พฤศจิกายน 2554

 
 
1
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog
เจ็ดวันแห่งความสุขที่.....ภูเก็ต
เจ็ดวันแห่งความสุข.....ที่ภูเก็ต

ความสุขใจของคนที่ยึดอาชีพครูมาตลอดชีวิต คงหนีไม่พ้นจากการที่เราได้รับความระลึกถึงของลูกศิษย์ที่เราสอนไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า ฉันก็เป็นครูคนหนึ่งที่มีความรู้สึกเช่นนั้น ยามใดที่ลูกศิษย์โทรมาถามทุกข์สุข หรือมาเยี่ยมเยียนที่บ้านเป็นเวลาที่ฉันมีความสุขใจมากที่สุด และฉันคิดว่า ครูคนอื่น ๆ ก็คงมีความรู้สึกเหมือนฉันไม่แตกต่างกันอย่างแน่นอน
เมื่อวันที่ 25 ก.พ.- 3 มีค.53 เป็นช่วงชีวิตที่ฉันรู้สึกดีใจ ปลื้มใจ และเป็นสุขมากอีกช่วงหนึ่งของชีวิตโสดของฉันเพราะลูกศิษย์ของฉัน คือ ภาและแค้ป สองสามีภรรยา ซื้อตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ให้ฉันไปเที่ยวภูเก็ต บ้านของพวกเขา (ทั้งสองคนเป็นลูกศิษย์ของฉันทั้งคู่)
ภาและแค้ป เป็นลูกศิษย์ประจำชั้น ม.6/2 เมื่อปีการศึกษา 2529 เป็นรุ่นที่สนิทกับฉันมากรุ่นหนึ่ง เพราะเขาจัดพบปะสังสรรค์กันเมื่อไร เขาก็จะเชิญฉันไปร่วมก๊วนด้วยเสมอ แต่ภากับฉัน ไม่ค่อยได้ติดต่อกันบ่อยนัก เนื่องจากภามีอาชีพเป็นแอร์ โฮสเต็ท อยู่ที่ภูเก็ต ไปมาหาสู่กันยาก เขาเคยทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ฉัน เผื่อว่า ฉันไปเที่ยวภูเก็ต จะได้โทรถึงเขา เขาจะได้มารับฉันไปเที่ยวได้
ต้นปี 2552 ซึ่งฉันเกษียณอายุราชการมาได้หลายเดือนแล้ว รู้สึกชีวิตเงียบเหงาเหลือเกิน เพราะไม่ต้องไปสอนหนังสือแล้ว จึงหากิจกรรมทำ โดยเริ่มต้นเขียนประสบการณ์ชีวิตของตัวเองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 60 ปีแล้ว โดยตั้งใจจะให้เป็นผลงานทางวรรณกรรมชิ้นหนึ่งที่ฝากไว้ในบรรณพิภพของวงการหนังสือไทย ซึ่งหนังสือชุดนี้ ผู้ที่จะอ่านและสนใจมากที่สุด ก็คงต้องเป็นผู้อ่านที่รู้จักฉัน ก็คือ กลุ่มที่เป็นลูกศิษย์ของฉันที่สอนมาสามสิบกว่ารุ่น กลุ่มที่เป็นเพื่อนในสมัยที่เรียนด้วยกัน และกลุ่มสุดท้าย ก็คือ กลุ่มเพื่อนที่ทำงานมาด้วยกัน ซึ่งกลุ่มผู้อ่านดูแล้วจะค่อนข้างอยู่ในวงแคบ การลงทุนในการจัดทำหนังสือชุดนี้ จึงเป็นการลงทุนที่สูงมากพอสมควร ผู้ใหญ่ที่ฉันนับถือจึงได้ให้คำแนะนำว่า ฉันควรจะบอกกล่าวลูกศิษย์ที่ยังติดต่อกันอยู่ให้พวกเขาช่วยกันสนับสนุนในการจัดพิมพ์หนังสือชุดนี้
ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงมีโอกาสใช้เบอร์โทรศัพท์ที่ ภา ให้ไว้ ซึ่งก็ไม่ได้หวังว่า จะโทรหาเจอกัน เพราะว่า เบอร์โทรนี้ให้ไว้มานานถึงเกือบ 10 ปี น่าจะได้ ก็คงเป็นวาสนาของครูกับลูกศิษย์ที่จะมีโอกาสได้เกื้อหนุนกัน ทำให้ได้พบกับ ภา เลยได้คุยกันอย่างสนุกสนาน เมื่อทราบจุดประสงค์ของการจัดพิมพ์หนังสือของฉันแล้ว ทั้งคู่น่ารักมาก อยากให้บั้นปลายชีวิตของครูของเขามีความสุขที่จะเขียนหนังสือชุดนี้ ทั้งสองให้ปัจจัยสนับสนุนในการพิมพ์หนังสือของฉันเป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท คุยกันไปคุยกันมา ฉันคงบ่นให้ ภา ฟังว่า เหงา เพราะตอนนี้ไม่ต้องไปสอนหนังสือแล้ว หนังสือที่เขียน เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตก็เขียนใกล้เสร็จแล้ว เหลือแต่การตรวจทานและส่งโรงพิมพ์เท่านั้น ภา ได้ฟังฉันบ่นว่า เหงา เลยชวนฉันไปเที่ยวภูเก็ต บ้านของเขากับแค้ปซึ่งเพิ่งช่วยกันสร้างเสร็จ ให้ฉันไปอยู่สักพัก จะพักเป็นเดือนก็ได้ ตามแต่ความพอใจ จะไปหาบรรยากาศเขียนหนังสือเล่มใหม่ก็ดี และถือเป็นโอกาสให้ฉันไปอยู่เป็นสิริมงคลกับบ้านใหม่ของเขาด้วย โดยเขาจะซื้อตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ให้ฉันเลย ฉันฟังแล้ว รู้สึกตื้นตันใจเหลือเกิน จนมีความรู้สึกว่าลำคอตีบต้น ฉันก็ไม่นึกไม่ฝันว่า ลูกศิษย์ของฉัน เขาจะกตัญญูและใจป้ำมากขนาดนี้ ฉันสอนเขาเพียงปีเดียว แล้วเขาก็ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ฉันไม่เคยได้ช่วยเหลือหรือมีบุญคุณอะไรกับเขาเลย แต่เขาก็มีน้ำใจกับฉันมากเหลือเกิน ฉันจึงรู้สึกมีความสะเทือนใจ ซาบซึ้งใจมาก ๆ
ในวันที่ 28 ก.พ. 53 เป็นวันที่แค้ปนัดฉันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณบ่าย 3 โมง ซึ่งแค้ปลงมารับลูกสาวและลูกชายลงไปเที่ยวภูเก็ตด้วย (ลูกเขาเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ) เหลนของฉันไปส่งฉันที่สนามบิน พาฉันไปจนพบกับแค้ปแล้วเขาจึงกลับไปทำงานต่อ แค้ปจัดการเอาบัตรประชาชนของฉันไปที่เคาร์เตอร์การบินไทยเพื่อเช็คตั๋วเครื่องบินที่ ภา จองและซื้อให้ฉันแล้ว หลังจากจัดการเรื่องตั๋วของฉันเสร็จเรียบร้อบแล้ว แค้ป แนะนำลูกของเขาให้รู้จักฉัน เด็กทั้งคู่โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว น่ารักทั้งคู่ คนน้องหน้าตาละม้ายคล้ายแค้ปมาก เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง
พวกเราขึ้นเครื่องบินประมาณ 16.05 น. เครื่องบินเริ่มเคลื่อนออกจากสนามบิน ลูกของแค้ปนั่งคู่กัน ส่วนฉันนั่งคู่กับ แค้ป เราจึงได้คุยกันไป ถามทุกข์สุขของครูและลูกศิษย์ การงานของ แค้ป ไปได้ดี เขาตั้งบริษัทกำจัดปลวกที่ภูเก็ตและมีสาขาที่พังงาและสุราษฎร์ธานีเป็นอีกสองสาขา ชีวิตของเขาทั้งคู่มีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานดี
17.15 น. พวกเราก็มาถึงสนามบินภูเก็ต ภา มารับพวกเรา เห็นหน้า ภา ครั้งแรก แทบจะจำไม่ได้เลย เพราะเขาผอมกว่าตอนที่เรียนกับฉันมากเหลือเกิน เหลือตัวนิดเดียว ปัจจุบันเหลือ 45 กิโลกรัม น้ำหนักน้อยกว่าฉันอีกตั้ง กิโลกว่า แต่เขาสูงกว่าฉัน เลยดูผอมเพรียวลม ยิ่งใส่ชุดแบบฟอร์มการบินไทยซึ่งเป็นชุดเข้ารูป ยิ่งดูผอมมากขึ้น

ภาและแค้ปพาไปทานอาหารเย็น เป็นอาหารทะเล เขาสั่งกับข้าวมามากมาย บอกให้ฉันทานมาก ๆ ไม่ต้องเกรงใจ อยากทานอะไรนอกเหนือจากที่เขาแนะนำสั่งไปแล้ว ให้ฉันสั่งได้เลย เย็นนี้ เราทานข้าวกันที่ หาดในยาง เป็นอาหารทะเล มีส้มตำปูม้า ยำมะม่วง ปลาทอดน้ำปลา 3 ตัว ปูม้านึ่ง ข้าวผัด ไข่เจียว กุ้งผัดมะขาม ฯลฯ

บรรยากาศริมชายหาดเย็นนี้ เป็นเวลาโพล้เพล้ ทานข้าวท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติค ชมดวงอาทิตย์ดวงกลมโตที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าตกทะเลไป บรรยากาศช่างรื่นรมย์เสียเหลือเกิน ฟังเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งดัง ซ่า ๆ สายลมโชยมา อ่อน ๆ บรรยากาศเริ่มสลัว ๆ เสียแล้ว เมื่อลำแสงสุดท้ายของแสงสุริยาลาลับไปจากโลกแล้ว แสงไฟของร้านค้าเริ่มสว่างจ้าขึ้นมาแทนที่ ฉันรู้สึกสุขใจและตื้นตันใจเหลือที่จะกล่าวที่ได้รับการต้อนรับจากลูกศิษย์เป็นอย่างดี ยายภา ยังคงเป็นเด็กช่างพูดช่างเจรจา ช่างเย้าแหย่ฉันเหมือนสมัยที่เขาเป็นเด็กและเรียนกับฉัน ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นใจ สุขใจ ไม่เสียดาย เสียใจเลยที่ฉันยึดอาชีพครูมาตลอดชีวิต มันเป็นผลตอบแทนในบั้นปลายของชีวิตของฉันอย่างเห็นได้ชัดเจน อาชีพอื่น ๆ คงเห็นผลได้ยากนะ ฉันคิดว่าเป็นเช่นนั้น
อิ่มข้าวมื้อเย็นแล้ว แค้ปพามาบ้านเขาที่สร้างใหม่ เนื้อที่ประมาณ ครึ่งไร่มั้ง มี 5 ห้องนอน ชั้นล่างมี 4ห้อง ชั้น 2 มีเพียงห้องเดียว เป็นห้องของ ภากับแค้ป ฉันนอนห้องชั้นล่าง เป็นห้องกะทัดรัด มีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่าง มีโทรทัศน์ ตู้เย็น อ่างอาบน้ำ ที่แขวนเสื้อผ้า หน้าห้องนอนฉัน เป็นสระว่ายน้ำขนาดเล็ก ลึกเมตรครึ่ง

ฉันถ่ายรูปบ้านของภาและแค้ปมาให้ชมด้วยค่ะ



แค้ปตกแต่งบ้าน เลี้ยงปลาคราฟ ทำเป็นแผงดอกลั่นทมหรือที่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นดอกลีลาวดี



ของตกแต่งในบ้านภาและแค้ป เป็นรูปนางในวรรณคดี



เครื่องครัวในห้องครัวที่เป็นระเบียบสะอาด จานแต่ละประเภทเป็นระเบียบเรียบร้อย มีแม่บ้านดูแล ที่ชื่อว่า หญิง



เครื่องเรือน (โซฟา) ในบ้าน ด้านหน้านั้นเป็นสระน้ำเล็ก ๆ



ภาแนะนำพ่อของเขาให้รู้จัก พ่อ ภา หูไม่สามารถได้ยิน เวลาจะสื่อสารเรื่องที่สำคัญ ๆ ต้องใช้วิธีการเขียนให้แกอ่าน ส่วนการสื่อสารในชีวิตประจำวัน แกจะสังเกตปากของพวกเรา ฉันก็พอจะโต้ตอบกับแกรู้เรื่อง พ่อ ภา เป็นคนแก่ อายุ 80 กว่า ที่น่ารักมาก อารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ฉันอยู่กับคนแก่ทีใด ฉันก็อดคิดถึงพ่อ คิดถึง เด ไม่ได้ ไม่รู้มันเป็นเพราะเหตุอะไรหนอ ฉันนำกรอบรูปในหลวงและสมเด็จฯที่ใส่กรอบไว้อย่างสวยงามมาเป็นของขวัญการขึ้นบ้านใหม่ของ ภาและแค้ปด้วย พร้อมกับอวยพรให้กิจการค้าและการงานของเขาทั้งสอง มีความเจริญ ก้าวหน้า ตลอดไปและมีความสุขสมหวังในชีวิตให้สมกับความกตัญญูของพวกเขาที่มีต่อพ่อแม่และต่อครูอย่างฉัน
คืนนี้เป็นคืนที่ดวงจันทร์ใกล้จะเต็มดวงเต็มที่แล้ว เพราะอีก 3 คืน จะเป็นวันมาฆบูชา คืนนี้ฉันมาชมแสงจันทร์ เดือนมาฆะ ถึง ภูเก็ต พระจันทร์คืนนี้ส่องแสงสว่างไสว สดใส เหมือนดวงใจของฉันที่กำลังมีความสุขด้วยได้มาเที่ยวและพักที่บ้านของลูกศิษย์ที่เขาให้การต้อนรับฉันเป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในยามมีความสุขเช่นนี้ ส่วนลึก ๆ ในหัวใจของฉัน เมื่อได้ชื่นชมแสงจันทร์อันสว่างไสวเช่นนี้แล้ว ฉันก็อดสะเทือนใจไม่ได้ที่จะคิดถึงคนที่อยู่ทางเหนือ ซึ่งเคย ชื่นชมแสงจันทร์เป็นชีวิตจิตใจ ป่านฉะนี้ คนที่ชอบแสงจันทร์เป็นชีวิตจิตใจคนนั้น เขายังคงชื่นชมจันทร์เจ้าในยามเดือนเต็มดวงเช่นนี้อีกหรือเปล่าหนอ
เมื่อคืนนี้ ฉันนอนหลับสบาย ฉันเป็นคนโชคดี คือ เป็นคนนอนง่ายถึงจะแปลกที่ก็ตาม ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ 6.00 น. เปิดโทรทัศน์ดูข่าว ข่าวดังวันนี้ คือ การตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดูข่าวแล้วพร้อมกับอาบน้ำแต่งตัว 7.30 น. ยังไม่มีใครตื่นนอน ฉันจึงเดินสำรวจรอบ ๆ บ้าน ถ่ายรูปไว้ตามมุมต่าง ๆ ที่คิดว่าสวยงามเก็บไว้เป็นที่ระลึก สักพักได้พบพ่อของ ภา ซึ่งตื่นขึ้นมาออกกำลังกายเดินสายพาน แกเป็นคนคุยเก่ง ฉันก็ตอบแก แต่แกไม่ได้ยิน หรอก คงสังเกตจากปากของฉันกระมัง ส่วนใหญ่แกจะเล่าเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับ ภา ให้ฉันฟังมากกว่า พ่อภา อายุ 84 ปีแล้ว แต่ยังแข็งแรง เดินเหินได้ดี คุยกับแกแล้วก็คิดถึงพ่อของฉันเหลือเกิน คิดถึง เด ที่เคยคุยด้วยอย่างออกรสตอนไปเยี่ยมแกที่โรงพยาบาล ฉันเป็นคนค่อนข้างแปลก ทำไมคุยกับคนแก่แล้วรู้สึกอบอุ่นใจดีเหลือเกิน เหมือนได้คุยกับพ่อของตัวเองอย่างงั้นแหละ ป่านนี้ พ่อของฉันไม่รู้ไปเกิดใหม่หรือเปล่า น้อยครั้งนักที่ฉันจะฝันเห็นพ่อ เห็นแม่ บางครั้งฉันก็อยากจะรู้ว่า พ่อกับแม่ฉันซึ่งจากฉันไปนานมากแล้ว ท่านทั้งสองอยู่ที่ไหนหนอ ถ้าฉันจากโลกนี้ไปแล้ว จะมีโอกาสได้พบกับพ่อและแม่ฉันไหมนะ ยากแท้เหลือเกินที่ฉันจะรู้ได้นะ

ภาพ พ่อของภา ตื่นเช้าขึ้นมาจะมาออกกำลังกาย



ที่บ้านภา จ้างแม่บ้านไว้ทำงานบ้าน ทำกับข้าว แม่บ้านเขามาทำงานประมาณ 3 โมงเช้า เขามาถึงก็ชงวีต้าให้ฉันทาน 1 แก้ว และทำข้าวต้มหมูเป็นอาหารเช้า ภา ตื่นเอา 9.30 น. เพราะเพิ่งเลิกงานตอนตี สี่ ฉันกับภานั่งคุยกันถึงความหลังครั้งที่ฉันสอนหนังสือเขา คุยถึงเพื่อน ๆ เขา และคุยกันถึงโปรแกรมที่จะไปเที่ยวระหว่างที่ฉันพักอยู่ที่บ้านของเขา ฉันอยากไปเที่ยวเกาะพีพี สิมิลัน ภา บอกว่า สิมิลัน ไกลไป เขาลาพักและเปลี่ยน กะ ลำบาก เลยจองทัวร์ไปเกาะพีพี ซึ่งโรงแรมที่พักที่หรูหรา เต็มหมด เพราะเป็นวันหยุดยาวหลายวันนั่นเอง ฉันบอก ภา ว่า ไม่ต้องเป็นที่พักหรูหราอะไรหรอก พอนอนได้ก็พอ พักแค่คืนเดียว คิดว่า คืนหนึ่งน่าจะ 2,000 บาท
พวกเราไปเที่ยวที่เกาะพีพี ในวันที่ 27-28 ก.พ. เป็นวันหยุดของ ภา ไปกันทั้งหมด 5 คน ค่าเรือคนละ600 บาท นี่ขนาดคนรู้จักกันนะ แพงน่าดูเหมือนกัน เราไปขึ้นเรือที่ท่า รัษฎา แค้ปไม่ค่อยอยากไปนัก เนื่องจากเขาเคยไปหลายครั้งแล้ว ประกอบกับอากาศร้อนมากด้วย แต่ฉันยังไม่เคยไป ภา จึงตามใจฉัน พาฉันไปตามคำขอของฉัน ถ้าไม่ได้ไปไหนเลย นอนพักผ่อนและกินอย่างเดียวก็เสียดายค่าเครื่องบินแย่น่ะซี การไปเที่ยวครั้งนี้ ภา จึงเป็นคนจัดการเองทั้งหมด ภา เขาน่ารักและรู้ใจฉันดีว่า ชอบเที่ยว ฉันได้ถ่ายรูปวิวสวย ๆ ของท้องทะเล ได้ยินเสียงคลื่น เสียงลม อีกครั้งหนึ่งของชีวิต เรือที่เรานั่ง เป็นเรือลำใหญ่มาก มี 3 ชั้น รวมดาดฟ้าเรือ ภายในเรือมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกือบค่อนลำเข้าไปแล้ว มัคคุเทศก์ในเรือบอกว่า เกาะนี้มีทั้งหมด 6 เกาะเล็ก แต่เขาจะพาเราไปเที่ยวแค่ 2 เกาะเท่านั้น
ฉันนั่งคู่กับ ภา ส่วนแค้ปไปนั่งอยู่กับลูก ๆ คุยกันได้พักใหญ่ ๆ ภา ก็งีบหลับไป เพราะเมื่อคืนเข้าเวรกะดึกสงสารเขามากต้องสับเปลี่ยนเวร เพื่อจะได้มีเวลาพาฉันไปเที่ยวได้บ้าง นับว่า เขามีน้ำใจต่อฉันมากจริง ๆ ฉันรู้สึกเกรงใจเขามาก แต่ทำไงได้ล่ะ มาแล้วถ้าไม่ได้ไปไหนเลยก็น่าเบื่อพอ ๆ กับอยู่บ้านนะซี่ ฉันปล่อยให้ ภา หลับตามสบายไป ส่วนฉันก็นั่งชื่นชมกับธรรมชาติของท้องทะเลไปตามความชอบของฉัน ท้องทะเลวันนี้คลื่นลมสงบดี เรือแล่นไป เรื่อย ๆ ฉันมองความเวิ้งว้างกว้างใหญ่ของท้องทะเลแล้ว รู้สึกเกิดความว้าเหว่ เดียวดายเหลือเกิน มองไปยังหนุ่มสาวที่มาเที่ยวด้วยกัน คุยกันกระหนุงกระหนิง ก็อดอิจฉาความสุขของเขาไม่ได้เหมือนกันนี่ ยิ่งพวกฝรั่งยิ่งหนักใหญ่ไม่เกรงใจใครเขาเลย กอดกัน จูบกัน เฮ้อ ! เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทยเราเลย ฉันก็ยังคงหัวโบราณเหมือนเช่นเคย น้ำทะเลอันดามัน มีสีออกดำ แต่มันน่าจะเป็นสีน้ำเงินเข้มจนออกดำมากกว่า ดูแปลกไปจากท้องทะเลที่อื่น ๆ ที่ฉันเคยไปเห็นมา ยามที่เรือแล่นไปบนผิวน้ำ น้ำทะเลจะถูกแหวกออกไปเป็นสองทาง เป็นฟองขาวสะอาด ไม่เป็นสีดำดังน้ำทะเลที่เห็นบนผิวน้ำ แต่พอฟองขาวนั้นกระจายไปตามผิวน้ำทะเล มันก็กลับกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มไปตามสภาพเดิม น่าอัศจรรย์ใจกับธรรมชาติเสียจริง ๆ เลยนะ
ท้องฟ้าวันนี้ก็โปร่ง แดดจัดดีเหลือเกิน ในเรือมีขนมปังบริการนักท่องเที่ยวด้วย มีน้ำชา กาแฟ บริการ แต่ถ้าเป็นไอศกรีม เหล้า เบียร์ ต้องเสียเงินซื้อ ในเรือก็ติดแอร์ด้วย อากาศจึงรู้สึกหนาวพอควรสำหรับคนเอเซียอย่างฉัน หลังจากที่ ภา ตื่นแล้ว เราก็ชวนกันขึ้นดาดฟ้า ชมความงามของท้องทะเลและถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก โดยเฉพาะภาพวิวสวย ๆ ของท้องทะเล ดังที่ฉันถ่ายภาพมาฝากท่านผู้อ่านค่ะ เชิญชมได้นะคะ

เรือที่จะโดยสารไปเกาะ พีพี



ท้องทะเลอันเวิ้งว้างที่ฉันมองออกจากหน้าต่างเรือออกไป ขณะที่เรือกำลังลอยลำอยู่กลางทะเล



ฉัน ภา น้องแพคน้องพี ลูกของแค้ป ไปชื่นชมความงามของท้องทะเลบนดาดฟ้าเรือและถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก



เรือจอดอยู่กับที่เพื่อให้นักท่องเที่ยวลงไปดำน้ำดูปลา ฉันมองลงไปในท้องทะเล ซึ่งมีน้ำใสแจ๋วเห็นตัวปลาเล็ก ๆ แหวกว่ายไปมา ไม่ได้กลัวคนเลย เป็นภาพที่สวยงามมากทีเดียว



ถ่ายรูปกับแพคและพี ลูกของแค้ป ไว้เป็นที่ระลึก



ถ่ายรูปกับ ภา ไว้เป็นที่ระลึก



ทิวทัศน์ที่สวยงามของธรรมชาติขณะที่เรือล่องลอยผ่านไป ทิวเขาเขียวขจี ลายหินสวยงามที่เป็นลวดลาย บางแห่งมีถ้ำด้วย









ประมาณ 10.00 น. เรือแล่นมาถึงหมู่เกาะมาหยา เรือจอดให้นักท่องเที่ยวไปดำน้ำ ว่ายน้ำเล่น ถือว่าเป็นจุดแรกที่ให้ลงเล่นน้ำได้ โดยแจกอุปกรณ์ ในการดำน้ำให้ด้วย แต่พวกเราไม่ได้ลง ที่ที่เรือจอดนี้ เรียกว่า อ่าวมาหยา จุดที่สองเรียกว่า มังกี้บีช ก็คือ เกาะพีพี ที่พวกเราจะมาพัก 1 คืน คนที่ไม่ได้มาพัก เล่นน้ำสองจุดนี้แล้วก็นั่งเรือกลับเข้าฝั่งไป ระหว่างที่เรือแล่นผ่านเกาะเล็กเกาะน้อย ทิวทัศน์สวยงามมาก ฉันถ่ายไว้หลายภาพ แต่น่าเสียดาย ไม่รู้จักชื่อเกาะเหล่านี้ เพราะว่า ไม่มีมัคคุเทศก์ให้ความรู้เลย สภาพความงามดูคล้าย ๆ กันไปหมด บางแห่งที่ผ่าน มีถ้ำด้วย ภูเขาบนเกาะดูแหว่งเว้าไปตามสภาพที่ธรรมชาติสร้างไว้ ดูเวิ้งว้างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทั้งสองจุดที่เรือจอดให้นักท่องเที่ยวลงไปเล่นน้ำ ดำน้ำ ฉันยืนอยู่บนเรือ ก็ยังสามารถเห็นฝูงปลาเล็ก ๆ แหวกว่ายอยู่ในน้ำทะเลที่ใสแจ๋ว ดูมันคุ้นเคยกับมนุษย์เสียจริง ๆ บางคนก็มีขนมปังโปรยให้มันกินด้วย มันก็จะกรูกันเข้ามาตอดขนมปังเหล่านั้น กินอย่างเอร็ดอร่อย ฉันซูมกล้องถ่ายรูปมันเอาไว้เป็นที่ระลึกหลายรูปเหมือนกัน เขามีอาหารกลางวันเลี้ยง 1 มื้อ เป็นอาหารบุพเฟ่ ก็พอกินได้ อากาศวันนี้ร้อนมากเหลือเกิน แดดเปรี้ยงจนแสบผิวหนัง ทานอาหารแล้ว เราก็เข้าที่พักที่จองไว้ ชื่อว่า โรงแรม พีพี ปริ๊นเซส ราคา คืนละ 1,900 บาท พักกัน 2 คน สิ่งอำนวยความสะดวกมีน้อยมาก นอกจากเป็นห้องแอร์ และมีโทรทัศน์ให้ดูแล้ว ก็ไม่มีอะไรเลย แถม น้ำที่ให้อาบก็เป็นน้ำกร่อยมากด้วย แค้ปต้องไปซื้อน้ำโพลาลิสขวดใหญ่ให้คนละขวดเพื่ออาบหลังจากอาบน้ำกร่อยแล้ว พวกเรามาถึงก็นอนพักอยู่แต่ในห้องไม่ได้ไปเดินเที่ยวเลย เพราะมันร้อนจนตับจะแตกจริง ๆ ฉันเปิดโทรทัศน์ดูไป คุยกับ ภาไป แต่ภาคุยได้ไม่นานก็นอนหลับไป ฉันดูโทรทัศน์ได้พักใหญ่ ๆ ไม่นาน ก็หลับเช่นกัน แอร์เย็น ๆ มันก็เลยน่านอนหลับนั่นแหละ

ท่าเรือเกาะพีพี
href="//www.bloggang.com/data/s/suvimol/picture/1322659480.jpg" target=_blank>


มุมหนึ่งที่สวยงามของเกาะ พีพี



ประมาณ 18.00 น. ฉันกับ ภา ไปเดินชายหาดกัน ตอนนี้ดวงอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว มีแต่แสงเรื่อ ๆ ของแสงอาทิตย์ เราเดินชมชายหาดไปเรื่อย ๆ ซื้อข้าวโพดปิ้งแทะกินกันไป เดินเข้าไปตามซอยเล็กซอยน้อยในเกาะ โอ้โห มีร้านค้าขายของมากมาย เป็นพวกเสื้อผ้า ของที่ระลึก มีบ้านพักให้เช่าพักก็เยอะ ร้านอาหารก็นับไม่ถ้วน เราพากันไปสำรวจทางที่จะขึ้นเขาไปที่จุดชมวิวในวันพรุ่งนี้เช้า กะกันว่าจะไปชมดวงอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้นั่นเอง พวกเราสองคนเดินสำรวจกันจนขาลาก

ชายหาดเกาะพีพี ยามพระอาทิตย์ใกล้อัสดง



ยามค่ำคืนบนเกาะพีพีทีมีแสง สี เสียง เหมือนเกาะสวรรค์ ฉันเลือกถ่ายตรงบริเวณหาดที่มีเรือหาปลามาจอดเท่านั้น



ทุ่มกว่า แค้ปโทรเข้ามือถือภา นัดทานอาหารมื้อเย็นกัน มื้อนี้ยังคงเป็นอาหารทะเลเหมือนเดิม ร้านอาหารทะเลที่นี่ มีมากเป็นสิบ ๆ ร้าน ร้านขายพิซ่าก็มี เซเว่น ก็มีบนเกาะนี้ด้วย นับว่า เกาะพีพี เป็นเกาะที่เจริญมากทีเดียว อาหารมื้อนี้ แค้ปก็สั่งมาให้ทานมากมายเหมือนเดิม มีต้มยำ ข้าวอบสับปะรด กุ้งพล่า ปลาช่อนทะเลนึ่งมะนาว กุ้งชุบแป้งทอด ยำวุ้นเส้น ผัดหอยตัวโต ๆ เรียกชื่อว่าอะไร ฉันก็จำไม่ได้ ผัดผักรวมมิตร 5 คน กินกันจนพุงกางเลย จ่ายไป 1,600 บาท ให้พิเศษเด็กที่คอยเทคแคร์อีก 100 บาท หลังจากทานข้าวแล้ว พวกเราก็เดินเลาะชายหาดกลับที่พัก คืนนี้ เป็นคืน 14 ค่ำ พระจันทร์สว่างไสวเกือบเต็มดวงเต็มที่แล้ว ส่องแสง ดวงกลมโตอยู่บนท้องฟ้า ลอยเด่นอยู่เหนือยอดมะพร้าวที่พลิ้วไปตามแรงลมอ่อน ๆ ที่พัดโชยมา ภาชวนเดินชมจันทร์ต่อ แต่ฉันไม่ไหวแล้วเพราะขาทั้งสองข้างเมื่อยล้าไปหมดแล้ว ไม่มีอารมณ์ขึ้นมาเฉย ๆ ใจกลับหวนคิดถึงคนที่ชื่นชอบแสงจันทร์ขึ้นมาแวบหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้ เลยหมดอารมณ์อยากชื่นชม คิดถึงทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะคิด แต่บรรยากาศจากความสวยงามของจันทร์เจ้าในคืนนี้ ทำให้ต้องคิดถึงอย่างช่วยไม่ได้ จริง ๆ เมื่อไหร่หนอ ฉันจึงจะสามารถขจัดความคิดเหล่านี้ออกจากใจให้ได้สักทีหนอ มันน่าเบื่อตัวเองเสีย จริง ๆ
รุ่งเช้า 28 ก.พ. พวกเราตื่นกันตั้งแต่ตี 5 กว่า อาบน้ำแล้ว เราก็เตรียมตัวไปที่จุดชมวิว ที่จริงวันนี้เป็นวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันที่ตรงกับวันถึงแก่กรรมของพ่อฉัน ฉันตั้งใจจะใส่บาตรให้พ่อในวันนี้ แต่น่าเสียดาย ภา บอกว่าที่เกาะนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ไม่มีพระสงฆ์ออกบิณฑบาตเลย ฉันได้แต่อธิษฐานถึงพ่อ ที่บ้าน น้องสะใภ้เขามาจัดการไหว้พ่อที่บ้านแล้ว ฉันบอกเขาล่วงหน้าว่า ฉันจะมาภูเก็ต ไม่ได้อยู่ช่วยเขาจัดไหว้ ประมาณ 6.15 น. พวกเราออกจากห้องพักเดินทางไปที่จุดชมวิว ซึ่งต้องเดินขึ้นบันไดไป 250 ขั้น แล้วยังต้องเดินทางลาด (ลาดซีเมนต์) ไปอีกน่าจะไม่ต่ำกว่า 500 เมตร บางช่วงทางลาดชันพอควร เมื่อยน่องเหลือเกิน ประกอบกับยังไม่ได้ทานอาหารอะไรเลย เหนื่อยจนลิ้นห้อย ต้องพักตามทางหลายครั้ง ฉันอาเจียนออกมาเป็นน้ำ ก็น้ำที่ดื่มเข้าไปนั่นแหละ ลมก็ตีขึ้น แต่สักพักก็ค่อยยังชั่ว ภา ถามว่า ไหวไหม ถ้าไม่ไหว ก็กลับกันเถอะ ฉันตอบว่า ไม่ไหวก็ต้องไหว ฉันต้องปีนให้ถึงที่จุดชมวิวให้ได้ ไหน ๆ ก็ปีนขึ้นมาตั้งไกลแล้ว ฉันต้องไปให้ถึงจุดชมวิวให้ได้ (ตามนิสัยที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว) เดินไปหอบไปด้วย เหงื่อไหลไคลย้อย ผมเผ้า เสื้อผ้าเปียกไปด้วยเหงื่อ ภาเห็นแล้วคงสงสารฉันมาก ถามอีกว่า “อาจารย์ไหวไหม” ฉันบอกไปอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ต้องไหวซิน่ะ ขอนั่งพักแป๊บหนึ่ง” นั่งพักสักครู่ พวกเราก็ปีนต่อไปอีก ในที่สุด พวกเราก็ชนะแล้ว เราปีนถึงยอดเขาที่เป็นจุดชมวิวจนได้ มาถึง ฉันแทบจะหายเหนื่อยเลย เพราะเมื่อมองลงไปยังพื้นล่างของจุดชมวิวเป็นชายหาดที่เป็นแอ่งและเว้าเข้าหาชายหาด มีเรือจอดเรียงรายอยู่หลายลำ ฉันมองไปยังฝั่งทะเลอันไกลโพ้น จะเห็นหมอกบาง ๆ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เรามาไม่ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้นสู่ขอบฟ้ากว้าง อาจจะเป็นเพราะว่า วันนี้มีหมอกลงนั่นเอง และฟ้าก็ครื้ม ๆ แต่เช้า แต่พอเรามาถึงจุดชมวิว ท้องฟ้ากลับแจ่มใส แดดจ้า ตอนที่ เรามาถึงจุดชมวิว มีกลุ่มหนุ่มสาวมาถ่ายรูยู่ก่อนแล้ว พวกเขากำลังถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานตามประสาวัยรุ่น แต่ทั้งกลุ่มมีผู้ชายเพียงคนเดียว พวกเขาก็น่ารักนะ อาสาถ่ายรูปคู่ให้ฉันกับภา ภาเลยถ่ายหมู่ให้พวกเขาบ้าง บรรยากาศบนจุดชมวิวนี้ ช่างงดงามเหลือที่จะบรรยาย บนเขาเป็นโขดหิน มีดอกไม้หลายชนิดอยู่ บริเวณรอบ ๆ จุดชมวิว ดูเป็นเนินเขา โขดหิน สลับกันเป็นชั้น ๆ เวลาจะเดินต้องระมัดระวังในการก้าวเหยียบโขดหินแต่ละก้อน เราพักกันบนเขาจุดชมวิวประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เริ่มเดินลงจากเขา ขาลงสบายหน่อย เพราะว่า ทางมันลาดลง เลยลงได้ง่ายนั่นเอง ฉันกับภาผลัดกันถ่ายรูปทั้งทิวทัศน์ ทั้งตัวคน เชิญท่านชมภาพที่ฉันนำมาฝากได้เลยนะคะ

ทางที่จะขึ้นไปจุดชมวิวค่ะ


เหนื่อยมากเหลือเกิน แต่ฉันสู้ตาย ค่ะ สู้ สู้ ค่ะ



ระหว่างทางที่พวกเราเดินขึ้นเขาไปนั้น สองข้างทางมีต้นไม้เขียวขจี มีปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ด้วย ฉันถ่ายรูปผลของมันมาให้ท่านผู้อ่านชมด้วยค่ะ



ทิวทัศน์ของเกาะ(อ่าว) พีพีที่ฉันถ่ายลงมาจากจุดชมวิว



อีกทิวทัศน์หนึ่งอันงดงามของอ่าวพีพีที่ถ่ายจากจุดชมวิว





กลุ่มหนุ่มสาวที่มาถึงจุดชมวิวก่อนเราช่วยถ่ายรูปคู่ฉันกับภา



มุมสวยอีกมุมหนึ่งค่ะ



พักเหนื่อยเพื่อชื่นชมกับความงามของธรรมชาติบนจุดชมวิวที่ไม่สามารถหาได้จากกรุงเทพฯได้อย่างแน่นอน



อาหารเช้านี้ เป็นอาหารฝรั่งเหมือนโรงแรมโดยทั่วไป แต่ว่า มีน้อยอย่างเท่านั้น ฉันทานสลัดผัก ขนมปัง ไข่ม้วน แล้วก็นมสด น้ำส้ม น้ำสับปะรด มีซุบเห็ดด้วย อร่อยดี ก็อิ่มแปร้เลย กินไปคุยกันไป เพื่อพักขา เหนื่อยมากพอควรเพราะจุดชมวิวกับที่พักมันไกลกันมากโขอยู่ ประมาณ 10 โมงเช้า เราก็เดินกลับที่พัก ได้นอนคุยกันต่ออีก เปิดแอร์นอนเย็น ๆ คุยกันไปจนถึง 11.15 น. พวกเราก็อาบน้ำกันเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน มื้อเที่ยงแค้ปพาไปกิน พิซ่าเจ้าที่เคยกินและบอกว่าอร่อย ฉันกินอย่างไร มันก็ไม่เห็นอร่อยเลย อาจเป็นพราะว่า ฉันไม่ชอบทานพิซ่าก็ได้ เด็ก ๆ ชอบกินมาก กินคนละหลาย ๆ ชิ้น


เราเดินเที่ยวชมร้านค้าต่าง ๆ ในซอกซอยของเกาะพีพีและไปถ่ายรูปที่ท่าเรือด้วย

ตรอกซอกซอยที่มีนักท่องเที่ยวเดินขวักไขว่กันมากมาย



ถ่ายรูปกับท่าเรือของเกาะพีพี



ทานมื้อกลางวันด้วยพิซ่าเสร็จแล้ว เราก็ต้องเตรียมไปลงเรือ กลับ แดดช่วงนี้ร้อนมากเหลือเกิน กว่าเรือจะมาและลงเรือแล้ว ปรากฏว่า ชั้นสองไม่มีที่นั่งเลย เราต้องลงไปใต้ท้องเรือ ซึ่งถ้าเจอคลื่นจะต้องเมาเรือแน่นอน แต่โชคดี วันนี้ไม่มีคลื่นลมเลย ทะเลสงบดี ภา ลงเรือและคุยกับฉันได้พักใหญ่ก็นอนหลับต่อ ฉันจึงขึ้นไปที่ท้ายเรือ ซึ่งมีคนมานั่งคุยและชมความงามของท้องทะเลกัน ฉันหามุมสงบของฉัน เพื่อนั่งคิดอะไร ๆ ของฉันตามความชอบของฉัน ท้องฟ้าวันนี้โปร่ง มีเมฆก้อนใหญ่น้อยกระจายทั่วท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ มองดูแล้วก็สามารถจินตนาการไปเป็นรูปต่าง ๆ ได้ รูปคนกำลังมองเราบ้าง รูปสัตว์ต่าง ๆ ตามแต่ตาของเราจะจินตนาการไป ท้องทะเลคลื่นลมสงบดี เรือแล่นไปบนกระแสน้ำแตกเป็นฟองขาวกระจายออกสองข้างลำเรือ แล้วก็กลับมารวมกันอีก เป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า มันคงเปรียบได้กับชีวิตของคนเราที่ต้องจำเจอยู่กับเรื่องที่พบหรือคิดซ้ำ ๆ ซาก ๆ ได้กระมัง ยามที่สมองไม่ว่างเพราะมีกิจกรรมอื่น ๆ ทำอยู่ มันก็ไม่คิดถึงเรื่องที่เราไม่อยากคิด ก็คงเปรียบเหมือนกระแสน้ำที่ถูกเรือแล่นตัดไป นั่นเอง เมื่อเรือแล่นผ่านไปแล้ว มันก็ย้อนกลับเข้าที่เดิม ก็เสมือนหนึ่งสมองว่างจากกิจกรรม เรื่องซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในสมองของเราก็กลับมาหาเราอีก เป็นวัฎจักรที่ยากจะหลุดพ้นเสียจริง ๆ ทิวทัศน์สองฟากฝั่งทะเลอันไกลโพ้น เห็นทิวเขายาวเรียงรายสูง ๆ ต่ำ ๆ เป็นเทือกยาว สีเขียวชอุ่มบ้าง เป็นสีน้ำตาลบ้าง กัดเซาะแหว่งเว้าไปตามกาลเวลาที่ผ่านไปอันยาวนาน เป็นอีกภาพหนึ่งที่สวยงามตามธรรมชาติสร้างสรรค์มา ฉันมองลึกลงไปในน้ำทะเลที่เป็นคลื่นน้อย ๆ กระเพื่อมไปตามแรงลมที่พัดผ่านไป ใจคนก็เปรียบประดุจคลื่นน้อย ๆ ที่ถูกเรือแล่นตัดไป แหวกออกไป นั่นคือ ใจคนจะหาความสงบนิ่งและมั่นคงได้ยากเหลือเกิน หากใจคนได้รับสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากระทบ เหมือนดังผิวน้ำทะเลที่เป็นละลอกคลื่นน้อย ๆ พลิ้วไปตามกระแสลมที่พัดผ่านไป ละลอกคลื่นน้อย ๆ กระเพื่อมไปละลอกแล้วละลอกเล่า แต่เมื่อถูกเรือแล่นตัดผ่านแหวกออกไป ก็จะแตกเป็นฟองกระเซ็นเป็นฝอยไป คงจะเปรียบได้กับใจคน ถึงจะสงบอย่างไร แต่เมื่อถูกสิ่งใดมา กระทบ ย่อมต้องเกิดอารมณ์ขึ้นได้อย่างแน่นอน ฉันเหม่อมองทัองฟ้าที่โปร่ง สว่างไสว ปุยเมฆที่กระจายทั่วท้องฟ้าด้วยอารมณ์กึ่งสุขกึ่งเศร้าและเหงาขึ้นมาอย่างจับใจ ไม่วายคิดถึงอดีตของตัวเองที่เคยมาเที่ยวท้องทะเลในบรรยากาศเช่นนี้ ล้วนแต่มีความหลังที่ตราตรึงไม่อาจลืมเลือนเลย ครั้งแรก สุขใจท่ามกลางเพื่อนฝูง โดยไม่ทราบเลยว่า วันนั้นจะเป็นวันที่ฉันต้องสูญเสียพ่อไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกเลย อีก 6- 7 ปีต่อมา ฉันก็กลับมาเที่ยวทะเลอีก และก็ไม่นึกเลยว่า การเที่ยวทะเลครั้งนั้นจะเป็นการเที่ยวครั้งสุดท้ายกับคนที่ฉันชื่นชอบ ทะเลกับฉันจึงมีความหลังที่ฝังใจยากที่จะลบเลือนให้หายไปจากความทรงจำได้ มาเที่ยวท้องทะเลเมื่อไร ฉันก็จะมีอารมณ์เช่นนี้เสมอ สมองคนถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ก็จะดีมาก เราจะได้บันทึกแต่ความทรงจำที่เราปรารถนา และถ้าสามารถลบทิ้งความทรงจำอันเลวร้ายที่ไม่ต้องการออกไปได้เหมือนเราลบข้อความในคอม ฯได้ ก็จะเป็นการทำให้มนุษย์มีแต่ความทรงจำดี ๆ และมีความสุข ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับความทรงจำที่เลวร้ายนั้น ๆ

ท้องทะเล น้ำทะเลที่ถูกแหวกออกเป็นทางเมื่อเรือแล่นตัดไป เป็นภาพที่งดงามในสายตาของฉันภาพหนึ่งทีเดียว



ประมาณ 16.00 น. ซึ่งฉันกะว่า เรือใกล้จะถึงท่าเรือแล้ว ฉันตื่นจากภวังค์และอารมณ์ที่ฉันปล่อยให้ล่องลอยไปอย่างไร้ขอบเขต มันเป็นความสุขสบายใจอย่างหนึ่งที่เราได้ปลดปล่อยอารมณ์ที่มันฝังลึก ๆ ในใจให้ออกมาในท่ามกลางบรรยากาศอันสวยงามของธรรมชาติของท้องทะเลอันเวิ้งว้าง ฝันเฟื่องไปกับความงามของธรรมชาติให้พอ แล้วก็ต้องดึงอารมณ์ที่แท้จริงที่เราต้องผจญกับความเป็นจริงของชีวิตให้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เพื่อดำเนินชีวิตที่ยังเหลืออยู่ต่อไป สุภาพบุรุษที่แอบสูบบุหรี่อยู่ใต้ลมที่ฉันนั่ง บุหรี่หมดมวนแล้ว ฉันคิดว่า เขาคงจะสังเกตอารมณ์เหม่อลอยมองท้องทะเลของฉันอยู่นานก็ได้นะ (ฉันเดาเอา) ดูเขาอยากยิ้มกับฉัน แต่สีหน้ายังไม่กล้านัก (หน้าฉันคงดุ) ฉันเลยเป็นฝ่ายยิ้มให้เขาอย่างเป็นกันเอง เขาจึงกล้ายิ้มกว้างขึ้นและพูดกับฉันว่า “เรือคงใกล้ถึงที่หมายแล้วนะครับ” ฉันยิ้มและตอบเขาว่า “คงใช่ค่ะ” และขอตัวลงไปใต้ท้องเรือเพื่อเตรียมขนกระเป๋าเดินทาง นักท่องเที่ยวทุกคนก็เตรียมตัวเช่นกัน จึงดูเป็นภาพค่อนข้างจะโกลาหลบ้าง เพราะทุกคนต่างก็อยากจะขึ้นจากเรือเร็ว ๆ เกือบ 17.00 น. พวกเราก็ขึ้นเรือไปขึ้นรถที่จอดอยู่ที่จอดรถ (ต้องเช่าที่จอดรถด้วย) ทุกคนกลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อน ต่างพากันอาบน้ำและนอนพักผ่อนก่อน นัดกันไปทานข้าวเย็นเวลา 19.00 น.

(โปรดติดตามตอนที่ 2 ต่อไป ค่ะ)



Create Date : 30 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 1 ธันวาคม 2554 21:58:07 น.
Counter : 2578 Pageviews.

3 comments
  
สวัสดีค่ะอาจารย์..ขอพ่วงท้วยไปเที่ยวพีพีด้วยคน น้ำทะเลใสกิ๊กเลย...เคยไปหลายปีมาแล้ว...คิดถึงจริงๆ..
ขอบคุณนะคะที่แวะไปเยี่ยมน้องหมาที่บ้าน (น้องคุ้กกี้ กะน้องปอร์โต้)..ใช่ค่ะ รักมาก ผูกพันมาก หากเค้าจากไปก็เศร้าสุดๆ อย่างจินนี่ ลูกสุดรักเป็นโกลเด้นฯ ตัวใหญ่ จากไปเมื่อปีก่อน ร้องไห้กันทั้งบ้านเป็นอาทิตย์ๆ แต่ยังไงก็จะเลี้ยงต่อไปค่ะ เพราะช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกันของเรามันมากจนยอมแลกกับความเศร้าที่จะเกิดขึ้น
โดย: Ezy-SeaHill วันที่: 3 ธันวาคม 2554 เวลา:16:15:23 น.
  
พี่แอ๋วเขียนได้โดนใจเราอีกแล้ว ทำให้คิดถึงบรรยากาศที่ไปเที่ยวเมือต้นปี 54 สถานที่ไปก็ใกล้เคียงกัน ยังติดใจสระมรกตไม่หายเลย ลงไปว่ายเล่นกับลูก สนุกมาก
โดย: บุบผา สุพัฒนาภรณ์ IP: 101.109.185.147 วันที่: 3 ธันวาคม 2554 เวลา:19:59:59 น.
  
สวัสดีค่ะคุณครู :)
หนูแะมาเยี่ยมค่ะ วันนี้ไปงานหนังสือมา
หนังสือเยอะมากเลยค่ะ ถ้าคุณครูว่างมาเที่ยวโคราชได้นะค่ะ
โดย: Nepster วันที่: 3 ธันวาคม 2554 เวลา:22:37:04 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments