พฤศจิกายน 2554

 
 
1
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog
ดินแดนสรวงสวรรค์แห่งธรรมชาติที่มิอาจลืมเลือน ตอนที่ 2
เมื่อลงจาก อุทยาน จิวไจ่โกวแล้ว ข้าง ๆ เชิงเขา เป็นหมู่บ้านของชนชาวธิเบต ฉันได้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชนชาว ธิเบต มีร้านค้าอยู่สองฟากฝั่งของทางเดินที่นักท่องเที่ยวเดินเข้าไปหาซื้อสินค้า สินค้าที่ขาย มีผ้าพันคอนานาชนิด มีเครื่องประดับพวกกำไลหิน กำไลโลหะ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ เสื้อผ้าของชนเผ่าต่าง ๆ ของที่ระลึกที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชนเผ่าต่าง ๆ เป็นต้น ฉันถ่ายรูปสภาพความเป็นอยู่ของเขา ร้านค้าของพวกเขา จากนั้น เพื่อน ๆ ก็เรียกไปช่วยพูดต่อรองการซื้อผ้าพันคอและกำไลหินที่ ร้านค้า หลังจากนั้น ฉันกับเยาว์ไปเดินหาซื้อ DVD เรื่องราวของอุทยานแห่งชาติ หวงหลงและจิวไจ่โกว คุณสมุทรได้บอกราคาแล้วว่า แผ่นละ 20 หรือ 25 หยวน ฉันก็จำไม่ค่อยได้แล้ว ฉันซื้อมา 1 ชุด เพื่อมาชื่นชมความงามที่เป็นฝีมืออาชีพในการถ่ายภาพจัดทำไว้ ย่อมสวยกว่าที่ฉันถ่ายเองอย่างแน่นอนอยู่แล้ว ว่าง ๆ จะได้เปิดชมเพื่อความเพลิดเพลินในอารมณ์ไงล่ะ

หลังจากทานอาหารมื้อเย็นแล้ว คุณสมุทรก็พาพวกเราไปชมการแสดงโชว์ของชาวธิเบต ซึ่งอยู่ในโรงแรมที่เราพักนั่นเอง ฉันก็ถ่ายรูปการแสดงของชาวธิเบตไว้มากพอควร แต่ไม่ค่อยได้เรื่องนัก เนื่องจากอยู่ไกลเวทีแสดง ภาพไม่ค่อยคมชัดนัก การแสดงของพวกเขา แสดงเป็นชุด ๆ เป็นการเต้นเป็นส่วนใหญ่ มีการร้องเพลงบ้าง เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ใช้ในการแสดง มีสีสันสวยงามมากตามลักษณะของชุดประจำเผ่าของเขานั่นเอง เชิญท่านชมภาพที่ฉันได้นำมาฝาก ดังนี้ค่ะ

หมู่บ้านของชนชาวธิเบต



สภาพชีวิตของชนชาวธิเบตในหมู่บ้าน



รูปหมู่ตอนที่เราลงจากเขาเมื่อเที่ยวจิวไจ่โกวแล้ว ถ่ายเอาป้ายจิวไจ่โกวไงคะ อิอิ



ดูโชว์การแสดงของชนชาวธิเบต ค่ะ







มีการเชิญผู้ชมการแสดงขึ้นไปร่วมกิจกรรมด้วย



รุ่งเช้า วันที่ 28 ตุลาคม 54 อำลาจิวไจ่โกว
วันนี้เป็นวันที่ค่อนข้างเซ็งมาก เพราะว่าไม่ได้เที่ยวที่ไหนเลยนั่งรถทั้งวัน ช่วงเช้า พวกเราทานช้าวเช้าที่โรงแรมที่พักแล้ว
ก็ออกเดินทางเพื่อกลับเมืองเฉินตู ได้แต่ชื่นชมทิวทัศน์ระหว่างทางที่ผ่าน ซึ่งมีแต่เทือกเขาสูง ปกคลุมด้วยพันธุ์ไม้หลากหลายสีสันบ้าง เขียวขจี บางแห่งก็เป็นภูเขาหิน เขาบางลูก คงถูกน้ำจากภูเขาสูงกัดเซาะ ทำให้เป็นร่อง ๆ ดูสวยงามไปอีกรูปแบบหนึ่ง บางช่วงจะผ่านทางไหลของแม่น้ำหมิงเจียง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวมากสายหนึ่ง เราได้แต่ผ่านเมือง ตูเจียงเอี้ยน ไม่ได้จอดแวะชมอะไร ได้ผ่านบ้านของชนเผ่าพื้นเมือง ได้เห็นวิถีชีวิตของพวกเขา บางช่วงที่คิดว่าคงเป็นแหล่งเจริญของพวกเขา ก็จะมีการเปิดร้านค้าต่าง ๆ เช่น ร้านขายอุปกรณ์การก่อสร้าง ร้านอาหาร เป็นต้น

รถแล่นไปได้ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ไม่ถึงสองชั่วโมงดี รถก็ต้องจอดสนิท รถจอดติดกันเป็นแถวยาวเหยียดน่าจะเป็นกิโล ๆ เห็นจะได้นะ คราวนี้ ก็เดือดร้อนล่ะซี่ เพราะหลาย ๆ คนปวดฉี่ หาที่ฉี่ก็ไม่มีห้องน้ำ เพราะสองข้างทาง เป็นป่าสนที่มีหิมะตกลงมาปกคลุมต้นสนเหล่านั้นขาวโพลนเกือบทั้งต้นทุกต้น ฉันลงไปถ่ายรูปแก้เซ็ง โดยมีเกิร์ลช่วยถ่ายให้สองรูป ทุกคนลงไปถ่ายรูปกันหมด หวังว่า คงอีกไม่นาน รถคงจะเคลื่อนตัวได้ แต่อนิจจา ! ชั่วโมงหนึ่งผ่านไป ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่ารถจะขยับเขยื้อนอะไร หลายคนเริ่มปวดฉี่ทนไม่ไหว ก็พากัน เดินขึ้นป่าสนนั้น ๆไปแอบฉี่กัน โดยถือร่มไปช่วยกันบังด้วย ส่วนฉัน ก็ยังพอทนได้ไม่ปวดมากนัก จึงไม่ได้ลงไปกับเพื่อน เยาว์กับจุ๊บไม่ไหวก็ไปกัน แล้วกลับมาเล่ากันอย่างสนุกสนาน เพราะไม่ใช่รถเราคันเดียวที่ปวดฉี่ รถคันอื่น ๆ ก็ทำเช่นเดียวกับรถคันของเรา ต่างคนภูมิใจเหลือเกินทีได้มีโอกาสฉี่บนหิมะอันหนาวเย็น ฉันได้แต่เดินไปรอบ ๆ บริเวณนั้น เวลาผ่านไปอีกนานทีเดียว ฉันก็อยากฉี่บ้าง ก็เดินไปทางที่เพื่อนเดินไปฉี่ครั้งแรกนั่นแหละ เจอ ผู้หญิงสูงอายุแล้ว กำลังนั่งฉี่ก้นขาวเชียว มีหญิงสาวอีกคน (คนจีนทั้งคู่) ยืนเฝ้าอยู่ เขาเป็นคนมีน้ำใจดี ช่วยจูงฉันขึ้นเขาสูงไปอีก สูงกว่าหญิงผู้สูงอายุคนนั้นนั่งฉี่ แล้วเขาเองก็ปีนขึ้นสูงไปอีกเพื่อหาที่ฉี่ ฉันยืนละล้าละลังอยู่ จะฉี่ไหวไหมนี่ กำลังจะปีนขึ้นไปสูงกว่านั้น เพราะที่ยืนอยู่มันยังโล่งอยู่ เท้าดันลื่นไถลกับหิมะ เลยหด ฉี่ไม่ออกเลย ไม่อยากฉี่เสียแล้ว พอดี หญิงสาวผู้นั้นมาช่วยเพื่อจะให้ปีนขึ้นไปฉี่ในที่ที่เขาฉี่อยู่ แต่ฉันพูดภาษาจีนกับเขาว่า ฉันไม่ฉี่แล้ว เขาก็น่ารัก ส่งมือให้ฉันเกาะเขาค่อย ๆ ลงจากเขามา ดันลื่นอีกครั้ง โห! ช่างเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เหลือเชื่อจริง ๆ ฉี่ก็ไม่ได้ฉี่ แต่ก็ได้ปีนขึ้นไปดูสถานที่ฉี่ ฉันเห็นเป็นหย่อม ๆ สี เหลือง ๆ บนหิมะที่ขาวสะอาด เหอ เหอ ยิ่งพวกผู้ชาย เขาสบายมาก ยืนอยู่ข้างทางไม่ต้องปีนขึ้นไปเลย เขาก็ยืนฉี่ให้พวกเราเห็นชัด ๆ เห็นเป็นแอ่งน้ำสีเหลือง ๆ บนหิมะที่ขาวโพลนเช่นเดียวกัน ฮิฮิ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ได้กำไรจริง ๆ ชีวิตฉันก็ยังไม่เคยเห็น ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนเลย ทุกคนขึ้นรถมาได้คุยกันอย่างสนุกสนาน และบอกว่า ต้องเก็บเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งของชีวิตที่หาได้ยากจริง ๆ เล่าให้ลูกหลานฟังได้ไม่รู้จักจบเลยด้วย

รถที่จอดสนิทเริ่มมีความหวังมากขึ้น เพราะมีตำรวจทางหลวงมาช่วยบริหารจัดการ ถนนที่นี่ คุณสมุทรบอกว่า น่าเบื่อมาก เพราะเป็นอย่างนี้ทุกปีที่เป็นเทศกาลท่องเที่ยว ถนนบนเขาเป็นถนนสายเล็ก ๆ มีสองเลนเท่านั้น มันจึงเป็นสภาพเช่นนี้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน ก็ไปไม่ได้ ไม่มีใครยอมใคร จนกระทั่งต้องมีตำรวจมาช่วยจัดการ เราติดอยูที่นี่ประมาณ น่าจะสองชั่วโมงเศษ ๆ เห็นจะได้ รถจึงสามารถเคลื่อนตัวออกเดินทางต่อไปได้

ระหว่างทาง คุณสมุทรได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการเลือกคู่แต่งงานในประเทศจีนว่า ในสมัยก่อน ผู้หญิงที่จะแต่งงานกับผู้ชาย พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะยกให้ไหม จะต้องดูว่า ผู้ชายคนนั้นมีคุณสมบัติครบสามประการไหม คือ
1. ต้องมีนาฬิกา ยี่ห้อ เซี่ยงไฮ้
2. มีรถจักรยาน
3. มีจักรเย็บผ้า
(ฉันคิดว่า สิ่งเหล่านี้ คงแสดงถึงความมีฐานะของผู้ชายในสมัยนั้นกระมัง นี่เราจะเรียกว่า แต่งงานเพราะความรักเหรอ เฮ้อ ! ไม่ใช่แน่นอน แล้วคนที่รักกัน ไม่มีสิ่งเหล่านี้ คงแห้วเนอะ)
คุณสมุทรเล่าต่อไปว่า ในปัจจุบันนี้ ผู้หญิงจะแต่งงานกับผู้ชาย ผู้ชายจะต้องมีคุณสมบัติสามประการเช่นกัน คือ
1. มีงานทำ คือ มีอาชีพ
2. มีรถยนต์
3. มีบ้าน
เฮ้อ ! นี่ก็เป็นความคิดที่ฉันไม่เห็นด้วย ความรัก ไม่ควรมีสิ่งเหล่านี้เป็นตัววัด อย่างเรื่องอาชีพ ยังพอทำเนาเห็นด้วย เพราะการมีอาชีพ เป็นส่วนหนึ่งที่จะประคองความรักของคนคู่หนึ่งให้อยู่กันอย่างมีความสุข สามารถเลี้ยงชีพได้ ก็ย่อมทำให้ชีวิตคู่ดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่สำหรับรถ บ้าน มันน่าจะเป็นส่วนประกอบที่นอกเหนือจากความรักของคนคู่หนึ่งนะ ความคิดเกี่ยวกับความรักของฉัน มักจะสวนทางกับความคิดของคนอื่น ๆ เขาเสมอ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรักคนยากประการหนึ่งก็ได้นะ เพราะฉันถือความรักเป็นอันดับหนึ่งมากกว่าความเหมาะสมกระมัง อิอิ ชีวิต ความคิดเช่นนี้อีกมั้งที่ทำให้ฉันอยู่ดูโลกนี้อย่างโดดเดี่ยว และเงียบเหงา แต่เมื่อฉันตัดสินใจเลือกของฉันอย่างนี้แล้ว ฉันก็ไม่เคยเสียใจกับชีวิตที่ฉันเลือกเอง อย่างน้อย ๆ ฉันก็ภูมิใจเพราะชีวิตเป็นของฉัน ฉันจึงควรมีสิทธิเลือกเอง ไม่ใช่ปล่อยให้คนอื่นมาบงการชีวิตของเราได้ ท่าน ผู้อ่านว่า จริงไหมคะ

เรามาชมรูปสวย ๆ ที่ฉันถ่ายมาฝากท่านผู้อ่านในระหว่างทางที่รถผ่านดีกว่านะคะ

ทิวทัศน์สวยงามระหว่างเดินทางกลับจาก จิวไจ่โกว



ทิวทัศน์ที่งดงามอีกมุมหนึ่งของเส้นทางที่รถแล่นผ่าน



มุมหนึ่งของแม่น้ำหมิงเจียงที่ไหลผ่านทั่วเมืองเฉินตู



ขุนเขา สายน้ำตอนเดินทางกลับจาก จิวไจ่โกว



หน้าตาของตัวจามรีจ้ะ



จะตื่นขึ้นมากินใบไผ่แต่เช้า เมื่อกินใบไผ่อิ่มแล้วมันจะไปนอน เราจะเห็นหมีแพนด้ายาก หมีแพนด้าจะนอนวันลแล้วพวกเราก็มารถติดอีกครั้งหนึ่งเมื่อหลังจากทานอาหารมื้อเที่ยงเสร็จ ซึ่งก็ไปทานเอาเวลาบ่ายโมงกว่าแล้ว และออกเดินทางต่อไปได้ประมาณ ไม่ถึงสองชั่วกระมัง รถก็เริ่มติดอีกแล้ว คราวนี้ติดหนักยิ่งกว่าช่วงเช้าอีก เพราะได้ข่าวว่า รถชนกันในอุโมงค์ เสียเวลามากเหลือเกิน กว่าตำรวจจะมาบริหารจัดการเรื่องการแล่นของรถ ก็ใช้เวลานานเป็นชั่วโมงจึงเห็นรถตำรวจมา ติดอยู่แถวนี้ น่าสงสารคนที่ปวดท้องฉี่มาก เพราะสองข้างทางไม่ใช่ป่าละเมาะที่มีต้นสนปกคลุมด้วยหิมะเสียแล้ว เพราะรถแล่นลงมาทางใต้ของเมืองเฉินตู อากาศไม่ค่อยหนาวและไม่มีหิมะให้เห็นเสียแล้ว สองข้างทางมืดมิด มีแสงไฟของรถแต่ละคันส่องสว่าง ใครจะกล้าลงไปฉี่ให้ไฟส่องเห็นก้นขาว ๆ ล่ะคะ ฉันก็ปวดเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยมาก ไม่กล้าดื่มน้ำมากนัก ท้องของแต่ละคนก็เริ่มร้องเสียแล้ว เพราะตอนนี้เกือบสองทุ่ม ยังเหลือระยะทางอีกตั้งเป็นร้อยกิโลที่จะเข้าตัวเมือง รถติดอยู่ประมาณ สองชั่วโมงกว่า จึงค่อยโล่ง แล่นได้เร็วขึ้น กว่าจะเข้าตัวเมือง ร้านอาหารที่เราสั่งจองไว้ ก็ปิดเสียแล้ว เพราะรอพวกเราไม่ไหว คุณสมุทรจึงพาพวกเราไปร้านอาหารอื่น ซึ่งยังเปิดขายอยู่ เป็นอาหารประเภทตามสั่ง มีติ่มซำ ข้าวต้ม ผัดผัก ลิ้นเป็ดที่ลือว่าอร่อยมาก คุณสมุทรเป็นคนสั่งให้พวกเราทาน มีซาลาเปาด้วย ข้าวต้มคนละสองชาม ขนมจีบอีก อร่อยสมกับที่รอคอยอาหารมื้อนี้ ทานในเวลา สี่ ทุ่มกว่า ทานเสร็จก็ห้าทุ่มกว่า และ กว่าจะถึงที่พัก อาบน้ำเข้านอน เฮ้อ! ตีหนึ่งกว่า ค่ะ

ระหว่างทางวันนี้ซึ่งเราไม่ได้เที่ยวที่ไหนเลยนอกจากชมวิวทิวทัศน์ทั้งสองข้างทางดังที่ได้เล่าไปแล้ว คุณสมุทรได้ให้ความรู้เกี่ยวกับราชวงศ์ของประวัติศาสตร์จีน โดยเล่าว่า ประเทศจีนก่อนจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐประชาชนจีน มีระบอบการปกครองเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ประเทศจีนมีทั้งหมด 13 ราชวงศ์ คือ 
1. ราชวงศ์เซี้ย 2. ราชวงศ์สุ้น
3. ราชวงศ์โจว ประชาชนในสมัยนี้ค่อนข้างมีความสุข เพราะกษัตริย์มีความรู้ 
4. ราชวงศ์ชุน ในสมัยนี้ เป็นสมัยที่เกิด บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีน คือ เกิดเล่าจื้อ ซึ่งเป็นอาจารย์ของขงจื้อ คำสอนของ เล่าจื้อ สอนเน้นเรื่องความสงบโดดเดี่ยว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เน้นในเรื่องของ หยิง กับ หยัง คำสอนของเล่าจื้อ ตรงข้ามกับขงจื้อซึ่งสอนว่า ต้องกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ต่อกษัตริย์ ทั้งเล่าจื้อและขงจื้อเป็นบุคคลในสมัยเดียวกับพระพุทธเจ้า
5. ราชวงศ์ ฉิน เป็นราชวงศ์ศักดินา
6. ราชวงศ์ฮั่น ปลายราชวงศ์นี้เกิดความวุ่นวายมาก จนเกิดเรื่องราวของ สามก๊ก ขึ้น คุณสมุทรวิเคราะห์เรื่องราวของสามก๊กว่า โจโฉ เป็นคนที่เก่งที่สุดในเรื่อง ข้อบกพร่องของขงเบ้งก็คือ บริหารจัดการไม่เป็น เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เขาจะต้องจัดการเสียหมด ทำให้เขาเหนื่อยมาก ส่วนเล่าปี่ เป็นคนรบไม่เก่ง แต่ว่าเป็นคนมีน้ำใจ จึงชนะใจคนอื่น อาวุธที่ดีที่สุดของเล่าปี่ คือ น้ำตา ชีซี เป็นคนแรกที่มาช่วยเล่าปี่ ชุนกวง ไม่เก่งแต่ก็เก่งกว่าเล่าปี่ เขาเป็นคนใช้คนเป็น ดูคนเป็น กวนอู เป็นคนที่ได้รับการยกย่องว่า มีความซื่อสัตย์ได้รับการยกย่องขึ้นเป็นเทพเจ้า แต่ข้อเสียของกวนอู คือ จะยกย่องคนที่มีความรู้เท่านั้น ยกย่องคนที่เก่ง ดูหมิ่นคนที่ด้อยกว่า เตียวหุย มีข้อเสีย ก็คือ ชอบดื่มสุรา เป็นคนที่มีเสียงดังมาก ส่วนลิโป้ เป็นคนเลว เป็นนกสองหัว สามารถฆ่าพ่อเลี้ยงตัวเองได้เพื่อผู้หญิงคนเดี่ยวที่ตนหลงรัก แนะนำหนังสือที่น่าอ่านและควรอ่านอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่อง ความรักในหอแดง เพราะในนวนิยายเรื่องนี้ได้สอดแทรกความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับทำเนียมประเพณีของจีนไว้มากมาย นั่นเอง
7. ราชวงศ์ จิ้น 
8. ราชวงศ์สุย มีเวลาอยู่ถึง 49 ปี
9. ราชวงศ์ถัง
10. ราชวงศ์ซ่ง
11. ราชวงศ์เหยียน
12. ราชวงศ์หมิง
13. ราชวงศ์แมนจู ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ต่อจากนั้น แผ่นดินจีน ก็แตกออกมาเป็นก๊กหมิ่งตั๋น โดยมี ดร.ซุนยัดเซ็น เป็นผู้นำ อยู่ที่ไต้หวัน จนปัจจุบันนี้ ประเทศจีนมีระบอบการปกครองเป็น สาธารณรัฐประชาชนจีน มีประธานาธิบดีในการปกครองประเทศแทนระบอบกษัตริย์

วันที่ 29 ตุลาคม โปรแกรมเที่ยวสำหรับวันนี้ในช่วงเช้าคือ ศูนย์วิจัยหมีแพนด้า พวกเราทานข้าวเช้าที่โรงแรมเสร็จแล้ว ก็จัดการกับธุระส่วนตัวอีกครั้งหนึ่งแล้วก็มาขึ้นรถตามกำหนดเวลา คือ 8.30 น. คุณสมุทรบอกว่า เราต้องรีบไปเช้าหน่อย ถ้าสายเกินไป เราไม่ได้เห็นหมีแพนด้า เพราะพวกหมีแพนด้าละ 17 ชั่วโมง คุณสมุทรให้ความรู้ต่อไปว่า ที่ศูนย์นี้ มีหมีแพนด้าประมาณกว่า 20 ตัว หมีแพนด้าเป็นสัตว์สงวนด้วย เพราะหายาก มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่มณฑลเสฉวน เป็นสัตว์ที่ตกลูกยาก ต้องมีอุณหภูมิที่เหมาะสมพร้อมที่จะตั้งท้องได้มีเพียง 3 วัน ใน 1 ปี เท่านั้น และจะตกลูกครั้งละประมาณ 2 ตัว และตัวที่ แข็งแรงเท่านั้น จึงจะอยู่รอดได้ เพราะแม่หมีจะเลี้ยงลูกเพียงตัวเดียว ดังนั้น ถ้าเกิดในป่าจึงมักรอดยากทั้งสองตัว ในปีนี้ ที่ศูนย์นี้ มีหมีแพนด้าเกิดมาทั้งหมด 5 ตัว และอยู่ในเมืองเฉินตูอันเป็นถิ่นกำเนิดของพวกมัน มีมากที่สุดที่เมืองนี้ด้วย คุณสมุทรเล่าต่อไปว่า จากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ได้สรุปผลว่า แต่เดิม หมีแพนด้าเป็นสัตว์กินเนื้อเช่นสัตว์อื่น ๆ แต่มาปรับตัวกินใบไผ่ เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่มีเนื้อสัตว์ให้กิน โดยวิเคราะห์จากลำไส้ของสัตว์กินเนื้อจะเป็นเส้นตรงคล้ายกับลำไส้ของหมีแพนด้าก็เป็นเส้นตรงเช่นกัน เมื่อลูกหมีแพนดาเกิดมา มันจะมีน้ำหนักประมาณ 100 กรัม ตัวเล็กมาก ฤดูที่เหมาะจะผสมพันธุ์ คือช่วงเดือนเมษายน ก.ย. ต.ค. พ.ย. บางครั้งอาจจะตกลูกถึง 3 ตัว เมื่อผสมพันธุ์แล้ว จะไล่ตัวผู้ไปเลย ลูกหมีแพนด้า จะมีขนขึ้นประมาณอายุ 2 เดือน และ ประมาณ 3 เดือนจะเริ่มเดินได้ อาหารพิเศษของลูกหมี คือ อาหารขนมปังพิเศษของมัน นม ผลไม้ จะอยู่กับแม่ถึงอายุประมาณ ปีครึ่ง แม่หมีก็ไม่ให้อยู่ด้วยแล้ว ให้ลูกไปใช้ชีวิตของมันเอง ยังมีกฎหมายที่ เข้มงวดข้อหนึ่ง คือ คนที่ฆ่าหมีแพนด้า จะต้องถูกยิงเป้า มันเป็นสัตว์ที่ชอบเด็ก ถ้ามันหิวมาก ๆ ก็จะกัดคนเหมือนกัน และกัดสัตว์กินด้วย มันสามารถกัดหมูได้ ปัจจุบันนี้ ทั่วโลกมีหมีแพนด้าเพียง พันกว่าตัว ที่สวนศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าแห่งนี้ ถือเป็นสถานที่คู่บ้านคู่เมือง เป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน และการส่งหมีแพนด้าให้ต่างประเทศ แสดงถึงการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศอีกด้วย

ใบไผ่ที่หมีแพนด้าชอบกินนั้น มี 3 ชนิด คือ
1. ไม้ไผ่ธนู
2. ไม้ไผ่ไม้เท้า
3. ไม้ไผ่ธนูหนาว
อายุของหมีแพนด้มากที่สุด คือ 39 ปี แต่ถ้าอยู่ในป่าไม่มีคนดูแล จะมีอายุประมาณ 29 ปี ถ้ามีคนดูแล เฉลี่ยมีอายุได้ประมาณสูงถึง 32 ปี

เมืองเฉินตู มีฉายานามหลายชื่อ เช่น
1. เมืองแห่งเต่า
2. เมืองแห่งดอกชบา (คงปลูกดอกชบามากน่ะ)
3. เมืองแห่งผ้าไหม
แหล่งกำเนิดผ้าไหม อยู่มณฑลเสฉวน เมืองเฉินตู นอกจากนี้ ยังมีผ้าไหมที่เมือง หังโจว ซูโจว เมืองเหล่านี้เก่งเรื่องของการเย็บปักถักร้อย ปัจจุบันนี้เหลือคนที่เก่งทางด้านนี้อยู่เพียง 40 กว่าคนเท่านั้น
ของคู่บ้านคู่เมืองของประเทศจีน มีดังนี้
1. งิ้วปักกิ่ง
2. สมุนไพร (หมอจีน)
3. งิ้วคงฉี่ ของเมืองเฉินตู
ดอกชบาของเมืองเฉินตู มี 3 สี วันหนึ่งสามารถเปลี่ยนสีได้ 3 สี
ประเพณีที่ประเทศจีน คุณสมุทรบอกว่า จะยากดีมีจนอย่างไร ก็ต้องมีผ้าไหมมาทำเอี๊ยมให้ลูกที่เกิด เพราะว่า ลักษณะเด่นของผ้าไหมจะไม่เก็บความชื้น ทำให้เด็กมีความอบอุ่นที่ท้อง ชุดเจ้าบ่าว เจ้าสาวก็ต้องทำด้วยผ้าไหม

พวกเรายังได้ความรู้จากคุณสมุทรอีกเรื่องหนึ่ง คือ การปักตัวมังกรของบุคคลธรรมดา นิ้วของมังกรต้องมีแค่ 4 นิ้ว ถ้าปัก 5 นิ้วจะถูกประหารชีวิต เพราะมังกรของกษัตริย์เท่านั้นที่จะมี 5 นิ้วได้ ส่วนฉลองพระองค์ของพระนางบูเช็กเทียนและพระนางซูสีไทเฮา นั้น จะปักเป็นรูปหงส์ ไม่ปักเป็นรูปมังกร เป็นการแสดงฐานะของตนว่า ผู้หญิงก็เป็นกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองได้ นั่นเอง

พวกเรามาถึงที่ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า ประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น คุณสมุทรวิ่งไปซื้อตั๋วและเหมารถเพื่อไปชมหมีแพนด้าในศูนย์ ซึ่งกว้าวใหญ่ไพศาลมาก

สักพักก็ได้ขึ้นรถ น่าจะเรียกว่า รถกอล์ฟ นะ นั่งได้ประมาณ 13 คน ระหว่างทาง เราได้ชมสวนต้นไม้รอบ ๆ บริเวณศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า รถแล่นมาส่งบริเวณที่อยู่ของหมีแพนด้า ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที เขามาปล่อยพวกเราลงจุดที่จะมีหมีแพนด้าอยู่ จุดแรกเป็นทางไม้เล็ก ๆ แคบ ๆ ให้พวกเราเดินไปตามทาง และแล้วฉันก็ได้เห็นหมีแพนด้าตัวโต กำลังกินใบไผ่อยู่ หน้าตาน่ารักมาก มันยืนกินใบไผ่เฉยอย่างคุ้นเคยกับมนุษย์ที่มาจ้องมองมัน ถ่ายรูปมัน นิ่ง แทบจะไม่มีปฏิกิริยากับมนุษย์ทุกคนที่พากันจ้องมองมันและถ่ายรูปมันอย่างตั้งอกตั้งใจ (เขามีรั้วกั้นให้ยืนมองมันอยู่นอกสวน) ฉันและเพื่อน ๆ พากันยืนชมมันและถ่ายรูปมันเป็นที่ระลึกแล้ว ก็เดินไปชมส่วนอื่น ๆ ของสวน ไปเจอ หมีอีก สามตัว ตัวหนึ่งนอนกอดขอนไม้ใหญ่ ไม่สนใจคนดูเลย ส่วนอีกสองตัวเล่นกันอยู่ ไม่สนใจใครเหมือนกัน ฉันเลยถ่ายรูปพวกมันไว้เป็นที่ระลึก ด้วยความน่ารักของมันเลยถ่ายไปชะหลายรูปเลย แล้วก็เข้าแถวไปดู ลูกหมีแพนด้าอีกตัวหนึ่ง ซึ่งคนเลี้ยงกำลังพยายามใช้ไม้ล่อมันให้หันหน้ามาทางคนดู ไม่ให้มันเข้าไปยังที่นอน น่าจะเป็นหมีแพนด้าอายุน้อยไม่น่าเกิน 1 ปี แต่ดูได้ในทีไกล ๆ ซูมกล้องแล้วก็ถ่ายได้ไม่ชัดเจนนัก แล้วก็ไปชมหมีแพนด้าที่เกิดในปีนี้ ที่มี 5 ตัว ยังเล็ก ๆ อยู่ น่าจะไม่กี่เดือนมั้ง เพราะดูมันยังตัวเล็ก ๆ อยู่ ฉันก็ถ่ายรูปเอาไว้ดูเหมือนกัน
ท่านลองชมดูซิคะ



ลูกหมีแพนด้าที่เกิดในปีนี้



จากนั้น เราก็เดินชมต่อไป เพื่อชมตัวแร็คคูน หน้าตามันก็น่ารักมาก ตาโต มีหางเป็นพวงสวยงามทีเดียว ท่านลองชมภาพที่ฉันถ่ายมันมาให้ท่านชม ซิคะ



บริเวณในสวนอนุรักษ์แห่งนี้ มีร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับหมีแพนด้ามากมาย เช่น รูปหมีแพนด้า พวงกุญแจ ที่ใส่โทรศัพท์ เพื่อให้สวยงาม กระเป๋า ตุ๊กตาหมีแพนด้า ฯลฯ

เราอยู่ที่ร้านและศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าชั่วโมงกว่าเกือบสองชั่วโมง กว่าจะรอกันเข้าห้องน้ำและครบองค์ประชุมแล้วก็นั่งรถกอล์ฟออกจากศูนย์มาขึ้นรถบัสและเดินทางต่อไป เป้าหมายคือ ร้านขายผ้าไหม หลายคนบอกว่า ไม่ซื้อหรอกนะ จะดูและฟังเฉย ๆ
เรามาติดตามต่อไปว่า ผลจะเป็นอย่างไร อิอิ

พนักงานในร้านรีบออกมาต้อนรับพวกเราอย่างยินดี ดีใจ (ฉันจะได้ขายสินค้าของฉันเย้ว เขาคงคิดอย่างนี้น่ะ อิอิ) ผู้ที่ทำการอธิบายสรรพคุณต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่อง ไหม เป็นผู้ชายร่างผอมและพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนพูดมาเป็นเวลานานแล้ว ถึงแม้ว่าสำเนียงจะไม่ชัดเหมือนคนไทยพูด แต่ว่า ก็เรียกว่าเก่งมากทั้งเทคนิคการค้าการขาย ฉันว่า เขาใช้ได้ทีเดียวนะ เขาเริ่มอธิบายถึงวงจรของตัวดักแด้ที่จะเอาไปทำผ้าไหม ดูรังไหม สาธิตความเหนียวของรังไหมที่ดึงออกมาเป็นแพกว้างโดยไม่ขาดจากกัน ให้ดูขี้ไหม ซึ่งเอาไปทำหมอนได้ พาไปดูการเอาเส้นไหมไปทำเป็นผ้าห่มที่จะให้ความอบอุ่น (ซักไม่ได้ ทำความสะอาดด้วยการเช็ดและนำไปตากแดดเท่านั้น) จากนั้น ก็เริ่มโฆษณาขายผ้าห่ม หมอน
มีรายการแถมโน่นแถมนี่ ล่อใจคนซื้อ ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง เป็นต้น พวกเราก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ล่ะ ต่อกันจนคนที่ขายหัวหมุนไปหมด เป็นภาพที่น่าดูชมจริง ๆ แล้วก็ดูน่าสนุกด้วย ครั้งนี้ ฉันว่า อาเฮียที่ทำหน้าที่ขายนั้นประสบความสำเร็จมากทีเดียวนะ เพราะซื้อกันหลายคน โดยพวกเราก็ถาม ๆ กันเป็นกลุ่มใหญ่หลายราย เพื่อการต่อรองจะได้มากยิ่งขึ้น ปรากฏซื้อกันเกินครึ่งที่มาทีเดียว ดูเหมือนมีเยาว์มี แอ๊ด (เพราะเขาเคยซื้อจากเมืองอื่นมาแล้ว) ที่ไม่ได้ซื้ออะไร ฉันเองว่าจะไม่ซื้ออะไรแล้วนะ เพราะราคาผ้าห่มเตียงเดี่ยวกับเตียงคู่ราคาใกล้เคียงกันมาก แต่ในที่สุดก็ไปถูกใจ หมอนสุขภาพที่เคยเห็นโฆษณาในเมืองไทย ซึ่งแพงมากพอควร แต่ที่นี่ ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ฉันกับคุณต๋อยก็ต่อรองกันให้แถมปลอกหมอนด้วย ในที่สุดเขาก็ยอมแต่ขอเพิ่มอีก 20 หยวน เป็น 400 หยวน เท่ากับจ่ายคนละ 200 หยวน ตกใบละ 1000 บาท มีปลอกหมอนด้วย ก็ถูกกว่าที่เมืองไทย ส่วนคนอื่นซื้อชุดใหญ่ คือ มีผ้าห่ม ผ้าคลุมเตียง หมอน ปลอกหมอน เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีช่างเก่งจริง คนงานที่นี่ จัดการกับหมอน ผ้าห่มผืนใหญ่ๆ ผู้คลุมผืนโต ๆ จัดการดูดของใหญ่ ๆ เหล่านี้ให้แฟ้บแล้วบรรจุไว้ในกระเป๋าเล็ก ๆ ใบเดียวเท่านั้น น่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ เลย หมอนของฉันใบโต ๆ ก็ถูกดูดเหลือแบน ๆ นิดเดียว หิ้วสบาย ๆ ไม่เทอะทะเลย แปลกมาก ๆ เลยล่ะ

ดูการสาธิตการดึงรังไหมเล็ก ๆ เป็นแผ่นโตคลุมได้



หน้าตาของขี้ไหม



หลังจากออกจากร้านผ้าไหมแล้ว ก็ถึงเวลาทานข้าวมื้อเที่ยงของพวกเรา ก็อาหารเหมือน ๆ เดิม อิ่มแล้ว ก็เริ่มออกเดินทางไปยังเมืองเล่อซาน ระหว่างทางทิวทัศน์สองข้างทางที่มีต้นไม้ใหญ่น้อยนานาพันธุ์ ได้ผ่านบ้านช่องของชาวบ้านมณฑลเสฉวน ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านและธรรมชาติอันสวยงาม ช่วงบ่ายนี้เราจะไปล่องเรือเพื่อชมเกาะเล่อซาน เกาะนี้ มีรูปลักษณ์ดั่งพระกลางทะเล เราจะเห็น หลวงพ่อโตเล่อซาน ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่า ศักดิ์สิทธิ์มาก ใช้เวลาสร้างนานถึง 90 ปี หลวงพ่อไห่ทง เป็นผู้ริเริ่มสร้างหลวงพ่อโต โดยใช้เงินบริจาคของชาวบ้าน เพื่อเป็นสิริมงคลและป้องกันเรื่องน้ำท่วมจากแม่น้ำหมิงเจียง ซึ่งมีความยาวถึง 600 กิโลเมตร มาสำเร็จเอาสมัยผู้ว่าราชการคนที่ 3 หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปที่สกัดเข้าไปที่ภูเขา อยู่ที่หน้าผาของภูเขากลางเกาะ เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่เป็นที่ 3 โลก เป็นปางสมาธิ สูงถึง 71 เมตร คิ้วยาว 3 เมตร เชื่อว่า เป็นพระศรีอาริยเมตไตยในอนาคต พระพักตร์ของหลวงพ่อโตหันออกไปสู่แม่น้ำหมิงเจียง

คุณสมุทรไปซื้อตั๋วเพื่อพาเราไปล่องเรือชมเกาะเล่อซาน เรือก็ลำไม่ใหญ่นัก พวกเราลงเรือแล้ว สายลมพัดผ่านมาเย็นสบายแต่ก็หนาวเย็นมากพอสมควร ผมเผ้าแต่ละคนปลิวไสวไป พวกเราให้คุณสมุทรถ่ายรูปพวกเรากับหลวงพ่อโต แล้วก็อธิษฐานขอพรท่านให้มีสุขภาพแข็งแรง คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนา ใช้เวลาอยู่ในเรือเพียง 20 นาทีกระมัง ก็ขึ้นฝั่งกันแล้ว

รูปหลวงพ่อโตที่สลักอยู่บนภูเขาสูงค่ะ



พวกเราไปนมัสการหลวงพ่อโตอันศักดิสิทธิ์ ค่ะ



แถว ๆ ท่าเรือ มีร้านขายของที่ระลึกอยู่หลายร้าน ขึ้นจากเรือแล้วก็อดแวะหาซื้อของไม่ได้ เยาว์อยากได้ของเล่นที่เป็นไม้หรือพลาสติคหลาย ๆ อันร้อยเรียงกัน เวลาเล่น ปล่อยให้มันไหลลงมาตามเส้นเชือกที่ร้อย แล้วมันก็จะเปลี่ยนหน้ากากไปด้วย ฉันก็ไปช่วยต่อรองราคากับเจ้าของ ดูเหมือนจะได้ 3 อัน 10 หยวน ก็เป็นราคาที่เหมาะสมกันดี ฉันก็เลยพลอยซื้อกับเขาไปด้วย 3 อัน ไว้แจกเด็กเล่นได้ จากนั้น พวกเราก็ขึ้นรถและจะไปช้อปที่ร้านหยกตามโปรแกรมที่มัคคุเทศก์ต้องพาไปอยู่แล้ว ทุกคนก็ตั้งใจไม่ซื้ออีกตามเคย แล้วเรามาดูต่อไปว่า จะได้ซื้อกันบ้างไหมเอ่ย เหอะเหอะ

ระหว่างที่เดินทางไปร้านหยก คุณสมุทรก็ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติเรื่อง หยกให้พวกเราฟังว่า คนจีนมีความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับ หยก มาตั้งแต่สมัยโบราณ จนปัจจุบันนี้ ความเชื่อเช่นนั้นก็ยังคงอยู่ ชนิดของหยก มี 2 ชนิด คือ
1. หยกอ่อน จะเป็นสีขาว มีอยู่ในเมืองจีน
2. หยกแข็ง จะมาจากประเทศพม่า
หยกสีขาว ถ้าอยู่ไปนาน ๆ เข้า จะกลายเป็นหยกสีเหลือง คนจีนเชื่อว่า หยก สามารถสื่อสารกับเทพเจ้าได้ หยกอ่อนมาจาก ซินเกียง วิธีดูหยก คือ ถ้าเจอฟองอากาศในหยก จะเป็นหยกปลอม หยกจริงจะเป็นหินชนิดหนึ่ง สามารถขีดกับกระจก กระจกแตกได้ แต่หยกจริงจะไม่มีรอยอะไรเกิดขึ้นเลย (ผู้จัดการร้านเขาสาธิตให้ทุกคนดู)

เมื่อมาถึงร้านขายหยก พนักงานของร้านก็ออกมา ต้อนรับพวกเราด้วยความยินดีเหมือนร้านก่อน ๆ (สังเกตจากสีหน้า คงคิดว่า หมูมาอีกแล้ว ฮิฮิ) แล้วก็ตอนพวกเราเข้าห้องไปฟังสรรพคุณของหยกที่ร้านเขาขาย เด็กสาวที่มาพูดนั้นสามารถพูดไทยได้แต่ยังสู้อาเฮียที่ขายผ้าไหมไม่ได้ เด็กจีนพวกนี้พูดไทยสำเนียงแปร่ง ๆ คล้ายคนจีนพูดภาษาไทยโดยทั่วไป แต่ที่แปลก คือ ทุกคนพูดรัวเร็วเหลือเกิน รัวและเร็วกว่าเราซึ่งเป็นเจ้าของภาษามากเลย รู้จักขอโทษ ขออภัย หากใช้คำไทยไม่ถูกต้อง รู้จักบอกให้พวกเราแนะนำเขาด้วย เขาแนะนำตัวเองว่า ชื่อ เสี่ยวลี่ ที่แปลว่า สวย รู้จักบอกพวกเราว่า เขาอยากไปเมืองไทยมาก ขณะนี้ บริษัทกำลังจะไปเปิดสาขาที่เมืองไทย ถ้าเขาพูดได้ดี ขายได้ เขาจะมีโอกาสได้ไปประจำสาขาที่เมืองไทย มีการเว้าวอนพวกเราให้ช่วยสนับสนุนเขา ถ้าผู้จัดการมาถามพวกเราว่า เขาพูดเป็นอย่างไร ก็ให้พวกเราสนับสนุนเขาด้วย เป็นเด็กสาวที่มีความมุ่งมั่นและกล้าหาญพอควรทีเดียว สักพักใหญ่ ๆ ผู้จัดการ ของร้านนี้ ก็มาพบพวกเรา โอ้โห! คนนี้ยิ่งกว่าคนเมื่อกี้นี้เสียอีก พูดเป็นน้ำไหลไฟดับเลย พูดเก่ง พูดเร็ว เหมือนได้รับการฝึกมาเพื่อใช้จิตวิทยาในการขายโดยตรงจริง ๆ มีการโฆษณาบริษัท แนะนำว่าตัวเองเป็นลูกบุญธรรมของเจ้าของบริษัท ชมและยกย่องพ่อบุญธรรมเป็นคนใจบุญและรักคนไทยมากเพราะเคยได้รับความช่วยเหลือจากคนไทย ชมคนไทยว่าเป็นคนใจดี มีน้ำใจ (นี่เป็นการใช้จิตวิทยากับผู้ซื้อ ให้พอใจในคำพูดก่อนนั่นเอง จริงเท็จประการใดเราก็ไม่รู้ แต่คนฟังก็พอใจไปครึ่งหนึ่งแล้ว มีใจเอนเอียงที่อยากจะอุดหนุนเสียแล้ว แถม บอกว่า เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึง เขากับคนไทยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว ย่อมจะต้องเป็นราคามิตรภาพอยู่แล้ว วาทศิลป์ดี สมกับเป็นผู้ขายจริง ๆ ฉันไม่ได้เรียนเรื่องการค้ามาก็จริง แต่ฉันก็เป็นลูกพ่อค้ามาก่อน และเรียนจิตวิทยาได้ A ชะด้วย ก็คงอ่านคำพูดของนักขายคนนี้ได้ดีสมควร ไม่ได้คุยนะคะ ฮิฮิ ) ปรากฎว่า ออกจากห้องที่เขาอธิบาย เขาก็เริ่มพาไปดูสินค้าของเขาในตู้โชว์ ซึ่งมีทั้ง แหวน กำไลหยก ผีเซียะ จี้หยก สารพัด สวย ๆ จนคนดูลายตาไปหมดนั่นแหละ ลดสะบั้นหั่นแหลกกันเลย หลายหมื่นหยวนที่เขาติดป้ายอยู่เหลือแค่พันกว่าหยวน โห! ราคามิตรภาพจริง ๆ หรือนี่ เขามีวาทศิลป์ดี บอกว่า ราคาที่ติดนั้น เป็นราคาติดสำหรับชาวต่างชาติอื่น ๆ แต่สำหรับคนไทย เขากับพวกเราเป็นเพื่อนกันแล้ว จึงเป็นราคามิตรภาพแบบนี้ เฮ้อ ! ฉันก็ไม่รู้ว่า ความจริงนั้น มันคืออะไรกันแน่ สังคมโลกมนุษย์ จิตใจมนุษย์มันช่างอ่านกันยากเสียเหลือเกิน ฉันได้แต่ยืนชมอยู่ห่าง ๆ ไม่คิดที่จะซื้ออะไร เพราะเครื่องประดับเหล่านี้ ฉันไม่ค่อยจะมีกับเขาหรอก เคยซื้อมาครั้งก่อน ๆ เป็นกำไลหยก ปลูกเสกแล้วเสียด้วยซ้ำก็ยังนอนเอ้งเม้ง อยู่ในลิ้นชักเลย ผีเซียะก็เช่ากับครูจีนตอนที่ไปเรียนที่คุนหมิง 1 เดือน ก็ไม่เคยเอาออกมาแขวนหรือห้อย ฉันมันก็เป็นประเภทที่ไม่ค่อยได้ใส่ใจและเชื่อในสิ่งที่เรียกว่า ไสยศาสตร์ ก็ได้มั้ง เพราะตั้งแต่เด็กจำความได้ ฉันยึดในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาโดยตลอด หลักศาสนาพุทธ ทำให้ฉันเชื่อในเรื่องของกรรม และชีวิตที่วิกฤตหลายครั้งของฉันที่ผ่านมาได้โดยปลอดภัย ที่ฉันอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ฉันว่า ศาสนาพุทธที่ฉันยึดถือนั้น เป็นส่วนที่ทำให้ฉันมีชีวิตที่รอดจากวิกฤตมาได้จนถึงทุกวันนี้ ถึงจะเป็นชีวิตที่เงียบเหงา อ้างว้างบ้าง ตามประสาคนโสดที่อยู่คนเดียว แต่ฉันก็สามารถปรับตัวเองให้อยู่ในโลกนี้อย่างไม่ทุกข์ใจอะไรมากนัก

และแล้ว ในกลุ่มของพวกเราก็ได้อุดหนุน หยก ของลูกสาวบุญธรรมเจ้าของบริษัทไปได้หลายคนเลย เช่น คุณแอ๊ดได้แหวน ดูเหมือนพันกว่าหยวน พี่อรได้กำไลหยก จุ๊บได้กำไลและ ผีเซียะ คุณลูกสาวบุญธรรมคงดูคนออก เพราะเขาไม่เชียร์ฉันซื้ออะไรเลย เฮ้อ! รอดตัวไป เชียร์มาก ๆ อาจทำให้ใจอ่อนได้นะ อิอิ
อ้อ ! เขาใจป้ำนะ แจกของที่ระลึกแก่ทุกคน เป็นแผ่นหยกเล็ก ๆ น่าจะเอาไปเลี่ยมทำจี้ได้มั้ง เขาบอกว่าได้ปลุกเสกมาแล้วด้วย (ตอนนี้ฉันไม่รู้เอาไปซุกอยู่ตรงไหนเสียแล้ว อิอิ)

เย็นนี้เราไปพักที่โรงแรม เซ็นจูรี่ ซันไชด์ ระดับ 4 ดาวและทานข้าวมื้อเย็นที่นี่ คืนนี้ เกิร์ลนอนคนเดียว จุ๊บเลยไปนอนกับเกิร์ล เกิร์ลจะได้ไม่กลัวผี เหอะเหอะ

วันที่ 30 ตุลาคม 54 วันนี้โปรแกรมเที่ยวของเราคือ อุทยานง้อไบ๊ ซึ่งพวกเราต้องนั่งรถของเราไปถึงเชิงเขาสำนักงานของอุทยานง้อไบ๊ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วต้องซื้อตั๋วและเช่ารถของอุทยานขึ้นเขาง้อไบ๊ไปต่ออีก ใช้เวลาเดินทางขึ้นเขาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ไกลเหมือนกันนะ

มาถึงที่สำนักงานตรงเชิงเขา คุณสมุทรให้พวกเรารอกันอยู่ที่นี่ ส่วนตัวเขาไปจัดการเรื่องซื้อบัตรและเช่ารถอีก รอนานเหมือนกัน พวกเราก็ถ่ายรูปกันอยู่บริเวณนี้รอกันไป ตรงนี้พวกเราถ่ายรูปหมู่กันอีกครั้งหนึ่ง ดูหน้ากันเองนะคะว่า ใครเป็นใคร จ้ะ

รูปหน้าสำนักงานที่จะไปเที่ยวเขาง้อไบ๊



รออยู่น่าจะไม่ต่ำกว่า 20-30 นาที คุณสมุทรก็มาเรียกพวกเราไปขึ้นรถของทางสำนักงานที่เราเช่าขึ้นเขานั่นเอง ระหว่างทางที่ขึ้นเขานั่น ถนนหนทางเป็นทางแคบ ๆ รถสวนได้แค่สองเลนเท่านั้นเหมือนการขึ้นเขาที่หวงหลงและจิวไจ่โกว ถนนที่ผ่านไปดูคดเคี้ยวเลี้ยวลดเหลือเกิน มองจากหน้าต่างออกไป เบื้องหน้าเป็นทิวเขาสูงปกคลุมไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ เขียวขจี บางแห่งก็เป็นภูเขาหินบ้าง มองลงไปเบื้องล่าง เป็นหุบเหว ลึกบ้าง ตื้นบ้าง เป็นแห่ง ๆไป เบื้องล่าง ฉันเห็นธารน้ำไหลเป็นทางยาวตลอดตามถนนที่รถผ่านไป ฉันคิดว่า คงเป็นธารน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาสูงที่เห็นนั่นแหละ บางช่วงเป็นโขดหิน มีน้ำไหลผ่านโขดหิน ดูเป็นธรรมชาติที่สวยงามอีกมุมหนึ่ง บางช่วงที่ขึ้นเขาก็เห็นต้นไม้สูงใหญ่มากมาย ธารน้ำที่อยู่เบื้องล่าง บางแห่งก็แห้งขอด นาน ๆ จะผ่านหมู่บ้านของผู้คน มีร้านค้าบ้างประปราย มีบางแห่งยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ทิวเขาที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้นั้นเขียวชอุ่ม แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขาลำเนาไพรในเทือกเขาแห่งนี้ ผ่านภูเขาสูงบ้าง ต่ำบ้าง ไปเป็นระยะ ๆ ภูเขาเหล่านี้ ยังไม่มีหิมะปกคลุมเหมือนทางที่ไปเขาหวงหลงและจิวไจ่โกว ซึ่งอยู่ทางเหนือ อากาศหนาวเย็นเร็วและมากกว่าทางใต้ นั่นเอง ต้นไม้ที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นประเภทต้นสน ส่วนโค้งของเขาง้อไบ๊ดูโค้งสั้นมากกว่าทางที่จะไปหวงหลง ทำให้คนเวียนหัวได้มากกว่า ประมาณ 9.40 น. ได้แวะร้านค้าข้างทางให้พวกเราได้ทำธุระส่วนตัว 1 ครั้ง พาหนะของชาวบ้านที่ใช้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นมอเตอร์ไซด์ บางครั้งมองจากรถที่แล่นอยู่บนเขา จะเห็นเบื้องล่างเป็นหมู่บ้านของชาวเขาเหล่านี้เป็นหย่อม ๆ บนเขาก็น่าจะเจริญพอควร เพราะฉันเห็นมีเสาไฟฟ้าไปตลอดทางแล้ว ไปถึงุดทางที่เขาจะไม่ให้รถขึ้นเขาไปแล้ว จะต้องให้นักท่องเที่ยวขึ้นบันไดเพื่อเดินขึ้นเขาง้อไบ๊ แล้วต้องไปกระเช้าไฟฟ้าอีก คุณสมุทรคงเห็นว่าพวกเราจะแย่เสียก่อน เพราะอายุแต่ละคนเลยเลขห้าเลขหกไปแล้ว เขากับคนขับรถลงไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ที่ด่านเพื่อขอนำรถขึ้นเขาไป ซึ่งพวกเราต้องรอการต่อรองครั้งนี้ประมาณครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็สำเร็จ พวกเราสามารถนำรถขึ้นเขาไปอีกช่วงหนึ่ง ซึ่งเป็นทางอ้อมเขา ถ้าเดินประมาณกิโลครึ่ง คิดว่า คงต้องมีการเซ่นกันบ้างแหละนะ ตามธรรมเนียมไงล่ะ (ตอนขากลับ คุณสมุทรจึงพูดกับพวกเราว่า เนื่องจากคนขับรถเขาช่วยเจรจาได้มากทีเดียว อยากจะให้พวกเราเก็บค่าทิปสักคนละ 10 หยวนให้กับคนขับรถเป็นสินน้ำใจ พวกเราก็บอกว่า เต็มใจให้เลย มิเช่นนั้น พวกเราคงแย่เพราะต้องเดินเยอะ)

ขึ้นถึงแล้ว ตอนนี้คุณสมุทรก็ให้พวกเรารออีกเพื่อไปตีตั๋วจะได้ขึ้นกระเช้าไฟฟ้าต่อขึ้นไปสู่จุดชมวิวของยอดเขาจินติ่ง ซึ่งนั่งกระเช้าไฟฟ้าประมาณ 7 นาที ยอดเขานี้มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,077 เมตร ระหว่างรอพวกเราก็ถ่ายรูปกันไป ขณะนั้นหมอกลงค่อนข้างมาก ท้องฟ้าไม่ใส เป็นสีมัว ๆ

เขาง้อไบ๊หรือที่เราเรียกว่า เอ๋อเหมยซาน คำนี้ แปลว่า คิ้วโก่ง เพราะทิวเขามีลักษณะเหมือนคิ้ว นักพรตในลัทธิเต๋าเริ่มเข้ามาสร้างศาลเจ้าในเทือกเขาแห่งนี้ในศตวรรษที่ 2 หลังจากนั้น ศาสนาก็เริ่มเฟื่องฟูมาจนถึงศตวรรษที่ 6 เขาง้อไบ๊หรือ เอ๋อเหมย
ซานจึงกลายมาเป็น 1 ใน 4 ของภูเขาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา 4 ภูเขาที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ได้แก่ เอ๋อเหมยซาน อู่ไถซาน จิ่วหัวซาน และ ผู่โถซาน

เมื่อคุณสมุทรซื้อตั๋วขึ้นกระเช้าไฟฟ้าแล้ว พวกเราก็เตรียมตัวเดินตามทางที่เขากำหนดไว้ ซึ่งเป็นทางที่เขากั้นให้เดินไปถึงห้องที่รอกระเช้า เขามีกำหนดจำนวนให้ขึ้นด้วย เป็นกระเช้าใหญ่มาก บรรจุคนได้เยอะมากพอสมควรไม่น่าต่ำกว่า 40-50 คนมั้ง เพราะเข้ากันไปมาก ส่วนใหญ่รีบไปจองที่กระจกเพื่อมองออกไปข้างนอกได้ แต่อนิจจา ! ไม่มีประโยชน์เลย เพราะหมอกลงจัด มองออกไปข้างนอกก็ไม่เห็นอะไรอยู่ดี ใช้เวลา ประมาณ 7 นาที ก็ลงจากกระเช้าไฟฟ้าแล้ว คุณสมุทรก็พาพวกเราไปทานอาหารมื้อเที่ยงซึ่งคิดว่า น่าจะมีเพียงร้านเดียว คนแน่นเต็มร้านไปหมดเลย แต่พวกเราก็ได้ห้องพิเศษ เป็นห้องใหญ่มากพอควรเหมือนกัน

หลังจากทานข้าวมือเที่ยงเสร็จแล้ว พวกเราก็ต้องเดินขึ้นไปที่จุดชมวิวที่ยอดเขาจินติ่ง เดินขึ้นบันไดไปไกลเหมือนกัน แล้วฉันก็ได้เห็น องค์ผู่เสียนทรงช้าง (สมัตภัทธโพธิสัตว์) มีพระพักตร์ 10 ทิศ ความสูง 48 เมตร พระพักตร์งดงาม สูงตระหง่านเทียมฟ้าทีเดียว เสียดายวันนี้มีหมอกลง ดวงอาทิตย์ทำให้ฟ้าเปิดแป๊บเดียวแล้วก็มัวเหมือนเดิม รูปที่ถ่ายออกมาเลยไม่งามเท่าที่ควร คุณสมุทรปล่อยให้พวกเราเดินเที่ยวรอบ ๆ ลานกว้าง ซึ่งมีตำหนักอยู่โดยรอบองค์ผู่เสียน เรียกว่า ตำหนักทอง ตำหนักเงิน ตำหนักสำริด และตำหนักเหล็ก ซึ่งประหนึ่งว่าได้จำลอง 4 พุทธคิรี อันได้แก่ ผู่โถวซาน จิ่วหัวซาน อู่ไถซาน และ เอ่อเหมยซานมาไว้ที่ยอดเขาจินติ่ง

พวกเราไปซื้อเทียนเพื่อจุดถวายองค์ผู่เสียน เป็นเทียนถ้วย ราคา ถ้าจำไม่ผิด มี 60 หยวนกับ 100 หยวน นำถ้วยเทียนที่ซื้อกันแล้ว ไปเดินเวียนรอบองค์ผู่เสียนสามรอบ มีการเขียนชื่อและอธิษฐานขอพรต่อองค์ผู่เสียน เมื่อครบสามรอบแล้ว ก็เอาถ้วยเทียนให้เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่นำถ้วยเทียนของเราไปจุดถวายองค์ผู่เสียน ซึ่งจุดในตู้กระจกเล็ก ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ฐานขององค์ผู่เสียน เป็นอันเสร็จพิธีแล้ว พวกเราก็เดินชมตำหนักต่าง ๆ ทั้งสี่ตำหนัก ซึ่งสวยงามตระการตายิ่งนัก เข้าไปไหว้พระพุทธรูปต่าง ๆ ที่อยู่ในตำหนักด้วย หยอดเงินหยวนลงในตู้ทำบุญบ้างตามแต่แรงศรัทธาของแต่ละบุคคล บางที่เงินหยวนย่อยหมด ก็หยดแบงค์ย่อยไทยไปบ้าง ฉันเห็นเพื่อนทัวร์บางคนเขาแลกแบงค์ 20 เป็นปึก สำหรับมาหยอดตู้ทำบุญจริง ๆ แสดงว่ามีการเตรียมการมาอย่างดีแล้ว ได้กุศลแรงแน่นอน
ขอเชิญท่านชม ภาพถ่ายสวย ๆ ที่ฉันถ่ายมาฝากนะคะ

รูปองค์ผู่เสียนทรงช้าง บนยอดเขาจินติ่ง


รูปตำหนักเงิน บนยอดเขาจินติ่ง ง้อไบ๊



รูปตำหนักทอง บนยอดเขาจินติ่ง ง้อไบ๊



หลังจากถึงเวลานัดแล้ว พวกเราก็ต้องมานั่งกระเช้าไฟฟ้าลงจากเขาง้อไบ๊ที่เป็นจุดชมวิว คุณสมุทรบอกว่า ตั๋วขึ้นกระเช้าไฟฟ้าขาลงราคาถูกกว่าขาขึ้นอีก ลงจากกระเช้าไฟฟ้าแล้ว ก็ต่อรถคันที่พาเราขึ้นเขาง้อไบ๊ พวกเราก็เก็บค่าทิปให้คนขับรถคนละ 10 หยวนตามที่คุณสมุทรได้บอก แล้วมอบให้คุณสมุทรไปจัดการเอง มาถึงเชิงเขา คุณสมุทรพาไปไหว้พระที่ศาลเจ้าเชิงเขาง้อไบ๊อีกแห่งหนึ่ง มีชื่อว่า วัดเป้ากว๋อ (ตามคำแปล แปลว่า วัดพิทักษ์ประเทศชาติ คือสละชีพเพื่อชาตินั่นเอง) วัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเฉินตู ห่างไปประมาณ 19 กิโลเมตร สร้างในสมัย ตงฮั่น ปีคริสต์ศักราช 168 วัดนี้เคยถูกไฟไหม้เสียหายหลายครั้ง แต่ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่ตลอดมา ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 54 ไร่ มีสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วย 1 เจดีย์ 5 วิหาร 16 ลาน ซึ่งค้ำด้วยเสาหินกว่า 400 ต้น แต่ละต้นใหญ่โตมาก มีองค์เจ้าแม่กวนอิมแกะสลักอย่างสวยงามอยู่ในวิหาร มีพระอรหันต์ 500 องค์

คุณสมุทรได้อธิบายถึงประวัติของพระพุทธรูปต่าง ๆ ในวัดเป่ากว๋อให้พวกเราฟัง แต่ฉันก็ไม่สามารถที่จะจดอะไรได้เลย เพราะต้องเดินไปฟังไป พระพุทธรูปในวัดก็มีมากเหลือเกิน พวกเราได้แต่กราบไหว้พระพุทธรูปต่าง ๆ ในแต่ละแห่ง เขามีตู้ให้หยอดทำบุญด้วยทุกแห่ง ก็เหมือน ๆ กับวัดโดยทั่ว ๆ ไปทุกประเทศนั่นแหละ ฉันก็หยดไปตู้ละ 10 หยวน เป็นส่วนใหญ่ จนเงินหยวนที่เป็น 10 ยี่สิบ หมดแล้ว จึงหยอดเงินไทย ฉันได้ถ่ายรูปของวัดนี้มาฝากท่านผู้อ่านและคัดเฉพาะบางรูปมาให้ท่านได้ชื่นชมและแบ่งส่วนบุญที่ทำไปให้ท่านผู้อ่านด้วยนะคะ สาธุ

ศาลเจ้าเชิงเขาง้อไบ๊



พระโพธิสัตว์ที่ศาลเจ้าเป่ากว๋อ ค่ะ



พวกเรากลับถึงโรงแรมที่พัก มีเวลาให้พวกเราได้พักผ่อนประมาณ 1ชั่วโมงเศษ จึงลงไปทานอาหารมื้อเย็น แล้วคุณสมุทรก้พาพวกเราไปเดินช้อปปิ้งที่ถนนคนเดิน ไม่เห็นมีอะไรน่าซื้อเท่าไรนัก ผลไม้ก็มีน้อย ฉันได้พุทราดิบมา 1 ชั่ง ตกราคา 50 บาท แล้วพวกเราก็ไปซื้อขนมในซุปเปอร์มาร์เก็ต ได้ขนมกันมาหลาย ๆ อย่าง ถุงที่ใส่ของที่ซื้อก็ต้องจ่ายเงินด้วยเหมือนในประเทศเกาหลีเลย ขนมที่ซื้อ ส่วนใหญ่ก็เป็นพุทราจีนอบแห้ง ขนมปัง บ๊วยแห้ง ฯลฯ ฉันซื้ออย่างละ สองถุง รวมเงินแล้วเกือบร้อยหยวนทีเดียว ซื้อมาเผื่อฝากเพื่อนบ้านบ้าง หมอบ้าง ซื้อทิ้ง ๆไว้ เผื่อจะฝากใครจะได้ไม่ต้องไปหาซื้อใหม่ไงล่ะ

วันที่ 31 ตุลาคม 54 วันนี้หลังจากที่พวกเราทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ประมาณ 8.30 น. รถก็เคลื่อนออกจากโรงแรม วันนี้เราต้องเดินทางไปยังเมืองเฉินตู ช่วงเช้านี้ ไม่ได้แวะเที่ยวที่ไหน แต่เขาพาไปร้านขายยาจีน แล้วให้พวกเราฟังคำบรรยายจากวิทยากร ซึ่งเขาแนะนำตัวเองว่า เป็นคนไทยมาเรียนภาษาจีนที่คุนหมิงและได้ภรรยาที่เมืองจีน จึงได้อยู่และทำงานที่เมืองจีน เขาอธิบายว่า การนวดฝ่าเท้า ควรทำตอนก่อนนอน ให้เท้าแช่น้ำร้อนประมาณ 30 องศา มีการใส่ซองยาซึ่งทำจากดอกไม้ชนิดหนึ่ง ใส่ลงในน้ำที่ให้พวกเราแช่ ใหม่ ๆ ร้อนมาก พวกเราชักเท้าขึ้นลง เขาบอกว่า ต้องอดทนแช่ให้ได้ ไม่เช่นนั้นการนวดจะไม่ได้ผล การแช่น้ำร้อนเช่นนี้ จะช่วยกระตุ้นเส้นเลือด แช๋ประมาณ 10 นาที จึงจะทำการนวดฝ่าเท้า เขาบอกว่า คนที่เป็นโรคความดันนั้น จะก่อให้หัวใจบิดเบี้ยว คือ ลิ้นหัวใจรั่ว อย่าให้ร้อนในบ่อย การนวดฝ่าเท้าจะช่วยได้ดี ใหม่ ๆ ฉันก็ไม่สามารถแช่เท้าลงในอ่างน้ำที่พวกเขาเอามาให้พวกเราแช่ มันร้อนจริง ๆ สักครู่ เขาบอกให้ทำใจแข็ง ๆ ไว้ จะสามารถผ่านความร้อนนี้ไปได้ ฉันก็ลองทำอย่างที่เขาว่า ก็สามารถแช่ได้ อาจเป็นเพราะว่า เข้าห้องมาใหม่ ๆ แอร์เย็น ๆ เท้าที่แช่ลงไป มันยังปรับตัวไม่ได้กระมัง พอแช่แล้วดึงเท้าขึ้นพักหนึ่ง แช่ใหม่ เหมือนกับเท้าจะปรับตัวกับความร้อนได้ มันจึงสามารถรับความร้อนของน้ำในอ่างแช่ได้น่ะ ฉันคิดว่า น่าจะเป็นเช่นนั้น

ระหว่างที่แช่เท้าอยู่นั้น เมื่อถึง 10 นาที ก็มีพนักงานทั้งชายและหญิงมาบริการนวดฝ่าเท้าให้กับพวกเรา นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันนวด ปรกติ ฉันไม่ชอบการนวดเลย ไม่ว่าจะนวดส่วนไหนของร่างกายก็เถอะ มีความรู้สึกกลัว ทั้งกลัวเจ็บ กลัวนวดผิดทำให้เส้นในร่างกายมีปัญหา เด็กที่มานวดฝ่าเท้าเป็นเด็กผู้ชาย คงต้องเรียนวิชาการนวดมา ช่างพูดเหมือนกัน มีการทาครีมก่อนนวด ฝ่าเท้านวดมาถึงน่อง ขาข้างหนึ่งใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง คณะของเรามี แอ๊ด คนเดียวที่ไม่ยอมนวด ขณะที่นวด ก็มีหมอจีนมาแมะให้ แล้วก็บอกว่า สภาพร่างกายเราเป็นอย่างไร ฉันก็ให้แมะด้วย หมอบอกว่า อย่าดื่มน้ำเย็น เพราะกระเพาะฉันไม่ค่อยดี แล้วรู้สึกว่าจะนอนไม่ค่อยหลับด้วย ฉันฟังแล้ว ก็แปลกใจ เพราะฉันไม่มีอาการอย่างที่หมอพูดเลยนี่นา เรื่องนอน ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะฉันเป็นคนนอนหลับง่าย หัวถึงหมอนไม่ถึง 5 นาที ฉันหลับแล้ว แล้วหมอแนะนำยาที่จะรักษาอาการเหล่านี้ให้ฉันซื้อ โห! แพงมาก กระป๋องเล็ก ๆ ไม่รู้มีกี่แคปซูน ราคาตั้ง 600 หยวน ฉันก็ไม่ได้ซื้อหรอก ส่วนจุ๊บ เป็นหมอผู้หญิงแมะ พูดอาการได้ถูกหมดเลย ก็เลยซื้อไปเป็น หมื่น ๆ ของคุณต๋อย หมอก็บอกอาการได้ถูกต้อง ก็ซื้อไปเป็น หมื่น ๆ เหมือนกัน โชคดีเป็นของฉัน ที่ไม่ต้องซื้อ ฉันซื้อแต่บัวหิมะ 2 กระปุก จอย เจ้าหน้าที่สระน้ำฝากซื้อ 1 กระปุก ฉันซื้อเอง 1 กระปุก แพงเหมือนกัน กระปุกละ 230 หยวน แต่บัวหิมะฉันเคยใช้แล้ว ของเขาดีจริง ๆ

หลังจากที่ได้เสียเงินเสียทองในการซื้อยาตามแต่ความพอใจของแต่ละคนแล้ว เวลาก็หมดแล้วครึ่งวัน ถึงเวลาอาหารมื้อเที่ยงอีกแล้ว มื้อนี้ เป็นมื้อพิเศษ คือ สุกี้เห็ด ซึ่งฉันเคยทานมาแล้วในครั้งที่ไปเที่ยวที่เจี้ยนสุย หยวนหยางเมื่อปีที่แล้วนั่นเอง ฉันจึงไม่ต้องบรรยายความเรื่องวิธีการทานอีก ท่านที่สนใจก็ไปอ่านได้ในเรื่อง เจี้ยนสุ่ย หยวนหยาง ตงชวน UNSEEN IN YUNNAN นะคะ

รายการต่อไปก็คือ ไปร้านไข่มุก ซึ่งมีขายเครื่องประดับเป็นสร้อย เป็นแหวน จี้ ตุ้มหู ไข่มุก นอกจากนี้ ยังมีครีมไข่มุก บำรุงผิวหน้า แอ๊ดให้ฉันไปช่วยต่อรองราคา ปรกติกล่องเล็ก เขาขายกล่องละ 150 หยวน ต่อไปได้ ซื้อ 1แถม 1 แอ๊ดมีญาติฝากซื้อเป็นกล่องใหญ่ ดูเหมือนจะบรรจุ เป็น 6 ขวดเล็ก ต่อรองให้เขาแถมอีก สองกล่องเล็ก ฉันต่อให้เขาเสร็จแล้ว ก็ไปเดินชมความสวยความงามของเครื่องประดับ ไม่ได้คิดซื้ออะไร พอดี หญิงมาคุยให้ฟังว่า มีครีมบำรุงใต้ตา เขาเคยใช้ก็ได้ผลดี แต่ตอนที่ซื้อ เป็นหลอดแต่นี่เป็นขวด ฮยากให้ไปช่วยต่อ เพราะบอกแพงตั้ง สองหรือสามร้อยหยวน เขาไม่กล้าต่อ ฉันก็หัวเราะ คุยเล่น ๆ กับหญิงว่า แพงอย่างนั้นฉันก็ไม่เอาด้วย ยอมแก่ ก็แล้วกัน ทำเอาทุกคนหัวเราะกันครึกครื้น ก็พอดีพนักงานขายมาตื้อหญิงให้ซื้อโดยลดราคาให้เหลือ 200 มั้ง หญิงบอกว่าไปต่อกัน ถ้ายอมขาย 100 หยวน เขาจะซื้อ และชวนฉันซื้อด้วย ฉันเลยพูดภาษาแมนดารินกับคนขาย ต่อเล่น ๆ ว่า ตลับละ 100 หยวน เขาจะซื้อ คนขาย ดีใจใหญ่ที่รู้ว่าฉันพูดภาษาเขาได้ คุยสรรพคุณของเจลนี้ใหญ่เลย และเชียร์ฉันให้ซื้อด้วย ฉันเลยต่อเล่น ๆ สนุก ๆ ว่า ถ้าให้ฉันช่วยซื้ออีก 1 ตลับ เป็นสองตลับ จะต้องเหลือ 180 หยวน เท่ากับคนละ 90 หยวน ในที่สุดเขาก็ยอมขายให้ ขอบอกขอบใจฉัน เพราะวันนี้เขายังขายไม่ได้สัก ตลับเลยและเพิ่งมาเป็นพนักขายวันแรกอะไรประมาณนั้น เฮ้อ ! ได้เสริมสวยมา 1 ตลับจนได้ ส่วนเยาว์ก็ให้ฉันไปช่วยต่อครีมไข่มุกซึ่งปรกติต้องซื้อยกกล่องจึงจะได้ซื้อ 1 แถม 1 คนขายก็ยอม คงเห็นว่าตอนต้นซื้อไปยกกล่องแล้วมั้ง เยาว์ซื้อแบ่งกับหญิงคนละกล่องมั้ง ก็เหลือคนละ 75 หยวนเท่านั้น ก็ไม่ถึง 400 บาท ถูกกว่าที่ฉันเคยซื้อเมื่อปีที่แล้วมั้ง ฉันก็จำไม่ได้ ของปีที่แล้ว ยังอยู่ในตู้เย็นอยู่เลย

ออกจากร้านนี้แล้ว คุณสมุทรก็พาพวกเราไปเที่ยวศาลเจ้าสามก๊ก ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดท้ายของการทัวร์ทริปนี้ค่ะ ที่นี่คุณสมุทรเล่าให้ฟังว่า วิหารสำคัญ ๆ จะอยู่ด้านหลังของศาล ซึ่งเป็นสถานที่กว้างมาก มีรูปปั้นของบุคคลต่าง ๆ ที่กล่าวถึงในเรื่อง สามก๊ก ฉันได้แต่ถ่ายรูปเอาไว้ จำไม่ได้หรอกว่า รูปไหนเป็นใครบ้าง จำได้รูปเดียว คือ เตียวหุย เพราะหน้าตาแปลกพิลึกกว่าเพื่อน เมืองเฉินตู เป็นเมืองหลวงของเล่าปี่ในสมัยนั้น ประชาชนจะยกย่องขงเบ้งยิ่งกว่าเล่าปี่เสียด้วยซ้ำ ในศาลนี้ มีรูปปั้นของเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ขงเบ้ง คุณสมุทรเล่าให้ฟังว่า รู้ไหม ทำไมหน้าของกวนอูจึงเป็นสีแดง ทั้งนี้เนื่องมาจากการเล่นงิ้ว เมื่อทาสีแดงที่หน้า สีแดงหมายถึง ความกตัญญู ยกย่องกวนอูเป็นเทวดา หรือ เทพเจ้าองค์หนึ่ง มีฐานะเป็นจักรพรรดิ ซึ่งได้แก่กวนอูและขงเบ้ง ที่จริง คุณสมุทรอธิบายรูปปั้นในศาลเจ้าซึ่งมีมากน่าจะเป็นร้อยมั้ง แต่ฉันจำไม่ได้หรอก เพราะมีมากเหลือเกิน จดก็จดไม่ได้ คนมาชมศาลเจ้าก็มีมากเหลือเกิน เดินกันขวักไขว่ ฉันได้แต่ถ่ายรูปเหล่านี้ไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้นเอง เชิญชมภาพที่ฉันถ่ายมาฝากท่านผู้อ่านค่ะ

(โปรดติดตามตอนที่ 3 ต่อไปนะคะ )



Create Date : 08 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 6 มีนาคม 2558 10:52:28 น.
Counter : 2125 Pageviews.

4 comments
  
สวัสดีค่ะ คุณครู ไปเที่ยวมาสนุกมั้ยค่ะ
หนูอยากไปบ้างจัง ฮ่าๆๆๆ
ช่วงนี้งานยุ่ง ฮ่าๆๆๆ อยากลาไปเที่ยวก็คงจะยาก
แถมเป็นโรคทรัพย์จางด้วยค่ะ อิอิ
ขอมาอ่านบล็อกคุณครูรอระหว่างไปเที่ยวแทนนะค่ะ
โดย: Nepster วันที่: 20 พฤศจิกายน 2554 เวลา:13:18:05 น.
  
อิอิ เข้ามาสารภาพว่า ยังอ่านไม่หมดเลยค่ะ
แวะมาแปะโป้งแอบดูรูปก่อนค่ะ อิอิ
แต่ยังก็สัญญาว่าจะอ่านให้จบแน่นอนค่ะ
โดย: Nepster วันที่: 20 พฤศจิกายน 2554 เวลา:20:40:15 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ มาตามไปเที่ยวต่ออ่ะค่ะ ข้อมูลเยอะดีจริงๆ เหมือนได้ไปด้วยเลย อิอิ
โดย: Ezy-SeaHill วันที่: 28 พฤศจิกายน 2554 เวลา:18:13:47 น.
  
แวะมาเที่ยว ครับผม แต่บลอคยาวมากๆ หลายๆท่านคงจะอ่านไม่หมดครับ แต่ละบลอคควรจะอ่านไม่เกิน 15 นาที กำลังพอดีครับผม
โดย: Kavanich96 IP: 180.210.216.74 วันที่: 3 ธันวาคม 2554 เวลา:5:38:38 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments