สิงหาคม 2555

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
30
31
 
 
All Blog
ไปเที่ยวประเทศพม่ากันนะ (ตอนที่ 1)
ไปเที่ยวประเทศพม่ากันนะ (ตอนที่ 1 )

ประเทศพม่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย เป็นประเทศที่ขับเคี่ยวทำสงครามกับประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ในปลายรัชกาลที่ 3 ซึ่งขณะนั้น พม่าไม่มีโอกาสที่จะมารุกรานประเทศไทยเรา เพราะตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษไปเสียแล้ว
ประมาณเดือน สิงหาคม ของปี 52 มิ้งโทร.มาหาฉันเพื่อชวนไปเที่ยวประเทศพม่า โดยมีจ๊ะเป็นหัวหน้าในการหาลูกทัวร์ในครั้งนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือ เราจะหากรุ๊ปทัวร์ประมาณ ไม่เกิน 15 คน แล้วให้บริษัททัวร์จัดการพาพวกเราไปเที่ยวกัน ซึ่งฉันคิดว่า เป็นความคิดที่ดีมาก เพราะเป็นกลุ่มทัวร์ที่ทุกคนรู้จักกันดี (หมายถึงบริษัทที่จ๊ะทำงานอยู่ ส่วนฉันไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเข้ากับคนค่อนข้างง่าย) กลุ่มที่ทำงานของจ๊ะมีประมาณ 5 คน เพื่อนของมิ้งอีก 2 คน เพื่อนของจ๊ะที่เรียนมาด้วยกันอีก 3 คน มิ้ง พี่สาวจ๊ะ (คุณสุ) และฉัน รวมแล้วเป็น 13 คน เป็นกรุ๊ปทัวร์ที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป มิ้งโทร.มาหาฉันตอนที่ฉันกำลังเหงา ๆ เพราะเกษียณแล้ว ไม่มีงาน ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอะไร ประกอบกับพม่าเป็นประเทศที่ฉันยังไม่เคยไป ฉันจึงรับปากมิ้งไปทัวร์พม่ากับพวกเขา
การไปทัวร์ครั้งนี้ เราไปกับบริษัทแคมปัส อินเตอร์ทัวร์ ราคาทัวร์ก็ประมาณ 17,000 บาท ไปตั้งแต่วันที่ 30-31 ตุลาคม และ 1-2 พฤศจิกายน 52
วันที่ 30 ตุลาคม จ๊ะ มารับฉันที่บ้านตั้งแต่ตี 3 เพื่อนำกระเป๋าเดินทางของฉันไปที่อพาตเมนท์ของเขาก่อน และโทร.จ้างแท็กซี่จากศูนย์แท็กซี่ มารับที่อพาตเมนท์ 3 คน มีฉัน จ๊ะ และ คุณสุ (พี่สาวของจ๊ะ) มาถึงอพาตเมนท์แล้ว พี่สาวของ จ๊ะ แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ สักพักใหญ่ ๆ แท็กซี่ก็มารับพวกเราที่อพาตเมนท์ พวกเราไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ยังไม่ถึงตี 5 เลย มัคคุเทศก์ของบริษัททัวร์ยังไม่มีใครมารอรับ พวกเราคงมาเช้าเกินไปนั่นเอง เพื่อน ๆ ของจ๊ะที่บริษัทบางคนมาเป็นคนสุดท้าย คือแจ๊ทซี่ มาเอาตอนที่มัคคุเทศก์และเจ้าหน้าที่เอากระเป๋าของพวกเราเข้าคิวเพื่อโหลดเข้าเครื่องแล้ว
เวลาประมาณ 7.15 น. พวกเราก็ขึ้นเครื่อง FD 3770 เครื่องบินอุ่นเครื่องและเริ่มทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเวลาประมาณ 7.45 น. เป็นเวลาชั่วโมงเศษ ๆ ก็ถึงสนามบิน มิงกาลาดง ของเมืองย่างกุ้ง ตามเวลาของไทย ประมาณ 8.50 น. ถ้าเป็นเวลาของประเทศพม่า ก็คือ เวลา 8.20 น. กล่าวคือ เวลาของพม่าจะช้ากว่าประเทศไทยประมาณ ครึ่งชั่วโมง
พวกเราเสียเวลากับการผ่านด่านการตรวจคนเข้าเมืองนานเป็นชั่วโมงเหมือนกัน จากนั้นก็ต้องไปรอรับกระเป๋าเดินทาง กว่าจะได้ขึ้นรถโคชที่มัคคุเทศก์ของพม่านำมารับพวกเรา ก็เป็นเวลา 9.50 น. คราวนี้เรามีมัคคุเทศก์ชาวพม่า 2 คน มานำพวกเราเที่ยว คนหนึ่งเป็นผู้หญิงชื่อว่า นาคีซ้อน มีชื่อเล่นว่า เร ส่วนมัคคุเทศก์ผู้ชายชื่อเล่นว่า โจ ชื่อจริง คือ อองจอเมียน พวกเขาได้ทักทายพวกเราด้วยคำว่า “มิงกาลาบา” แปลว่า “สวัสดี” นั่นเอง
เมื่อแนะนำตัวเองแล้ว มัคคุเทศก์ก็เริ่มบรรยายให้ความรู้แก่ลูกทัวร์ว่า เมือง ย่างกุ้ง มีชื่อเดิมมา 2 ชื่อ คือ ชื่อ โอ้ดกาล่า แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็น ตะโก่ง จาก ตะโก่ง จึงมาเปลี่ยนชื่อเป็น ย่างกุ้ง คำว่า ย่างกุ้ง มาจากคำว่า ยังกุง แปลว่า ภัยอันตรายสิ้นสุดแล้ว พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่า เป็นผู้รวบรวมพม่าให้เป็นหนึ่งที่เมืองย่างกุ้งเปลี่ยนชื่อเป็นครั้งสุดท้าย มัคคุเทศก์แจ้งให้พวกเราทราบว่า ถ้าพวกเราจะทำบุญตามสถานที่ที่เราไปสักการบูชา ให้ทำบุญด้วยเงินจ้าดของพม่า เพราะพวกประชาชนของประเทศพม่า ถือเงินตราต่างประเทศไม่ได้ อาจจะถูกจับลงโทษ เงินจ้าดของพม่า 5,000 จ้าดของเขา ถือว่าเป็นเงินสูงสุด มีนายพล ตังสุ่ย เป็นใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า เงินแบงก์ 500 จ้าดของพม่าจะเน่ามาก 1,000 จ้าด พอใช้ได้ อัตราเงินพม่าเทียบกับเงินไทย คือ 18,000 จ้าด เท่ากับ 800 บาทของไทยเรา พวกเราแลกเงินจ้าดกับมัคคุเทศก์โจ
อาหารมื้อเช้าวันนี้ กว่าจะได้ทานสายมาก มัคคุเทศก์พาไปทานติ่มซำ ไม่อร่อยเลย ไม่มีความประทับใจในอาหารมื้อแรกนี้ เสียงบ่นจากคณะทัวร์ค่อนข้างมาก ทานเสร็จพวกเราก็ออกเดินทางต่อ ระหว่างทาง มัคคุเทศก์เล่าเรื่องขำ ๆ ให้ฟังว่า คนไทยที่มาเที่ยวพม่า มักจะบอกคนขับรถว่า แวะปั๊ม (ซึ่งในไทยเราก็คือ การเข้าห้องน้ำ) แต่คนขับรถพม่าไม่เข้าใจ ไม่แวะให้เพราะไม่ได้จะเติมน้ำมัน ทำให้ลูกทัวร์ไม่พอใจ จึงต้องอธิบายให้ลูกทัวร์เข้าใจว่า ปั๊มของพม่าเขาไม่เหมือนประเทศไทยที่มีห้องน้ำให้บริการอย่างประเทศไทยเรา ห้องน้ำในภาษาพม่าเรียกว่า “เองต่า” ที่ประเทศพม่าเป็นประเทศที่ค่อนข้างเผด็จการ โทษหนักที่สุดของประเทศนี้ คือ โทษทางการเมือง หนังที่เข้ามาฉายในประเทศพม่าก็ถูกจำกัดและแทบจะไม่มีภาพยนต์ต่างประเทศเลย แต่หนังไทยของเราที่เคยมาฉายที่พม่าเรื่องเดียว คือ เรื่อง องบาท



เรื่องลำบากใจของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่ประเทศพม่า ก็คือ การไปเที่ยววัดต่าง ๆ ของประเทศพม่าทุกแห่ง ต้องถอดรองเท้า แม้แต่ถุงเท้าก็ใส่ไม่ได้ วัดบางแห่งต้องเดินด้วยเท้าเปล่าค่อนข้างไกล แดดก็ร้อนมากเวลาเดินไปบนลานหินของวัด ซึ่งเหตุผลของการไมให้ใส่รองเท้า ถุงเท้าเข้าวัด ถือเป็นการให้เกียรติแก่วัด
มัคคุเทศก์ได้เล่าประวัติของเมือง หงสาวดี หรือ พันตาวดี ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น พะโค (Bato)ในประเทศพม่ามีชนเผ่าใหญ่ ๆ 8 เผ่า เช่น มอญ ฉิ่น พม่า ไทยใหญ่ มี 7 รัฐ 7 มณฑล เมืองเชียงตุง เป็นพวกเชื้อสายไทยใหญ่ มัคคุเทศก์เล่าต่อไปว่า พระเจ้าบุเรงนอง มีชื่อเดิมว่า มิงเยจ ผู้ที่จะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ จะต้องทำพิธีเจาะหู เช่น พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ได้ทำการเจาะพระกรรณที่ พระธาตุมุเตา ส่วนพระเจ้าบุเรงนอง เมื่อได้เป็นแม่ทัพใหญ่แล้วได้นามว่า จอดินนรธา กษัตริย์องค์สุดท้ายของประเทศพม่า คือพระเจ้า สีปอ และไปสิ้นพระชนม์ที่ประเทศอินเดีย
เครื่องสำอางที่ชาวพม่าใช้และเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผิวสวย เครื่องสำอางนี้ คือ แป้ง ตานาคา แป้งชนิดนี้ทำมาจากเปลือกไม้ของต้นไม้ที่ชื่อว่า ต้น ตานาคา
พวกเราเดินทางไปสู่เมืองหงสาวดีซึ่งอยู่ห่างจากเมืองย่างกุ้งประมาณ 80 กิโลเมตร สถานที่แห่งแรกที่มัคคุเทศก์พาพวกเราไปสักการบูชา ก็คือ เจดีย์ ชเวมอดอร์ หรือ เรียกว่า พระธาตุมุเตา ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในเมืองหงสาวดี เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหงสาวดี ภายในเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นเจดีย์องค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของมอญและพม่า มีอายุเก่าแก่มากกว่า 1,200 ปี สร้างขึ้นสมัยที่มอญเรืองอำนาจ ความหมายของเจดีย์ตามชื่อ ก็คือ “มหาเจดีย์พระเจ้าทองคำ” หรือคนไทยรู้จักในนาม พระธาตุมุเตา คำว่า “มุเตา” เป็นภาษามอญ แปลว่า “จมูกร้อน” เพราะเจดีย์มีขนาดสูงถึง 114 เมตร ทำให้ผู้ที่ไปสักการะ ต้องแหงนหน้าจนคอตั้งบ่า ถึงจะมองเห็นยอดเจดีย์ เป็นเหตุให้แสงแดดที่แรงกล้าแผดเผาจมูกคนแหงนดูจนแสบร้อน มัคคุเทศก์เล่าต่อไปว่า ในสมัยพระเจ้าราชาธิราช กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของมอญ ได้มีการประกอบพิธีกรรมสำคัญของราชอาณาจักรที่พระธาตุมุเตาแห่งนี้ และเริ่มพระราชพิธีถวายทองหนักเท่าพระองค์ เพื่อหุ้มองค์พระธาตุด้วย





สถานที่เที่ยวแห่งต่อไป คือ พระราชวังบุเรงนอง ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองโปรดให้สร้างขึ้นในปี พุทธศักราช 2109 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางทางการปกครอง และใช้ออกว่าราชการ ต่อมาในปีพุทธศักราช 2142 ในสมัยของพระเจ้านันทบุเรง พระราชวังแห่งนี้ถูกทำลายด้วยฝีมือของพวกยะไข่กับ ตองอู พระราชวังนี้ถูกปล่อยทิ้งรกร้างมาเป็นเวลา 3 ศตวรรษ และเพิ่งขุดค้นพบ มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ในปี พุทธศักราช 2533 จากซากปรักหักพังที่ยังหลงเหลืออยู่ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า โบราณสถานแห่งนี้ เป็นพระราชวังของพระเจ้าหงสาวดี บุเรงนอง ปัจจุบันการขุดค้นยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ พอจะเห็นได้ว่า บริเวณของพระราชวังนี้กว้างใหญ่ไพศาลมาก



อาหารมื้อเที่ยงของเราวันนี้ ต้องไปทานเอาประมาณบ่ายโมงแล้ว อาหารมื้อนี้ตามเมนูในเอกสารที่เขาแจก ก็คือ ให้เรามาทานกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ ๆ ที่ลือกันว่าอร่อยมาก แพงด้วย แล้วฉันก็บอกความรู้สึกของฉันได้ว่า มันก็ไม่ได้อร่อยอะไรมากมายเลย มันก็คือกุ้งที่มีเนื้อมากหน่อยเพราะตัวใหญ่อาจจะหวานกว่ากุ้งธรรมดาหน่อย ฉันว่า กุ้งธรรมดา ๆ แล้วมีน้ำจิ้มที่ปรุงรสอร่อย ๆ มาจิ้ม กุ้งธรรมดาก็น่าจะอร่อยกว่านะ หลังอาหารมื้อนี้แล้ว พวกเราก็เดินทางต่อไปเมือง คิมปูนแค้มป์ (เชิงเขาไจ้เที่ยว) ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็ถึงคิมปูนแค้มป์ มาถึงที่นี่ พวกเราต้องจัดกระเป๋าใบเล็กเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องใช้ต่าง ๆ สำหรับการไปพักค้างคืน 1 คืน บนภูเขา ไจ้เที่ยว





เมื่อไปถึงที่ คิมปูนแค้มป์ แล้ว ต้องหยุดเปลี่ยนรถ จากรถโคชเป็นรถบรรทุกหกล้อเพื่อขึ้นไปบนภูเขาไจ้เที่ยว ซึ่งพวกเราจะไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน
รถบรรทุก 6 ล้อคันนี้ กลางรถจะมีไม้กระดานที่มีความกว้างประมาณ 1 ฟุต พอกับก้นของคนเราจะนั่งได้สบาย ๆ โดยไม้กระดานนี้จะพาดจากด้านหนึ่งของรถไปยังอีกด้านหนึ่งของรถ แบบพาดไปตามขวาง เพื่อให้ผู้โดยสารนั่งเป็นแถวที่เรียกว่า เรียงหน้ากระดาน ตอนที่จะขึ้นรถ เขาก็จะมีบันไดพาดกับตัวรถบรรทุกให้ผู้โดยสารปีนขึ้นไปบนรถบรรทุก ฉันว่าเป็นการเดินทางด้วยรถที่สนุกมาก ทั้งหวาดเสียว ทั้งตื่นเต้นเวลารถเลี้ยวโค้ง คนขับขับรถอย่างชำนาญ รถแล่นอย่างเร็วมาก โยกซ้ายโยกขวา พวกเราก็หวีดร้องกันอย่างสนุก ตื่นเต้น หวาดเสียว เหมือนกำลังผจญภัยที่น่าตื่นเต้นและอันตรายมากพอสมควรหากว่ารถมีการพลิกคว่ำไป ตกเหวแน่นอน รถบรรทุกที่พวกเรานั่งไปนั้น มีชาวบ้านไปด้วยหลายคนทีเดียว พวกเขาคงนึกขำพวกเราในใจก็ได้ที่แหกปากร้องเสียงดังเหมือนตกใจ หวาดเสียว ยิ่งเวลาผ่านโค้งแต่ละโค้งจะเสียงดังมาก โค้งแต่ละโค้งเป็นโค้งสั้น ๆ เป็นส่วนใหญ่ หักเลี้ยวได้ยาก มีจำนวนร้อยกว่าโค้ง คนขับรถนั้นซิ่งอย่าบอกใครเลย เขาคงมีความชำนาญมาก พวกเราต้องเกาะกับราวและไม้ที่นั่งนั้นอย่างเหนียวแน่น บางโค้งที่หวาดเสียวมาก ๆ พวกเราจะร้องเสียงดังมากยิ่งขึ้น มันคงมีความกลัวผสมกับความตื่นเต้น หวาดเสียว ปนเปกันไป รถขย้อนท้องพวกเราไปจนประมาณ 45 นาที น่าจะได้ พอถึงสถานที่ที่พวกเราจะต้องเดินขึ้นเขา หรือถ้าไม่เดินก็จะมีพวกชาวบ้านรับจ้างหามเสลี่ยงขึ้นไปบนเขาไจ้เที่ยวให้ พวกเราลงจากรถด้วยอาการกระปลกกระเปลี้ยมากพอสมควร เพราะคณะของฉันมีคนสูงอายุไป 2-3 คน รวมฉันด้วย แต่ฉันตัวเล็ก ไม่ค่อยมีปัญหาและฉันเป็นคนชอบผจญภัยอยู่แล้ว ฉันมีความรู้สึกสนุกและตื่นเต้นมากที่มีโอกาสได้ผจญภัยแบบนี้ แต่สงสารแม่ของน้อง ดา เพราะเขาอายุมากน่าจะใกล้เคียงกับฉัน คือประมาณ 60 เศษ ๆ แกรูปร่างอ้วนท้วน เข่าก็ไม่ค่อยดี ลูกศิษย์ห่วงใยฉัน ถามฉันว่า “อาจารย์เป็นไงบ้าง” ฉันตอบเขาว่า “สบายมาก ไม่มีปัญหา สู้ได้น่ะ ไม่ต้องห่วง” (เวลามาเที่ยวกับพวกเขา ฉันไม่ให้เป็นภาระแก่พวกเขาแน่นอน เราต้องรู้จักตัวเราเองว่า สู้ได้มากน้อยแค่ไหน)







ขณะที่มาถึงสถานที่ที่เราต้องนั่งเสลี่ยง ซึ่งคนรับจ้างหามเสลี่ยง มารอรับกันเป็นแถว มัคคุเทศก์ได้จัดการเช่าเสลี่ยงให้พวกเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีเบอร์แจกให้พวกเราซึ่งจะตรงกับคนรับจ้างหามเสลี่ยง พวกเราจะขึ้นไปพักที่โรงแรมบนเขาและไปนมัสการพระธาตุอินแขวนคืนนี้ด้วย บางคนต้องการเดินขึ้นเขาเองเพื่อทดสอบความแข็งแรงหรืออยากชมทิวทัศน์อันสวยสดงดงามของธรรมชาติยามเย็น หรืออะไรก็สุดที่ฉันจะรู้ คณะของเรามีการเดินขึ้นเขาไป 3 คน นอกนั้น ทุกคนนั่งเสลี่ยงกันทั้งนั้น เพราะเขาเก็บค่านั่งเสลี่ยงของเราไปแล้วนี่นา เสลี่ยง 1 หลัง นั่ง 1 คน มีคนหามทั้งหมด 4 คน ใช้เวลาในการนั่งเสลี่ยงขึ้นเขาไปอีก ประมาณ 45 นาที ระหว่างทางที่นั่งเสลี่ยงขึ้นไป (เรียกว่า นอนเสลี่ยงขึ้นไปมากกว่า เขาให้นอน เพื่อเวลาหามจะได้ไม่ลำบากกว่าการนั่ง เพราะถ้านั่งบางครั้ง เกิดความหวาดเสียงเมื่อเห็นเส้นทางที่น่ากลัว อาจจะนั่งไม่เป็นสุข ทำให้คนหามลำบากเมื่อเรานั่งโยกไปโยกมา นั่นเอง) สองข้างทาง มีต้นไม้ขึ้นตามทางมากมาย บางแห่งที่ผ่านเป็นทางลาด คนหามเสลี่ยงเหงื่อไหลไคลย้อย ฉันสงสารพวกเขาจังเลย ถ้าเขามีทางเลือกที่ดีกว่านี้ เขาคงไม่ต้องมาลำบากหามคนขึ้นเขาแน่ ขนาดฉันเป็นคนตัวเล็ก เบา ฉันยังเห็นเขาเหนื่อยมากเลย แล้วถ้าคนที่เขาหามเป็นคนอ้วนล่ะ เฮ้อ ! ฉันไม่ต้องบรรยายเลยว่า ภาพแห่งความเหนื่อยอ่อนของพวกเขาจะมีมากน้อยขนาดไหนหนอ พวกเราต้องจ่ายเงินค่าทิปเขาคนละ 1,000 จ้าด 4 คน ก็ 4,000 จ้าด ระยะทางที่แบกพวกเราขึ้นเขาไปเป็นทางยาวประมาณ 3 กิโลเมตร มันเป็นระยะทางที่ไกลมากเหลือเกิน ขนาดเราเดินตัวเปล่า ฉันว่ายังเหนื่อยแย่เลยนะ
ช่วงเวลาที่พวกเขาหามเสลี่ยงพาพวกนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนเขานั้น บรรยากาศเข้าสู่เวลาโพล้เพล้แล้ว ดวงจันทร์คืนนี้เป็นคืน 14 ค่ำ พระจันทร์คืนนี้เริ่มทอแสงเมื่อยามแสงสุริยาลาลับจากโลกไป พระจันทร์ดวงกลมโตลอยเด่นเป็นสง่าอยู่บนท้องนภาอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น ฉันเห็นพระจันทร์ลอยอยู่เหนือยอดไม้สองข้างทางส่องแสงสีนวลอ่อนเย็นตา สายลมพัดผ่านมา อากาศเริ่มเย็นยะเยือก ฉันใส่เสื้อยีนตัวบาง จึงต้องกระชับเสื้อและติดกระดุมให้หมด หาผ้าพันคอพันรอบคอเพื่อให้เกิดความอุ่นคลายความหนาวเหน็บลงไปได้บ้าง ยามนี้ อากาศมืดสลัว ๆ เริ่มมองเห็นสองข้างทางได้เพียงลาง ๆ ไม่แจ่มชัดเสียแล้ว ยกเว้นร้านค้า ที่ตั้งอยู่ห่าง ๆ กันในระหว่างทางที่ขึ้นเขา จะมีแสงสว่างของดวงไฟดวงเล็ก ๆ ให้แสงสว่างบ้าง ของที่ขาย จะเป็นพวกน้ำดื่มและของที่ระลึก ขนมขบเคี้ยวบ้าง ระหว่างทางที่อยู่บนเสลี่ยง ฉันถ่ายรูปทิวทัศน์สองข้างทาง ถ่ายรูปพระจันทร์ที่กำลังทอแสงสีนวล ๆ เย็นตาไว้หลายรูป แล้วฉันก็ไม่วายคิดถึงคนในอดีตที่เขาชอบแสงจันทร์เป็นชีวิตจิตใจไม่ได้ ฉันรู้สึกเกลียดตัวเองเหลือเกิน ทำไมฉันจึงไม่ยอมลืมอดีตที่ชอกช้ำเหล่านี้ไปเสียที ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า คิดถึงแล้ว ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรต่อตัวเอง กับคนที่แล้งน้ำใจอย่างเขา คิดถึงแล้วก็ทุกข์ใจเสียเปล่า ๆ หลักธรรมต่าง ๆ ก็เรียนรู้มามาก เข้าใจได้มาก และรู้ทุกอย่าง แต่ก็ทำใจไม่ได้สักที การมาท่องเที่ยวทุกครั้ง ฉันอยู่ท่ามกลางเพื่อนคณะทัวร์ ท่ามกลางลูกศิษย์ที่มาเที่ยวด้วยกัน ฉันมีความสุข สนุกสนาน จิตใจเบิกบาน สดชื่นกับการเก็บเกี่ยวความงดงามของธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพรเอาไว้เป็นข้อมูล แต่ยามใดที่ฉันต้องอยู่คนเดียว สมองว่างเมื่อไร นั่นแหละอาการที่คิดถึงเรื่องราวในอดีตที่เจ็บปวดก็เริ่มเข้ามามีอิทธิพลเหนือจิตใจของฉันทันที ฉันรู้สึกว่า ตัวเองโง่เหลือเกินที่ยังเก็บภาพในอดีตเหล่านั้นไว้ในความรู้สึกของฉัน ไม่รู้จะเก็บเอาไว้ทำไม ทั้ง ๆ ที่เวลาที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่า เขาไม่เคยมีเยื่อใยและคิดถึงฉันเลยแม้แต่นิดเดียว มันคงเป็นเวรกรรมเก่าของฉันที่ติดหนี้เขาไว้อย่างมากมายนั่นเอง
อากาศบนเขาค่อนข้างเย็นมากพอสมควร พวกเราพักกันที่โรงแรมบนเขาไจ้เที่ยว เป็นโรงแรมเดียวที่มีอยู่บนเขานี้ ดูเหมือนจะสร้างเสร็จเมื่อไม่นานมานี้เอง ห้องพักเป็นห้องเล็ก ๆ ชั้นเดียว ฉันพักคู่กับมิ้ง ห้องน้ำไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรเลย ไม่มีตู้เย็น แต่ก็ยังดีที่มีเตียงสองเตียง ไม่มีที่ปรับอากาศ อาจจะเป็นเพราะอยู่บนเขาสูง อากาศเย็นสบายอยู่แล้ว โรงแรมนี้มีชื่อว่า โรงแรมไจ้โท เป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้พระธาตุอินทร์แขวนมากที่สุด บริเวณรอบ ๆ โรงแรม มีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก มีทิวเขาที่ซ้อน ๆ กันหลายทิวเขา ต้นไม้เขียวขจีแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ในเมืองพม่า
เมื่อพวกเรานำกระเป๋าใบเล็กเข้าห้องพักเรียบร้อยแล้ว ก็เดินไปเพื่อจะได้นมัสการพระธาตุอินทร์แขวนพวกเรามานมัสการครั้งที่หนึ่งก่อนที่จะทานอาหารมื้อเย็น ซึ่งการนมัสการพระธาตุอินทร์แขวน มีความเชื่อว่า ถ้าเดินทางมานมัสการพระธาตุอินทร์แขวน 3 ครั้ง ผู้มานมัสการจะโชคดี จะขออะไรก็จะได้สมปรารถนา นี่เป็นความเชื่อของคนมานมัสการ จะจริงเท็จประการใดไม่มีใครสามารถจะให้คำตอบได้ เพราะมันเป็นความเชื่อ ความศรัทธาของมนุษย์เรา แต่การเชื่อการศรัทธาอะไรที่ไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ฉันก็เห็นว่ามันไม่เสียหายอะไรที่จะทำตามความเชื่อหรือศรัทธาสิ่งนั้น แต่อย่าเชื่อ อย่าศรัทธาเรื่องใดแล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อน เป็นทุกข์เพราะความเชื่อ ความศรัทธาของเราเป็นอันขาด ฉันว่ามันเป็นบาปอย่างมากทีเดียว ฉันมีความเห็นเป็นเช่นนั้นมาแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว จากความเชื่อที่กล่าวมานั้น ทำให้มีพวกที่คิดอย่างชาญฉลาด ที่จะมานมัสการพระธาตุอินทร์แขวนครบสามครั้ง แต่ไม่ต้องเดินทางจากประเทศของตนมายังประเทศพม่า กล่าวคือ เมื่อมาถึงที่พระธาตุอินทร์แขวนแล้ว ก็เดินขึ้นเขามานมัสการ ถือว่า เป็นการนมัสการครั้งที่ 1 หลังจากนมัสการแล้ว ก็เดินลงจากเขา ไปทานอาหารมื้อเย็นให้เรียบร้อย จากนั้น ก็เดินทางขึ้นเขามานมัสการองค์พระธาตุเป็นครั้งที่ 2 แล้วพรุ่งนี้เช้า ก่อนทานอาหารเช้า พวกเราก็จะมานมัสการอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เป็นอันว่า นมัสการได้ครบ 3 ครั้งตามความเชื่อที่กล่าวมา เฮ้อ ! มนุษย์เรานี่ฉลาดดีเหมือนกันนะ รู้จักนำวิธีการเหล่านี้มาประยุกต์ให้ประหยัดเวลาในการเดิน ทางมานมัสการองค์พระธาตุนั่นเอง
ระยะทางที่จะเดินทางขึ้นเขาไปนมัสการองค์พระธาตุอินทร์แขวนนั้น เดินไกลมากทีเดียว ใช้เวลาในการเดินขึ้นเขาประมาณ 15 นาที และต้องเดินเท้าเปล่าเมื่อถึงลานกว้างที่จะไปถึงองค์พระธาตุซึ่งเป็นระยะทางอีกไกลพอสมควร เขามีที่ให้ฝากรองเท้า ต้องเสียค่าฝากรองเท้าด้วย





มัคคุเทศก์ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับองค์พระธาตุอินทร์แขวนว่า พระธาตุองค์นี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า ไจ้ก์ทิโย (Kyaikhtiyo) ในภาษามอญ มีความหมายว่า หินรูปหัวพระฤาษี พระธาตุอินทร์แขวนตั้งอยู่ที่เมือง ไจก์โถ่ อำเภอสะเทิม เขตรัฐมอญ ของประเทศพม่า บนยอดเขา Paung Laung อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,615 ฟุต ลักษณะเด่นขององค์พระธาตุอินทร์แขวน ก็คือ มีลักษะเป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่ สูง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันอย่างหมิ่นเหม่ เหมือนจะหล่นและท้าทายแรงดึงดูดของโลก โดยไม่ตกลงมาจากหน้าผาอย่างเหลือเชื่อ พระธาตุอินทร์แขวนนับเป็นหนึ่งในห้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่าต้องไปสักการะ และยังเป็นพระธาตุประจำปีจอ (สุนัข)ที่คนเกิดนักษัตรปีนี้ ต้องไปนมัสการสักครั้งในชีวิต



บริเวณโดยรอบขององค์พระธาตุ จะมีสิ่งปลูกสร้างไว้หลายหลัง เป็นที่พักของพวกที่มาสวดมนต์และค้างคืน สิ่งปลูกสร้างบางหลัง มีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ รวมถึงเทพทันใจ ซึ่งเชื่อว่า เป็นเทพที่ใครมาขออะไรก็จะสมหวังทุกอย่าง (เป็นความเชื่อ ความศรัทธาของแต่ละคน ห้ามกันได้ยาก ก็อย่างที่ฉันบอกไว้แล้วว่า ความเชื่อความศรัทธาที่ไม่ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์ ก็เชื่อ ก็ศรัทธาไปเถิด มันไม่ได้เสียหายอะไร เพราะมันทำให้ใจสบาย ก็เท่านั้นเอง ความสบายนี้ ก็คือ การมีความหวังนั่นเอง แต่ถ้าความหวังนั้นไม่สมหวัง ก็เป็นทุกข์ได้อีกเช่นกัน แต่เป็นความทุกข์ที่เราก่อขึ้นของเราเอง ไม่ใช่คนอื่นก่อให้เราเกิดทุกข์เท่านั้น เพราะว่าเป็นความหวังที่เราขอจากเทพทันใจเอาเองไงล่ะ ) ที่ประดิษฐานองค์เทพทันใจ เขามีก้อนหินก้อนหนึ่งให้นักท่องเที่ยวยกกัน โดยอธิษฐานสิ่งที่ขอ แล้วอธิษฐานให้ยกก้อนหินให้ขึ้นมาได้ ก็แสดงว่า จะสมหวังในสิ่งที่ขอ นี่เป็นความเชื่อ ความศรัทธาของคนที่มานมัสการองค์เทพทันใจ ฉันก็ไปนมัสการองค์เทพทันใจและยกก้อนหินก้อนนั้นตามความเชื่อ แล้วฉันก็ยกขึ้นได้เหมือนกันนะ แต่ฉันก็ไม่ได้หวังว่า คำอธิษฐานของฉันจะสมหวังหรือไม่อย่างไร เพราะฉันเป็นชาวพุทธ ฉันจึงเชื่อเรื่องของกรรม อันเป็นหลักธรรมที่เป็นสัจธรรมที่ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงกรรมของเราได้
จ๊ะ เตรียมธูปเทียน ทองคำเปลวเพื่อปิดทององค์พระธาตุมาด้วย พวกเราจุดธูปเทียนแล้ว ก็นั่งไหว้องค์พระธาตุซึ่งอยู่นอกลานกว้างที่พวกเรานั่งนมัสการ ฉันอธิษฐานขอให้ฉันมีสุขภาพแข็งแรงอย่าได้
เจ็บไข้ได้ป่วย เพราะการอยู่เป็นโสด เวลาเจ็บป่วยไม่มีสามี ลูกหลานคอยดูแล มันน่าอนาถเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะเวลาจะสิ้นลมลาลับจากโลกนี้ไป ฉันอธิษฐานว่า ขอให้สิ้นลมจากไปอย่างง่ายดายไม่ต้องทนเจ็บป่วย ทนทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่น นอนหลับแล้วหัวใจวายไปเลยอะไรประมาณนั้น การอธิษฐานของฉันมักจะเป็นไปตามลักษณะนี้เป็นประจำเมื่อฉันไปไหว้พระ ขอพรพระ การขอพรจากพระไม่เคยลืมสองข้อนี้เลยจริง ๆ
เมื่ออธิษฐานเสร็จแล้ว ฉันก็ปักธูปใส่กระถาง คนมากเหลือเกิน นั่งสวดมนต์กันก็มากมาย เทียนที่จุดแล้ว สว่างไสวไปทั่วลานกว้าง ส่วนการปิดทอง เขาไม่ยอมให้ผู้หญิงไปปิดทององค์พระธาตุ พวกเราอธิษฐานแล้ว ก็ให้ กิม ซึ่งเป็นผู้ชายเพียงหน่อเดียวที่ไปกับคณะทัวร์ของเรา (แต่ก็มีใจรักไปทางหญิงมากกว่าชาย) การปิดทองต้องลงบันไดลงไปข้างล่างจากลานกว้าง ลานกว้างนี้ปูด้วยหินอ่อน งดงามมาก ใช้เป็นที่นั่งสวดมนต์และนั่งพักผ่อนตามอัธยาศัย เท่าที่ฉันสังเกต ชาวพม่าเขาเคร่งเรื่องศาสนามากพอสมควร พ่อแม่จะพาลูก ๆ ซึ่งยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่ มาวัดและร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ฉันว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม เพราะเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักเข้าวัดตั้งแต่เด็ก ได้เห็นสิ่งที่ดีงามทางศาสนา มันคงสามารถซึมซับเรื่องดีงามเข้าในตัวเด็ก ๆ ได้ดีพอสมควร การแต่งกายของชาวพม่าที่ฉันเห็น แทบจะไม่เห็นพวกเขาใส่ชุดสากลเลย พวกเขาจะแต่งชุดประจำชาติของเขาเกือบทั้งสิ้น ฉันคิดว่า นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่น่ายกย่อง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า พม่ายังเป็นประเทศปิดอยู่ วัฒนธรรมต่างชาติยังไม่ได้ซึมซับเข้าประเทศมากนักก็อาจจะเป็นไปได้ อย่างมัคคุเทศก์ชาวพม่าของเราที่เป็นผู้หญิงก็นุ่งผ้านุ่ง เสื้อเป็นเสื้อป้ายข้างอันเป็นลักษณะของเสื้อชาวพม่า ส่วนมัคคุเทศก์ผู้ชาย ก็นุ่งโสร่ง
อาหารมื้อเย็นวันนี้ ก็พอทานได้ มีซุบผัก ผัดผักรวมมิตร ไข่เจียว มัคคุเทศก์ไทยได้นำแกงเขียวหวานปรุงสำเร็จจากไทยมาด้วย พวกเราเลยได้ทานแกงเขียวหวาน แต่รสชาติไม่อร่อยหรอก หลังอาหารมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางไปยังองค์พระธาตุ เพื่อนมัสการองค์พระธาตุเป็นครั้งที่สอง ความงดงามขององค์พระธาตุในตอนกลางคืนนี้ สีทองขององค์พระธาตุเมื่อต้องกับแสงไฟ แสงเทียน และแสงแห่งคืนใกล้วันเพ็ญจันทร์เต็มดวง เปล่งประกายสดใส ชาวพุทธทั้งหลายทั้งพวกชาวพม่า พวกนักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลเข้ามาสักการบูชาองค์พระธาตุ การมาครั้งที่สองนี้ เราไม่ยอมเสียเงินค่าฝากรองเท้าเสียแล้ว พวกเราเอารองเท้าใส่ถุงแล้วหิ้วติดตัวไปด้วย คืนนี้ มีผู้คนที่ศรัทธาในองค์พระธาตุอินทร์แขวงมาก ๆ มานั่งสวดมนต์กันอย่างมากมาย โดยเฉพาชาวพม่า พวกเขาเอาเสื่อมาปูนั่งพักผ่อนไปด้วย
พวกเราแต่ละคน ซื้อระฆัง ลูกละ 3,000 จ้าด เพื่อบูชาองค์พระธาตุตามความเชื่อ มีการเขียนชื่อบุคคลที่เรารัก เราอยากให้เขามีความสุข ฉันใส่ชื่อไปหลายคน มีทั้งลูกศิษย์ที่ดีกับฉัน ครูที่ฉันรักและเคารพ รวมไปถึงนายแบงค์และพี่เล็กด้วย อีกเรื่องหนึ่ง พวกเราได้ทำบุญร่วมกันทั้งคณะ โดยเฉลี่ยเงินคนละ 2,000 จ้าด ซื้อสปอร์ตไลน์ ถวายองค์พระธาตุอินทรแขวง ซึ่งตามความเชื่อว่า การถวายสปอร์ตไลน์ ชีวิตของเราจะได้สว่างไสวรุ่งเรืองเหมือนดังสปอร์ตไลน์นั่นเอง แต่ตามความคิดของฉัน ฉันคิดว่า ฉันได้ทำบุญร่วมกับลูกศิษย์และเพื่อน ๆ ของลูกศิษย์แล้ว ก็ขอให้ฉันได้เจอะเจอลูกศิษย์และเพื่อนที่ดี ๆ ในภพหน้าก็พอถ้าจะต้องมาเกิดอีก ขออย่าได้เจอะเจอเพื่อนและคนที่ขาดความจริงใจกับฉันเลยเท่านั้นก็พอ
พวกเราถ่ายรูปกันบ้างตามสมควรเพื่อเอาไว้เป็นที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันมีโอกาสได้มาสักการบูชาองค์พระธาตุอินทร์แขวน แค่นี้ฉันก็รู้สึกเป็นสุขอย่างเหลือล้นแล้ว ฉันอธิษฐานขอพรจากองค์พระธาตุว่า ขอให้ฉันมีสุขภาพแข็งแรงและเวลาจะถึงกาลลาลับกลับไปยังถิ่นที่ส่งฉันมาเกิด ก็ขอให้ฉันไปอย่างง่าย ๆ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานและเดือดร้อนคนอื่น หลังจากอธิษฐานแล้วฉันก็ปักธูป ส่วนทองคำเปลวได้มอบหมายให้ กิมไปปิดทองที่องค์พระธาตุ หลังจากนั้น พวกเราก็เดินทางกลับที่พัก มาถึงที่พักประมาณ 4 ทุ่ม อาบน้ำอาบท่าแล้ว ฉันกับมิ้งก็ขึ้นเตียงนอนเลย วันนี้อ่อนเพลียมาทั้งวันแล้ว
รุ่งขึ้น วันที่ 31 ตุลาคม เช้านี้ เจ้าหน้าที่โรงแรมมาแคะประตูแต่ละห้องให้ตื่น (ไม่มีมอร์นิ่งคอลเหมือนโรงแรมโดยทั่วไป) มาเคาะประมาณ 6 โมงเช้าของเวลาในประเทศไทย ฉันอาบน้ำ แปรงฟันและจัดการกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาในร่างกายของฉันให้ออกจากร่างกายให้เรียบร้อย จะได้ไม่อึดอัดในเวลาเดินทางไงล่ะ ส่วนเจ้ามิ้งไม่ได้อาบน้ำเพราะตื่นสาย อาบไม่ทัน พรรคพวกขึ้นไปไหว้องค์พระธาตุกันแล้ว เป็นครั้งที่ 3 เหลือ ฉัน มิ้ง ดา (เพื่อนมิ้ง) เรา 3 คนตามขึ้นไปทีหลัง ครั้งที่ 3 นี้ เราไม่มีธูปเทียนแล้ว ใช้สิบนิ้วพนมแทนธูปเทียน เช้านี้ฉันก็นำกระดิ่งที่ได้เขียนรายชื่อคนที่เรารัก เรานับถือ ไปแขวนไว้ที่รั้วที่เขาจัดให้แขวนนั่นเอง
หลังจากตั้งจิตอธิษฐานและไหว้องค์พระธาตุอินทร์แขวนแล้ว เราสามคนก็เดินเที่ยวรอบ ๆ บริเวณลานธรรมนั้น ถ่ายรูปตามมุมต่าง ๆ ที่คิดว่าสวยงาม น่าสนใจ 3 คน ผลัดกันถ่าย รูปเดี่ยวบ้าง รูปคู่บ้างเราถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เดี๋ยวนี้วิทยาการเจริญเหลือเกิน ถ่ายรูปโดยไม่ต้องใช้ฟิล์ม ไม่เปลืองฟิล์ม รูปไหนไม่ชอบใจ เราก็ลบทิ้งได้ ไม่ต้องกลัวเปลืองฟิล์ม ที่พม่า มีการเก็บเงินค่ากล้องในการถ่ายรูปด้วย กล้องละ 2,000 จ้าด แพงมาก แต่ที่อื่น ๆ 200 จ้าดเท่านั้น เลยใช้กล้องของ ดา ถ่ายเพียงกล้องเดียว
วันนี้มีพระและเณรมารับบาตรด้วย แต่น่าเสียดาย พวกเราไม่ได้ใส่บาตรกันเลย เพราะไม่ได้เตรียมอาหารใส่บาตร ไม่รู้จะไปหาซื้ออาหารที่ไหนด้วย พวกเราหลังจากไหว้องค์พระธาตุอินทร์แขวนเป็นครั้งที่ 3 แล้วก็เดินทางกลับโรงแรมที่พัก เพื่อทานอาหารมื้อเช้ากัน

เรามาชมภาพพระธาตุอินทร์แขวนช่วงกลางวันและบริเวณ
รอบ ๆ พระธาตุว่า งดงามมากขนาดไหน นะคะ








มัคคุเทศก์ เร เล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณ 15-20 ปีที่แล้ว การเดินทางมานมัสการองค์พระธาตุ อินทร์แขวน เป็นเรื่องลำบากมาก จะเปิดให้นักท่องเที่ยวมานมัสการองค์พระธาตุแค่เดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมแล้วก็ปิด คนพม่าเท่านั้นที่มีสิทธิ์มาไหว้องค์พระธาตุ แต่ปัจจุบันนี้ การเดินทางสะดวกขึ้นมากแล้ว ส่วนพวกที่มารับจ้างหามเสลี่ยงนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพวกมอญและพวกกะเหรี่ยง ได้เที่ยวละ 30 บาท เท่านั้น โดยรัฐบาลเป็นผู้แบ่งให้
เมื่อทานข้าวเช้าเสร็จแล้ว พวกเราก็เดินหาซื้อของที่ระลึกบริเวณนั้น ๆ ฉันซื้อฉากที่เป็นภาพพระธาตุอินทร์แขวนมา 1 ฉาก เท่านั้น เพราะไม่รู้ราคา คิดว่า น่าจะแพงกว่าข้างล่าง จึงไม่ซื้ออะไรมากนัก ส่วนพวกที่แบกเสลี่ยงให้พวกเรานั่ง พวกเขามารอพวกเราตั้งแต่เช้าแล้ว พวกเขาจำพวกเราแม่นมากเลย เข้ามาทัก มาถามว่า จะลงไปจากเขาหรือยัง พวกเราเองยังจำพวกเขาไม่ค่อยได้เลย พวกเรานั่งเสลี่ยงลงจากเขาลงมาถึงที่ราบแล้ว ฉันก็ให้ทิปแก่พวกเขาเพิ่มอีกคนละ 20 บาท นอกเหนือจากทิปที่ต้องจ่ายคนละ 1,000 จ้าด หลังจากลงจากเสลี่ยงแล้ว พวกเราก็ต้องปีนขึ้นรถบรรทุกเหมือนตอนขามานั่นเอง ขากลับนี่ พวกเราไม่ค่อยตื่นเต้น หวาดเสียวนัก อาจจะเป็นเพราะว่า พวกเราเริ่มเคยชินแล้วกระมัง เดินทางออกจากเมืองหงสาวดีมาทานข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้ ๆ กับที่เรามาทานมื้อเที่ยงเมื่อวานนี้





รายการเที่ยวของวันนี้ ก็คือ ไปนมัสการพระนอน พระพุทธไสยาสน์ ชเวตาเลียว ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ชาวพม่าเคารพนับถือมาก และเป็นพระนอนที่งดงามที่สุดของพม่า มัคคุเทศก์นำชมเจดีย์ไจ้ปุ่น ซึ่งบูรณะเมื่อพุทธศักราช 2019 มีพระพุทธรูปเป็นรูปประทับโดยรอบสี่ทิศ ประกอบด้วยองค์พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า (ผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ) กับพระพุทธเจ้าในอดีตอีกสามพระองค์ คือ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน (ทิศใต้) พระพุทธเจ้ากกุสันโธ (ตะวันออก) พระพุทธเจ้ามหากัสสปะ (ตะวันตก) ตามความเชื่อของชาวพุทธเชื่อว่า ในภัทรกัปป์นี้ จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ 5 พระองค์ แต่ละพระองค์จะมาเผยแผ่ศาสนา องค์ละ 5,000 ปี ซึ่งขณะนี้มาตรัสรู้แล้ว 4 พระองค์ พวกเราอยู่ในยุคของ พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์ที่ 4 และองค์ที่ 5 ตามความเชื่อ ก็คือ พระศรีอาริยเมตไตย
พระพุทธรูปทั้ง 4 พระองค์ที่สร้างขึ้นดังกล่าว ผู้สร้างคือ สี่สาวพี่น้องที่อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา สร้างพระพุทธรูปแทนตัวเอง และได้สาบานตนจะไม่ข้องแวะกับบุรุษเพศ
ชมเจดีย์ กาบาเอ (Kaba Aye Pagoda) แปลว่า เจรีย์สงบสุข เป็นเจดีย์ทรงกลม มีความสูงและมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้เท่ากัน คือ 34 เมตร ผู้สร้างคือ นายอูนุ นายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า เพื่อใช้เป็นสถานที่ชำระพระไตรปิฏกครั้งที่ 6 ในช่วงพุทธศักราช 2497-2499 และเพื่อให้เกิดสันติสุขแก่โลก ล่าสุดใช้เป็นสถานที่ในการประชุมสงฆ์โลก เมื่อเดือน ธันวาคม 2547 ที่สำคัญ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมทั้งพระธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคลานะ





ช่วงบ่าย มัคคุเทศก์พาพวกเราไปเดินชมตลาด “สก๊อตมาร์เก็ต” (Scott market ) ซึ่งสร้างขึ้นจากชาวสก็อตสมัยที่พม่าเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ มัคคุเทศก์ได้บรรยายให้ความรู้ว่า สิ่งที่ทำให้คนรู้จักประเทศพม่า คือ เจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ 5 แห่งของประเทศพม่า อันได้แก่
1.เจดีย์มุเตา 2. เจดีย์ชเวดากอง 3. พระธาตุอินทร์แขวน สถานที่สามแห่งนี้อยู่ที่เมือง ย่างกุ้ง
4. เจดีย์พระมหามุนี อยู่ที่เมือง มัณฑเลย์ 5. เจดีย์ที่เมืองพุกาม ซึ่งเป็นเมืองแห่งเจดีย์
แม่น้ำของพม่าที่สำคัญ ๆ ได้แก่ แม่น้ำอิรวดี สาละวิน สะโตง และชินวิน ส่วนเจดีย์ พระธาตุอินแขวนอยู่ในรัฐมอญ พระเจ้าอโนรธา เป็นกษัตริย์เมืองพุกามที่ทำให้ประเทศพม่าเป็นที่รู้จักของคนต่างชาติ
หลังจากที่เดินชมตลาดสก๊อตแล้ว ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่ก็ซื้อของที่ระลึกบ้าง ผ้าทอของพม่าบ้าง ฉันก็ซื้อกับเขา 1 ผืนด้วย ยังไม่รู้จะนำไปตัดอะไรดี เกษียณแล้วแทบจะไม่ได้ใส่กระโปรงชุดเลย ไปไหนมาไหนฉันนุ่งแต่กางเกงแทบทุกงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันชอบมากกว่านุ่งกระโปรงเป็นอย่างมาก เพราะเดินเหินสะดวกสบายนั่นเอง เดินตลาดแล้ว มัคคุเทศก์ก็พาไปชมเจดีย์ชเวดากอง (Shawedagon Pagoda ) ซึ่งเป็นมหาเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศพม่า มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่นี่มากมายทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งจะมีความสวยสดงดงามไปคนละรูปแบบ มาเที่ยวกันอย่างไม่ขาดสาย ว่ากันว่า ทองคำที่ใช้ในการก่อสร้างและซ่อมแซมองค์เจดีย์ชเวดากองแห่งนี้มีมากมายมหาศาลกว่าทองคำที่เก็บอยู่ในธนาคารอังกฤษอีก ในปัจจุบัน มีการบูรณะองค์พระเจดีย์ชเวดากอง ให้งดงามยิ่งใหญ่สมเป็นมหาเจดีย์องค๋สำคัญและงดงาม
เจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่บริเวณเขาเชิงกุตระ เมืองย่างกุ้ง เชื่อว่า เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า 8 องค์ (เส้น) หนังสือ Guinness Book of Records ได้จัดให้ เจดีย์ชเวดากองเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลก เจดีย์ชเวดากองได้เริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ หรือประมาณ 2595 ปี มาแล้ว ในสมัยที่เมืองย่างกุ้งเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า เมือง อสิตันชนะ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า เมือง โอกกะละ โดยมีพ่อค้าชาวมอญสองคน ชื่อว่า ตผุสสะและภัลลิกะ ได้เดินทางไปค้าขายผ้าที่ประเทศอินเดีย ทั้งสองได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งกำลังประทับอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิและได้ถวายภัตตาหารแด่พระองค์ หลังจากเสวยเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศาให้ 8 องค์ (เส้น) เมื่อพ่อค้าทั้งสองเดินทางกลับ พระราชาแห่ง อเชตตะได้ขอแบ่งพระเกศาธาตุไป 2 องค์ เมื่อเดินทางไปถึงเมือง อสิตันชนะ พระเจ้าโอกกะละปะ ก็ได้ทรงประกอบพิธีต้องรับพระเกศาธาตุอย่างยิ่งใหญ่ และได้ทรงคัดเลือกสถานที่บนเขา สิงฆุตตระ นอกประตูเมือง อสิตันชนะ ให้เป็นที่ตั้งของเจดีย์เพื่อบรรจุพระเกศาธาตุ แต่ขณะที่ทำการขุดดินก่อสร้างนั้น ก็ได้ค้นพบ พระบริโภคเจดีย์ของอดีตพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ อีก 3 พระองค์ คือ ไม้ธารพระกร ภาชนะสำหรับใส่น้ำ และ สบง จึงได้บรรจุของทั้งหมดนี้ลงในองค์พระเจดีย์พร้อมกับพระเกศาธาตุด้วย แต่ก่อนที่จะบรรจุก็ค้นพบว่า พระเกศาธาตุมี 8 องค์ (เส้น) ดังเดิม พระเกศาธาตุได้บรรจุไว้ภายในเจดีย์ทอง เงิน ดีบุก ทองแดง ตะกั่ว หินอ่อนและเหล็กตามลำดับ เสร็จแล้วจึงสร้างเจดีย์อิฐสูงประมาณ 66 ฟุต ครอบไว้ภายนอก จากนั้นก็มีการสร้างเจดีย์ครอบองค์เดิมในสมัยของกษัตริย์องค์ต่าง ๆ รวมถึง 7 สมัย ในสมัยพระนางเชงสอบูแห่งกรุงหงสาวดี ก็ได้ทรงบริจาคทองคำหนักถึง 40 กิโลกรัม ซึ่งเท่ากับน้ำหนักของพระองค์ในการก่อสร้างพระเจดีย์ที่มีรูปร่างเหมือนในปัจจุบันเป็นครั้งแรก ส่วนพระเจ้าธรรมเจดีย์ ซึ่งครองราชย์ต่อจากพระนางเชงสอบู ก็ได้บริจาคทองในการก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นน้ำหนักเท่ากับน้ำหนักของพระองค์และมเหสีรวมกันด้วย ทั้งยังได้ทรงสร้างและจารึกประวัติของพระเจดีย์ ชเวดากองเป็นภาษาพม่า มอญ และ บาลี ไว้ด้วย
พระเจดีย์ชเวดากองสูง 326 ฟุต เส้นรอบวง 1,420 ฟุต สูงกว่าระดับน้ำทะเล 190 ฟุต ประดับด้วยแผ่นทองคำรวมน้ำหนัก 8 ตัน สำหรับฉัตรซึ่งครอบยอดเจดีย์ ก็มีการซ่อมแซมหรือสร้างขึ้นใหม่มาเป็น ระยะ ๆ ฉัตรเก่าสร้างในสมัยพระเจ้ามินดงในปี คริสต์ศักราช 1871 สูง 33 ฟุต เส้นผ่าศูนย์กลาง 18 ฟุต ขณะนี้ยังตั้งให้ประชาชนได้ชมอยู่ ครั้งล่าสุดได้มีการสร้างฉัตรขึ้นใหม่เมื่อ 8 ปีก่อนที่ผ่านมานี้เอง (ขณะนี้ปี 53 ) โดยประดับเพชร พลอยรวมถึง 4,351 เม็ด รวมน้ำหนัก 2,000 กะรัต เพชรเม็ดใหญ่ที่สุดบนยอดฉัตร มีฐานกว้าง2 ฟุต ยาว 1 ฟุต 10 นิ้ว และหนัก 76 กะรัต นอกจากนี้ องค์พระเจดีย์ชเวดากอง ก็ยังมีวัตถุที่มีคุณค่าทางศาสนา ศิลปะ ประวัติศาสตร์และอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ระฆัง ที่พระเจ้าสิงคุ (Singhu ) ทรงสร้างเมื่อปี คริสต์ศักราช 1778 หล่อด้วยปัญจโลหะ คือ ทอง เงิน ทองแดง ตะกั่วและสังกะสี สูง 8 ฟุต หนัก 23 ตัน ในปี คริสต์ศักราช 1824 พม่าได้ทำสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งแรกและอังกฤษได้ยึดเจดีย์
ชเวดากอง ได้ขนทรัพย์สิน แก้วแหวนเงินทองไปหลายอย่าง รวมทั้งคิดที่จะขนย้ายระฆังใบนี้กลับประเทศอังกฤษด้วย แต่ระหว่างการเดินทางทางเรือที่ขนระฆังนั้น เรือจม ระฆังก็จมลงที่แม่น้ำย่างกุ้ง ต่อมา พม่าได้ทำการกู้ระฆังใบนี้ด้วยตนเองและนำมาติดตั้งไว้ที่เจดีย์ชเวดากองเช่นเดิม ซึ่งเป็นที่ภาคภูมิใจของประชาชนพม่ามาจนทุกวันนี้
นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปแกะสลักจากหยกทั้งก้อน อันได้มาจาก รัฐ คะฉิ่นในปี คริสต์ศักราช 1,999 ในโอกาสที่ได้สร้างฉัตรใหม่และยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้นำเมล็ดจากพุทธคยามาปลูกเมื่อ 79 ปีก่อน นอกจากนี้ยังมีของมีค่าอื่น ๆ อีกมากมาย
เมื่อมองลงไปจากลานพระเจดีย์ชเวดากอง สิ่งทีสะดุดตาก็คือ จะเห็นพระเจดีย์ทองรูปทรงใกล้เคียงกับเจดีย์ชเวดากองอีกองค์หนึ่ง แต่เล็กกว่า อยู่ไม่ห่างจากกันนัก เจดีย์องค์นี้ ก็คิอ เจดีย์ Naungdawgyi ซึ่งมีความหมายว่า พี่ชาย ตามตำนานกล่าวว่า เป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้า โอกกะละปะและสองพี่น้องคือ ตผุสสะและภัลลิกะ ได้นำพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ชั่วคราวในขณะที่กำลังทำการก่อสร้างพระเจดีย์ ชเวดากอง เป็นการถาวรสืบต่อมา แต่เดิมยังมีทางเชื่อมระหว่างพระเจดีย์ทั้งสององค์นี้ แต่ปัจจุบันได้ปิดทางเชื่อมดังกล่าวแล้ว
ทางเข้าของเจดีย์ชเวดากองมี ทั้งหมด 4 ทิศ แต่ทางเข้าใหญ่ คือ ทางทิศใต้ ซึ่งมีสิงห์สองตัว สูง 30 เมตร เฝ้าทางเข้าอยู่ เมื่อเข้าไปถึงที่ทำการของคณะกรรมการบริหาร องค์เจดีย์ ชเวดากอง ก็จะได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไปในห้อง เพื่อถอดรองเท้า แล้วผู้แทนคณะกรรมการองค์พระเจดีย์ ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ ก็จะนำไปขึ้นลีฟ ซึ่งจะขึ้นถึงลานกว้างใหญ่ของพระเจดีย์เลย (แต่ตอนที่พวกเราไปถึงที่นี่ อาจจะเป็นเพราะเป็นช่วงเย็นแล้ว ไม่มีการกระทำเช่นนี้เลย) ส่วนประชาชนต้องขึ้นบันไดเลื่อนไกลหน่อย เมื่อขึ้นไปถึงลาน มัคคุเทศก์ก็จะนำไปที่ศาลาเพื่อจุดธูปเทียนไหว้พระ ถวายดอกไม้และจตุปัจจัยบำรุงองค์พระเจดีย์ แล้วเซ็นหนังสือในสมุดเยี่ยม พาเดินดูสถานที่สำคัญต่าง ๆ รอบลาน ซึ่งมีวิหารใหญ่ 4 ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าที่มาเผยแผ่พระศาสนาแล้ว 4 พระองค์ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ( ซึ่งพวกเราไปเดินชมกันเอง โดยไม่มีมัคคุเทศก์ของคณะกรรมการที่นี่พาชม คงเป็นเพราะเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว) เมื่อกราบไหว้บูชาแล้วก็ไปตีระฆัง สิงคุ 3 ครั้ง นอกจากนี้ มีการหยุดที่ลาน อธิษฐาน ซึ่งเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เท่าที่ทราบ เคยมีคนใหญ่โตของไทยไปตั้งจิตอธิษฐานจนประสบความสำเร็จมาหลายคนแล้ว ยังมีอีกจุดหนึ่งบนลาน ซึ่งเขาทำเครื่องหมายไว้ให้ยืน ซึ่งจะทำให้มองเห็นประกายเพชรบนยอดฉัตรได้ด้วยตาเปล่า (มัคคุเทศก์ของเรา ก็บอกให้พวกเรายืนมองดูยอดฉัตรด้วย ฉันก็เห็นมีสีต่าง ๆ บนยอดฉัตรตามจุดที่เขาให้ยืนมอง จุดหนึ่งจะเห็นเป็นสีหนึ่ง ๆ เมื่อย้ายจุดหนึ่ง สีของอัญมณีบนฉัตรก็จะเปลี่ยนสีไป)
มีพระพุทธรูปและสัตว์สัญลักษณ์ประจำวันเกิดตั้งอยู่รอบ ๆ ลานเป็นคู่ ๆ (มัคคุเทศก์ของพวกเราแนะนำพวกเราให้ซื้อดอกไม้ ธูปเทียน เพื่อบูชาสัตว์ประจำวันเกิดของเราเอง) โดยเชื่อว่า การสรงน้ำพระพุทธรูปและสัตว์ประจำวันเกิดของเราเอง จะสร้างความบริสุทธิ์และความสุข ความเจริญของผู้สรงน้ำ โดยจะรดน้ำด้วยขันใบเล็ก ๆ ที่จัดเตรียมไว้ให้ ให้รดน้ำจำนวนครั้งเท่าอายุของตนแล้วบวกหนึ่ง แต่สำหรับคนที่อายุ
มาก ๆ ที่อายุ 60-70 ปีไปแล้ว จะย่นย่อลงเหลือ 5 ขันก็ได้ ซึ่งหมายถึงพระรัตนตรัยรวมกับบิดามารดานั่นเอง
สัตว์ประจำวันเกิดของพม่า คือ
วันอาทิตย์ เป็น ครุฑ อยู่ที่ทิศตะวันออกฉียงเหนือของลานเจดีย์
วันจันทร์ เป็น เสือ อยู่ทางทิศตะวันออก
วันอังคาร เป็น สิงห์ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
วันพุธ (เช้า) เป็น ช้างงา อยู่ทางทิศใต้
วันพุธ (กลางคืน) เป็น ช้างไม่มีง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
วันพฤหัสบดี เป็น หนู อยู่ทางทิศตะวันตก
วันศุกร์ เป็น หนูตะเภา อยู่ทางทิศเหนือ (บางคนเชื่อว่าเป็นกระต่ายหูสั้น)
วันเสาร์ เป็น พญานาค อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ยังมีทางขึ้นชั้นบนของเจดีย์ได้และมีเจดีย์องค์เล็ก ๆ ล้อมรอบชั้นต่าง ๆ ถึง 150 องค์ด้วยกัน แต่ทางขึ้นชั้นบนจะเปิดเฉพาะในวันสำคัญจริง ๆ เท่านั้น และอนุญาตเฉพาะผู้ชายที่กรรมการวัดเห็นชอบเท่านั้น
การไปไหว้องค์เจดีย์ชเวดากอง ควรไปเช้า ๆ หรือเย็น ๆ เพราะต้องถอดรองเท้า พื้นที่ลานเป็นกระเบื้องและหินอ่อนจึงร้อนมาก
(ทั้งหมดที่กล่าวถึงองค์เจดีย์ชเวดากอง ฉันสรุปจากเอกสารที่บริษัททัวร์แจกให้และจากคำอธิบายของมัคคุเทศก์ )
มัคคุเทศก์พาพวกเรามาถึงลานเจดีย์ชเวดากองตอนช่วงเวลาประมาณ 14.00 น, แดดยังร้อนอยู่มากพอสมควร แต่ไม่มีคณะกรรมการมาพาพวกเราไปไหว้องค์เจดีย์ตามที่ได้เล่าไปแล้ว ฉันคิดว่า คงเป็นเพราะเป็นเวลาเย็นหรือไม่ใช่แขกคนสำคัญกระมัง หรือกฎระเบียบนี้อาจจะเลิกกิจการไปแล้วอย่างไรก็ไม่ทราบ จึงไม่เป็นไปตามเอกสารที่เขียนไว้ พวกเราพากันถ่ายรูปตามมุมต่าง ๆ ของสถานที่ที่งดงามอร่ามตาด้วยแสงทองเรืองรองขององค์เจดีย์เมื่อต้องกับแสงแดดที่ทอส่องต้ององค์พระเจดีย์ ฉันมองไปตรงมุมไหนของลานเจดีย์ ก็แลเหลืองอร่ามไปหมด ซึ่งขณะนี้องค์เจดีย์ชเวดากองกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการซ่อมแซม
มัคคุเทศก์แนะนำพวกเราให้ซื้อ ดอกไม้ มีตุงด้วย เกิดปีไหน วันไหน เขามีใบเขียนติดไว้ให้ตามวันเกิดของตนเอง ของฉันเกิดวันศุกร์ เป็นหนูตะเภา (หรือกระต่ายหูสั้น) มัคคุเทศก์อธิบายและชี้ให้พวกเราทราบว่า คนเกิดวันใด สถานที่ที่เราจะไปไหว้ และอธิษฐานอยู่ตรงมุมไหนบ้าง พวกเราก็จับกลุ่มกัน เช่น คนที่เกิดวันศุกร์ก็เข้ากลุ่มวันศุกร์ด้วยกันและไปไหว้ รดน้ำ และอธิษฐานขอพร ด้วยกัน เป็นต้น กลุ่มฉันที่เกิดวันศุกร์ด้วยกัน มี 3-4 คน รวมทั้งพี่สาวของ จ๊ะ ที่ชื่อ สุ ด้วย พวกเราเดินไปยังมุมที่เป็นรูปหนูตะเภา บริเวณนั้นเขามีขันเล็ก ๆ อยู่ในโอ่งใบเล็ก เพื่อให้คนมาทำพิธีตักน้ำเพื่อสรงพระพุทธรูปและตัวหนูตะเภา ฉันจุดธูป เทียนและมีดอกไม้ ตุง ที่ฝากมัคคุเทศก์สั่งคนเอามาขายให้ตามวันเกิดของตนเอง ฉันตั้งจิตอธิฐานต่อองค์เจดีย์ชเวดากองขอให้สุขภาพของฉันแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้ เวลาจะสิ้นลมหายใจลาลับจากโลกนี้ไป ก็ขอให้ไปได้ง่าย ๆ ไม่ต้องทรมานหลายวันนัก ปักธูป เทียนและดอกไม้แล้ว ก็ไปตักน้ำเพื่อสรงพระพุทธรูปและเจ้าตัวหนูตะเภาตามความเชื่อและคำแนะนำของมัคคุเทศก์ชาวพม่า ที่จริง เรื่องพิธีกรรมพวกนี้ ในศาสนาพุทธของเราไม่มีหรอกนะ มันคงจะเป็นกุศโลบายที่จะทำให้คนมาเที่ยวเกิดความสบายใจมากกว่า เพราะมนุษย์เกิดมาชอบขออยู่แล้ว ขอแล้วได้ไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ขอเอาไว้ก่อนนั่นแหละ ฉันเองก็ทราบดีถึงหลักการนี้ แต่ฉันก็ทำตามความเชื่อที่ชาวพม่าแนะนำ เพราะฉันมีคติธรรมประจำใจอยู่อย่าง อะไรที่ทำไปแล้ว ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนหรือคนอื่นเดือดร้อนก็ทำไปเถิด ไม่งั้นเราจะอยู่ในสังคมลำบากเหมือนกัน เพราะเขาจะมองเราว่าเป็นคนแปลกแยกไปจากพวกนั่นเอง ถึงอย่างไร ฉันก็ต้องอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นอยู่ แปลกแยกไปก็ไม่ใช่สิ่งดีนัก การรดน้ำนั้นให้รดจำนวนขันเท่ากับอายุของผู้รดแล้วบวกด้วย 1 แต่อายุ 60-70 ก็ให้ย่นย่อรดแค่ 5 ขันก็ได้ ซึ่งหมายถึงพระรัตนตรัยรวมกับบิดามารดา นั่นเอง
ตอนนี้ แสงแดดอ่อนรำไร เป็นเวลาที่เรียกว่า “โพล้เพล้ “ มีชาวพม่า นักท่องเที่ยวทยอยมานมัสการองค์เจดีย์ชเวดากองมากมายเหลือเกิน เดินกันขวักไขว่ แทบจะเดินชนกันทีเดียว พวกเราเดินชมไป รอบ ๆ ลานเจดีย์ มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ มากมาย พวกเราก็แวะเข้าไปกราบไหว้ตามความศรัทธาในฐานะชาวพุทธ แล้วก็มีการถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกตามระเบียบของการท่องเที่ยว
เราอยู่ที่นี่ถึงประมาณทุ่มกว่า ๆ พวกเราก็มาถึงจุดที่นัดแนะรวมกัน เมื่อครบทีมแล้ว มัคคุเทศก์ก็พาพวกเราไปยืนตามจุดที่เขาทำเครื่องหมายไว้ให้ยืน เพื่อให้มองไปที่ยอดขององค์เจดีย์ ก็จะเห็นจุดที่มีสีต่าง ๆ ตามจุดที่เขากำหนดให้ยืน เช่น บางจุดจะเห็นสีขาวคล้ายดาวระยิบระยับ ไปยืนอีกจุดหนึ่งก็จะมองเห็นสีเปลี่ยนไปจากเดิม มีสีเหลือง สีแดง เป็นเรื่องที่น่าประหลาดมหัศจรรย์ดีจริง เออ ! ทำไมยืนจุดต่างกัน สีจึงเปลี่ยนแปลงไปได้ มันเป็นสาเหตุอะไรก็ไม่มีใครอธิบายได้ จึงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องมหัศจรรย์กันไป
เชิญชมภาพสวย ๆ ของเจดีย์ชเวดากองที่ฉันถ่ายมาฝาก ค่ะ





อาหารมื้อเย็นของวันนี้ ทานกันที่ภัตตาคาร การเวก พวกเราได้ชมการแสดงของนาฏศิลป์พม่า แล้วยังได้ชมการแสดงของช้างด้วย ดูแล้วก็อลังการพอสมควร อาหารคืนนี้เป็นอาหารบุพเฟ่ เดินตักอาหารตามใจชอบ ภัตตาคารนี้ตั้งอยู่บนทะเลสาบหลวง สร้างเลียนแบบเรือกัญญา หัวเรือเป็นรูปนกการเวก ซึ่งเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ พวกเราทานอาหารร่วมกับนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ที่มาทานและชมการแสดงเหมือนพวกเรา ฉันบันทึกภาพการแสดงของนาฏศิลป์ชาวพม่าและการแสดงของเหล่าช้างแสนรู้เอาไว้เป็นที่ระลึกด้วยมากพอควร





(เชิญติดตาม ไปเที่ยวพม่ากันนะ ตอนที่ 2 ค่ะ )



Create Date : 11 สิงหาคม 2555
Last Update : 12 สิงหาคม 2555 22:36:42 น.
Counter : 9495 Pageviews.

11 comments
  
เป็นบันทึกที่สนุกมากเลยคะ เขียนได้ละเอียด อาทิตย์หน้าจะไปบ้างคะ

รอตอน2นะคะ
โดย: ปัอม IP: 203.144.239.98 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:16:49:57 น.
  
ตอบคุณป้อม

ตอนสอง ไม่ต้องรอนะคะ เพราะเขียนเสร็จนานแล้วค่ะ
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ
โดย: อาจารย์สุวิมล (อาจารย์สุวิมล ) วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:22:52:22 น.
  
เขียนได้ละเอียดและให้ความรู้มากค่ะอยากไปบ้างและกำลังหาข้อมูลอยู่จะรออ่านตอนสองคะ
โดย: สิริกร IP: 202.28.179.5 วันที่: 17 เมษายน 2556 เวลา:12:56:41 น.
  
เขียนได้ละเอียดและให้ความรู้มากค่ะอยากไปบ้างและกำลังหาข้อมูลอยู่จะรออ่านตอนสองคะ
โดย: สิริกร IP: 202.28.179.5 วันที่: 17 เมษายน 2556 เวลา:12:57:10 น.
  
ตอบคุณสิริกร

ตอนสองไม่ต้องรอ ค่ะ ฉันเขียนเสร็จตั้งนานแล้ว ค่ะ

โดย: อาจารย์สุวิมล (อาจารย์สุวิมล ) วันที่: 19 เมษายน 2556 เวลา:21:40:10 น.
  
อ่านแล้วสนุกมากค่ะอาจารย์ ไปเที่ยวมาแล้วค่ะสนุกมาก
โดย: บงกช จันทร์หอมประดิษฐ์ IP: 27.55.15.154 วันที่: 21 เมษายน 2556 เวลา:14:31:24 น.
  
เธอเป็นเพื่อนที่สตรีวัดระฆัง.? เพื่อนๆอยากพบเธอมาก ถ้าใช่ติดต่อเค้านะ
โดย: สุรัช IP: 27.55.39.128 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2557 เวลา:15:11:23 น.
  
เธอเป็นเพื่อนที่สตรีวัดระฆัง.? เพื่อนๆอยากพบเธอมาก ถ้าใช่ติดต่อเค้านะ
โดย: สุรัช IP: 27.55.39.128 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2557 เวลา:15:15:46 น.
  
คุณสุรัช หมายถึงใคร จ้ะ ที่ว่า เป็นเพื่อนที่สตรีวัดระฆัง ถ้าหมายถึงครู ไม่ใช่ค่ะ ไม่เคยไปที่โรงเรียนนี้ จ้ะ แต่มีเพื่อนจากมัธยมวัดธาตุทอง ย้ายไปอยู่ที่ สตรีวัดระฆัง จ้ะ
โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 26 พฤศจิกายน 2557 เวลา:11:39:27 น.
  
ขอเรียนถามว่า ท่านเคยเรียนที่สร.รุ่นแดง1งหรือไม่
โดย: อ.สุวิมล IP: 27.55.152.4 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2557 เวลา:12:11:40 น.
  
ตอบ อ.สุวิมล ไม่เคยเรียน ค่ะ
โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 27 พฤศจิกายน 2557 เวลา:11:37:44 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments