10,500 บาท สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับระบบการเบิกจ่ายกลางทางอิเลคทรอนิคและสปสช.ได้ปรับปรุงประกาศเพื่อให้ใช้อัตรากลาง โดยให้สปสช.เป็นหน่วยเบิกจ่ายกลาง(Clearing house ) ให้แก่โรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศที่ให้การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน

ทั้งนี้นิยามการเจ็บป่วยฉุกเฉินเป็นอย่างไร เพราะส่วนใหญ่อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินระหว่างแพทย์และผู้ป่วยไม่ตรงกันจุดนี้ให้ยึดตามนิยามผู้ป่วยฉุกเฉินตามประกาศของคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินซึ่งแบ่งเป็น

1.ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ คือบุคคลที่มีอาการป่วยหรือบาดเจ็บกะทันหันที่มีภาวะคุกคามต่อชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาทันทีเพื่อแก้ไขระบบหายใจ ไหลเวียนเลือดหรือระบบประสาทแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูงหรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่นภาวะหัวใจหยุดเต้น หายใจไม่ออกหอบรุนแรง หยุดหายใจ ภาวะช็อกชักตลอดเวลาหรือชักจนตัวเขียว เลือดออกมากอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา

2.ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน คือ บุคคลที่มีอาการป่วยหรือบาดเจ็บเฉียบพลันหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรีบด่วนมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจนพิการหรือเสียชีวิตได้เช่น ไม่รู้สึกตัว ชัก อัมพาตหรือตาบอดหูหนวกทันที ตกเลือดซีดมากจนเขียวเจ็บปวดมากหรือทุรนทุราย ถูกพิษหรือรับยาเกินขนาด ได้รับอุบัติเหตุโดยเฉพาะมีบาดแผลที่ใหญ่มากหลายแห่ง

ทั้งนี้ผู้ป่วยฉุกเฉินที่เข้าเกณฑ์นี้ต้องเป็นระดับวิกฤติและเร่งด่วนนั่นหมายความว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ได้รับการส่งรักษาโดยบุคคลอื่นซึ่งต้องเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อให้การรักษาทันท่วงทีลดการสูญเสียชีวิตและความพิการรุนแรงจากเหตุไม่จำเป็น

ขณะที่พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย (สพศท.)ให้ความเห็นว่า “ฉุกเฉินรักษาฟรี”ทุกคนเห็นพ้องว่าหลักการดี และดูเหมือนจะลดความยุ่งยากแต่จริงๆมันยุ่งยาก เพราะคำจำกัดความคำว่า “ฉุกเฉิน” แล้วยุ่งยากทันที เนื่องจากไม่ใช่ฉุกเฉินธรรมดา แต่เป็นฉุกเฉินวิกฤตที่คนไข้จะเป็นจะตาย คือไม่รักษาเดี๋ยวนั้นต้องตายเท่านั้น

“ประชาชนต้องเข้าใจว่าต้องฉุกเฉินวิกฤตเท่านั้นนอกนั้นไม่ใช่นะ แต่ในภาษาของเรา ถูกรถชนตูม หัวแตก แขนหัก ขาหัก ถามว่าฉุกเฉินไหมฉุกเฉิน แต่ตายไหม ไม่ตาย อย่างนี้ไม่เข้าไครทีเรียของเขานะรัฐบาลโปรโมทว่าฉุกเฉินไม่ต้องจ่าย คำเดียวเลยแต่คุณไม่พูดให้ชัดว่าฉุกเฉินวิกฤตเท่านั้น และประชาชนเข้าใจในรายละเอียดหรือยังเพราะ 1 เมษายนนี้ต้องเริ่มแล้ว”

พญ.ประชุมพรกล่าวต่อว่าความจริงนิยามนี้ใช้กับคนไข้วิกฤตไม่รักษาเดี๋ยวนั้นต้องตาย มีเกณฑ์ว่า เช่น คนไข้ช็อค จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตามต้องแก้ช็อค คนไข้บาดเจ็บที่สมอง ไม่ใช่แค่หัวแตก คนไข้หัวใจขาดเลือดคนไข้ท้องเสียจนความดันตกไปแล้ว หรือตกเลือดมากจนเลือดจะหมดตัว หายใจรวยรินเป็นต้น ส่วนที่ฉุกเฉิน อาทิ เด็กแขนหักกระดูกโผล่ ถามว่าฉุกเฉินไหม ฉุกเฉินแต่ไม่เข้าคำจำกัดความนี้ คนไข้จะใช้สิทธินี้ไม่ได้คำถามคือประชาชนรู้เรื่องและเข้าใจหรือยัง

ส่วนประเด็นที่สปสช.จะเป็นผู้จัดเก็บข้อมูลและเป็นเคลียริ่งเฮ้าส์หรือน่วยเบิกจ่ายกลางนั้นเป็นสิ่งที่โรงพยาบาลรัฐกังวลคือกลัวว่าสปสช.จะจ่ายไม่ครบซึ่งต่างจากกรมบัญชีกลางและกองทุนประกันสังคมที่จ่ายตามที่เรียกเก็บดังนั้นสิ่งที่ต้องการเสนอคือรัฐบาลควรแต่งตั้งเคลียริ่งเฮ้าส์ที่ไม่ใช่ 3 กองทุนนี้ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยแยกเคลียริ่งเฮ้าส์ออกไปต่างหากซึ่งอาจจะให้กระทรวงสาธารณสุขดูแลเรื่องนี้โดยตรงเพราะที่ผ่านมาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโรงพยาบาลรัฐมีปัญหาการเบิกจ่ายกับสปสช.มาโดยตลอดจนโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ขาดทุนมากมาย

นอกจากนี้ยังมีประเด็นพ.ร.บ.บุคคลที่ 3 ทางสปสช.จะรับผิดชอบแทนบริษัทประกันหรือไม่อย่างไร เพราะระบบเดิมจะใช้สิทธิพ.ร.บ.บุคคลที่3 จนหมดก่อน ซึ่งมีวงเงิน 15,000 บาทก่อน แล้วจึงใช้สิทธิอื่นๆประเด็นนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะให้ใช้สิทธิอันไหนก่อนหลังหรือจะใช้ซ้ำซ้อนกันแต่ถ้าใช้สิทธิของรัฐบาลก่อน บริษัทประกันก็ไม่ต้องรับภาระค่าใช้้จ่ายหรือไม่

“โรงพยาบาล ในฐานะผู้ปฏิบัติคนไข้เข้ามาต้องช่วยชีวิตอยู่แล้ว ทุกคนได้รับการรักษาเหมือนกันอยู่แล้วไม่ว่าจะใช้สิทธิอะไรเราต้องการช่วยคนไข้ที่ขอความชัดเจนเพราะเราไม่ต้องการมีปัญหากับคนไข้ ต้องการวินวินทั้งสองฝ่ายซึ่งสปสช.ต้องทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนกับผู้ปฏิบัติ”

รวมทั้งประเด็นที่ให้โรงพยาบาลเอกชนรับคนไข้ฉุกเฉินวิกฤตหากพ้นวิกฤตเขาจะส่งคนไข้ไปไหน จุดสิ้นสุดอยู่ที่ไหนสำหรับโรงพยาบาเอกชนและหากไม่มีจุดสิ้นสุด ใครจะรับผิดชอบเรื่องเงินหลังจากวิฤตผ่านไปแล้วซึ่งคนไข้อาจจะจำเป็นต้องรักษาต่อเนื่อง

“รัฐบาลประกาศว่าเอกชนต้องรับหากไม่รับจะมีความผิด เอกชนเขาคงอยากช่วยแต่ต้องมีจุดสิ้นสุดหากหาจุดสิ้นสุดไม่เจอ ก็จะเป็นประเด็นปัญหาตามมาอีกและประเด็นสำคัญที่สุดคือเงินค่ารักษาฉุกเฉินรักษาฟรีนี้ อยู่ในเงินเหมาจ่ายรายหัว2,756 บาทหรือไม่ ถ้าอยู่ในส่วนนี้ เท่ากับมากินส่วนเดิมอีกขนาดไม่มีก้อนนี้มาแย่ง โรงพยาบาลรัฐก็แย่อยู่แล้ว หรือเป็นเงินกองใหม่แยกต่างหาก”พญ.ประชุมพรกล่าว


ปชช.ร้อง “เจ็บป่วยฉุกเฉิน” พ่นพิษ เก็บเงินผู้ป่วย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 สิงหาคม 2556 17:04 น.

//www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9560000106726

กลุ่มคนรักหลักประกันฯ ร้อง “เจ็บป่วยฉุกเฉิน”ทำพิษ เรียกเก็บเงินผู้ป่วยทั้งที่รัฐบาลบอกไม่ต้องจ่าย แนะนำพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยรถยนต์มาใช้ร่วมด้วย จี้ รบ.เดินหน้า กม.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข

วันนี้ (26 ส.ค.)ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศูนย์ราชการฯ น.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคาผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1/2556 เรื่อง “การรักษาพยาบาลไม่ใช่ธุรกิจเราต้องการระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว” โดยกล่าวว่าขณะนี้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังถูกคุกคาม เนื่องจากนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ไม่ถูกถามสิทธิ์ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น” ซึ่งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนจะต้องให้บริการผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินทั้งสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ โดย สปสช.จะเป็นเคลียริงเฮาส์คือจ่ายเงินสำรองไปก่อน และค่อยเรียกเก็บกับอีกสองกองทุนโดยประชาชนไม่ต้องจ่ายแม้แต่บาทเดียว เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2555 จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 1 ปี แต่กลับพบปัญหามาก ทั้งที่เป็นนโยบายที่ดี สร้างชื่อให้รัฐบาลที่พบมากคือ ผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะฉุกเฉินถูกเรียกเก็บเงินโดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน ประชาชนต้องจ่ายเอง และไม่รู้ว่าจะไปเบิกได้อีกหรือไม่ทั้งที่รัฐบาลบอกว่าไม่ต้องจ่าย

น.ส.สุรีรัตน์ กล่าวอีกว่า สาเหตุเพราะโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งไม่ยอมรับว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะฉุกเฉิน บ้างก็อ้างว่าเพราะเงินค่าดีอาร์จี (DRG)หรือเงินที่สปสช.ต้องสำรองจ่ายโดยคิดค่าระดับความรุนแรงของภาวะฉุกเฉินที่ระดับละ 10,500 บาท ซึ่งเอกชนมองว่าไม่สอดคล้องกับต้นทุน เรื่องนี้ รัฐบาลโดยสปสช.ที่ถูกมอบหน้าที่ให้เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจะต้องหาทางแก้ไขให้ได้ ที่สำคัญหลังจากมีนโยบายนี้ สปสช.จ่ายเงินสำรองไปแล้ว 240 ล้านบาท โดยที่ยังไม่ได้รับเงินคืนจากอีก 2 กองทุนคือ ประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการข้าราชการซึ่งกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินมากที่สุด คือ ข้าราชการเพราะเข้ารับบริการได้มากกว่าสิทธิอื่นถึง 14 เท่า

น.ส.กชนุช แสงแถลง โฆษกกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลนำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยรถยนต์ พ.ศ. 2535เข้าเป็นหนึ่งในนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินฯ เนื่องจากเกี่ยวพันกันเพราะผู้ป่วยภาวะฉุกเฉิน ส่วนใหญ่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่กลับไม่นำพ.ร.บ.นี้มาใช้ร่วมกัน กลายเป็นภาระของ สปสช.ในการสำรองจ่ายเนื่องจากการจะใช้สิทธิ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยรถยนต์ฯ นั้น จะมีขั้นตอนยุ่งยากโดยเงินก้อนแรกที่ได้จาก พ.ร.บ.นี้ คือ 15,000 บาทซึ่งจะได้รับญาติผู้ป่วยหรือผู้ประสบภัยต้องยื่นเอกสารต่างๆหากนำมาอยู่ในนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินฯ ก็จะลดขั้นตอนยุ่งยากได้ โดยสปสช.เป็นผู้ดำเนินการเอง

“ในเดือน ก.ย.กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพจะขอเข้าพบรัฐมนตรรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขถึงปัญหาจากนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินฯโดยเฉพาะการเก็บเงินผู้ป่วย และจะขอแนวทางแก้ปัญหานี้ ซึ่งหากยังไม่มีความคืบหน้าพวกเราคงต้องหารือถึงแนวทางการเคลื่อนไหวที่จะไปร้องขอนายกรัฐมนตรีเอง” น.ส.กชนุช กล่าวและว่า นอกจากนี้ อยากให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เดินหน้าเรื่องร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ...เพราะค้างในสภาฯมานานแล้ว แต่กลับไม่เดินหน้าซึ่งพวกตนจะเข้าพบคณะกรรมาธิการสาธารณสุขเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย


นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินพ่นพิษ ล่าสุดรพ.วิภาวดีกั๊กข้อมูลเบิกเงิน สปสช.ได้ไม่ครบ เจอจ่ายเองหลายแสน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 เมษายน 2557 12:27 น.

//www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000037547

โวยนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินพ่นพิษเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์เผย รพ.วิภาวดีกั๊กข้อมูลเบิกจ่ายไม่บอกผู้ป่วยว่าเบิกเงิน สปสช.ได้ไม่ครบ จนต้องจ่ายเองอีกหลายแสนบาท ด้านสปสช.ชี้จ่ายได้บางส่วน ชงปรับแก้กฎกระทรวง

นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินพ่นพิษ ล่าสุดรพ.วิภาวดีกั๊กข้อมูลเบิกเงิน สปสช.ได้ไม่ครบ เจอจ่ายเองหลายแสน

นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา

นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนาประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าวว่านโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาได้ทุกที่ ไม่ต้องสำรองจ่าย มีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆล่าสุดกรณีโรงพยาบาลวิภาวดี มีผู้ป่วยรายหนึ่งอายุ 75 ปี มาจาก จ.สุราษฎร์ธานี เดินทางมาร่วมงานแต่งงาน และเกิดอุบัติเหตุล้มลงจนลิ้นจุกปากต้องนำส่งโรงพยาบาลใกล้ที่สุด คือ รพ.วิภาวดี ปัญหาคือโรงพยาบาลแจ้งว่ามีค่าใช้จ่ายสูง ทางคนไข้จึงต้องการย้ายแต่โรงพยาบาลไม่อนุญาตบอกว่าอันตราย จึงต้องทำการรักษาโดยมีหนังสือมาให้ญาติเซ็นยินยอม

“รพ.วิภาวดีบอกกับญาติว่า ค่าใช้จ่ายการผ่าตัดอยู่ที่ประมาณ 7-8 แสนบาท สามารถเบิกจ่ายจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ได้กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน แต่ไม่บอกว่าเบิกได้ไม่ครบ ซึ่งญาติต้องสำรองจ่ายสุดท้ายหลังผ่าตัดมีการเรียกเก็บเงินอีก และพอติดต่อไปทาง สปสช.กลับจ่ายให้เพียง 250,000 บาท ถามว่ากรณีที่เกิดขึ้นประชาชนจะต้องมารับเคราะห์จากนโยบายที่ไม่เป็นความจริงหรือไม่ จึงอยากให้สปสช.ออกมาให้ความชัดเจน เพราะสุดท้ายเกรงว่าจะต้องถึงขั้นการฟ้องร้องอีก” นางปรียนันท์ กล่าว

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษก สปสช.กล่าวว่า สปสช.ได้ติดต่อกับทาง รพ.วิภาวดี เพื่อขอความเห็นใจกับกรณีดังกล่าวแต่ต้องยอมรับว่า สปสช.ไม่สามารถจ่ายได้ทั้งหมดเพราะตามนโยบายสามารถจ่ายได้ตามกลุ่มและระดับความรุนแรงของโรคซึ่งโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งจะมีราคาข้อกำหนดที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามสปสช.ตั้งใจจะพัฒนาระบบการให้บริการเจ็บป่วยฉุกเฉิน 3 กองทุน ให้มีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาการเข้ารับบริการเมื่อประชาชนประสบกับภาวะฉุกเฉินซึ่งยอมรับว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดีแต่อาจมีปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะรพ.เอกชนที่ยังตกลงอัตราการรับค่าใช้จ่ายไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดสปสช.อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ที่สุด

แหล่งข่าวกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าปัญหาทั้งหมด คือรพ.เอกชนหลายแห่งไม่ได้บอกค่ารักษาพยาบาลอย่างชัดเจนแก่ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยว่ากรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินจะเบิกเงินกับ สปสช.ได้ในวงเงินเท่าใด และต้องออกเองเท่าใดจึงเป็นปัญหา ซึ่ง สปสช.ก็ไม่มีกฎหมายมาควบคุม มีเพียงกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)ที่มีกฎหมายดูแลเรื่องนี้ คือ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541มาตรา 36 ระบุว่าผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลต้องควบคุมและดูแลให้มีการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉินเพื่อให้ผู้ป่วยพ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและตามประเภทของสถานพยาบาลนั้นๆเมื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยตามวรรคหนึ่งแล้วถ้ามีความจำเป็นต้องส่งต่อหรือผู้ป่วยมีความประสงค์จะไปรับการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลอื่นผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการต้องจัดการให้มีการจัดส่งต่อไปยังสถานพยาบาลอื่นตามความเหมาะสมซึ่งมาตรานี้สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ โดยเพิ่มเติมว่ารพ.เอกชนต้องรับรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินทุกกรณีขณะเดียวกันห้ามเรียกเก็บเงินกับผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยเด็ดขาดแต่ให้มาเรียกเก็บเฉพาะ สปสช.เท่านั้น ซึ่งจะควบคุมไม่ให้เกิดปัญหาได้



ลิงค์บทความ ..

ลิงค์บทความทั้งหมด ..

1 เมษายน “ฉุกเฉินรักษาฟรี” คุณได้สิทธิ์นั้นทันที แต่ต้องฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตเท่านั้น
//thaipublica.org/2012/04/april-1-for-emergency-illness-free/

ปชช.ร้อง “เจ็บป่วยฉุกเฉิน” พ่นพิษ เก็บเงินผู้ป่วย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์     26 สิงหาคม 2556 17:04 น.    
//www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9560000106726

นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินพ่นพิษ ล่าสุด รพ.วิภาวดีกั๊กข้อมูลเบิกเงิน สปสช.ได้ไม่ครบ เจอจ่ายเองหลายแสน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์     3 เมษายน 2557 12:27 น.    
//www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000037547


เจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว นโยบายดี แต่การปฏิบัติล้มเหลว ?
Fri, 2014-04-18 17:53 – hfocus
//www.hfocus.org/content/2014/04/6964


"3กองทุนสุขภาพ"เตรียมชง"คสช." ออกกฎห้ามรพ.เก็บเงินป่วยฉุกเฉิน
Wednesday, 25 June, 2014 - 00:00
//www.thaipost.net/news/250614/92194
//www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000071002

...........................


แถม เรื่องที่เกี่ยวข้อง ..

infographic9 ข้อควรรู้เรื่องเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=06-06-2017&group=7&gblog=216

นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : เจ็บป่วยฉุกเฉินเมื่อนโยบายยังไม่ชัด ต้องคิดก่อนเข้า

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=21-02-2017&group=7&gblog=212

เจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว นโยบายดีแต่การปฏิบัติล้มเหลว ?...

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=14-10-2014&group=7&gblog=185

สพฉ. จับมือ สธ.พัฒนาการให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ดีทุกสิทธิ์”

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=02-04-2015&group=7&gblog=186

คำแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชนแสนแพง... ( นำมาฝาก )

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=28-05-2015&group=7&gblog=189

โรงพยาบาลเอกชน "แพง" ..ข้อมูลที่ยังไม่รู้ หรือว่า แกล้งไม่รู้ ? ( ฟังความอีกข้าง ^_^ )

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=08-06-2015&group=7&gblog=190

ตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล Online ได้ที่//www.hospitalprice.org หรือ สายด่วนสุขภาพ 02 193 7999




Create Date : 14 ตุลาคม 2557
Last Update : 6 มิถุนายน 2560 22:12:06 น.
Counter : 5466 Pageviews.

10 comments
ร่วมกิจกรรมFood For Fun#57 :ทำง่าย..อร่อยด้วย จานที่ 5 "ต้มเล็งแซบ" คนผ่านทางมาเจอ
(30 มี.ค. 2564 05:51:41 น.)
ร่วมกิจกรรมFood For Fun #57 : ทำง่าย..อร่อยด้วย จานที่ 4 (ข้าวคลุกกะปิ) คนผ่านทางมาเจอ
(21 มี.ค. 2564 15:47:28 น.)
เจอกันบุรีรัมย์ The Kop Civil
(18 มี.ค. 2564 16:22:45 น.)
วิธีทานยาที่ถูกต้อง โดยเภสัชกร นิติ โตชนันท์ newyorknurse
(10 มี.ค. 2564 03:41:16 น.)
  
เจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว นโยบายดี แต่การปฏิบัติล้มเหลว ?
Fri, 2014-04-18 17:53 – hfocus
//www.hfocus.org/content/2014/04/6964

ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา “ระหว่างนี้อยากบอกว่าฉุกเฉินอย่าเข้ารพ.เอกชน จนกว่ารัฐบาลหรือสปสช.จะประกาศออกมาว่าได้รับความร่วมมือจากรพ.เอกชนทุกแห่งแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นคุณมีสิทธิหมดตัว และเป็นหนี้ไปตลอดชีวิต อาจจะหายจากโรคแต่ช็อคเพราะค่ารักษาพยาบาล”
นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธํารงสวัสดิ์ “โดยเจตนารมณ์ของนโยบายเป็นสิ่งที่ดี แต่มีปัญหาเชิงปฏิบัติ มันต้องการมาตรการที่มากกว่า 1 ถึงจะทำได้ สปสช.ไม่มีอำนาจไปบังคับรพ.เอกชน ที่พยายามแก้คือให้กองประกอบโรคศิลป์ออกประกาศแนบท้ายไปบังคับไม่ให้เรียกเก็บเงิน”

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบาย“เจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ไม่ถามสิทธิ ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น” เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2555 ซึ่งเป็นการร่วมกันดูแลของกองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม โดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำหน้าที่เป็นเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ ทั้งนี้ก็หวังว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาพยาบาลของคนไทยในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน หลังดำเนินการมากว่า 3 ปี กลับพบว่าทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมาก ที่บางรายอาจจะต้องใช้ทั้งชีวิตเพื่อชดใช้เงินก้อนนี้ ส่วนผลประโยชน์งามๆ ก็ตกอยู่กับรพ.เอกชน สำนักข่าวHfocus ได้ทำการสัมภาษณ์นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ในฐานะตัวแทนของผู้ป่วย และนพ.สัมฤทธิ์ ศรีธํารงสวัสดิ์ รองเลขาธิการ สปสช. หน่วยงานที่กลายเป็นจำเลยในงานนี้

นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์

“ระหว่างนี้อยากบอกว่าฉุกเฉินอย่าเข้ารพ.เอกชน จนกว่ารัฐบาลหรือสปสช.จะประกาศออกมาว่าได้รับความร่วมมือจากรพ.เอกชนทุกแห่งแล้ว เพราไม่อย่างนั้นคุณมีสิทธิหมดตัว และเป็นหนี้ไปตลอดชีวิต อาจจะหายจากโรคแต่ช็อคเพราะค่ารักษาพยาบาล”

เริ่มต้นที่นางปรียนันท์ กล่าวว่า รัฐบาลประกาศนโยบายดำเนินโครงการเม.ย. 2555 ผ่านมา 2 ปี แล้ว ตอนช่วงแรกมีปัญหาเข้ามา มีการร้องเรียนเข้าไปที่สำนักนายกรัฐมนตรีประมาณ 1,142 ราย ตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นกรณีฉุกเฉินจริง 882 ราย ซึ่งนพ.ทศพร เสรีรักษ์ เป็นคนให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเอง ส่วนตนเป็นคนพาคนไข้ที่เสียหายจาก รพ.เอกชนแห่งหนึ่งซึ่งหมดค่ารักษาพยาบาลไป 5 แสนกว่าบาท แต่เบิกคืนได้ประมาณ ประมาณ 70,000 บาท และอีกรายจ่ายไป 4 แสนกว่าบาทเบิกคืนได้ประมาณ 80,000 บาท อีกรายจ่ายไป 1.3 ล้านบาท รายนี้เบิกคืนได้เพียง 5.3 หมื่นบาทเท่านั้น อย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาที่รพ.แห่งหนึ่งที่ผู้ป่วยถูกเรียกเก็บไป 7.8 แสนบาท

วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสียของโครงการนี้ ?

มองว่านโยบายนี้ผิดตั้งแต่แรก สปสช.ทำไมไม่ทักท้วงว่าเค้าไม่อาจจ่ายได้ในอัตราที่รพ.เอกชนเรียกเก็บได้แน่นอน คิดว่าหลายๆ ฝ่าย ผู้ใหญ่ต้องรู้ว่าเกิดปัญหานี้แน่นอน ส่วนตัวเองก็มองออกแต่คิดว่า สปสช. เอชน และรัฐบาลต้องคุยกันแล้ว และถ้านโยบายนี้เกิดขึ้นจริงประชาชนต้องได้รับประโยชน์แน่นอน ประชาชนจะได้ไม่ถูกปฏิเสธการรักษาอีก แต่พอดำเนินนโยบายไปสักพัก เกิดปัญหา เกิดเคสมากๆ แต่ไม่มีใครลงมาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนแม้แต่รายเดียว ทุกรายจะถูกรพ.เอกชนบีบให้สำรองจ่ายเพราะไปเซ็นยินยอมให้รักษาตั้งแต่แรก

มีหลายกรณี ที่บางรพ.บอกว่า เข้าโครงการของรัฐบาล แต่ผู้ป่วยต้องสำรองจ่าย ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้คนไข้ต้องไปเผชิญปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ว่า สปสช.หรือรัฐบาลจะลงมารับรู้เลย บางรพ.บอกว่าถ้าไม่เข้าโครงการ แต่ผู้ป่วยต้องผ่าที่นี่เพราะอันตรายถึงกับชีวิต เหมือนกับเอาคนไข้เป็นตัวประกัน อย่างรพ.เอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นเคสล่าสุดบอกแต่แรกแล้วว่าถ้ารักษาแต่แรกจะมีค่าใช้จ่ายในการนอนรพ.คืนละ 3 หมื่น และหมอบอกกับญาติว่าเป็นเรื่องอันตรายทำให้ญาติต้องเซ็นยินยอมวันรุ่งขึ้นก็จะย้าย แต่ในวันนั้นตอนเย็นบอกว่าต้องผ่าตัดด่วนเพราะว่าเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจฉีกขาด แต่เขาบอกล่วงหน้าว่าค่าใช้จ่ายประมาณ 6-7 แสน หากไม่ไหวก็สามารถไปผ่าที่รพ.อื่นได้ แต่ถ้าผ่าที่นี่เบิกกับ สปสช.ได้ตามสิทธิฉุกเฉินซึ่งหมอจะทำให้เป็นสิทธิฉุกเฉิน แต่ไม่ได้บอกกับญาติคนว่าสิทธิที่ว่านี้ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด ที่สำคัญญาติต้องสำรองจ่ายไปก่อน ตรงนี้ญาติไม่รู้ข้อเท็จจริง เลยเกิดปัญหา

เห็นพี่เรียกนโยบายนี้ค่อนข้างแรงว่านโยบายลวงโลก ?

เรียกว่านโยบายลวงโลกเพราะว่ามันไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่ตอนที่เริ่มมีปัญหาตนได้เข้าไปพบรัฐบาลเมื่อปี 55 ไปทั้งที่ทำเนียบ กรรมาธิการสาธารณสุข และสปสช. แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ขยับแก้ปัญหานี้เลย และไม่มีการแจ้งความคืบหน้าให้กับคนไข้เลย พอไปแจ้งก็เงียบ คนไข้บางคนทั้งชีวิตยังไม่เคยเห็นเงินแสนเลยแต่กลับต้องกู้หนี้ยืมสินมาจ่าย แล้วทุกคนหลังได้รับผลกระทบทำให้ครอบครัวเขาระส่ำระสายมาก แต่กลับไม่ใช่สิ่งที่สปสช.หรือรัฐบาลให้ความสนใจเลย กลายเป็นว่าปัญหามากองอยู่กับใคร คนไข้ไม่มีที่พึ่งก็มาหาตน ก็พยายามผลักดันให้นโยบายเป็นจริงให้ได้ ให้ผู้ใหญ่มาดูแล ไปออกสื่อ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา แต่กลับไปปลดหมอที่เป็นคนรับเรื่องร้องเรียน อย่างหมอทศพร

แต่นโยบายนี้ก็ช่วยเหลือคนได้มากเหมือนกัน มากกว่าข้อเสียที่เห็น ?

นโยบายนี้เป็นการเปิดโอกาสและมองว่าเป็นการวางยาในการทำลายระบบสาธารณสุข เพราะว่านโยบายที่ดี รัฐบาลที่ดี แม้คนไข้ที่ได้รับผลกระทบร้องเรียนไปเพียงคนเดียวเขาก็ต้องลงมาดูแลแก้ไขปัญหา นี่นอกจากจะไม่ดูแลแล้วยังเพิกเฉย แถมสมาคมรพ.เอกชนซึ่งทราบว่ามีการประชุมกับ สปสช.แทนที่จะประกาศออกมาเลยว่าไม่เข้าโครงการ แสดงว่าคุณอาศัยความไม่รู้ของเหยื่อมาหากินอยู่ใช่ไหม อาศัยความเหนือกว่าในการซ่อนคำพูดที่เหนือกว่าไว้ในหนังสือเซ็นยินยอม แล้วจะมีคนไข้สักกี่คนที่รู้ว่านโยบายนี้เป็นอย่างไรและสามารถปฏิเสธได้ แล้วรู้สถานะของตัวเองเองว่าคุณไม่ได้เป็นลูกหนี้ของรพ. แต่รัฐบาลกับสปสช.ต่างหากที่เป็นลูกหนี้ของรพ. จะมีคนสักกี่คนที่รู้เรื่องนี้ พี่อุ้ยเข้าไปเหมือนเป็นก้างขวางคอ ทุกเคสพี่ต้องวิ่งไปตามรพ.เหล่านี้หรือไม่

สปสช.ได้กำหนดเพดานการจ่ายเงินตรงนี้หรือไม่ว่ารับผิดชอบให้ไม่เกินกี่บาท ?

ตามหลักเกณฑ์เพดานการจ่ายเป็นล้าน แต่ที่ผ่านมาจ่ายไม่ถึง 1 แสนบาทสักรายแต่กรณีนี้คุยกับรพ.อย่างไรถึงมีการจ่ายเงิน 2.5 แสน ทั้งที่ฝ่ายการเงินของรพ.ยืนยันเสียงแข็งกับพี่ว่าทางรพ.ไม่ได้เข้า แต่ปรากฏว่าหมอบอกคนไข้อีกอย่างหนึ่งว่าเดี๋ยวทำเบิกฉุกเฉินจาก สปสช.ให้ เบิกได้หากผ่าที่นี่ เป็นการลักลั่น ถ้าคนไข้ยอมหยวนวันนั้นคุณก็ได้ไปเกือบล้านแล้ว ว่าไม่สามารถเข้ารักษา

จะแนะนำคนไข้อย่างไร ?

ระหว่างนี้อยากบอกว่าฉุกเฉินอย่าเข้ารพ.เอกชน จนกว่ารัฐบาลหรือสปสช.จะประกาศออกมาว่าได้รับความร่วมมือจากรพ.เอกชนทุกแห่งแล้ว เพราไม่อย่างนั้นคุณมีสิทธิหมดตัว และเป็นหนี้ไปตลอดชีวิต อาจจะหายจากโรคแต่ช็อคเพราะค่ารักษาพยาบาล

แต่เราเลือกไม่ได้ เพราะตอนนั้นกำลังจะตาย ?

ถ้าหลงเข้าไปรพ.ต้องบอกความจริง กับคนไข้ว่าได้เข้าโครงการหรือไม่ สามารถเบิกได้กี่เปอร์เซ็นต์ คนไข้ควรรู้ว่าฉุกเฉินอยู่รพ.ได้ไม่เกิด 72 ชั่วโมง หลังจากนั้นคนไข้ต้องรับผิดชอบเอง การที่รพ.ให้คนไข้สำรองจ่ายเพราะรู้ว่าไม่สามารถเบิกจากสปสช.ได้ทุกบาท สปสช.ถ้าตกลงกันทำนโยบายอย่างนี้แล้วก็ควรตกลงจ่ายในเรต(rate)ที่รพ.เอกชนรับได้ด้วยถ้าจะดำเนินนโยบายนี้ต่อ ไม่ควรผลักภาระมาให้คนไข้ไปทะเลาะกับรพ. ถ้าคนไข้ไม่มีปัญญาจ่ายก็ต้องไปสู้คดี จ้างทนาย ใครรับผิดชอบความเสียหายเรื่องนี้ได้

ถ้าเขาให้เซ็นก่อนไม่อย่างนั้นจะไม่รักษา ?

เราเซ็นให้รักษาก่อนได้เพื่อรักษาชีวิต แต่หลังจากนั้นเมื่อคนไข้อาการดีขึ้นให้ย้ายไปที่รพ.ของรัฐ ถ้ามีเงินจ่ายก็ให้เซ็นรับสภาพหนี้ก็ให้รพ.ฟ้อง ก็ให้ สปสช.และรัฐบาลไปเป็นจำเลยร่วมเพราะว่าหนี้นี้ไม่ใช่หนี้ของเรา และถ้าเขาไม่ยอมให้ย้ายรพ.ถ้าเราไม่สำรองจ่ายก็ให้ไปแจ้งความฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวได้เลย แต่เวลาจะเซ็นอะไรให้อ่านให้รอบคอบ ต้องรู้ว่าฉุกเฉินสปสช.รับผิดชอบเพียง 72 ชั่วโมงแรก ถ้ามีปัญหาให้ร้องเรียนแพทยสภา กองประกอบโรคศิลป์ หนี้ก้อนนี้เป็นของรัฐบาลและสปสช.ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่หนี้ของคนไข้และญาติดังนั้นถ้าเรายังไม่มีจ่ายให้เซ็นรับสภาพหนี้ ตอนนี้ประชาชนเริ่มรู้สิทธิของตัวเองมากขึ้นแล้ว

รัฐบาลชุดเดียวกันที่ออกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคเพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้ล้มละลายจาการรักษาราคาแพง แต่ฉุกเฉินกับทำคนไข้ล้มละลาย ?

ออกนโยบายมาแล้วปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจอย่างที่ควรจะเป็น พี่ติดตามเรื่องนี้ไม่ได้ติดตามด้วยอคติ คนประกาศนโยบาย นายกรัฐมนตรีไม่เคยมานั่งเป็นประธานในการประชุมเลยเท่าที่ทราบ และอย่ามาอ้างเรื่องปัญหาทางการเมืองเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนมีการชุมนุมทางการเมือง สปสช.ในฐานะเป็นเคลียร์ริ่งเฮาส์ ควรแอ่นอกออกมาเคลียร์ปัญหา ไม่ใช่หนีปัญหาแบบนี้คำพูด รัฐบาล รพ.เอกชน และสปสช.มีความไม่ชอบมาพากล

ต่อกรณีประชาชนควรรู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นสิทธิของตัวเอง ?

ประชาชนต้องรู้สิทธิ รพ.ไหนไม่เข้าร่วมโครงการควรเขียนป้ายตัวโตๆ ติดเลยว่าไม่เข้าโครงการ เบิกไม่ได้ ถ้ารพ.ไหนเข้าร่วมก็บอกด้วยว่าเบิกได้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ให้คนไข้รู้ความจริง อยู่ได้กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นคนไข้ต้องรับผิดชอบเอง รัฐบาลอย่าไปหวังอะไรด้วย แต่สปสช.ต้องออกประกาศให้ชัดเจนว่าจะดำเนินโครงการนี้ต่อไปหรือไม่ ถ้าดำเนินการต่อก็ต้องมีแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา หรือถ้าเห็นว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้วก็ให้ประกาศยกเลิกโครงการให้ชาวบ้านรู้ สปสช.ต้องทำ นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ครอบครัวหนึ่งพังพินาศหมด ที่ผ่านมาคุณไม่แก้ไขอะไรเลย คนที่เจอปัญหานี้ต้องรับกรรมอย่างนั้นหรือซึ่งมีไม่น้อยเลย

แล้วจะแก้ไขอย่างไร ?

เรียกร้องให้ สปสช.ประกาศยกเลิกนโยบายชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนทราบและไม่หลงเข้าไปรักษาที่รพ.เอกชน เพราะว่าสปสช.จ่ายได้ไม่ครบควรบอกความจริงกับสังคม ไม่ใช่บอกแค่ครึ่งเดียว คุยรองเลขาอ.ประทีป (นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ) ผอ.ศิริพร (นางศิริพร สินธนัง ผอ.สำนักบริการประชาชนและคุ้มครองสิทธิ์ สปสช.) ซึ่งบอกว่าญาติคนไข้ไปเซนต์ยินยอม คือไปอ้างลายลักษณ์อักษรที่ทำกันตอนฉุกละหุก ญาติคนไข้แทบไม่ได้อ่านอะไรด้วยซ้ำ เขาบอกว่าขณะนี้ สปสช.ตกเป็นจำเลยของสังคมแน่ๆ อยู่แล้วเพราะนโยบายนี้สร้างความลำบากใจให้กับสปสช.เพราะมีเรื่องร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่เปิดเผยตัวเลข ตอนนี้มีการตั้งกรรมการ เรียกเอกชนมาคุย แต่ไม่มีการเปิดเผยผลการคุยกัน อยากให้แถลงข่าวยกเลิก แต่บอกเกรงใจรัฐบาล แต่นี่เหมือนกับการขุดหลุมล่อ จุดไฟล่อแมลงเม่า ความฉ้อฉลของรพ. เรื่องนี้จะมาโทษคนไข้ก็ไม่ถูก เพราะนโยบายที่ดีประกาศออกมาแล้วต้องเชื่อถือได้ ต้องปฏิบัติได้จริง

สรุปคือ 1. หากสปสช.จะเดินหน้านโยบายนี้ต่อไป ต้องมีมาตรการรองรับ ไม่ผลักภาระให้คนไข้ต้องมีคดีความฟ้องร้องกับรพ. 2.หากสปสช.เห็นว่ามีปัญหามาก ก็ควรแถลงข่าวยกเลิกนโยบายนี้อย่างเป็นทางการ 3.สปสช.ต้องคืนเงินให้กับคนไข้ที่ได้ไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายให้รพ.เอกชน แล้วเบิกจ่ายคืนได้เพียงหลักหมื่นจากนโยบายนี้ทุกกรณี

( มีต่อ)
โดย: หมอหมู วันที่: 14 ตุลาคม 2557 เวลา:15:31:24 น.
  
นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธํารงสวัสดิ์ รองเลขาธิการ สปสช.

“โดยเจตนารมณ์ของนโยบายเป็นสิ่งที่ดี แต่มีปัญหาเชิงปฏิบัติ มันต้องการมาตรการที่มากกว่า 1 ถึงจะทำได้ สปสช.ไม่มีอำนาจไปบังคับรพ.เอกชน ที่พยายามแก้คือให้กองประกอบโรคศิลป์ออกประกาศแนบท้ายไปบังคับไม่ให้เรียกเก็บเงิน”

ด้าน นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธํารงสวัสดิ์ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า นโยบายฉุกเฉิน 3 กองทุนของรัฐบาลไม่มีใครมองว่าเป็นนโยบายที่ไม่ดี ทุกคนต่างก็มองว่าเป็นนโยบายที่ดี ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพของเรา มีช่องทางให้ไปรพ.เอกชน ที่เป็นคู่สัญญากับสปสช. ประมาณ 30-40 แห่ง ประกันสังคมประมาณ 80 แห่ง รวมเบ็ดเสร็จแล้วมีรพ.เอกชนประมาณร้อยกว่าแห่งจากรพ.เอกชนทั้งหมด 300 กว่าแห่ง แต่เอกชนไม่ได้เข้าทั้งหมด เข้าใจว่าเอกชนมีหลายแบบ บางแห่งมุ่งจับกลุ่มคนระดับบน คนมีระดับ ชาวต่างชาติ และไม่เข้ามาร่วมในระบบ บางรพ.จะมีนโยบายไม่รับประกัน เพราะฉะนั้นนโยบายนี้ทำให้คนโดยเฉพาะในกทม. ซึ่งเราจะมีปัญหารพ.ของรัฐมีจำกัด ทำให้คนเข้าถึงบริการได้ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแต่ชีวิต

หลังดำเนินโครงการแล้วมีเรื่องร้องเรียนเข้ามายังสปสช.เท่าไหร่ ?

ปัญหานโยบายนี้มีหลายส่วน ที่เป็นประเด็นคือคนที่มาใช้บริการระบบนี้มากที่สุดคือข้าราชการประมาณ 60-70% ทั้งๆ ที่สิทธิข้าราชการมีประชากรประมาณ 5 ล้านคนทั้งประเทศ เมื่อเทียบกับระบบบัตรทอง หรือประกันสังคม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ 1.สิทธิข้าราชการปกติอนุญาตให้ไปใช้บริการได้เฉพาะรพ.ของรัฐ ไม่อนุญาตให้ไปเอกชน 2. ต้องยอมรับความจริงว่าก่อนหน้านี้มีสิทธิข้าราชการไปใช้รพ.เอกชนแล้วเขาสามารถเบิกได้ แต่เบิกได้ภายใต้เพดาน เช่นเบิกได้ไม่เกิน 4 พันบาท และมีใบรับรองแพทย์ว่าเป็นเรื่องฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต มีคนไปใช้นโยบายนี้อยู่แล้ว แต่พอเรามีนโยบายนี้แล้วกรมบัญชีกลางก็ประกาศยกเลิกระเบียบตัวนี้ แต่นโยบายนี้เราจำกัดแค่ฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ฉุกเฉินเร่งด่วนเราก็ไม่ได้จ่ายให้ เลยมีเรื่องร้องเรียนเรื่องเหล่านี้ส่วนหนึ่ง

กับอีกส่วนหนึ่งคือเจตนารมณ์ของนโยบายคือไม่ต้องการให้ผู้ป่วยมีภาระเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าในทางปฏิบัติเรามีช่องว่างทางกฎหมายอยู่พอสมควร เนื่องจากว่าเรามีพ.ร.บ.ประกอบการสถานพยาบาล และพ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน จริงๆ กฎหมายทั้ง 2 ฉบับกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรพ.เอกชนต้องช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยที่เจ็บป่วยฉุกเฉินโดยเฉพาะที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตแต่ตัวกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนว่ารักษาแล้วเก็บตังค์ได้หรือเปล่า รพ.เลยเก็บตังค์คนไข้ได้ เพราะฉะนั้นคนไข้ฉุกเฉินวิกฤติที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต คนไข้จะอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบเพราะว่าต้องรีบตัดสินใจ จึงเป็นช่องอันหนึ่งที่มีคนบอกว่าเป็นช่องทางทำมาหากินของรพ.เอกชนเพราะว่าคนไข้ไม่มีทางเลือก นี่คืออดีตที่ผ่านมา เราพยายามจะแก้ไม่ให้ภาพแบบนี้เกิดขึ้นอีก

แต่ถามว่าเราทำได้สำเร็จหรือไม่ ก็ต้องยอมรับความจริงว่ายังมีปัญหาคือ 1. มีช่องว่างทางกฎหมายที่เราไม่สามารถทำอะไรกับรพ.เอกชนได้ ตอนเริ่มนโยบายใหม่ๆ นั้นสปสช.มีการทำสำรวจปัญหาเป็นระยะๆ กับผู้ที่ไปใช้บริการ ช่วงแรกๆ รพ.อาจจะยังกลัวๆ อยู่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรหากเก็บเงินคนไข้แล้วจะเป็นอย่างไร แต่หลังดำเนินการไปประมาณ 6-7 เดือนทางรพ.ก็เริ่มรับทราบแล้วว่า เราไม่มีเครื่องมืออะไร เราไม่มีมาตรการอะไรไปบังคับเขา เลยรู้สึกว่ารพ.เอกชนเรียกเก็บตังค์คนไข้ เช่น สปสช.จ่ายให้เท่านี้ เขาก็เก็บตามที่เขาเก็บ

มีการกำหนดอัตราสูงสุดที่เรากำหนดให้รพ.เอกชนเรียกเก็บจากผู้ป่วยหรือไม่ ?

เราไม่ได้กำหนด เราจ่ายตามความรุนแรงของโรค กำหนดอัตราการจ่ายตามดีอาร์จี หรือกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม เป็นวิธีการจัดกลุ่มโรค เช่น การผ่าตัดไส้ติ่ง ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ก็อาจจะจ่ายอยู่แค่ 1 จุดกว่าๆ แต่ถ้าเกิดว่าต้องผ่าตัดเปิดกะโหลก สมอง หัวใจค่าน้ำหนักสัมพัทธ์อาจจะเป็น 7,8,9,10 ขึ้นไป แล้วเราก็มีอัตราการจ่ายต่อ 1 หน่วยของน้ำหนักสัมพัทธ์เช่นตอนนี้เราจ่ายอยู่ที่ 10,500 บาท ดังนั้น ถ้าผ่าตัดหัวใจค่าน้ำหนักสัมพัทธ์อาจจะอยู่ที่ประมาณ 15 หน่วย เราจะจ่ายประมาณ 1.5 แสนบาท

มีระยะเวลากำหนดไว้หรือไม่ว่าสปสช.ดูแลภาวะฉุกเฉินภายในระยะเวลากี่วันหลังได้รับการรักษา ?

จริงๆ เราบอกว่าจะครอบคลุมให้จนพ้นภาวะฉุกเฉิน ถ้าพ้นภาวะฉุกเฉินผู้ป่วยต้องกลับไปรับบริการของรัฐ แต่ปัญหาอีกอันที่มีคือเรามีข้อจำกัดเรื่องการหาเตียงสำหรับผู้ป่วย คือในระบบเดิมปัจจุบันยังไม่ได้มีการกำหนด แต่ที่จะเสนออันใหม่นี้ที่ผ่านมาจริงๆ เราวางแผนเริ่มระบบใหม่ในวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ด้วยเหตุความไม่สงบทางการเมืองจึงยังไม่เรียบร้อย

ระบบใหม่ที่มีการแก้ไขปรับปรุงเป็นอย่างไร ?

ระบบใหม่คือ 1. ถ้าจะทำให้นโยบายนี้มีประสิทธิผลมากขึ้นมันจะต้องมีความร่วมมือ และจำเป็นต้องมีมาตรการหลายด้าน ทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกคือเรื่องอัตราจ่าย ประเด็นคือรพ.เอกชนเขาร้องเรียนว่าอัตราการจ่ายที่เราจ่ายให้ในปัจจุบันทำให้เขาขาดทุน 2. มีการเสนอปรับอัตราการจ่าย แต่ก็มีข้อท้วงติงจากคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและอนุกรรมการการเงินการคลังหลายท่านว่าถึงแม้เราจะปรับอัตราการจ่ายให้ มันก็ไม่ได้การันตีว่ารพ.เอกชนจะไม่เรียกเก็บกับคนไข้ เราไม่มีอาวุธอะไรที่จะไปบังคับไม่ให้เขาเก็บเงิน ดังนั้นมันต้องมีมาตรการทางด้านกฎหมาย คือคนที่ถือกฎหมายต้องไปปรับระเบียบ เท่าที่ทราบตอนนี้อย่างกองประกอบโรคศิลป์ของกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องมีการร่างระเบียบไปกำกับไม่ให้เอกชนเก็บตังค์ แต่อย่างที่บอกว่าทุกเรื่องที่เตรียมไว้ชะลอหมดเลย

ที่จะไม่ให้เก็บเงินนี่คือจะออกเป็นกฎหมายเลยหรือไม่ ?

เป็นกฎหมาย เป็นประกาศแนบท้ายระเบียบประกอบการสถานพยาบาล ของกระทรวงสาธารณสุข

หากละเมิด ยังเรียกเก็บเงินคนไข้จะมีโทษอย่างไร ?

ยังไม่ได้ดูรายละเอียด แต่เข้าใจว่าเนื่องจากกองประกอบโรคศิลป์เป็นคนออกใบอนุญาตให้สถานพยาบาลเอกชนก็จะมีอาวุธของเขาอยู่ ดังนั้นหากรพ.เอกชนยังเรียกเก็บอยู่ก็อาจจะมีมาตรการ ซึ่งผมยังไม่รู้รายละเอียดว่าจะทำอย่างไร

ตอนนี้พบว่ามีการเก็บเงินผู้ป่วยจนบางรายถึงขั้นล้มละลาย จะช่วยเหลือคนเหล่านี้ได้อย่างไร ?

ระบบนี้ นโยบายใหม่นี้เป็นนโยบายคุ้มครองคนได้ดี แต่ปัญหามีอยู่จุดเดียวเอง คือเนื่องจากเป็นประกาศว่าจะไม่ให้คนไข้ถูกเรียกเก็บตังค์ แต่ในทางปฏิบัติเรายังไม่สามารถเดินตามเจตนารมณ์นั้นได้ ก็เลยทำให้มีปัญหาร้องเรียนกันอยู่ แต่ถามว่าคนไข้ที่ไปใช้บริการแล้วจ่าย เช่น ข้าราชการ เราพบว่าข้าราชการจริงๆ จ่ายน้อยกว่าเดิม เพราะระบบใหม่ไม่ได้กำหนดเพดาน แต่เราจ่ายตามความรุนแรงของโรค ดังนั้นคนที่ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจริงๆ คือสิทธิข้าราชการ ส่วนอันอื่น ของบัตรทองและประกันสังคมมีระบบปกติของเขาอยู่และมีรพ.ส่วนหนึ่งที่เป็นเอกชน แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ บางรายจ่ายเป็นแสนๆ บาท ถามว่าแล้วเราจะช่วยเขาได้อย่างไรก็ต้องบอกว่าตอนนี้เรามีข้อจำกัดจริงๆ พูดกันตรงๆ นโยบายนี้รัฐบาลใช้มาตรการเชิงการบริหารไม่ได้มีงบประมาณเพิ่มขึ้นใหม่ เป็นงบที่แต่ละกองทุนใช้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่สปสช.ทำคือเอาเงินของตัวเอสำรองจ่ายไปก่อนแล้วไปเรียกเก็บคืนจากแต่ละกองทุน เพราะฉะนั้นเวลาที่มีเรื่องร้องเรียนกันขึ้นมาเนื่องจากว่ามีการตกลงกันตั้งแต่แรกว่าเราจะจ่ายเท่านี้ สปสช.จึงไม่สามารถจ่ายมากกว่านี้ได้ เพราะว่าการเพิ่มอัตราการจ่ายตรงนั้น จ่ายไปแล้วเราต้องไปเรียกเก็บจากเจ้าของกองทุน ข้าราชการเจอหลายแสน ถ้าเราจ่ายมากก็ต้องไปเรียกคืนกับกรมบัญชีกลางแต่ไม่รู้ว่าเขาจะจ่ายให้เราทั้งหมดหรือปล่า

เพราะข้อจำกัดเยอะๆ แบบนี้กลายเป็นว่านโยบายนี้หลอกล่อประชาชนให้มาติดกับดัก ?

โดยเจตนารมณ์ของนโยบายเป็นสิ่งที่ดี แต่มีปัญหาเชิงปฏิบัติ มันต้องการมาตรการที่มากกว่า 1 ถึงจะทำได้ สปสช.ไม่มีอำนาจไปบังคับรพ.เอกชน ที่พยายามแก้คือให้กองประกอบโรคศิลป์ออกประกาศแนบท้ายไปบังคับไม่ให้เรียกเก็บเงิน

เคยมีการเรียกรพ.เอกชนมาคุยหรือไม่ว่าทำเกินเหตุที่ไปเก็บเงินผู้ป่วยจำนวนมหาศาลอย่างนั้น ?

เคยประชุมกันหลายรอบ แต่ประเด็นคือเวลาฟังความจากคนไข้บางครั้งก็สับสนว่าจะฟังความจากใครดี รพ.เอกชนมักจะบอกว่าคนไข้เขาแล้วบอกว่ายินดีจ่าย ไม่มีปัญหา แต่พอเรียกเก็บไปแล้วก็มาร้องเรียนทีหลัง อาจจะเป็นเพราะตอนแรกคิดว่ามันไม่เยอะแล้วเขาจ่ายไหวก็เป็นไปได้ แต่สุดท้ายไม่ไหว ทางรพ.เอกชนก็รู้สึกว่าคนไข้ไปหลอกเขา นี่คือข้อกล่าวหาของรพ.เอกชน แต่ถ้าเราฟังจากฟากคนไข้ หรือญาติคนไข้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ปรากฏการณ์ที่เราเห็นคือรพ.เอกชนจะเอาหลักฐานมายืนยันว่าญาติไปเซ็นยินยอมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย

ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบในเอกสารเซ็นยินยอมคือมีการซ่อนคำพูด หรือบอกข้อมูลกับญาติคนไข้ไม่หมด เช่น บอกแค่ว่าเป็นสิทธิฉุกเฉินสามารถเบิกค่ารักษาได้จาก สปสช. แต่ไม่ได้บอกให้หมดว่าเบิกได้กี่เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือต้องรับผิดชอบเอง ในขณะที่สถานการณ์ตอนนั้นญาติคนไข้ไม่มีเวลาในการตัดสินใจ หรือเวลาในการพิจารณาเอกสารอย่างละเอียดเพราะคนไข้ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

คิดว่าก็มีส่วน แต่ตอนนี้ที่เราพยายามแก้ปัญหาคือกรณีฉุกเฉินที่เป็นสีแดง คือเกิดวิกฤติที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตจริงๆ ทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้ได้รับการคุ้มครองจริงๆ เพราะว่าถ้าเป็นกรณีฉุกเฉินวิกฤติจริงๆ ก็ต้องบอกว่าคนไข้ไม่มีทางเลือกมากนัก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเขาอาจจะเสียชีวิตได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราคิดว่าจะมุ่งเน้นไปที่การคุ้มครอง เรามีข้อเสนอของแต่ละกองทุน อย่างที่บอกว่ากรมบัญชีกลาง หรือ สปสช.ต้องเอาระเบียบเรื่องเจ็บป่วยฉุกเฉินนั้นที่เขาเคยดำเนินการอยู่ตามเดิมกลับมาใช้ตามปกติ ยกเลิกไม่ได้เพราะว่าเราพยายามจะจำกัดนโยบายอันใหม่ให้เหลือเฉพาะวิกฤติที่เป็นสีแดงที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตให้ได้ นี่เป็นความพยายามอีกอย่างหนึ่งในการแก้ไขปัญหา แต่อาจจะต้องรอให้สถานการณ์การเมืองมันเข้าที่เข้าทางก่อน

มีคนเสนอให้ยุบโครงการนี้ ?

หากยุบโครงการนี้ก็จะเข้าไปสู่ระบบเดิม และไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา อย่างที่บอกว่ามีคนล้มละลายจากการที่เขาต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล เลยคิดว่ายังไม่น่าจะเป็นประเด็นเรื่องการยุบโครงการ ลองพยายามอีกสักตั้ง อย่างตอนนี้ที่พยายามเสนอคือ 1. เอาให้จำกัดเฉพาะกรณีฉุกเฉินที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตจริงๆ ถ้าเป็นกรณีที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตจริงๆ ก็จะลดปัญหาลงไปเยอะเพราะเราพบว่าเคสที่ส่งเข้ามาเรียกเก็บ 100 ราย มีไม่ถึง 30 รายที่เจ็บป่วยฉุกเฉินจริงๆ คือ 1 ใน 3 จะลดไป หายไป และจะแก้ปัญหาที่รพ.เอกชนเขารู้สึกว่าถูกคนไข้หลอกว่ายินดีจ่ายแล้วมาหักหลังทีหลังโดยการไม่ยอมจ่าย อีกอันหนึ่งคือเคยประชุมร่วมกับรพ.เอกชนเขาบอกว่ายินดีช่วยในกรณีที่เป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตจริงๆ ยินดีให้ความร่วมมือ แต่เขาไม่แฮปปี้ที่คนไข้ไม่ได้ฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต แล้วพยายามเข้ามา เพราะเป็นเรื่องทำมาหากินของเขาด้วยส่วนหนึ่ง และเราก็ไม่สามารถจ่ายให้เขาได้ตามอัตราที่เรียกเก็บอยากให้เขาทำเป็นลักษณะเพื่อสังคมบ้าง แต่เราก็พยายามจำกัดขอบเขตไม่ให้เป็นปัญหากับเขามากเกินไป ดังนั้นส่วนตัวเห็นว่าเป็นนโยบายที่ดีที่น่าจะร่วมมือกันแก้ปัญหาให้สามารถคุ้มครองชาวบ้านได้จริงๆ

สถิติของคนที่จ่ายเยอะหรือไม่ ?

ไม่มี มีเฉพาะคนที่ร้องเรียนมา หากไม่ร้องเรียนมาเราก็ไม่รู้

เคยมีข้อมูลรพ.เอกชนฟ้องร้องผู้ป่วยกรณีไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลหลังเข้ารับการรักษาตามสิทธิฉุกเฉินหรือไม่ ?

เข้าใจว่าน่าจะขู่เฉยๆ ไม่เคยมีข่าวว่าฟ้องร้อง คิดว่ารพ.ไม่อยากฟ้องร้อง เพราะว่าฟ้องแต่ละครั้งยาวนาวกว่าเรื่องจะจบ สิ่งที่ต้องการได้คือเงินจากคนไข้ เข้าใจว่าเขาพยายามให้คนไข้เซ็น ซึ่งเราพยามยามทำให้เขาไม่เอาเรื่องนี้มาเป็นตัวอ้าง เพราะเรามองว่าตอนนั้นคนไข้อยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบและไม่มีทางเลือก

นโยบายนี้พรรคเพื่อไทยเป็นคนนำเสนอ เหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยทำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคแล้วได้รับการตอบรับค่อนข้างดี แตกต่างจากโครงการนี้ที่ทำให้ผู้ป่วยต้องล้มละลาย ดังนั้นเคยมีการคุยกันในระดับของนักการเมืองหรือหรือไม่ ?

จริงๆ เรื่องนี้รมว.สธ.รับทราบปัญหา และผมเข้าใจว่าการเมืองก็พยายามแก้ปัญหาอยู่ อย่างที่บอกว่าไปให้กองประกอบโรคศิลป์ออกประกาศแนบท้าย มีการไปคุยกับกระทรวงพาณิชย์ ในคณะกรรมการกำหนดรายการสินค้าที่มีการควบคุม นี่แสดงว่าเป็นเจตนารมณ์ที่ค่อนข้างมุ่งมั่น แต่อย่างที่บอกว่าเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองจึงยังไม่สำเร็จ

ประกาศรายชื่อรพ.เอกชนที่เข้าร่วมโครงการได้หรือไม่ อย่างน้อยประชาชนจะได้ทราบว่าถ้าเข้ามารพ.นี้แล้วเขาจะได้รับหรือไม่ได้รับสิทธิอย่างไร ?

มันไม่ได้มีการกำหนดว่าเขาต้องสมัครเข้ามาร่วม เอาอ้างว่าเราไปมัดมือชกเขา เพราะเขาไม่ได้ยินดีที่จะเข้าร่วม

ถ้าไม่เปิดเผยรายชื่อรพ.ที่เข้าร่วมประชาชนก็จะเป็นเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ?

ถูก แต่ผมยังอยากให้เครดิตกับนโยบายนี้ว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะเรายังไม่มีเครื่องมือในการไปบังคับรพ.เอกชนเพราะว่าถ้าพูดถึงเราไม่ได้มีการไปทำสัญญากับเขา เราไม่ได้ประกาศให้เขาสมัคร แต่เราไปบังคับเขา และเขาอ้างว่าที่ผ่านมาเราขอความร่วมมือดังนั้นก็เป็นสิทธิของเขาที่จะร่วมมือหรือไม่ร่วมมือ

ถ้าอย่างนั้นในช่วงสุญกาศประชาชนต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ?

ถ้ายังไม่ได้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แล้วยังสามารถเข้าไปยังรพ.ในระบบปกติได้ก็ควรทำ เชื่อว่า คนที่เข้าไปรพ.เอกชนถ้าไม่ถึงขนาดหมดสติส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเขาเลือกที่จะเข้าเอกชน นี่เป็นประเด็นที่กำลังกวนใจเราอยู่ตอนนี้ เพราะเขาต้องการเบิกจ่าย

รพ.เอกชนไม่ได้บอกข้อมูลทั้งหมด หรือมีการซ่อนคำพูด ?

ปัญหาเราฟังความและได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ดังนั้นเราต้องให้ความเป็นธรรม แต่เชื่อว่าถ้าอันตรายถึงแก่ชีวิตแล้วก็จะไม่เป็นปัญหา ตอนนี้มีศูนย์ไกล่เกลี่ย ยอมรับว่าแก้ยาก การเรียกเก็บแต่ละโรงพยาบาลไม่เท่ากัน และถ้าเขายังยืนยันว่าจะต้องจ่ายตามอัตราที่เขาเรียกเก็บก็เป็นปัญหา



โดย: หมอหมู วันที่: 14 ตุลาคม 2557 เวลา:15:31:38 น.
  
"3กองทุนสุขภาพ"เตรียมชง"คสช." ออกกฎห้ามรพ.เก็บเงินป่วยฉุกเฉิน
Wednesday, 25 June, 2014 - 00:00
//www.thaipost.net/news/250614/92194
//www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000071002


คณะกรรมการ 3 กองทุนสุขภาพเตรียมชง คสช.ออกกฎหมาย ห้าม รพ.เก็บเงินผู้ป่วยฉุกเฉินเด็ดขาด 15 ก.พ.นี้ ชี้ที่ผ่านมาไม่มีกฎหมายรองรับ ทำให้เกิดปัญหาหลายด้าน
นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานความร่วมมือ 3 กองทุน ระหว่าง สปสช. สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และกรมบัญชีกลาง ในการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข ว่า ภายหลังดำเนินโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินเข้าได้ทุกโรงพยาบาลโดยไม่ต้องสำรองจ่าย ไม่ถามสิทธิมาเป็นระยะเวลา 2 ปี พบว่ายังมีปัญหามากในเรื่องของการเรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก และปัญหาเรื่องการหาสถานพยาบาลรองรับการส่งต่อหลังจากที่ผู้ป่วยพ้นสภาวะวิกฤตbถึงแก่ชีวิตแล้ว ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันให้ตั้งฝ่ายกฎหมายของทั้ง 3 กองทุนมาเป็นคณะกรรมการร่วมศึกษา และจัดทำข้อเสนอเพื่อการแก้ปัญหาดังกล่าวไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายในวันที่ 15 ก.ค.นี้
เบื้องต้นจะขอให้ คสช.ออกเป็นประกาศบังคับให้ทุกโรงพยาบาลต้องให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยวิกฤติฉุกเฉินโดยไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยโดยเด็ดขาด แต่ให้ทำเรื่องเบิกมายัง สปสช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของ 3 กองทุน (เคลียริงเฮาส์) และพิจารณาออกเป็นกฎหมายบังคับต่อไปในระยะยาว ซึ่งอาจจะจัดให้อยู่ใน พ.ร.บ.สถานพยาบาล หรือ พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ เพื่อปกป้องผู้ป่วยวิกฤติที่ไม่มีสิทธิเลือกการรักษา ให้โครงการดังกล่าวสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จริงๆ ไม่มีปัญหาจากการใช้บริการรักษาพยาบาล อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบทลงโทษในกรณีที่ฝ่าฝืนกฎหมายนั้น ยังไม่ได้มีการหารือชัดเจน แต่ประเด็นหลักของการทำข้อเสนอนี้คือ อยากให้ผู้ป่วยวิกฤติฉุกเฉินได้รับการรักษาโดยไม่ถูกเรียกเก็บเงิน
"เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายรองรับโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรี จึงเกิดปัญหาในหลายด้าน ซึ่งจริงๆ แล้วการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน ทางสถานบริการไม่ควรมองเชิงธุรกิจ ควรมองเป็นเรื่องมนุษยธรรมเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม กลไกการจ่ายเงินคืนนั้น ยืนยันว่าจะต้องไม่ทำให้สถานบริการเป็นภาระอย่างแน่นอน" นพ.วินัยกล่าว
เลขาธิการ สปสช.กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันจะมีการพิจารณากำหนดเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับโรงพยาบาล จึงได้ดำเนินการคู่ขนานในการจัดทำเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (ดีอาร์จี) และการจ่ายตามรายการ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ สปสช.ที่จะดำเนินการ รวมไปถึงการจัดทำเกณฑ์เจ็บป่วยฉุกเฉินในการเข้ารับบริการที่ชัดเจน นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังเห็นควรให้เดินหน้าต่อ ทั้งในเรื่องการบริหารร่วมกัน ทั้งโรคไต เอดส์ และมะเร็ง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมกันนี้ให้เดินหน้าปรับการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วยในกรณีที่มีการเปลี่ยนถ่ายสิทธิ.
โดย: หมอหมู วันที่: 14 ตุลาคม 2557 เวลา:15:32:05 น.
  
ลิงค์บทความทั้งหมด ..

1 เมษายน “ฉุกเฉินรักษาฟรี” คุณได้สิทธิ์นั้นทันที แต่ต้องฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตเท่านั้น
//thaipublica.org/2012/04/april-1-for-emergency-illness-free/

ปชช.ร้อง “เจ็บป่วยฉุกเฉิน” พ่นพิษ เก็บเงินผู้ป่วย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 สิงหาคม 2556 17:04 น.
//www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9560000106726

นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินพ่นพิษ ล่าสุด รพ.วิภาวดีกั๊กข้อมูลเบิกเงิน สปสช.ได้ไม่ครบ เจอจ่ายเองหลายแสน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 เมษายน 2557 12:27 น.
//www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000037547


เจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว นโยบายดี แต่การปฏิบัติล้มเหลว ?
Fri, 2014-04-18 17:53 – hfocus
//www.hfocus.org/content/2014/04/6964


"3กองทุนสุขภาพ"เตรียมชง"คสช." ออกกฎห้ามรพ.เก็บเงินป่วยฉุกเฉิน
Wednesday, 25 June, 2014 - 00:00
//www.thaipost.net/news/250614/92194
//www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9570000071002

โดย: หมอหมู วันที่: 14 ตุลาคม 2557 เวลา:15:32:49 น.
  
ตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล Online ได้ที่ //www.hospitalprice.org
สายด่วนสุขภาพ 02 193 7999
โดย: หมอหมู วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:21:28:36 น.
  
สบส.ตรวจสอบ รพ.เอกชนย่านศรีราชา หลังถูกร้องเรียนเก็บค่ารักษาป่วยฉุกเฉินแพง
Sat, 2017-02-18 20:41 -- hfocus
https://www.hfocus.org/content/2017/02/13461

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ตรวจสอบ รพ.เอกชนย่านศรีราชา จ.ชลบุรีให้แล้วเสร็จใน 3 วัน หลังมีผู้ร้องเรียนผ่านเฟซบุ๊คว่าเก็บค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินแค่ 2 ชั่วโมง เกือบ 50,000 บาท ชี้สถานพยาบาลทุกแห่งจะต้องแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล ยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการให้ชัดเจน พร้อมให้ประชาชนสอบถามอัตราค่าบริการได้ และห้ามเก็บเกินราคาป้ายที่แสดง

จากกรณี มีหญิงสาวรายหนึ่ง แชร์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่าได้นำเพื่อนที่หมดสติจากการล้มศีรษะฟาดพื้น เข้ารักษาที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่งย่านศรีราชา จ.ชลบุรี แต่พบว่า ค่ารักษาพยาบาลภายใน 2 ชั่วโมง เป็นเงิน 40,945 บาท จึงขอให้ส่งตัวไปยัง รพ.ที่มีสิทธิประกันสังคม แต่ไม่ได้รับการตอบรับ จนต้องมีการวางสร้อยคอทองคำเป็นหลักประกัน

นพ.ภัทรพล จึงสมเจตไพศาล

ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว นพ.ภัทรพล จึงสมเจตไพศาล รองโฆษกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่จากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ และกองกฎหมาย ร่วมกับทีมเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ รพ.ที่ถูกร้องเรียน โดยจะเน้นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ที่ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ใน 2 ด้าน

ประการแรก คือ สถานพยาบาล ตามมาตรา 32 กำหนดให้สถานพยาบาลเอกชนทุกแห่งต้องมีป้ายแสดงรายละเอียด 3 เรื่องหลัก คือ 1.ชื่อสถานพยาบาล 2.รายการเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล และ 3.อัตราค่ารักษาพยาบาล ยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่นๆและสิทธิของผู้ป่วยให้เห็นชัดเจนที่จุดบริการ และต้องมีจุดให้ประชาชนสอบถามอัตราค่าบริการเพิ่มเติม โดยห้ามเก็บค่ารักษาพยาบาล ยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่นๆ เกินกว่าที่ป้ายแสดง และต้องให้บริการแก่ผู้ป่วยตามสิทธิที่แสดงไว้ด้วย

ประการที่ 2 คือ ด้านแพทย์ผู้ให้บริการ ว่าแพทย์ที่ให้การรักษาใน รพ.แห่งนี้ มีการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินเบื้องต้นตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ รวมทั้งการสั่งการวินิจฉัยโรคเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ หากพบว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานจะประสานส่งเรื่องให้สภาวิชาชีพ คือ แพทยสภา ดำเนินการด้านจริยธรรมต่อไป โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน เนื่องจากเรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีการร้องเรียนบ่อยครั้ง

นพ.ภัทรพล กล่าวต่อว่า ในกรณีนี้แม้ รพ.เอกชนที่ถูกร้องเรียนจะไม่ปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน แต่ก็มีการเรียกเก็บค่ารักษาในอัตราที่สูงในระยะเวลาสั้นเพียง 2 ชั่วโมง จึงต้องมีการตรวจสอบว่า รพ.เอกชนดังกล่าวได้มีการสั่งการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างไรบ้าง และได้มีการติดป้ายแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล ยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่นๆและสิทธิของผู้ป่วยให้ประชาชนทราบหรือไม่ หากไม่มี ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากเรียกเก็บค่ารักษาเกินอัตราที่แสดงบนป้าย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ที่ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ได้กำหนดให้ รพ.จะต้องควบคุมและดูแลให้มีการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยฉุกเฉิน เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยห้ามปฏิเสธการรักษาเด็ดขาด หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดย: หมอหมู วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:16:06:19 น.
  
สบส.เตือน! อย่าเชื่อข้อมูลคลาดเคลื่อนกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต รพ.ไหนเก็บเงินจับหมด
วันที่: 19 ก.พ. 60
//www.matichon.co.th/news/469242

จากกรณี นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ป่วยเจ็บป่วยฉุกเฉินว่า ขณะนี้มีกฎหมายบังคับใช้แล้ว หากเข้ารพ.ด้วยภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินห้ามจ่ายเงินรพ.เด็ดขาดภายใน 72 ชั่วโมง เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้น หากรพ.รับเงินถือว่าผิดกฎหมาย และยังระบุว่ากรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) ทำหนังสือเวียนถึงรพ.ต่างๆอีกว่า
นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนี้ว่า เรื่องนี้เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากข่าวเดิมที่ทางสบส.เคยประกาศว่าทำหนังสือเวียนไปยังสถานพยาบาลต่างๆนั้น ข้อเท็จจริงเป็นพ.ร.บ.สถานบริการฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559 ที่มีการปรับปรุงและประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2559 โดยสาระสำคัญของกฎหมายส่วนหนึ่งได้ให้สบส.จัดทำกฎหมายลูกเพื่อดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ซึ่งอาศัยพ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉินฯ เป็นฐาน โดยสบส.อยู่ระหว่างจัดทำกฎหมายลูก คำนิยามของดผู้ป่วยเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต หรือกลุ่มผู้ป่วยสีแดง ว่า จะต้องมีลักษณะ ข้อบ่งชี้อย่างไรบ้าง เพื่อให้เกิดความชัดเจน

“ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการในเรื่องนี้ และยังไม่ได้มีการบังคับใช้ใดๆตามที่มีการแชร์กัน ณ ขณะนี้ เบื้องต้น สบส.อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการเพื่อให้ชัดเจนว่า เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตสีแดงเป็นอย่างไร ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องได้รับการรักษาจากรพ.ทุกแห่งฟรีภายใน 72 ชั่วโมงก่อนส่งกลับสู่รพ.ตามสิทธิสุขภาพภาครัฐนั้นๆ รวมทั้งสบส.ยังอยู่ระหว่างจัดทำเรื่องค่าใช้จ่ายในการรับบริการ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายกลางที่จะให้แก่รพ.ต่างๆ” นพ.วิศิษฎ์กล่าว และว่า ขอให้ประชาชนรับฟังข่าวสารจากทางสบส.ถึงความคืบหน้าดังกล่าว เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน ส่วนที่มีการระบุว่า ผู้ป่วยฉุกเฉินสีแดงมีอะไรบ้างเป็นข้อๆนั้น ยังไม่ใช่ ขอให้รอทางสบส.ก่อน
โดย: หมอหมู วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:16:11:46 น.
  
ยังไม่บังคับใช้ ห้าม รพ.เอกชนเก็บเงินป่วยฉุกเฉิน 72 ชม.แรก สบส.กำลังทำ กม.ลูก 3 ฉบับรองรับ
https://www.hfocus.org/content/2017/02/13473
Tue, 2017-02-21 10:28 -- hfocus

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เผยขณะนี้กฎหมายรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน 72 ชั่วโมงแรกตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ยังไม่มีผลบังคับใช้ อยู่ระหว่างเร่งจัดทำกฎหมาย 3 ฉบับรองรับ พร้อมหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข กำหนดค่าใช้จ่ายการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติโดยอาศัยพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉินเป็นฐาน เพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเพื่อประกาศใช้

นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ ความคืบหน้าของการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ที่ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ตามมาตรา 36 ที่กำหนดให้สถานพยาบาลทุกแห่งต้องควบคุมและดูแลให้มีการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาล เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและตามประเภทของสถานพยาบาลนั้นๆ โดยเฉพาะการรักษาใน 72 ชั่วโมงแรกนั้น ขอยืนยันว่ายังไม่มีผลบังคับใช้ตามที่มีการนำเสนอในโซเซียลมีเดีย

นพ.วิศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ในทางปฏิบัตินั้น จะต้องจัดทำกฎหมาย คือ ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ ได้แก่

1.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย การกำหนดผู้ป่วยฉุกเฉิน

2.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยฉุกเฉินและการระดมทรัพยากรและการมีส่วนร่วมการช่วยเหลือเยียวยาและจัดให้มีการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่น

และ 3. หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามมาตรา 36 โดยอาศัยพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉินเป็นฐาน เพื่อให้ภาคเอกชนยึดเป็นแนวปฏิบัติ

ซึ่งขณะนี้กรม สบส.ได้เร่งดำเนินการจัดทำ และได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสถานพยาบาลมาแล้ว โดยจะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเห็นชอบ เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีประกาศใช้ และหากร่างประกาศกระทรวงทั้ง 3 ฉบับ มีผลบังคับใช้ โรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม โดยห้ามเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ

ทางด้าน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ตามกรอบกฎหมายการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 โรงพยาบาลเอกชนไม่มีสิทธิ์เรียกเก็บเงินก่อนทำการรักษาช่วยชีวิตที่ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ จะบอกว่าหากไม่มีเงินแล้วไม่รักษาไม่ได้ เพื่อคุ้มครองชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยหากกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ มีผลบังคับใช้ก็จะไม่มีการเรียกเก็บเงินค่ารักษาใดๆ จากญาติหรือผู้ป่วยภายใน 72 ชั่วโมง เนื่องจากจะมีกองทุนต่างๆ ได้แก่ กองทุนประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มารับผิดชอบค่าใช่จ่ายส่วนนี้แทนตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามมาตรา 36 ซึ่งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน จะเป็นฝ่ายกำหนดประเภท รายละเอียดของผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ
โดย: หมอหมู วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:21:58:07 น.
  
สธ.เร่งออกกฏกระทรวงฯ รับนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” ทันสงกรานต์นี้

https://www.hfocus.org/content/2017/02/13478
Tue, 2017-02-21 17:03 -- hfocus

ปลัด สธ.เผยนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” อยู่ระหว่างออกกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาลฉบับใหม่ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ก่อนลงนามความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งเป้าประกาศใช้สงกรานต์ปี 2560 นี้

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า นโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ได้ทุกแห่ง ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินในระยะ 72 ชั่วโมงแรก โดยดำเนินการร่วมกันในรูปแบบคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ล่าสุดได้มอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จัดทำกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2559 เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ก่อนที่จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงนามบันทึกความร่วมมือดำเนินการต่อไป

นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งรัดดำเนินการนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าให้เสร็จทันใช้ก่อนสงกรานต์ปี 2560 เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกและปลอดภัยจากการเจ็บป่วย/บาดเจ็บที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ที่ยังเป็นปัญหาในการดำเนินงาน เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันคือ นิยามผู้ป่วย การเบิกจ่ายเงิน รวมทั้งการดำเนินการหลังจากที่พ้นวิกฤติหรือหลังจากพ้น 72 ชั่วโมง โดยเฉพาะในส่วนของโรงพยาบาลเอกชน ที่มีบางส่วนเข้าร่วมนโยบายโดยความสมัครใจ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด การออกพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2559 จะช่วยให้การดำเนินการนโยบายนี้ เป็นไปอย่างเข้าอกเข้าใจกัน โรงพยาบาลไม่ปฏิเสธผู้ป่วยวิกฤต ไม่เรียกเก็บเงินล่วงหน้า มีระบบการเบิกจ่ายเงินเหมาะสม รวมทั้งมีโรงพยาบาลต้นสังกัดของแต่ละกองทุนรองรับ

“ส่วนกรณีที่มีแชร์ในสังคมออนไลน์ว่านโยบายนี้มีผลบังคับใช้นั้น ขอให้ประชาชนรับฟังข่าวสารของทางราชการ นโยบายนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการออกกฎกระทรวงฯ รองรับนโยบาย และให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เพื่อให้มีผลบังคับใช้” นพ.โสภณ กล่าว

หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามที่สายด่วนสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) หมายเลข 0 2872 1610-9
โดย: หมอหมู วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:21:58:58 น.
  
ยังไม่บังคับใช้ ห้าม รพ.เอกชนเก็บเงินป่วยฉุกเฉิน 72 ชม.แรก สบส.กำลังทำ กม.ลูก 3 ฉบับรองรับ
Tue, 2017-02-21 10:28 -- hfocus
https://www.hfocus.org/content/2017/02/13473

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เผยขณะนี้กฎหมายรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน 72 ชั่วโมงแรกตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ยังไม่มีผลบังคับใช้ อยู่ระหว่างเร่งจัดทำกฎหมาย 3 ฉบับรองรับ พร้อมหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข กำหนดค่าใช้จ่ายการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติโดยอาศัยพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉินเป็นฐาน เพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเพื่อประกาศใช้

นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร

นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ ความคืบหน้าของการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ที่ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ตามมาตรา 36 ที่กำหนดให้สถานพยาบาลทุกแห่งต้องควบคุมและดูแลให้มีการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาล เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและตามประเภทของสถานพยาบาลนั้นๆ โดยเฉพาะการรักษาใน 72 ชั่วโมงแรกนั้น ขอยืนยันว่ายังไม่มีผลบังคับใช้ตามที่มีการนำเสนอในโซเซียลมีเดีย

นพ.วิศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ในทางปฏิบัตินั้น จะต้องจัดทำกฎหมาย คือ ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ ได้แก่

1.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย การกำหนดผู้ป่วยฉุกเฉิน

2.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยฉุกเฉินและการระดมทรัพยากรและการมีส่วนร่วมการช่วยเหลือเยียวยาและจัดให้มีการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่น

และ 3. หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามมาตรา 36 โดยอาศัยพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉินเป็นฐาน เพื่อให้ภาคเอกชนยึดเป็นแนวปฏิบัติ

ซึ่งขณะนี้กรม สบส.ได้เร่งดำเนินการจัดทำ และได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสถานพยาบาลมาแล้ว โดยจะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเห็นชอบ เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีประกาศใช้ และหากร่างประกาศกระทรวงทั้ง 3 ฉบับ มีผลบังคับใช้ โรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม โดยห้ามเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ

ทางด้าน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ตามกรอบกฎหมายการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 โรงพยาบาลเอกชนไม่มีสิทธิ์เรียกเก็บเงินก่อนทำการรักษาช่วยชีวิตที่ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ จะบอกว่าหากไม่มีเงินแล้วไม่รักษาไม่ได้ เพื่อคุ้มครองชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยหากกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ มีผลบังคับใช้ก็จะไม่มีการเรียกเก็บเงินค่ารักษาใดๆ จากญาติหรือผู้ป่วยภายใน 72 ชั่วโมง เนื่องจากจะมีกองทุนต่างๆ ได้แก่ กองทุนประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มารับผิดชอบค่าใช่จ่ายส่วนนี้แทนตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามมาตรา 36 ซึ่งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน จะเป็นฝ่ายกำหนดประเภท รายละเอียดของผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ
โดย: หมอหมู วันที่: 9 มีนาคม 2560 เวลา:23:13:01 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Cmu2807.BlogGang.com

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]

บทความทั้งหมด