กรกฏาคม 2558

 
 
 
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31
 
 
All Blog
เขื่อน อิไตปู น้ำตก อิกวาซู ฝั่งบราซิล หาดโคปาคาบานา จุดชมวิวภูเขา ขนมปัง และ รูปปั้นพระเยซู อันยิ
เขื่อน อิไตปู  น้ำตก อิกวาซู  ฝั่งบราซิล หาดโคปาคาบานา จุดชมวิวภูเขา ขนมปัง และ รูปปั้นพระเยซู อันยิ่งใหญ่ 

            ทริปอเมริกาใต้  ได้มาถึงบล็อกสุดท้ายแล้วนะคะ  ประเทศที่เราไปเยือน  ก็คือ ปารากวัย  ไม่ได้เที่ยวเยอะ แค่ไปชมเขื่อนยักษ์ อีไตปู เท่านั้น  เพราะเป้าหมายใหญ่ของเราจะไปเที่ยวประเทศบราซิล เป็นประเทศสุดท้ายของทริปอเมริกาใต้ในครั้งนี้ค่ะ 

      วันที่ 22 พ.ค. 58      

      ประมาณ 8.30 น. รถทัวร์ที่เราซื้อทัวร์ ก็มารับพวกเราที่โฮลเทล ลากกระเป๋าขึ้นรถแล้ว จุดมุ่งหมายของเรา คือ เมือง ซิวดัดเดลเอสเต (Ciudad del Este ) เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ2 ของประเทศ ปารากวัย รองจากกรุงอะซุนซิโอน (Asuncion ) เมืองหลวง เมือง ซิวดัดเดลเอสเต เป็นเมืองชายแดนอยู่ติดกับเมือง Foz do Iguacu ของประเทศบราซิล ประเทศปารากวัย เป็นประเทศที่แทบจะไม่มีสินค้าเป็นของตนเองเลย สินค้าที่โดดเด่น คือ yerba mate และมันสำปะหลัง เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในทวีปอเมริกาใต้

        ระหว่างการเดินทาง เราก็จะเห็นทิวทัศน์สองข้างทาง และจะต้องทำการผ่านเมือง คือ ออกจากประเทศอาร์เจนตินา และทำพิธีเข้าประเทศ ปารากวัย ที่ประเทศนี้ เรามาชมเขื่อน อิไตปู อย่างเดียว ส่วนที่จะจอดให้เดินชมเมือง ไม่ได้ลง เพราะมีของขาย เหมือน ๆ กับประเทศเรา  เสื้อผ้า เครื่องใช้ ต่าง ๆ กระเป๋า รองเท้า เหมือน ๆ กับของเรา

       พิธีผ่านด่านไปเรียบร้อยแล้ว  คนขับก็ขับไปรับมัคคุเทศก์ซึ่งจะไปให้ความรู้แก่เราในการซื้อทัวร์เที่ยววันนี้ 

       ก่อนจะไปชมตัวเขื่อน เขาให้เราดูวิดีโอ แต่พวกเราดูแค่สัก 10 นาที พวกเราก็ออกจากที่ห้องชม ไปขึ้นรถไปชมตัวเขื่อนจริง ๆ เรามารู้จัก เขื่อนอิไตปู (Itaipu Dam) เป็นเขื่อนคอนกรึตขนาดใหญ่แบบกลวง เมื่อก่อนเขื่อนนี้ จัดว่าเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ต่อมา ประเทศจีน ได้สร้างเขื่อนสามหุบเขา จีนจึงได้ครองตำแหน่งเขื่อนที่สร้างใหม่นี้ เป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขื่อนนี้ สร้างจากความร่วมมือของประเทศบราซิลและปารากวัย ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทั้งปี มากกว่า 14,000 เมกะวัตต์ เขื่อนนี้กว้างถึง 7.7 กิโลเมตร สูง 196 เมตร เขื่อนนี้กั้นแม่น้ำ ปารานา บริเวณเขตแดนระหว่างประเทศ บราซิลและประเทศ ปารากวัย จึงทำให้เขื่อนนี้เป็นทั้งผนังกั้นน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศด้วย มาชมด้วยภาพดีกว่า ค่ะ




หลังจากชมเขื่อน อีไตปู แล้ว มัคคุเทศก์และคนขับรถ ก็พาไปทานอาหารร้านบุฟเฟ่ ซึ่งแพงมาก กิน 1 ชั่วโมง20 ดอล ฉันกับจิน กินไม่เก่ง เลยไม่กิน เพราะมี ขนมคุ้กกี้ หมูแผ่น และแอปเปิล อยู่แล้วเราเลยมานั่งทานกันในสนามแถวนั้น ซึ่งมีเก้าอี้อยู่ให้เรานั่ง อากาศร่มรื่นดี สักครู่ เราก็เห็นหญิงเดินผ่านมาทางถนน เอ้า !นึกว่าเขาจะเข้าไปกิน ปรากฏว่า เขาว่าไม่คุ้ม ให้เวลาน้อย เลยเดินออกมา พวกเราก็เรียกมานั่งด้วยกัน ทานขนมที่ติดตัวมา แบ่งปันกันกินไป

       อิ่มจากการทานมื้อกลางวันแล้ว ช่วงบ่าย จุดมุ่งหมายปลายทางของเรา ก็คือ อุทยานแห่งชาติ อิกวาซู ฝั่งบราซิล ระยะทางเดินชมประมาณ 2 กิโลเมตรคือทางเดินชม นะคะ มัคคุเทศก์ปล่อยให้เราถ่ายรูปด้านหน้าทางเข้าไปเที่ยวและที่ซื้อบัตรเข้าชม  แล้วพวกเราต่างคนต่างก็ไปซื้อบัตรเพื่อเข้าชม  ราคาแพงพอ ๆ กับที่ อาร์เจนตินาเลย ก่อนจะถึงทางที่เดินชม เราต้องนั่งรถบัสของทางอุทยานไปอีกไกลมากทีเดียว พอมาถึงจุดที่รถบัสจอด มัคคุเทศก์ ก็อธิบายและนัดเวลาที่จะเจอกันที่หอคอย  ซึ่งใกล้กับจุดน้ำตกที่เราจะเดินไปชม  พูดง่าย ๆ คือสุดทางของทางเดินที่จะไปชมน้ำตก นั่นเอง ค่ะ  เรามาชมภาพน้ำตกที่ฉันและเพื่อน ๆ ถ่ายระหว่างทางที่จะเดินไปยังสุดทางของน้ำตกและตัวน้ำตกที่เราไปชมได้ใกล้ชิดมากที่สุด  ดูเหมือนมัคคุเทศก์ให้เวลาน่าจะสองชั่วโมงกว่า ๆ หลังจากนัดกันแล้ว  พวกเราก็เดินไปตามทางเดินที่จะไปทางน้ำตกต้นทางที่เป็นจุดใกล้ที่สุด











    หลังจากถึงเวลานัดหมายแล้ว พวกเราก็ขึ้นลีฟเพื่อลงไปด้านล่างไม่ต้องเดินย้อนกลับทางเดิมแล้ว ถึงชั้นล่างแล้ว เจอร้านขายของที่ระลึก เดินชมสักหน่อย ปรากฏว่า แพง เลยไม่มีใครซื้ออะไรมั้ง พวกเราก็ขึ้นรถบัสไปต่อรถที่เราซื้อทัวร์มา  แป๋วเก็บเงินเพื่อให้ทิปมัคคุเทศก์ คนละ 2 ดอล โดยให้ฉันออกไปก่อนแล้วจะเก็บมาคืนให้ทีหลัง เพราะ ไม่มีดอลใบย่อยนั่นเอง  

     คืนนี้ เราได้นอนโฮสเทลที่ดี มีห้องครัว ห้องอาหารที่หรูหรา และอยู่ริมถนนด้วย ชั้นดาดฟ้า มีสระน้ำเล็ก ๆ เป็นที่ปาร์ตี้ของแขกที่มาพัก ฉันกับหญิงขึ้นไปเห็นแล้ว ก็ลงมาห้องนอน เพราะมีแต่ฝรั่งทั้งนั้น โฮสเทล นี้ชื่อ che Lagarto  Hostel Foz do Iguacu Avenida Juscelino Kubitschek,874 Centro,Foz do Iguacu,Brazil 

      คืนนี้ เป็น 3 เตียง มี ฉัน หญิง ติ๋ม เอาของเข้าห้องเรียบร้อยแล้ว ฉันกับหญิงไปเดินดูอาหารมื้อเย็น ฝากโกไปแลกเงินให้เพิ่ม เราไปได้อาหารร้านแขก ซื้อชิ้นหนึ่งมาแบ่งกันกิน ไม่อร่อยเลย ฉันกินนิดเดียว กินน้ำส้ม ซ่า ๆ ชื่นใจกว่าเยอะ กลับมาต้มโจ๊กกินที่โฮสเทล 

      วันที่ 23 พ.ค. 58 

      เช้านี้ โฮลเทลมีอาหารใหัทาน อาหารเช้าที่นี่ ค่อนข้างมากมายหลายชนิด แต่ก็ไม่พ้นพวกขนมปัง ฉันไปกินผลไม้เป็นส่วนใหญ่ พวกแตงโม แอปเปิล แคนตาลูป อิ่มแล้ว เราก็ลงไปเดินเล่นและถ่ายรูปหน้าโฮสเทล เจอ ฝรั่งที่พักที่เดียวกัน มายืนถ่ายรูปกับฉันด้วย  ถ่ายกับพนักงานของโฮสเทลด้วย แต่อยู่ในกล้องของปีเตอร์ เขาไม่ยอมส่งมาให้ เลยไม่มีรูปให้ชม 


     แป๋วนัดรถมารับพวกเราไปสนามบิน เวลา 10.30 น.ค่ารถคนละ 14 เรียว เครื่องบินที่จะพาไปเมือง ริโอเดอจาเนโร แต่ปรากฏว่า เครื่องบินที่จะไปนั้น ดีเลย์  แทนที่เราจะไปถึงเมืองนี้เวลา 14.25 น. ก็กลายเป็น บ่าย 3 โมงกว่า จากสนามบิน เราก็ต้องจ้างแท็กซี่มาส่งที่โฮลเทล ที่จองไว้ เป็นโฮลเทลที่ติดริมถนน  รถราสัญจรกันขวักไขว่ ชื่อว่า Reugio Hostel Rua das Laranjeras ,125 Rio de Janeiro,Brazil เป็นโฮสเทลที่คับแคบมาก บันไดที่จะขึ้นห้องไปก็แคบมาก ยกลากกระเป๋าลำบาก แถมอยู่ชั้นสูงอีก เฮ้อ! งวดนี้ บี๋ น่ารัก แย่งเป้ฉันไปส่งให้ที่ห้อง ซึ่งพักกัน 3 คนเหมือนเดิม ห้องน้ำก็อยู่ข้างนอกห้อง ต้องรอคิวกันอาบน้ำ ห้องก็คับแคบมาก บี๋ จะลงมาหิ้วกระเป๋าของฉันขึ้นห้องให้อีก แต่ฉันเกรงใจเขามาก  บี๋ เป็นผู้หญิงแข็งแรงกว่าทุกคน ดูเขาเฉย ๆ แต่ก็มีน้ำใจเหมือนกันนะเนี่ย ฉันเกรงใจเขา บอกว่า ฉันกับหญิง จะเอาแต่เสื้อผ้าและของใช้ที่จะต้องใช้สองวันที่อยู่ที่นี่ ขึ้นห้องไป กระเป๋าใหญ่ฝากไว้ที่ห้องชั้นล่าง จะได้ไม่ต้องรบกวนคนอื่นช่วยหิ้วขึ้นบันไดให้  เพราะทุกคน เขาก็มีกระเป๋าของเขาเอง ก็หนักแย่แล้ว เฮ้อ! หลังจากที่ เอาเสื้อผ้าของใช้ไว้ในห้องแล้ว พวกเราก็ออกไปเดินชมเมือง  ที่จริง โปรแกรมวันนี้ ถ้ามาตามกำหนด เราจะไปขึ้นกระเช้า ชมพระอาทิตย์ตกที่ ภูเขา ขนมปัง ประกอบกับทุกคนเงินไม่พอ  ต้องหาทีแลกเงิน ร้านแลกเงินก็ปิดหมดเสียแล้ว พรุ่งนี้ วันอาทิตย์ ร้านแลกเงินก็ปิดอีก เป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว

     เย็นนี้เลยเดินไปชม ชายหาดที่มีชื่อของเมืองนี้  คือ ชายหาดที่มีชื่อว่า  หาดโคปาคาบาน่า (C0pacabana beach) เรามารู้จักเมือง ริโอเดอจาเนโร (Rio De Janeiro) เป็นเมืองตั้งอยู่บนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนด์ติค บริเวณภาคใต้ตอนกลางของประเทศ บราซิล  เป็นเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของประเทศบราซิล   ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของบราซิล  เป็นเมืองหลวงที่ได้รับการกล่าวขานว่า งดงามสวยที่สุด ภูมิทัศน์ของภูเขาหินแกรนนิตที่ตั้งตระหง่าน อวดสายตาของคนมาเยือน  ที่เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นตัวเมืองได้อย่างทั่วถึงและมีพื้นที่ล้อมรอบด้วยชายหาดที่สวยงาม เป็นเมืองช้อปปิ้ง  ดนตรีเพลงจังหวะ แซมบ้า   เป็นเมืองแห่งความสนุกสนาน  วัฒนธรรมที่เห็นเด่นชัดจากการเต้นรำ  เมืองหลวงแห่งใหม่ที่มาแทนที่  คือ บราซิเลีย ในปี ค.ศ. 1960

      ส่วนชายหาด โคบาคาบาน่า (C0pacabana beach)เป็นชายหาดที่ทอดยาวเป็นเส้นตรง เป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดใน ริโอ  มีถนนเรียงรายด้วยร้านค้าต่าง ๆ มากมาย  มีสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับกีฬาทางน้ำที่ดีเยี่ยม เรามาชมรูปทิวทัศน์เมืองรืโอ และหาดนี้ ยามค่ำคืน ค่ะ 

       เดินกลับจากหาดแล้ว เราก็หาร้านทานข้าวกัน  มาเจอร้านคนจีนขายข้าว เห็นรูปที่โชว์อยู่ ดูน่ากินทีเดียว ราคาก็ 16-18 เหรียญ คนที่ตัดสินใจกินร้านนี้ มี ฉัน แป๋ว นนท์ จิน บี๋ และตุ๊ก ส่วนหญิง กับ หลินแยกตัวไปซื้ออาหารทำกินเอง เพราะที่โฮสเทลมีห้องครัวให้ทำ เราสั่งข้าวผัดกุ้ง เส้นหมี่ผัด 5 คน สั่ง4 จาน เพราะจานมันใหญ่ กินคนเดียวไม่หมด ส่วนตุ๊ก ขอสั่งกิน 1 จาน อาจเป็นเพราะเขากินเก่ง  อิอิ เจ้าของร้าน เป็นคนจีน ฉันกับโก เลยพูดภาษาจีนกลางกับเขาได้ คุยกันสนุกสนาน ดูเจ้าของร้านก็ดีใจที่เจอคนเชื้อชาติเดียวกัน 

       อาหารทยอยกันมา ร้อนและหอมฉุยมาเชียว ทุกคนต่างก็หิวพอสมควร ตักทานกันอย่างเอร็ดอร่อย ตามด้วยน้ำโค้กอีก 2 ขวดใหญ่ เกลี้ยงทุกรายการ บางคนก็พ่วงขนมหวาน พวกคาสตาดอีกด้วย เป็นมื้อที่อร่อยถูกปากทีเดียว  เฉลี่ยคนละ 17 เหรียญ

       อิ่มแล้ว พวกเราก็เดินไปที่พัก ระหว่างทาง ตุ๊กแวะกดเอทีเอ็ม ด้วย จากนั้น เราก็แวะไปที่ซุปเปอร์ เพื่อซื้อกาแฟ เป็นของฝาก เขาบอกว่า กาแฟบราซิลอร่อย  ฉันก็ไม่รู้จริงเท็จประการใด เพราะฉันเป็นคนไม่ดื่มกาแฟ ที่ซื้อ คือ ซื้อไปฝากเพื่อน ลูกศิษย์เท่านั้นเอง 

      วันที่ 24 พ.ค. 58 

      วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ร้านแลกเงินก็ไม่เปิด ที่จริงโปรแกรมวันนี้ ต้องไปชม รูปปั้นพระเยซู แต่ทุกคนเงินไม่พอ ต้องรอแลกก่อน เราจึงต้องไปชมสถานที่อื่น ที่ไม่ต้องเสียเงินค่าเข้าชมมากนัก นั่นคือไปเดินย่านเมืองเก่า Santa Teresa ซึ่งเป็นย่านศิลปวัฒนธรรมกลางกรุง ริโอเดอจาเนโร แต่เราไปชมบันไดกระเบื้องเคลือบหรือที่เรียกว่า  Escadaria  Selaron ซึ่งประดับประดาไปด้วยกระเบื้องเคลือบจากทั่วทุกมุมโลก มากกว่า 2,000 ชิ้น ของประเทศไทยเราก็มี ค่ะ เขียนว่า "บ้านมั่งมีศรีสุข"  บันไดมีความสูง 125 เมตร มีจำนวน 215 ขั้น บริเวณทางที่จะขึ้นบันไดกระเบื้องเคลือบ มีกลุ่มคนจรจัด น่าจะติดยาหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ดูน่ากลัว เนื้อตัวสกปรก ผมยาว หนวดเครารุงรัง นอนพลิกไปพลิกมาอยู่ใกล้ ๆ บันไดที่พวกเราและนักท่องเที่ยวมาชมบันไดนี้ พวกเราต้องเดินห่าง ๆ และระมัดระวังตัวเหมือนกัน อิอิ มาชมภาพที่ฉันและเพื่อน ๆ ถ่ายมาฝากดีกว่า ค่ะ 




       หลังจากที่ชื่นชมแล้ว พวกเราก็เดินกลับไปเที่ยวต่อ ไม่นั่งรถเมล์เหมือนตอนเช้าแล้ว เดินไปเพื่อขึ้นไฟฟ้าใต้ดิน หนทางไกลพอควร เราต้องถามทางกันไป ถามตำรวจบ้าง คนของประเทศเขาบ้าง จนได้ถึงสถานีรถไฟฟ้า เลยได้มีโอกาสนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินของบราซิล 


       ขึ้นมาถึงบนดิน เราก็มาเดินตลาดของเมืองนี้  มีขายของเยอะมากเหลือเกิน ทั้งของสด ของคาว ผักผลไม้ ซื้อแตงโมกินกัน 3 คน หญิง หลินและฉัน ชื่นฉ่ำดี น้ำเยอะมากแก้กระหายน้ำไปด้วย มาชมตลาดกันหน่อย ค่ะ 

         มาเจอโรงแรมแถว ๆ ชายหาด หลายคนกลัวเงินไม่พอใช้ ก็เข้าไปแลก ได้เลทแพงหน่อยก็ช่างเถอะ  ฉันก็แลกไป อีก 50 ดอล บางคนก็ แลก 30 บ้าง 20 บ้าง เพราะเรายังต้องเสียเงินค่าเข้าเที่ยวอีกสองแห่ง  เย็นนี้และพรุ่งนี้เช้า ยังมีค่ากิน ค่ารถแท็กซี่ บางคนจะรอไปแลกพรุ่งนี้เช้า เพราะคิดว่า เลท ถูกกว่าธนาคารแน่ ปีเตอร์ เงินดอลหมด เหลือแต่เงินไทย ขอแลกเงินดอลจากฉันอีก เฮ้อ ! ก็แกเล่นซื้อของเยอะแยะนี่นา จากนั้น ก็ไปเดินชายหาดกัน แดดร้อนมาก ๆ ถ่ายรูปได้ไม่กี่รูป ก็ต้องแจว  ฝรั่งเขาเก่งมากนอนตากแดดที่พื้นทรายได้อย่างไม่กลัวผิวไหม้เลย มาชมชายหาดโคปาคาบาน่า ตอนกลางวันค่ะ 



       เที่ยงแล้ว ท้องเริ่มหิวแล้ว พวกเราเดินหาร้านอาหารกัน จนได้ร้านอาหารจีน ดูจากรูป ก็น่ากินดี เรา 3 คน ฉัน หญิง หลิน สั่งข้าวผัดกุ้ง 1 จานแบ่งกันกิน  เพราะจานใหญ่มาก แต่รสชาติสู้เจ้าที่เราไปกินเมื่อคืนไม่ได้ จ้ะ 18 เหรียญ เท่ากันมั้ง

        ท้องอิ่มแล้ว แยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มหญิง ติ๋ม หลินและปีเตอร์ แยกไปเที่ยวสวนสาธารณะที่ติ๋มหาจากในเน็ต  ส่วนฉันไปกับกลุ่มแป๋ว นนท์ บี๋ จิน โก เดินไปไกลมาก เพื่อที่จะไปเที่ยวโรงแรมที่มีจุดสูงสุด ไว้ดูทิวทัศน์ ซึ่งสามารถเห็นเบื้องล่างเป็นชายทะเล ที่มีเรือจอดไว้มากมาย ทิวทัศน์สวยมาก ระยะทางที่เดินไปไกลมาก มีการเดินลอดอุโมงค์ไปด้วย เป็นอีกวันหนึ่งที่เดินจนขาลาก แดดก็ร้อน บางช่วงที่มีต้นไม้ใหญ่ มีเก้าอี้ เราก็เข้าไปนั่งพักขากัน  คลายความเมื่อยและเหนื่อย อิอิ


      พักขาได้สักพัก พวกเราก็เดินต่อ ในที่สุดก็ถึงโรงแรมที่มีจุดชมวิว เราขึ้นไปถึงชั้นสูงสุดของโรงแรมนี้  ซึ่งเป็นที่ชมวิว  มีคนมายืนถ่ายรูปเยอะแยะ เริ่มถ่ายรูปกันใหญ่ จุดนี้ มองลงไปด้านล่างเป็นทะเล เหมือนอ่าว มีเรือจอดเยอะแยะ มองไปไกล เห็นภูเขาขนมปังซึ่งเย็นนี้เราจะซื้อตั๋วไปชม มาชมรูปกัน ค่ะ 

       พวกเราได้รูปกันแล้ว ก็ลงมาหาอะไรทานกันที่ด้านล่าง พวกแป๋ว นนท์ จิน ไปกินเค้ก กาแฟ ส่วนฉันกินไอศกรีม จากนั้น ก็เดินเที่ยวสักพัก จิน ซื้อรองเท้าฟองน้ำ  (ราคาแพงมาก เป็นเงินไทย คู่ละ 7-8 ร้อยบาท)  ไม่ได้ซื้อใส่เองหรอก แต่ เช็ง ฝากซื้อ นั่นเอง ได้ไป สอง คู่ จากนั้น พวกเรา ก็เริ่มออกเดินทางเพื่อจะไปที่ขายตั๋วเพื่อนั่งกระเช้าขึ้นไปชมภูเขาขนมปัง (Sugar Loaf (Pao de Acucar )ที่มีความสูงเกือบ 400 เมตร เราต้องนั่งกระเช้าขึ้นไป สอง ต่อ แต่ละแห่ง มีจุดชมวิว ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกัน มาดูกระเช้าที่เรานั่ง  ซึ่งเป็นกระเช้าที่ใหญ่มาก นั่งด้วย ยืนด้วย ได้หลายสิบคน นั่งอยู่บนกระเช้า มองลงไปเบื้องล่าง สวยงามดี ค่ะ 


        กระเช้าพาเราไปลงช่วงที่ 1 ก่อน มีคนขึ้นก่อนเราแล้วเยอะแยะ พวกเราขึ้นมาไม่รู้ว่ารอบที่เท่าไร  อ้อ! ลืมบอกไป ที่นี่ อายุเกิน 60 ปี เขาให้ครึ่งราคา  ความดีนี้  ต้องยกให้ น้องนนท์ เพราะเขาสังเกตป้ายที่บอกไว้ ฉันจึงประหยัดค่าตั๋วไปครึ่งหนึ่ง อิอิ มาลงช่วงที่ 1 ถ่ายรูป ตอนนี้ยังมีแสงอาทิตย์เจิดจ้าอยู่ ถ่ายทิวทัศน์ได้ชัดเจน มาชมกันค่ะ 


       พวกเราอยู่จุดชมวิวทั้งสองจุดนานมากพอสมควรกับเวลา มีคนตามเรามาเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ ปีเตอร์ ส่วนที่เหลือ คือ ติ๋ม หญิง และหลิน ไม่ได้มาด้วย  ก็อดเที่ยวสถานที่แห่งนี้ไป ความจริง ฉันมีรูปที่ โก ถ่ายที่กล้องของเขาหลายรูปแต่ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด เขาบอกว่า ส่งหมดแล้ว เลยมีแต่ในรูปวิวที่กล้องฉันและบางรูปที่วานคนอื่นถ่ายให้ฉันเท่านั้น  

       คืนนี้ เรายังนอนโฮสเทลเดิม ซึ่งบันไดคับแคบ ห้องก็แคบมาก แทบจะเดินชนกันตาย มาชมหน่อย ฉันถ่ายรูปไว้ด้วย 

      วันที่ 25 พ.ค. 58 

      วันนี้ พวกนนท์ แป๋ว บี๋ ต้องรอร้านแลกเงินเปิดตอน 9 โมง ไปแลกเงินก่อนไปเที่ยวรูปปั้นพระเยซู เราเลยต้องออกจากที่นี่ช้า ส่วนตุ๊กต้องออกไปแต่เช้าทันไปชมรูปพระเยซูรอบแรก เพราะตุ๊กต้องกลับแคนาดาเย็นนี้  เลยไปคนเดียว ล่ำลากันหลังจากทานข้าวเช้าเสร็จ 

      รถคันเรามาก่อน มีฉัน จิน นนท์ ไปกัน 3 คน ชุดแรกที่ไปก็มี ติ๋ม หญิง หลิน ปีเตอร์  ชุดสุดท้าย คือ ชุดของแป๋ว โกและบี๋      

      นนท์ เป็นคนเข้าแถวเพื่อซื้อตั๋ว และบอกว่า เดี๋ยวจะถามดูว่า  อายุ 60 ปี จะได้ลดราคาเหลือครึ่งหนึ่งไหม นนท์ น่ารักมาก ปรากฏว่า เขาลดครึ่งราคาเฉพาะประชาชนของเขา แป๊ว! ฉันเลยเสียราคาเต็ม เราตั้งรอรถรางพาขึ้นเขาไปชมรูปปั้นพระเยซู เขากำหนดเวลาให้ขึ้นรถรางเป็นรอบ ๆ ด้วย ขณะที่รอ เราก็ถ่ายรูปกัน 

      รูปปั้นพระเยซู Cristo  Redentor(Christ the Redeemer) เป็นรูปปั้นที่สร้างจากหินแกรนนิคขนาดใหญ่  เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ริโอเดอจาเนโร ที่โด่งดังไปทั่วโลก  มีผู้คน นักท่องเที่ยวมาชมกันมากมาย   ตั้งอยู่บนยอดเขา กอร์โกวาดู (Corcovado) ถือว่า เป็น 1 ใน7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกปัจจุบัน  เป็นรูปปั้นสีขาวใหญ่โตมาก  ต้องแหงนหน้ามอง  เวลาถ่ายจะให้สวย  คนถ่ายต้องนอนกับพื้นถ่ายให้คนอื่น ไม่งั้นต้องไปยืนไกล ๆ จึงจะได้ทั้งรูปเราและรูปของพระเยซู  อากาศวันนี้ร้อนมาก ๆ แดดจัด แสบผิวหนัง  พวกเราต้องไปหาที่ยืนหลบแดดเป็นพัก ๆ นักท่องเที่ยวมากันเยอะมาก ฉันวานให้ จินและนนท์ ถ่ายให้ ใบสองใบ และเจอหนุ่มไทยคนหนึ่งถ่ายให้สาวฝรั่ง เห็นมุมที่เขาถ่ายสวยมาก น่าจะเป็นช่างกล้อง ก็เลยขอให้เขาถ่ายให้ฉันบ้าง ก็ได้มาสองรูป จินสนใจ และขอให้เขาถ่ายบ้าง  เขาใจดีถ่ายให้ทุกคน ได้รูป ได้ทิวทัศน์แล้ว  พวกเราก็ไปนั่งหลบแดด รอกลุ่มแป๋ว สักพัก กลุ่มนี้ ก็มา เจอ หญิง หลิน ปีเตอร์ และ ติ๋ม เพิ่งมา เขาไม่ได้ขึ้นรถรางแต่มาด้วยรถยนต์  คงได้แวะกลางทางถ่ายรูปด้วยเลยมาช้ากว่าเรา มาดูรูปที่ฉันนำมาฝาก ค่ะ 






หลังจาก นั่งพักแล้ว พวกเราก็ต้องรีบกลับ เพื่อไปที่พักจะได้อาบน้ำเพราะคืนนี้เราจะต้องขึ้นเครื่องบินกลับแล้ว 

        มาถึงแถว ๆ ที่พัก พวกเราพอมีเวลา แวะไปที่ร้านขายข้าวผัด ร้านที่เราไปทานตอนมาถึงที่นี่คืนแรก  เพื่อเตรียมอาหารมื้อเย็นกินก่อนขึ้นเครื่อง  โดย โกกับฉัน แบ่งกันคนละครึ่ง คือ ให้เขาแบ่งเป็นสองกล่องให้เรา  เขาก็ใจดีทำให้พวกเรา ได้ข้าวผัดกันเรียบร้อยแล้ว  เราแวะร้านขายช็อกโกแลตอีก เพราะยังเหลือเงินอยู่  อยากใช้ให้หมด ๆ ไป เลยซื้อช็อกโกแลตไปอีก 5 อัน แต่ก็ยังเหลือเงินอยู่บ้างเล็กน้อย เอาไว้เป็นที่ระลึกก็แล้วกัน 

       กลับมาถึงที่พัก ก็ต้องรีบอาบน้ำและเอาของที่ซื้อจัดใส่กระเป๋าบ้าง เป้ บ้าง อัดกันสนุกสนาน เฮ้อ! 

       เครื่องบินที่เราจะบินจากเมือง ริโอเดอจาเนโร คือ สายการบิน KLM ในเวลา 19.50 น. ของเวลาที่นั่น เราจึงต้องออกจากที่พัก เวลาประมาณ 17.00 น. ซึ่งน่าจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะถึงสนามบิน  ไปถึงก็เช็คอินกันก่อน เรียบร้อยแล้ว ฉันกับโก ก็นั่งทานข้าวผัดที่ซื้อกันมา เพราะกว่าทางสายการบินจะให้ทานมื้อเย็น ก็คงประมาณ 3 ทุ่มกว่าแน่นอน

       ช่วงที่อยู่ในเครื่องบิน ก็ไม่ต้องพูดถึงเลย จ้ะ ทรมานเหลือหลาย เมื่อยมาก ๆ เพราะต้องนั่งถึง 13 ชั่วโมง แล้วมาต่อเครื่องที่ อัมสเตอร์ดัมอีก  ด้วยสายการบิน  ไช่น่าแอร์ไลน์ อีกประมาณ 12 ชั่วโมง นั่งบิดแล้วบิดอีก นอนก็หลับ ๆ ตื่น ๆ เฮ้อ! แต่เมื่ออยากเที่ยวไปในโลกกว้าง เห็นสิ่งสวย ๆ งาม ๆ ที่เรายังไม่เคยเห็น ก็ต้องมีความอดทนแหละนะ  ห้าห้า 

       เช้าวันที่ 27 พ.ค. 58 เวลาประมาณเกือบ 7 โมง เครื่องบิน ไชน่า แอร์ไลน์ก็พาพวกเราเหินฟ้ามาลงที่ สุวรรณภูมิอย่างปลอดภัย  พวกเราผ่านพิธีการเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องไปรอกระเป๋ากัน แป๋ว มากับเราถึงอัมสเตอร์ดัม แล้วต่อเครื่องกลับนอร์เวย์ เมืองของสามีเขา ส่วนบี๋และนนท์ ไปเที่ยวต่อที่เนเธอร์แลนด์อีกหลายวัน  ขากลับ จึงเหลืออยู่ไม่กี่คน  

        หลังจากรับประเป๋ากันแล้ว ต่างล่ำลากันไปบ้านของตัวเอง  ฉันกับหญิง นั่งรอเหลนมารับ เขามาเอาเกือบ แปดโมงมั้ง บอกว่ารถติดมาก ส่วนหญิงไม่ได้กลับพร้อมฉัน เขาเรียกแท็กซี่กลับลาดพร้าวเอง คงขี้เกียจให้ติ่งขับรถมารับที่บ้านฉัน 

       กลับมาถึงบ้าน 10,30 น. หิวมาก เอากาแฟฝากเหลนแล้ว เขากลับแล้ว ฉันรีบไปซื้อเย็นตาโฟที่ขายอยู่แถวบ้านฉัน ทานอย่างเอร็ดอร่อย ห่างของอร่อย ๆ มานานเป็นเดือน  ช่วงบ่าย ๆ ไปซื้อ ส้มตำไทย ต้มแซ้บ หมูน้ำตก ปลาดุกผัดเผ็ด ข้าวเหนียวอีก ซื้อเยอะ จนแม่ค้าสงสัย (ไม่เคยซื้อมากขนาดนั้น อิอิ) ถามว่า ทานคนเดียวเหรอ ฉันตอบเขาว่า ใช่ เพราะอดกินอาหารไทยมาแล้ว 1 เดือนเต็ม ๆ ห้าห้า เขาเลยหัวเราะอย่างเข้าใจฉัน  

        ทริปอเมริกาใต้ 1 เดือน ก็จบลงแล้วนะคะ เป็นทริปที่สนุกสนาน ทรหด อดทน ได้เห็นอะไรที่สวยงาม แปลกใหม่มากมายอย่างที่ฉันได้พรรณนาความไปแล้วในแต่ละประเทศ ได้เจอะเจอเพื่อนร่วมทางที่มีนิสัยหลากหลาย แปลก ๆ ที่น่าสนใจ ได้เห็นน้ำใจดี ๆ ของเพื่อนร่วมทริปหลายคน ได้เจอนิสัยแปลก ๆ ของเพื่อนร่วมทริปหลายคน ถือเป็นประโยชน์ ในการศึกษามากทีเดียว ดีใจและไม่เสียใจเลยกับการเลือกชีวิตโสดที่อยู่คนเดียว ถึงแม้ชีวิตจะเงียบเหงาไปบ้างในบางเวลา แต่ฉันก็โชคดี มีลูกศิษย์ดี แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนกันรุ่นนั้นบ้าง รุ่นนี้บ้าง มีเพื่อนในเฟส ในลายน์ ได้คุยแก้เซ็งไปบ้าง ทำงานให้สมาคมนักเรียนเก่าบ้าง วันหนึ่ง ๆ ของชีวิต จึงไม่รู้สึกว่า ผ่านไปช้าอะไรเลย โดยเฉพาะ มีโอกาสได้ไปเที่ยวตามความชอบของตัวเอง มีโอกาสได้มาเล่าเรื่องให้เพื่อน ๆ ชาวบล็อกอ่านบ้าง  นี่แหละ ถือว่า เป็นกำไรของชีวิตของฉันแล้ว ค่ะ  




Create Date : 15 กรกฎาคม 2558
Last Update : 28 กรกฎาคม 2558 21:03:24 น.
Counter : 1450 Pageviews.

4 comments
  
ติดตามครับครู เป็นทริปที่ทรหดจริงๆครับ สุขภาพกายสุขภาพใจต้องดีจริงถึงจะท่องโลกได้อย่างสนุกสนานและมีความสุขตลอดการเดินทาง มีทริปดีๆที่ไหนก็ชวนผมด้วยนะครับ อิอิ
โดย: สุรพงษ์ IP: 1.46.74.81 วันที่: 29 กรกฎาคม 2558 เวลา:10:38:25 น.
  
ตามมาเที่ยวต่อค่ะ. ได้ไปหลายที่เลย. อาจาร์ยเล่าละเอียดเยนะคะ โหวตให้เลยค่ะ
หวตเรียบร้อยแล้วค่ะ



บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
หอมกร Movie Blog ดู Blog
อาจารย์สุวิมล Travel Blog
โดย: kae+aoe วันที่: 1 สิงหาคม 2558 เวลา:12:41:20 น.
  
ต้องขอบคุณมากๆนะคะ มาช่วยแก้คำผิดให้ด้วย
โดย: kae+aoe วันที่: 4 สิงหาคม 2558 เวลา:13:59:56 น.
  
เข้ามาชมบล็อกส่งท้ายอเมริกาใต้ครับ ขออภัยที่มาสายนะครับอาจารย์ พอดีคอมที่บ้านพัง =A= และตอนนี้ก็ยังพังอยู่คัรบ เลยขอใช้ laptop เข้ามาดูก่อน
เขื่อนอิไตปูสูง 196 เมตร นี่อภิมหาเขื่อนเลยครับ เขื่อนใหญ่สุดเท่าที่ผมเคยไปก็เขื่อนอัสวันที่อียิปต์สูง 111 เมตร
จากนั้นก็ขอตามเข้าเมืองริโอเดอจาเนโรครับ พูดถึงบราซิลยังไงก็ต้องคิดถึงเมืองนี้ก่อนจริงๆ เมืองหลวงอย่างบราซิเลียแทบไม่มีอะไรเลย
ค่าชมรูปปั้นพระเยซูน่าจะแพงเอาเรื่องนะครับ (เท่าไหร่เหรอครับ?) แต่ไหนๆก็อุตส่าห์มาถึงที่แล้วแท้ๆ ยังไงก็ต้องไม่พลาด
บอลโลกรอบชิงปีที่แล้วตอนปิดงานถ่ายจากมุมสูงเหนือรูปปั้นพระเยซูหลายช็อต พลุสวยงามมาก
ขอบคุณที่มาแบ่งปันประสบการณ์ครับ จะรอชมทริปต่อไปนะครับผม
โดย: ชีริว วันที่: 9 สิงหาคม 2558 เวลา:22:34:55 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments