กุมภาพันธ์ 2556

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
 
 
All Blog
ล่องใต้ไปทะเลตรัง สตูล และสมุย (ตอนที่ 1)
ล่องใต้ไปทะเลตรัง สตูล และสมุย (ตอนที่ 1)

มีคนกล่าวว่า "ความสวยงามของธรรมชาติ จะช่วยเยียวยาให้ใจที่เป็นทุกข์ของคนเราเบาบางลงไปได้" ฉันเห็นด้วยกับข้อความนี้ ค่ะ เพราะฉันเองเป็นคนชอบเที่ยว โดยเฉพาะไปเที่ยวสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยงาม ดอกไม้สีสวยนานาพรรณ ใบหญ้าที่เขียวชอุ่ม และท่ามกลางความเขียวขจีของป่าเขาลำเนาไพร ภูเขาสูง ท้องทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาลภายใต้ฟากฟ้าที่กว้างใหญ่ไม่แพ้กัน ไปชื่นชมครั้งใด ฉันไม่เคยเบื่อ ใจที่เหี่ยวเฉากลับมีความรื่นรมย์และเย็นสบายใจมากขึ้น ลืมสิ่งอันไม่พึงปรารถนาที่เกิดกับชีวิตของฉันในอดีตได้ดีทีเดียว มาครั้งใด ฉันก็สุขใจเสมอ ดังที่กวีซีไรซ์ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ได้เขียนไว้ใน วรรณกรรมเรื่อง "วารีดุริยางค์" โดยได้พรรณนาถึงความงามของธรรมชาติขณะที่นั่งอยู่ที่ธารน้ำแห่งหนึ่งว่า

"แทบฝั่งธารที่เราเฝ้าฝันถึง เสียงน้ำซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง
จักรวาลวุ่นวายไร้สำเนียง โลกนี้เพียงแผ่นภพสงบเย็น
เพื่อชื่นชมรมณีย์กับชีวิต ที่จะคิดที่จะทำตามคิดเห็น
ระเรื่อยเรื่อยเฉื่อยฉ่ำลืมลำเค็ญ ลืมความเป็นปรัศนีของชีวิต"

จากกลอนสองบทที่ยกมากล่าวอ้างนี้ เราจะเห็นว่า ผู้แต่งนั่งชื่นชม ความงามของธรรมชาติที่นี่ ทำให้เขาลืมปัญหาต่าง ๆ ของชีวิตไปอย่างปลิดทิ้ง
ถึงจะมีเสียงดังอะไร เขาก็หาได้ยินไม่

การล่องใต้ครั้งนี้ ฉันและหญิงเตรียมการไว้หลายเดือนพอสมควร สาเหตุที่พวกเราคิดไปล่องใต้ ก็เพราะจุ๊บได้เชื้อเชิญพวกเราไปเที่ยวบ้านของเขาที่สงขลานานแล้ว ไม่ได้โอกาสไปสักที ช่วงนี้ทุกคนพอจะว่างกันแล้ว เลยตกลงกันว่า จะไปกัน วันที่ 10-21 มกราคม หญิงอยากไปรถไฟ เพื่อจะได้ชมทิวทัศน์ ส่วนบุปผาและเฮียใช้ มีลูกทำงานอยู่ที่การบินไทย ไปเครื่องบินในราคาถูก จ่ายเพียง ร้อยละ 25 ของราคาเต็ม

วันที่ 10 ม.ค. ก๊องไปส่งฉันที่สถานีรถไฟ หัวลำโพง ก่อนไปส่ง ก๊องพาไปทานก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ้าอร่อยแถวพระราม 4 ก่อนถึงตลาดคลองเตย อิ่มก่อนไปนั่งรถไฟ อิอิ ฉันต้องนั่งรอ หญิง กับ ติ่ง ที่สถานีรถไฟ นานเป็นชั่วโมง เพราะก๊องมาส่งฉันที่สถานีเร็วกว่าปรกติ เพราะเขาจะไปตีแบดด้วย รถไฟที่หญิงจอง ก็ออกเสียดึก คือ เกือบห้าทุ่ม ปวดปัสสาวะมาก ไปไหนก็ไม่ได้ เพราะไม่มีใครเฝ้ากระเป๋าและกรอบรูปที่จะนำไปให้กุ๊กไก่ (ลุกศิษย์) ซึ่งพวกเราจะไปพักที่บ้านของเขา กว่าสองคนนี้จะมาถึง ฉันรอเป็นชั่วโมง มาถึงฉันกับหญิงรีบไปห้องน้ำทันที เก็บเงิน ค่าเข้าห้องน้ำ คนละ สอง บาท

ฉันไม่ได้มาสถานีหัวลำโพงเป็นเวลานานมากแล้ว ดูเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร สวยงามขึ้นมากทีเดียว ที่นั่งพักเพื่อรอขึ้นรถไฟนั้นมีการติดเครื่องปรับอากาศ ไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนสมัยก่อน ดูโอ่โถง สะอาดสะอ้านกว่าเดิมอยู่ และจัดภูมิทัศน์สวยงามพอสมควร




ขณะที่นั่งรอรถไฟออก เหลือเวลาเกือบสองชั่วโมง เราเลยไปจองตั๋วของตอนขากลับ เพราะเรารู้แล้วว่า ขากลับนั้น เราจะต้องขึ้นรถไฟที่สุราษฎร์ เรียกว่าสถานีพรุนพิน ซึ่งใกล้กว่าขาไปที่ไปลงที่หาดใหญ่ ราคาค่าตั๋วจึงเหลือ 578 บาท ขาไปนั้น ราคา 675 บาท

รถไฟกว่าจะออก ก็ช้าไปจากกำหนดประมาณ 20 นาที จากเดิม ว่ารถไฟจะออก 22.50 น. ก็ไปออกเอา 23.10 น. พวกเราได้ที่นั่งและเอากระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นชั้นเรียบร้อยแล้ว โดยมีติ่งช่วยยก ส่วนกรอบรูปไปไว้เก้าอี้หลังขบวนรถไฟ เพราะใหญ่เกินกว่าจะไว้ชั้นบนของรถไฟได้

พวกเรากินหมูทอดกับข้าวเหนียว โดยติ่งกับหญิงทำมาจากบ้าน ฉันเอาคุ้กกี้ กับ ส้ม ไปแจมด้วย อิ่มแล้ว เจ้าหน้าที่รถไฟ ก็มีขนมเค้กและน้ำมาบริการผู้โดยสารด้วย

เรานั่งคุยกันไปบ้าง หลับ ๆ ตื่น ๆ จอดสถานีแต่ละสถานีก็มีคนขึ้นมา มากคนบ้าง น้อยคนบ้าง ฉันจดคร่าว ๆ ไว้ว่า ผ่านสถานีใดบ้าง จนถึงเวลา เช้า ประมาณ 6.15 น. เรามาถึงจังหวัดชุมพร สถานีนี้คงใหญ่จอดนานถึงประมาณ 15 นาที แล้วแล่นยาวไปประมาณเกือบชั่วโมง ไปจอดที่สถานีสวี ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งของ ชุมพร จาก สวี แล่นยาวไปถึง สถานีหลังสวน ประมาณ เวลา 8.10 น. ก็ถึงสถานีไชยา จังหวัดสุราษฎร์ ไปท่าฉาง
8.35 น. ถึงสถานีสุราษฎร์ ซึ่งเป็นสถานีที่ตอนขากลับพวกเราต้องมาขึ้นที่นี่ จากสถานีนี้ก็ไป สถานี นาสาร 9.29 เรามาถึง สถานีบ้านส้อง จังหวัด นครศรีธรรมราช ตามด้วย คลองจันดี ทุ่งสง ประมาณ 10 โมงกว่า
มารถไฟใต้ครั้งนี้ อยู่บนรถไฟ ฉันโชคดีได้เจอลูกศิษย์ที่สอนและไม่ได้เจอเขาตั้งแต่เขาจบไปแล้ว ฉันไม่นึกว่า โลกจะกลมนะ อิอิ ฉันเดินไปเข้าห้องน้ำในรถไฟก็หลายครั้ง เขาก็ไม่เห็นฉัน ฉันก็ไม่เห็นเขา แต่ถึงเห็น ฉันก็จำเขาไม่ได้หรอก ห้าห้า ขณะที่ฉันกลับจากห้องน้ำ กำลังจะผ่านที่นั่งที่เขานั่งอยู่ ฉันก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มคนหนึ่งเรียกฉัน เสียงเรียกนั้นดูเหมือนไม่ค่อยมั่นใจนัก แสดงว่า เขาก็อาจจะจำฉันได้แต่ไม่มั่นใจ ฉันมองไปตามเสียงเรียก เห็นหน้าคนเรียก หน้าตาเขาคุ้นตามาก ใส่หมวกแบบชาวมุสลิม เอ ! ดูหน้าตาแล้วไม่ใช่ลูกศิษย์ที่อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยที่เคยสอนแน่ เพราะอายุคนนี้ยังไม่มาก ไม่ถึง 30 แน่ แต่ลูกศิษย์อิสลามที่เคยสอนป่านนี้เลข 5 กันแล้วทั้งนั้นเลย ฉันเลยได้นั่งคุยกับเขา ถามเขาชื่ออะไร จบปีการศึกษา ปีไหน พอบอก ฉันก็จำได้ รุ่นนี้ซนมาก จำได้ตอนเขาเด็ก ๆ ช่างพูดเหมือนกัน เป็นเด็กวัด ปัจจุบันเกิดความซาบซึ้งในศาสนาอิสลาม เลยเปลี่ยนศาสนาไปนับถือ อิสลาม เขาชื่อ อดิเรก เขาบอกว่า เขาจำฉันได้ ฉันไม่เปลี่ยนไปจากสมัยที่สอนเขาเลย ยังสาวเหมือนเดิม ฮะแฮ้ม จริงเหรอ ชมแบบนี้ชอบนะ จะบอกให้ เราคุยกันถึงสมัยที่เขาเรียน ฉันสอน เขาบอกว่า ยังจำความเคี่ยวในการสอน ในการให้คะแนน ได้เสมอ แต่เขาก็ภูมิใจ ที่ได้ความรู้จากวิชาที่ฉันสอนไปใช้ในการทำงานด้วย และรู้ว่าฉันเขียนหนังสือขายด้วย เขาก็อุดหนุนหนังสือฉันไป 1 ชุด และยังปากหวานบอกว่า ถ้าเขาเจอเพื่อนรุ่นเดียวกันกับเขา เขาจะประชาสัมพันธ์หนังสือของฉันอีกด้วย เราคุยกันเป็นชั่วโมง ๆ เขาจะไปลงยะลา แต่ฉันต้องลงที่หาดใหญ่ พอใกล้ถึงหาดใหญ่ เขาขอให้ฉันถ่ายรูปกับเขาเป็นที่ระลึกด้วย เลยพามาหาติ่งและหญิง เราถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึก



แล้วเราก็แลกเบอร์โทรศัพท์กัน เผื่อจะได้ติดต่อกันได้ในยามจำเป็น ฉันรับปากเขาว่า ฉันกลับจากเที่ยวใต้ 10 วัน แล้ว ฉันจะรีบส่งหนังสือให้เขาทันที อิอิ และแล้ว เราก็ต้องล่ำลากัน เพราะพวกเราลงที่สถานีหาดใหญ่ ติ่งช่วยหอบกรอบรูปใหญ่ลงจากรถไฟ สองสามีภรรยาเอากระเป๋าเล็กกว่าของฉันไป จึงลากง่ายกว่าของฉัน ขณะที่เรารอจุ๊บมารับพวกเราที่สถานีหาดใหญ่ เราก็ถ่ายรูปกับป้ายสถานีหาดใหญ่ไว้เป็นที่ระลึก ห้าห้า



โทรหาจุ๊บได้สักพักใหญ่ ๆ จุ๊บก็มารับพวกเรา โดยมีคุณบุปผาและเฮียใช้ ซึ่งนั่งเครื่องบินมาถึงก่อนเราตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว เรามาถึงสถานีหาดใหญ่ก็เป็นเวลา 13.30 น. สายไปกว่าเวลาที่กำหนดไว้ชั่วโมงกว่า ๆ น่ะ

จุ๊บพาพวกเราไปเลี้ยงอาหารมื้อกลางวันที่ร้านอาหารเจ้าอร่อยของที่นี่ เป็นขนมจีน มีหลายอย่างให้เลือก เช่น น้ำพริก แกงไก่ น้ำยา ขนมอีกหลาย ๆ อย่าง ฉันทานขนมจีนแกงไก่ ที่ใต้ เขาจะมีผักให้เรากินกับแกงเหล่านี้เยอะแยะเลย กินเสร็จ ก็ตามด้วยขนมหวานอีกคนละถ้วย มื้อนี้ จุ๊บเลี้ยงต้อนรับพวกเรา พวกเราลงขันกันในการใช้จ่ายเกี่ยวกับทริปนี้คนละ 5,000 บาท

หลังจากทานอาหารแล้ว เราก็ไปเดินตลาดกิมหยงกัน ที่นี่ ฉันเคยมาแล้ว น่าจะสองครั้ง ฉันมีคนรู้จักที่นี่คนหนึ่ง ชื่อพร ฉันเคยช่วยเขาให้ขายของที่โรงเรียนและให้เขาอาศัยอยู่ที่บ้านฉัน จะได้เป็นเพื่อนแม่ด้วย น่าเสียดาย เขาอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องกลับไปบ้านของเขาเพราะเขาเป็นโรคไวรัสบี ทางโรงเรียนไม่ให้เขาขายของ เขาจึงต้องกลับใต้ และตอนน้ำท่วมใต้เขาขอความช่วยเหลือเนื่องจากหาดใหญ่ถูกน้ำท่วมหนักเสียหาย ยืมเงินไปสามหมื่น นานหลายปี จนฉันจำเป็นต้องใช้เงิน จึงขอให้เขาคืนเงิน เขาแบ่งคืนฉันสองสามครั้ง แต่ก็ไม่ครบ ขาดอีก 5,000 บาท จากนั้นไม่เคยติดต่อฉันเลย โทรหาก็ไม่มีใครรับ น่าจะสิบกว่าปีแล้ว มาหาดใหญ่ครั้งนี้ ฉันเลยลองมาหาเขาดู เขาก็ยังคงขายของอยู่ ถามว่า ขายดีไหม เขารีบบอกว่า ไม่ดีเลย ฉันเลยพูดไม่ออก แต่คนแถวนั้น ก็บอกว่า ก็พอขายได้ แต่ช่างเถอะ ได้คืนมา 25,000 บาทก็บุญแล้ว พอดีมีคนมาซื้อของ ฉันกับเพื่อน ๆ เลยไปเดินชมสินค้ากัน เขาบอกว่า แล้วจะโทรมาหาฉัน แต่ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว ก็ยังไม่เห็นเขาโทรมาหาฉันเลย อิอิ

หลังจากนั้น จุ๊บพาพวกเราไปเที่ยวที่ เขาคอหงส์ ที่นี่มีกระเ้ช้าให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวและไหว้พระบนเขาด้วย แต่จุ๊บพาพวกเราขึ้นไปโดยขับรถขึ้นไปถึงเขาเลย ไม่ต้องไปเสียค่ากระเช้า บนเขามีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มาก และมีพระพุทธรูปอีกหลาย ๆ องค์ พวกเราซื้อดอกไม้ธูปเทียนไหว้พระที่นี่ด้วย แดดตอนนี้ถึงจะบ่ายแก่ ๆ มากแล้ว แดดก็ยังร้อนมาก ๆ จุ๊บเล่าว่า ก่อนที่พวกเราจะมาหาดใหญ่ ฝนตกทุกวัน ยังนึกกังวลว่า แล้วจะไปเที่ยวสนุกหรือ แต่พวกเรา คงเป็นพวกมีบุญมั้ง มาถึง ฝนไม่ตกเลย ห้าห้า ความโชคดีเป็นของพวกเรา อยู่เที่ยวใต้หลายวัน ไม่ได้เจอฝนเลย

ทิวทัศน์บนเขานี้สวยมากที่เดียว พวกเราก็เริ่มบรรเลงถ่ายรูปกัน มุมโน้น มุมนี้ แล้วแต่ใครจะเห็นว่าสวย ท่านผู้อ่านลองชมซิคะ



จาก เขาคอหงส์ จุ๊บก็ขับรถพาพวกเราไปเที่ยวอีกวัดหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน มีเทพเจ้าจีนมากมายหลายองค์ วิจิตรพิสดารดีเหมือนกัน มีภาพเทวดากับ 12 ราศี ฉันเก็บภาพมาฝากท่านผู้อ่านหลายภาพ เผื่อท่านจะสนใจไปเที่ยวบ้างไงคะ







ตอนนี้ก็เกือบห้าโมงเย็นได้แล้ว จุ๊บพาพวกเราไปที่บ้านสวนของเขาที่จะให้พวกเรามาพัก เป็นบ้านที่เขาสร้างขึ้น เพื่อจะให้แม่สามีและเยาว์มาอยู่ แต่เยาว์ติดที่อยู่ที่ปัตตานีและบอกว่าไม่สะดวกเท่าที่เดิม เลยปล่อยว่าง ไม่ค่อยมีคนมาอยู่ เป็นบ้านที่มีอาณาบริเวณกว้างพอสมควร หน้าบ้านมีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านด้วย เขาปลูกต้นไม้ใหญ่ ๆ ไว้ หลายต้น มีเงาะ มีลองกอง มังคุด ขนุน ดอกไม้นานาพันธุ์ มีอุปกรณ์ตกแต่งสวน เช่น ตุ๊กตา หน้าตาน่ารัก มีอ่างบัว น้ำผุด มีชิงช้า นับว่าจัดสวนได้น่าอยู่ดีมากพอควร อากาศดี มีเงาไม้ของต้นไม้ใหญ่ทำให้ร่มรื่น ลองมาชื่นชมบ้านพักกันนะคะ



หลังจากนำกระเป๋าเสื้อผ้ามาเก็บที่บ้านแล้ว เข้าห้องน้ำห้องท่ากันแล้ว พวกเราก็ขับรถไปเที่ยวที่หาดสมิหรา หาดนี้ ฉันจำได้ว่า เคยมาแล้วครั้งหนึ่ง นานมาก จนจำสภาพเดิมไม่ีได้แล้ว แต่สภาพปัจจุบัน ดูสวยงาม ในยามค่ำคืนเช่นนี้ มีแสงสีของไฟที่เปิดส่องสว่างไม่มากนัก นางเงือกน้อย ตามจินตนาการของกวีเอก ท่านสุนทรภู่ ยังคงสถิตอยู่ที่แท่นหินริมชายหาด เสียงคลื่นจากทะเลที่มืดมิดในขณะนี้ ซัดเข้าหาฝั่งเสียงดัง โครม ๆ ซ่า ๆ เป็นระยะ ๆ สายลมที่พัดมาจากทะเลแรงพอควร จนทำให้เส้นผมของพวกเรากระจัดกระจายเสียทรงได้ ทีเดียว ลองชมภาพ นางเงือกในยามค่ำคืนสลัว ๆ ด้วยแสงไฟจากไฟฟ้า ซิคะ



ชื่นชมกับเงือกน้อยแล้ว พวกเราก็หาร้านอาหารแถวนั้นทานข้าวมื้อเย็นกัน ร้านนี้คนแน่นมากพอควร รออาหารที่สั่งนานจัง อาจเป็นเพราะทุ่มกว่าแล้ว พวกเราเริ่มมีอาการหิวมากนั่นเอง ร้านนี้ ชื่อร้านนายหวาน รสชาติของอาหารร้านนี้ อร่อยใช้ได้ทีเดียว เรากินกัน 6 คน พันกว่าบาท ราคาก็พอประมาณไม่แพงนัก มื้อนี้ พวกเราจะเอาเงินที่ลงขันกันจ่าย (คนละ 5,000 บาท ) แต่จุ๊บบอกว่า รายการของวันนี้เขาเลี้ยงในฐานะเจ้าบ้านก็แล้วกัน

อิ่มท้องแล้ว จุ๊บก็มาส่งพวกเราที่บ้านสวน ส่วนตัวเองก็กลับไปที่บ้าน เพราะยังไม่ได้จัดกระเป๋าที่จะไปเที่ยงตรังในวันพรุ่งนี้เช้า เขานัดว่า พรุ่งนี้เช้า เขาจะมารับพวกเราประมาณ 7.00 น. เฮียใช้กับติ่งนอนห้องข้างล่าง ส่วนฉัน คุณบุปผาและ หญิง นอนห้องข้างบน กว่าเราจะนอนก็ดึกพอสมควร เพราะพวกเราก็ต้องจัดกระเป๋า เพื่อเตรียมเที่ยวตรังและสตูล เกาะหลีเป๊ะ อีก 5 วัน ของที่ไม่จำเป็นก็ต้องทิ้งไว้ที่บ้านจุ๊บก่อน กลับจากสตูลจึงมาจัดใหม่เพื่อไปเที่ยวที่สุราษฎร์ เกาะสมุยต่ออีก 4 วัน กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนกว่าได้กระมัง เรื่องเที่ยว พวกเราสู้ตายอยู่แล้ว อิอิ

วันที่ 12 มกราคม เช้านี้ ฉันตื่นเช้าหน่อย เพราะต้องเข้าห้องน้ำเอาของเก่าออกจากท้องตามความเคยชิน นั่นเอง จึงต้องตื่นเร็วหน่อย เพราะห้องน้ำมีเพียงสองห้องต่อ 5 คน นั่นเอง แต่งตัวกันเสร็จก่อนเวลานัดเกือบชั่วโมง ปรากฏว่า จุ๊บตื่นสาย โทรมาบอกว่า เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ จะมารับสายหน่อย พวกเราอยู่ว่าง ๆ ก็กินลองกองที่จุ๊บสอยไว้ให้เป็นกล่อง แถมพวกเราเตรียมใส่ถุงไปกินระหว่างทางและกินที่ตรังด้วย รอนานไป ก็เลยได้ถ่ายรูปบรรยากาศตอนเช้าของบ้านจุ๊บอีกครั้งหนึ่ง อากาศตอนเช้าสดชื่นมาก พระอาทิตย์ขึ้น แสงเรื่อ ๆ สีส้ม ๆ บนยอดทิวไม้ ทำให้ดูโรแมนติกมาก ๆ เลย



ประมาณ 8.10 น. จุ๊บก็ขับรถมาถึงบ้าน พวกเราก็ขนกระเป๋าขึ้นรถไป อาหารเช้ามื้อนี้ จุ๊บพาไปกินบะหมี่เกี๊ยว และขนมจีบ เป็นร้านเล็ก ๆ ตึกแถว รสชาติของอาหารอร่อยใช้ได้ทีเดียว อิ่มแล้วก็เริ่มออกเดินทางเพื่อจะไปตรัง เริ่มเวลา 9.15 น. มุ่งหน้าไป เป้าหมายคือจังหวัด ตรัง ฉันโทรหากุ๊กไก่ เพื่อให้คุยเส้นทางกับจุ๊บว่าจะไปอย่างไร จุ๊บขับรถเร็วมากพอสมควร อาจจะเป็นเพราะว่า เป็นรถเพิ่งซื้อใหม่ แรงขับดี นิ่ม น่าจะเรียกว่า แคมเมอร์รี่ อะไรประมาณนั้นแหละ ฉันไม่มีรถเลยไม่สันทัดเรื่องยี่ห้อรถ ฮ่าฮ่า

เรามาถึงที่ ห้างโรบินสัน ตรัง ตามที่นัดกับไก่ไว้ เร็วกว่าเวลาที่นัดหมาย คือ มาถึง 11.04 น. จึงเดินเที่ยวกันที่ห้าง ฉันโทรหากุ๊กไก่ วันนี้รถติดมาก เนื่องจากเป็นวันเด็กด้วย รถกุ๊กไก่เข้าห้างไม่ได้ เลยให้รอข้างนอก ถามทะเบียนรถ สีรถกัน ออกไปเจอกันที่ริมถนน

แล้วพวกเราก็ได้เจอกันที่ริมถนนข้าง ๆ ห้างโรบินสัน ฉันดีใจที่ได้เจอกุ๊กไก่ เขาเป็นเด็กประจำชั้นของฉันปี 2533 เป็นเด็กประจำชั้นที่น่ารักมาก จำได้ว่าปีนั้น ฉันสะบ้าหลุด ต้องนอนอยู่โรงพยาบาลพร้อมมิตร เด็กประจำชั้นห้องนี้ แห่ไปเยี่ยมฉันที่โรงพยาบาลทั้งห้อง ท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาอย่างหนัก เป็นที่ซาบซึ้งใจของฉันจริง ๆ กุ๊กไก่พาเราไปทานเย็นตาโฟเจ้าอร่อยก่อน แล้วจึงพาไปที่บ้านใหม่ของเขาซึ่งเพิ่งปลูกเสร็จ พวกเราหอบกระเป๋าลงจากรถ พร้อมกับมอบของที่ระลึกให้กับครอบครัว "น้ำผุด" ฉันได้ให้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกด้วยค่ะ





โปรแกรมเที่ยวของเราวันนี้ ก็คือ เขากอบ ถ้ำเล ซึ่งเป็นจุดขายของเมืองตรังแห่งหนึ่ง กุ๊กไก่กับวุฒิ ศิษย์เขย ขับรถไปอีกคัน พาพวกเราไปยังที่เราจะไปเที่ยวเขากอบ การมาเที่ยวที่นี่ เราต้องเช่าเรือ ลำเล็ก ๆ นั่งได้ลำละไม่เกิน 5 คน เหมือนเรือไฟเบอร์ เราเช่ากันสองลำ แบ่งเป็น ลำหนึ่ง 4 คนอีกลำ 5 คน โดยดูน้ำหนักคนนั่ง กระจายคนที่มีน้ำหนักไปคนละลำ ลำฉันมีฉัน น้องมายด์ หลานศิษย์ จุ๊บ กุ๊กไก่ แล้วก็คุณวุฒิ ศิษย์เขย ที่เหลือ อยู่อีกลำหนึ่ง เมื่อลงเรือไฟเบอร์ แล้ว จะมีคนพายเรือ หัวท้าย เวลานั่งที่เรือ ต้องนั่งถ่วงน้ำหนักกันด้วย ฉัน กับ น้องมายด์ (ตัวโตท้วม) นั่งหน้าเรือ คู่แรก จุ๊บตัวโตกว่าเพื่อนนั่งกลางลำคนเดียว คู่หลัง กุ๊กไก่นั่งคู่กับคุณวุฒิ เรือเริ่มพายไปตามลำคลองเล็ก ๆ ไม่กว้าง สองฝากฝั่งคลอง มีต้นไม้ขึ้นเรียงรายไปตามลำคลองเขียวชอุ่มไปหมด ลำคลองนั้นเริ่มคดเคี้ยวเมื่อเข้าไปในถ้ำ ความมืดสลัว ๆ มองเห็นลางเลือน บางช่วงก็มืดมิดมองอะไรไม่เห็น และแล้วก็มาถึงจุดที่ล่ำลือกันว่า หวาดเสียวกันมากที่สุด คือ ทางที่แคบ และคดเคี้ยว แถมมีหินย้อยลงมามากมาย ทุกคนต้องนอนราบกับท้องเรือเรียงกันไป ห้ามเงยหัวขึ้นเป็นอันขาด หินย้อยจะบาดเอาได้ พวกเราปฏิบัติตามคำบอกเล่าของคนพายเรืออย่างเคร่งครัด เพราะทุกคนกลัวเสียโฉมกัน บางช่วงที่ผ่านมีความรู้สึกว่า หินย้อยแหลม ๆ เหล่านั้น อยู่เหนือใบหน้าเราสัก 2-3 เซ็นต์เท่านั้น ทำให้พวกเราหวีดร้องกันบ้างตามความรู้สึกเสียว คนพายเรือเก่งมาก พยายามผลักเรือให้ไปทางอื่น ๆ ที่พอจะเลี่ยงได้ พร้อมกับเสียงปลอบใจว่า เขาจะรับรองความปลอดภัยของพวกเรา ขอให้พวกเราอย่าตกใจและโผล่หัวขึ้นมาเท่านั้น เราได้ยินแต่เสียงตัวเรือชนกับหินของผนังถ้ำดังกึก ๆ เป็นระยะ ๆ เหตุการณ์เช่นนี้ มีประมาณน่าจะ 15 นาทีน่าจะได้ เฮ้อ ! ทุกคนต่างโล่งอกเมื่อนาทีวิกฤตเหล่านั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว คนพายเรือ ก็ให้พวกเราลุกขึ้นนั่งได้ และถึงจุดที่จะให้พวกเราขึ้นชมความสวยงามของตัวถ้ำเล ซึ่งเป็นถ้ำที่สวยงามมาก มีหินงอก หินย้อย เป็นรูปร่างต่าง ๆ สวยงามแล้วแต่คนชมจะจินตนาการกันไป ฉันได้พยายามเก็บภาพสวย ๆ งาม ๆ มาฝากท่านผู้อ่าน ค่ะ





หลังจากที่ขึ้นจากเรือแล้ว พวกเราได้ให้ทิปแก่คนพายเรือไปลำละ 200 บาท ทุกคนคุยกันเป็นเสียวเดียวกันว่า หวาดเสียวจริง ๆ การจะหวาดเสียวมากน้อย ขึ้นอยู่กับระดับของน้ำในถ้ำที่เราเข้าไปด้วย ถ้าระดับน้ำไม่สูงนัก ก็ไม่ค่อยหวาดเสียวเฉียดฉิวอย่างวันนี้ ถ้าน้ำในคลองค่อนข้างสูงกว่าปรกติ ก็จะหวาดเสียวอย่างวันนี้ คนพายเรือจึงต้องรู้เวลาขึ้นของน้ำว่า ระดับไหนที่จะพานักท่องเที่ยวเข้าไปชมถ้ำได้ นั่นเอง กุ๊กไก่บอกว่า เคยมาที่นี่สองครั้งแล้ว ครั้งนี้ เป็นครั้งที่น่าตื่นเต้นที่สุด หวาดเสียวที่สุด เพราะใบหน้ากับหินย้อยมันใกล้กันเหลือเกิน อิอิ หญิง ซึ่งเคยมาแล้วครั้งหนึ่งก็กล่าวเช่นนี้ อิอิ โชคดีที่เราครั้งนี้ ได้ความตื่นเต้น หวาดเสียวอย่างสุด ๆ เลย ต่อจากนั้น กุ๊กไก่กับศิษย์เขย ก็พาพวกเราไปเที่ยว ที่เจดีย์เงิน เจดีย์ทอง ไม่ทราบว่าจัดเป็นวัดหรือเปล่า เพราะว่า เป็นสถานที่เที่ยวที่พื้นชั้นล่างก็มีพระพุทธรูปต่าง ๆ ให้เคารพสักการะ แล้วพวกเราก็ต้องขึ้นบันไดไปอีกเป็นร้อย ๆ ขั้น แถมให้ถอดรองเท้าขึ้นบันไดด้วย เจ็บเท้าน่าดู บางครั้งเราก็แอบใส่รองเท้า เพราะเจ็บเท้า บันไดที่ขึ้นนั้น เป็นหินเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ขัด เพื่อป้องกันความลื่นนั่นเอง เหนื่อยมากพอสมควรทีเดียว แต่พวกเราก็มีความพยายามขึ้นไปบนยอดเขาได้สำเร็จ เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมาก เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง จะเห็นทัศนียภาพรอบ ๆ สถานที่นี้ได้ เห็นบ้านของชาวบ้าน ความเขียวขจีของต้นไม้เบื้องล่าง นอกจากนี้ บนเขา ก็มีพระพุทธรูป มีรูปปั้นของสัตว์ต่าง ๆ เหมือนสิบสองราศี มีรูปปั้นฤาษีด้วย อากาศก็ร่มรื่น เย็นสบาย ได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ ซึ่งในเมืองกรุงที่เราอยู่หาได้ยากเหลือเกิน พวกเราก็ได้เก็บรูปบรรยากาศที่่พวกเราได้สัมผัสมาฝากท่านผู้อ่านนะคะ



หลังจากเที่ยวที่เจดีย์เงินเจดีย์ทองแล้ว กุ๊กไก่พาพวกเราไปทานขนมจีนร้านญาติของคุณวุฒิ ทานขนมหวานด้วย มื้อนี้ กุ๊กไก่ไม่ให้เราจ่าย เขาเลี้ยงพวกเรา รสชาติก็อร่อยดี ระหว่างทาง กุ๊กไก่ก็แวะร้านขายขนมเหมือนข้าวพอง แต่เป็นสูตรโบราณ ซึ่งกุ๊กไก่บอกว่า อร่อยมาก คนขายก็หยิ่ง หมดแล้วหมดเลย ขายดีก็ไม่ทำเพิ่ม ฉันชิมแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า รสชาติอร่อย กรอบและรสชาติหวานมันเค็มนิด ๆ กลมกล่อมดีทีเดียว จากนั้น คุณวุฒิก็พาพวกเราไปเที่ยวที่บ้านของอดีตนายกชวน ลักษณะของบ้าน มีที่นั่งประชุม รับแขกที่มาเยี่ยม เป็นศาลาเรียบ ๆ ดูสมถะ รอบ ๆ บ้าน ปลูกต้นไม้ใหญ่มาก ๆ น่าจะมีอายุหลายสิบปี ไม่แน่ใจว่าจะถึงร้อยปีหรือไม่ แต่ละต้นน่าจะต้องใช้คนสองถึงสามคนโอบนะ ต้นไม้ที่ใต้ เป็นต้นไม้ที่แปลกเท่าที่ฉันสังเกต คือ ต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ (รวมต้นที่เล็ก ก็เป็น) จะมีต้นมอส (น่าจะใช่) ขึนอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ ทำให้เห็นลำต้นของต้นไม้เหล่านั้นเขียวขจีไปทุกกิ่งก้าน สวยงามแปลกตากว่าต้นไม้ในภาคอื่น ๆ ที่ฉันเคยเห็นมา ไม่ใช่เห็นเฉพาะที่ตรังนะ ระหว่างทางที่รถเราผ่านไป ฉันก็สังเกตเห็นเหมือนกันเป็นเช่นนี้ทุกต้น บ้านที่อดีตนายกชวนอยู่ เป็นตึกสามชั้น สร้างเรียบ ๆ ไม่หรูหรา ดูแล้วก็สมถะดี บริเวณบ้านกว้างขวางน่าจะหลายสิบไร่ กุ๊กไก่เล่าว่า บ้านนี้เขาอยู่กันกับพี่ ๆ น้อง ๆ เป็นครอบครัวใหญ่ คิดว่าคง ปลูกบ้านอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน พูดง่าย ๆ ว่า ทุกคนที่มาเยี่ยมชมบ้าน อดีตนายกชวน น่าจะพูดเป็นเสียงเดียวกันได้ว่า ร่มรื่น อากาศบริสุทธิ์ เขียวขจีด้วยพันธุ์ไม้สารพัดชนิด แซมด้วยดอกไม้บ้าง ถึงจะไม่หลายสีสัน แต่ก็แต่งแต้มให้ความเขียวขจีของบริเวณบ้าน มีสีสันสดใสได้ดีทีเดียว ท่านผู้อ่านลองมาชื่นชมกับภาพที่ฉันเก็บมาฝากซิคะ



ชื่นชมอยู่ที่บ้าน อดีตนายกชวน แล้ว คุณวุฒิก็พาพวกเราไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่มาก แต่ไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด เหมือนกับว่า การก่อสร้างทุกทิ้งร้างไป ไม่เสร็จสมบูรณ์ เราต้องขึ้นทางด้านหลัง มีบันไดให้ขึ้นซึ่งระยะทางใกล้กว่าขึ้นทางด้านหน้า พอขึ้นไปถึงแล้ว ก็รู้สึกสบายใจ ได้เห็นรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่มาก ประทับยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนลานกว้าง มีทางเดินขึ้นไปด้านบนอีก ซึ่งเป็นจุดชมวิว มีศาลาอยู่ รอบ ๆ ศาลา เป็นบริเวณกว้างขวาง มีรูปปั้นองค์เจ้าแม่กวนอิมน่าจะขนาด 1 เมตรกว่า แต่ละรูปมีสีสันแตกต่างกันไปตามพัตราภรณ์ที่ทรงนุ่มห่มองค์ไว้ มีเป็นสิบองค์มั้ง ฉันกับหญิงและจุ๊บ ถ่ายรูปท่านมาฝากด้วยนะคะ



กุ๊กไก่เห็นว่า เพิ่งทานขนมจีนรองท้องไปไม่นานนัก ยังไม่หิวเท่าไร จึงพาพวกเราไปเที่ยวถนนคนเดินในจังหวัดตรัง ซึ่งเดี๋ยวนี้ กลายเป็นยอดนิยมไปแล้ว จังหวัดไหน ๆ ก็ต้องมีถนนคนเดิน ถนนคนเดินที่ตรัง ไม่ค่อยคึกคักนัก คนไม่มากนัก ฉันก็ไม่วายเก็บภาพมาฝากท่านผู้อ่านค่ะ อิอิ



เดินเที่ยวได้สักพักใหญ่ ๆ พวกเราก็เบื่อ ไม่มีใครซื้ออะไร กุ๊กไก่จึงพาไปทานข้าว เขาถามฉันว่า คณะอาจารย์ ต้องการทานแบบไหน หรูหรา ไฮโซ ไหม ให้บอกด้วย เขาจะได้เลือกร้านได้ถูกต้องและถูกใจ อิอิ ฉันตอบไปว่า ไม่ต้องไฮโซ หรือร้านสวยงามอะไรนัก ให้สะอาด อร่อย ข้อสำคัญราคาไม่แพง ฮ่าฮ่า ฉันตอบดีไหมล่ะคะ เอ้า ! ก็พวกเราไม่ใช่พวกไฮโซ นี่จ๊ะ จะได้ต้องไปกินร้านหรู ๆ แพง ๆ พวกเราประเภทพอมีพอใช้ รู้จักใช้เงินอย่างคุ้มค่าไงล่ะ อิอิ แล้วเราก็ได้กินร้านที่อร่อย ราคาปานกลาง กินกันเกือบสิบคน จ่ายไปน่าจะพันเศษ ๆ มั้ง จำไม่ได้แล้ว อิอิ

อิ่มข้าวแล้ว พวกเราก็กลับบ้าน ถึงบ้านสองทุ่มกว่าเท่านั้นเอง นั่งคุยและดูละครโทรทัศน์กันไป สบายใจดีจัง

เช้านี้ 13 มกราคม แล้วนะ โปรแกรมวันนี้ ก็คือ ไปเที่ยวทะเลตรัง เป้าหมายใหญ่อยู่ที่ ถ้ำมรกต ซึ่งถือเป็นจุดขายอีกแห่งหนึ่งของ จังหวัดตรัง เพราะความแปลกและสวยงามของน้ำทะเลที่เราต้องเข้าไปในถ้ำนี้ สีน้ำทะเลที่จะเข้าไปในถ้ำนี้จะเป็นสีเขียวสวยใสเหมือนดังสีมรกตนั่นเอง และที่แปลกกว่านั้นก็คือ ภายในถ้ำที่เราต้องเกาะเชือกเดินลุยน้ำเข้าไปนั้น พอเข้าไปถึงแล้ว เราจะพบชายหาดเล็ก ๆ อยู่ภายในถ้ำ ซึ่งตามปรกติ เราจะเห็นชายหาดอยู่ติดริมทะเลโดยทั่วไป นี่กระมังที่ถือว่า เป็นสิ่งน่าแปลกมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ทำให้คนอยากมาท่องเที่ยวถ้ำมรกต ก็เป็นได้ นะคะ

เรานัดกันตื่น 6 โมงเช้า อาบน้ำแต่งตัว 7 โมงเช้าออกจากบ้านเพื่อไปทานอาหารมื้อเช้ากัน มื้อนี้ กุ๊กไก่พาไปทานที่ร้าน ชื่อว่า"ข้าวต้มนักร้อง" เป็นร้านที่มีคนมาทานกันเยอะมาก ที่ประหลาดก็คือ เขาจะเอาอาหารที่เราไม่ได้สั่ง นั่นคือ ขนมจีบ ซาลาเปา และขนมอื่น ๆ อีกมากมาย ที่คนกรุงเทพฯจะไม่รู้จัก ประมาณน่าจะ 10 อย่างได้ มาตั้งเรียง ๆ กันบนโต๊ะ ฉันก็มองด้วยความแปลกใจ แต่ก็ได้รับคำอธิบายจากกุ๊กไก่ว่า เป็นประเพณีของร้านนี้เอง จะกินไม่กินไม่ว่ากัน เพราะกินไปกี่ชิ้น ก็คิดเงินตามจำนวนชิ้นที่กินไป พวกเราสั่งข้าวต้มปลากันเป็นส่วนใหญ่ บางคนก็สั่งข้าวหมูแดง หมูกรอบ ตามแต่ที่ชอบ ส่วนขนมทั้งหลายแหล่ที่มาตั้งนั้น พวกเราก็ลองแบ่งกันชิมก่อน ว่าอร่อยไหม ถ้าอร่อย ค่อยกินเป็นชิ้น (พวกเราก็ฉลาดนะ) ส่วนขนมจีบและซาลาเปา เรารู้จักอยู่แล้ว ไม่ต้องชิมเลย ใครใคร่กินก็กินกันไป มื้อนี้จ่ายไปดูเหมือนจะพันเศษ ๆ กินกันจนพุงกางไป ทั้งกาแฟ โอวัลติน ทุกอย่าง ลองชมภาพอาหารมื้อนี้ซิคะ



อาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว กุ๊กไก่และศิษย์เขยพาลูกชายไปแวะเรียนพิเศษที่บ้านครูผู้สอนก่อน แล้วก็มุ่งหน้าเดินทางไปที่ท่าเรือ ปากเมง ซึ่งกุ๊กไก่ได้ติดต่อทัวร์กับญาติของคุณวุฒิเรียบร้อยให้เราแล้ว ได้ราคาพิเศษ จากทั่วไป คนละ 850 บาท เหลือ คนละ 600 บาท ประหยัดไปคนละ 250 บาท มีลูกศิษย์น่ารักและกว้างขวางก็ดีอย่างนี้แหละเนอะ อิอิ

มาถึงที่ท่าเรือ คุณวุฒิไปติดต่อกับบริษัทที่ซื้อตั๋วอยู่แล้ว ที่จริงเรือจะออกประมาณ 9.00 น. แต่เอาเข้าจริง มัคคุเทศก์บอกว่า ไปตอนนี้ก็เข้าถ้ำไม่ได้ เพราะระดับน้ำ ยังไม่ได้อยู่ในระดับที่เราจะเข้าถ้ำได้ นัดกันไว้ว่า จะต้องออกเรือประมาณ 10.30 น. ประกอบกับต้องรอลูกทัวร์อีก 4 คนที่จะไปพร้อมกับคณะของเรา พวกเราก็เลยถ่ายรูปอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งมีต้นไม้สวย ๆ ทิวทัศน์งดงาม พวกเราเลยให้ เจ้าบ้านที่พาพวกเรามาส่งที่ท่าเรือกลับบ้านไป ไม่ต้องรอส่งพวกเราลงเรือหรอก สงสารเจ้าบ้านที่ต้องมาแก่วอยู่กับพวกเรา ก่อนกลับพวกเราได้นำเงินฝากไว้ที่คุณวุฒิ เพราะจะทิ้งไว้ในรถของจุ๊บก็กลัวเหมือนกัน จะเอาติดขึ้นเรือ เวลาลงดำน้ำดูปลาใต้ท้องทะเล ใครจะเฝ้าล่ะ เพื่อความปลอดภัย ฝากไปกับคุณวุฒิเ็ป็นดีที่สุด คุณวุฒิก็เป็นคนรอบคอบ ได้จดชื่อคนที่ฝากและจำนวนเงินที่ฝากด้วยนะเนี่ย หลังจากเจ้าบ้านกลับไปแล้ว พวกเราก็ขับรถตะเวนหาทิวทัศน์แถว ๆ นั้น จอดรถถ่ายรูปกันเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพราะมีเวลาเหลือตั้งชั่วโมงกว่า ไม่รู้จะทำอะไรนั่นเอง อิอิ ท่านผู้อ่านชมภาพทะเลสวย ๆ ที่ฉันเก็บมาฝากซิคะ





เมื่อถึงเวลาที่นัดกัน คือ 10.30 น. มัคคุเทศก์ที่จะพาพวกเราไปเที่ยวเกาะทะเลตรังในวันนี้ ก็มาพร้อมกับฝรั่งสองคนกับคนไทยอีกสองคน เรือลำเราจึงมี 10 คน สบาย ๆ เรือที่ใช้ในการเที่ยวครั้งนี้ คือ เรือหางยาวหัวโทง นั่นเอง พวกเราลงเรือกันไปแล้ว ก็หาที่นั่ง และใส่เสื้อชูชีพตามคำแนะนำของมัคคุเทศก์ ทะเลตรังวันนี้สวยงามมาก น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มแต่ใส เวลาที่เรือแล่นผ่านจะแตกกระจายเป็นฟองสีขาวใส เป็นฟอง ลมโกรกสบาย แดดจัด สีฟ้าครามของท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ จรดกับ น้ำทะเลสดใส ช่างเป็นธรรมชาติที่สวยงามเสียเหลือเกิน ฉันกับหญิง ช่วยกันเก็บภาพความสวยงามเหล่านี้ไว้มากพอสมควร และผลัดกันถ่ายรูปในกลุ่มของเราอย่างสนุกสนาน เชิญชมได้แล้วนะคะ





และแล้ว เราก็มาถึงบริเวณถ้ำมรกต ซึ่งต้องจอดเรือห่างจากถ้ำที่จะต้องเกาะเชือกตาม ๆ กันเข้าไปไกลมากเป็นร้อย ๆ เมตรเหมือนกัน เพราะว่าเรือเข้าไปจอดใกล้ปากถ้ำไม่ได้ มัคคุเทศก์และลูกเรืออีกคนลงจากเรือไปท้องทะเลก่อนพร้อมห่วงยาง มีเชือกยาวมาก ๆ ผูกติดกับห่วงยางและตัวเรือ เพื่อให้พวกเราเกาะกันตาม ๆ กันเข้าไป โดยให้เกาะไหล่หรือเกาะเอวกันเป็นแถวยาว คนแรกเกาะกับห่วงยาง โดยมีลูกเรือเป็นผู้นำเดินเข้าถ้ำ ส่วนมัคคุเทศก์ตามรั้งท้ายพวกเรา คอยช่วยเหลือ เผื่อใครจะหลุดลอยไปจากกลุ่มมั้ง อิอิ เพราะมีคนว่ายน้ำไม่ได้หลายคน รวมถึงฉันด้วย อิอิ ระหว่างทางที่เกาะกันเดินเข้าถ้ำ เราจะเห็นว่า น้ำในถ้ำนั้นเขียวใสแจ๋วดั่งมรกตจริง ๆ สมแล้วที่ชื่อว่า ถ้ำมรกต บางช่วงที่แสงอาทิตย์ส่องถึงพื้นผนังถ้ำ สะท้อนลงไปในน้ำ ทำให้เกิดแสงระยิบระยับ งดงามจับใจยิ่งนัก กล้องที่ต้องผนึกด้วยถุงพลาสติกอย่างแน่นหนา และใส่ถุงยางกันน้ำรวมกัน มัคคุเทศก์จะเป็นผู้แบกกล้องของพวกเราเข้าไปด้วยเพื่อจะได้ไม่ถูกน้ำทะเลที่จะทำให้กล้องเสียหาย

เราใช้เวลาในการเกาะเชือกเดินเข้าถ้ำไปน่าจะไม่เกิน 15 นาที กระแสน้ำวันนี้ไม่เชี่ยวนัก มีคลื่นกระเพื่อม ไม่แรงนัก แต่แรงน้อยอย่างฉัน ก็ต้องใช้แรงต้านน้ำที่เดินเข้าไปไม่ใช่น้อยเหมือนกัน และแล้ว เราก็ไปโผล่ยังหลังถ้ำ เห็นชายหาดไม่กว้างยาวนัก มีป้ายเขียนและเล่าประวัติของถ้ำนี้ด้วย พวกเราก็เริ่มจัดการถ่ายรูปกับป้ายชื่อไว้เป็นที่ระลึก มัคคุเทศก์ ก็น่ารักมาก (ลืมไปแล้วว่า ชื่ออะไร) มาอาสาถ่ายรูปหมู่ให้พวกเรา ถ่ายรูปกันเสร็จก็เล่นน้ำที่ชายหาดนี้ อีกประมาณ 15 นาที มัคคุเทศก์ก็บอกให้เรารีบออกจากถ้ำได้แล้ว เพราะน้ำทะเลกำลังเริ่มสูงขึ้น เดี๋ยวเราจะออกจากถ้ำไม่ได้



หลังจากเที่ยว ถ้ำมรกต ซึ่งอยู่ที่เกาะมุก เราก็ไปเที่ยวที่เกาะกระดาน ซึ่งเป็นเกาะที่มีชื่อเสียงในการจัดงานให้คู่บ่าวสาวมาจดทะเบียนกันใต้น้ำที่เกาะกระดาน ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ อันเป็นวันแห่งความรักของหนุ่มสาว มาจดทะเบียนกัน เฮ้อ ! ฟังดูก็โรแมนติกดีนะ แต่ทำไมต้องให้ลำบากลำบนอย่างนี้หนอ มนุษย์เราก็มีความคิดประหลาด ๆ อย่างนี้ น่ะนะ เกาะนี้ เขาจอดให้พวกเราลงไปเล่นน้ำ เลยไม่มีคนถ่ายรูป เพราะเล่นน้ำกันหมด อิอิ จากเกาะกระดาน ก็ไปที่เกาะเชือกและเกาะม้า สองเกาะนี้ เขาให้พวกเราลงไปดำน้ำดูความสวยงามของใต้ท้องทะเล โดยให้ใส่แว่นและอุปกรณ์หายใจทางปากแทนการหายใจทางจมูก พวกที่ว่ายน้ำไม่เป็น ก็ต้องเกาะห่วงยางของมัคคุเทศก์ ที่จะลากห่วงยางที่เราเกาะพาไปชมความงามใต้ท้องทะเล นี่เป็นครั้งแรก ที่ฉันได้ลงไปดำน้ำ ฉันจำได้ว่า แบงค์ เคยมารับฉันไปเที่ยวเกาะล้าน อันเป็นครั้งสุดท้ายที่เขามาพาฉันไปเที่ยวด้วยกันและเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน ซึ่งก็คือ ต้นปีของปี 2519 แล้วเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยจนถึงปัจจุบัน ก็น่าจะเป็นเวลาเกือบ 40 ปีได้แล้วเนอะ เขาคงลืมอดีตที่งดงามเหล่านี้ไปจนหมดสิ้นเสียแล้ว ทิ้งแต่รอยปวดร้าวให้กับฉันที่ยากจะลืมเลือนการกระทำของเขาได้จริง ๆ เฮ้อ ! อะไร ๆในโลกนี้ ก็ไม่เที่ยวแท้ สิ่งที่เที่ยงแท้ในโลกนี้ คือ ความไม่เที่ยงแท้ นั่นเอง ฉันไม่เคยลืมภาพแห่งความหลังที่ได้ไปเที่ยวที่เกาะล้านอย่างสุขใจ ได้นั่งเรือกระจก ดูความงามของใต้ท้องทะเล ในสมัยนั้น อาจจะยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยเหมือนอย่างปัจจุบันนี้หรือเปล่า ฉันก็ไม่ทราบ เราจึงต้องนั่งเรือทีมีท้องเรือเป็นกระจกดูความงามของใต้ท้องทะเล

ฉัน จุ๊บ เฮียใช้ (ซึ่งว่ายน้ำได้แต่คงไม่แข็งเลยมาเกาะห่วงยาวกับเราด้วย) เกาะห่วงยาง ฉันและทุกคนก้มหน้ามองลงไปในใต้ท้องทะเล โอ! ใต้ท้องทะเลซ่อนความสวยงามไว้มากมายเหลือเกิน ฝูงปลาหลากหลายสีสัน แหวกว่ายเป็นฝูง ๆ ใกล้ ๆ ตัวของพวกเรา สามารถเอามือลงไปแหย่มันเล่นได้เลยทีเดียว ปลานกแก้ว ไม่ว่ายเป็นฝูง มีไม่มากนัก สีสันสวยงามมาก ตัวเล็กตัวโต มีหลายขนาด บางตัวเป็นสีเงิน ใต้ท้องทะเล มีภูเขาเตี้ย ๆ ขึ้นเป็นหย่อม ๆ ปะการังเขากวางเหลือน้อยเต็มที่ เห็นตายอยู่ใต้ท้องทะเลระเนระนาด (ระเนนระนาด) ฝีมือมนุษย์ทั้งนั้นเลย ฉันเห็นหอยเม่นตัวดำ ๆ ดอกไม้ทะเลหลายสีสัน เหลือง แดง โดยเฉพาะสีม่วง สวยงามมาก ฉันไม่มีความรู้ทางสัตว์ทะเลเลย จึงไม่สามารถกล่าวได้ว่า เจอสัตว์อะไรบ้าง แต่ก็ได้เห็นสัตว์น้ำโดยเฉพาะปลา หลายพันธุ์ สวย ๆ งาม ๆ ทั้งนั้น โดยเฉพาะปลาการ์ตูนและปลานกแก้วที่พอจะรู้จักบ้าง มัคคุเทศก์ได้อธิบายให้ฟังเหมือนกัน แต่ก็ไม่สามารถรู้เรื่องได้มากนัก น่าเสียดายคือ ฉันไม่สามารถถ่ายรูปใต้ท้องทะเลที่งดงามนี้มาฝากท่านผู้อ่านได้ เพราะกล้องของฉันไม่ใช่กล้องกันน้ำ อิอิ มีแต่เพื่อนถ่ายรูปตอนดำน้ำ ซึ่งก็ปิดหน้าปิดตา ไม่เห็นอะไรมากมาฝากเท่านั้น



อาหารมื้อเที่ยงทางทัวร์จัดให้พวกเราทานกัน เป็นบุฟเฟ่ มีผัดวุ้นเส้น น่องไก่ทอด แกงส้ม น้ำพริกกะปิ รสชาติอร่อยทีเดียว ขากลับพวกเราไม่ค่อยมีแรงแล้ว เพราะวันนี้ทั้งเล่นน้ำและดำน้ำ ฉันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในเรือแล้ว พวกเราก็มานั่งคุยบ้าง ถ่ายรูปทิวทัศน์กันบ้าง ชมได้นะคะ



มาถึงท่าเรือปากเมง เราก็ให้ทิปแก่มัคุเทศก์ไป 300 บาท ขึ้นจากเรือแล้ว ก็ถ่ายรูปกับป้ายท่าเรือปากเมงและบริเวณนั้นเสียหน่อย อิอิ



ทุกคนเห็นว่า ยังมีเวลาเหลืออยู่มากพอควร เลยให้จุ๊บพาไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำราชมงคล แต่น่าเสียดาย เขาปิดแล้ว (17.00 น.) เราเลยได้ชื่นชมแต่บริเวณรอบ ๆ พิพิธภัณฑ์เท่านั้น แล้วก็ตามธรรมเนียม นั่นคือ เก็บรูปมาฝากท่านผู้อ่าน ค่ะ อิอิ



จากนั้น เราก็กลับที่พัก อาหารมื้อเย็นมื้อนี้ ครอบครัวกุ๊กไก่เป็นเจ้าภาพเลี้ยงส่งพวกเรา โดยซื้ออาหารมาทานกันที่บ้าน เพื่อจะได้นั่งคุยกันได้นานกว่าที่ร้านอาหาร ช่วงนี้ หญิงมาบอกว่า จุ๊บร้องไห้ เพราะปวดไหล่มาก ฉันจึงไปที่ห้องนอน เห็นเขานอนร้องไห้สะอึกสะอื้น อาการไม่ดีเลย คิดว่า เขาคงเจ็บมากที่เดียว ถามได้ความว่า เขาปวดตรงหัวไหล่มาก คาดว่า เส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อคงอักเสบ และเขารู้สึกเจ็บเล็กน้อยตั้งแต่ก่อนมาเที่ยว คงเป็นเพราะว่า ต้องถางหญ้า ทำความสะอาดบ้านสวนที่จะให้พวกเรามาอยู่ หัวไหล่ข้างนี้เคยมีอาการอักเสบ และไม่เคยเกิดอาการนี้มานานแล้ว เพิ่งมาเป็นหนักวันนี้ ฉันคิดว่า วันนี้ใช้แขนเกาะห่วงยาวดำน้ำมากด้วย มันคงเกร็งกับห่วงยางตลอดเวลา ทำให้เส้นหรือกล้ามเนื้อเกิดการอักเสบรุนแรง ฉันมียา คลายกล้ามเนื้อและยาซีลีเบก ซึ่งแก้ปวดกระดูกของฉันที่ฉันกิน และหายปวดชะงัดนัก เลยให้เขากินยาคลายกล้ามเนื้อและซีลีเบก แต่เขาไม่ยอมกิน กินแต่ยาคลายกล้ามเนื้อ แต่เขาก็ยังไม่หายปวด ร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด น่าสงสารมาก ฉันเข้าใจความเจ็บปวดได้ดี เพราะฉันก็เคยปวดเข่าอย่างรุนแรงเหมือนกัน กุ๊กไก่ ซึ่งเคยมีอาชีพพยาบาลมาแล้ว หาผ้าและน้ำร้อนมาช่วยประคบ เพื่อให้คลายความเจ็บปวดและนั่งคุยอยู่ตลอดเวลา คอยเปลี่ยนผ้าให้ร้อนอยู่เสมอ จุ๊บกินยาคลายกล้ามเนื้อของฉันไปอีกเม็ดหนึ่ง กุ๊กไก่บอกว่า กินยาซีลีเบกได้ เพราะเป็นตัวยาที่แก้ปวดชะงัดดี เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง ดูเหมือนจุ๊บจะค่อยยังชั่วแล้ว เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเบาบางลงจนเป็นปรกติ เฮ้อ ! ค่อยยังชั่วหน่อย ทุกคนยิ้มออกมาได้ เฮียใช้ ! เตรียมตัวขับรถแทนจุ๊บในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเราจะต้องเดินทางไปสตูลเพื่อไปเที่ยวเกาะหลีเป๊ะตามโปรแกรมที่วางไว้ เฮียใช้ จัดการให้คุณวุฒิเขียนแผนที่การเดินทางไปจังหวัดสตูลอย่างละเอียด

เช้าวันที่ 14 มกราคม วันนี้พวกเราจะต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อเดินทางไปสตูลให้ทันเรือที่จะไปสตูลตามที่เราซื้อตั๋วเรือไว้ คือจะออกประมาณ 6.00 น. ฉันกังวลเหมือนกัน เพราะภรณ์ (เพื่อนบางแสน ซึ่งอยู่ที่ตรัง) นัดว่า ถ้าตื่นทัน เขาจะมาเจอกับฉัน เพราะพวกเราไม่ได้เจอกันนานมากหลายปี ครั้งสุดท้ายเจอกันตอน 40 ปีพิราบขาว น่าจะเป็นปี 53 ใกล้เวลานัด ฉันโทรเข้ามือถือของภรณ์ ถามว่า มาถึงไหนแล้ว เข้าซอยถูกไหม ภรณ์บอกว่า เข้าถูก ไม่ไกลจากที่บ้านของเขานัก ฉันออกไปยืนหน้าประตู เพื่อให้ภรณ์เห็นหน้าไง และในที่สุด ภรณ์ก็ขึ่จักรยานยนต์มา ฉันดีใจมากที่มาตรังครั้งนี้ ได้เจอทั้งลูกศิษย์ประจำชั้น ได้เจอทั้งเพื่อนเก่าที่สนิทกัน เพราะเราอยู่ หอหญิง 1 มาถึง 4 ปี ถึงจะเคยโกรธกันบ้าง ก็เหมือนลิ้นกับฟันก็ต้องมีบ้าง แต่เราก็ดีกันในที่สุดและสนิทกันเหมือนเดิม ภรณ์หอบของกินมาฝากพวกเราเพื่อทานระหว่างทางเยอะแยะ มีส้มโชกุล ขนมจีบ ขนมบะจั่ง ข้าวเหนียวหน้าต่าง ๆ อีกหลายห่อ เพื่อจะให้เรากินระหว่างทางที่จะเดินทางไปสตูล ดีอกดีใจ ทักทายกันแล้ว ฉันแนะนำให้ทุกคนรู้จักภรณ์ และพวกเราก็ได้ถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระลึก



หลังจากที่ล่ำลากันแล้ว ภรณ์ก็ขี่มอเตอร์กลับ พวกเราก็ลาเจ้าของบ้านลูกศิษย์และศิษย์เขยผู้เอื้ออารี ให้ที่พักและต้อนรับพวกเราอย่างดียิ่ง อำนวยความสะดวก พาเที่ยว จองทัวร์ (ที่สำคัญได้ราคาถูก อิอิ ชอบอ่ะ) การมีอาชีพครูก็ดีอย่างนี้เอง ชีวิตของฉันเลือกถูกทางจริง ๆ ถ้าฉันเลือกอาชีพค้าขายและแต่งงานไปเมื่อครั้งในอดีต ภาพสวยงามจากลูกศิษย์เหล่านี้ คงไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้นแน่ ๆ เลย เฮ้อ!

วันนี้จุ๊บหายดีขึ้นมากแล้ว หัวเราะได้ ฉันให้กินยาคลายกล้ามเนื้อและซีลีเบก อีกตอนเช้า กุ๊กไก่บอกว่าให้กินติดต่อกันอีกสัก 2-3 ชุด เพื่อป้องกันไม่ให้ปวดอีก วันนี้เขาหัวเราะ พูดมากได้แล้ว โล่งอกไปที เฮียใช้ ก็คงโล่งอก เพราะไม่ต้องทำหน้าที่ขับรถ ฮ่าฮ่า เรามาแวะทานอาหารมื้อเช้าที่ตลาดสดแห่งหนึ่ง สั่งอาหารตามสั่ง ฉันทานเลือกหมู บางคนสั่งราดหน้า ข้าวผัดบ้าง ตามอัธยาศัยของแต่ละคน แล้วก็ออกเดินทาง โดยถามทางบ้าง เพราะกลัวหลงทาง ถึงจะมีแผนที่ที่คุณวุฒิเขียนให้ก็ตามเถอะ ถามไว้ปลอดภัยกว่าที่จะหลงไงล่ะ เรามาดูความสวยระหว่างที่ผ่านไปถึงที่ท่าเรือ ปากบารา ซิคะ



เมื่อถึงที่ท่าเรือปากบารา เราต้องขนสัมภาระลงจากรถและเอารถไปฝากที่จุดฝากรถ คืนละ 100 บาท หญิงซึ่งเป็นคนจองที่พักและเรือ ได้ติดต่อกับบริษัทที่ติดต่อมา ปรากฏเรือจะออก 11 โมง เรายังมีเวลาเหลือชั่วโมงกว่า จึงไปสั่งข้าวเพื่อไปทานเป็นมื้อเที่ยง แล้วหญิงก็ชวนไปถ่ายรูปซึ่งเป็นสิ่งที่ หญิง ชอบมาก ๆ ฮ่าฮ่า มาชมความสวยงามของบริเวณท่าเรือของปากบารากัน นะคะ



ประมาณ 11.15 น. ช้าไปกว่ากำหนด เล็กน้อย พวกเราก็ลงเรือสปีดโบสกัน มีผู้โดยสารมากมายเต็มลำเรือทีเดียว ทั้งไทย ฝรั่ง เรือลำใหญ่พอสมควร เป็นเรือที่เล่นเร็วทันใจดี สองข้างทางที่เรือผ่านงดงามมาก วันนี้ท้องทะเล คลื่นลมสงบ ไม่กระเทือนเท่าไรนัก อยู่ในเรือมีโอกาสได้ถ่ายรูปเฉพาะพวกเราก่อนเรือจะออก สัก 2-3 รูป ค่ะ



เรือแล่นไปในท้องทะเลค่อนข้าวเร็ว เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม เสียงหัวเรือปะทะกับสายน้ำดังโครม ๆ พวกเราในเรือก็นั่งคุยกันไป เริ่มหาขนมนมเนยที่ ภรณ์ฝากมาให้ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย เพราะเริ่มหิวกันแล้ว ระหว่างทาง ได้แวะให้ขึ้นไปชมเกาะตะรุเตา โดยให้เวลาขึ้นเรือไป 10 นาที เท่านั้น พวกเราก็รีบขึ้น เดินชมอยู่รอบนอก ไม่ได้เข้าไปในตัวอุทยานหรอก เพราะต้องเสียงค่าบัตรเข้าไป มันไม่คุ้มกับเวลา 10 นาที เลยไม่มีใครเข้าไป ได้แต่ชื่นชมความงามรอบ ๆ เกาะเท่านั้น ฉันเก็บภาพมาฝากด้วยนะคะ



นอกจากจะแวะเที่ยวที่ตะรุเตาแล้ว ทางเรือก็แวะให้เราถ่ายรูปที่เกาะไข่ด้วย แต่ไม่ได้ให้ลงไปที่เกาะ ให้ถ่ายรูปจากในเรือเท่านั้น ที่เรียกว่า เกาะไข่ คงเพราะที่เกาะนี้ มีช่องเป็นรูใหญ่ ชื่นลงไปในทะเล ฉันถ่ายรูปมาให้ท่านผู้อ่านได้ชมด้วยค่ะ



น่าจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็มาถึงที่กลางทะเล ซึ่งพวกเราต้องขึ้นจาก เรือ สปีคโบส เพื่อต่อเรื่องหางยาวไปขึ้นเกาะหลีเป๊ะ เรือสปีคโบสไม่สามารถเข้าไปได้ ตรงนี้ก็อันตรายมากเหมือนกัน ต้องก้าวขาดี ๆ เพราะอยู่ไกลจากฝั่งมาก น้ำก็เชี่ยว เรือก็โคลงน่าดู พวกเราต้องซื้อตั๋วเพื่อต่อเรือหางยาวอีกต่อหนึ่ง ตอนต้นหญิงคิดว่า เสียค่าเรือสปีคโบสไปกลับ คนละ 1,000 บาทแล้ว จะรวมค่าเรือหางยาวขึ้นฝั่งเกาะหลีเป๊ะด้วย ปรากฏว่า มันไม่ใช่ พวกเราต้องเสียอีกคนละ 100 บาท เพื่อนั่งเรือหางยาวไปขึ้นฝั่ง

เรือหางยาวพาเรามาถึงฝั่งของเกาะหลีเป๊ะแล้ว เป็นหาดทราย เราต้องลากกระเป๋าลุยทรายขึ้นไป ยังไม่มีบริกรของวารินทร์รีสอร์ทที่เราจองที่พักมารับเลย อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ หญิงจึงโทรหาเจ้าหน้าที่รีสอร์ทและให้เอารถมาช่วยขนกระเป๋าให้พวกเราด้วย แดดตอนนี้ร้อนมาก ๆ แผดเผาผิวแทบไหม้เลยทีเดียว พวกเราหาที่หลบแดด เพื่อรอบริกรของวารินทร์รีสอร์ท ขณะนั้น บ่ายสามโมงกว่าน่าจะได้ สักพักใหญ่ ๆ น่าจะประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทก็เอารถลากมาขนกระเป๋าพวกเรา และพาพวกเราไปยังรีสอร์ทของเขา ซึ่งต้องเดินไปอีกประมาณ 2-3 ร้อยเมตรน่าจะได้ เป็นรีสอร์ทที่ใหญ่มากพอสมควร น่าจะสร้างมาหลายปีแล้ว เพราะสังเกตจากสีสัน ไม่สดใสนัก แต่ก็เย็นสบายดี เขามีน้ำหวานมาต้อนรับด้วย หญิงจัดการไปติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ เพื่อจ่ายเงินที่ยังค้างชำระอยู่ (เราจ่ายค่าจองมาให้เท่านั้น) รับกุญแจกันแล้ว พวกเราก็มานั่งทานข้าวมื้อเที่ยงที่ซื้อมา แล้วจึงเข้าห้องพัก

ห้องพักของพวกเรา เป็นเรือนแถว ห้องหนึ่งนอนกันสองคน มีเตียงเดี่ยว นอนได้สองคน ห้องน้ำไม่มีประตู มีแต่ม่านพลาสติคกั้นไว้เฉย ๆ ทำไมเขาไม่ทำประตูห้องน้ำหนอ ไม่เข้าใจเลย อิอิ

อากาศร้อนมาก ๆ หลังจากรื้อเสื้อผ้าออกจากกระเป๋ามาแขวนไว้บ้างแล้ว หญิง ก็มาตามไปเดินเล่นชายหาดกัน ตอนนั้นน่าจะสี่โมงกว่า ๆ ยังไม่ห้าโมงเย็น แดดยังเปรี้ยงเหลือเกิน ฉันปฏิเสธไม่ไป อยากนอนพักมากกว่า หญิงกับติ่งจึงไปกันเอง

ห้าโมงกว่าแล้ว แดดค่อยยังชั่วแล้ว ไม่ร้อนแรงนัก พวกเราจึงออกไปเดินเล่นกัน เพื่อสำรวจสถานที่ โดยเฉพาะถนนคนเดินของที่นี่ แต่เนื่องจากยังไม่เย็น ผู้คนจึงยังมีน้อย พวกเราเก็บภาพสวย ๆ งาม ๆ กันตามประสาคนชอบสะสมภาพสวย ๆ งาม ๆ เชิญชมนะคะ







เดินเที่ยว ชมพวกฝรั่ง หญิง ชาย นอนอาบแดดชายหาด ถ่ายรูปกัน และต้องหาซื้อทัวร์เพื่อไปเที่ยวพรุ่งนี้แล้ว ที่ถนนคนเดินมีร้านที่ขายทัวร์นักท่องเที่ยวมากพอสมควร เราได้ร้านที่พอใจ และซื้อทัวร์ร้านนี้ เป็นการเหมาลำ เลือกอาหารตามที่เขามี 1 มื้อ (จะสั่งก็ได้ไม่สั่งก็ได้) เขามีให้น้ำขวดใหญ่คนละ 1 ขวด คนเรือจะเป็นคนพาเที่ยวตามเกาะที่เราเลือก อุปกรณ์ดำน้ำเช่าตามจำนวนที่เราต้องการ ใครไม่ลงดำน้ำ ก็ไม่คิดค่าเช่า เฉลี่ยวแล้ว คนละ 400 ร้อยบาท มั้ง เอาจำนวนเงินทั้งหมด หารด้วยจำนวนคน 6 คน

อาหารมื้อเย็นนี้ พวกเราก็สำรวจหลาย ๆ ร้าน ดูเมนูอาหารและราคาที่ต่ำสุด อิอิ ต่ำสุดของอาหารจานเดียว ก็คือ 80 บาท นั่นเอง เราเลือกร้านที่ราคาย่อมเยาและดูท่าทางจะอร่อย ได้ร้าน ชื่อ บังเฉด เป็นชาวมุสลิม สั่งส้มตำไทย ข้าวราดกับข้าวตามสั่ง เช่น ข้าวราดปลาทอดกระเทียม ผัดไทย ฉันสั่งกระเพราทะเล รสชาติของร้านนี้ใช้ได้ทีเดียว เจ้าของร้าน นายบังเฉด อัธยาศัยดีมากทีเดียว พวกเราเลยติดใจ (ทานทั้ง 3 คืนเลย )

(โปรดติดตามอ่าน ตอนที่ 2 ต่อไป ค่ะ )



Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2556 21:24:40 น.
Counter : 1848 Pageviews.

2 comments
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ ^^
หนูมาลงชื่อขอไปเที่ยวกับอาจารย์ด้วยคนค่ะ
หนูยังไม่เคยนั่งรถไฟทางไกลเลย ฮ่าๆ
ไปไกลสุดแค่หัวหินเท่านั้น เป็นรถไฟท่องเที่ยว
หลังจากอ่านหนังสือของอาจารย์แล้วมาอ่านบล็อก ก็ทำให้ยิ้มได้นะค่ะ
อาจารย์ชอบเที่ยวต้ั้งเเต่ตอนเรียน ตอนนี้ก็มีโอกาสได้ไปเที่ยวบ่อยๆ
หนูว่ามันเป็นกำไรชีวิตจริงๆ ค่ะ ได้ไปหลายๆ สถานที่ขนาดนี้

อ่านถึงตอนไปดูหินงอกหินย้อยแล้วแอบลุ้นตามค่ะ
หวาดเสียวเเทนเลย เผื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วเจอ ไม่อยากจะคิด อิอิ

อาจารย์ได้ไปเกาะกระดานด้วย หนูอิจฉาจริงๆ ค่ะ
มันเป็นเกาะในฝันของหนูเลย เพราะว่าเคยดูโฆษณาของการบินไทยสมัยก่อน

"ไปเที่ยวที่ไหนก็บอกมา แล้วฉันจะพาไป" อิอิ ในโฆษณามีเกาะกระดานด้วยค่ะ หนูว่ามันสวยมาก จริงๆ เลยอยากไปสักครั้ง
แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่ได้ไปเลย
โดย: Nepster วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:22:51:58 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์
หนูมาเยี่ยมทักทายค่าาา
โดย: Nepster วันที่: 11 มีนาคม 2556 เวลา:10:02:01 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments