ระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขไทย “ลงทุนน้อยแต่หวังผลเกินจริง” ..รักษาฟรี ไม่พอใจแถมเงินกลับบ้าน



ระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขไทย “ลงทุนน้อยแต่หวังผลเกินจริง”

ของถูกๆดีๆมีที่กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย

รักษาฟรี ไม่พอใจแถมเงินกลับบ้าน


.... พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

ประธานสหพันธ์ผู้ปฎิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย(สผพท)

President of Healthcare Workforce of Thailand(FHWT)




จากสถิติของWorld Bank //www.worldbank.org ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายในด้านการดูแลรักษาสุขภาพเของประชาชนแต่ละคนพียง 136 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านนี้โดยเฉลี่ยทั่วโลกต่อประชาชน 1คนเหมือนกัน คือ 802 เหรียญสหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น พบว่าสิงคโปร์มีค่าใช้จ่ายนี้ 1,148 เหรียญ มาเลเซีย 309 เหรียญ จีน 108 เหรียญ ญี่ปุ่น 2,751 เหรียญ ออสเตรเลีย 3,968 เหรียญ สหรัฐ 7.285 เหรียญ

ถ้าเปรียบเทียบจำนวนประชากรทั้งโลกที่มี 6,619 ล้านคนประเทศไทยมีประชากร 66.9ล้านคน คิดเป็น 1% ของประชากรทั้งโลก แต่ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพเพียง 0.17% ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชากรโลก

เมื่อคิดอัตราค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเปรียบเทียบกับรายได้มวลรวมของประเทศ พบว่า ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพียง 3.7% สิงคโปร์ 3.7% มาเลเซีย 4.4%จีน 4.6%ญี่ปุ่นเท่ากับ 8.0% ออสเตรเลีย 8.9% สหรัฐ 18.7%

แต่ถ้าเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพของรัฐบาลแล้ว จะพบว่า รัฐบาลไทยมีภาระค่าใช้จ่ายด้านนี้สูงถึง 11.3% ของค่าใช้จ่าย(งบประมาณ)ของประเทศ ในขณะที่ มาเลเซียมีอัตราภาระเดียวกันนี้เพียง 7.0% สิงคโปร์ 5.4% มาเลเซีย 7.0% จีน 9.9% ญี่ปุ่น 11.9 อเมริกา 14.8




จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อประชาชน 1 คนต่ำมาก แต่ต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินในอัตราส่วนที่สูงกว่าหลายๆประเทศ ทั้งนี้ เพราะนโยบายประชานิยม ที่ทำให้ประชาชน 47 ล้านคน มีสิทธิในการมารับการรักษาพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพ โดยไม่มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง

และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารสำนักงานกองทุนในราคาสูง แต่งบประมาณที่ไปส่งให้โรงพยาบาลที่ต้องรักษาผู้ป่วยนั้น เหลือ*เพียง 600 บาทต่อคนต่อปี คิดแล้วน้อยกว่า 20 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี

จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่โรงพยาบาลของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ที่เป็นแหล่งที่ต้องรับผิดชอบดูแลรักษาประชาชน 47 ล้านคน จะมีสภาพการเงินติดลบทางบัญชี ถึง 2 ใน 3 *ของจำนวนโรงพยาบาลทั้งหมด และมีโรงพยาบาลจำนวน 300 กว่าแห่งที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน*


นอกจากงบประมาณแผ่นดินจะตกไปถึงโรงพยาบาลเป็นส่วนน้อยแล้ว ยังพบว่าการรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลเหล่านี้ ถูกจำกัดด้วยบัญชียาหลักแห่งชาติ และสปสช.เองก็กำหนดรายการยามาด้วยในรายการที่เป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงบางโรค เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ทั้งๆที่สปสช.มิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคเหล่านั้น ทำให้มีข้อจำกัดในการที่แพทย์ไม่สามารถสั่งยาที่เหมาะสมให้ผู้ป่วยได้ เพราะถ้าสั่งยาอื่น ก็ไม่สามารถเบิกเงินค่ารักษาผู้ป่วยจากสปสช.ได้ และยังมีกำหนดกฎเกณฑ์อื่นๆอีกมากมาย ที่ผิดเพี้ยนไปจากที่พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติบัญญัติไว้ เช่น การที่สปสช.ไปซื้อเครื่องมือและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์เอง ทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าที่ของสปสช. และการบริหารงานที่อาจผิดกฎหมายอื่นๆอีกมากมาย

เนื่องจากงบประมาณที่โรงพยาบาลได้รับมีจำนวนน้อยกว่าภาระงานจริง ทำให้ประชาชนไม่ได้รับยาที่เหมาะสมที่สุด และผลการรักษาของประชาชนในกลุ่มบัตรทอง มี *อัตราป่วยตายสูงที่สุด (ตายจากการเจ็บป่วย) สูงกว่าระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการข้าราชการ อย่างเห็นได้ชัด

นอกจากความขาดแคลนด้านงบประมาณแล้ว โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขยังขาดบุคลากรในปริมาณที่เหมาะสมกับจำนวนผู้ป่วย เห็นได้ชัดเจนว่าพยาบาลติองทำงานควบเวร 16 ชั่วโมง แพทย์ต้องทำงานติดต่อกันมกากว่า 32 ชั่วโมง โดยไม่ได้พักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มที่ เพราะแพทย์มีหน้าที่เวรที่ต้องตื่นตลอดในห้องฉุกเฉิน และยังมีเวรที่หลับๆตื่นๆสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยที่นอนในโรงพยาบาลอีก ถ้าถูกตามไปดูผู้ป่วยตลอดทั้งคืน ก็ไม่ได้นอนหลับเลย และเมื่อหมดหน้าที่แพทย์เวรแล้ว ก็ยังไม่สามารถกลับไปพักผ่อนได้ ต้องทำหน้าที่แพทย์ประจำในเวลาราชการต่อไปอีก จนหมดเวลาราชการจึงจะไปพักผ่อนนอนหลับได้

พบว่า สัดส่วนแพทย์ต่อประชาชนของสวีเดน(ที่ชอบเอามาอ้างกันมาก) นั้น มีแพทย์ 1 คนต่อประชากร 322 คน แต่ แพทย์ไทยในโรงพยาบาลอำเภอมีแพทย์ 1 คน ต่อประชาชน 30,000 คน

พยาบาลของสวีเดนมี1 คนต่อประชาชน 121 คน แต่ ประเทศไทยมีพยาบาล 1 คนต่อประชาชน 651 คน

ทั้งนี้ ไม่ต้องกล่าวถึงบุคลากรทุกประเภทในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันตลอดปี แต่ไม่สามารถบรรจุ บุคลากรเข้าทำงานได้ เพราะข้อจำกัดของ กพ. โรงพยาบาลจึงต้องเจียดเงินในลิ้นชักของโรงพยาบาล มาจ้างบุคลากรต่างๆ มาช่วยทำงานดูแลรักษาประชาชนเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่มีจำนวนที่เหมาะสมอยู่ดี

การที่โรงพยาบาลต้องควักเงินของโรงพยาบาล ที่มีน้อยอยู่แล้ว บางโรงพยาบาลอยู่ในสภาวะที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้โรงพยาบาล ไม่สามารถที่จะซื้อยา หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยได้

จึงไม่แปลกอะไร ที่เราจะเห็นโรงพยาบาลของรัฐบาลทุกระดับ พยายามจัดงานต่างๆในการระดมทุนหรือขอบริจาคจากประชาชน เพื่อหารายได้มาดำเนินงานรักษาผู้ป่วยอยู่เป็นนิจศีล โรงพยาบาลรัฐบาลขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในระดับสูงสิบอันดับแรกของประเทศ เช่นโรงเรียนแพทย์ต่างๆ ก็หาเงินบริจาคได้มาก แต่โรงพยาบาลเล็กๆ ก็ขาดเงินทำงานอยู่ร่ำไป

การขาดเงินทำงานของโรงพยาบาล ประกอบกับรัฐบาลไม่ได้จัดสรรเงินในการพัฒนาโรงพยาบาลเลย เพราะภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณให้สปสช.สูงถึงปีละ 120,000 ล้านบาท ทำให้กระทรวงสาธารณสุขไม่มีเงินมาซ่อมแซม ปรับปรุง และพัฒนาโรงพยาบาลรวมทั้งไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์มานับ 10 ปีแล้ว

โดยสรุป โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข อยู่ในสภาพขาดแคลนองค์ประกอบที่จะทำงานดูแลรักษาประชาชนทั้ง คน เงิน และของ

แต่บุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขก็ยังก้มหน้าก้มตา ทำงานตามหน้าที่ในวิชาชีพ ที่ได้รับการปลูกฝัง ให้มีมาตรฐาน มีจรรยาบรรณ มีคุณธรรม จริยธรรม ทั้งนี้ เพื่อช่วยดูแลรักษาประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ยอมทำงานยาวนานติดต่อกันเกินมาตรฐานที่ควรทำ หาเตียงเสริม หาเงินบริจาค และพยายามทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่การทำงานที่ยาวนานติดต่อกันเกินมาตรฐานของวิชาชีพนี้ทั่วโลก อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความผิดพลาด และผลเสียต่อผู้ป่วยได้ง่าย

บุคลากรที่ทนภาระงานไม่ได้ หรือมีความจำเป็นทางครอบครัว ก็เลือกการลาออกไปหาโอกาสในการทำงานในสภาพที่ดีกว่านี้ บุคลากรที่ยังเหลืออยู่ก็ยิ่งมีภาระเพิ่มขึ้น

แต่แทนที่รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข จะหาทางป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนในการไปโรงพยาบาล กลับรอให้เกิดความเสียหาย พิการ ตาย แล้วจึงจะให้ค่าช่วยเหลือและชดเชย

แทนที่ประชาชนจะไปเรียกร้องให้รัฐบาล ให้จัดการบริการทางการแพทย์ให้เหมาะสม กลับพอใจที่จะเสี่ยงอันตราย แล้วมาขอเงินชดเชยหลังจากพิการหรือตายไปแล้ว

การเขียนพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุขนั้น เขียนหลักการและเหตุผลให้ดูดี แต่ซ่อนความนัยไว้มาก การอ้างว่าไม่เพ่งโทษบุคคล ก็ไม่จริง การอ้างว่าไม่พิสูจน์ถูก/ผิด ก็ไม่จริง การอ้างว่า การร้องเรียนฟ้องร้องจะลดลงก็ไม่จริง

และที่สำคัญคือ บทเฉพาะกาล 120 วัน เขียนล็อคสเปคไว้เลยว่า ใครจะมานั่งบริหารกองทุนในระยะแรก เพื่อเตรียมวางตัวคนมาบริหารกองทุนระยะยาว และเตรียมงาบ งบประมาณมากมายมหาศาล

เหมือนการเขียนพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แล้วมานั่งเป็นเลขาธิการ และวางตัวทายาทคนต่อไป

ผลักดันร่างพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ แล้วมาเป็นเลขาธิการเอง

ชงเอง กินเอง และหากองทุนใหม่เพื่อกินต่อไป

ปปช.สมควรมาตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนของคนกลุ่มนี้ด้วย

สำหรับรัฐบาลนี้ มองดูคนที่มาเป็นรัฐมนตรีแต่ละคน ก็ดูภายนอกอาจ smart แต่ดูแนวคิดและการทำงานแล้ว หากึ๋นไม่เจอเลย

หรือผู้เขียนจะมองคนผิดไป?

*ข้อมูลจากการสัมมนา “แปดปีภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 12 มีค. 2553 จัดโดยแพทยสภา








ปล. เชิญชวนให้อ่านบทความ ๓ ตอนนี้ .. ซึ่งอาจเป็นทางเลือกทางรอด ???

ปีกสองข้างของการบริการสุขภาพและการสาธารณสุขไทย ปัญหาที่ท้าทาย .. โดย .. นพ.อุสาห์ พฤฒิจิระวงศ์

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-07-2010&group=7&gblog=65

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-07-2010&group=7&gblog=67

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-07-2010&group=7&gblog=68



ผมชอบที่ นพ.อุสาห์ สรุปไว้ อ่านแล้ว " ใช่เลย " ..


วิธีการที่บริหารจัดการ เพื่อแก้ปัญหาปกป้องดูแลประชาชน ไม่ให้ได้รับความเสียหาย และ ดูแลผู้ที่ประสบความเสียหาย จากการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่บกพร่องนั้น ประกอบด้วย

๑.การปกป้องไม่ให้ประชาชนได้รับความเสียหาย

๒.การจัดการแก้ไข การบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่บกพร่อง

๓.การดูแลประชาชน ผู้ที่ประสบความเสียหายจาก การบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่บกพร่อง

๔.การดูแลประชาชน ผู้ที่ประสบความเสียหายจาก การบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่ไม่บกพร่อง

เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะดำเนินการจัดตั้งกระบวนการใหม่ให้แก่องค์กรของรัฐที่มีอยู่ ทำหน้าที่ทั้ง๔ข้อดังกล่าว

จึงไม่ใช่สิ่งที่ แพทย์และบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ กับ ประชาชน ที่จะต้องออกมาทะเลาะกัน

และไม่ใช่หน้าที่ของ เอ็นจีโอ ที่จะมาเสนอกฎหมายที่มีผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องในวงกว้าง แล้วตนเองไปนั่งควบคุมกำกับการใช้เงินกองทุน ที่มาจากภาษีประชาชนและเงินของผู้ที่ถูกระบุในกฎหมาย









Create Date : 11 สิงหาคม 2553
Last Update : 11 สิงหาคม 2553 10:37:15 น.
Counter : 1848 Pageviews.

2 comments
ร่วมกิจกรรมFood For Fun #57 : ทำง่าย..อร่อยด้วย จานที่ 4 (ข้าวคลุกกะปิ) คนผ่านทางมาเจอ
(21 มี.ค. 2564 15:47:28 น.)
ประสบการณ์ ฉีดวัคซีน Pfizer ครบสองครั้งแล้ว newyorknurse
(15 มี.ค. 2564 04:40:55 น.)
ร่วมกิจกรรม Food For Fun#57: ทำง่าย..อร่อยด้วย(ซุบไก่ใส่มักโรนี) คนผ่านทางมาเจอ
(8 มี.ค. 2564 14:28:34 น.)
วิธีทานยาที่ถูกต้อง โดยเภสัชกร นิติ โตชนันท์ newyorknurse
(10 มี.ค. 2564 03:41:16 น.)
  
"อบอุ่นรัก ใดเล่า เท่าอกแม่
รักแน่แท้ แม่ให้ ด้วยใจมั่น
ใครรักเรา เท่าไร ไม่มีวัน
จะเทียบทัน รักแท้ แม่ให้เรา"
โดย: panwat วันที่: 11 สิงหาคม 2553 เวลา:11:07:35 น.
  
ใครสนใจก็ลองแวะไปโหลดมาอ่านกันนะครับ ...

ร่างใหม่ จาก สภาทนายความ
//www.mediafire.com/?4lyz3rpl37pa8xc

เปรียบเทียบ ๓ ร่าง พรบฯ
//www.mediafire.com/?slodsosamvks28e

รวมบทความ พรบฯ
//www.mediafire.com/?p7r6az6gk19ot

โดย: หมอหมู วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:2:21:06 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Cmu2807.BlogGang.com

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]

บทความทั้งหมด