(เก็บมาฝาก) สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาค ร่างกาย อวัยวะ ดวงตา




ขอบคุณ แหล่งข้อมูล อ้างอิง และ ขออนุญาต นำมาเก็บไว้ ในบล๊อก ด้วย ... ^_^
๑. กระทู้ ของคุณ RLD ในห้องสวนลุม ..
https://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2009/01/L7438480/L7438480.html

๒. เวบ DonationThailand.com บริจาคร่างกาย และบริจาคอวัยวะเพื่อการศึกษา
https://goo.gl/3qoWkl

๓. บริจาค ร่างกาย ดวงตา และอวัยวะ สำหรับคนบ้านไกล
https://pantip.com/topic/34516757
.................................
 
" ฉันเป็นครู ตายแล้วก็ขอเป็นครูต่อไป "
เรื่องราวประทับใจ ของ หมอที่เป็นครูของหมอ ..

อาจารย์ใหญ่ ครูผู้ให้ The Everlasting Teacher
เผยแพร่เมื่อ 13 ม.ค. 20157-Eleven ร่วมเชิดชูพระคุณครูกับภาพยนตร์โฆษณาส่งเสริมสังคม "อาจารย์ใหญ่ ครูผู้ให้ The Everlasting Teacher" กับเรื่องราวที่สร้างจากโครงเรื่องจริงของ­อาจารย์หมอผู้เป็นครูผู้ให้อย่างแท้จริง นอกจากตอนมีลมหายใจจะสร้างหมอมารักษาและช่­วยชีวิตคนนับแสนแล้ว แม้ไร้ซึ่งลมหายใจ ก็ยังขอเป็นครูผู้ให้ตลอดกาล

https://youtu.be/Fc8CaO0LgXA
 
....................................


 คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล

วัตถุประสงค์ของการบริจาคร่างกาย

เพื่อให้นักศึกษาแพทย์นำไปศึกษาหรือที่เรียกว่า “เป็นอาจารย์ใหญ่” แยกการบริจาคร่างกาย ออกเป็น 2 แบบ

1. บริจาคเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษา ระยะเวลาที่ใช้ในการเรียน 3 ปี ดูภาพจากเวปข้างบน ตรงลิ้งก์ > ผู้บริจาค > การบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาทางการแพทย์

ข้อจำกัด

- ขณะเสียชีวิตอายุต้องไม่เกิน 80 ปี น้ำหนักโดยประมาณไม่ต่ำกว่า 40 กก.
- ไม่เป็นศพเกี่ยวกับคดี
- ไม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง โรคไต โรคเบาหวาน และอุบัติเหตุ
- ไม่เป็นศพที่มีสภาพไม่เหมาะสม เช่น ศพเน่าเปื่อย อวัยวะขาดหายไปไม่ครบสมบูรณ์ ยกเว้นกรณี บริจาคดวงตา
- ที่เก็บศพของภาควิชาเต็ม

2. บริจาคให้แผนกเก็บกระดูกเพื่อการศึกษา ระยะเวลาที่ใช้ในการเรียน 10 ปี ดูภาพจากเวปข้างบน ตรงลิ้งก์ > ผู้บริจาค > การบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาทางการแพทย์

ข้อจำกัด

- ขณะเสียชีวิตอายุต้องไม่เกิน 55 ปี
- ญาติสามารถนำอวัยวะบางส่วนของศพดองไปทำพิธีทางศาสนาได้
- ไม่ฉีดยารักษาศพ เพราะจะไม่สามารถเก็บเป็นโครงกระดูกได้
- พื้นที่ที่รับบริจาคร่างกายเฉพาะเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ปทุมธานี นครปฐม สุพรรณบุรี ยกเว้น อ.ด่านช้าง อ.หนองหญ้าไซ อ.เดิมบางนางบวช อ.สามชุก กาญจนบุรี รับเฉพาะ อ.เมือง อ.ท่าม่วง อ.พนมทวน อ.ท่ามะกา พระนครศรีอยุธยา ยกเว้น อ.ท่าเรือ ราชบุรี ยกเว้น อ.สวนผึ้ง อ.จอมบึง

...................................................................
เอกสารที่ใช้ - รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ เขียนชื่อ – นามสกุลให้ชัดเจน


ขั้นตอนการบริจาคร่างกาย

กรอก แบบฟอร์ม ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ระบุผู้แจ้งการถึงแก่กรรม (ผู้แจ้งการถึงแก่กรรมหมายถึงผู้ที่เต็มใจจะรับเป็นธุระในการแจ้งให้ภาค วิชาฯ ไปรับศพ ของผู้บริจาคร่างกาย มิได้เกี่ยวข้องกับมรดกอื่นใดของผู้บริจาคร่างกาย)
แบบฟอร์มที่กรอกแล้ว แต่ขาดรูปถ่าย กรุณาส่งให้ทางไปรษณีย์มาที่ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์
โรงพยาบาลศิริราช บางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 เขียนที่มุมซองว่า “บริจาคร่างกาย”
ผู้บริจาคร่างกายจะได้รับบัตรประจำตัวผู้บริจาคทางไปรษณีย์ภายใน 1 เดือน

หากผู้บริจาคร่างกาย ต้องการรับบัตรเอง ติดต่อขอรับได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2419 7036, 0 2411 2007 ต่อ 21
หากทำบัตรหายกรุณาโทรแจ้งภาควิชาฯ ที่เบอร์โทรศัพท์ 0 2419 7036

หากผู้บริจาคเปลี่ยนแปลงที่อยู่กรุณาแจ้งภาควิชาฯ ทราบด้วย
ท่านที่ต้องการยกเลิกพินัยกรรมฉบับนี้ ไม่ต้องแจ้งให้ภาควิชาทราบ จะไม่ถือว่าเป็นความผิดแต่ประการใด

ข้อปฏิบัติเมื่อผู้บริจาคร่างกายเสียชีวิต

• ห้ามฉีดยากันศพเน่า
• โทร. แจ้งเจ้าหน้าที่ภาควิชาฯ ไปตรวจสภาพศพ และฉีดยาหลังจากเสียชีวิต ภายใน 24 ชม.
• ที่เบอร์โทรศัพท์ 0 2419 7028, 0 2419 7030, 0 2411 2007
• ญาติต้องดำเนินการเรื่องใบมรณบัตรและจัดหาหีบศพเอง

ข้อปฏิบัติเมื่อได้รับศพของผู้บริจาคร่างกาย

• บริการฉีดยาและรับศพหลังจากเสร็จพิธีหลังจากเสร็จพิธี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
• ให้ญาติสวดตามประเพณีนิยมได้ไม่เกิน 5 วัน
• ศพของผู้บริจาคร่างกายจะจัดเก็บที่อาคาร
กายวิทยาทาน ต.ศาลายา จ.นครปฐม
• ออกหนังสือรับรองการรับรองศพของผู้บริจาคร่างกายภายใน 2 วัน
• จัดส่งใบอนุโมทนาบัตร หลังจากการรับศพของผู้บริจาคร่างกายภายใน 1 เดือน

ข้อแนะนำในการร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ

จัดพิธีทำบุญทุก ๆ ปี ประมาณเดือนเมษายน
ญาติเข้าร่วมพิธีได้ไม่เกิน 4 คน
ภาควิชาฯ มีรถบริการให้ญาติที่เข้าร่วมพิธีจากโรงพยาบาลศิริราช ไปที่อาคารกายวิทยาทาน ต.ศาลายา จ.นครปฐม
ญาติสามารถนำศพของผู้บริจาคร่างกายที่ศึกษาเสร็จแล้วไปประกอบพิธีทางศาสนาเองได้
จัดเก็บอัฐิของผู้บริจาคร่างกายไม่เกิน 5 ปี เอกสารที่ใช้ประกอบการทำหนังสือที่ระลึกใน พิธีพระราชทานเพลิงศพ
รูปถ่ายของผู้บริจาคร่างกาย ขนาด 1 หรือ 2 นิ้ว จำนวน 1 ใบ
ประวัติส่วนตัวของผู้บริจาคร่างกาย
คำไว้อาลัยของญาติ





สภากาชาด คณะแพทย์จุฬาฯ


บริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์

การบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาสร้างกุศลทานอันยิ่งใหญ่ ด้วยการอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาการให้ หรือ การบริจาคย่อมทำให้เกิดความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้ให้มีความสุข มีความภาคภูมิใจในความเป็นผู้เสียสละ ผู้รับมีความสุข ที่ได้รับสิ่งจำเป็นที่สุดที่ตนเองยังขาดแคลน

การบริจาคร่างกายเพื่อ การศึกษา ผู้บริจาคเป็นผู้เสียสละที่ยิ่งใหญ่ ยอมสละร่างกายของตนเอง ให้ผู้ที่ไม่เคยได้รู้จักมาก่อนได้ศึกษาโดยเพียงแต่มุ่งหวังว่า ผู้ที่ศึกษาร่างของตนจะนำความรู้ที่ได้รับนั้นไปช่วยมวลมนุษย์ชาติต่อไป

ผู้ อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาได้สร้างกุศลทานครั้งสุดท้ายของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ที่สุด โดยได้แต่หวังว่า ผู้อยู่เบื้องหลังจะไม่ต้องทนทุกข์จากอาการเจ็บป่วย ตนเองมิได้หวังสิ่งตอบแทนใดใด นอกจากได้เป็นผู้"ให้"เท่านั้น

คุณประโยชน์

การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา เป็นการสร้างประโยชน์ทั้งด้านวิชาการ ด้านสาธารณสุข ด้านจริยธรรมและการเสริมสร้างสังคมอันจะนำไปสู่พัฒนาการที่ดีต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะในการศึกษาทางการแพทย์บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่ง ต่างๆ จากร่างกายของมนุษย์เพื่อเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาผู้ป่วยต่อไปในอนาคต

การศึกษาจากร่างกายผู้อุทิศร่างกาย ใช้ประโยชน์หลายกรณี อาทิเช่น

1. เพื่อใช้ในการศึกษาของนิสิตแพทย์
2. เพื่อใช้ในการศึกษาของแพทย์เฉพาะทาง
3. เพื่อใช้ในการศึกษาของนักศึกษาพยาบาล
4. เพื่อใช้ในการศึกษาของนิสิตเทคนิคการแพทย์
5. เพื่อใช้ในการศึกษาของนักศึกษารังสีเทคนิค
6. เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยทางการแพทย์
7. เพื่อใช้ในการจัดทำพิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์

วิธีการ
ผู้มีความประสงค์อุทิศร่างกายสามารถยื่นความจำนงได้ 2 แบบ คือ

1. ยื่นความจำนงโดยตรงที่ ศาลาทินฑัต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยกรอกข้อความลงใน แบบฟอร์ม ของโรงพยาลบาล 1 ฉบับ เจ้าหน้าที่จะออกบัตรประจำตัวผู้อุทิศร่างกายให้ไว้เป็นหลักฐาน

2. ยื่นความจำนงทางไปรษณีย์ โดยกรอกข้อความลงใน แบบฟอร์ม ทางไปรษณีย์ 1 ฉบับ เจ้าหน้าที่จะส่ง บัตรประจำตัวผู้อุทิศร่างกายให้ภายหลัง

เมื่อ ผู้อุทิศร่างกายถึงแก่กรรม ทายาท มีสิทธิ์คัดค้านไม่มอบศพให้กับโรงพยาบาลได้โดยต้องแจ้งการคัดค้านไม่มอบศพ กับโรงพยาบาลฯภายใน 24 ชั่วโมง

เมื่อผู้อุทิศร่างกายถึงแก่กรรม และทายาทผู้รับมรดกยินยอมพร้อมใจกันจะมอบศพให้โรงพยาบาลฯ ขอให้ติดต่อโรงพยาบาลฯเพื่อจัดเจ้าหน้าที่ไปรับศพ โดยเจ้าหน้าที่จะให้กรอกใบสำคัญยินยอมมอบศพให้โรงพยาบาลเพื่อการศึกษาไว้ เป็นหลักฐาน

โดยติดต่อแจ้งการรับศพได้ที่

1. ในเวลาราชการติดต่อที่ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-256-4281 หรือ 02-2527-028 หรือ 02-256-4000 ต่อ 3247

2. นอกเวลาราชการติดต่อที่ ตึกห้องพักศพ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการรับศพ หมายเลขโทรศัพท์
2564317

โรงพยาบาลจะสามารถรับร่างของผู้อุทิศร่างกายได้ก็ต่อเมื่อ มีใบมรณบัตรซึ่งออกโดย นายทะเบียนท้องถิ่นที่ผู้อุทิศร่างกายถึงแก่กรรมแล้วเท่านั้น

โรงพยาบาลจะจัดเจ้าหน้าที่ไปรับร่างผู้อุทิศร่างกายเฉพาะที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

เมื่อ โรงพยาบาลรับร่างผู้อุทิศร่างกายมาแล้ว ไม่สามารถอนุญาตให้ญาตินำกลับไปบำเพ็ญกุศลก่อน เพราะจะทำให้ไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมสำหรับการศึกษา

เมื่อเจ้า หน้าที่ไปรับร่างผู้อุทิศร่างกาย ทายาทควรให้ที่อยู่ที่ติดต่อได้สะดวกที่สุดไว้กับเจ้าหน้าที่เพื่อให้สามารถ ติดต่อได้เมื่อนิสิตศึกษาร่างผู้อุทิศร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้วและหากมีการ เปลี่ยนแปลงที่อยู่ต้องแจ้งให้ทราบ

ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ จะจัดให้มีการศึกษาร่างของผู้อุทิศร่างกายในกรณีต่างๆต่อไปนี้ ตามความเหมาะสม

1. เพื่อการศึกษาของนิสิตแพทย์ และแพทย์ประจำบ้าน
2. เพื่อการฝึกอบรมหัตถการต่างๆ และงานวิจัยทางการแพทย์

เมื่อ ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ศึกษาร่างผู้อุทิศฯศึกษาเรียบร้อยแล้วจะมีคณะกรรมการดำเนินการจัดงานฌาปนกิจ และขอพระราชทานเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ)

คุณสมบัติของผู้บริจาค
ผู้ มีความประสงค์อุทิศร่างกายต้องมีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป กรณีที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองเป็นลายลักษณ์อักษร

โรงพยาบาลจะไม่รับศพผู้อุทิศร่างกายในกรณีดังนี้
- ถึงแก่กรรมเกิน 24 ชั่วโมง ยกเว้นได้เก็บไว้ในห้องเย็นของโรงพยาบาล
- ผู้อุทิศร่างกายที่ได้รับการผ่าตัด หรือมีรอยเสียหายจากอุบัติเหตุ บริเวณศีรษะและสมอง
- ผู้อุทิศร่างกายที่ถึงแก่กรรมจากสาเหตุจากโรคมะเร็งบริเวณศีรษะและ สมอง หรือติดเชื้อ โรคร้ายแรงเช่น เอดส์ ไวรัสลงตับ และวัณโร
- ผู้อุทิศร่างกายที่มีคดี เกี่ยวข้องกับคดี หรือมีการผ่าพิสูจน์ ยกเว้นการผ่าพิสูจน์บริเวณช่องท้องที่แพทย์นำไปใช้ในทางการศึกษาทางการแพทย์ เท่านั้น
- ผู้อุทิศฯที่ผ่านกระบวนการเก็บรักษาด้วยน้ำยาแล้ว

ใน กรณีที่รับร่างผู้อุทิศฯมาแล้ว มีการตรวจพบว่าอยู่ในกรณีดังกล่าวข้างต้น โรงพยาบาลจะติดต่อญาติให้นำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

สถานที่ติดต่อ
ศาลาทินฑัต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 ในวัน เวลาราชการ


หลักฐานที่ต้องเตรียมมามีดังนี้
1. รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป
2. สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ 1 ฉบับ






มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

เอกสารการบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์

คำแนะนำการบริจาคร่างกาย

1. การบริจาคร่างกายตนเองเมื่อถึงแก่กรรมเพื่อใช้ในการศึกษาไม่มีผลให้ได้รับ สิทธิพิเศษจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือในการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลต่าง ๆ แต่ประการใด หากแต่เป็นการให้และกระทำด้วยจิตศรัทธาเท่านั้น

2.ผู้ประสงค์จะ บริจาคร่างกายติดต่อขอรับแบบพินัยกรรมบริจาคร่างกาย ได้ที่ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โทร. 0-7428-8151,0-7428-8131

3. กรอกแบบพินัยกรรมดังกล่าวให้ครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วส่งคืนภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ เพื่อดำเนินการต่อไป อนึ่ง ในการบริจาคร่างกายนั้น ท่านควรแจ้งและชี้แจงให้ญาติผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ที่ดำเนินการเมื่อท่านเสีย ชีวิต ทราบรายละเอียดด้วย

4.เมื่อผู้บริจาคร่างกายเสียชีวิต ญาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้จัดการเรื่องศพของผู้บริจาคร่างกาย ต้องแจ้งให้ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ทราบโดยตรง ด้วยตนเองหรือทางโทรศัพท์ภายใน 12 ชั่วโมง หากช้ากว่านี้จะฉีดยาและดองศพได้ไม่ดี ศพจะเสียและไม่สามารถใช้เรียนได้ กรุณาอย่าฉีดยาศพเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ไม่สามารถนำศพไปใช้ในการศึกษาได้ เจ้าหน้าที่ของภาควิชากายวิภาคศาสตร์เท่านั้น ที่เป็นผู้ฉีดยาศพ

5. เมื่อภาควิชาฯ ได้รับแจ้ง จะส่งเจ้าหน้าที่มารับศพ หากญาติประสงค์จะทำพิธีทางศาสนาก่อนให้ใช้โลงแอร์ระหว่างทำพิธี (หรือเจ้าหน้าที่จะฉีดยารักษาศพไว้ชั่วคราว) เมื่อเสร็จพิธีจะมารับศพเพื่อดำเนินการต่อไป

6.เมื่อศพได้ใช้ในการ ศึกษาเรียบร้อยแล้ว ทางภาควิชาฯ ร่วมกับนักศึกษาที่ได้เรียนในปีการศึกษานั้นๆ เป็นเจ้าภาพทำพิธีทางศาสนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้บริจาคร่างกาย เป็นประจำทุกปี โดยจะมีหนังสือแจ้งให้ทางญาติทราบ ในกรณีที่ญาติต้องการรับศพ (ส่วนที่เหลือจากการศึกษา)กลับไปทำพิธีทางศาสนา โปรดแจ้งความประสงค์ในพินัยกรรมให้ชัดเจน

7.ภาควิชา ฯ ขอสงวนสิทธิที่จะ ไม่รับศพ กรณีดังต่อไปนี้
- อยู่ไกล ระยะทางมากกว่า 200 กิโลเมตร จากมหาวิทยาลัยฯ
- ศพเกี่ยวกับคดี หรือ อุบัติเหตุ ที่ศพไม่อยู่ในสภาพที่ใช้เรียนได้
- ศพที่มีสภาพไม่เหมาะแก่การนำมาศึกษา เช่น ศพเน่าเปื่อย อวัยวะขาดหาย
- ที่ดองศพของภาควิชาฯ เต็ม

8.หากมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ กรุณาแจ้งให้ภาควิชาฯ ทราบด้วย เพื่อความสะดวกในการติดต่อกับท่านในโอกาสต่อไป

หาก ประสงค์จะอุทิศดวงตาหรือบริจาคอวัยวะ (ไต หัวใจ ตับ ปอด ฯลฯ) ติดต่อได้ที่ ประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

การบริจาคร่างกายของท่านถือเป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตของอนุชนรุ่นหลัง และเพื่อความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักศึกษาที่เรียนผ่าศพทุกคนจะให้ความเคารพศพดุจอาจารย์ และเรียกศพที่ตนเองเรียนว่า อาจารย์ใหญ่ เพราะนักศึกษาทุกคนได้ทราบซึ้งในจิตใจดีแล้ว ถึงเจตนารมณ์ของท่าน ที่เสียสละร่างให้พวกเขาได้เรียนรู้ เพื่อที่จะเป็นหมอที่รู้จักเสียสละช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป


ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90112
โทร. 0-7428-8151, 8131และ 0-7444-6448





คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

บริจาคอวัยวะ
https://www.kkh.go.th/donate/donate-organ/
https://www.kkh.go.th/center-clinics/ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะ/

บริจาคร่างกายเพื่อการศึกษา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลียขอนแก่น

ระเบียบปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา

เพื่อ ให้การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาเป็นไปดังเจตนารมณ์ของท่านและเกิดประโยชน์ สูงสุด ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีระเบียบในการรับบริจาคร่างกายดังนี้คือ

ภาควิชาฯ จะรับบริจาคร่างกาย เฉพาะผู้ที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดต่อไปนี้เท่านั้น คือ ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี หนองคาย กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ มหาสารคาม ชัยภูมิ เลย ยโสธร นครพนม สกลนคร มุกดาหาร

จะต้องไม่เป็นโรคดังต่อไปนี้ คือ โรคมะเร็ง โรคไต โรคเบาหวาน โรควัณโรค โรคตับอับเสบบี และโรคเอดส์

ต้องมีอายุระหว่าง 20-80 ปี
การบริจาคแบ่งตามวัตถุประสงค์ได้ 2 แบบ คือ

แบบ ที่ 1 เพื่อให้นักศึกษาชำแหละ (หลังจากศึกษาแล้ว ญาติสามารถนำกระดูกไปทำ พิธีเองได้ หรือจะให้ทางภาควิชาฯ จัดพิธีพระราช ทานเพลิงศพให้ก็ได้)

แบบ ที่ 2 เพื่อทำโครงกระดูกไว้ศึกษา (ญาติจะไม่ได้รับกระดูกคืน) ในกรณีนี้จะรับเฉพาะผู้ที่ อายุน้อยกว่า 55 ปี ในวันที่ถึงแก่กรรมแล้วเท่านั้น

หากผู้อุทิศร่างกาย และ ญาติมีความประสงค์จะยกเลิกการอุทิศร่างกาย กรุณาทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร แจ้งไปยังภาควิชาให้ทราบ

* โทรศัพท์ในเวลาราชการติดต่อ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ หมายเลข (043) 348381, (043) 363173, (043) 363212, (043) 242342-6, (043) 348360-8, (043) 347518-26 ต่อ 3173 หรือ 3212


ขั้นตอนการรับบริจาคร่างกาย
ขอ แบบฟอร์มหนังสืออุทิศร่างกายจากเจ้าหน้าที่ของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ หรือ สามารถสั่งพิมพ์ได้จากเวปไซด์ข้างบน ของทางภาควิชาฯ เพื่อนำไปกรอกรายละเอียด และวัตถุประสงค์ ของผู้อุทิศร่างกาย ให้เรียบร้อย

แนบรูปถ่ายขนาด 1 X 1 นิ้ว หรือขนาดใกล้เคียง หน้าตรงไม่สวมหมวก จำนวน 2 รูป

ยื่นแบบฟอร์มอุทิศร่างกาย พร้อมรูปถ่าย ตามข้อ 1 และข้อ 2 แก่เจ้าหน้าที่เพื่อออกบัตรประจำตัวให้

สำหรับ ท่านที่ต้องการจะติดต่ออุทิศร่างกายทางไปรษณีย์ กรุณาส่งหลักฐานดังกล่าวทางจดหมาย โดยจ่าหน้าซองพร้อมติดแสตมป์ ส่งแบบฟอร์มพร้อมรูปถ่ายไปที่

หัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40002

เมื่อ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ได้รับพร้อมรูปถ่ายของท่านแล้ว จะดำเนินการออกบัตรประจำตัว ผู้อุทิศร่างกายและส่งกลับไปตามที่อยู่ที่ท่านได้ระบุเอาไว้ ในหนังสืออุทิศร่างกาย และขอให้ท่านพกบัตรประจำ ตัวผู้อุทิศร่างกายนั้นติดตัวไว้เสมอ

หากมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ขอความกรุณาแจ้งให้ทางภาควิชาฯ ทราบด้วย

การปฏิบัติสำหรับญาติเมื่อผู้อุทิศร่างกายถึงแก่กรรม

ให้ญาติหรือผู้ที่เกี่ยวข้องแจ้งไปที่ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ตามวัน เวลา และหมายเลขโทรศัพท์ต่อไปนี้
วัน จันทร์ - วันศุกร์ เวลา 8.30 - 16.30 น. หมายเลข (043) 348381, (043) 363212, (043) 363173, (043) 242342-6, (043) 348360-8, (043) 347518-26 ต่อ 3173 หรือ 3212

วันเสาร์ - วันอาทิตย์ หรือวันหยุดราชการอื่นๆ เวลา 8.30 -16.30น. หมายเลข(043) 363386,
(043)242342-6, (043) 348360-8, (043) 347518-26 ต่อ 3386

หมาย เหตุ ให้ผู้แจ้งโทรไปในช่วงเวลา 8.30-16.30 น. ไม่ว่าจะเสียชีวิตในช่วงเวลาใดก็ตาม เนื่องจากพนักงานขับรถ และพนักงานรักษาศพ จะปฏิบัติหน้าที่ ในช่วงเวลานี้เท่านั้น

กรณี อุทิศแบบที่ 1 (เพื่อชำแหละศึกษา) เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปฉีดยาศพแล้ว ญาติสามา รถขอตั้งศพ ไว้ทำบุญได้ 3 วัน เมื่อครบกำหนดแล้ว เจ้าหน้าที่จะกลับมารับศพ ไปดองไว้เพื่อ ให้นักศึกษา ชำแหละศึกษาต่อไป

กรณี อุทิศแบบที่ 2 (ทำโครงกระดูก) เจ้าหน้าที่จะนำศพไปเก็บที่ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ทันทีและไม่มีการ ฉีดยาศพแต่อย่างใด โดยพิจารณาจากคุณภาพของศพ แม้ว่าผู้บริจาคมีความประสงค ์อุทิศเพื่อ ใช้ชำแหละ ศึกษาก็ตาม

หากญาติหรือผู้อุทิศร่างกายต้อง การยกเลิกการอุทิศร่างกาย ขอความกรุณาแจ้งให้ทางภาควิชาฯทราบ เพื่อทางภาควิชาฯจะได้ทำการยกเลิกหนังสืออุทิศร่างกายต่อไป

หมายเหตุ
เมื่อ ทำการศึกษาจนเสร็จสิ้นแล้ว ภาควิชาฯ จะทำหนังสือแจ้งให้ทราบ และเชิญญาติไปร่วม ในพิธี พระราชทานเพลิง ศพครูใหญ่ ซึ่งคณาจารย์และนักศึกษา ในศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพจะร่วมกันประกอบพิธี โดยทางญาติไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายใดๆ ในพิธีนี้

ภาควิชาฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่รับศพดังต่อไปนี้
- ศพที่เสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ เช่น ศพเกี่ยวกับคดี หรืออุบัติเหตุ
- ศพที่เสียชีวิตด้วยโรคตามระเบียบปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ข้อ 2
- ศพที่อายุเกิน 80 ปี
- ศพที่มีสภาพไม่เหมาะสมแก่การนำมาศึกษา เช่น ศพเน่าเปื่อย อวัยวะขาดหาย อ้วน หรือ ผอมมากเกินไป

(ยกเว้น บริจาคดวงตา) ฯลฯ

- ศพของผู้อุทิศร่างกายที่เสียชีวิตนอกเขตจังหวัดที่ระบุไว้ตามระเบียบปฏิบัติฯ ข้อ 1

สถานที่เก็บศพของภาควิชาเต็ม
ศพที่อยู่ในภาวะจำเป็นของภาควิชา โดยการพิจารณาของอาจารย์ผู้รับผิดชอบ

* ภาควิชาฯขออภัยล่วงหน้าสำหรับศพ ที่ไม่สามารถรับได้ตามกรณีดังกล่าวข้างต้น
แบบฟอร์มนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปและไม่มีผลย้อนหลังต่อผู้บริจาคไปแล้ว





คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เอกสารการบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาและเป็นวิทยาทานของคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ระเบียบปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา

เพื่อ ให้การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาเป็นไปดังเจตนารมณ์ของท่าน และเกิดประโยชน์สูงสุด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีระเบียบในการรับบริจาคร่างกาย ดังนี้คือ

1.ต้องมีอายุระหว่าง 20 – 80 ปี
2.ต้องไม่เป็นผู้พิการทางร่างกาย จนไม่เหมาะสมแก่การศึกษา เช่น ขา แขนขาด หรือพิการแต่กำเนิดทำให้ร่างกายผิดรูป
3.ไม่รับศพอุทิศร่างกายที่เสียชีวิตเมื่ออายุเกิน 80 ปี หรือเป็นโรคหรือเสียชีวิตจากสาเหตุต่อไปนี้
3.1 โรคมะเร็ง
3.2 โรคเอดส์
3.3 โรคไวรัสตับอักเสบบี
3.4 โรคพิษสุนัขบ้า
3.5 โรคบาดทะยัก
3.6 โรควัณโรคระยะรุนแรง
3.7 ถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย
3.8 เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
3.9 ศพที่ได้รับการผ่าตัดชันสูตรมาแล้ว

4. การบริจาคแบ่งตามวัตถุประสงค์ได้ 2 แบบ คือ
แบบที่ 1 เพื่อให้นักศึกษาชำแหละ
แบบที่ 2 เพื่อทำโครงกระดูกไว้ศึกษา (ในกรณีนี้ ต้องมีอายุ น้อยกว่า 55 ปี ในวันที่ถึงแก่กรรม หรือขึ้นกับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่)

ขั้นตอนการรับบริจาคร่างกาย

1. ขอแบบฟอร์มหนังสืออุทิศร่างกายจากเจ้าหน้าที่ของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ (1 ชุด มีจำนวน 3 แผ่น) เพื่อนำไปกรอกรายละเอียดและวัตถุประสงค์ของผู้อุทิศร่างกาย ทั้ง 3 แผ่น

2. แนบรูปถ่ายขนาด 1x1 นิ้ว หรือขนาดใกล้เคียง หน้าตรง ไม่สวมหมวก จำนวน 2 รูป (เขียน ชื่อ – สกุล ไว้ด้านหลังรูปทุกใบ)

3. แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้านอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้อุทิศร่างกาย

4. ยื่นแบบฟอร์มอุทิศร่างกาย พร้อมรูปถ่าย ตามข้อ 1 และข้อ 2 แก่เจ้าหน้าที่เพื่อออกบัตรประจำตัวให้

5. สำหรับท่านที่ต้องการจะติดต่ออุทิศร่างกายทางไปรษณีย์ กรุณาส่งหลักฐานดังกล่าวทางจดหมาย โดยจ่าหน้าซองพร้อมติดแสตมป์ ส่งแบบฟอร์มพร้อมรูปถ่ายไปที่

6.เมื่อภาควิชาฯ ได้รับหนังสืออุทิศร่างกายและรูปถ่ายของท่านแล้ว จะดำเนินการออกบัตรประจำตัวผู้อุทิศร่างกาย และส่งกลับไปตามที่อยู่ที่ระบุเอาไว้ในหนังสืออุทิศร่างกาย และขอให้ท่านพกบัตรประจำตัวผู้อุทิศร่างกายนั้นติดตัวไว้เสมอ

7. หากมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ขอความกรุณาแจ้งให้ทางภาควิชาฯ ทราบด้วย


การปฏิบัติสำหรับญาติ เมื่อผู้อุทิศร่างกายถึงแก่กรรม

เมื่อผู้อุทิศร่างกายได้เสียชีวิตลง ให้ทายาทหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้

1.ติดต่อขอทราบรายละเอียดในการดำเนินการที่ห้องอุทิศร่างกาย ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทรศัพท์ 053 – 945318
วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เวลา 08.30 – 20.00 น.
วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 08.30 – 16.30 น.

2. ห้ามฉีดยารักษาสภาพศพก่อนที่จะติดต่อเจ้าหน้าที่ห้องอุทิศร่างกาย ซึ่งจะเป็นผู้แนะนำวิธีรักษาศพ และหากญาติต้องการตั้งศพไว้ทำบุญ สามารถตั้งได้ไม่เกิน 3 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วเจ้าหน้าที่จะมารับศพเพื่อไปดำเนินการต่อไป

3. ให้ญาติดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียนท้องที่ และนำสำเนาใบมรณะบัตร 1 ฉบับ มอบให้แก่เจ้าหน้าที่ของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ เพื่อเป็นหลักฐานในการเคลื่อนย้ายศพออกจากพื้นที่ (ในกรณีตรงกับวันหยุดราชการ ไม่สามารถทำใบมรณะบัตรได้ ให้นำสำเนาใบรับรองการตายมามอบแทน และให้นำสำเนาใบมรณะบัตรส่งมอบให้ภาควิชาฯ ในวันทำการถัดจากวันหยุดราชการ)

4. ถ้าผู้อุทิศร่างกายแจ้งความจำนงอุทิศดวงตาร่วมด้วย ญาติต้องแจ้งที่ศูนย์ดวงตาภาค 10 หมายเลขโทรศัพท์ 053-945512-3, 053-945112 (นอกเวลาราชการ) ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงนับตั้งแต่เสียชีวิต

5. หากผู้อุทิศร่างกายต้องการยกเลิกการอุทิศร่างกาย ขอความกรุณาแจ้งให้ภาควิชาฯ ทราบ เพื่อทางภาควิชาฯ จะได้ทำการยกเลิกหนังสืออุทิศร่างกายต่อไป

ภาควิชาฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่รับศพ ดังต่อไปนี้

1. ศพที่เสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ เช่น ศพเกี่ยวกับคดี หรืออุบัติเหตุ
2. ศพที่เสียชีวิตด้วยโรคตามระเบียบปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ข้อ 3
3. ศพที่อายุเกิน 80 ปี
4. ศพที่สภาพไม่เหมาะสมแก่การนำมาศึกษา เช่น ศพเน่าเปื่อย อวัยวะขาดหาย อ้วน หรือผอมมากเกินไป ฯลฯ
5. ศพของผู้อุทิศร่างกายที่เสียชีวิตนอกระยะทาง 200 กิโลเมตร จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยกเว้น ผู้ที่แสดงความจำนงอุทิศร่างกายไว้ก่อนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2533 หรือญาติ (หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย)จะดำเนินการนำส่งเอง
6. สถานที่เก็บศพของภาควิชาฯ เต็ม

.................................................

มหาวิทยาลัยนเรศวร

คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ ม.นเรศวร เปิดรับบริจาคร่างกายเมื่อถึงแก่กรรม เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาของนิสิตในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อเป็นการศึกษาและทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนการรับบริจาค สามารถดาวน์โหลดเอกสารเพื่อศึกษาเบื้องต้น
- คำแนะนำเกี่ยวกับผู้บริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาทางการแพทย์ ได้ที่ https://www.pr.nu.ac.th/pdf/คำแนะนำเกี่ยวกับผู้บริจาคร่างกาย.pdf
- วัตถุประสงค์ในการนำร่างอาจารย์ใหญ่ไปใช้ ได้ที่ https://www.pr.nu.ac.th/pdf/วัตถุประสงค์ในการนำร่างอาจารย์ใหญ่ไปใช้.pdf
- แบบฟอร์มหนังสือพินัยกรรมการบริจาคร่างกายเมื่อถึงแก่กรรมแล้ว ได้ที่ https://www.pr.nu.ac.th/pdf/แบบฟอร์มหนังสือพินัยกรรมการบริจาคร่างกาย.pdf

หรือ ดาวโหลดเอกสารรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ ... https://www.medsci.nu.ac.th/Web2010/Files/Formborijak.pdf



สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ ...
งานรับบริจาคร่างกาย
ภาควิชากายวิภาคศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (ส่วนหนองอ้อ)
ตําบลท่าโพธิ์อําเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000
หมายเลขโทรศัพท์ 0-5596-4705, 0-5596-4752, 0-5596-4792




 
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
 


บริจาคอวัยวะ


คุณประโยชน์

ปัจจุบันมีผู้ป่วยในระยะสุดท้ายอยู่เป็นจำนวนมาก ที่ทุกข์ทรมานจากการที่อวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ, ตับ, ไต, ปอด ฯลฯ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ วิธีรักษาทางการแพทย์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้ คือ การปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ ด้วยอวัยวะของผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งได้แสดงเจตนารมณ์ในการบริจาคอวัยวะ หรือได้จากญาติที่มีความประสงค์จะบริจาคอวัยวะของบุคคลนั้น เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมาปลูกถ่าย จึงจะช่วยให้ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายมีชีวิตอยู่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวและ สังคมต่อไปได้


อวัยวะใหม่ที่สามารถนำมาปลูกถ่าย ได้แก่ หัวใจ, ตับ, ไต, ปอด, ตับอ่อน, กระดูก ฯลฯ ซึ่งได้มาจากการนำอวัยวะใหม่เปลี่ยนแทนอวัยวะเดิมที่เสื่อมสภาพ จนไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ และการผ่าตัดนั้นจะเป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยในระยะสุดท้าย เพื่อให้อวัยวะใหม่นั้นทำงานแทนอวัยวะเดิม

ขั้นตอนการบริจาค

1. กรอกรายละเอียดในใบแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะให้ชัดเจน ที่อยู่ควรจะตรงกับทะเบียนบ้าน (หากต้องการให้ส่งบัตรประจำตัวไปยังสถานที่อื่น กรุณาระบุ)

2. พิมพ์ใบแสดงความจำนงบริจาค ส่งเอกสารมายังศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ตามที่อยู่ด้านล่าง และเมื่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ ได้รับใบแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะของท่านแล้ว ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ จะส่งบัตรประจำตัวผู้มีความจำนงบริจาคอวัยวะให้ตามที่อยู่ที่ได้ระบุไว้

3. หลังจากที่ท่านได้รับบัตรประจำตัวผู้มีความจำนงบริจาคอวัยวะจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ แล้ว อย่าลืมกรอกชื่อ และรายละเอียดการบริจาคลงในบัตร

4. กรุณาเก็บบัตรประจำตัวผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะไว้กับตัวท่าน หากสูญหายกรุณาติดต่อกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย

คุณสมบัติของผู้บริจาคอวัยวะ

1. ผู้บริจาคอวัยวะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี
2. เสียชีวิตจากสภาวะสมองตายด้วยสาเหตุต่าง ๆ
3. ปราศจากโรคติดเชื้อ และโรคมะเร็ง
4. ไม่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน, หัวใจ, โรคไต, ความดันโลหิตสูง, โรคตับ และไม่ติดสุรา
5. อวัยวะที่จะนำไปปลูกถ่ายต้องทำงานได้ดี
6. ปราศจากเชื้อที่ถ่ายทอดทางการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ไวรัสเอดส์ ฯลฯ
7. กรุณาแจ้งเรื่องการบริจาคอวัยวะแก่บุคคลในครอบครัวหรือญาติให้รับทราบด้วย

สถานที่ติดต่อ

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ชั้น 5
ถ.อังรีดูนังต์ ปทุมวัน
กรุงเทพฯ 10330
 
โทร. 02-256-4045-6  หรือ  1666
 

สำหรับผุ้สนใจบริจาคอวัยวะ หากไม่สะดวกมาด้วยตนเอง สามารถโทรมาที่ 1666 เพื่อขอรับแบบฟอร์ม ทางไปรษณีย์ได้




......................................

 

บริจาคดวงตา

1)ใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตา ( ผู้บริจาค กรอกรายละเอียด ผ่านเวบ)
https://www.redcross.or.th/donation/eye_donate_form.php4

2)ใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตา ( ผู้บริจาค ดาวน์โหลดเอกสาร PDF กรอกรายละเอียดส่งทางจดหมาย )
https://www.redcross.or.th/donation/eye_donation_form.pdf

3) แบบฟอร์มใบสำคัญแสดงการยินยอมมอบดวงตาให้สภากาชาดไทย ( เมื่อผู้บริจาคเสียชีวิต ญาติ กรอกรายละเอียด มอบให้เจ้าหน้าที่ )
https://www.redcross.or.th/donation/eye_donate_agreement_form.pdf


คุณประโยชน์

ช่วยผู้ป่วยกระจกตาพิการ ซึ่งอาจแบ่งเป็น
- กระจกตาขุ่นเป็นฝ้าขาว เช่น เป็นแผลเป็น หรือกระจกตาบวมจากอุบัติเหตุสารเคมี การติดเชื้อ โรคกระจกตาที่เป็นแต่กำเนิด เป็นต้น
- กระจกตามีความโค้งนูนผิดปกติ
- กรณีฉุกเฉิน เช่น เป็นโรคติดเชื้อรุนแรง ไม่สามารถควบคุมด้วยการใช้ยารักษาได้ หรือรายที่กระจกตากำลังทะลุ หรือทะลุแล้ว สาเหตุใดก็ตาม ต้องรีบตัดกระจกตาส่วนที่ติดเชื้อ แล้วใส่กระจกตาบริจาคแทนที่เพื่อรักษาดวงตาไว้ก่อน
- ทำเพื่อความสวยงามเป็นการทำให้ฝ้าขาวที่ตาดำหายไปโดยไม่คำนึงว่ามองเห็นหรือ ไม่ วิธีนี้ไม่นิยมทำในเมืองไทย เพราะดวงตาบริจาคมีน้อย จำเป็นต้องเก็บไว้ทำการผ่าตัดให้ผู้ที่ทำแล้วจะทำให้เห็นดีขึ้นเท่านั้น


วิธีการ

ภาย หลังถึงแก่กรรม ดวงตาจะเริ่มเสื่อมคุณภาพและเน่าเปื่อยเหมือนอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย ดังนั้นจำเป็นต้องรีบเก็บดวงตาให้เร็วที่สุด อย่างช้าไม่ควรเกิน 6 ชั่วโมง ถ้าช้าเกินไปดวงตาจะใช้ไม่ได้ และไม่ควรอนุญาตให้ฉีดน้ำยากันเน่าเปื่อยของศพ ก่อนที่จะผ่าตัดเก็บดวงตา

ขั้นตอนการแสดงความจำนงอุทิศดวงตา

1. กรอกรายละเอียดในใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตาให้ชัดเจน
2. เมื่อศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย ได้รับใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตาจากท่านแล้ว ศูนย์ฯจะส่งบัตรประจำตัวให้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้
3. หากย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนสถานภาพใดๆ กรุณาแจ้งศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย

ข้อควรปฏิบัติภายหลังการอุทิศดวงตา

1. แจ้งสมาชิกในครอบครัวหรือญาติใกล้ชิดให้รับทราบ
2. เก็บบัตรอุทิศดวงตาไว้กับตัวหรือในที่หาง่าย
3. ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับดวงตา ควรปรึกษาจักษุแพทย์

สถานที่ติดต่อ

ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย
อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฒโน)
ชั้น 7 ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2252-8131-9 , 0-2258-8181-9, 0-2256-4039
และ 0-2256-4040 ต่อศูนย์ดวงตา ตลอด 24 ชั่งโมง
 
https://eyebankthai.redcross.or.th/?page_id=744

E-mail: eyebank@redcross.or.th

เฟสบุ๊ค ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย https://www.facebook.com/%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-702870006405109/



ขอขอบคุณ คุณ RLD และ ผุ้มีจิตใจงดงาม ที่ร่วมกันทำบุญ บริจาคร่างกายและอวัยวะ ทุกท่าน ...

ขอให้กรรมดี ที่ท่านได้ทำไว้ ส่งผลให้ ทุกท่านและครอบครัว มีความสุข ความเจริญ คิดสิ่งใดที่เป็นสิ่งดี ก็ให้ได้สิ่งนั้น สุขกาย สุขใจ ตราบนานเท่านาน ...






ปล.
ผมบริจาคทั้งร่างกายและดวงตาให้กับสภากาชาด เรียบร้อยแล้ว.. เผื่อถึงเวลาจะได้มีประโยชน์กับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ ดีกว่าปล่อยให้เน่าเสีย หรือ เผาทิ้งไปเปล่า ๆ


แถม ...

L6806180 ภาวะสมองตาย : ระยะสุดท้ายของชีวิตที่จะต่อชีวิตผู้อื่นได้ [คลินิกหมออาสา] หมอหมู (57 - 17 ก.ค. 51 12:27)l

https://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2008/07/L6806180/L6806180.html


L7356533 --จะ บริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ หรือบริจาคอวัยวะดีคะ ..สับสนมานานมากแล้ว อย่างไหนขาดแคลนมากกว่ากันคะ ขอความคิดเห็นค่ะ-- [สุขภาพกาย] jibjib (36 - 24 ธ.ค. 51 23:56)

https://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2008/12/L7356533/L7356533.html


 


...............................


 
มีคำถามบ่อย ๆ ว่า จะบริจาคอวัยวะ หรือ บริจาคร่างกาย ดี ???

คำตอบ " บริจาคได้ทั้งสองอย่างเลยครับ "

มีแนวทางดำเนินการ ง่าย ๆ คือ เมื่อถึงเวลานั้น ให้ญาติ แจ้งไปที่สภากาชาด เรื่องการบริจาค อวัยวะ ก่อน ... เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินว่า สามารถนำ "อวัยวะ" นั้นไปใช้ได้หรือไม่ ... ( ไม่ใช่ทุกคน ที่บริจาคแล้ว ถึงเวลาจะนำไปใช้ได้ )

ถ้า อวัยวะใช้ไม่ได้ .. ก็ค่อยแจ้งไปยังหน่วยงานที่บริจาคร่างกาย

ถ้า อวัยวะใช้ได้ ... ก็ไม่ต้องแจ้งหน่วยงานที่บริจาคร่างกาย .. เพราะ อวัยวะจะไม่ครบ ไม่สามารถนำร่างกายไปเป็นอาจารย์ใหญ่ ให้นักศึกษาแพทย์ ได้ นะครับ (ยกเว้น บริจาคดวงตา (กระจกตา) สามารถบริจาคร่างกายต่อไปได้)

ข้อมูลเพิ่มเติม ..
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอุทิศร่างกาย - โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
www.chulalongkornhospital.go.th/anatomy1/images/rules/quit.pdf

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
https://www.facebook.com/organdonationthailand/posts/630891767094109

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
https://www.facebook.com/organdonationthailand/
https://www.organdonate.in.th/
https://www.organdonate.in.th/Download/download.html

[CR]การบริจาคดวงตา อวัยวะ และร่างกายให้สภากาชาดไทย
https://pantip.com/topic/33443933
















Create Date : 23 มกราคม 2552
Last Update : 23 ธันวาคม 2562 22:29:29 น.
Counter : 31360 Pageviews.

12 comments
ไหนๆ Covid-19 ก็กลับมาระบาดใหญ่จนได้ - ในส่วนของการป้องกันนั้นทำได้ดังนี้ ..... newyorknurse
(14 เม.ย. 2564 05:50:25 น.)
"หากบริโภคน้ำตาล​'มากเกินไป" ความร้ายกาจของน้ำตาลได้ถึง​78อย่าง newyorknurse
(1 เม.ย. 2564 09:56:42 น.)
แค่ทาวิคส์ในหูของคุณทิ้งไว้ทั้งคน คุณจะประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขี้นตอนเช้า newyorknurse
(24 มี.ค. 2564 19:08:55 น.)
มือใหม่วิ่ง 21K The Kop Civil
(19 ก.พ. 2564 13:18:05 น.)
  


//www.nephrothai.org/news/news.asp?type=KNOWLEDGE&news_id=69

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการปลูกถ่ายไต

น.ต. พงศธร คชเสนี

โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช



การปลูกถ่ายไต คือการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยการใช้ไตจากผู้อื่น (ซึ่ง ผ่านการตรวจแล้วว่าสามารถเข้ากันได้) ให้มาทำหน้าที่แทนไตเก่าของผู้ป่วยที่สูญเสียหน้าที่ไปอย่างถาวรแล้ว

ปัจจุบันถือเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ระยะสุดท้ายทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่ เนื่องจากถ้าไตใหม่ทำหน้าที่ได้ดีแล้ว สามารถทดแทนไตเดิมได้สมบูรณ์ คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น รวมทั้งอายุที่ยืนยาวกว่าการรักษาทดแทนไตโดยวิธีอื่น ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเลือด หรือการล้างไตทางผนังหน้าท้อง ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกเหมือนกับการได้รับชีวิตใหม่



วิธีการปลูกถ่ายไต คือ การนำไตของผู้อื่นที่เข้าได้กับผู้ป่วยมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย มิใช่การเปลี่ยนเอาไตผู้ป่วยออกแล้วเอาไตผู้อื่นใส่เข้าไปแทนที่

การผ่าตัดทำโดยวางไตใหม่ไว้ในอุ้งเชิงกรานข้างใดข้างหนึ่งของผู้ป่วย แล้วต่อหลอดเลือดของไตใหม่เข้ากับหลอดเลือดของผู้ป่วย และต่อท่อไตใหม่เข้าในกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วย

การปลูกถ่ายไตนี้ใช้ไตเพียงข้างเดียวก็พอ ถ้าร่างกายของผู้ป่วยรับไตใหม่ได้ดีและไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ไตที่ได้รับใหม่จะทำงานได้ดี

แต่ผู้ป่วยต้องได้รับยากดภูมิต้านทานตลอดชีวิต และจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอดไป หากขาดยากดภูมิต้านทาน ร่างกายจะต่อต้านไตที่ได้รับใหม่ ทำให้ไตเสียและยังอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้



ขั้นตอนของการปลูกถ่ายไต

- แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยไตวานเรื้อรังระยะสุดท้าย
- ซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจทางหัวใจ ตรวจสภาพจิตใจ
- เจาะเลือดตรวจหน้าที่ของไต / ตับ / ตับอักเสบ บี -ซี / ซิฟิลิส / เอช ไอ วี
- ตรวจเนื้อเยื่อ (HLA Matching)
- การลงทะเบียนรอ ( Waiting list)
- ส่งเลือดตรวจทุก 2 เดือน (ตรวจหาภูมิคุ้มกัน)/ตรวจร่างกายทุก 2-3 เดือน
- การลงทะเบียนรอ พร้อมรับการเปลี่ยนถ่าย (Active waiting list)



การเตรียมตัวของผู้ที่จะปลูกถ่ายไต

ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในระยะสุดท้าย ระหว่างที่รอการปลูกถ่ายไตต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะ ไตที่รอคอยนั้น อาจจะมาเมื่อใดก็ได้โดยที่เราจะไม่คาดคิด

ความพร้อมทางร่างกายนั้นต้องตรวจเช็คอวัยวะทุกระบบในตัวว่าแข็งแรงพอที่จะทน การผ่าตัดได้หรือไม่ และสามารถรับการรักษาด้วยยากดภูมิต้านทานได้ ผู้ป่วยจะต้องไม่เป็นผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติด ผลการเปลี่ยนไตจึงจะได้คุ้มค่า




มีการตรวจอะไรบ้าง ที่ควรทำในระหว่างการรอปลูกถ่ายไต

ระบบต่างๆของร่างกายที่ต้องตรวจเช็ค คือ ระบบหัวใจ / ตับ / ปอด / สมอง / ระบบเส้นเลือด และความดันโลหิต

- หัวใจที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ควรได้รับการแก้ไขก่อนที่จะผ่าตัดเปลี่ยนไต

- ตับ ที่เป็นไวรัสตับอักเสบชนิด บี/ ซี ที่ยังไม่สงบ ควรได้รับการรักษาให้เรียบร้อยก่อน มิฉะนั้นแล้วหลังการผ่าตัดเปลี่ยนไต เชื้อไวรัสอาจกำเริบและเพื่มจำนวนมากเป็นทวี เพราะ หลังการผ่าตัดเปลี่ยนไต ผู้ป่วยต้องรับประทานยาประเภทสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาที่จะทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้ง่าย ทำให้เกิดเลือดออกจากแผลในกระเพาะได้

- ระบบ เลือด ควรดูเกล็ดเลือดและตรวจดูการแข็งตัวของเลือด เพราะถ้าเลือดหยุดยากอาจจะทำให้เสียเลือดมากในระหว่างการผ่าตัด ควรแก้ไขก่อนทำก่รผ่าตัด การตรวจดูเส้นเลือดที่จะนำไตใหม่ไปต่อมีความจำเป็น

ในบางรายที่มีสภาพของเส้นเลือดแข็งและมีแคลเซี่ยมไปเกาะอยู่ที่ผนังเส้น เลือด ซึ่งมักพบได้ในผู้ป่วยสูงอายุและโรคผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรัง




ตรวจเนื้อเยื่อ (HLA Matching)

การทำแม็ชชิ่ง คือการเจาะเลือดของผู้รอรับไตมาผสมกับเซลล์ของผู้บริจาคไต เพื่อดูว่าเข้ากันได้หรือไม่ จะเกิดปฏิกริยาต่อต้านรุนแรงหรือไม่ถ้าใส่ไตนี้เข้าไปในตัวของผู้รับ การทำแม็ชชิ่งจำเป็นต้องทำทุกครั้งที่จะมีการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เพื่อตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อน




ผู้บริจาค (Donor)

ไตที่นำมาใช้ปลูกถ่ายได้มาจาก 2 แหล่งคือจากคนบริจาคที่ยังมีชีวิต (Living Donor) และจากคนบริจาคที่เสียชีวิตแล้ว (Cadaveric Donor)

1. คนบริจาคที่ยังมีชีวิต

ตาม กฏหมายของแพทยสภาที่ประเทศไทยถือปฏิบัติอยู่ คนบริจาคที่มีชีวิตต้องเป็นญาติโดยทางสายเลือด, สามีหรือภรรยา ซึ่งรวมถึงพ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก หลาน และญาติ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นญาติโดยทางสายเลือดอย่างแท้จริง ทั้ง ทางด้านการแพทย์และหรือทางด้านกฏหมาย

สำหรับสามี/ภรรยาที่จะบริจาคไตให้คู่ครองของตน จะต้องแต่งงานโดยมีทะเบียนสมรสมาไม่ต่ำกว่า 3 ปี และ/หรือมีลูกสืบสกุลที่เกิดจากสามีภรรยาคู่นั้น

ผู้บริจาคและผู้รับบริจาคควรมีเลือดกรุ๊ปเดียวกันหรือเป็นกรุ๊ปเลือดที่เข้า กันได้ และผลการทดสอบเข้ากันได้ของเลือดจะต้องไม่มีปฏิกริยาต่อต้านกัน

ผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตต้องได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจ ปัสสาวะ อัลตราซาวน์ ตรวจคลื่นหัวใจอย่างละเอียด เพื่อให้มีความแน่ชัดว่ามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีความเสี่ยงน้อยที่สุด

ผู้บริจาคต้องมีความเข้าใจในเรื่องการบริจาค มีความตั้งใจ เต็มใจ ที่จะช่วยเหลืออย่างบริสุทธิ์ใจ ปราศจากอามิสสินจ้างตอบแทน

ภายหลังการบริจาคไต ผู้บริจาคไตจะเหลือไตเพียงข้างเดียว เพียงพักฟื้น 2-4 สัปดาห์ ก็จะสามารถทำงานได้ตามปกติ ผู้บริจาค
จะยังคงมีสุขภาพปกติ แข็งแรงเหมือนคนที่มีไต 2 ข้างตามปกติ สามารถ ทำงาน ออกกำลังกาย เดินทาง และมีอายุยืนยาวเหมือนคนปกติ เพียงแต่ควรระมัดระวังดูแลไตที่เหลือไม่ให้เกิดการติดเชื้อ ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกระทบกระเทือนต่อไต


2. คนบริจาคที่เสียชีวิตแล้ว

หมายถึง ผู้บริจาคที่เสียชีวิตหรือตายแล้ว การตายนี้ได้รับการพิสูจน์และยืนยันโดยคณะแพทย์ และญาติผู้ตายแสดงความประสงค์จะบริจาคอวัยวะของผู้ตายคนนั้น

ขั้นตอนในการวินิจฉัยการตายและการรับบริจาคอวัยวะ ต้องปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ของแพทยสภาและของศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยอย่างเคร่งครัด

แพทย์ในประเทศไทยสามารถให้การวินิจฉัยการตายของคนไข้ได้ โดยยึดหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยแพทยสภาเมื่อแพทย์ตรวจพบว่าคนไข้มีแกนสมองไม่ทำงานอย่างถาวร โดย มีสาเหตุที่ชัดเจน ถือว่าแกนสมองตาย ถือว่าสมองตาย จึงจะถือว่าเป็นการตายที่สมบูรณ์ ถึงแม้ว่าหัวใจยังเต้นอยู่ก็ตาม ญาติของผู้ตายในลักษณะนี้ควรและสามารถแสดงความประสงค์บริจาคอวัยวะของผู้ตาย ได้

การเสียชีวิตที่ชัดเจนแบบข้างต้น ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ และมีการบาดเจ็บของสมองอย่างรุนแรงและถาวร หรืออาจจะมาจากผู้เสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองแตกและสมองถูกทำลายอย่างรุนแรงถาวร

เมื่อไตที่บริจาคถูกนำออกจากร่างกายของผู้บริจาคแล้ว ถ้าได้รับการเก็บรักษาอย่างถูกวิธี ก็สามารถเก็บได้นานถึง 48 ชม.




การรอปลูกถ่ายไต

การรอ ปลูกถ่ายไต จะนานแค่ไหน คงจะบอกยาก ขึ้นอยู่กับโชคและดวงเสียส่วนหนึ่ง ที่ว่าคือผู้บริจาคไตนั้นมีเนื้อเยื่อที่คล้ายคลึงกับผู้ป่วยที่รอรับมากน้อยแค่ไหน บางท่านอาจรอเพียงไม่กี่เดือน ส่วนบางท่านอาจต้องรอเป็นปีๆ ส่วนใหญ่โดยเฉลี่ย 2-3 ปี




การผ่าตัดเปลี่ยนไต

จะถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ โดยเมื่อได้ไตมาแล้ว จะนำมาต่อเข้ากับเส้นเลือดของร่างกายบริเวณหน้าท้องน้อยซึ่งโดยปกติแล้วถือ ว่าไม่ยากนัก และขนาดก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ

หลังการผ่าตัดแล้วผู้ป่วยต้องอยู่ในห้องแยกเชื้อประมาณ 1-2 สัปดาห์ไม่จำเป็นต้องเป็นไอซียู อาจเป็นหอผู้ป่วยที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะหรือห้องเดี่ยวก็ได้แต่ต้องใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อเป็นกรณีพิเศษ เพราะผู้ป่วยในระยะแรกจะได้รับยากดภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันปฏิกริยาต่อต้านอวัยวะของร่างกายเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะไปทำให้ภูมิคุ้มกันการติดเชื้อลงลง ผู้ป่วยอาจได้รับเชื้อจากญาติ หรือผู้มาเยี่ยมได้ง่ายกว่าคนปกติ จึงต้องป้องกันเอาไว้เพื่อผู้ป่วยเอง จะค่อยๆลดยากดภูมิต้านทานลง จนไม่มีโรคแทรกซ้อนอย่างใด อาจใช้ระยะเวลาในโรงพยาบาลระหว่าง 2-6 สัปดาห์



การพักฟื้นหลังออกจากโรงพยาบาล

หลังออก จากโรงพยาบาล แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยทำงานเบาๆที่ไม่มีความเสี่ยงไม่ว่าจากอุบัติเหตุ หรืองานที่จะเสี่ยงจากโรคที่จะได้รับจากบุคคลอื่น

หลีกเลี่ยงการติดเชื้อเช่น ไข้หวัด โรคปอด หรือแผลเป็นหนอง

สามารถนอนกับสามีภรรยาได้ตามปกติ

แพทย์จะแนะนำให้กลับไปทำงานได้หลังจาก 1 เดือน ถ้าไม่มีอะไรแทรกซ้อน ค่อยๆออกกำลังกายและเล่นกีฬาเพื่อฝึกฝนและเพิ่มสมรรถภาพของร่างกายเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ หลายท่านที่ฝึกฝนจนสามารถแข่งขันกีฬาแทบทุกชนิดได้




การใช้ยาหลังการปลูกถ่ายไต

ยาที่ใช้หลังการผ่าตัดมีอยู่หลายกลุ่ม เพื่อจุดประสงค์ต่างๆกัน เช่น

- ยากดภูมิต้านทานของร่างกายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะสลัดไต (Acute rejection)

- ยา ที่ป้องกันการติดเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากได้ยากดภูมิคุ้มกันในขนาดสูง จะมีโอกาสติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น โดยปกติยาป้องกันการติดเชื้อเหล่านี้ จะให้ไปอย่างน้อย 3 เดือน และอาจจะต้องให้ซ้ำถ้ามีภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกกดอย่างมาก โดยเฉพาะหลังได้รับยารักษาภาวะสลัดไต

- ยารักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่นยารักษาเบาหวาน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ยารักษาความดันโลหิตสูง ยาลดไขมัน ยาลดบวม ยาที่เพิ่มความแข็งแรงของกระดูก ยาที่เพิ่มความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในภาวะโลหิตจาง

- ยาวิตามินเพื่อเสริมสร้างบำรุงร่างกาย




โอกาสประสพความสำเร็จในการปลูกถ่ายไต

ผลสำเร็จในการปลูกถ่ายไตขึ้นกับหลายปัจจัย ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือชนิดของไตที่ได้รับ ดังนี้

ไตจากผู้มีชีวิต ผลสำเร็จใน 1 ปี ประมาณ 95%
ผลสำเร็จใน 5 ปี ประมาณ 90 %

ไตจากผู้เสียชีวิต ผลสำเร็จใน 1 ปี ประมาณ 85 %
ผลสำเร็จใน 5 ปี ประมาณ 70 %



สาเหตุที่ทำให้ไตหลังการปลูกถ่ายเสื่อม มีดังนี้

- การรับประทานยาไม่สมำเสมอ ลืมทาน ทานมากเกิน ทานยาน้อยไป
- การกำเริบของโรคไตเดิม
- การต่อต้านไตแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง
- การติดเชื้อโรคในไต

หลัง การผ่าตัดเปลี่ยนไต หากไตไม่ทำงานไม่ว่าจะเกิดจากการต่อต้านแบบเฉียบพลัน หรือเกิดจากเทคนิคการผ่าตัดจนไตเสียแล้วนั้น จำเป็นต้องผ่าเอาไตออก แต่ถ้าไตทำงานไปได้นานแล้ว และเกิดการเสื่อมอย่างช้าๆ อย่างเรื้อรังจนไม่ทำงานไปในที่สุด ในกรณีหลังนี่ไม่มีความจำเป็นต้องผ่าเอาไตออก




ภาวะแทรกซ้อนหลังการเปลี่ยนไต

๑. ไตไม่ทำงานทันที ที่ใส่เข้าไปในร่างกาย : ป้องกันได้ด้วยการตรวจการเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อให้ถูกต้องก่อนทำการปลูกถ่ายไต

๒. การสลัดไตอย่างเฉียบพลัน : มี ประมาณ ๒๐-๔๐ % ในปีแรก ขึ้นกับชนิดของยาที่ใช้กดภูมิต้านทานอวัยวะที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยยาสเตียรอยด์ ซึ่งไม่แพงมากนัก มีจำนวนน้อยที่ต้องใช้ยาที่มีราคาแพงเพื่อควบคุมการสลัดไต

๓. การสลัดไตอย่างเรื้อรัง : คือ การเสื่อมสภาพของไตอย่างช้าๆ โดยมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ในปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้โดยเด็ดขาด แต่สามารถลดความเสี่ยงนี้ได้โดยการควบคุมโรคที่อาจเกิดร่วมด้วยให้ดี เช่น ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และต้องกินยาลดภูมิต้านทานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะสลัดไตอย่างเฉียบพลัน ซึ่งจะมีผลทำให้ไตมีอายุยืนยาวขึ้น

๔. การติดเชื้อจากเชื้อทั่วไป : หลัง การปลูกถ่ายไต ภูมิต้านทานร่างกายจะลดลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายจากเชื้อทั่วๆไป เช่น ปอดบวม กรวยไตอักเสบ หรือจากเชื้อพวกฉวยโอกาส เช่น ไวรัส CMV , Herpes, EB virus เชื้อรา เชื้อพยาธิ วัณโรค และอาจต้องกินยาเพื่อป้องกันพวกเชื้อฉวยโอกาสเหล่านี้ด้วยในระยะแรกหลังการผ่าตัด

๕. มะเร็ง : หลัง การปลูกถ่าย ภูมิต้านทานร่างกายลดลง ทำให้เกิดโอกาสเกิดมะเร็งได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วๆ ไป โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือผู้ได้รับการปลูกถ่ายและรับทานยาลดภูมิต้านทานมานานแล้ว มะเร็งที่มักพบได้บ่อยได้แก่ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งของไตเก่า

๖. ภาวะแทรกซ้อนความดันโลหิตสูง : อาจ เป็นจากโรคที่มีมาก่อนการผ่าตัด หรือเกิดจากยาที่ใช้ในการลดภูมิต่อต้านอวัยวะ เช่น เพร็ดนิโซโลน นีโอรัล หรือ โปรกราฟ ก็มีส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง

๗. โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน : ผู้ ป่วยปลูกถ่ายไต มีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าบุคคลทั่วไป อาจเพราะมีโอกาสมากที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเส้นเลือดห้วใจตีบตัน

๘. เบาหวาน : ยาเพร็ดนิโซโลน และโปรกราฟ ทำให้มีโอกาสเกิดเบาหวานได้ง่ายขึ้น หรือเบาหวานที่เป็นอยู่แล้วควบคุมได้ยากขึ้น

๙. ไขมันในโลหิตสูง : พบ ได้สูง 50-80% และอาจเกิดจากการใช้ยาเพร็ดนิโซโลน และนีโอลัล ถ้าจำเป็นก็ต้องใช้ยาลดไขมันจำพวกกลุ่ม สตาติน เช่น ลิปิตอร์ หรือ โซคอร์

๑๐. กระดูกผุกร่อน : ใน ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย มักมีภาวะกระดูกขาดแคลเซี่ยมอยู่แล้ว เมื่อได้รับยาเพร็ดนิโซโลนก็ยิ่งทำให้มีโอกาสเกิดกระดูกผุได้ง่าย บางรายอาจถึงต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวกระดูกตะโพกก็มีแผลในกระเพาะอาหาร ยาเพร็ดนิโซโลน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะ ผู้ป่วยจึงต้องได้รับยาลดกรดในกระเพาะร่วมด้วย

๑๑. ผลข้างเคียงของยาที่ใช้ในการลดภูมิต้านทานอวัยวะแปลกปลอม :

ยาแต่ละตัวจะมีผลข้างเคียงต่างๆ กัน และไม่จำเป็นจะต้องเกิดกับทุกคน
นีโอรัล ขนขึ้นตามหน้าและตัว เหงือกหนาขึ้น พิษต่อไต ไขมันในเลือดสูง กรดยูริคสูง ความดันโลหิตสูง
โปรกราฟ พิษต่อไต เบาหวาน มือสั่น ผมร่วง
เพร็ดนิโซโลน สิว หน้ากางขึ้น น้ำหนักขึ้น แผลในกระเพาะ เบาหวานลงไต โรคตับอักเสบเรื้อรัง กระดูกพรุน




ข้อควรและไม่ควรปฏิบัติหลังได้รับการปลูกถ่ายไตแล้ว

ผู้ป่วย ที่ปลูกไตแล้ว สามารถทำงานได้ตามปกติ แต่ควรเลือกลักษณะงานที่เหมาะสม งานที่สกปรก สิ่งแวดล้อมที่ไม่สะอาด อับชื้น ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย

- ควรบอกนายจ้างให้ทราบ เพื่อจะได้จัดงานที่เหมาะสมให้ จัดการประกันสุขภาพตามสิทธิ

- ไม่ควรออกแรง ทำงานหักโหมจนเกินไป ผักผ่อนเท่าที่จำเป็น

- การไปเที่ยว ควรเลือกสถานที่ สิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย ควรมีโรงพยาบาลที่เข้าถึงได้ง่าย

- สามารถขับขี่ยานพาหนะได้ตามปกติ

- สามารถมีลูกได้ตามปกติ สำหรับหญังอาจมีปัญหาในการตั้งครรภ์ได้
- สามารถเล่นกีฬา ออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่อย่าให้หักโหมจนเกินไป



ปัจจุบัน การปลูกถ่ายไตถือเป็นการรักษาภาวะไตวายขั้นสุดท้ายที่ดีที่สุด แต่การรักษาวิธีนี้ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่และมีมากกว่าวิธีอื่นที่กล่าวมา แล้ว แต่ถ้าผลที่ได้ดี ผู้ป่วยจะมีชีวิตใกล้เคียงคนปกติมากกว่าวิธีอื่น

ผลการรักษาจะดีถ้าเป็นผู้ที่ไม่มีโรคของระบบอื่น นอกเหนือจากโรคไต ไม่มีภาวะติดเชื้อ และอายุไม่มาก เป็น ต้น

ในการปลูกถ่ายไตแพทย์จึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบ ว่าผู้ป่วยเหมาะสมกับการรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ รวมทั้งต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจให้ผู้ป่วยด้วย มิฉะนั้นผลจะไม่ดีและในบางครั้งอาจเสียชีวิตได้

สำหรับในผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งในระยะก่อนผ่าตัด ขณะผ่าตัด และหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการรักษาด้วยวิธีปลูกถ่ายไตทุกระยะ

จากประสบการณ์ในการรักษาที่ผ่านมาของผู้เขียน พบว่าผู้ป่วยที่มีกำลังใจดีและรักษาใจของตนเองได้ดี ไม่ ว่าจะรักษาด้วยวิธีใด ผลการรักษามักจะดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีแม้โรคที่เป็นจะรุนแรงหรือแม้จะทุพพลภาพ

การรักษาใจร่วมกับการรักษาวิธีอื่น ๆ ดังกล่าวมาแล้ว จึงมีความสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่ทั้งแพทย์ ผู้ป่วย และญาติ ควรให้ความสำคัญและช่วยกันทำเพื่อผู้ป่วยจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุข แม้จะเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่

น.ต. พงศธร คชเสนี







เวบ สมาคมโรคไต ..

//www.nephrothai.org/index.asp
โดย: หมอหมู วันที่: 20 มิถุนายน 2552 เวลา:19:54:26 น.
  
นำมาจากเวบยาฮูรู้รอบ

//th.answers.yahoo.com/question/index;_ylt=An7iOAU6oSDGAPZZpRBh5V7lb3RG;_ylv=3?qid=20100523193744AAiq2lt


ตอบโดยคุณ kchai


มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย

ตึกธนาคารไทยพาณิชย์ ชั้น 1 โรงพยาบาลศิริราช โทรศัพท์ 02-4182568 02-4124090
โทรสาร 02-4129717

มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย

ตึกกัลยาณิวัฒนา ชั้น 8 โรงพยาบาลสงฆ์ โทรศัพท์ 02-6449492-3

(มีใบสมัครเข้ารับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และขอรับการช่วยเหลือยา Cyclosporin หลังปลูกถ่ายไต)

//www.kidneythai.org/home.php




ศูนย์ รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย

อาคารเทิดพระ เกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺโน) ชั้น 5 ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร. 0-2256-4045-6 โทรสาร 0-2255-7968
E-mail : odc-trcs@redcross.or.th

//www.organdonate.in.th/index.html


โดย: หมอหมู วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:13:52:42 น.
  

มีคำถามบ่อย ๆ ว่า จะบริจาคอวัยวะ หรือ บริจาคร่างกาย ดี ???

ตอบง่าย ๆ ว่า " บริจาคได้ทั้งสองอย่างเลยครับ "

มีแนวทางดำเนินการ ง่าย ๆ คือ เมื่อถึงเวลานั้น ให้ญาติ แจ้งไปที่สภากาชาด เรื่องการบริจาค อวัยวะ ก่อน ... เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินว่า สามารถนำอวัยวะนั้นไปใช้ได้หรือไม่ ... ( ไม่ใช่ทุกคน ที่บริจาคแล้ว ถึงเวลาจะนำไปใช้ได้ )

ถ้า อวัยวะใช้ไม่ได้ .. ก็ค่อยแจ้งไปยังหน่วยงานที่บริจาคร่างกาย

ถ้า อวัยวะใช้ได้ ... ก็ไม่ต้องแจ้งหน่วยงานที่บริจาคร่างกาย .. เพราะ อวัยวะจะไม่ครบ ไม่สามารถนำร่างกายไปเป็นอาจารย์ใหญ่ ให้นักศึกษาแพทย์ ได้ นะครับ ..



แถม ..

เวบศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ( มีข้อมูลดี ๆ เพียบ )

//www.organdonate.in.th/

//www.organdonate.in.th/Download/pdf/odc-news.pdf


วิดิโอ organ donation (3d animation) บริจาคอวัยวะ

//www.youtube.com/watch?v=SZEsLJDYf9E


ชวนบริจาคอวัยวะถวายราชกุศล

//www.thaipost.net/x-cite/060410/20399



ขอแสดงความชื่นชม และ ขอบคุณ ผู้จิตใจงามทุกท่านที่ร่วมกันบริจาคร่างกาย และ อวัยวะ
โดย: หมอหมู วันที่: 22 พฤศจิกายน 2553 เวลา:11:15:11 น.
  

มุมมองในแง่ศาสนา .. ตอบปัญหาที่สงสัยกันบ่อย ๆ เช่น บริจาคแล้วได้บุญหรือไม่ ใครได้ ??? บริจาคแล้วเกิดชาติหน้าอวัยวะไม่ครับ ?? ฯลฯ



พระพุทธศาสนากับการบริจาคอวัยวะ - พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต)

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=rarinn&month=14-10-2007&group=5&gblog=10

//www.fungdham.com/download/book/payutto/borijak.pdf

//www.organdonate.in.th/Download/pdf/buddhism.pdf


ปุจฉา - บริจาคอวัยวะ เกิดชาติหน้าอวัยวะไม่ครบ ?
วิสัชชนา - ว.วิชรเมธี

//www.dhammajak.net/book-vachiramethi/2-2.html



บริจาคอวัยวะ ชาติหน้าจะไม่ครบ 32 จริงหรือไม่

//www.dek-d.com/board/view.php?id=1781662



ทาน และ การบริจาคอวัยวะ

//www.thaiall.com/me/than.htm

//www.dhammakaya.org/dhamma/dana01.php



บริจาคอวัยวะต่อชะตาชีวิตคน

//www.volunteerspirit.org/node/94



บริจาคอวัยวะ เป็นบุญอันยิ่งใหญ่

//www.elib-online.com/doctors/gen_give01.html



บริจาคอวัยวะ มหากุศล "สร้างชีวิตใหม่ผู้ป่วย"

//board.palungjit.com/f130/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B0-%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A8%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2-67292.html


โดย: หมอหมู วันที่: 30 พฤศจิกายน 2553 เวลา:10:15:32 น.
  

//www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1308114804&grpid=01&catid=&subcatid=


เปิดมุมมอง-ขจัดความเชื่อ "บริจาคอวัยวะ"

เป็นที่ทราบกันดีว่าทุกๆ วันมีผู้ป่วยจากโรตไต โรคหัวใจ หรือโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะภายใน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้แต่ละปีมีจำนวนผู้ป่วยหลายพันคน และอาจจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้ บางรายป่วยแบบเรื้อรัง และต้องใช้เงินมหาศาลในการรักษา

ขณะที่สถานการณ์การบริจาคอวัยวะในบ้านเรา ต้องยอมรับว่ามีจำนวนน้อยมาก หรือประชากร 1 ล้านคน มีผู้บริจาคอวัยวะเพียง 1.3 คน และการบริจาคยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักเมื่อเทียบกับต่างประเทศ


หลายคนอาจมีความเชื่อเรื่องภพหน้า เช่น เกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่ครบ เลยนำมาเป็นตัวชี้วัดและกลายเป็นข้อจำกัดในที่สุด แทนที่การบริจาคอวัยวะจะเป็นการช่วยเหลือคนไข้ที่กำลังรอ ให้มีชีวิตรอดอีกหลายชีวิต


จากข้อมูลศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย พบว่า ในปีที่ผ่านมา มีผู้บริจาคอวัยวะสมองตายจำนวน 87 ราย แต่สามารถนำอวัยวะไปปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วยได้มากถึง 442 ราย โดยเป็นการปลูกถ่ายไตมากที่สุด 163 ราย รองลงมาก็คือตับ 43 ราย อื่นๆ ก็จะเป็นหัวใจ ไต-หัวใจ ตับอ่อน ดวงตา กระดูก และเส้นเลือด

เมื่อดูตัวเลขตั้งแต่การดำเนินงานของศูนย์รับบริจาคอวัยวะเมื่อปีพ.ศ.2537 มีผู้บริจาคทั้งหมดจำนวน 1,060 ราย สามารถนำอวัยวะและเนื้อเยื่อไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยทั้งสิ้น 4,630 ราย และในปีที่ผ่านมา มีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะขณะมีชีวิตอยู่ 41,232 คน รวมทั้งหมดตั้งแต่เริ่มดำเนินการทั้งสิ้น 576,873 คน

สถิติเหล่านี้ นายแพทย์วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย เปิดเผยกับ "มติชนออนไลน์" ว่า เป็นจำนวนตัวเลขที่น้อยมากเมื่อเทียบกับตัวเลขของผู้รับอวัยวะ

เนื่องจากว่า ทุกรายที่แจ้งความจำนงบริจาคอวัยวะนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะบริจาคอวัยวะได้ทุกราย เพราะมีเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างที่ไม่สามารถทำให้บุคคลเหล่านั้นบริจาคได้ เช่น ญาติไม่ยินยอม อวัยวะของผู้ป่วยภาวะสมองตายไม่สามารถนำมาใช้ได้ เป็นต้น และอีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญคือการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุจำนวนมากของประชากรไทย

ในปีพ.ศ.2553 มีผู้ลงทะเบียนรับอวัยวะ (ทุกอวัยวะ) จำนวน 2,717 ราย แต่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะเพียง 215 รายเท่านั้น จากจำนวนผู้บริจาค 87 ราย คิดเป็นสัดส่วนของผู้บริจาคต่อผู้รับบริจาค 1:2.5 อวัยวะ ทั้งนี้ได้มีผู้ขอรับบริจาคอวัยวะเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งต่างจากผู้บริจาคไม่มากนัก และในปีที่ผ่านมา ยอดผู้บริจาคยังลดลงอีกด้วย ขณะที่ผู้ป่วยได้เสียชีวิตไปแล้วขณะรอการปลูกถ่ายอวัยวะมากถึง 124 รายในปีที่ผ่านมา หากรวมทั้งหมดแล้วก็มากกว่าพันราย


ปัญหาดังกล่าวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนได้รับทราบ และตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคอวัยวะ เพื่อส่งเสริมให้มีการบริจาคอวัยวะเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ทางศูนย์รับบริจาคอวัยวะได้พยายามหาทางแก้ไข โดยการให้ความรู้เรื่องการบริจาคอวัยวะแก่บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงนิสิต นักศึกษาให้มากขึ้น เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ความรู้ ให้เป็นที่เข้าใจอย่างกว้างขวาง พร้อมๆ กับการจัดสรรอวัยวะเหล่านั้นอย่างเป็นธรรมให้กับผู้รอรับบริจาค ที่สามารถติดตามได้จากผู้ป่วยทุกราย มากกว่านั้นไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ป่วยอีกด้วย

ฉะนั้นการให้บัตรประจำตัวผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะเป็นเครื่องยืนยันถึงความต้องการบริจาคอวัยวะ ภายหลังที่ญาติยังไม่เข้าใจและมีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ให้คนภายนอกได้รับรู้ถึงเจตนารมณ์ของผู้บริจาคด้วย ส่วนขั้นตอนของการนำอวัยวะของผู้มาบริจาคมาใช้ได้จริงนั้นต้องผ่านการวินิจฉัยของแพทย์อย่างละเอียดว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะสมองตายเท่านั้น ก่อนที่จะผ่านการยิมยอมของญาติอีกครั้งหนึ่ง มากกว่านั้นผู้บริจาคต้องอยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์ มีความเหมาะสมในการนำอวัยวะไปใช้ ที่สำคัญคือต้องไม่เป็นโรค


นอกจากนี้ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ยังกล่าวอีกว่า ด้วยความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง หรือการไม่เข้าใจถึงการบริจาคอวัยวะ ว่าสามารนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยได้จำนวนมากแล้ว ปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือ การประสานงานกับแพทย์ที่จะให้ความร่วมมือยังไม่ชัดเจนมากนัก เลยทำให้การรับบริจาคยังทำได้ไม่เต็มที่ ขณะที่การเข้าไปทำความเข้าใจกับญาติก็เป็นเรื่องยากและถือว่าเป็นโจทย์เช่นเดียวกัน รวมถึงงบประมาณของศูนย์รับบริจาคอวัยวะยังมีค่อนข้างจำกัด


ขณะนี้ยอมรับว่า ช่องทางในการเผยแพร่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ถ้าไม่ใช่คนป่วยหรือญาติคนป่วยแล้วก็จะไม่รู้สึกถึงความสำคัญของการบริจาคอวัยวะ ทั้งที่การบริจาคอวัยวะเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ หรือเป็นทานเพื่อเกื้อกูลแก่ชีวิตเพื่อนมนุษย์ มากกว่าการบริจาคสิ่งของ เพราะอย่างน้อยเราก็ไม่รู้ว่าตายไปแล้วจะได้ไปเกิดเป็นอะไร


ท้ายที่สุดแล้วยังมีผู้รอรับบริจาคอวัยวะอีกจำนวนไม่น้อย และหนึ่งในนั้นก็กำลังจะเป็นอนาคตของชาติ

ถ้าทุกคนสามารถเปลี่ยนโลกทัศน์ และคิดว่าการให้ชีวิตจะได้กุศลมากกว่าการทำบุญ ก็น่าจะเป็นความดีแบบเหนือคำบรรยาย


มากว่านั้นคือเราได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีกนับพัน และจะกลายเป็น " ฮีโร่" หรือเป็นการทำบุญครั้งยิ่งใหญ่ แม้ใครจะมองไม่เห็นก็ตาม



โดย: หมอหมู วันที่: 16 มิถุนายน 2554 เวลา:14:24:22 น.
  


ชมรมผู้ปลูกถ่ายไขกระดูก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

//www.thaibmc.org/index.htm

//www.thaibmc.org/story.htm


บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell)

//www.blooddonationthai.com/content/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95-stem-cell

//topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2006/04/L4305585/L4305585.html



โดย: หมอหมู วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:14:12:12 น.
  

สมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย
//www.transplantthai.org/index.php?news_id=00056

สมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรวิชาชีพที่เริ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2531 โดยมี อ. นพ. ทองดี ชัยพานิช เป็นประธานชมรมฯ และศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ชวลิต อ่องจริต เป็นนายกสมาคมท่านแรก นายกสมาคมท่านปัจจุบันคือ รองศาสตราจารย์ ดร. นพ.เกรียงศักดิ์ วารีแสงทิพย์

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่สมาชิก แพทย์พยาบาลและผู้เกี่ยวข้อง


โดย: หมอหมู วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:15:22:33 น.
  

จากกระทู้ //pantip.com/topic/31681324
" ระหว่างบริจาคร่างกายเป็นชิ้นๆกับอุทิศร่างเป็นอาจารย์ใหญ่แบบไหนเป็นประโยชน์มากกว่ากันครับ "

คำตอบของ สมาชิกหมายเลข 1165506 ..

ถ้าถามว่าอันไหนได้ประโยชน์มากกว่ากัน คิดว่าคงเทียบกันไม่ได้ค่ะ
แต่ถ้าพูดถึงในแง่ความจำเป็น ขออธิบายในขอบเขตที่ทราบนะคะ ยาวนิดนึงนะคะ

1. การบริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่
การสมัคร : ร.พ.ที่จะรับ ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนแพทย์ คือ ร.พ.ที่มีการสอนนักศึกษา เราสามารถไปขอใบสมัครได้ที่โรงเรียนแพทย์
จุดประสงค์ : เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนร่างกายที่ปกติว่าเป็นอย่างไร ดังนั้น ถึงเราจะบริจาคร่างกายไว้ แต่เมื่อเสียชีวิตก็ต้องดูอีกทีค่ะว่าเค้าจะรับหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น เป็นมะเร็ง ก็ไม่รับค่ะ ตายจากโรคติดต่ออันราย ก็ไม่รับค่ะ ส่วนตายผิดธรรมชาติ ก็ต้องไปชันสูตร ไม่รับเหมือนกันค่ะ
การจัดการหลังตาย : แต่ละที่ไม่เหมือนกันค่ะ บางที่มีรถไปรับ บางทีต้องนำศพไปส่งเอง โดยศพที่เค้ารับไว้ ต้องได้รับการดองก่อนที่จะนำมาให้นักศึกษาเรียน ดังนั้น ศพจะถูกเก็บไว้ที่โรงเรียนแพทย์ 1 - 2 ปี หลังจากนั้นจึงจะมีการจัดพิธีศพให้อาจารย์ใหญ่ค่ะ
ความต้องการ : ตอนนี้โรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่ มีศพค่อนข้างจะพอเพียงค่ะ

2. การบริจาคอวัยวะ
การสมัคร : สภากาชาด และหน่วยของกาชาดในร.พ.ต่างๆ (ส่วนใหญ่ที่ที่รับบริจาคเลือจะมีใบรับบริจาคไว้ให้ค่ะ)
จุดประสงค์ : เพื่อใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ในการเปลี่ยนถ่ายให้กับคนไข้รายอื่น อวัยวะที่ใช้ได้ คือ กระจกตาสองข้าง หัวใจ ปอดสองข้าง ตับ ไตสองข้าง
การจัดการ : เนื่องจากเป็นการเอาอวัยวะไปเปลี่ยนให้คนเป็น เพราะฉะนั้น ร่างกายคนให้ต้องยังไม่ตาย คือ สมองตาย แต่หัวใจยังเต้น (ยกเว้นกระจกตานะคะ อันนั้นอยู่ได้เป็นชั่วโมงหลังตาย) กรณีที่จะเจอได้ คือ บาดเจ็บที่ศีรษะ ไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม โดยต้องไม่เป็นโรคติดต่อ เพราะจะส่งต่อไปคนที่รับอวัยวะได้
สิ่งที่เน้นมากคือ การคุยกับครอบครัวให้เข้าใจ ว่าเราต้องการบริจาคจริงๆ เพราะเมื่อเกิดเหตุการเราจะอยู่ในภาวะที่ตัดสินใจไม่ได้ ญาติมีสิทธิ์เต็มใจการตัดสินใจ แม้ว่าเราจะมีใบบริจาค แต่ถ้าญาติปฏิเสธ ก็จบค่ะ ร.พ.ไม่สามารถทำอะไรได้
ความต้องการ : ขาดแคลนมากค่ะ เพราะคนบริจาคก็มีไม่เยอะ หรือมีใบบริจาค ถึวเวลาญาติไม่ให้ก็เยอะ และการจะอาไปใช้ ก็ต้องไปตรวจการเข้ากันได้ของอวัยวะกับผู้รับ ซึ่งทำให้โอกาสการได้รับน้อยลงไปอีก

แนะนำส่วนตัว จขกท. สามารถสมัครไว้ทั้งสองอย่างค่ะ อย่างที่บอก ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ตอนตายก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง อาจจะบริจาคแบบใดแบบหนึ่งได้แต่อีกอันไม่ได้ ทำไว้เผื่อได้ค่ะ แต่คุยกับญาติไว้ก่อนว่าอยากให้บริจาคอันไหนก่อน ^_^


โดย: หมอหมู วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:14:48:53 น.
  

นำความเห็นของ ผมมาเสริม ด้วย ..


ผมบริจาค ทั้งสองอย่างเลยครับ .. ถึงเวลาตอนนั้น เจ้าหน้าที่จะพิจารณา ว่าอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้บ้าง ...


มีคำถามบ่อย ๆ ว่า จะบริจาคอวัยวะ หรือ บริจาคร่างกาย ดี ???

ตอบง่าย ๆ ว่า " บริจาคได้ทั้งสองอย่างเลยครับ "

มีแนวทางดำเนินการ ง่าย ๆ คือ เมื่อถึงเวลานั้น ให้ญาติ แจ้งไปที่สภากาชาด เรื่องการบริจาค อวัยวะ ก่อน ... เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินว่า สามารถนำอวัยวะนั้นไปใช้ได้หรือไม่ ... ( ไม่ใช่ทุกคน ที่บริจาคแล้ว ถึงเวลาจะนำไปใช้ได้ )

ถ้า อวัยวะใช้ไม่ได้ .. ก็ค่อยแจ้งไปยังหน่วยงานที่บริจาคร่างกาย

ถ้า อวัยวะใช้ได้ ... ก็ไม่ต้องแจ้งหน่วยงานที่บริจาคร่างกาย .. เพราะ อวัยวะจะไม่ครบ ไม่สามารถนำร่างกายไปเป็นอาจารย์ใหญ่ ให้นักศึกษาแพทย์ ได้ นะครับ ..

โดย: หมอหมู วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:14:50:02 น.
  
บริจาค ร่างกาย ดวงตา และอวัยวะ สำหรับคนบ้านไกล
//pantip.com/topic/34516757

เนื่องด้วยผมมีความประสงค์อยากจะบริจาคร่างกาย ดวงตา และอวัยวะ ให้สภากาชาดไทย
แต่ผมทำงานไกลจากสภากาชาดไทย และไม่สะดวกที่จะไปวันธรรมดา
ผมจึงค้นหาวิธีการบริจาค ผ่านทาง ออนไลน์ หรือไปรษณีย์
หลังจาก ทำได้เรียบร้อยแล้ว ผมจึงนำมาสรุปรวมเพื่อความสะดวกของทุกท่านครับ

1. บริจาคดวงตา อันนี้ ง่ายมาก ครับ ไม่ต้องส่งเอกสาร
แค่กรอกแบบฟอร์ม //eyebank.redcross.or.th/eyebankthai/donationwebsite/register-donor
และ รอรับบัตรประจำตัวอยู่ที่บ้านครับ
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ไปที่นี่ครับ //eyebankthai.redcross.or.th/?page_id=744

2.บริจาคอวัยวะ
ขั้นตอน
1. ปริ้นท์ใบแสดงความจำนงจาก //www.redcross.or.th/donation/organ_donation_form.pdf
2. กรอกรายระเอียด พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน
(สำเนาทะเบียนบ้านผมส่งไปเผื่อๆน่ะครับ) ใส่ซองจดหมายให้เรียบร้อย
3. ส่งไปรษณีย์ไปที่

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ชั้น 5
ถ.อังรีดูนังต์ ปทุมวัน
กรุงเทพฯ 10330

ข้อมูลเพิ่มเติม //www.redcross.or.th/content/page/52 หรือโทร 1666

3.บริจาคร่างกาย ขั้นตอนจะคล้ายๆการบริจาคอวัยวะครับ
ขั้นตอน
1. ปริ้นท์ใบแสดงความจำนงจาก //www.redcross.or.th/donation/bodydonation1.pdf
2. กรอกรายระเอียด พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน (เผื่อๆไว้น่ะครับ) และ
จดหมายที่จ่าหน้าซองถึงตัวท่านเอง (อันนี้ห้ามลืมนะครับ) ใส่ซองปิดผนึกให้เรียบร้อย
3. ส่งไปรษณีย์ไปที่

แผนกอุทิศร่างกายฯ ศาลาทินทัต
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน
กรุงเทพ 10330

สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ //www.redcross.or.th/content/page/51

จากที่ผมทำมา บริจาคดวงตาจะได้ครับบัตรประจำตัว ประมาณ 2 อาทิตย์หลังจากกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ครับ
การบริจาคอวัยวะ ผมรอประมาณ 1 เดือน ยังไม่ได้บัตร เลยติดต่อไป เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่ได้รับจดหมาย ผมจึงส่งซ้ำ
ไปอีก หลังจากส่งซ้ำ 2 อาทิตย์ ก็ได้รับบัตรครับ ส่วนการบริจาคร่างกาย ผมรอประมาณ 2 เดือน ก็ได้รับบัตรประจำตัว
ส่งใส่ซองที่จ่าหน้าถึงตัวเองไป กลับมาครับ

หลายท่านอาจจะมีปัญหาคล้ายๆผมว่า คนที่บ้าน(พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่)ไม่เห็นด้วยที่จะให้บริจาคร่างกาย ผมแนะนำว่า
ให้ค่อยๆคุยกันครับ อย่าทะเลาะหรือมีปัญหากันรุนแรงครับ ที่เค้าไม่เห็นด้วยก็เพราะเค้าห่วง และรักเราครับ ความจริง
ถ้าถึงเวลาที่เราต้องบริจาคร่างกายจริงๆ ถ้าญาติๆไม่ยอม ทางสภากาชาด ก็ไม่สามารถรับร่างไปได้ครับ เพราะฉะนั้น
การทะเลาะกันไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ใจเย็นๆ แล้วอธิบายเหตุผลให้เค้าฟัง ว่าเราตัดสินใจดีแล้ว ไม่ได้ตามกระแส
เราคิดว่าร่างกายของเราจะมีประโยชน์มากกว่าปล่อยให้เน่าเปื่อยผุพังไปเฉยๆ และอีกอย่างหนึ่งครับ สำคัญมาก
เราต้องพยายามทำให้เค้าเห็นว่าเราเป็นคนดีขึ้น ซึ่งตรงนี้ทำให้เค้าใจอ่อนลงได้ครับ มีอะไรที่ช่วยเค้าได้เราก็ช่วยครับ
ใจเย็นลง พูดจามีเหตุมีผลมากขึ้น และถ้ามีโอกาสพาเค้าไปทำบุญที่วัด ช่วยคนยากจน หรือ คนพิการ
(อย่างบ้านเด็กพิการซ้ำซ้อนที่ปากเกร็ดก็ได้ครับ) หรือถ้ายังแข็งแรงพาไปบริจาคเลือดเลยครับ
ค่อยๆอธิบายกันไป คุยกันไป ให้เค้าค่อยๆซึมซับ ถึงเหตุผล ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนในบ้านบริจาคเพิ่มอีกก็ได้ครับ

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านครับ
phar18

โดย: หมอหมู วันที่: 14 ธันวาคม 2558 เวลา:20:29:35 น.
  
ตายแล้ว (เอาตัว) ไปไหน (ดี) เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ การบริจาคอวัยวะ
//www.goodlifeupdate.com/3380/healthy-mind/organdonate/

การบริจาคอวัยวะ ต้องทำอย่างไร…เรามีคำตอบ

ขณะที่พวกเราต่างแข็งแรงดี อีกด้านหนึ่งกลับมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายจำนวนมากกำลังทุกข์ทรมานจากการที่อวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ตับ ไต ปอด ฯลฯ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ การบริจาคอวัยวะ

วิธีรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้คือ การปลูกถ่ายอวัยวะใหม่จากอวัยวะของผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งได้บริจาคไว้ก่อนเสียชีวิต

หากอยากบริจาคอวัยวะต้อง…
● อายุไม่เกิน 60 ปี
● เสียชีวิตจากภาวะสมองตายด้วยสาเหตุต่างๆ
● ปราศจากโรคติดเชื้อ โรคมะเร็งหรือเชื้อที่ถ่ายทอดทางการปลูกถ่ายอวัยวะอย่างเช่น ไวรัสตับอักเสบ
● ไม่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หัวใจ โรคไต ความดันโลหิตสูง โรคตับและไม่ติดสุรา
● อวัยวะที่จะนำไปปลูกถ่ายต้องทำงานได้ดี


บริจาคอวัยวะด้วยการบอกญาติ

แม้คุณได้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะกับสภากาชาดไทย ด้วยความตั้งมั่นที่จะสร้างบุญกุศลช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แต่จตนารมณ์ของคุณก็อาจไม่บรรลุผลในวันที่คุณลาจากโลกนี้ไปด้วยอาการสมองตาย นั่นเพราะเมื่อถึงเวลาสำคัญ ผู้ที่ตัดสินใจ “ให้บริจาค” หรือ “ไม่ให้บริจาค” คือญาติ ไม่ใช่ตัวคุณ

ปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การบริจาคอวัยวะ ไม่เกิดขึ้นอย่างที่ผู้บริจาคตั้งใจ คือการไม่เคยบอกกล่าวกับญาติถึงความตั้งใจของผู้บริจาคในวันที่ผู้บริจาคยังมีลมหายใจ และสติดีพร้อม

ด้วยเหตุนี้ จึงขอชวนผู้มีความจำนงบริจาคอวัยวะบอกต่อความตั้งใจในวันนี้แก่ญาติของคุณ แม้ไม่ได้แสดงความจำนงกับสภากาชาดไทย การเอ่ยปากบอก ความตั้งใจกับญาติ ก็ทำให้ความตั้งใจของคุณบรรลุผลได้

สามารถเข้าไปอัดพินัยกรรมอวัยวะของคุณได้ที่ https://www.บริจาคอวัยวะด้วยการบอกญาติ.com/home


มีข้อห้ามในศาสนาพุทธเกี่ยวกับ “การบริจาคอวัยวะ” หรือไม่

ไม่มีข้อห้าม เพราะการบริจาคอวัยวะเป็นการเสียสละเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นต้องการให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์และมีความสุข การบริจาคเป็นหลักธรรมที่สำคัญของพระพุทธศาสนา เรียกว่า “ทาน” คือการให้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะในการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเรียกว่าเป็นการบำเพ็ญ “ทานบารมี” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้น ได้แก่

1. ทานบารมี ระดับสามัญ คือ การบริจาคทรัพย์สินเงินทองของนอกกาย

2. ทานอุปบารมี คือ ทานบารมีระดับรอง ได้แก่ การเสียสละทำความดีถึงขั้นสามารถ บริจาคอวัยวะ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้

3. ทานปรมัตถบารมี คือ ทานบารมีขั้นสูงสุด ได้แก่ การบริจาคชีวิต เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นหรือเพื่อรักษาธรรม ฉะนั้นจึงแน่นอนว่า ไม่มีข้อห้ามในการบริจาคอวัยวะ นอกจากจะทำด้วยโมหะไม่มีเหตุผล


บริจาคอวัยวะคนตาย ใครได้บุญ

ใครเป็นผู้บริจาค คนนั้นก็ได้บุญเพราะขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้บริจาค ในกรณีตายไปแล้วและญาติเป็นผู้บริจาค ญาติจะต้องอุทิศส่วนกุศลไปให้คนตายอีกทีหนึ่งเพื่อให้คนตายได้บุญด้วย แต่ในทางธรรมถือว่าผู้ที่บริจาคในขณะที่ตนเองยังมีชีวิตอยู่จะได้บุญขั้นสูง


บริจาคอวัยวะแล้ว เมื่อเกิดใหม่จะมีอวัยวะครบสมบูรณ์หรือไม่

เรื่องนี้มีหลักพิจารณา 2 อย่างคือ

1. พิจารณาจากหลักฐานทางคัมภีร์: เมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังเป็นพระโพธิสัตว์ ได้ทรงบริจาคนัยน์ตา จึงเป็นเหตุให้พระองค์ทรงได้ ”สมันตจักขุ” คือดวงตาซึ่งมองเห็นโดยรอบ ทั้งนี้ยังหมายถึงดวงตาแห่งปัญญาอีกด้วย จึงเป็นข้อสนับสนุนได้เป็นอย่างดีว่า การบริจาคทำให้ได้ผลตอบรับในทางที่ดี

2. พิจารณาที่เจตนา: คนที่บริจาคอวัยวะให้คนอื่นเป็นเพราะมีจิตคิดดี ปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ อยากให้เขามีความสุข หายเจ็บหายป่วย ซึ่งจิตที่คิดเช่นนี้เป็นจิตที่ดีมีคุณภาพ เป็นจิตที่ยินดีเบิกบานและมีความโน้มเอียงไปในทางที่ดี คุณสมบัตินี้จะแต่งจิตของเราให้อยู่ในฝ่ายบุญฝ่ายกุศล

เพราะฉะนั้นความผ่องใส ความมีคุณธรรม มีเมตตาปรารถนาดีนี้เองที่จะทำให้เราได้บุญมากและส่งผลให้ในชาติต่อไปเรามีรูปร่างหน้าตาดีและร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

ผู้ที่สนใจอยากบริจาคอวัยวะ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดแบบฟอร์มการบริจาคได้ที่ //www.organdonate.in.th หรือไปที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยอาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร(เจริญ สุวฑฺฒโน) ชั้น 5 ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร. 0-2256-4045 - 6

โดย: หมอหมู วันที่: 25 กรกฎาคม 2560 เวลา:21:08:32 น.
  
การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา การวิจัย และการรักษาทางการแพทย์

เพื่อให้การรับอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา การวิจัย และการรักษาทางการแพทย์ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของผู้อุทิศร่างกายฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จึงได้กำหนดระเบียบการอุทิศร่างกายไว้ ดังต่อไปนี้
1. ระเบียบนี้เรียกว่า ระเบียบการอุทิศร่างกาย ให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เพื่อการศึกษา การวิจัย และการรักษาการแพทย์
2. ผู้มีความประสงค์จะอุทิศร่างกายฯ เมื่อถึงแก่กรรมแล้ว ให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดขอแบบฟอร์มพร้อมส่งแบบฟอร์มที่กรอกข้อความแล้วได้ที่ ศาลาทินทัต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในวัน เวลาราชการ หรือดาวน์โหลดแบบฟอร์มที่ //www.md.chula.ac.th/ หรือ //www.redcross.or.th/ แล้วกรอกข้อความ ส่งแบบฟอร์ม มาพร้อมกับซองที่จ่าหน้าซอง ถึงตัวท่านเอง ทางไปรษณีย์ มาที่ แผนกอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ศาลาทินทัต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เขตปทุมวัน กทม. 10330 (โรงพยาบาลจะส่งบัตรประจำตัวไปให้ภายหลัง) หลักฐานที่ใช้ในการแสดงความจำนงอุทิศร่างกายคือ สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ จำนวน 1 ฉบับ
3. กรอกข้อความในใบสำคัญอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา การวิจัย และการรักษาการแพทย์ตามแบบของโรงพยาบาล
4. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จะออกบัตรประจำตัวผู้อุทิศร่างกายฯ ให้ผู้ยื่นแสดงความจำนงอุทิศร่างกายฯ เพื่อ
เก็บไว้ เป็นหลักฐาน พร้อมระเบียบการอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา การวิจัย และการรักษาการแพทย์และเอกสารแนะนำ
5. ผู้มีความประสงค์อุทิศร่างกายฯ ต้องมีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป กรณีที่อายุต่ำกว่า 17 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง เป็นลายลักษณ์อักษร
6. เมื่อผู้อุทิศร่างกายฯ ถึงแก่กรรม ทายาทผู้รับมรดก มีสิทธิ์คัดค้านการมอบศพให้กับโรงพยาบาลฯ ได้โดยไม่มี ความผิดทางกฎหมาย และโรงพยาบาลฯ จะไม่เรียกร้องสิทธิ์ใดๆ ในร่างนั้นทั้งสิ้น
7. เมื่อผู้อุทิศร่างกายฯ ถึงแก่กรรม ทายาทผู้รับมรดก ยินยอมพร้อมใจกัน มอบศพให้โรงพยาบาลฯ ขอให้ติดต่อโรงพยาบาลฯ เพื่อจัดเจ้าหน้าที่ไปรับศพ โดยติดต่อแจ้งการรับศพได้ที่ ศูนย์การรับศพ หมายเลข โทรศัพท์ 083-8299917 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
8. โรงพยาบาลจะสามารถรับร่างของผู้อุทิศร่างกายฯ ได้เมื่อมี หลักฐานใบมรณบัตร ซึ่งออกให้โดยสำนักงานเขต ที่ผู้อุทิศร่างกายฯเสียชีวิตหรือ มีหนังสือรับรองการตาย ซึ่งออกให้โดยแพทย์ประจำโรงพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ตรวจศพ (ภายหลังญาติต้องนำหลักฐานใบมรณบัตรมาให้ทันทีที่ได้รับ หรือส่งทาง โทรสารหมายเลข 02-2527028 ต่อ 1 หรือ 2)
9. โรงพยาบาลฯ จะจัดเจ้าหน้าที่ไปรับร่างผู้อุทิศร่างกายฯ ที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล คือ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และนครปฐม (บางอำเภอ) เท่านั้น
10. ผู้อุทิศร่างกายฯ ที่อยู่ต่างจังหวัดโรงพยาบาลฯ ใคร่ขอให้ญาติ บรรจุใส่หีบเย็น หรือ ใช้ถุงน้ำแข็งอย่างน้อย 2 ถุงวางบนหน้าท้องคลุมด้วยผ้าห่ม แล้วจึงนำส่งที่ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจดู หากไม่สามารถนำมาศึกษาได้ โรงพยาบาลฯ ใคร่ขอความกรุณา ให้ญาตินำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป
11. เมื่อโรงพยาบาลฯ รับร่างผู้อุทิศร่างกายฯ มาแล้ว โรงพยาบาลฯ ขอสงวนสิทธิ์ไม่อนุญาตให้ญาตินำร่างกลับไปบำเพ็ญกุศลก่อน เพราะจะทำให้ร่างไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมสำหรับเตรียมไว้ใช้เพื่อการศึกษาได้อย่างสมบูรณ์
12. ทายาทควรให้ที่อยู่ที่ติดต่อได้สะดวกที่สุดไว้กับ เจ้าหน้าที่ที่ไปรับศพ เพื่อที่ เมื่อนิสิตแพทย์ อาจารย์แพทย์ นักวิจัย ได้ศึกษาและวิจัยร่างผู้อุทิศร่างกายฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว โรงพยาบาลฯ จะสามารถติดต่อแจ้งญาติได้สะดวก และหากมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ โปรดแจ้งที่อยู่ใหม่ที่ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ทันที
โรงพยาบาลฯ ขอรับรองว่าจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเป็นความลับ และจะ ให้การดูแลปฏิบัติต่อร่างผู้อุทิศร่างกายฯ ด้วยความเคารพ ตามวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม
13. เมื่อทายาทผู้รับมรดกผู้อุทิศร่างกายฯ ยินยอมพร้อมใจกันมอบศพผู้อุทิศร่างกายฯ ให้กับโรงพยาบาลฯ จะถือเป็นสมบัติของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตามกฎหมาย
14. ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จัดการศึกษาจากร่างของผู้อุทิศร่างกายฯ ตามความเหมาะสม คือ
14.1 เพื่อการศึกษาของนิสิตแพทย์ และแพทย์ประจำบ้าน
14.2 เพื่อการฝึกอบรมหัตถการต่างๆ และงานวิจัยทางการแพทย์
14.3 เพื่อการศึกษาของนักศึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุขอื่นๆ
14.4 เพื่อเก็บเนื้อเยื่อบางส่วนสำหรับการรักษาทางการแพทย์
15. ร่างผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ที่ใช้เพื่อการศึกษา การวิจัย และการรักษาทางการแพทย์ ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จะจัดให้มีคณะกรรมการดำเนินการจัดงานพระราชทานเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ) ให้ นอกจากกรณีที่ญาติประสงค์ขอแยกไปดำเนินการเอง ให้แจ้งความจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรทันที ที่ได้รับการติดต่อจากฝ่ายกายวิภาคศาสตร์
16. เนื่องจากการเตรียมศพเพื่อการศึกษาต้องผ่านการกระบวนการเตรียมอย่างเหมาะสม โรงพยาบาลฯ จึงไม่สามารถรับศพผู้อุทิศร่างกายฯ ดังนี้
16.1 ผู้อุทิศร่างกายฯ ที่ถึงแก่กรรม เกิน 20 ชั่วโมง ยกเว้น ได้เก็บไว้ในห้องเย็นของโรงพยาบาล
16.2 ผู้อุทิศร่างกายฯ ที่ได้ผ่านการผ่าตัดใหญ่ ทำให้สูญเสียอวัยวะ สำคัญๆ ยกเว้นดวงตา
16.3 ผู้อุทิศร่างกายฯ ที่ถึงแก่กรรม มีสาเหตุจาก โรคมะเร็งที่ลุกลาม บริเวณศีรษะและ สมอง
ช่องอก ช่องท้อง หรือติดเชื้อโรคร้ายแรง เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์)
ไวรัส ตับอักเสบ วัณโรค และ พิษสุนัขบ้า
16.4 ผู้อุทิศร่างกายฯ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ มีคดี เกี่ยวข้องกับคดี หรือมีการผ่าพิสูจน์
16.5 ผู้อุทิศร่างกายฯ ที่มีน้ำหนักมากเกินกว่า 80 กิโลกรัม หรือ ผอมมากลักษณะไม่มีกล้ามเนื้อ
16.6 ร่างกายผู้อุทิศร่างกายฯ ที่ไม่เหมาะจะใช้ศึกษาได้ เช่น แขน ขา คด งอ จนเสียรูปร่าง

ขั้นตอนและวิธีการดำเนินการอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา และวิจัยทางการแพทย์
1. ขั้นตอนแสดงความจำนงอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา
1.1 หลักฐานที่ใช้ในการแสดงความจำนงอุทิศร่างกายฯ
- ใช้สำเนาบัตรประชาชน 1 ฉบับ
1.2 วิธีการ
- แสดงความจำนงโดยตรง ณ สถานที่ที่รับอุทิศ ซึ่งจะได้รับบัตรแสดงความจำนงภายใน 10 นาที
- ส่งเอกสารแสดงความจำนงมาทางไปรษณีย์ พร้อมจ่าหน้าซองถึงตัวท่านเอง ติดแสตมป์ แล้วส่งมาที่แผนกอุทิศร่างกายฯ ศาลาทินทัต รพ.จุฬาฯ ซึ่งจะส่งบัตรกลับไปให้ ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1-2 เดือน
- สอบถามรายละเอียด โทรศัพท์ 02-2564281 , 02-2564628 , 02-2564685 , 02-2527028 ต่อ 0 หรือ 4 หรือ 7
1.3 สถานที่แสดงความจำนงอุทิศร่างกายฯ
- ศาลาทินทัต
โทรศัพท์ 02-2564281 , 02-2564628 , 02-2564685 , 02-2527028 ต่อ 7
- ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ อาคารแพทยพัฒน์ ชั้น 11
โทรศัพท์ 02-2564281 , 02-2564628 , 02-2564685 , 02-2527028 ต่อ 0 หรือ 4
2. การรับร่างเมื่อผู้อุทิศร่างกายฯเสียชีวิต
2.1 การแจ้งรับร่าง
- ในเวลาราชการ แจ้งที่ ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ โทรศัพท์ 02-2564281, 02-2564628 , 02-2564685 , 02-2527028 ต่อ 0 หรือ 4
- นอกเวลาราชการ แจ้งที่ศูนย์รับศพ รพ.จุฬาลงกรณ์
โทรศัพท์ 083-8299917
- ขอคำแนะนำ ปรึกษา เกี่ยวกับการรับร่าง
1. คุณถาวร เพชรอุดม โทร. 089-8221345
2. คุณประวิทย์ อภินันท์ธรรม โทร. 081-6126036
3. คุณดุรงค์ฤทธิ์ สว่างเนตร โทร. 087-6440497
4. คุณธนารักษ์ นะตะ โทร. 084-1443505
2.2 หลักฐานที่ใช้ในการมอบร่าง
1. สำเนาใบมรณบัตร หรือ สำเนาหลักฐานการชันสูตรจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 ฉบับ
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนทายาทผู้มอบร่างผู้อุทิศร่างกายฯ
***ในกรณีที่ผู้เสียชีวิต ไม่แสดงความจำนงไว้ก่อน แต่ทายาทมีความพร้อมใจกันจะทำกุศลโดย มอบร่างไว้ให้ โรงพยาบาลใช้ศึกษา ก็สามารถทำได้ โดย โรงพยาบาลจะให้ทำเอกสารยินยอมมอบร่างไว้โรงพยาบาลใช้ศึกษาไว้เป็นหลักฐาน***
3. วิธีการเตรียมร่างไว้เพื่อการศึกษา และวิจัยทางการแพทย์
3.1 การเตรียมเพื่อให้นิสิตแพทย์ศึกษา
เตรียมโดยการใช้น้ำยาสูตรทั่วไป แล้วเก็บบนชั้นในห้องเย็นอุณหภูมิ -40 C
ซึ่ง มีลักษณะแข็งเล็กน้อย สามารถใช้ศึกษาได้เป็นระยะเวลานาน เหมาะสำหรับการใช้ศึกษาของนิสิตแพทย์ ปี 2 ศึกษาโครงสร้างพื้นฐานของร่างกาย
3.2 การเตรียมเพื่อหัตถการฝึกผ่าตัดและวิจัยทางการแพทย์
เตรียมโดยการใช้น้ำยาสูตรพิเศษแล้วเก็บบนชั้นในห้องเย็นอุณหภูมิ -100 C มีลักษณะนิ่มเหมือนผู้ป่วยนอนหลับ สามารถใช้ศึกษาได้เป็นระยะประมาณ 3-5 วัน (แต่สามารถเก็บรักษาไว้ศึกษาได้ครบทุกส่วนของร่างกาย) จึงเหมาะสำหรับการให้แพทย์ประจำบ้าน แพทย์เฉพาะทาง ใช้ฝึกหัตการ การวิจัย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์เป็นอย่างมากในปัจจุบัน
4. ระยะเวลาใช้ร่างเพื่อการศึกษาและวิจัย
4.1 ระยะการใช้ร่างเพื่อการศึกษา 1 ปี
4.2 ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มรับร่าง ถึง พระราชทานเพลิงศพ 2-3 ปี
5. การดำเนินการหลังจากใช้ศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว
5.1 การสวดพระอภิธรรม
5.2 จัดพระราชทานเพลิงศพ
5.3 การลอยอังคาร
6. สิ่งที่ทายาทจะได้รับ
6.1 ฝ่ายฯ จะมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ทายาท เมื่อนำร่างมาศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว
6.2 กำลังดำเนินการขอให้ทายาทผู้ที่ฝ่ายฯรับร่างมาเตรียมไว้ศึกษา เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์สภากาชาดไทยเช่นเดียวกับผู้บริจาคดวงตา และอวัยวะให้สภาชาดไทย
7. โครงการที่กำลังดำเนินการฝ่ายฯ กำลังดำเนินการจัดหางบประมาณเพื่อจัดทำห้องเย็นและรถแช่เย็นเพื่อให้สามารถไปรับร่างผู้อุทิศฯที่อยู่ต่างจังหวัดได้
8. บริจาคเงินเข้า “เงินฝากเพื่อพัฒนาอาจารย์ใหญ่” ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย ชื่อกองทุนสภากาชาดไทย เพื่อการบริจาค เลขที่บัญชี 045-2-88000-6 เพื่อสมทบ“เงินฝากเพื่อพัฒนาอาจารย์ใหญ่” หมายเลขบัญชี 4300071

คำแนะนำ ทายาทอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาด้านการแพทย์
1. เมื่อผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ถึงแก่กรรม ทายาทมีสิทธิ์ในการจะมอบร่างให้โรงพยาบาลฯ หรือ คัดค้าน การมอบร่างให้โรงพยาบาลฯ ได้ โดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย และโรงพยาบาลจะไม่เรียกร้องสิทธิ์ใดๆ ในร่างนั้นทั้งสิ้น
2. เมื่อผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ถึงแก่กรรม และทายาท ยินดีมอบร่างให้โรงพยาบาลฯ ควรติดต่อ
หน่วยงานราชการการปกครอง ( อำเภอ กิ่งอำเภอ เขต) เพื่อทำหลักฐานใบมรณบัตร
3. ติดต่อโรงพยาบาล เพื่อแจ้งการรับร่าง โดย ติดต่อที่ ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
หมายเลขโทรศัพท์ 083-8299917
4. ทายาทเตรียมหลักฐานไว้ให้กับเจ้าหน้าที่รับร่าง ดังนี้
4.1. สำเนาใบมรณบัตร จำนวน 3 ฉบับ
4.2. สำเนาบัตรประจำตัวของทายาท ผู้มอบร่างผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา จำนวน 1 ฉบับ
5. เจ้าหน้าที่ที่ไปรับร่าง จะแสดงบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลฯ และนำเอกสารหนังสือสำคัญการมอบศพ ให้ญาติกรอกรายละเอียด ลงนามเป็นหลักฐาน พร้อมมอบเอกสารคำแนะนำภายหลังการรับศพ จำนวน 1 ฉบับ
6. เมื่อโรงพยาบาลฯ รับร่างมาแล้ว ร่างผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ถือเป็นมรดกที่มอบไว้ให้กับโรงพยาบาล ฯ ซึ่งโรงพยาบาลฯ จะนำมาใช้ศึกษา วิจัยทางการแพทย์ตามความเหมาะสม คือ
6.1. เพื่อใช้ในการศึกษาด้านกายวิภาคศาสตร์ ของนิสิตแพทย์
6.2. เพื่อการศึกษา วิจัยและฝึกหัตถการ การรักษา ของแพทย์และบุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข
6.3. เพื่อการศึกษาของนักศึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุขอื่นๆ
6.4 เพื่อเก็บเนื้อเยื่อบางส่วนสำหรับการรักษาทางการแพทย์
7. เมื่อโรงพยาบาลฯได้ศึกษาและวิจัยเรียบร้อยแล้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จะมีคณะกรรมการดำเนินการจัดงานฌาปนกิจ และขอพระราชทานเพลิงศพ(เป็นกรณีพิเศษ)ให้ นอกจากญาติประสงค์จะขอแยกไปดำเนินการเอง
8. โรงพยาบาลฯ ไม่สามารถรับศพผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ในกรณีดังต่อไปนี้
8.1 ผู้อุทิศร่างกายฯ ที่ ถึงแก่กรรมเกิน 20 ชั่วโมง ยกเว้น ได้เก็บไว้ในห้องเย็น ของโรงพยาบาล
8.2 ผู้อุทิศร่างกายฯ ที่ได้รับการผ่าตัด หรือมีรอยเสียหายจากอุบัติเหตุ ยกเว้นดวงตา
8.3 ผู้อุทิศร่างกายฯ ที่ถึงแก่กรรมจากสาเหตุจากโรคมะเร็งอย่างมาก บริเวณศีรษะและ สมอง ช่องอกช่องท้อง หรือติดเชื้อโรคร้ายแรงเช่นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง(โรคเอดส์) ไวรัสตับอักเสบวัณโรค และ พิษสุนัขบ้า
8.4 ผู้อุทิศร่างกายฯ ที่มีคดี เกี่ยวข้องกับคดี หรือมีการผ่าพิสูจน์
8.5 ผู้อุทิศร่างกายฯมีน้ำหนักมากเกินกว่า 80 กิโลกรัม หรือ ผอมมากลักษณะไม่มีกล้ามเนื้อ
8.6 ร่างกายผู้อุทิศร่างกายฯ ที่ไม่เหมาะจะใช้ศึกษาได้ เช่น แขน ขา คด งอ จนเสียรูปร่าง

ดาวโหลดเอกสารที่เกี่ยวข้อง
1. ใบสำคัญอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาและวิจัยทางด้านการแพทย์
2. หนังสือสำคัญยินยอมมอบศพผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา
3. ตัวอย่างบัตรประจำตัวผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์
4. แนวทางการรับร่างผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา
5. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาทางการแพทย์

https://www.redcross.or.th/node/51
โดย: หมอหมู วันที่: 27 มกราคม 2561 เวลา:22:45:29 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Cmu2807.BlogGang.com

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]

บทความทั้งหมด