ธันวาคม 2555

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
เหลืองอร่ามดั่งแสงทองของใจเรา ..ครูและศิษย์
เหลืองอร่ามดั่งแสงทองของใจเรา ..ครูและศิษย์

วันที่ 5 ธันวาคม ของทุก ๆ ปี จะเป็นวันหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยปลาบปลื้มใจอย่างยิ่งที่จะได้ถวายพระพรชัยมงคล แด่..พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ท่าน ตามสถานที่ต่าง ๆ จะประดับประดาด้วยธงชาติ ดวงไฟ สว่างไสวไปทั่วราชอาณาจักร เป็นการร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช ฉันในฐานะพสกนิกรของพระองค์ท่านคนหนึ่ง ขอถวายพระพรขอพระองค์ท่านทรงพระเจริญ เป็นพระร่มโพธิ์ร่มไทรแก่ปวงชนชาวไทยผู้จงรักภักดี ตราบนานแสนนาน ค่ะ

วันนี้นอกจากจะสุขใจที่ได้ถวายพระพรแล้ว ฉันยังสุขใจที่ลูกศิษย์และศิษย์เขย ฮิฮิ มารับฉันไปเที่ยวชมความงามของ ทุ่งทานตะวัน ที่สระบุรีอีกด้วย นับเป็นวันแสนสุขใจอีกวันหนึ่งในชีวิตของฉันก็ว่าได้ ค่ะ

รุ่งทิพย์เป็นลูกศิษย์ ภาคค่ำ ของฉันเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งฉันกับเขาไม่เคยได้ติดต่อกันเลยตั้งแต่เขาจบการศึกษาไปแล้วน่าจะประมาณปี 37-38 และเหมือนเรา ครู-ศิษย์ คงเคยทำบุญร่วมกันมา ทำให้เมี่ยงคุยกับรุ่ง จึงรู้ว่า เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน (สำนักธาตุทอง ค่ะ) และเป็นตัวเชื่อมมาถึงครูผู้สอน คือฉัน เป็นลูกศิษย์ที่มีครูผู้สอนคนเดียวกัน ท่านผู้อ่านคิดว่า มันเป็นเรื่องของความบังเอิญหรือว่า เรา 3 คน คือ เมี่ยง รุ่ง และฉัน เคยทำบุญร่วมกันล่ะคะ รุ่งเลยเป็นลูกศิษย์อีกคนหนึ่งที่ให้ความรัก ความเคารพ ต่อฉันเช่นเดียวกับเมี่ยงและอ๊อด หมั่นโทรศัพท์มาคุย ถามทุกข์สุข ฝากขนมให้เมี่ยงนำมาให้ฉันทานบ้าง นอกจากนี้ พอดีเขากำลังต้องการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ให้ลูกชายทั้งสองคน พอรู้ว่าฉันเพิ่งเป็นตัวแทนขายประกัน เขาก็ทำประกันกับฉัน ทั้ง ๆ ที่ญาติเขาก็ขายประกันอยู่ ฉันรู้สึกซาบซึ่งในความไว้วางใจของเขาที่มีให้กับฉัน ลดค่าคอมฯ ของฉันให้กับหลานศิษย์ทั้งสองคน ถือว่า เป็นของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับหลานศิษย์ อิอิ

รุ่งโทรมาชวนฉันไปเที่ยวกับครอบครัวของเขา ซึ่งจะไปเที่ยวทุ่งทานตะวัน ที่จังหวัด สระบุรี ในวันที่ 5 ธันวาคม ฉันรับปากกับรุ่ง เพราะไม่ได้ติดธุระนัดอื่น โดยนัดว่าจะมารับฉันที่บ้านเวลา 06.30 น. โดยสามีของรุ่ง ศิษย์เขย เป็นคนขับรถพาเที่ยว

ประมาณ 06.40 น. รุ่งและครอบครัวก็มาถึงบ้านฉัน สามีของรุ่งยกมือไหว้ฉัน ฉันรับไหว้และยิ้มให้ หน้าเขาค่อนข้างดุ ตามลักษณะของชายมุสลิม มักจะมีใบหน้าดุ ๆ ตามความรู้สึกของฉันนะ ใหม่ ๆ ฉันก็เกร็ง ๆ เหมือนกัน เพราะไม่สนิท ไม่รู้จักนิสัยใจคอกัน และรุ่งให้ฉันนั่งหน้าเพื่อความสบายในการยืดขา แต่เวลาผ่านไปได้พักใหญ่ ๆ เขาก็เริ่มคุยและให้ความเป็นกันเองกับฉัน (รุ่งบอกว่า ศิษย์เขยเป็นคนเข้ากับคนยาก เขาจะไม่ชอบคุยกับใครนัก แต่แปลกที่เขาคุยกับครูได้สนิทสนมดี
อิอิ ฉันคงเป็นคนน่ารัก น่าคบหาสมาคมนะเนี่ย ฮ่าฮ่า เข้าข้างตัวเองชะนี่)

รถแล่นไปเรื่อย ๆ ผ่านอยุธยา เราแวะทานข้าวเช้ากันที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง รุ่งซื้อข้าวต้มปลาให้ฉัน ทุกคนทานข้าวต้มปลา ซึ่งรสชาติก็ใช้ได้ เสียอย่างเดียวเค็มไปนิด เด็ก ๆ ไปกันสามคน ลูกชายสองคนของรุ่งและเด็กหญิงอีกคนที่รุ่งรักและรับไว้เป็นลูกสาว หน้าตาเด็กคนนี้ สะสวย ฉันก็ไม่เข้าใจว่า พ่อแม่ของเด็กทิ้งเขาไปได้อย่างไร เฮ้อ! ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีใครจะมีพร้อมสมบูรณ์ไปได้ทุกอย่างหรอกนะ ก็เป็นบุญของเด็กที่รุ่งรักเหมือนลูกสาว เพราะรุ่งเองมีแต่ลูกชายสองคนเท่านั้น

และแล้วเราก็มาถึง ทุ่งทานตะวัน ที่เหลืองอร่ามไปทั่วท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหูลูกตา มีรถจอดอยู่หลายสิบคัน มีร้านค้าขายของหลายร้านเป็นแถวยาว มีคนมาเที่ยวและถ่ายรูปกัน เสียงดังเจี๊ยวเจ๊าไปหมด พวกเราก็ใช่ย่อย ร้อง "ว้าว ๆ สวยอะไรอย่างนี้" เสียค่าเข้าไปถ่ายรูปในทุ่งทานตะวัน คนละ 5 บาท ศิษย์เขยจ่ายตังค์ให้เรา 5 คน เข้าไป ส่วนตัวเขา อยู่ข้างนอก ไม่ได้เข้าไปด้วย เพราะไม่ชอบถ่ายรูป

ความสวยงามของทุ่งทานตะวัน ซึ่งฉันเคยแต่ผ่าน ๆ ไป ไม่เคยเข้าไปดูอย่างใกล้ชิด วันนี้ต้องยอมรับว่า เป็นทุ่งทานตะวันที่สวยงามเหลือเกินสุดที่จะพรรณนา เหลืองอร่ามดั่งทองทาทั่วผืนแผ่นดิน ทีเดียว
หมู่นักท่องเที่ยวพากันโพสต์ท่าถ่ายรูปในท่าต่าง ๆ ถ่ายกับดอกทานตะวัน
พวกเราก็ไม่น้อยหน้าคนอื่นเขาหรอก ค่ะ ท่านผู้อ่านก็ลองชมดูซิคะ







ท่านผู้อ่านคงได้ชื่นชมกับทิวทัศน์อันสวยสดงดงามของทุ่งทานตะวัน วังม่วงที่ฉันนำมาฝากแล้วนะคะ หลังจากที่ถ่ายรูปกันจนคุ้มค่ากับเงินค่าเข้าชม 5 บาท แล้ว พวกเราก็ออกจากท้องทุ่งทานตะวัน แวะอุดหนุนเม็ดทานตะวันที่พ่อค้าแม่ค้าขายกันอยู่ 3 ถุง 100 บาท ถ้าซื้อถุงเดียว ก็ 35 บาท ฉันซื้อ 3 ถุง เผื่อพี่รัตนา เพื่อนข้างบ้าน ซึ่งเขาก็มีน้ำใจดีกับฉัน มักแบ่งปันของกินมาให้ฉันบ่อย ๆ อิอิ มีเพื่อนบ้านดี ก็ถือว่าเป็นความสุขใจอย่างหนึ่งน่ะนะ

จากทุ่งทานตะวัน เราก็มุ่งหน้าไปเที่ยวที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
ซึ่งฉันเคยมาแล้วเหมือนกัน แต่มันก็นานมาแล้ว มาครั้งนี้ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากที่เดียว มีการจัดตกแต่งสถานที่ให้ถ่ายรูปกับตัวลิงบ้าง กับดอกทานตะวันบ้าง มีรถรางให้นั่งชมวิวรอบเกาะ เสียคนละ 25 บาท (ผู้ใหญ่) เด็ก ๆ ดูเหมือนจะ 15 หรือ 20 บาท ฉันก็จำไม่ได้ เพราะ ศิษย์เขยเป็นคนไปซื้อตั๋ว คนยืนเข้าแถวซื้อกันยาวเหยียด ต้องรอขึ้นรถเป็นขบวน ๆ ประมาณ ครึ่งชั่วโมง จึงจะมาสักขบวนหนึ่ง เวลาที่เหลือ พวกเราก็ไปถ่ายรูปรอบ ๆ บริเวณหน้าสถานที่ขายตั๋ว มีการเก็บค่าถ่ายด้วย คนละ 5 บาท อะไร ๆ ก็เป็นเงินไปหมด เฮ้อ! ฉันกับรุ่งและเด็ก ๆ ก็ไปถ่ายรูปตามรูปปั้นต่าง ๆ ที่เขาจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวไปถ่ายกัน
วันนี้มีคนมาเที่ยวเยอะมากเหลือเกิน เชิญท่านผู้อ่านชมภาพที่ฉันนำมาฝากได้แล้วค่ะ อิอิ







เรายังถ่ายรูปกันไม่ครบสถานที่ ขบวนรถที่เราจะนั่งไปชมรอบ ๆ เขื่อนก็มาแล้ว พวกเรารอให้คนในขบวนรถลงมาแล้ว ก็ขึ้นไปจองที่นั่งตรงติดกับที่ขึ้นรถ เพื่อสะดวกในการถ่ายทิวทัศน์รอบ ๆ เขื่อนที่รถพาเราไปชมกัน ระหว่างทางที่ไป ฉันเห็นตัวเขื่อนกั้นน้ำ เห็นธารน้ำที่ไหลจากเขื่อน น่าจะเป็นธารน้ำที่แจกจ่ายไปยังชาวไร่ชาวนา มีสถานที่ทำการของเจ้าหน้าที่เขื่อน ตัวอ่างเก็บน้ำกว้างใหญ่ไพศาล เห็นนกกระยางขายาว บินโฉบหาอาหารบ้าง เดินอยู่แถว ๆ เขื่อนบ้าง น้ำในอ่างเก็บน้ำพลิ้วเป็นละลอก ๆ ไปตามสายลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่านไป ลมเย็นพัดมาปะทะหน้า ทำให้รู้สึกสดชื่น หัวใจที่เหี่ยวเฉากับเรื่องราวในอดีตเหมือนได้ถูกปล่อยทิ้งลงไปในอ่างเก็บน้ำไปด้วย ชีวิตคนเราก็มีเพียงเท่านี้เองแหละนะ สิ่งใดที่เราสามารถเก็บเกี่ยวเอาความสบายใจ ชื่นใจได้ ก็เก็บเกี่ยวไปเถิด อย่ามัวแต่หาเงินหาทองโดยไม่คำนึงถึงความสุขที่ได้ท่องไปในโลกกว้าง ได้ชื่นชมกับธรรมชาติอันสวยสดงดงามเหล่านี้เลย ธรรมชาติ เป็นยาวิเศษสุดที่จะชำระจิตใจที่เศร้าหมองได้ดีที่สุด จริง ๆ นะ ถ้าไม่เชื่อ ท่านผู้อ่านนำไปทดลองใช้ดูอย่างฉันก็ได้นะ ฮ่าฮ่า สบายอกสบายใจจริง ๆ ค่ะ ไม่หวงวิธีการเหล่านี้นะคะ มาชมภาพที่ฉันนำมาฝากดีกว่า ค่ะ เชิญค่ะ







อากาศวันนี้ร้อนมากทีเดียว แดดเปรี้ยงเผาผิวจนแสบร้อน ขนาดฉันทาครีมกันแดดไว้ก็เอาไม่อยู่ พอขึ้นรถ รถก็ร้อนมากเพราะจอดอยู่กลางแดด ถึงจะมีแอร์ ก็ยังเอาไม่อยู่ ขอเปิดกระจกเอาลมธรรมชาติไปก่อนดีกว่า อิอิ ทุกคนเห็นด้วยกับความคิดนี้ เป็นเวลาบ่ายโมงน่าจะได้ ทุกคนรู้สึกท้องจะร้อง จ๊อก ๆ รุ่งบอกศิษย์เขยหาร้านทานข้าวกันเถอะ
วนรถอยู่แถว ๆ นี้สักพัก ก็เจอร้านอาหารที่ตอนมาเขื่อนมีคนมาแจกใบปลิวเชิญชวนไปทานร้านนี้ ซึ่งมีชื่อว่า ร้านครัวกุ้งหลวง

เป็นร้านอาหารอาคารไม้ ดูลูกทุ่งดี บรรยากาศด้านอกค่อนข้างแออัดด้วยผู้คนที่มานั่งทานอาหาร พนักงานเสิร์ฟอาหารเดินกันขวักไขว่ เรามองหาโต๊ะที่ว่างไม่เจอเลย จนพนักงานบอกว่า ด้านหลังของร้านยังพอมีโต๊ะว่างอยู่ พวกเรารีบเดินตามไป โห ! ดีจัง บรรยากาศดีกว่าหน้าร้าน ดูโปร่ง ไม่แออัด มีโต๊ะว่างอยู่พอกับจำนวน 6 คน ของคณะเราพอดี มีคนมาทานอาหารกันเกือบเต็มทุกโต๊ะ มีคลองหรือสระน้ำเลี้ยงปลาก็ไม่ทราบอยูู่่ข้าง ๆ ด้วย ลมโชยมาดูโปร่งกว่าข้างนอกมาก ไม่อึดอัด เหมือนมีลมหายใจได้สะดวก ไม่จอแจเหมือนโต๊ะภายนอก นับเป็นโชคดีของพวกเราทีเดียว พวกเราสั่งอาหารง่าย ๆ ข้าวผัดปูจานใหญ่ ต้มยำรวมมิตร ไข่เจียว ทอดมันปลากราย ข้าวเปล่าอีก 3 จาน อาหารก็มาช้าบ้างเป็นธรรมดา พอมาถึง ทุกคนก็เริ่มทานกันอย่างเอร็ดอร่อย เพราะบ่ายโมงกว่าแล้ว ทุกคนคงหิวกันตาลาย เด็ก ๆ ห่วงแต่เล่นสนุกสนานตามประสาเด็ก ต้องเรียกให้ทานข้าว รุ่งต้องป้อนเจ้าคนเล็กบ้าง เพื่อให้ทานได้มากขึ้นกว่าที่จะให้ทานเอง

อิ่มท้องกันแล้ว ก็หาห้องน้ำ ปล่อยให้ศิษย์เขยรอจ่ายค่าอาหารกันไป (รู้มาว่า อาหารไม่แพงเลย แค่ ห้าร้อยกว่าบาทเท่านั้น)
อิ่มแล้ว ก็หาชื่อร้านถ่ายรูปเอาไว้เป็นที่ระลึกตามประสาคนชอบถ่ายรูป
อิอิ เชิญทัศนาได้เจ้าค่ะ



หลังจากอิ่มท้องกันแล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางต่อ เพื่อเที่ยวไร่องุ่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่รุ่งใฝ่ฝันอยากเห็น ที่จริงฉันก็เคยไปเห็นไร่องุ่นที่ไร่สุพัฒนามาครั้งหนึ่งเหมือนกัน เคยไปชิมองุ่นไร้เม็ดนี่แหละ แต่ไม่ประทับใจ เพราะฝาด ๆ ไม่หวาน อมเปรี้ยว แต่ปัจจุบันการปลูกองุ่นอาจจะพัฒนาขึ้นมามากแล้วก็ได้นะ อิอิ

ระหว่างทางเราผ่านสถานที่แห่งหนึ่ง ดูแล้วมีความสวยงามากเลยแวะจอดถ่ายรูปกัน ท่านผู้อ่านชมภาพแล้วก็จะรู้ว่า สถานที่นี้คืออะไรและเห็นด้วยกับฉันไหมว่า มันสวยอย่างได้บรรยากาศจริง ๆ ค่ะ



ถ่ายรูปและชื่นชมความงามของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเราก็เดินทางต่อไปเพื่อจะหาไร่องุ่นไปชมเขาทำไร่องุ่นกัน และในที่สุด เราก็เจอไร่องุ่น ชื่อว่า ไร่ช่อทิพย์ ศิษย์เขยเลี้ยวรถเข้าไป ดูไร่นี้เงียบเชียบเหลือเกิน เหมือนไม่มีผู้คน เราจอดรถแล้ว ออกมายืนดู ก็เจอผู้หญิงคนหนึ่ง น่าจะเป็นผู้ดูแลไร่องุ่นที่นี่ ท่าทางใจดี และมีอัธยาศัยดี มาทักทายและถามพวกเรา รุ่งจึงบอกวัตถุประสงค์ให้ทราบว่า เราต้องการมาชมไร่องุ่น เขาก็พาพวกเราไปชม องุ่นเป็นไม้เถาเลื้อย เขาต้องทำห้างร้านให้มันเลื้อย ต้องมีมุ้งลวดโปร่ง ๆ ด้วย คิดว่า น่าจะป้องกันแมลงหรือไง ฉันก็ลืมถามผู้ดูแลไร่ เขาพาไปดูแปลงที่ยังไม่ได้เก็บองุ่น มีทั้งองุ่นแดงและองุ่นเขียว เม็ดเล็กไร้เมล็ดด้วย แต่คนนำทางบอกว่า ห้ามเด็ดกิน คงมียาฉีดพ่นอยู่หรืออาจจะกลัวว่าเราจะไปทำให้พวงองุ่นของเขาซ้ำ หรืออาจเป็นทั้งสองอย่างก็ได้

ในแปลงองุ่นที่เขาพาไปชมนั้นเป็นรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวมากพอสมควร มีองุ่นเขียวห้อยเป็นพวง ใบเขียวขจีสดสวยไปทั้งแปลง พวกเรา ตื่นเต้น ถ่ายรูปกันใหญ่ ถ่ายองุ่น ถ่ายคนกับองุ่น จากแปลงองุ่นเขียวก็ไปแปลงองุ่นแดง ฉันกับรุ่งผลัดกันเก็บรูปองุ่นบ้าง ถ่ายกับพวงองุ่นที่ห้อยย้อยลงมาบ้าง เป็นที่สนุกสนานกัน เชิญชมภาพที่ฉันถ่ายมาฝากได้เลยค่ะ









หลังจากผู้ดูแลไร่องุ่นพาพวกเราชมเสร็จแล้ว ก็พาเรามาชิมลูกองุ่นที่เขาทำความสะอาดและแช่เย็นแล้ว พวกเราก็ชิมกันดู ปรากฏว่า รสชาติหวานอร่อยกว่าสมัยที่ฉันเคยไปชิมที่ไร่สุพัฒนามาแล้ว แต่ราคาแพง ถุงละ 1 กิโลกรัม ราคา 170 บาท พวกเราเลยอุดหนุนแต่น้ำองุ่นขวดละ 20 บาท ฉันซื้อไป 5 ขวด รุ่งซื้อไป 15 ขวดเพื่อฝากเพื่อนครูที่โรงเรียนเขาด้วย ส่วนศิษย์เขยซื้อไวน์องุ่นไป 1 ขวดใหญ่หลังจากซื้อขวดเล็กดื่มไปแล้ว รู้ว่ารสชาติดี จึงซื้อเพิ่ม เด็ก ๆ ซื้อไอศกรีมคนละถ้วย ถ้วยละ 20 บาท วันนี้เขาเลยได้ขายของพวกเราเกือบพันบาททีเดียว อิอิ ห้าห้า

ออกจากไร่องุ่น เรายังพอมีเวลเหลืออยู่บ้าง ที่จะไปชมอีกสองแห่ง คือ ที่ sheep land และ ปาลิโอ ซึ่งถือว่า เป็นสถานที่เที่ยวใหม่ที่มีมาเมื่อไม่นานนัก เรามาถึง sheep land ก็เพียงแต่ไปถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น จะต้องเสียค่าเข้าไปชมแกะที่เขาเลี้ยงไว้ คนละ
40 บาท ฉันบอกรุ่งว่า ไม่ต้องเข้าไปชมหรอก เพราะเรามีเวลาน้อย ตอนนั้สี่โมงกว่าแล้ว เรายังต้องไปเที่ยวที่ปาลิโออีก เราจึงถ่ายรูปอยู่ด้านนอกของ sheep land เท่านั้น เชิญชมภาพงาม ๆ ที่ฉันมาฝากค่ะ



ออกจาก sheep land พวกเราก็ไปที่ ปาลิโอ ซึ่งฉันเคยได้ยินชื่อมาเมื่อปีที่แล้ว มันเป็นสถานที่ที่จัดเป็นร้่านค้าขายทั้งของกิน มีสวนสวย ๆ ตกแต่งด้วยดอกไม้ รูปปั้นแปลก ๆ บ้าง ของที่ขาย ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้า ของที่ระลึก พวกเราไม่ได้ไปทานกันหรอก เพราะราคามันแพงแน่นอน ไม่เหมาะกับฐานะอย่างพวกเรา อิอิ ฉันจัดการถ่ายรูปสถานที่สวย ๆ งาม ๆ ใน ปาลิโอ มาฝากท่านผู้อ่านตามเคย ค่ะ













พวกเราอยู่ที่ ปาลิโอ ถึงประมาณ 18.00 น. แล้ว ศิษย์เขยก็ขับรถมุ่งเข้ากรุงเทพฯ ระหว่างทาง ว่าจะแวะหาก๋วยเตี๋ยวกินกันสักคนละชาม แต่พอแวะปั๊มน้ำมัน พวกเราเปลี่ยนใจ ซื้อยำ ๆ ทานกันคนละถ้วย
แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ ศิษย์เขยและรุ่งมาส่งฉันที่บ้านประมาณ 3 ทุ่มได้ รุ่งอยากจะให้ฉันลงรูปจากกล้องของเขา เพราะเขายังลงไม่เป็น แต่น่าเสียดาย เพราะว่า แมมโมรี่การ์ดของเขาเล็กกว่าช่องของคอมพิวเตอร์ของฉัน จึงไม่สามารถโหลดรูปจากแมมโมรีของเขา เฮ้อ !

ความสุขของฉันได้หมดไปอีกวันหนึ่งแล้วซินะ เฮ้อ ! ความสุขท่ามกลางความรัก ความห่วงใย ความเอื้ออาทรของลูกศิษย์ที่มีต่อฉัน อยากเห็นฉันมีความสุข ร่าเริง แจ่มใส มันเป็นความรักที่บริสุทธิ์
เหมือนความรัก ความผูกพัน ของพ่อ แม่ ลูก ไม่เหมือนความรักของหนุ่มสาว ซึ่งมักจะเห็นแก่ตัวเป็นส่วนใหญ่ (ฉันว่า ส่วนใหญ่นะคะ ไม่ได้รวมถึงคู่ที่เขาเสียสละซึ่งกันและกัน ค่ะ อย่าเข้าใจผิดคิดว่า ฉันเกลียดความรัก
นะคะ อิอิ ฉันเห็นความรักเป็นของสวยงามเสมอ แต่คนที่ไม่เห็นคุณค่าของความรัก จึงทำให้คนรักต้องเจ็บปวด เป็นบาดแผลที่ติดตัวไปตลอดชีวิต นั่นเอง เหอะเหอะ ) ฉันก็หวังว่า ฉันจะโชคดีมีลูกศิษย์ที่ดี น่ารักอย่างนี้ในชีวิตตลอดไป ค่ะ

สวัสดีค่ะ แล้วพบกันใหม่ นะคะ



Create Date : 12 ธันวาคม 2555
Last Update : 15 ธันวาคม 2555 15:24:17 น.
Counter : 1795 Pageviews.

7 comments
  

มาเยี่ยมชม มาทักทายอาจารย์สุวิมลครับ

อ่านแล้วก็สามารถรับรู้ได้ว่าท่านอาจารย์สุวิมลคงจะมีความสุขใน 1 วันที่ได้ไปท่องเที่ยวในครั้งนี้มาก ๆ เลยใช่ไหมครับ? นอกจากการท่องเที่ยวในสถานที่ที่ดี ๆ แล้ว มิตรภาพของผู้ร่วมทางก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทริปการไปท่องเที่ยวในครั้งนั้น ๆ มีความมสุขมากขึ้นไปอีกครับ ยิ่งได้ไปกับลูกศิษย์เก่าที่เคยใกล้ชิดสนิทกันแบบนี้แล้วก็น่าจะมีความสุขมาก ๆ ด้วยครับ

2-3 ปีหลังมานี้ผมยังไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวทุ่งดอกทานตะวันเลยครับ ผมเคยไปเมื่อหลายปีก่อนสมัยที่เค้ายังฮิตกันอยู่ครับ ไม่ทราบเหมือนกันว่าในช่วงปีนี้ทุ่งทานตะวันแบบนี้จะกลับมาฮิตอีกสักครั้งไหม?

ที่เขื่อนป่าศักดิ์ฯ ผมก็เคยไปเที่ยวมาครั้งหนึ่งครับ แต่ว่าผมไม่ได้นั่งรถรางเที่ยวรอบเขื่อนครับ แบบว่าทริปที่ผมไปนั้นเวลามีไม่พอให้ไปนั่งครับ จริง ๆ แล้วก็อยากจะเห็นบรรยากาศรอบ ๆ เขื่อนรวมทั้งวิวสวย ๆ เมหือนกันครับ

ส่วนไร่องุ่นผมก็อยากจะลองไปเที่ยวดูเหมือนกันคับ ผมเป็นคนที่ชอบปลุกต้นไม้ครับ เมื่อสัปดาห์ก่อนผมเพิ่งจะไปซื้อตอต้นองุ่นติดตามาปลูกที่บ้านเลยครับ ผมทำค้างเตรียมไว้ให้ต้นองุ่นเลื้อยแล้วด้วยครับ ผมเลยอยากจะไปเที่ยวไร่องุ่นให้เห็นวิธีการปลูกชัด ๆ สักครั้งครับ

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวอีก 2 แห่งที่ท่านอาจารย์สุวิมลไปนั้นผมยังไม่เคยไปเลยครับ ได้แต่ชมภาพบรรยากาศผ่านบล้อกของเพื่อน ๆ ที่ได้ไปเที่ยวแล้วเอาภาพมาลงให้ชมแค่นั้นเองครับ

ขอให้ท่านอาจารย์สุวิมลมีความสุขมาก ๆ นะครับ

อิอิ
โดย: อาคุงกล่อง วันที่: 14 ธันวาคม 2555 เวลา:16:01:34 น.
  
ความรักและความผูกพันของลูกศิษย์ที่มีต่อครู ไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตาม เมื่อได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ครูแล้ว ย่อมปรารถนาให้ครูมีความสุขใจและเบิกบานใจได้ มิตรภาพระหว่างครูและลูกศิษย์เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ขอให้อาจารย์สุวิมลมีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขมากๆนะคะ
โดย: เมี่ยง IP: 171.6.215.113 วันที่: 14 ธันวาคม 2555 เวลา:23:10:19 น.
  


สวัสดีค่ะอาจารย์

ดอกทานตะวันสวยจังเลยค่ะ องุ่นก็น่าทาน
เดียวนี้บ้านเรานิยมปลูกองุ่นกันเยอะนะคะ

กาญหายไปหลายวัน เพิ่งจะเข้ามาบล๊อกค่ะ
แล้วก็อัพบล๊อกใหม่ด้วย มาชวนอาจารย์ไปเดินเที่ยวด้วยกันค่ะ

อาจารย์สบายดีนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 23 ธันวาคม 2555 เวลา:2:18:19 น.
  



Merry Christmas ค่ะ
ขอให้อาจารย์และครอบครัวมีความสุข
สดชื่น สมหวัง และสุขภาพแข็งแรงนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 25 ธันวาคม 2555 เวลา:19:49:50 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ สวัสดีแปีใหม่นะค่ะ ^^


โดย: Nepster วันที่: 28 ธันวาคม 2555 เวลา:0:15:09 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์
ขอบพระคุณอาจารย์ที่แวะไปองยพรนะค่ะ ^^
พอดีหนูจะกลับบ้าน เลยถือโอกาสมาสวัสดีปีใหม่อาจารย์ล่วงหน้าค่ะ
ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงนะค่ะ มีความสุขตลอดไปนะค่ะ

ตอนนี้หนูมีเวลาเเล้วค่ะ
จะเริ่มอ่านหนังสือของอาจารย์แล้ว อิอิ ตื่นเต้นจังค่ะ
โดย: Nepster วันที่: 28 ธันวาคม 2555 เวลา:19:04:55 น.
  
ตามอาจารย์มาเที่ยวตลาดร้อยปีสามชุกค่ะ
กาญเคยไปมาแล้วค่ะ แต่ไม่ได้ไปช่วงวันหยุด
ส่วนมากร้านเลยปิด แล้วก็มีอาหาร ขนมมาขายน้อยกว่าวันหยุดค่ะ

อาจารย์โชดดีกระดูกไม่มีปัญหา ขอให้หัวเข่าหายเร็วๆนะคะ ทันไปเที่ยวจางเจียเจี้ย

กาญสบายดีค่ะ ขอบคุณอาจารย์ที่แวะไปเยี่ยมเยือนเสมอ
อาจารย์พักผ่อนมากๆนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 6 เมษายน 2556 เวลา:3:40:52 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments