พฤศจิกายน 2555

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
ผูหลี่ เถาหยวน ไทเป มีอะไรน่าสนใจ เอ่ย
ผูหลี่ เถาหยวน ไทเป มีอะไรน่าสนใจ เอ่ย

อีกครั้งหนึ่งของชีวิตโสดของฉันที่ได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เป็นการให้รางวัลแก่ชีวิตตัวเอง และเพื่อจะได้นำประสบการณ์ที่พบเห็น ความรู้ที่ได้รับ มาเล่าสู่กันอ่านแก่เพื่อน ๆ ชาวบล็อกที่สนใจ ไงล่ะคะ

สามเมืองที่เอ่ยถึงในชื่อเรื่องของการเขียนครั้งนี้ เป็นเมืองที่น่าสนใจของ ประเทศไต้หวัน (ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนไม่ยอมรับว่า ไต้หวันเป็นประเทศ ถือว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเขา)

ตามที่มัคคุเทศก์เล่าให้ฟังว่า เกาะไต้หวันแต่เดิมนั้น พบโดยนักเดินเรือชาวโปตุเกต เมื่อพบเกาะนี้ได้ อุทานว่า "llha Formosa" ซึ่งแปลได้ใจความว่า "เกาะที่สวยงาม" นั่นเอง ดังนั้น ชื่อเดิมของเกาะไต้หวัน จึงได้ชื่อว่า โฟร์โมซา ต่อมาชาวดัชได้เข้ามารุกรานและยึดครองเกาะนี้แล้วตั้งบ้านเมืองขึ้นที่เมืองไถหนาน (Tainan ) ซึ่งอยู่ทางใต้ของเกาะโฟร์โมซา ดังนั้น จึงถือว่า เมืองไถหนาน เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของไต้หวัน

การไปไต้หวันทริปนี้ เราไปกัน 4 วัน 3 คืน ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. กลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ 01.10 น. ก็เท่ากับ เริ่มวันใหม่ คือ วันที่ 8 พ.ย. แล้ว ซึ่งไม่ดีเลย เพราะเหลนไม่ยอมไปรับกลับ ฉันจึงต้องขอร้องให้จุ๊บกลับแท็กซี่กับฉัน มาค้างที่บ้านฉันก่อน รุ่งเช้า ค่อนว่าจ้างแท็กซี่ข้างบ้านไปส่งที่ดอนเมือง ก็แก้ปัญหาไปได้ โธ่ ! ตีหนึ่งกว่า ใครจะกล้านั่งแท็กซี่กลับคนเดียวเนอะ

วันที่ 4 พ.ย. 55 เหลนมารับตามเวลา คือ 06.00 น. ไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ พอดีเวลาเป๊ะตามที่บริษัททัวร์นัด คือ 06.30 น. แต่กระเป๋าคนอื่น ๆ โหลดขึ้นเครื่องไปเรียบร้อยแล้ว เหลือฉันเป็นคนสุดท้าย ผอ.นพคุณ หัวหน้าจัดหาคนมาทัวร์ครั้งนี้ยืนยิ้มรับฉันอยู่พร้อมกับมัคคุเทศก์ที่ ชื่อบอล ก็รออยู่ด้วย เขาพาฉันไปโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องแล้วให้เซ็นเอกสารขาเข้าขาออก ของไทยและไต้หวันด้วย

พรรคพวกมากันแล้วครบเซ็ท เกตุมาส่งจุ๊บที่สนามบินด้วย เพราะนัดกันว่าจะมารับเงินที่เกินของ หญิง ติ่ง และฉันด้วย ส่วนทีมเพื่อนใหม่ของฉัน คือ พี่ เจ๋ และน้องพร้อมเพื่อนของเขา 4 คน ทีมฉันทั้งหมดมี 6 คนส่วนของ ผอ.นพคุณ มี 8 คน ทริปนี้ดีจัง คนน้อย สนุกกว่าทีมใหญ่ ๆ แน่นอน

เกตุ รับเงินที่ หญิง ติ่ง ฝากมา พร้อมของฉันไปเรียบร้อยแล้ว ชวนไป สิขิม วันที่ 2 มีนาคม 56 เฮ้อ ! ทริปเที่ยวมาอีกแล้ว ขอเอาไปคิดและหมุนเงินก่อน อิอิ เกตุลากลับไปแล้ว ฉันกับจุ๊บก็เข้าไปยังที่ด่านตรวจคนออกนอกประเทศ เดี๋ยวนี้ทันสมัยดี ใช้เครื่องตรวจพาสปอร์ตและสแกนนิ้วชี้เพื่อออกนอกประเทศ บางคน อาจจะอายุเยอะ ลายนิ้วมือไม่ขึ้น เครื่องเปิดให้ออกไป ไม่ยอมเปิดก็ต้องไปเข้าแถวใหม่ตรวจพาสปอร์ตขาออกกับเจ้าหน้าที่ ของฉันโชคดี ผ่านฉลุยเลย อิอิ

เครื่องบินจะบินตามเวลา 08.30 น. พวกเราก็ไปนั่งรอกันที่ช่อง E 8 ตามที่ตั๋วเครื่องบินกำหนดไว้ ประมาณ 7.45 น. ก็เรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ด้วยสายการบิน ไชน่า แอร์ไลน์ (China Airlines) ไฟล์บิน Ci 0066 กว่าเครื่องจะโบยบินเหินขึ้นสู่ท้องฟ้า ก็ใช้เวลาอุ่นเครื่องนานมากเหมือนกัน เริ่มเคลื่อนลำเมื่อเวลา 08.40 น. ยังมีเวลาอยู่ในเครื่อง ก็นั่งเม้าส์กันบ้าง ถ่ายรูปกันบ้าง ฆ่าเวลากันไป พอเครื่องบินเหินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้สักพัก (เครื่องลำใหญ่มาก แถวละ 10 ที่นั่ง) ฉันก็เริ่มมองท้องฟ้าที่มีปุยเมฆ ก้อนใหญ่น้อย ล่องลอยไปอย่างช้า ๆ บางทีก็ถูกตัวเครื่องบินตัดผ่านไป แหวกไป คนละทิศละทาง ฉันนั่งเหม่อมองฝันและจินตนาการไปตามความรู้สึกนึกคิด คิดถึงอดีตอันยาวนานที่ผ่านมาบ้าง ถ้ามีคนที่ชื่นชอบและเป็นคู่ชีวิตมาด้วย คงจะสุขใจมากกว่านี้เนอะ เฮ้อ ! ฝันไปตามเรื่องของคนช่างฝัน เพ้อเจ้อ อิอิ แล้วก็เริ่มเก็บภาพปุยเมฆสวย ๆ มาฝากท่านผู้อ่านด้วย นะคะ



ประมาณ 1 ชั่วโมงผ่านไป พนักงานบนเครื่องบินก็นำอาหาร มาเสิร์ฟพวกเรา ดูเหมือนจะเป็นปลากับหมูราดน้ำแดง ฉันเลือกปลา อาหารมื้อนี้ อร่อยดีพอสมควร ค่ะ อิ่มแล้ว ก็ไปเข้าห้องน้ำ มีโอกาสได้งีบพักใหญ่ ๆ เครื่องบินก็พาพวกเรามาถึงสนามบิน เถาหยวน (ชื่อเดิมของสนามบินนี้ คือสนามบินเจียงไคเช็ค) เป็นเวลา 11.50 น. ซึ่งถ้าเป็นเวลาของไต้หวัน ก็คือ 12.50 น. เพราะเวลาของไต้หวันเร็วกว่าของประเทศไทย 1 ชั่งโมง

พวกเราผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองของไต้หวันไปอย่างไม่ยุ่งยากอะไร ช่างไม่เหมือนของสนามบินเดลลีและแคชเมียร์เลย เราต้องรอกันที่สนามบินนี้อีกประมาณเครื่องชั่วโมง เพราะมัคคุเทศก์ทางจีนไปสั่งของกิน คือ แฮมเบอร์เกอร์ ให้พวกเราทานกันระหว่างทาง เพราะว่าจะต้องเดินทางไกลเพื่อไปที่เมืองผูหลี่ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง

ประมาณบ่ายสองโมงกว่าของเวลาไทย (บ่ายสามของไต้หวัน) พวกเราก็ได้ขึ้นรถและออกเดินทาง รถบัสที่นั่งนั้นคันใหญ่รับได้ น่าจะ 30 ที่นั่ง พวกเราเลยนั่งกันคนละ 1 ที่นั่งสบายอารมณ์ไป

มัคคุเทศก์ไทย คือ บอล ได้แนะนำมัคคุเทศก์จีนและคนขับรถของเราให้พวกเรารู้จักชื่อเสียงเรียงนามอย่างคร่าว ๆ มัคคุเทศก์จีน ของเรามีชื่อว่า อาหลง ซึ่งแปลว่า มังกร เขาเกิดที่ ไต้หวัน มีแม่เป็นชาวไต้หวัน พ่อเป็นคนไทย จนอายุได้ 5 ขวบ พ่อจึงพาแม่และพี่น้องรวมทั้งตัวเขากลับมาอยู่ที่ประเทศไทย เข้าเรียนที่โรงเรียนราชดำริตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 แล้วแม่ก็ส่งมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ ไต้หวัน และเปิดบริษัททัวร์เองที่ไต้หวัน เขายังเป็นพิธีกรนำเที่ยวในโทรทัศน์ดูเหมือนจะเป็นช่อง ไอทีวีเก่า น่ะ ถ้าจำไม่ผิด ส่วนโชเฟอร์ของเราเป็นเด็กหนุ่ม ชื่อว่า
เสี่ยวจง เป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดเท่าไร ถามคำตอบคำ นอกจากนี้
ทริปนี้เรายังมีตากล้องพิเศษของอาหลง มาถ่ายรูปทริปนี้ด้วย เขาบอกว่า จะส่งเป็น ซีดี มาให้พวกเราทุกคนโดยไม่คิดมูลค่าใด ๆ จริงเท็จประการใดต้องพิสูจน์ต่อไปในอนาคต ตากล้องคนนี้ ชื่อว่า น้องรุ่ง ค่ะ เป็นเด็กสาว หน้าตาสะสวย น่ารัก คิดว่า คงถ่ายรูปไปเพื่อทำสารคดีในการเป็นวิทยากรของเขาน่ะนะ ถ้าเดาไม่ผิดน่ะ

มัคคุเทศก์อาหลง เริ่มแนะนำเรื่องราวต่าง ๆ ให้พวกเราฟังตลอดระยะการเดินทาง เริ่มจากสกุลเงินไต้หวันที่เรียกว่า เงิน NT ราคาก็แพงกว่าของไทยประมาณ 10 สตางค์เท่านั้น ทริปนี้ ฉันแลกเงินไปใช้เพียง ห้าพันเหรียญ ก็ห้าพันกว่าบาท ของจุ๊บฝากแลกสองหมื่นบาทตามกำลังของผู้มีกะตังค์ อิอิ

มัคคุเทศก์หลงมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์มากพอ ๆ กับมัคคุเทศก์ สมุทร ที่ไปเที่ยว จิวจ่ายโกว และที่เป็นข้อดีของบริษัท
แม็คเวิร์ล ทัวร์ คือ เขาค้นคว้าเรื่องราวเด่น ๆ ของสถานที่ที่จะพาเราไปเที่ยวและค้นคว้าประวัติของประเทศไต้หวันมาให้ค่อนข้างละเอียด และจัดทำเป็นเล่มให้พวกเราด้วย นี่เป็นข้อดีของบริษัททัวร์นี้ ค่ะ แต่ฉันไม่นำเอารายละเอียดที่ฟังจากอาหลงมาเล่าหมดหรอกค่ะ มันจะยาวไป คนอ่านจะเบื่อ (มีคนแนะนำมา ค่ะ) จะนำมาเล่าเฉพาะที่สำคัญ ๆ เท่านั้น ค่ะ

หลังจากแจกแฮมเบอร์เกอร์คนละอันแล้ว อาหลงบอกว่า เราจะเดินทางไป วันนี้พวกเราจะไปเมือง ผูหลี่ เมืองนี้ เป็นเมืองที่มีน้ำแร่ มีทั้งให้ดื่ม ให้อาบ เป็นน้ำแร่ที่ดีที่สุด เมืองผูหลี่เป็นเมืองที่มีของดีอยู่ 4 อย่างคือ
1. น้ำแร่ 2. เป็นเมืองที่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสวย
3. อากาศดีที่สุด 4. มีสาวสวยมากที่สุด

ทริปนี้ เราจะมีโอกาสเที่ยวเมืองที่อยู่ทางเหนือและกลางของไต้หวันเท่านั้น ไต้หวันมีชนเผ่าต่าง ๆ อยู่อาศัยดั้งเดิม 14 เผ่า เผ่าที่กำลังจะสูญพันธุ์ เพราะเหลือประชากรเพียง 400 คน คือ เผ่าเส้าจู๋

ชาวฮั่นในประเทศไต้หวัน (ชาวฮั่น เป็นชื่อเรียกรวมคนจีนทุกท้องถิ่น ) มีเยอะที่สุด คือ ชาวฮกเกี้ยน กับชาวแคระ ศาสนาที่นี่ส่วนใหญ่เป็นพุทธมหายาน ปัจจุบัน มหายานได้หลอมรวมลัทธิเต๋าเข้าด้วยกันแล้ว นอกจากการนับถือศาสนาดังกล่าวแล้ว ก็ยังมี คริสต์ ขงจื้อ อิสลาม บ้าง ประเทศไต้หวันเล็กกว่าประเทศไทยประมาณ 14 เท่า

เมืองผูหลี่มีการปลูกต้นหมากมาก ชาวไต้หวันกินหมาก ไม่เคี้ยวหมากฝรั่ง หมากที่ปลูกยังไม่พอขายภายในประเทศเลย

ระหว่างการเดินทางไปเมืองผูหลี่ อาหลง หยุดจอดรถที่ร้านขายของสารพัด ทั้งของกิน ของฝาก บริเวณรอบ ๆ ก็มีสวนสาธารณะให้นั่งพักผ่อนด้วย ข้อสำคัญมีห้องน้ำไว้รองรับนักท่องเที่ยวมากมายหลายสิบห้อง ฉันก็ถ่ายรูปร้านนี้และทิวทัศน์ของสวนสาธารณะมาให้ท่านผู้อ่านชมด้วยค่ะ







เราใช้เวลาจากสนามบินเดินทางมาถึงที่พักในเมืองผูหลี่ประมาณ 3 ชั่วโมง พวกเราก็มาถึงที่พัก ที่มีชื่อว่า ฮาโคเน่ รีสอร์ท
(HAKOUNE RESORT) พอรถเลี้ยวเข้าไปในบริเวณ รีสอร์ท ทุกคนลงจากรถ ต่างก็ต้องร้อง "ว้าว ๆ ทำไมถึงโรแมนติคแบบนี้" เป็นรีสอร์ท
เล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในหุบเขา ล้อมรอบด้วยเขาสูงเขียวขจี มีต้นไม้ในบริเวณรีสอร์ทปลูกล้อมรอบอีกที มีสวนดอกไม้ตามที่ต่าง ๆ ของทางที่จะเดินไปสู่ที่พัก เวลานั้นน่าจะประมาณ ห้าโมงเย็นเห็นจะได้ แสงจากดวงอาทิตย์ยามเย็น ทอแสงอ่อน ๆ อากาศเย็นนิด ๆ ลมโชยมาอ่อน ๆ บรรยากาศช่างสดชื่นอะไรเช่นนี้ ที่นี่เขาไม่มีบริกรคอยช่วยเหลือเราหรอก พวกเราต้องลากกระเป๋าเอาเอง ไม่ต้องคอยจ่ายค่าทริปเหมือนโรงแรมที่อื่น ๆ คนที่นำกระเป๋าใหญ่ ๆ มา ก็ลำบากหน่อย ไม่มีลิฟให้ขึ้นด้วย ที่พักเราอยู่ที่ชั้นสอง อาหลงและบอล บอกว่า กระเป๋าใหญ่ ๆ ไม่ต้องกังวล ประเดี๋ยวเขาสองคนจะช่วยยกขึ้นบันไดไปให้เอง ให้ช่วยนำแต่ของเล็ก ๆ ที่สามารถหิ้วขึ้นบ้านพักได้ พวกที่มาก็ล้วนแต่สูงอายุทั้งนั้น เฮ้อ ! ฉันบอกแล้ว อย่าเอากระเป๋าใหญ่ ๆมา มันลำบาก ก็ไม่เชื่อฉัน ฉันเอา
ซันโซไนท์ใบเล็กสุดไป 1 ใบ และกระเป๋าที่เขาแจกเล็ก ๆ สำหรับหิ้วขึ้นเครื่องไปอีก 1 ใบ จึงไม่เดือดร้อนอะไรมากนัก

ทุกคนพอได้กุญแจห้องแล้ว ก็หิ้วสัมภาระเล็ก ๆ ไปห้องพักของตัวเอง กระเป๋าใหญ่ก็ลากมาไว้ที่ข้าง ๆ บันได รอให้มัคคุเทศก์ทั้งสองช่วยกันหิ้วขึ้นบันไดมาให้ พอไขเข้าห้องพัก ก็เป็นห้องพักที่น่าอยู่ทีเดียว เตียงกว้างมาก นอนได้เตียงละสองคน แต่เรานอนกันคนละเตียงเลย มีบ่อน้ำแร่ในห้องน้ำให้แช่ด้วยทั้งเย็นและร้อน แล้วแต่ใครจะผสมเอาเองตามความพอใจ พวกเราเอาของเข้าห้องแล้ว ก็รีบพากันมาถ่ายรูปก่อนที่แสงสุริยาลำสุดท้ายจะลาลับจากโลกนี้ไป ท่านผู้อ่านมาชื่นชมภาพที่ฉันนำมาฝากเลยนะคะ











พวกเราถ่ายรูปตามมุมต่าง ๆ ในรีสอร์ทมากมายหลายรูปเพื่อเป็นการฆ่าเวลาในการรอทานอาหารมื้อเย็นด้วย เพราะนัดทานข้าวมื้อเย็นในเวลา 19.00 น. พวกเราจึงมีเวลาเดินเที่ยวในบริเวณรีสอร์ทได้มากโขอยู่ แต่ว่า เมื่อพระอาทิตย์ลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว ความมืดมิดแห่งราตรีกาลก็เข้ามาแทนที่ ถึงจะมีแสงไฟสลัว ๆ ของรีสอร์ทตามมุมต่าง ๆ ของสถานที่ ก็ไม่อาจเห็นสิ่งใด ๆ ชัดเจนนัก ช่วงนี้ เป็นช่วงของข้างแรม จึงไม่อาจรอแสงจากจันทร์เจ้ามาช่วยเพิ่มบรรยากาศอะไรได้เลย ฮ่าฮ่า

อาหารมื้อแรกของทริปนี้ ทุกคนพอใจ อาหารอร่อยใช้ได้ บริษัททัวร์แม็คเวิร์ลมักเน้นเรื่องกินดีด้วย ราคาจึงไม่ถูกแต่ก็ไม่แพงอะไรมากนัก พอประมาณที่เราจะรับกันได้ กิจกรรมหนึ่งของบริษัทนี้ที่ฉันเห็นว่า น่ารัก ก็คือ เขาใส่ใจในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของลูกทัวร์ ดี ถึงจะไม่ใช่หน้าที่ของเขา แต่การกระทำี่ที่แสดงออก ย่อมทำให้เป็นที่ประทับใจของของลูกทัวร์ได้อย่างแน่นอน นั่นก็คือ หลังจากที่ทานอาหารมื้อเย็นกันเรียบร้อยแล้ว ผอ.นพคุณก็เป็นผู้กล่าวเปิดงานปริศนานี้ ก็คือ งานวันคล้ายวันเกิดของลูกทัวร์ที่มาด้วย ซึ่งมีถึง 3 คน ที่พอดีตรงกับวันที่พวกเรามาเที่ยวกันทริปนี้ บังเอิญทั้ง 3 คนมีวันคล้ายวันเกิดที่ใกล้วันกัน เลยจัดงานวันคล้ายวันเกิดพร้อม ๆ กัน มีการจุดเทียนขนมเค้ก เป่าเทียน ร้องเพลงอวยพรวันคล้ายวันเกิดให้ ทั้งเพลงสากลและเพลงไทย ซึ่งฉันคิดว่า เป็นภาพที่ประทับใจทั้งคนที่เกิดและคนที่ร่วมแสดงความยินดี อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จัดทำขึ้นนี้ ย่อมแสดงถึงความใส่ใจของบริษัท ของมัคคุเทศก์ที่เป็นผู้นำทัวร์ด้วย ซึ่งคิดว่า เป็นแบบอย่างที่สมควรนำมาเป็นเยี่ยงอย่าง และเป็นการประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงของบริษัททัวร์ของตนเองไปด้วย ท่านผู้อ่านเห็นด้วยไหมล่ะคะ

ฉันถ่ายภาพการแสดงความยินดีของพวกเราที่มีต่อเจ้าของวันคล้ายวันเกิดทั้ง 3 คน คือ พี่วันทนา คุณปิยาใจ และ คุณทรัพย์ (ซึ่งเป็นเครือญาติกับ พี่เจ๋ )



หลังอาหารมื้อเย็นแล้ว พวกเราก็แยกย้ายกันไปห้องพัก รื้อเสื้อผ้าเตรียมใส่พรุ่งนี้ น่าเสียดายที่ได้พักที่นี่เพียงคืนเดียวเท่านั้น ก็ต้องลาจากที่รีสอร์ทนี้ไปแล้ว จุ๊บให้ฉันอาบน้ำ แช่น้ำแร่ก่อน เขาจะเข้าทีหลัง จะได้แช่น้ำแร่ได้นาน ๆ โดยไม่ต้องกังวลใครจะมาต่อคิว ที่จริง ชั้นล่างเขามีสระน้ำแร่สาธารณะให้เล่นอยู่แล้ว แต่ต้องใส่ชุดว่ายน้ำและหมวกคลุมผม พวกเราเลยไม่มีใครอยากไป

ฉันเปิดก๊อกน้ำเย็นและร้อนพอให้รู้สึกอุ่น ๆ แช่น้ำแร่อยู้ได้สัก
15 นาที ชำระร่างกายแล้ว ขึ้นมาเปิดน้ำสระบัวอีกรอบหนึ่ง ก็น่าจะใช้เวลาเพียง 20 นาที ก็เสร็จแล้ว ก็รู้สึกเนื้อตัวเบาดีตามที่มัคคุเทศก์แนะนำ ซึ่งได้แนะนำว่า การแช่น้ำแร่ทั้งตัวอย่าให้เกิน 15 นาที ถ้าอยากแช่ต่อ ต้องขึ้นมาพักสักครู่ก่อน ให้หัวใจสูบฉีดโลหิตดี ๆ ก่อน เพราะการแช่น้ำแร่นาน ๆ มีผลต่อระบบการทำงานของหัวใจด้วย อาจจะช็อกได้ จริงเท็จประการใดก็ไม่ทราบ แต่ถ้าเขาบอกแล้ว ก็ต้องเชื่อ จะได้ไม่มีปัญหาตามมาซึ่งจะลำบากมากเพราะเราอยู่ต่างแดน นั่นเอง

วันที่ 5 พ.ย. 55

วันนี้ตกลงกันว่า ปลุก 6.30 ทานข้าวมื้อเช้า 7.30 และรถออกเวลา 8.30 น. ฉันตื่นก่อนเวลาปลุกตามที่มัคคุเทศก์บอก เพราะจะต้องทำกิจธุระส่วนตัว คือนั่งห้องน้ำให้สบายท้องทุกเช้าอยู่แล้ว เช้านี้ ไม่ได้แช่น้ำแร่หรอก เพราะไม่มีเวลาเพียงพอ ใช้เวลาไปทานอาหารมื้อเช้าและชื่นชมธรรมชาติยามเช้าของรีสอร์ทดีกว่า ฉันคิดอย่างนั้น ส่วนจุ๊บบอกกับฉันว่า ไม่ต้องรอเขา เขาจะแช่น้ำแร่สักครึ่งชั่วโมง ให้ฉันไปเดินเที่ยวและทานอาหารเช้าได้เลย

ฉันออกจากห้องนอน ลากกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาและค่อย ๆ ลากลงบันไดไป จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่น ขายกลงจะง่ายกว่าขายกขึ้น เอากระเป๋ามาไว้ที่ข้างบันไดพร้อมของ ผอ.นพคุณ ซึ่งตื่นนอนแต่เช้าเช่นกัน ฉันลงมาถึงชั้นล่าง มีโอกาสได้ถ่ายดอกไม้สวย ๆ ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ รีสอร์ท เจอ พี่วันทนากับ คุณปิยาใจ เพื่อนของเขา พี่วันโชคไม่ดีเลย กล้องถ่ายรูปที่นำมาเกิดเสียเพราะตกหรือไปฟาดกับอะไรก็ไม่รู้ ทำให้เลนซ์แตก ถ่ายรูปไม่ได้ บอกกับฉันว่า "แอ๋ว พี่ขอถ่ายกับกล้องแอ๋วด้วยนะ" ฉันบอกพี่วันว่า " ไม่เป็นไร พี่จะถ่ายทิวทัศน์ตรงไหนบ้าง ให้บอกมาเลย แอ๋วยินดีถ่ายให้" พวกเราเลยไปหาทิวทัศน์ อันสวยงามยามเช้าถ่ายกัน แดดวันนี้แรงดีจัง ถ่ายรูปสวยแน่นอน บรรยากาศยามเช้านี้ สดชื่น อากาศบริสุทธิ์มาก ยากที่จะหาได้จากในตัวเมืองอย่างที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ พี่วันกับคุณปิยาใจอยากถ่ายตรงไหน ฉันก็บริการเขาทุกทิวทัศน์ พี่วันก็ถ่ายให้ฉันบ้าง สนุกสนานกันใหญ่ เดินมาเจอ ผอ.นพก็ชวนท่านถ่ายรูปด้วยกันด้วย ถ่ายกับรถบัสที่พาเรามาเที่ยวด้วย ทิวทัศน์ บรรยากาศยามเช้านี้ สดใส สวยงามสุดที่จะพรรณนา ท่านผู้อ่านโปรดชื่นชมได้จากภาพที่ฉันถ่ายมาฝากก็แล้วกันนะคะ











อาหารเช้ามื้อนี้ เป็นบุฟเฟ่ มีทั้งข้าวสวยและข้าวต้ม ข้าวต้มเขาอร่อยมากเลย เขาบอกว่าเป็นข้าวญี่ปุ่น เนื้อข้าวนุ่ม หอม กับข้าวก็มีหลายอย่างให้เลือกเหมือนกัน มัคคุเทศก์บอล เตรียมไข่เค็มและ
เกี้ยมฉ่ายมาให้พวกเราด้วย กว่าจุ๊บจะลงมาทานข้าว พวกเราก็ทานกันเกือบอิ่มแล้ว หลังจากทานข้าวมือเช้าแล้ว เราก็กลับเข้าห้องพักถ่ายเบากันให้เรียบร้อย หิ้วกระเป๋าใบเล็กลงมา ยังเหลือเวลาอีกเล็กน้อย ก็ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานก่อนที่รถจะเคลื่อนอำลาจาก รีสอร์ท อันสุดแสนโรแมนติคไป อย่างแสนจะเสียดาย อิอิ

ช่วงเช้านี้ โปรแกรมเที่ยวของเรา คือ ไปเที่ยวที่วัดจงไท่ซาน (หรือ วัดจงไถฉันซื่อ) ซึ่งเป็นวัดที่เป็นศูนย์รวมของความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไต้หวัน เป็นวัดที่สร้างด้วยเงินของผู้มีจิตศรัทธามาร่วมกันบริจาค เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก งบประมาณในการสร้างมากกว่าหมื่นล้านบาท มีความสุง 150 เมตร ออกแบบโดยวิศวกร เคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เกิดธรณีสูบหมู่บ้านหายไปทั้งหมู่บ้านที่เมืองหนานโจว แต่วัดนี้ ไม่เป็นอะไรเลย ทำให้ประชาชาวไต้หวัน เกิดความ
ศรัทธาเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ วัดนี้ มีห้องเรียนกว่า 1,000 ห้อง เพื่อให้พระสงฆ์ได้ศึกษาพระธรรม เป็นวัดที่ผสมผสานระหว่างนิกายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เราสามารถกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระโพธิสัตว์หลาย ๆ พระองค์ได้ที่นี่ ถือว่า เป็นวัดที่ทันสมัยมากที่สุดในไต้หวัน

มัคคุเทศก์ อาหลงเล่าว่า การบวชที่ไต้หวันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเป็นคนรวยจริง ๆ เพราะการบวชจะต้องจ่ายให้แก่วัดหลายล้าน จึงจะให้บวชได้ วัดจึงมีเงินงบประมาณในการสร้างและบูรณะวัด พระภิกษุณีที่ไต้หวัน บวชแล้วไม่สามารถสึกได้

พวกเราได้ถ่ายรูปหมู่กันที่หน้าวัดนี้ แล้วจึงได้เข้าไปชมภายในวัด ซึ่งพระพุทธรูปองค์แรก ก็คือ พระศรีอาริยเมตไตย หันพระพักตร์ออกสู่เมืองผูหลี่ ถือเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ มีลักษณะเหมือนพระสังขจายของเราที่เคยเห็นกันเกือบทุกอย่าง มีสิ่งที่ต่างกันคือ พระพุทธรูปนี้จะยิ้มเห็นฟัน มือขวาถือพระสูตรและอีกมือถือแท่ง ซึ่งมีความหมายในการขอให้ช่วยกันบริจาคเพื่อทำบุญ ถ้าเป็นพระสังขจาย จะยิ้มไม่เห็นฟัน มีถุงเท้าอยู่ข้าง ๆ เท้าท่าน มีความหมาย ว่า ใส่ความทุกข์ให้หมดทิ้งไป

อาหลง เล่าถึงประวัติของเทพเจ้าแต่ละองค์ในวัดนี้ให้ทราบอย่างละเอียดทีเดียว ก็เป็นไปตามความเชื่อและศรัทธาของแต่ละบุคคล ถ้าเป็นความเชื่อ ความศรัทธาของของตนไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก็เชื่อไปเถอะ เพราะไม่ได้ทำให้เสียหายแก่ใคร ฉันมักเป็นคนมีความคิดที่แปลกแยกไปจากคนอื่นอย่างนี้เสมอ เพราะฉันเป็นชาวพุทธที่เชื่อมั่นในหลักพุทธศาสนาในเรื่องของกรรมว่า ใครทำสิ่งใดไว้ย่อมได้รับสิ่งนั้น ๆ อย่างแน่นอน

เทพเจ้าอีกองค์ที่อยู่ด้านหลังของพระศรีอารียเมตไตย อาหลงบอกว่า ชื่อ เวทะธรรมโพธิสัตว์ เป็นเทพเจ้าที่ปกป้องพระไตรปิฏกของพระศรีอารียเมตไตย และจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในจำนวน 1,000 องค์ วัดนี้ ไม่มีการให้พักค้างแรม คือ ไม่มีการเข้าค่ายจริยธรรม

วัดนี้มีเสาค้ำอุโบสถเป็นรูปปั้นท้าวจตุโลกบาล มี 4 หน้า ซึ่งรูปร่างใหญ่กว่าประตูทางเข้า แล้วจะเข้าประตูมาได้อย่างไร อาหลงเฉลยว่า เป็นการสร้างองค์ท้าวจตุโลกบาลเป็นชิ้นส่วนแต่ละชิ้นแล้วมาต่อในพระอุโบสถ ข้างในขององค์ท้าวจตุโลกบาลนั้นจะเป็นเสาหินอีกทีหนึ่งเพื่อค้ำรับน้ำหนักตัวพระอุโบสถ วัดนี้สร้างอย่างอลังการ โดยมี
จุดมุ่งหมายเพื่อดึงดูดใจวัยรุ่นให้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา วัดไต้หวันจะมีพระประธาน 3-7 องค์ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากวัดในประเทศไทยของเรา

พวกเราฟังการอธิบายของ อาหลง แล้ว ก็แยกย้ายกันไปถ่ายภาพต่าง ๆ ในวัดตามความพอใจของแต่ละคน เชิญท่านผู้อ่านชื่นชมกับภาพที่ฉันนำมาฝาก ค่ะ





หลังจากชื่นชมกับความงดงามของพระพุทธรูป รูปพระโพธิสัตว์ต่าง ๆ ในพระอุโบสถแล้ว พวกเราก็ออกมาถ่ายรูปภายในบริเวณของวัด ซึ่งมีบริเวณกว้างขวางมาก มีสระน้ำพุ มีดอกไม้สวยงาม มีสะพานเชื่อม พวกเราก็ยืนถ่ายรูปกันตรงสะพานบ้าง ตรงสระน้ำที่มีน้ำพุบ้าง นั่งในเรือจำลองบ้าง เป็นที่สนุกสนานเบิกบานใจกัน อิอิ เชิญท่านผู้อ่านชมภาพที่ฉันนำมาฝาก ค่ะ





จากวัดนี้แล้ว พวกเราก็ไปเที่ยวทะเลสาบสุริยันจันทรา ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของการเที่ยวทริปนี้อีกแห่งหนึ่ง ทะเลสาบแห่งนี้อยู่ในเขตอำเภอ หนานโถว ทางตอนกลางของเกาะไต้หวัน เป็นทะเลสาบธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวันอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 760 เมตร มีเนื้อที่ 900 เฮคตาร์ มีเกาะที่เล็กที่สุดในโลก ชื่อว่า กวง หวา เต่า อยู่กลางทะเลสาบ ทางทิศเหนือของทะเลสาบมีรูปทรงคล้ายพระอาทิตย์ ส่วนทางด้านใต้ มีรูปทรงคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ทะเลสาบแห่งนี้ จึงได้ชื่อว่า ทะเลสาบสุริยันจันทรา เป็นทะเลสาบที่อยู่บนเทือกเขาที่มีน้ำใสสะอาด จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมาพักผ่อน บริเวณทะเลสาบเคยเป็นที่พักของ เจียงไคเช็คและมาดามซ่ง แต่ปัจจุบันสร้างเป็นโรงแรมเสียแล้ว เป็นทะเลสาบที่มีภูเขาสลับซับซ้อนล้อมรอบทะเลสาบ

พวกเรามาถึงท่าเรือและได้ลงเรือเฉพาะที่มีแต่กลุ่มของพวกเราเอง ชื่อเรือว่า "เฉินกง" ซึ่งแปลว่า ความสำเร็จ ล่องเรือชมทะเลสาบ ชมทิวทัศน์อันงดงามสุดจะบรรยาย โรแมนติคสุด ๆ เลยค่ะ ยากที่จะพรรณนาให้ท่านผู้อ่านได้เห็นจริง ฉันจึงถ่ายรูปทะเลสาบสุริยันจันทราไว้มาให้ชม พร้อมกับ เกาะที่เล็กที่สุดในโลกด้วยนะคะ โปรดสังเกตจากรูปถ่ายนะคะ อิอิ











นั่งเรือชมความงามที่ทะเลสาบสุริยันจันทราประมาณน่าจะครึ่งชั่วโมงได้ อาหลงพาขึ้นเกาะเพื่อไหว้พระถังซำจั๋งที่วัดพระถังซำจั๋ง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบสุริยันจันทรา ซึ่งเกาะนี้ มีชนเผ่าพื้นเมืองของเกาะไต้หวันอยู่ด้วย คือเผ่าเส้าจู๋ ซึ่งเป็นชนเผ่าที่กำลังจะสูญพันธุ์เพราะเหลือประชากรเพียง 400 คนเท่านั้น พวกเราเดินชมกัน สามารถมองไปที่ทะเลสาบได้ เห็นทัศนียภาพอันงดงามจากที่สูงลงไป ไปไหว้พระถังซำจั๋ง ขอพรให้สุขภาพแข็งแรงและขายหนังสือที่เขียนให้ได้เยอะ ๆ อิอิ แล้วก็ไปถ่ายรูปกับป้ายสุริยัยจันทรา ที่เขียนเป็นภาษาจีน และถ่ายรูปของชนเผ่าเส้าจู๋ ที่เล่นดนตรีพื้นเมืองของเขาโชว์นักท่องเที่ยวด้วย ฉันกับเพื่อน ๆ ก็ได้ถ่ายรูปตามมุมต่าง ๆ ที่คิดว่าสวยงามที่ชื่นชอบ ค่ะ



เราทานอาหารมื้อเที่ยงที่ภัตตาคาร เป็นอาหารพื้นเมือง
เหมิงเยว่หู ค่ะ



หลังอาหารเที่ยง อาหลงพาพวกเราไปนั่งกระเช้าลอยฟ้าที่ทะเลสาบสุริยันจันทรา ซึ่งต้องข้ามภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้เขียวขจี หนาทึบ ซึ่งบนกระเช้าลอยฟ้ามองลงไปเบื้องล่างจะเห็นความงามของทะเลสาบสุริยันจันทราได้ในมุมกว้าง ฉันได้เก็บภาพที่ถ่ายจากกระเช้าลอยฟ้ามาฝาก ค่ะ สวยงามมากทีเดียว



เมื่อลงจากกระเช้าแล้ว ก็เป็นหมู่บ้านของชนเผ่าพื้นเมือง 9 เผ่า เรียกว่า หมู่บ้านวัฒนธรรม 9 เผ่า ที่นี่น่าเสียดายเวลามีน้อย เดินชมไม่ทั่วถึง เพราะมัวแต่รอดูการแสดงของชนเผ่า อาเหม่ยจู๋ ซึ่งมีการแสดงพื้น ๆ เป็นการร้องเพลงเกี้ยวกันอะไรประมาณนั้น ไม่มีอะไรแปลกใหม่ การแต่งกายก็ไม่ได้สวยงามอะไรนัก ฉันก็ถ่ายรูปสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงวัฒนธรรมของชนเผ่าเหล่านี้และการแสดงของชนเผ่าอาเหม่ยจู๋มาฝากค่ะ







เวลาของเราที่อยู่ที่หมู่บ้านชนเผ่า 9 เผ่านี้มีค่อนข้างน้อย เพราะว่าเราต้องรีบนั่งกระเช้ลอยฟ้าลงไปเพื่อจะขึ้นรถและตีรถไปเมืองเถาหยวนต่อไป ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2.30 ชั่วโมง นั่นเอง

ระหว่างทางที่จะไปยังเมืองเถาหยวนทิวทัศน์ก็งดงาม ภูเขาเขียวขจี แต่กว่าจะถึงเมืองเถาหยวนก็เป็นเวลามืดค่ำแล้ว ขณะที่นั่งรถ
อาหลงก็ทำหน้าที่เล่าถึงชีวประวัติของ ดร.ซุนยัดเซ็นและเจียงไคเช็คให้ฟัง ทำให้ฉันได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศจีนและไต้หวันมากทีเดียว เราถึงโรงแรมที่พัก ชื่อว่า โรงแรม FULLON HOTEL ห้องพักก็สะดวกสบายดี แต่ติดริมถนน ไม่โรแมนติคเหมือนโรงแรมคืนแรก

เราทานอาหารมื้อเย็นในเวลา 19.15 น. เสร็จแล้วก็ไปเดินช้อปปิ้งบริเวณโรงแรม ซึ่งมีร้านค้ามากมาย ฉันกับเพื่อน ๆ ไปเดินที่ร้าน วสันต์ ได้โฟมล้างหน้าและครีมทาผิวมา ซึ่งมัคคุเทศก์บอกว่า เป็นครีมที่มีชื่อเสียง และกำลังลดราคาด้วย เลยขนซื้อกันใหญ่ เฮ้อ !

วันที่ 6 พ.ย. 55

เวลานัดของวันนี้เหมือนเมื่อวานนี้ ค่ะ อาหารเช้าที่โรงแรมนี้สู้อาหารเช้าของโรงแรมเมื่อวานไม่ได้ ทุกคนลงความเห็นเป็นเช่นนั้น

วันนี้เราจะเที่ยวที่มณฑลเถาหยวน ซึ่งมีเมืองหลวง คือเถาหยวนซิตี้ เป็นที่ที่ฝังศพของเจียงไคเช็ค ประธานาธิบดีคนแรกของไต้หวัน ซึ่งฝังที่เมืองฉือหู ที่ต้องการฝังศพไว้ที่ ฉือหู เพราะเมืองนี้มีลักษณะคล้ายกับบ้านเกิดของเขา แต่เดิมสถานที่ที่เราจะมาเที่ยวในวันนี้ คือ เป็นบ้านพักของประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค ใช้สำหรับพักร้อน แต่ปัจจุบันนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว มีบริเวณและสนามหญ้าที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก เรามาถึงที่นี่ เดินเข้าไปในสถานที่นี้ ก็รู้สึกร่มรื่นดีมาก เพราะมีต้นไม้ที่ให้ร่มเงาปลูกไว้ตามทางเดิน มีสระน้ำที่ขุดขึ้นใหญ่มาก เรียกว่า ฉือหู ระหว่างทางเดินไปที่บ้านพัก จะผ่านสระน้ำที่ขุดนี้ เรียบไปตามสระน้ำ น้ำในสระเมื่อต้องลมอ่อน ๆ จะพลิ้วเป็นละลอกน้อย ๆ มีฝูงหงส์สีดำ อยู่ในสระเล่นน้ำอย่างสำเริงสำราญบานใจ พวกเราก็เริ่มเก็บภาพสวย ๆ งาม ๆ ตามทางที่ผ่านไป เดินจนถึงที่บ้านพัก ปรากฏว่า โชคร้าย เพราะเขาปิดซ่อมแซม เลยไม่มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมสิ่งต่างๆ ภายในบ้านพักเลย ได้แต่ถ่ายรูปอยู่ด้านนอกเท่านั้นเอง

เก็บภาพสวย ๆ ของสถานที่นี้และสระน้ำที่สวยงามมาฝาก







หลังจากที่ได้ชมบริเวณบ้านพักของเจียงไคเช็คแล้ว ไฮไลท์ของที่นี่อีกอย่างหนึ่งก็คือ บรรดารูปปั้นในอิริยาบถต่าง ๆ ของ
ประธานาธิบดี เจียงไครเช็ค อาหลงเล่าว่า สาเหตุที่ต้องนำมาจากหน่วงงานต่าง ๆ มารวมไว้ที่นี่ เพราะว่า ในช่วงที่พรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้การเลือกตั้งแก่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามในช่วงปี 2000-2008 กลัวว่ารูปปั้นของเจียงไคเช็คที่มีอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศจะถูกทำลาย จึงนำบรรดารูปปั้นเหล่านี้มาเก็บไว้ที่สวนแห่งนี้ ฉันได้ถ่ายภาพรูปปั้นเหล่านี้มาฝากท่านผู้อ่านด้วย ค่ะ





หลังจากชมสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเราก็เดินทางต่อเพื่อไปที่เมืองไทเป ระหว่างทางแวะเที่ยวที่หมู่บ้านเซรามิค อิงเกอ (อิงเกอ เป็นชื่อ อำเภอหนึ่ง ) เมืองนี้เป็นเมืองเครื่องปั้นดินเผา รู้จักกันในนามว่า
จิ่งเต๋อเจิ้น ( Jingdezhen) ของไต้หวัน ทั้งเมืองมีโรงงานทำเครื่องปั้นดินเผาหลายร้อยแห่ง จึงมีร้านขายเครื่องปั้นดินเผาที่ขายผลิตภัณฑ์ของตนเองมากมาย โดยมีถนน เจียนซันฝู เป็นถนนต้นกำเนิดอุตสาหกรรมเซรามิคภายในประเทศ จนถึงปัจจุบันยังมีควันพวยพุ่งออกจากปล่องเตาเผาที่ใช้พลังงานจากเตาถ่านหิน ทุก ๆ เดือน ตุลาคม
เมืองนี้จะมีเทศกาล เซรามิคอิงเกอ ฉันถ่ายรูปเซรามิคตามร้านค้าต่าง ๆ ที่เห็นว่าน่าสนใจมาฝากด้วยนะคะ



จากหมู่บ้านอิงเกอ เราก็เดินทางต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงกรุงไทเป

อาหารมื้อเที่ยงของวันนี้เราทานบุฟเฟ่ต์สเต็ก NOBLE FAMILY มีให้เลือกเป็น หมู ปลา และเนื้อวัว มีอาหารอย่างอื่น ๆให้ทานอีกเยอะแยะ เช่น สลัด ไอศกรีม ของหวาน น้ำพลั้นซ์ อร่อย ๆ ทั้งนั้นเลย พวกเราก่อนกิน ก็มีการถ่ายรูปเอาไว้เป็นที่ระลึกตามเคย อิอิ



หลังจากทานอาหารมื้อเที่ยงอิ่มหนำสำราญแล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางต่อ มุ่งหน้าเที่ยวที่ อนุสรณ์สถานวีรชน จงสือฉือ
(ZHONG lie chi memorial) อาหลงบอกว่า เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จุดประสงค์ในการสร้างอนุสรณ์สถานนี้ ก็เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึงวีรบุรุษในสมัยที่เกิดปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์แมนจู และรวมประเทศต่อต้านญี่ปุ่นเรื่อยมาจนถึงยุคที่ปราบคอมมิวนิสต์ และสูญเสียทหารจำนวนถึง 330,000 คน
จึงได้สร้างสถานที่แห่งนี้และสลักป้ายวิญญาณทหารที่เสียชีวิตให้คนมาสักการบูชาดวงวิญญาณของเหล่าทหารผู้พลีชีพเหล่านี้ สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของสถานที่แห่งนี้ก็คือ จะมีทหารประจำการเพื่อเคารพต่อดวงวิญญาณของวีรบุรุษที่สละชีพเื่พื่อชาติ ทหารเหล่านี้ จะมีการผลัดเปลี่ยนเวรยามทุก ๆ 1 ชั่วโมง เป็นการเดินของทหารที่ดูสง่างามและดูเข้มแข็ง มีระเบียบวินัยมาก ๆ เลย ฉันถ่ายรูปทหารเหล่านี้ไว้หลายรูปมาฝากท่านผู้อ่านด้วยนะคะ






ออกจากที่นี่แล้ว พวกเราก็ไปเที่ยวที่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กง
(National Palace Museum) ก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1962 โดยใช้ต้นแบบจากพระราชวังโบราณในกรุงปักกิ่ง เดิมมีชื่อว่า พิพิธภัณฑ์
จงซาน ต่อมาเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ กู้กงแห่งชาติ ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่เก็บวัตถุและผลงานทางศิลปะของจีนโบราณที่มีประวัติอันยาวนานมากกว่า 5,000 ปี เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสิ่งของล้ำค่าถึง 620,000 ชิ้น จากทุกราชวงศ์ของจีน ประกอบด้วย ภาพเขียน หนังสือ แผ่นป้าย เครื่องแกะสลัก งานปัก งานทอมือ เครื่องทองแดง เครื่องหยก เครื่อง เซรามิค เครื่องเขียนโบราณ และสิ่งของอื่น ๆ อีกรวม
14 ประเภท การจัดแสดงนั้น เนื่องจากมีจำนานมากมายเหลือเกิน จึงไม่สามารถนำมาจัดแสดงได้หมด ต้องใช้วิธีการจัดแสดงหมุนเวียน โดยจัดให้ชมทุก ๆ 3 เดือน ของสำคัญและถือเป็นชิ้นเอกของพิพิธภัณฑ์นี้ และถูกจัดเป็นอันดับหนึ่งของโลก คือ หยกแกะสลักเป็นรูปผักกาดขาวมีตัวตั๊กแตนเกาะอยู่ นอกจากนี้ ยังมีหยกหมูสามชั้น ชิ้นน่ารักมาก ๆ (น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายรูปความงดงามของสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวมาฝากท่านผู้อ่านได้ เนื่องจากเขาห้ามถ่ายรูป นั่นเอง) ยังมีงาช้างแกะสลัก 17 ชั้น และตราลัญจกรของจักรพรรดิเฉียนหลง กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของจีนก็อยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย สมบัติอันล้ำค่าเหล่านี้ กล่าวกันว่า ตอนที่เจียงไคเช็ค แห่งพรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้แก่พรรคคอมมิวนิสต์ของ
เหมาเจ๋อตุง เขาได้ขนสมบัติอันล้ำค่าดังกล่างข้างต้นของจีนมาที่ไต้หวันและเก็บรักษาอย่างดี และจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวัน หรือที่เรียกว่า พิพิธภัณฑ์กู้กง นั่นเอง



การมาเที่ยวที่พิฑิธภัณฑ์กู้กงนี้ อาหลงพาชมเป็นบางห้องที่สำคัญ เพราะคนมาเที่ยวมากเหลือเกิน พวกเราได้ดูของสามสิ่งที่ต้องดู ก็คือ 3 อย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เราเริ่มดูจากชั้นสามก่อน คือ ห้อง 301
เป็นอักษรจีนโบราณกว่า 4,000 ปีต้องให้นักภาษาศาสตร์เป็นคนแกะอ่าน มีทั้งหมด 500 ตัวอักษร ประโยชน์และคุณค่าอย่างยิ่ง คือ ทำให้รู้ประวัติศาสตร์ของประเทศจีนในสมัยราชวงศ์โจว ห้องนี้ ยังมีระฆัง มีคำจีนโบราณกำกับ เชื่อว่า ตีระฆังใบนี้แล้วเสียงจะสะท้อนดังไปถึงสรวงสวรรค์ ต่อมาเข้าชม ห้อง 302 ห้องนี้แหละ จะมีงานแกะสลักหยกเป็นรูปผักกาดขาว สวยมากเหลือเกิน เป็นหนึ่งในสามชิ้นที่เราต้องมาชม อายุของรูปแกะสลักผักกาดขาว มีอายุ กว่า 250 ปี อีกชิ้นหนึ่ง คือ หยกสีหม่น ๆ คล้ายสีของหนังหมูต้มสุก แกะเป็นรูปหมูสามชั้น อาหลงอธิบายว่า การแกะสลักรูปผักกาดขาวนั้น เมื่อแกะเสร็จแล้ว ได้นำไปถวาย
พระเจ้าเต้ากวง งานแกะสลักชิ้นนี้มีความหมาย คือ ความขาวของผักกาด หมายถึงความบริสุทธิ์ ส่วนตั๊กแตนที่มาแกะที่ผักกาด มีความหมายถึงการออกลูกออกหลานมากมาย นั่นเอง ห้อง 304 เป็นห้องที่อาหลงบอกว่า เป็นงานศิลปะที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ต้องเป็นเทวดาเท่านั้นจึงน่าจะทำได้ (แต่จริง ๆ คือ คนเรานี่แหละ เขาเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเก่งของคนที่สามารถแกะสลักได้ ) ที่ว่าเช่นนี้เพราะเป็นนำของเล็ก ๆ มาแกะสลักได้หลาย ๆ ชั้น ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้แว่นขยายส่องมอง มีงาช้างแกะเป็นรูปปิ่นโต มีรูปเรือที่แกะจากลูกวอลนัท ในเรือมีรูปคนอยู่ได้ถึง 8 คน มีสร้อยที่แกะจากลูกสมอเป็นรูปแปด เซียน มีรูปเรือมังกรแกะจากงาช้าง มีลูกตุ้ม 5 ชั้น แล้วแกะเพิ่ม เป็น 17 ชั้น แต่ละชั้นมีแกนหมุนได้ เล่ากันว่า ใช้เวลาแกะกันนานมาก ถึง 5 ปี คนแกะก็ตาบอดหลังจากที่งานเสร็จ เฮ้อ ! ฟังแล้ว ก็หดหู่ใจเหลือเกิน คนแกะช่างมีความานะพยายามและรักในงานศิลปะมากเหลือเกิน น่านับถือ มากจริง ๆ

ส่วนชั้นสองจะมีรูปวาดสวย ๆ เครื่องปั้นดินเผา ซึ่งเชื่อว่า เป็นศิลปะในสมัยราชวงศ์ถัง และที่น่าตลกตามที่ อาหลงเล่า ก็คือ ผู้หญิงสวยในยุคนี้ ต้องอ้วน แ้ก้มป่อง ไม่มีหน้าอก และขี่ม้าเก่ง แปลกมากๆ
ช่างผิดกับความสวยของผู้หญิงในยุคนี้เสียจริง ๆ

รายการเที่ยวต่อไปก็คือ ไปเที่ยวที่ตึกไทเป 101 ตึกนี้ ถือเป็นไฮไลท์อีกสถานที่หนึ่งของไต้หวัน ตึกนี้ตั้งอยู่ในเขต ซิ่นยี่ กลางกรุงไทเป ออกแบบโดยวิศวกรชาวไต้หวัน ชื่อ หลี่ จู่ หยวน ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี (1999-2004) แต่เดิมมีชื่อว่า Taipei Financial Center)
ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ตึกไทเป 101 ตามจำนวนชั้นของตึก ตึกนี้สูง 508 เมตร ปัจจุบันสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก (รองจากตึกดูไบทาวเวอร์ดูไบ)
ตึกไทเปเปิดให้ประชาชนเข้าชมปลายปี ค.ศ. 2005 จุดชมวิวแบบ
อินดอร์อยู่ที่ชั้น 89 แบบเอ้าดอร์ อยู่ชั้น 91 (เสียค่าเข้าชมจุดชมวิวคนละ 500 บาท พวกเราไม่มีใครขึ้นชมเลย เสียดายตังค์ อิอิ)

ภายในตึก มีห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านแบรนด็เนม เป็นจำนวนมาก พวกเราไปเดินชมแต่ไม่ได้ซื้ออะไรเลย เพราะมันแพงซื้อไม่ลง อิอิ นอกจากนี้ยังมีสำนักงานตั้งอยู่ในตึกนี้มากมาย ที่ตึกนี้ ยังมีลิฟท์ที่มีความเร็วสูง 1,010 เมตรต่อนาที โดยสารลิฟท์จากชั้น 5 ไปชั้นที่ 89 ใช้เวลาเพียง 37 วินาที

พวกเราได้แต่ชื่นชมตามร้านค้าต่าง ๆ และบริเวณของตัวตึกชั้นล่าง ถ่ายรูปเองบ้าง น้องรุ่งลูกน้องของอาหลงที่เป็นตากล้องถ่ายรูปให้พวกเราบ้าง (ป่านนี้ยังไม่เห็นรูปเลย อิอิ มีแต่รูปจากกล้องฉันเท่านั้น)


ขณะที่เขียนอยู่นี้ พอดีรุ่งออนไลน์อยู่ เลยขอรูปตึกไทเป 101 ในกล้องรุ่งมาให้ท่านผู้อ่านได้ชมอีกสองรูป ค่ะ



หลังจากเที่ยวที่ตึกไทเป 101 แล้ว อาหลงและน้องบอลก็พาพวกเราไปทานข้าวมื้อเย็นที่ภตตาคาร อาหารมื้อนี้ คือ ชาบู ชาบู เป็นอาหารบุฟเฟ่ ตักเอาตามความพอใจ กินได้เท่าไรก็กินกันไป ไม่อั้น บอลเอาน้ำจิ้มจากเมืองไทยเรามาให้ เพราะน้ำจิ้มของที่นี่ไม่ถูกกับลิ้นคนไทยอยู่แล้ว เค็ม ๆ หวาน ๆ เท่านั้น ของไทยเราต้องครบรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม น่ะนะ ที่โต๊ะหนึ่ง นั่งได้ 4 คน มีหม้อให้คนละ 1 หม้อ เท่ากับหม้อใครหม้อมันน่ะเอง กินกันอิ่มหนำสำราญดีจริง ๆ

เมื่อทานกันเสร็จแล้ว อาหลง กับ บอล ก็พาเราไปเดินช้อปปิ้งที่ตลาดกลางคืน ชื่อว่า ซื่อหลินไนท์มาร์เก็ต ไนท์มาร์เก็ต มีผู้คนพลุกพล่านมากเหลือเกิน มีสินค้าขายมากมาย ทั้งของกิน ของใช้ ตั้งแต่ราคาถูกถึงราคาปานกลาง มีเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ และราคาถูกกว่าที่เมืองไทยด้วย ฉันช่วยต่อรองราคารองเท้าให้เพื่อน ๆ ได้หลายคน ฉันเองก็ได้รองเท้า 1 คู่ ราคา คิดเป็นเงินไทย 350 กว่าบาทเท่านั้น ดูแล้วไม่น่าจะกัดเท้า เพราะหนังนิ่ม แบบก็สวยดี สำหรับใส่ลุยได้สบาย พี่วัน พี่พรรณี ได้กันไปคนละคู่สองคู่ แล้วก็เดินชมตลาดของเขาต่อไป พี่พรรณีอยากได้ถุงเท้า ก็ต่อรองกันอีก ฉันก็ได้มา 3 คู่ เป็นถุงในล่อน 2 คู่ ถุงเท้าผ้ายืดอีก 1 คู่ ไว้ใส่ไปเที่ยว



หลังจากเดินช้อปปิ้งกันแล้ว พวกเราก็กลับโรงแรมที่พักกัน คืนนี้เราพักที่ NEW CONTINENTAL HOTEL เป็นโรงแรมติดถนนเหมือนเมื่อวานนี้ ห้องนอน ห้องพัก ก็ใช้ได้ สะอาด มีเครื่องอำนวยความสะดวก ครบครับ

โปรดติดตามต่อไปในตอนที่ 2 ค่ะ



Create Date : 12 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2555 18:07:51 น.
Counter : 7842 Pageviews.

4 comments
  
อาจารย์เล่าได้ละเอียดมากเลยค่ะ
เหมือนเดินตามหลังอาจารย์เที่ยวด้วยค่ะ

โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา:19:29:34 น.
  
ขอบคุณค่ะ ที่เล่าเรื่องประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ไต้หวันให้ฟัง ฟังแล้วน่าไปเที่ยวมากค่ะ เล่าประสบการณ์ได้ละเอียดมาก เหมือนได้ไปเที่ยวด้วยเลยค่ะ
โดย: Taoyuan IP: 115.67.2.4 วันที่: 2 เมษายน 2556 เวลา:19:55:22 น.
  
ดิฉันกำลังจะเดินทางไปเที่ยวประเทศไต้หวันในวันที่ 8-11พ.ย. 2556 นี้ค่ะ ได้อ่านบันทึกการเดินทางของอาจาร์แล้ว ทำให้มีความรู้ที่จะนำไปใช้ในการท่องเที่ยวที่ไต้หวันได้ดีทีเดียวเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆและภาพสวยๆนะค่ะ อิ อิ ^_^
โดย: KateKan IP: 171.5.250.55 วันที่: 21 ตุลาคม 2556 เวลา:23:19:23 น.
  
ขอบคุณ คุณ KateKan ที่เข้ามาอ่านและชอบใจเห็นว่ามีประโยชน์ค่ะ
โดย: อาจารย์สุวิมล (อาจารย์สุวิมล ) วันที่: 22 ตุลาคม 2556 เวลา:10:11:49 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments