คลัง ส่งหนังสือด่วนถึง รพ.อนุมัติเบิกจ่ายยาข้อเสื่อมได้แบบมีเงื่อนไข


คลัง ส่งหนังสือด่วนถึง รพ.อนุมัติเบิกจ่ายยาข้อเสื่อมได้แบบมีเงื่อนไข

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

30 มิถุนายน 2554 10:58 น.

http:manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000079606



คลังทำหนังสือด่วน ส่งถึง รพ.ชี้ อนุมัติเบิกจ่ายยาข้อเสื่อมได้แบบมีเงื่อนไข เน้นย้ำห้ามจ่ายโดยตรง ผอ.รพ.รามาฯ เห็นด้วย ขณะที่ กก.1 รายในชุดทำงานขอถอนตัว



จากกรณีปลัดกระทรวงการคลังประกาศชัดว่าจะมีการเบิกจ่ายยาบรรเทาอาการข้อเสื่ อม (กลูโคซามีน) โดยมีข้อแม้ว่าการเบิกจ่ายยาต้องอยู่ภายใต้การประเมินอย่างรัดกุมของแพทย์ผู ้เชี่ยวชาญเท่านั้น โดยการเบิกจ่ายต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด คือ

ให้ใช้ในเวลาจำกัด 3 เดือน แล้วให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยหรือไม่ หากมีจึงให้ใช้ต่ออีก 3 เดือน แล้วต้องหยุดการใช้ยาก่อน 3 เดือน เพราะหากใช้ต่อเนื่องจาก 6 เดือนจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ส่วนในกรณีที่ใช้ 3 เดือนแรกแล้วแพทย์ประเมิน พบว่า ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยก็ต้องหยุดใช้ยาทันที ส่งผลให้เกิดทั้งกระแสเห็นด้วยและคัดค้าน ขณะที่กลุ่มสิทธิสวัสดิการข้าราชการที่มีปัญหาข้อเสื่อมต่างเฝ้ารออย่างใจจด ใจจ่อ



วานนี้ (29 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลัง ลงนามโดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ กค 0422.2/ว.62 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2554 เรื่อง การเบิกค่ายากลูโคซามีนซัลเฟต หนังสือส่งถึงปลัดกระทรวง อธิบดี เลขาธิการ ผู้อำนวยการ อธิการบดี ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อำนวยการสถานพยาบาลของทางราชการ และสถานพยาบาลที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยหนังสือระบุถึงกรณีการกำหนดให้กลุ่มยาบรรเทาอาการข้อเสื่อมที่ออกฤทธิ์ช้า (กลูโคซามีน คอนดรอยตินซัลเฟต และไดอะเซอเรน) ทุกรูปแบบ และกลุ่มยาฉีดเข้าข้อบรรเทาอาการข้อเสื่อม(ไฮยาลูโรแนนและอนุพันธ์) เป็นรายการยาที่ห้ามเบิกจ่ายจากระบบสวัสดิการข้าราชการนั้น



ล่าสุด กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ดังนี้

1.คณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาหาข้อสรุปเกี่ยวกับประสิทธิผลและความคุ้มค่าของกลุ่มยาบรรเทาอาการข้อเสื่อม

ซึ่งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ได้พิจารณาดังนี้

1.1 กลุ่มยากลูโคซามีนฯ ไม่ใช่ยาที่ใช้ป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม แต่เป็นยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด ซึ่งอาจมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมบางกลุ่ม โดยต้องมีการกำหนดเงื่อนไขในการใช้ และวิธีการบริหารจัดการ ดังนั้น กรมบัญชีกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันศึกษาความคุ้มค่าและวางแนวทางการบริหารจัดการ การควบคุมกำกับการใช้ยาที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 1 เดือน และนำข้อสรุปเสนอคณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการพิจารณา

1.2 คณะอนุกรรมการบางท่าน เห็นว่า ในระหว่างรอผลการศึกษา กระทรวงการคลังควรทบทวนคำสั่งห้ามเบิกจ่ายยา โดยการผ่อนคลายให้เบิกจ่ายได้ตามเงื่อนไขข้อบ่งชี้ที่ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โ ธปิดิกส์แห่งประเทศไทยกำหนด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ป่วยสิทธิดังกล่าวที่ต้องใช้ยา


ทั้งนี้ นำไปสู่ข้อ

2.กระทรวงการคลังเห็นสมควรผ่อนคลายให้ผู้มีสิทธิสามารถเบิกจ่ายยาดังกล่าวได ้ตามเงื่อนไข ดังนี้

2.1 ค่ายาที่เบิกได้นั้นต้องเป็นการสั่งใช้ยาตามแนวทางกำกับการใช้ยากลูโคซามีนซัลเฟตของราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ฯ

2.2. ห้ามสถานพยาบาลเบิกค่ายาดังกล่าวในระบบเบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลาง และให้สถานพยาบาลออกใบเสร็จรับเงินค่ายาดังกล่าว เพื่อผู้มีสิทธินำไปยื่นขอเบิกจากส่วนราชการต้นสังกัด

2.3 ให้แพทย์ผู้ทำการรักษาที่สามารถสั่งใช้ยาตามแนวทางดังกล่าว เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการใช้ยากลูโคซามีนฯ ซึ่งเป็นยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติแทนคณะกรรมการแพทย์ของสถานพยาบาลได้

2.4 กรณีที่กรมบัญชีกลางตรวจสอบพบว่าสถานพยาบาลมีการสั่งจ่ายยาไม่เป็นไปตามแนวทางจะดำเนินการเรียกคืนเงินค่ายาดังกล่าว




3.การเบิกจ่ายค่ายา ให้ส่วนราชการตรวจสอบคำขอเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล และหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายให้ถูกต้อง และให้ส่วนราชการผู้เบิกจัดทำรายงานการเบิกจ่ายเงินค่ายากลูโคซามีนฯประจำเดือนส่งให้กรมบัญชีกลางพร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินและสำเนาหนังสือรับรองการใช้ยา ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป




รศ.นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลเพิ่งได้รับหนังสือดังกล่าว และได้เรียกประชุมทีมแพทย์ เพื่อรับทราบเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งหลักๆ คือ

1.ต้องสั่งยาตามข้อกำหนดของราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ฯ

2.ต้องให้ผู้ป่วยเบิกจ่ายไปก่อน โดยโรงพยาบาลไม่สามารถเบิกจ่ายตรงได้

3.แพทย์ที่จะสั่งจ่ายยากลุ่มนี้จะต้องเป็นแพทย์เฉพาะทาง 3 ด้าน คือ 1.อายุรแพทย์โรคข้อ 2.แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู 3.แพทย์ออร์โธปิดิกส์


สำหรับกรณีคนไข้ที่จะมีสิทธิรับยานี้ สิ่งสำคัญต้องเป็นผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีอาการในระยะปานกลาง ไม่ใช่สาหัส ซึ่งแพทย์จะต้องทำการวินิจฉัย และมีใบสั่งยามาแล้ว และต้องมีอายุตั้งแต่ 56 ปีขึ้นไป อีกทั้ง อาการป่วยต้องไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ เว้นแต่ข้อเสื่อมเพราะความชราเท่านั้น ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไป



“การตัดสินใจของกรมบัญชีกลางครั้งนี้ ถือว่าดี และรอบคอบ ถือว่าเป็นธรรมกับข้าราชการที่ป่วยด้วยอาการข้อเสื่อม หลังจากนี้ในยาอื่นๆที่เล็งว่าจะยกเลิกอีก 8 ตัว อยากให้กรมบัญชีกลางพิจารณาในลักษณะคล้ายกันด้วยเช่นกัน คือ เน้นความคุ้มค่า ควบคู่ไปกับความจำเป็นต้องใช้ แต่หนังสือดังกล่าวยังไม่ใช่ประกาศตายตัว เพราะยังต้องรอการพิจารณาความคุ้มค่า และวิธีการบริหารจัดการจากคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาอีก 1 เดือน ซึ่งไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าข้อกำหนดนี้ดีแล้ว” รศ.นพ.ธันย์ กล่าว



แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ระบุว่า จากปัญหาดังกล่าวที่มีทั้งกลุ่มเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยในการทบทวนประกาศ และมีมติให้สามารถเบิกยากลุ่มข้อเสื่อม ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ หัวหน้าโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะ 1 ในคณะกรรมการชุดนี้ได้ถอนตัวออกแล้ว แต่คณะกรรมการหลายท่านยังไม่ห็นหนังสือยืนยันที่ชัดเจน โดยผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจาก นพ.ยศ ติดภารกิจไปที่ต่างประเทศ


แถม...

ผมลงข้อมูลต่าง ๆ ไว้ในบล๊อก ..ว่าง ๆ ก็แวะไปอ่านกันนะครับ ..

คำชี้แจง จาก ราชวิทยาลัยออร์โธฯ เกี่ยวกับยารักษาข้อเข่าเสื่อม ..(ที่กรมบัญชีกลางสั่งห้ามเบิก)

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-04-2011&group=7&gblog=132

คำชี้แจง จาก ราชวิทยาลัยออร์โธฯ เกี่ยวกับยารักษาข้อเข่าเสื่อม (ที่กรมบัญชีกลางสั่งห้ามเบิก)..( ต่อ )

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-04-2011&group=7&gblog=134

แนวปฏิบัติ บริการ ดูแลรักษา ข้อเข่าเสื่อม พศ. ๒๕๕๓ ของราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

//www.mediafire.com/?q6jqyvyci46b51s





Create Date : 01 กรกฎาคม 2554
Last Update : 1 กรกฎาคม 2554 1:28:13 น.
Counter : 2464 Pageviews.

3 comments
ร่วมกิจกรรม Food Fpr Fun#57:ทำง่าย..อร่อยด้วย จานที่ 6 (ผัดกระหล่ำปลีใส่ปลาหมึกเส้น) คนผ่านทางมาเจอ
(30 มี.ค. 2564 17:24:14 น.)
"หากบริโภคน้ำตาล​'มากเกินไป" ความร้ายกาจของน้ำตาลได้ถึง​78อย่าง newyorknurse
(1 เม.ย. 2564 09:56:42 น.)
แค่ทาวิคส์ในหูของคุณทิ้งไว้ทั้งคน คุณจะประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขี้นตอนเช้า newyorknurse
(24 มี.ค. 2564 19:08:55 น.)
ร่วมกิจกรรม Food For Fun#57: ทำง่าย..อร่อยด้วย(ซุบไก่ใส่มักโรนี) คนผ่านทางมาเจอ
(8 มี.ค. 2564 14:28:34 น.)
  
ค้านคืนสิทธิ์เบิก “กลูโคซามีน” แพทยสภาแย้งเชื่อดีต่อทุกฝ่าย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กรกฎาคม 2554 11:19 น.

//manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9540000080208

คกก.กองทุนยา สิทธิข้าราชการ ยื่นหนังสือค้าน คลังออกำสั่งคืนสิทธิ์เบิกจ่ายกลูโคซามีน ด้านคณะทำงานวิชาการ เผย กรณี นพ.ยศ ลาออกนั้น เป็นแค่การตัดสินใจส่วนตัว ยังไม่มีหนังสือการลาออกชัดเจน ชี้เหตุอยากออกเพราะรับไม่ได้กับ มติคลัง

แหล่งข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังออกหนังสือ ให้คืนสิทธิการเบิกจ่ายยาบรรเทาอาการข้อเสื่อม (กลูโคซามีน) แก่กองทุนข้าราชการสวัสดิการเหมือนเดิมนั้น และมีกระแสข่าวว่า นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ หัวหน้าโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะ 1 ในคณะกรรมการชุดนี้ได้ตัดสินใจถอนตัวออกนั้น ล่าสุด ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดงานแผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะคณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กระทรวงการคลัง ได้ทำหนังสือคัดค้านคำสั่งการคืนสิทธิการเบิกจ่ายดังกล่าว

เนื่องจาก คณะกรรมการบริหารฯ ได้ออกคำสั่ง ให้คณะอนุกรรมการได้ทำการศึกษาทบทวนรายการยากลุ่มบรรเทาอาการข้อเสื่อม ซึ่งตามขั้นตอนต้องส่งเรื่องกลับเข้าคณะกรรมการบริหารฯก่อน แต่ยังไม่มีการกำหนดวาระการประชุมแต่อย่างใด ฉะนั้นคำสั่งดังกล่าวถือว่ายังไม่ผ่านมติของคณะกรรมการบริหารฯ แต่อย่างใด

นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธํารงสวัสดิ์ คณะทำงานด้านวิชาการทางการแพทย์ ภายใต้คณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวลือว่า นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ หัวหน้าโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP)กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ถอนตัวจากคณะทำงานดังกล่าว ว่า ตนได้รับทราบเรื่องนี้ผ่านอีเมล์ จากนพ.ยศ โดยตรง ซึ่งเป็นจดหมายเวียนถึงคณะทำงานด้วยกัน ระบุว่า อยากจะถอนตัวออก เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวที่รู้สึกว่า กระทรวงการคลัง มีการตัดสินใจที่ ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นธรรม อาศัยแค่ระบบอำนาจของคณะกรรมการใหญ่และอาศัยบทบาททางการเมือง เป็นหลัก ซึ่งการทำหน้าที่เป็นเพียงคณะทำงานฯนั้นไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใดๆ อยู่แล้ว แต่การตัดสินใจของ นพ.ยศ นั้นยังไม่ชัดเจนเป็นเอกสารใดๆ

นพ.สัมฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สำหรับกรณีการตัดสินใจของ กระทรวงการคลังนั้น โดยส่วนตัวก็เห็นว่าเป็นเป็นการอาศัยอำนาจทางการเมืองเป็นหลัก ไม่แน่ว่า หากหลังการเลือกตั้งแล้ว อาจมีการเปลี่ยนอีกหรือไม่ ดังนั้น ข้อสรุปทุกอย่างคงไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ คณะทำงานฯ อย่างแน่นอน จากนี้บทบาทของคณะทำงานจะเป็นอย่างไรต้องรอดูอีกครั้งหลังเลือกตั้ง


ศ.คลินิก นพ.อำนาจ กุสลานันท์ นายกแพทยสภา กล่าวว่า การออกประกาศลักษณะนี้ถือว่าดีต่อทุกฝ่าย เนื่องจากในผู้ป่วยข้อเสื่อมก็ยังมีความจำเป็นต้องใช้ยาดังกล่าว ส่วนการคุมการเบิกจ่ายโดยห้ามเบิกตรงนั้น ก็เป็นอีกแนวทางในการควบคุมค่าใช้จ่ายไปในตัว และที่สำคัญประกาศนี้น่าจะช่วย ให้บรรยากาศความเห็นต่างเกี่ยวกับเรื่องนี้เบาบางลงได้

อย่างไรก็ตาม ส่วนกรณีที่จะศึกษาความคุ้มค่าและวางแนวทางการบริหารจัดการเพื่อให้สามารถ ปฏิบัติได้จริงนั้น ขณะนี้ตนยังไม่ได้หนังสือเชิญการหารือ ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะเป็นคณะอนุกรรมการเดิมหรือไม่ หรืออย่างไร แต่หากกรมบัญชีกลางต้องการข้อมูลใดๆ ก็พร้อมร่วมมือ ส่วนกรณีการลาออกของ นพ.ยศ นั้น ตนยังไม่เห็นหนังสือใดๆ



ด้านผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนมั่นใจว่า เรื่องความคุ้มค่าของยากลูโคซามีนนั้น ไม่สามารถใช้เวลาเพียงแค่ 1 เดือนเพื่อศึกษาวิจัยได้ และเชื่อว่าความคุ้มค่าที่คณะอนุกรรมการที่มีราชวิทยาลัยออโธปิดิกส์ แพทยสภาและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง พยายามนำเสนอนั้นเป็นแค่ความคุ้มค่าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น นั่นคือ กลุ่มที่ป่วยด้วยอาการข้อเข่าเสื่อมจากโรคชรา และมีอายุตั้งแต่ 56 ปีขึ้นไป ซึ่งขณะนี้เวลาผ่านไปยังไม่มีผลงานทางวิชาการมายืนยันชัดเจน

ที่สำคัญหนังสือคำสั่งของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ก็เป็นเพียงหนังสือชั่วคราวเท่านั้น

หากพบว่าไม่ไม่มีผลงานวิชาการใดๆยืนยันว่าคุ้มค่าจริง ทางคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ก็จะเสนอการศึกษาเช่นเดิม คือ ยาดังกล่าวไม่มีความคุ้มค่าทั้งเรื่องของประสิทธิผลการรักษาและเรื่องของค่า ใช้จ่าย ให้แก่คณะคณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อพิจารณาควบคู่กันไป


“อย่างไรก็ตาม หากคลังจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใดๆ นั้นคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลไม่ได้มีบทบาทในการดูแล ควบคุม หรือเรียกร้องใดๆ หากแต่ทำหน้าที่เพื่อศึกษาความคุ้มค่าอย่างตรงไปตรงมา ตามข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อให้การใช้ยาของคนไทยมีความพอดี” ผศ.นพ.พิสนธิ์ กล่าว




โดย: หมอหมู วันที่: 1 กรกฎาคม 2554 เวลา:15:13:16 น.
  


ความเห็นอีกด้าน ..


หมอมองการเมือง ปุจฉายาข้อเสื่อม

//www.thairath.co.th/today/view/183503


“จะรอดมั้ยเนี่ย.....ประเทศ” ประโยคเปิดบทสนทนาของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทุกวันนี้...คุณหมอธีระวัฒน์บอกว่า ตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน ต้องนั่งท่องในใจตลอดว่า “คิดบวก” (Positive Thinking) ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ทั้งไทยและเทศ แม้กระทั่งนิวยอร์กไทม์ส ยังเทียบเคียงประเทศไทย และการเลือกตั้งเป็นการขับเคี่ยวระหว่าง ชนชั้นสูง ขุนนาง กับ รากหญ้า

ดัน...ไปเปรียบกับตะวันออกกลาง ไม่เทียบกับแอฟริกาให้รู้แล้วรู้รอดไป

ที่รู้สึกแย่...อับอายขายหน้าที่สุด พ่วงแถมมาอีกอย่างคือ ยาบรรเทาข้อเข่าเสื่อมกลูโคซามีน (Glucosamine) คอนดรอยติน (Chondroitin) ที่เคยให้ข้อมูลไปครั้งหนึ่งแล้ว...ทั้งๆที่ไม่น่ามีปัญหา

ก่อนหน้านี้...ยาตัวนี้กรมบัญชีกลางประกาศไม่ให้เบิกฟรีแก่ข้าราชการ พร้อมกับมีหนังสือหลักฐานยืนยันข้อมูลวิชาการ และข้อปฏิบัติของนานาประเทศที่ไม่ยอมให้เบิกผ่านบริษัทประกัน มีชาร์ต รูปภาพสี่สีงามระยับ

ทว่า...มิช้ามินานหลังประกาศ ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ทางกระดูกและข้อ ต่างดาหน้าออกมายืนยัน ความดีงามและล่าสุด กระบวนราชวิทยาลัย แพทยสภา สมาคมแพทย์ต่างๆ พาเหรดสนับสนุนประสิทธิภาพ

ถึงกับตีพิมพ์ในหนังสือสุดสัปดาห์ กรมบัญชีกลางร้อนตัว แต่งตั้งอนุกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งคุณหมอธีระวัฒน์เป็นคนหนึ่งที่ติดร่างแหไปด้วย ก็พยายามที่จะชี้แจงให้ประนีประนอม หันหน้าคุยกัน

แต่ก็เข้าสูตรเดิมของประเทศไทย “เมองต้องผิด ข้าถูกเท่านั้น”

หลัก เกณฑ์อนุกรรมการเข้ารูปเดิมคือประเมิน ข้อมูลหลักฐานประสิทธิภาพ ความปลอดภัยของยา ซึ่งเป็นเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมามีข้อมูลเชิงบวกว่า...ได้ผล ส่วนเชิงลบก็รายงานว่า...ไม่ได้ผล ยาวเหยียด

และการศึกษาจากนานา ประเทศที่เจริญกว่าเมืองไทย ดูลึกไปถึงว่า ยากลูโคซามีนดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นจากส่วนประกอบชนิดใด ให้ผลดีหรือไม่ อย่างไร?

ทั้งในแง่บรรเทาอาการปวด และ/หรือ ชะลอการผุของกระดูก ข้อเข่า

ผล การศึกษาได้ข้อสรุปต่างๆนานา แต่ที่เหมือนกันคือ ยา...ซึ่งความจริงอยู่ในรูปอาหารเสริมก็มี ให้ผลบรรเทาอาการปวดได้บ้าง และกินเวลานานเป็นเดือนกว่าจะเห็นผล และไม่มีผลต่อโครงสร้างของข้อ

การ ศึกษาที่กระตุกไม่ให้อยากใช้ยานี้ คุณหมอธีระวัฒน์ชี้ว่า มาจากวารสารนิวอิงแลนด์ (ปี 2006) ของสหรัฐฯ โดยที่ผู้กินยาหลอกคล้ายของจริง (Placebo) จำนวนถึง 60% ก็รายงานว่ามีอาการดีขึ้นเช่นกัน

อีกทั้งล่าสุด เนื่องจากมีข้อโต้แย้งมากเหลือเกินและการที่ทั่วโลกบริโภคยานี้มีมูลค่าถึง 2,000 ล้านเหรียญ

จึง มีการศึกษาซึ่งรายงานในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ (British Medical Journal) ในปี 2010 วิเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ (Meta-Analysis) จากหลายรายงานได้ข้อสรุปในทางเดียวกันคือ...ไม่ได้ผลหรือประโยชน์ที่ได้ อาจมีเพียงน้อยนิด (Marginal Effect)

มีจดหมายโต้แย้งรายงานฉบับนี้ ในหลายแง่มุม ซึ่งคณะผู้ศึกษาได้ทำการอธิบายได้ ถึงแม้ไม่หมดทุกข้อก็ตาม และล่าสุดอดรนทนไม่ไหว วารสารของสมาคมแพทย์สหรัฐฯ (Annals of Internal Medicine) ในปี 2011 ชี้ว่า...“หลักฐานมากกิโล เหล่านี้แสดงว่ายานี้มีผลไม่ชัดเจน เพียงพอที่จะควรเป็นการเบิกจ่ายฟรีจากบริษัทประกัน”

ซึ่งน่าจะสะท้อน ถึงสถานภาพของประเทศไทย โดยที่เงินก้อนที่มี ต้องช่วยชีวิตคนไทยมากกว่า 40–45 ล้านคน ไม่ว่าจะผ่านหลักประกันสุขภาพ ประกันสังคม

คุณหมอธีระ วัฒน์ย้ำว่า เงินก้อนนี้เป็นเงินของคนเกือบทั้งประเทศ สำหรับเยียวยาผู้เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล สำหรับยาที่จำเป็นต่อชีวิต โดยป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ ทำให้กลับคืนสู่สภาพปกติ

ทั้งโรคความดัน สูง เบาหวาน โรคไต และอื่นๆ อีกทั้งยังจำเป็นต่อชีวิตให้ผู้ป่วยซึ่งอยู่ในระยะท้าย แต่ถ้าได้รับการรักษาก็ยังอยู่ต่อไปได้ โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น การล้างไต โดยผ่านช่องท้อง หรือการฟอกเลือด หรือการทำบอลลูนขยายถ่างเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งชุบชีวิตใหม่ให้คนไข้

ถ้า จะเทียบกันด้วยหลักฐานทางวิชาการ เรื่องประสิทธิภาพ คุณหมอธีระวัฒน์ บอกอีกว่า ยาบรรเทาข้อเสื่อมตัวนี้ คงต้องถึงเดินขบวนครับ “ใครแพ้...ใครชนะ”

แต่ถ้าวิเคราะห์ว่ายานี้ช่วยชีวิตหรือไม่? ช่วยชะลอโรคหรือไม่?

คำตอบคือ... “ไม่”

ถามต่อไปอีกว่า...ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ไหม? คำตอบคือ... “ได้บ้าง” แต่ต้องใช้เวลาเป็นเดือน

ในแง่ราคายา...สนนราคาตั้งแต่ 40 บาทต่อวันของยานอก 10 บาทต่อวันของยาไทย คำนวณเป็นรายเดือน เดือนละ 300-1,200 บาท

หรือ...เท่ากับ 3,600–14,400 บาท ต่อปี

วิเคราะห์ คนที่มีข้อเสื่อม กลุ่มเสี่ยงอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 40-45 ปี เรื่อยไปจนอายุ 80 ปี คุณหมอธีระวัฒน์ตั้งคำถามว่า...กลุ่มคนเหล่านี้จะมีกี่คนในประเทศไทย

คำถามต่อไป...ถ้ายานี้เบิกจ่ายได้ในหมู่ข้าราชการ ทำไม? จะเบิกจ่ายฟรีในประชาชนทั่วไปไม่ได้

คิดแค่ว่ามี 100,000 คน...จะเท่ากับ 360 ล้าน–1,440 ล้านบาทต่อปี

“นี่...แค่ยาบรรเทาข้อเข่านะครับ”

คุยกันมาถึงตรงนี้...คุณหมอธีระวัฒน์คุยต่ออีกว่า จะว่าผมช่างโง่เง่าเต่าตุ่น ช่างไม่รู้สรรพคุณของยาวิเศษตัวนี้ ไม่รู้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์...ก็ตามใจ

ที่ผ่านมาอุตส่าห์ ไปถามเพื่อนศาสตราจารย์โรเบิร์ต เดดมอน ที่วิสคอนซิน (Professor Robert E. Dedmon, Institute for Health & Society-Global Health, Medical College of Wisconsin) ได้ให้วิธีจำแนกการวิเคราะห์เชิงประจักษ์...รวมทั้งข้อปฏิบัติว่าอันไหน เชื่อถือได้หรือไม่ได้ จากสถาบันอายุรศาสตร์ (Institute of Medicine)

รวมทั้งให้ข้อสรุปเดียวกันคือ... “ยาบรรเทาข้อเสื่อม” เป็นยาที่ไม่น่าจะให้ความเชื่อถือ และแนะนำให้ใช้ โดยมีการเบิกจ่ายฟรี

“ขนาดคนระดับแพทย์ซึ่งถือตนว่ามีความรู้ ความสามารถสูง และอาจจะเคยเป็นที่ยกย่องของสังคม ยังมาเถียงกันในเรื่องกลูโคซามีน...ยาบรรเทาข้อเข่าเสื่อม แค่นี้”

คิดแบบเป็นเหตุเป็นผล...ในภาพรวมของคนทั้งประเทศ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยในงบก้อนเดียวกันของประเทศ...เหลียวมองอนาคตเมื่อไหร่ ประเทศไทยจะเจริญไปกว่านี้ ที่เราๆท่านๆทำได้ในวันนี้นอกจากคิดบวกแล้วคงต้องเตรียมตัวทำใจกันไว้แต่ เนิ่นๆ.



โดย: หมอหมู วันที่: 4 กรกฎาคม 2554 เวลา:16:00:05 น.
  
ความเห็นของผม ..

“ขนาด คนระดับแพทย์ซึ่งถือตนว่ามีความรู้ ความสามารถสูง และอาจจะเคยเป็นที่ยกย่องของสังคม ยังมาเถียงกันในเรื่องกลูโคซามีน...ยาบรรเทาข้อเข่าเสื่อม แค่นี้”


........... ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับ อาจารย์ในประเด็นนี้ .....

ยาบรรเทาข้อเข่าเสื่อม ไม่ใช่ เรื่องเล็ก ๆ สำหรับข้าราชการที่เคยใช้ แล้วก็ " รู้สึกว่า ได้ผลดี " แทนที่ กรมบัญชีกลางจะออกข่าว ชี้แจงเป็นระยะ เพื่อให้เกิดการรับรู้ เกิดความเข้าใจ กลับประกาศตูมออกมาเลยว่า " ห้ามเบิก " .. ทำแบบนี้ แรงต้านก็ย่อมเยอะเป็นธรรมดา

ส่วนเรื่อง ถกเถียงของแพทย์

ผมกลับมองว่า การถกเถียง ด้วยเหตุด้วยผล เป็นสิ่งที่สวยงาม และ เป็นสิ่งที่จำเป็น .. ซึ่งความรู้ทางการแพทย์ ก็เป็นเช่นนี้ มาเนิ่นนาน แทบไม่มีเรื่องใดเลย ที่ " แพทย์ทุกคน " เห็นเหมือนกัน ..

แต่ปัญหา มันอยู่ที่การตัดสินใจ ของ ผู้บริหาร ผู้ที่มีหน้าที่สั่งการว่า จะเลือกทางไหน ด้วยเหตุผลอะไร .. ถ้าศึกษาหาข้อมูลรอบคอบ ก็ตัดสินใจว่าจะเลือกทางไหน เหตุผลเพราะอะไร แล้วก็ยึดมั่นการตัดสินใจ (ด้วยเหตุผลนั้น) ยกเว้นว่าจะมีข้อมูลอื่นมาเปลี่ยนแปลง

เท่าที่ได้อ่านแถลงการณ์ ที่ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และ สมาคมรูมาติซั่ม .. ผมคิดว่า " กรมบัญชีกลาง " ไม่รอบคอบ ไม่ศึกษาข้อมูลไม่ได้ปรึกษาสอบถาม อย่างเพียงพอ ( หรือ การเมืองเข้าแทรก ?? ) ... พอโดนค้าน โดนแรงต้านมากเข้า ก็เลยโอนเอนไปมา ???

โดย: หมอหมู วันที่: 4 กรกฎาคม 2554 เวลา:16:16:06 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Cmu2807.BlogGang.com

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]

บทความทั้งหมด