ทำไมจึงคัดค้านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองฯ .... โดย พญ. เชิดชู อริยศรีวัฒนา ประธาน สผพท.


ทำไมจึงคัดค้านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขพ.ศ. ....


พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.)



สาเหตุที่แพทย์ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขเป็นส่วนใหญ่ของแพทย์ที่มาออกหน้าคัดค้านร่างพ.ร.บ.นี้ ก็เพราะว่า


1.เราเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเสียประโยชน์มากกว่าที่จะได้ประโยชน์จากพ.ร.บ.นี้ ประชาชนส่วนหนึ่งคาดหวังว่า ถ้าไปโรงพยาบาลแล้วเกิดความเสียหาย จะได้เงินช่วยเหลือและชดเชยอย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมากกว่าเพดาน 200,000 บาท ที่เคยได้จากมาตรา 41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

แต่ความจริงที่จะเกิดขึ้นก็คือ

1.1 รพ.กระทรวงสธ.ขาดเงิน ขาดคน ขาดเตียง ยา เวชภัณฑ์ เทคโนโลยีใหม่ๆอยู่แล้ว เมื่อต้องถูกบังคับให้จ่ายเงินเข้ากองทุน ก็จะยิ่งขาดเงินจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ เตียง และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย จึงจะมีผลให้ประชาชนส่วนใหญ่จะเสียประโยชน์ เพราะจะไม่ได้รับการดูแลรักษาเต็มที่

1. 2.โรงพยาบาลเอกชนต้องเพิ่มเงินค่าบริการประชาชนมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนเพิ่มจากการถูกจ่ายเข้ากองทุน ประชาชนที่ไปใช้บริการรพ.เอกชนก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น



2.เรามองเห็นว่ากลุ่มที่จะได้ประโยชน์อย่างมากจากการมีพ.ร.บ.นี้ คือกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังการเขียนและผลักดันร่างพ.ร.บ.นี้

จากการที่เขียนล็อกสเป็คให้ NGO มาเป็นกรรมการเสียงข้างมาก ในบทเฉพาะกาล (มต.50) ซึ่งต้องมาวางระเบียบกฎเกณฑ์การใช้เงิน รวมทั้งสามารถตั้งกรรมการถาวรมาสืบทอดอำนาจได้อีก เรียกว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน เหมือนกองทุน สปสช. สสส.สช.และกองทุนปฏิรูปประเทศ 600 ล้านบาทของราษฎรอาวุโส



3. การอ้างว่า พ.ร.บ.นี้ จะทำให้การฟ้องร้องลดลง และสามารถเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งสามารถพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขนั้นไม่สามารถเป็นจริงได้ ทั้งนี้เพราะว่า

3.1 การอ้างว่าไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิดนั้น ทำไม่ได้ เพราะมาตรา 6 บอกว่า ถ้าไม่ผิด จะไม่จ่ายเงิน ฉะนั้นถ้ากรรมการให้จ่ายเงิน แสดงว่ามีความผิด

และที่อ้างว่าไม่เพ่งโทษบุคคล ก็ไม่จริง เพราะโรงพยาบาลต้องส่งรายงาน ฉะนั้นประชาชนที่ได้รับเงินก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าแพทย์คนไหนทำผิด อาจจะไปฟ้องศาล เพราะหวังจะได้เงินมากกว่า(เงินจากกองทุน)ก็เป็นได้ การร้องเรียนและฟ้องร้องกลับจะมากขึ้น

3.2 การที่มีคณะกรรมการและอนุกรรมการมาตัดสินว่าจะจ่ายเงิน(เพราะมีความผิด)หรือไม่ โดยไม่อาศัยความเห็นของผู้มีความรู้ในวิชาชีพเฉพาะ ทำให้เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพไม่มีความหมายเป็นที่เชื่อถือของประชาชนและประเทศชาติอีกต่อไป แพทย์ก็เลยขาดความมั่นใจในการรักษาผู้ป่วย ฉะนั้นแพทย์ก็จะพยายามไม่รักษาผู้ป่วยที่อาจจะเกิดปัญหา เช่นผู้ป่วยอาการหนัก ผู้ป่วยที่คาดว่าจะมีโรคแทรกซ้อน ผู้ป่วยที่ต้องการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่มากขึ้น ผู้ป่วยจะต้องเดินทางไกลขึ้นกว่าจะได้รับการรักษา เช่นในปัจจุบัน โรงพยาบาลอำเภอก็จะส่งผู้ป่วยไปรพ.จังหวัด ต่อไปถ้ามีพ.ร.บ.นี้ รพ.จังหวัดก็อาจส่งผู้ป่วยไปรพ.ของมหาวิทยาลัยมากขึ้น เพราะเป็นรพ.ที่มีมาตรฐานดีที่สุดในประเทศไทย ผู้ป่วยอาจสูญเสียเวลานาทีทองที่จะรอดชีวิต

การอ้างว่าจะเอาความผิดเป็นบทเรียน ไปพัฒนาระบบบริการจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าไม่ชี้ถูกผิดจริง จะเกิดบทเรียนหรือจะรู้ว่าแก้ไขอย่างไรนั้นไม่สามารถทำได้

3.3 การขยายอายุความจาก 1 ปี เป็น 3 ปี และขยายอายุความจากเมื่อเกิดเหตุการณ์ มาเป็นเมื่อผู้เสียหาย “รู้สึก” ว่าเกิดความเสียหายได้ยาวนานถึง 10 ปีนั้น เป็นการขยายอายุความโดยไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ ย่อมจะขยายเวลาการฟ้องร้องโดยไม่มีที่สิ้นสุด

3.4 บุคลากรทางการแพทย์เกิดความโกรธ น้อยใจ เสียใจ ท้อใจ อึดอัดคับข้องใจ และหมดกำลังใจในการทำงาน เมื่อได้รู้ว่าพวกผู้บังคับบัญชาของเราเอง เห็นดีเห็นงามว่า พวกเราเป็นผู้ร้าย ทำให้ประชาชนเกิดความเสียหาย แล้วไม่ขอโทษ ไม่สำนึกผิด ไม่ช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างรวดเร็วทันใจ

จึงหันไปร่วมมือกับประชาชนส่วนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นพวกผู้เสียหายและพวกอ้างว่าอยากคุ้มครองประชาชน ไปร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายตามหลักการและเหตุผลว่าจะคุ้มครองประชาชน แต่ในบทบัญญัติแต่ละมาตรานั้น มันขัดแย้งกับเหตุผลที่เขียนไว้โดยสิ้นเชิง และมีแนวโน้มว่า บุคลากรที่ทุ่มเททำงานหนักตามมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 80(2)

ประชาชนจะเห็นได้ว่า กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ออกมาประท้วงนั้น เป็นคนของกระทรวงสาธารณสุขทั้งสิ้น เพราะ รัฐมนตรีสาธารณสุขบอกว่า ถ้าไปรวบรวมรายชื่อมาว่า 80%ของบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขไม่สบายใจกับพ.ร.บ.นี้ จึงจะถอนร่างพ.ร.บ.นี้ออกไป

จึงทำให้พวกเราที่อ่านพ.ร.บ.แล้ว ต้องเผยแพร่ให้เพื่อนร่วมชะตากรรม (ที่ต้องทำงานหนัก จนไม่มีเวลาสนใจว่า จะมีใครเขียนพ.ร.บ.คาดโทษเราไว้ก่อน) ได้หันมาสนใจในสาระสำคัญของพ.ร.บ.ด้วยว่า มันมีความนัยอะไรที่แอบแฝงอยู่บ้าง

ที่สำคัญก็คือ รัฐมนตรีและปลัดกระทรวง ไม่เคยเอาใจใส่ว่า บุคลากรใต้บังคับบัญชาของตน ต้องทำงานบริการรับใช้ประชาชน โดยมีความเสี่ยงต่อความผิดพลาดสูง เพราะขาดทั้งคน เงิน สิ่งของ และที่สำคัญคือขาดขวัญกำลังใจ แทนที่เจ้านายผู้บังคับบัญชาจะช่วยดูแลแก้ไขและรับฟังปัญหาอุปสรรคของเราบ้าง รัฐมนตรีก้ไม่ยอมให้เข้าพบ สั่งปลัดมาบีบแพทย์ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา จนไม่กล้าหือ

ส่วนตัวผู้เขียนเอง เป็นข้าราชการบำนาญแล้ว เดี๋ยวนี้ก็รักษาผู้ป่วยน้อยลง ความเสี่ยงต่อความผิดพลาดและเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องก็น้อยลง แต่ก็เป็นห่วงแพทย์รุ่นหลังที่ต้องทำงานรักษาประชาชนอยู่ รวมทั้งเป็นห่วงระบบการแพทย์และสาธารณสุขแบบไทยๆ ที่มีความห่วงใยเอื้ออาทรกัน จะสูญสลายไปมากขึ้น หลังจากเริ่มสูญสลาย เมื่อมีพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ สปสช และมาตรา 41ที่ทำให้มีการฟ้องร้องเพิ่มขึ้น

รัฐมนตรีและปลัดต้องหันมา “ปฏิรูป” ระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของกระทรวงให้มีมาตรฐาน มีความพอเพียง ทั้งคน เงิน สิ่งของ เทคโนโลยีที่จำเป็นให้เหมาะสม พอเพียง มีมาตรฐานก่อน เพื่อป้องกันความผิดพลาดและความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยให้บุคลากรทำงานอย่างชาดแคลนและสุ่มเสี่ยง จนทำให้ประชาชนตาย พิการ แล้วจึงมาชดเชยด้วยเงิน ที่ไม่สามารถซื้อชีวิตและสุขภาพให้ดีคืนกลับมาได้


ปล. เมื่อนายอภิสิทธิ์ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สื่อมวลชนหลายสำนักต่างก็เปรียบเทียบเขากับประธานาธิบดีโอบามา แต่เดี๋ยวนี้ โอบามาสามารถปฏิรูประบบบริการด้านสุขภาพได้ด้วยทีมงานของเขาเอง สำเร็จแล้ว แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ต้องไปยืมมือคนแก่สองคน มาวางแผน “ปฏิรูป”ประเทศ หรือยอมให้ NGO มาสั่งการปฏิรูประบบบริการทางการแพทย์แทนรัฐบาล แต่การปฏิรูปนี้น่ากลัวว่าจะเลวร้ายลงกว่าเดิม เพราะรัฐบาล ไม่ฟังเสียงคนทำงานเลย






ปล. แร๊งงงงงงง แต่ ตรงประเด็น รพ.เอกชน คลินิกส่วนตัว .. ไม่ต้องไปกังวล สงสัยแทนเขา

ที่น่าห่วง ก็คือ รพ.รัฐ ( แพทย์ พยาบาล เภสัช ทันตะ เทคนิกการแพทย์ ฯลฯ) ถ้า พรบ.นี้ ออกมา จะปรับตัวอย่างไร .. ในสภาวะ ที่ เงิน ก็มีน้อย (แต่ต้องแบ่งเข้ากองทุน) คนก็น้อย (แต่ต้องให้บริการผู้ป่วยจำนวนมาก) ของก็มีน้อย ( วัสดุอุปกรณ์ ยา เครื่องมือเครื่องใช้ ขาดแคลน ไม่มีเงินซื้อ ) .. ทุกอย่างทำให้ความเสี่ยง ที่จะเกิดความผิดพลาด สูงมากขึ้น ...แล้วจะทำอย่างไร



Create Date : 18 สิงหาคม 2553
Last Update : 18 สิงหาคม 2553 11:12:35 น.
Counter : 1480 Pageviews.

2 comments
ไหนๆ Covid-19 ก็กลับมาระบาดใหญ่จนได้ - ในส่วนของการป้องกันนั้นทำได้ดังนี้ ..... newyorknurse
(14 เม.ย. 2564 05:50:25 น.)
ร่วมกิจกรรมFood For Fun#57 :ทำง่าย..อร่อยด้วย จานที่ 5 "ต้มเล็งแซบ" คนผ่านทางมาเจอ
(30 มี.ค. 2564 05:51:41 น.)
"หากบริโภคน้ำตาล​'มากเกินไป" ความร้ายกาจของน้ำตาลได้ถึง​78อย่าง newyorknurse
(1 เม.ย. 2564 09:56:42 น.)
เจอกันบุรีรัมย์ The Kop Civil
(18 มี.ค. 2564 16:22:45 น.)
  
ผมอยากตอบทีละประเด็นถ้ามันสื่อไปถึงหมอเชิดชู...

โดยเฉพาะประเด็นฟ้องร้อง

ที่ตั้งแต่ปี 45 ไม่มีการเพิ่มขึ้นของการฟ้องร้องเลย....
โดย: Epinephrine วันที่: 18 สิงหาคม 2553 เวลา:12:19:26 น.
  
ใครสนใจก็ลองแวะไปโหลดมาอ่านกันนะครับ ...

ร่างใหม่ จาก สภาทนายความ
//www.mediafire.com/?4lyz3rpl37pa8xc

เปรียบเทียบ ๓ ร่าง พรบฯ
//www.mediafire.com/?slodsosamvks28e

รวมบทความ พรบฯ
//www.mediafire.com/?p7r6az6gk19ot

โดย: หมอหมู วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:2:18:26 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Cmu2807.BlogGang.com

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]

บทความทั้งหมด