กุมภาพันธ์ 2556

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
 
 
All Blog
ล่องใต้ไปทะเลตรัง สตูล และ สมุย (ตอนที่ 2)
ล่องใต้ไปทะเลตรัง สตูล และ สมุย (ตอนที่ 2)

15 มกราคม วันนี้พวกเราไม่ต้องตื่นเช้านัก เนื่องจาก ทางบริษัทที่เราซื้อทัวร์เขานัด 9 โมงเช้า ที่หาดหน้ารีสอร์ท ส่วนอาหารเช้า ก็ไม่ต้องลำบากไปหา เพราะราคาที่พักที่เสียไปคืนละ 800 บาท (คนละ 400 บาท นั่นเอง) มีอาหารมื้อเช้าให้ด้วย เช้านี้ เฮียใช้กับคุณบุปผาไปเดินเล่นชายหาดแต่เช้า มาเล่าว่าเจอพระสงฆ์เลยได้ใส่บาตรด้วยธนบัตร เพราะไม่รู้จะไปซื้ออาหารที่ไหน นั่นเอง

อาหารเช้าวันนี้ เป็นบุฟเฟ่ ไม่ค่อยมีอะไรน่าทานนัก ทานพอแก้หิว ไม่ให้ท้องว่างจะได้ทานยาได้ ทานกันเรียบร้อยแล้วก็ไปรอเรือที่จะมารับพวกเราไปเที่ยวเกาะต่าง ๆ

คนเรือของเราชื่อ เดช ตัวดำมาก ๆ (คงเพราะต้องพานักท่องเที่ยวดำน้ำดูปะการังทุกวันมั้ง) เจ้าหน้าที่ของร้านทัวร์ เอาอุปกรณ์ต่าง ๆ มาให้เรา เช่น เสื้อชูชีพ อุปกรณ์ดำน้ำ เป็นต้น กว่าจะได้ลงเรือ ก็ประมาณ 9.45 น.แล้ว เดช หรือ พวกเราตั้งชื่อให้เขาว่า ณเดช ก็พาพวกเราขึ้นเรือ
ช่วยกันดึงขึ้นเรือ (ต้องลุยน้ำขึ้นเรือ มีบันไดให้ปีนด้วย) เขาเป็นคนหนุ่มที่ล่ำสัน แข็งแรง อาจจะเป็นเพราะอาชีพของเขา ทำให้เขาต้องบึกบึน แข็งแรง เพราะงานของเขาต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดด ท้องทะเล ถ้าอ่อนแอ คงทำงานอย่างนี้ไม่ไหว เพราะต้องกรำแดดและอยู่ในท้องทะเล ลากห่วงยางพานักท่องเที่ยวชมความงามของใต้ท้องทะเลท่ามกลางแดดเปรี้ยง ๆ นั่นเอง

เดช พาเรือหางยาวหัวโทง แล่นลอยละล่องไปตามท้องทะเลด้วยความชำนิชำนาญ พวกเราก็ชื่นชมกับความสวยงามของท้องทะเล เกาะแก่งต่าง ๆ ที่เรือแล่นผ่านไป ฉันกํบหญิงเก็บภาพสวย ๆ สองฟากฝั่งทะเลที่เรือแล่นผ่านไว้มากมายพอสมควร ท่านลองชมดูซิคะ





เดช พาพวกเราเที่ยวที่เกาะหินงามเป็นเกาะแรก เกาะนี้สวยงามมากจริง ๆ ที่เกาะมีหินก้อนใหญ่ ก้อนเล็ก มากมาย เป็นลานกว้างมากเหลือเกิน สีของหินก็สวยงาม มีสีดำปนขาว บางก้อนเป็นริ้วขาวแซมดำ บางก้อนดำจนขึ้นมัน มีความเชื่อว่า ถ้ามาเที่ยวที่เกาะนี้แล้ว สามารถเรียงหินของที่นี่ให้ได้ 13 ก้อน โดยไม่ล้ม จะเกิดความโชคดี เฮ้อ ! พวกเราก็เลยได้เรียงกันอย่างสนุกสนานกันไป ไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจังอะไรหรอกนะ แต่ทิวทัศน์ที่นี่สวยจริง ๆ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ให้มนุษย์ได้ชื่นชมถึงความงามของมันเสียจริง ๆ ท่านผู้อ่านลองชื่นชมกับภาพที่ฉันเก็บมาฝากซิคะ





ชื่นชมกับความงามบนเกาะหินงามได้ประมาณเกือบชั่วโมงน่าจะได้ ถึงแดดที่เกาะหินงามจะร้อนเหลือเกิน แต่พวกเราก็ไม่หวั่น เรียงหินกันไป คุยกันไป ถ่ายรูปกันไปอย่างสนุกสนาน จากนั้น ได้เวลาพอสมควรแล้ว เดช ก็พาพวกเราไปดำน้ำใกล้ ๆ แถวเกาะหินงามกัน สภาพใต้ท้องทะเลของที่หลีเป๊ะ มีความสวยงามกว่าที่ตรังที่เราไปดำน้ำมาแล้ว มีปลาการ์ตูน ปลานกแก้ว และภูเขาใต้ท้องทะเล ปะการังสีต่าง ๆ มีน้อยเหมือนกัน แต่มีดอกไม้ทะเลสวย ๆ มากเหมือนกัน ดำน้ำแต่ละแห่ง ก็มีความสวยงามแตกต่างกันไปมากบ้างน้อยบ้าง บางแห่งก็มีปลาน้อยกว่า อาจเป็นเพราะว่า น้ำขุ่น กระแสน้ำแรง (ตามคำอธิบายของ เดช )

จากเกาะนี้ ก็ไปเที่ยวเกาะยาง ที่นี่ให้พวกเราได้เล่นน้ำอย่างเดียว แต่ก็เล่นได้ไม่นาน เพราะเที่ยงแล้ว เราจะรีบเดินทางไปที่เกาะราวีและทานข้าวมื้อเที่ยงที่เกาะราวี

เมื่อมาถึงที่เกาะราวี เราต้องเสียค่าเข้าอุทยานแห่งนี้ด้วย คนละ 30 บาท ที่นี่ดีนะ มีน้ำจืดให้อาบด้วย ฉันไปอาบน้ำจืดเสียหน่อยแล้วจึงมาทานข้าวเที่ยงที่ เดช เอามาให้จากเรือ มีสับปะรดและแตงโมด้วย อาหารเป็นข้าวกล่องคนละกล่อง มีหมูทอด กระเพรา เผ็ดมาก พวกเราทานเสร็จก็เริ่มหามุมสวยในการถ่ายภาพ หาดที่นี่สวยมาก น้ำก็ใสสะอาดน่าเล่นมาก พวกเราก็ลงทะเลเล่นน้ำอีก ไม่ได้กลัวตัวดำกันละนะ ฉันก็เก็บภาพมาให้ท่านผู้อ่านชมอีกเช่นเคน นะคะ







อยู่ที่เกาะราวีถึง 14.16 น. พวกเราก็กลับขึ้นเรือ เพื่อไปชมเกาะอาดังตามโปรแกรม ลงเล่นน้ำอยู่ที่นี่ประมาณเกือบชั่วโมง เดช ก็พาไปเที่ยวเกาะสุดท้าย คือ เกาะล่องน้ำจาบัง มาถึงเกาะนี้ เดชบอกว่า วันนี้ ใต้ท้องทะเลน้ำจะขุ่น เพราะว่ามีคลื่นแรง อาจจะมองความสวยของทะเลได้น้อย ฉันดูจากบนเรือ ก็เห็นคลื่นค่อนข้างแรง แต่ เดช ก็พาพวกเราลงไปดำน้ำ ก็จริงอย่างที่เขาพูดนั่นแหละ ปรกติเขาบอกกันว่า ใต้ท้องทะเลเกาะจาบังนั้น จะสวยมากเกาะหนึ่ง แต่วันนี้ ดูน้ำขุ่น ๆ แถมมีคลื่นซัดมาถูกพวกเราค่อนข้างแรงกว่าที่เราเคยเจอทีเดียว ปลาก็ดูมีน้อยกว่า ภูเขาใต้น้ำ ดอกไม้ทะเล ก็ดูไม่ชัดเจน มัว ๆ อย่างไงบอกไม่ถูก น้ำไม่ใสแจ๋วและเห็นตัวปลาอย่างชัดเจนเหมือนที่เราดำน้ำมาก่อน ๆ นั้น อยู่ได้ประมาณสัก 10 นาที มั้ง เดช ก็พาพวกเราขึ้นเรือ เพื่อกลับเข้าฝั่ง เราถึงที่หาดหน้ารีสอร์ทประมาณ 16.35 น. เดินเข้าบ้านพัก ระหว่างทาง ก็เจอเกดกับคาราเมลที่ตามสมทบเพื่อเที่ยวที่หลีเป๊ะด้วย (เกดติดกิจกรรมวันเด็กที่ ค่าย โอเอฟซี ต้องไปออกค่ายทุกปี) การเที่ยวของเราก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 2 คน แล้ว

พวกเราต่างคนต่างเข้าห้องและอาบน้ำแต่งตัวสลัดความเค็มที่อยู่กับน้ำทะเลทั้งวันทิ้ง แล้วก็ไปเดินเที่ยวที่หาดซันไลท์กัน หาดนี้ อยู่ลึกเข้าทางถนนคนเดิน มีบ้านพักเป็นหลัง ๆ ดูปลีกวิเวกดีมาก อากาศชายหาด สดชื่น มีคนค่อนข้างน้อย ไม่เหมือนหาดหน้าที่พักรีสอร์ทวารินทร์ ซึ่งผู้คนพลุกพล่าน มีร้านอาหาร บาร์ คลับ มากมายไปหมด ส่วนหาดซันไลท์เหมือนหาดส่วนตัว มีฝรั่ง นั่งกางเก้าอี้อ่านหนังสืออยู่ อากาศก็สดชื่น

เย็นนี้ เราก็ไปซื้อทัวร์เที่ยวเกาะอื่น ๆ ในวันพรุ่งนี้ โดยใช้บริการของบริษัทเดิม คราวนี้ราคากลับสูงกว่าเมื่อวานทั้ง ๆ ที่คนมากขึ้น เพราะระยะทางไกลกว่า ประกอบกับเกดบอกว่า เขาไม่ไปด้วยจะให้คาราเมลไปคนเดียว เพราะเขากลัวติดเมน พวกเราก็ไม่ว่าอะไรกัน แล้วพวกเราก็ไปทานอาหารมื้อเย็นกันที่ร้านบังเฉดเหมือนเดิม ยายเกดบอกไม่ทาน เพราะเขากับเมลเพิ่งทานกันมาก่อนที่พวกเราจะกลับจากเที่ยว

อิ่มข้าวแล้วก็เดินชมร้านค้าต่าง ๆ ของถนนคนเดิน ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยฝรั่งมากมาย พวกฝรั่งเดี๋ยวนี้ มาเปิดร้านค้า ร้านอาหารที่นี่ด้วยนะ พวกนี้ คงได้ภรรยาคนไทยมั้ง เลยมาตั้งรกรากทำมาหากินด้วย สบายไปเลยน่ะนะ

วันที่ 16 มกราคม วันนี้เป็นวันครู ถ้าอยู่บ้านเปิดเฟส คงมีลูกศิษย์ส่งข้อความมาอวยพรมากมายแล้ว อิอิ ปีนี้ฉันมาเที่ยวใต้ เลยมีคนโทรศัพท์มาอวยพรวันครูอยู่ 2-3 ราย มี พริษฐ์ น้องกัญญา สมปอง ด้วยมั้ง จำไม่ค่อยได้ ทำให้ฉันรู้สึกตื้นตันใจ ลูกศิษย์ลูกหาที่สอนไป จบไปนานมากแล้ว ก็ยังไม่ลืมฉัน เฮ้อ ! ก็ขอให้ลูกศิษย์แต่ละคนมีความสุข ความเจริญในชีวิตให้สมกับที่เขาระลึกถึงฉันด้วยเถอะนะ โอมเพี้ยง อิอิ

เช้านี้ ฉัน หญิงและติ่ง นัดกันไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่หาดซันไลท์ ออกจากที่พักไปประมาณ หกโมงเช้า เดินไปตามถนนคนเดิน ซึ่งเงียบเหลือเกิน คงปิดร้านดึก ไม่มีใครตื่นน่ะนะ ไปถึงหาดซันไลท์ อากาศสดชื่นมาก ลมพัดโชยมาเย็นสบาย มีหมา 2-3 ตัว วิ่งตามเรามาด้วย เสียงน้ำทะเลซัดเข้าหาฝั่งดัง ซ่าซ่า ตลอดเวลา คลื่นทะเลไม่รุนแรงนัก ท้องฟ้าเริ่มมีสีส้ม ๆ ระเรื่อ ๆ ขึ้นบ้างแล้ว พวกเราก็เก็บภาพพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามมาก จิตใจสดชื่น สงบเย็นกับธรรมชาติและบรรยากาศรอบ ๆ ตัวของเรา มีเรา 3 คน หมาอีก 2-3 ตัววิ่งเล่นกันรอบ ๆ ตัวพวกเรา โอ ! บรรยากาศเช่นนี้หาได้ยากเสียเหลือเกินแล้ว ยากนักที่เราจะพบได้จากกรุงเทพฯ เมืองที่ถือว่าแสนจะศิวิไลซ์ อิอิ พวกเราผลักกันถ่ายรูป โพสต์ท่ากันไป ท่านผู้อ่านลองชมดูซิคะ



ชื่นชมกับความสดชื่นยามเช้าที่หาดซันไลท์แล้ว เราก็เดินทางกลับ ตอนขากลับ โชคดีเหลือเกิน เราได้พบพระสงฆ์ออกมาบิณฑบาต เราไม่มีอาหารที่จะใส่บาตร ฉันเลยใส่บาตรด้วยธนบัตรเหมือนเฮียใช้เมื่อวานนี้ ใส่รูปละ 100 บาท นาน ๆ จะได้มีโอกาสใส่บาตรสักที รู้สึกจิตใจสดชื่น มีความสุขที่ได้ทำบุญนั่นเอง รู้สึกใจโล่ง โปร่ง และสบายอกสบายใจ อะไร ๆ ที่หนัก ๆ อยู่ในใจ ในสมอง มันจะเบาโหวงลงไปทีเดียว

พวกเราก็มาทานอาหารที่ห้องอาหารของรีสอร์ท อาหารก็เหมือน ๆ เดิม วันนี้ดีหน่อย มีน่องไก่ทอดด้วย มีลองกองเหมือนเมื่อวาน ทานกันเสร็จ ก็ไปรอเรือ ซึ่งเราเจาะจงต้องการเรือของ เดช (ณ เดช อิอิ) วันนี้เขาเลยได้งานอีกวันหนึ่ง ปรกติจะต้องจัดตามคิวของเรือ อาจจะได้วันเว้นวันหรือเว้นสองวันอะไรประมาณนั้น แต่ถ้าลูกค้าเจาะจง เขาก็จะได้งานเพิ่มวัน ไม่ต้องไปรอคิวเรือ

ทานข้าวเสร็จแล้ว ก็มารอที่หาดเพื่อจะไปเที่ยว รวมทั้งเกดด้วย ซึ่งครั้งแรกว่าจะไม่ไป เขาคงเกรงใจเพราะไม่ได้ลงหารเฉลี่ยด้วยน่ะ แต่พวกเราก็พยายามบอกให้ไปด้วยกัน จะอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไร เหงาตาย กลัวเมนมาไม่ลงเล่นน้ำก็อยู่บนเรือ จะได้ไม่เหงา ในที่สุดเขาก็ทนการรบเร้าของพวกเราไม่ไหว ตกลงไปด้วยกัน (ฉันคิดว่า เกดคงอยากไปด้วย ดีกว่าเหงาอยู่บนเกาะหรือที่พักคนเดียว อิอิ)

พวกเราลงเรือไปกับ เดช ไปเที่ยวเกาะต่าง ๆ ตามรายการทัวร์ที่ซื้อไว้ เกาะแรก คือ เกาะหินซ้อน เกาะนี้ เราไม่ได้ขึ้นเกาะ เขาว่าน้ำเชี่ยว ให้พวกเราถ่ายรูปอยู่บนเรือเท่านั้น ก็เป็นเกาะที่สวยงามมาก มีก้อนหิน ใหญ่ ๆ วางซ้อนกันตามธรรมชาติ ซึ่งก็ไม่ทราบว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์สิ่งเหลือเชื่อให้เราได้ชื่นชมเสมอน่ะนะ





จากเกาะหินซ้อน ก็ไปเที่ยวเกาะไผ่ เกาะนี้ได้ลงไปดำน้ำอีก ก็ได้เห็นความสวยงามของใต้ท้องทะเลเหมือนเดิม แล้วก็ตามด้วยเกาะ รอกลอย เกาะนี้อ่าน ยาก รอ – กลอย หรือ อ่านว่า รอก – ลอย เป็นอีกเกาะหนึ่งที่ฉันชื่นชอบมาก เป็นเกาะที่มีทิวทัศน์สวยงาม เหมือนทะเลแหวก เลยค่ะ พวกเราถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกมากมาย ท่านผู้อ่านลองชื่นชมดู นะคะ





เป็นไงคะท่านผู้อ่าน ท้องทะเลที่นี่สวยงามมากไหมคะ น้ำใสแจ๋ว เห็นตัวปลาเล็ก ๆ ได้ด้วย ตัดกับขอบฟ้าไกลสีน้ำเงินเข้ม กลมกลืนกันได้อย่างหมดจด เป็นภาพที่สวยสุดจะพรรณนาให้เห็นได้ด้วยถ้อยคำ นะคะ ดูจากภาพที่นำมาฝากแล้ว คงจะเห็นด้วยกับฉันอย่างแน่นอน ใช่ไหมล่ะคะ

เราพักทานข้าวกันที่เกาะนี้ค่ะ แล้วจึงไปเที่ยวเกาะลิง ซึ่งมีลิงเยอะเหมือนกัน แต่พวกเราไม่ได้ขึ้นไปบนเกาะ กลัวพวกลิงเหมือนกัน ค่ะ เขาบอกกันว่า ลิงชอบขโมยสิ่งของนักท่องเที่ยวน่ะค่ะ พวกเราได้แต่ถ่ายรูปของบริเวณเกาะนี้มาให้ชม ท่านผู้อ่านสังเกตดี ๆ นะคะ มีลิงอยู่บนต้นไม้ด้วยค่ะ



จากเกาะลิง เราก็ไปดำน้ำที่เกาะผึ้ง ที่นี่ิทิวทัศน์ก็สวยงามเช่นเดียวกับเกาะอื่น ๆ เกาะนี้ เดช พาพวกเราลงทะเลไปดำน้ำดูความสวยงามของใต้ท้องทะเลด้วย ใต้ท้องทะเลของเกาะผึ้ง ก็มีความงามเช่นเดียวกับเกาะอื่น ๆ ฝูงปลาเล็ก ๆ แหวกว่ายไปมาอยู่ใต้ท้องทะเล ฝูงใหญ่บ้าง เล็กบ้าง บางชนิดก็ว่ายอยู่ตัวเดียวโดด ๆ เหมือนไร้คู่ ไร้เพื่อนฝูง แต่อาจจะเป็นเพราะชอบความอิสระก็อาจจะเป็นได้นะคะ อิอิ

เวลาในวันนี้ยังมีเหลืออยู่บ้าง เดช พาพวกเราไปที่เกาะหินงามอีกรอบหนึ่ง เพราะอย่างไรมันก็เป็นทางที่เรือผ่านตอนที่เราจะกลับที่พักอยู่แล้ว เกดและเมลเลยได้มาชื่นชมที่เกาะนี้ด้วย พวกเราก็ยังคงสนุกสนาน ชื่นชมกับความงามของเกาะนี้อีก หลายคนลงไปเล่นน้ำริมหาด หินวันนี้สวยมาก เพราะน้ำซัดเข้ามาท่วมหินตามชายหาด และหินเหล่านี้ต้องกับแสงแดด ทำให้เกิดเป็นสีดำเมี่ยม แวววาว เป็นภาพที่น่าชื่นชม ฉันไม่ได้เล่นน้ำด้วย ไปนั่งเรียงหินเล่นอีก แดดช่วงนี้แรงมากพอควร ทุกคนเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ดังภาพที่ฉันเอามาฝาก ค่ะ



เมื่อพวกเรากลับถึงที่พัก ก็รีบอาบน้ำกัน เพราะว่าเหนียวตัวด้วยน้ำเค็มมาทั้งวันแล้ว อาบเสร็จ ค่อยยังชั่วหน่อย รู้สึกสดชื่น ไม่เหนียวตัว เวลาในขณะนั้น น่าจะประมาณ 17.00 น. แล้ว พวกเราก็ออกจากที่พัก ไปเดินเล่นที่หาดหน้าวารินทร์รีสอร์ท ตามชายหาด มีฝรั่งทั้งชายและหญิง นอนอาบแดดอยู่มากมาย นุ่งน้อยห่มน้อย ไม่ได้กลัวแดดจะแผดเผาเลย พวกเรากลัวกันจะแย่ ทาครีมกันแดดกันทุกวัน ผิวหนังยังลอกเป็นขุย ๆ ไปเป็นอาทิตย์เลย พวกฝรั่งเหล่านี้นอนผึ่งแดดอย่างสบายอารมณ์ บ้างก็นอนอ่านหนังสืออย่างมีความสุข ฉันคิดว่า เมืองของเขาคงไม่ค่อยมีแดดเนอะ มาบ้านเรา เลยชอบแดดมาก ๆ อิอิ เราเดินเล่นที่ชายหาด เพื่อรอการลาลับจากขอบฟ้าไปของพระอาทิตย์ ช่วงนี้ ฉันคิดว่า ทุกคนคงต้องการเห็นความสวยงามยามพระอาทิตย์จะลาลับไปจากขอบฟ้าที่จรดทะเล "พระอาทิตย์ตกน้ำ" ไงคะ พวกเรารวมทั้งฉันด้วย ก็มาชื่นชมและถ่ายรูปสวย ๆ ไว้หลายรูป ค่ะ ท่านผู้อ่านชมได้เลยนะคะ



ชื่นชมกับพระอาทิตย์ตกแล้ว พวกเราก็ไปทานอาหารมื้อเย็นที่ร้านของบังเฉดเหมือนเดิม ค่ะ วันนี้เราสั่งเป็นอาหารเป็นอย่าง ๆ ข้าวเป็นโถ กินได้หลากหลายมากขึ้น มื้อเย็นนี้เป็นมื้อสุดท้ายของพวกเราที่เกาะหลีเป๊ะ พรุ่งนี้เช้า พวกเราก็จะต้องกลับเข้าตัวเมืองสตูลแล้ว

ฉันและเพื่อน ๆ ทานข้าวเสร็จแล้ว ก็ไปเดินเล่นที่ชายหาดก่อนเพื่อให้อาหารย่อยก่อนจะเข้าที่พัก เวลากลางคืนของเกาะหลีเป๊ะ มีแต่แสงสีเสียง เป็นร้านอาหาร มีบาร์เหล้า มีผู้หญิงนั่งให้บริการบ้าง มีดนตรีเล่นให้นักท่องเที่ยวฟัง ดูแล้วก็น่าครึกครื้นดี ราคาคงแพงน่าดูเหมือนกัน เดินเล่นได้พักใหญ่ ๆ ฉันก็กลับที่พัก เพราะเริ่มง่วงเสียแล้ว

กลับถึงที่ห้องพัก จัดแจงจัดกระเป๋าให้เรียบร้อย ตรวจสอบสัมภาระต่าง ๆ แล้วจึงอาบน้ำ สวดมนต์ไหว้พระ นอนหลับสนิทดีทีเดียว

17 มกราคม 56

เช้านี้ หลังจากอาบน้ำแต่งตัวแล้ว ก็ออกมาทานอาหารมื้อเช้าอีกมื้อหนึ่งที่รีสอร์ท ซึ่งก็เป็นบุฟเฟ่เหมือนเดิม อาหารก็เหมือนเดิม อิ่มแล้ว เราจึงกลับที่พัก เข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อย แล้วจึงลากกระเป๋าออกมาจากห้องเพื่อรอเรือ เดช มารับ เราจะใช้บริการของ เดช เรือ น้องริน เดช บอกว่า ยินดีไปส่งพวกเราฟรีที่ท่าขึ้นเรือ สปีคโบส อีกทอดหนึ่งเหมือนตอนขามา แต่พวกเราเก็บเงินไปแล้วจะข้ามเรือคนละร้อยบาท เป็นเงิน 600 บาท เราก็มอบให้กับ เดช ไม่ได้นั่งฟรีตามที่เขาบอกหรอก เพราะเขาเป็นคนมีน้ำใจดี ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขามีรายได้ดีไปด้วย นั่นเอง

เดช ช่วยพวกเราหิ้วกระเป๋าขึ้นเรือ อย่างขยันขันแข็ง ทอดบันไดให้พวกเราขึ้นเรือไปได้ง่าย ๆ เมื่อทุกคนขึ้นเรือเรียบร้อยแล้ว เดชก็เริ่มติดเครื่องพาพวกเราออกสู่ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ จุดหมายปลายทาง คือ จุดขึ้นเรือ สปีคโบสกลางทะเล เหมือนตอนขามา นั่นเอง ส่วน เกดกลับเมล ตีตั๋วขามาเป็นเรือเฟอร์รี่ ขากลับจึงต้องไปขึ้นเรือเฟอร์รี่ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับท่าที่เราขึ้น เดช ก็น่ารัก ขับเรือไปส่งให้อีกท่าหนึ่ง หลังจากส่งพวกเราเสร็จแล้ว แสดงว่า เขาเป็นคนมีน้ำใจดีมาก คนหนึ่งทีเดียว

พวกเราต้องรอเรือสปีคโบสมารับเราประมาณน่าจะครึ่งชั่วโมง การลงเรือสปีคโบสขากลับนี้ มีสิ่งที่น่ากลัว น่าหวาดหวั่นมากทีเดียว เพราะว่า คลื่นในท้องทะเลวันนี้รุนแรงมาก เสียงของท้องเรือสปีคโบสที่กระแทกกับท้องน้ำ เสียงดัง ตัวเรือถูกโยนขึ้นสูงและกระแทกลงมากระทบกับท้องน้ำ ท่านลองคิดดูซิคะ สภาพการกระแทกเช่นนี้ คนที่นั่งอยู่ในเรือ ก็ต้องถูกยกตัวขึ้นสูงแล้วก็กระแทกลงมาเช่นกัน เสียงหวีดร้องกันเป็นระยะ ๆ ทุกคนเกาะและจับราวเหล็กที่เรืออย่างเหนียวแน่น เพื่อไม่ให้หลุดออกไปจากที่นั่ง นอกจากนี้ น้ำทะเล ยังกระฉอกเข้ามาทำให้ผู้โดยสารเปียกปอนไปด้วย มีผู้หญิงคนหนึ่งเมาเรืออย่างหนัก ต้องนั่งอยู่กับพื้น คออ่อนคอพับ หายาดมกันให้ดม หายานวดเฟ้นกันเป็นกันใหญ่ ฝรั่งที่มากับเขาด้วย มาช่วยดูแล (น่าจะเป็นพวกที่ฝรั่งเช่ามาหรือเปล่าก็ไม่มีใคตอบได้ อิอิ) เห็นสภาพของเขาแล้ว น่าสงสารมากเหลือเกิน เราต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้เป็นเวลาน่าจะสองชั่วโมงน่าจะได้นะ กระแทกกระทั้น คุณบุปผาควักยาดมดมกันไปกับจุ๊บ ฉันเชื่อว่า จะต้องมีหลายคนทีเดียวที่ต้องสวดมนต์อยู่ในใจ ส่วนฉันไม่ค่อยตกใจอะไรมากมายหนักหนาหรอก อาจจะเป็นเพราะความเชื่อที่ว่า คนเราถ้าถึงฆาต จะอยู่ที่ไหนมันก็ต้องจากโลกนี้ไปอย่างแน่นอน ฉันเชื่อเช่นนั้น ฉันจึงไม่ค่อยรู้สึกกลัวอะไรมากมายนัก มีความรู้สึกตื่นเต้นที่มาผจญภัยในท้องทะเลยามผันผวนเช่นนี้มากกว่าความกลัว ค่ะ

เกดและเมลซึ่งมาเรือเฟอร์รี่มาถึงก่อนพวกเรเสียอีก มารอพวกเราอยู่ที่ท่าเรือนานพอควร เป็นเรื่องแปลกดี ปรกติเรือสปีคโบสต้องเร็วกว่าเรื่อเฟอร์รี่อยู่แล้ว ไหงเป็นอย่างนี้ไปหนอ

มาถึงที่ท่าเรือ ก็ 11.35 น. ช้าไปกว่ากำหนด ครึ่งชั่วโมงกว่า แล้ว กว่าจะรอรับกระเป๋าและจุ๊บไปเอารถมาก็เที่ยงพอดี ทุกคนเริ่มหิว ขับรถไปเรื่อย ๆ เจอร้านข้าวหมูแดง หมูกรอบ ข้าวมันไก่ ก็แวะกิันก่อน คนละจาน ตามด้วยโอวัลตินเย็นบ้าง กาแฟเย็นบ้าง แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน

อิ่มแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าไปที่ถ้ำภูผาเพชร ตามที่หญิง แนะนำ จุ๊บบอกว่า ถ้ำนี้สวยมาก เขาก็เคยไปแล้ว เมื่อมาถึง เราก็ต้องซื้อบัตรเข้าไปชม ดูเหมือนจะคนละ 30 บาท แล้วก็ต้องเช่าไฟฉายด้วย พวกเราเข้าไปเพียง 5 คน คือ ฉัน หญิง ติ่ง เฮียใช้ และ เมล ส่วน บุปผา จุ๊บ และ เกด ไม่เข้าไป บอกขี้เกียจเดิน

พวกเราต้องเดินขึ้นไปสูงมากทีเดียวกว่าจะถึงตัวถ้ำ พอเข้าไปในตัวถ้ำ วิทยากรก็อธิบาย สถานที่ต่าง ๆ ภายในถ้ำให้เราฟัง โดยเป็นการจินตนาการตามรูปร่างของหินงอกหินย้อย ซึ่งมีรูปร่างต่าง ๆ ดูตระการตามากเหลือเกิน หลาย ๆ จุด จะมีแสงเหมือนประกายของเพชร วิทยากรอธิบายว่า คงเกิดจากการที่หินงอกหินย้อยเหล่านี้ มีสารบางตัวที่จะก่อให้เกิดแสงได้ โดยน้ำที่ย้อยลงมาจะต้องแห้งก่อน จึงจะเกิดประกายแสงเหมือนเพชร ถ้ำนี้จึงได้ชื่อว่า ถ้ำภูผาเพชร ไงล่ะ พวกเราก็ถ่ายรูปมาฝากท่านผู่อ่านมากมายค่ะ











พวกเราได้ชื่ชมความงามของถ้ำภูผาเพชรได้ประมาณครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะเฮียใช้เร่งเหลือเกิน กลัวตกเครื่องบิน เพราะเขากับบุปผาต้องกลับเครื่องบินตอนสองทุ่มที่สนามบินหาดใหญ่ น่าเสียดาย ยังมีที่สวย ๆ ในถ้ำที่เราไม่ได้ไปชื่นชมเลย

15.30 น. ตีรถกลับหาดใหญ่ ถึงหาดใหญ่ เฮียใช้เสนอว่า เงินที่เหลือจากการเก็บคนะ 5,000 บาท นั้น ให้ทานอาหารเย็นก่อน และเหลือก็เป็นค่าน้ำมันของจุ๊บไป ฉันก็เห็นด้วย เพราะว่า ฉันจะได้ไม่ต้องไปเฉลี่ยคืนแต่ละคน จุ๊บ พาไปทานที่ร้านอาหารต้นทาง ซึ่งเป็นร้านที่ใกล้กับสนามบินด้วย เพื่อความอุ่นใจจะได้ไม่ตกเครื่อง ร้านนี้คนค่อนข้างมาก แต่เราก็ขอร้องให้เจ้าหน้าที่จัดอาหารให้เราเร็ว (แซงคิว อิอิ) เพื่อไม่ให้ตกเครื่อง เจ้าหน้าที่เขาก็น่ารัก หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส และจัดการให้พวกเราได้เร็วทันใจพอสมควร เหลืออาหารจานสุดท้ายที่สั่ง คือ ห่อหมกไข่เจียวที่มาช้ามาก เฮียใช้ก็กระสับกระส่าย กลัวไปไม่ทันเครื่องบิน เพราะตอนนั้น ุ 6 โมงกว่าแล้ว จุ๊บเลยเสนอว่า เขาจะขับรถไปส่งที่สนามบินก่อน เฮียใช้และ บุปผาเลยอดทานห่อหมกไข่เจียว จนกระทั่งจุ๊บกลับมาแล้ว อาหารจานสุดท้ายก็ยังไม่มา ต้องทวงแล้วทวงอีก กว่าจะได้ทาน ก็ไม่สมกับที่รอเลย เพราะเค็มมาก ไม่อร่อยเลย อิอิ มื้อนี้ก็ไม่แพงนัก 720 บาท เหลือเงิน 1140 บาท ให้จุ๊บเป็นค่าน้ำมันขากลับ จุ๊บให้ทิปเด็กไป 40 บาท รับไป 1,100 บาท

หลังจากนั้น เราก็ตีรถกลับสงขลา แวะร้านโลตัส เพราะจุ๊บจะไปสมุยด้วย ต้องหาซื้อเสื้อผ้า ไม่อยากกลับบ้านที่อยู่ เพราะกลัวแม่ถาม เลยซื้อเสื้อผ้าหลายชุดทีเดียว ฉันก็หาซื้อกางเกงขาสั้นอีกสองตัวและเสื้อยืดอีก 1 ตัว เสียไปหลายร้อยบาทเหมือนกัน

กลับถึงบ้านสวนที่พัก ก็ต้องจัดกระเป๋าให้เรียบร้อย เพราะเราจะไม่กลับมาที่บ้านสวนอีกแล้ว เที่ยวสมุยแล้วก็จะขึ้นรถไฟที่สถานีพรุนพินเลยกว่าจะนอนคืนนี้ก็เที่ยงคืนเข้าไปแล้ว นัดกันว่าพรุ่งนี้เราจะออกจากบ้านตี 5 เพราะต้องขับรถจากสงขลาไปสุราษฎร์ธานี

18 มกราคม เกดปลูกพวกเราตั้งแต่ ตีสี่กว่านิด ๆ เพราะเราจะออกรถตี 5 ทุกคนอาบน้ำอาบท่า แต่งตัวเตรียมพร้อม ปิดบ้านปิดช่องแล้ว จุ๊บกลับลืมกุญแจ รถ กุญแจบ้านไว้ในบ้าน ตัวเองก็ล็อกประตูไปแล้ว เลยออกจากบ้านไม่ได้ หาวิธีต่าง ๆ เพื่อเปิดประตูเข้าไป ไม่ว่าจะปีนหน้าต่างก็ปืนเข้าไปเพื่อหาทางเข้าบ้าน ก็ไม่สำเร็จสักทาง ในที่สุด จุ๊บ ต้องโทรไปหาสมพงษ์ แฟนเขาเพื่อให้ช่วยเอากุญแจสำรองอีกชุดหนึ่งที่บ้านเขามาเปิดให้ น่าสงสารสมพงษ์จัง อิอิ ที่ต้องตื่นแต่เช้าตามพวกเราไปด้วย กว่าพงษ์จะมาถึงบ้านสวนก็ปนะมาณ 7 โมงเช้า ทักทายปราศรัยกันแล้ว เปิดประตูเตรียมพร้อม ออกจากบ้านประมาณ 7.15 น.

อาหารมื้อเช้านี้ กินติมชำที่ร้านโชคดี คนกินเยอะมาก เกดเป็นคนสั่งของกิน สั่งบักกู๊ดเต๋หม้อใหญ่ 1 หม้อ มื้อนี้ก็หารเฉลี่ยเอา ไม่ได้ลงขันกันแล้ว เพราะคณะที่จะไปเที่ยวนี้ เป็นคณะของเกดเขา ซึ่งเกดชวนพวกเราไปสมทบด้วย ที่พักเป็นที่พักของเพื่อนกลุ่มเกดนั่นเอง หญิง เห็นว่า อย่างไร เราก็เสียค่ารถไฟไปใต้แล้ว ก็น่าจะเที่ยวไปหลาย ๆ จังหวัดเสียเลย ฉันก็ตามใจ เพราะเป็นคนว่างงานอยู่แล้วนี่นา

จุ๊บขับรถเร็วพอสมควร ประมาณเที่ยง พวกเราก็ถึงท่าเรือ ดอนศักดิ์ จังหวัดสุราษฎร์ พวกเราหาอาหารมื้อเที่ยงแถวท่าเรือนี้ ฉันทานเย็นตาโฟ บางคนก็ทานข้าวมันไก่ เกดติดต่อเพื่อนที่ไปถึงก่อนแล้ว ที่ท่าเรือเราเจอ เจร แอง เอก ทอง ก๋อย และ อ๊บ ฉันรู้จักหมดทุกคน เพราะว่า เจอกันที่ค่ายโอเอฟซี หลายครั้งแล้ว ก็ทักทายปราศรัยกันตามที่เคยคุ้นเคยและรู้จักกัน เราทานข้าวกันแล้ว ก็ไปถ่ายรูปกัน เพื่อรอเรือเฟอร์รี่ออกจากท่า เป็นเรือลำใหญ่มาก สามารถบรรจุรถได้น่าจะเกือบร้อยคันมั้ง แองเป็นคนไปตีตั๋วตามจำนวนคน น่าจะคนละ 150 บาท ฉันก็จำไม่ค่อยได้เสียแล้ว มาดูรูปที่ฉันกับหญิงถ่ายไว้ก่อนขึ้นเรือเฟอร์รี่ดีกว่า ค่ะ



เรือที่เราขึ้นนี้ เป็นของบริษัทซีทรานเฟอร์รี่ จุ๊บต้องเอารถไปต่อคิวตามที่เจ้าหน้าที่เขาบอก ดูเหมือนค่าข้ามคันละ 300 บาท ฉันก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเกดเป็นคนจัดการเรื่องเที่ยวที่สุราษฎร์ ฉันและเพื่อน ๆ ที่ไปด้วย มีหน้าที่จ่ายตามที่เขาหารเฉลี่ยกันออกมาเท่านั้น กว่าจะได้ขึ้นเรือ ก็น่าจะเกือบบ่ายสองแล้วมั้ง พอขึ้นเรือ พวกเราก็หาที่นั่งกันเพื่อใกล้หน้าต่างจะได้ชมวิวและทิวทัศน์ท้องทะุเลอ่าวไทย ซึ่งสีของน้ำทะเล จะแตกต่างไปจากท้องทะเลของอันดามัน ท้องทะเลฝั่งอันดามัน น้ำจะออกสีน้ำเงินเข้มจนบางครั้งออกเป็นสีดำ แต่ทะเลสุราษฎร์นั้น อยู่ฝั่งอ่าวไทย น้ำทะเลนั้นออกเป็นสีน้ำตาลอ่อนเสียด้วยซ้ำ เออ! มันก็แปลกดีนะ ทะเลเหมือนกัน แต่สีของน้ำทะเล กลับต่างกัน มันเป็นเพราะอะไรนะ อาจจะเป็นเพราะธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ในท้องทะเลต่างกันหรือเปล่าหนอ ฉันก็ไม่ได้จบมาทางนี้ด้วยซี่ อิอิ

หาที่นั่งได้แล้ว พวกเราก็ไปชมทิวทัศน์บนดาดฟ้าของเรือ และก็เก็บภาพสวย ๆ มาฝากท่านผู้อ่านตามเคย นะคะ โปรดชมได้แล้วค่ะ



เรานั่งเรือประมาณ น่าจะสองชั่วโมงเศษ ๆ ได้ ก็ถึงเกาะสมุย จุ๊บไปเอารถ พวกเราก็รอกันอยู่เพื่อเจอเพื่อนของเจรที่เราจะไปพักบ้านของเขา เจ้าบ้าน ชื่อ หน่อย และ จิม มีลูกชาย 1 คน หน้าตาน่ารัก เฉลียวฉลาดดี

เมื่อเจอเจ้าบ้านแล้ว ก็ขึ้นรถขับตามกันไป นั่งเบียดกันบ้าง เพราะ หน่อยเอารถคันเล็กมา เจรต้องมานั่งกับรถคันจุ๊บ แล้วแวะตลาดหาซื้อของสดเพื่อไปทำกินกันเองตอนมื้อเย็นนั่นเอง มื้อนี้ เฉลี่ยกันคนละ 320 มั้ง ทุกคนช่วยกันทำอาหาร โดยเฉพาะติ่งมีฝีมือในการทำอาหารด้วย ก็ทำมากหน่อย ส่วนอ๊บกับก๋อยก็ไปปิ้งคอหมูย่าง ฉันช่วยแกะกระเที่ยม

เย็นนี้ ฟู (ปรารถนา) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ฉันเมื่อปี 29 ไม่ได้เจอกันยี่สิบกว่าปีแล้ว เขามาทำมาหากินอยู่ที่เกาะสมุย เรานัดเจอกันที่บ้านของหน่อย อยากเจอลูกศิ๋ษย์ ที่จริงเขาก็อยากจะให้ไปพักที่บ้านเขา แต่ฉันเห็นว่า เรามากันหลายคน เขาเสนอใหม่ว่า เขาจะเลี้ยงอาหารพวกเรา 1 มื้อก็แล้วกัน แต่ฉันก็ปฏิเสธ เพราะจำนวนคนของเราตั้งสิบกว่าคน เราจะแยกไปเฉพาะคณะเรา 4 คน ก็ไม่สวยงาม เลยบอกไม่ต้องเลี้ยงหรอก มาเจอกัน มาให้เห็นหน้าก็พอแล้ว เราจึงได้เจอกัน ตอนที่พวกเรากำลังปิ้งหมู นึ่งปูกันอยู่ ฉันกับ ฟู คุยกันเรื่อง จิปะถะ คุยถึงเรื่องความหลังสมัยที่เขาเรียนอยู่ที่ธาตุทอง เลยไม่ได้ใส่ใจเรื่องกินอะไรเลย ตื้นตันใจที่ได้เจอลูกศิษย์มากกว่า น่ะนะ เจ้าฟูบอกว่า จะพาฉันไปเที่ยวรอบเกาะสมุยยามราตรี ฉันชวนติ่ง หญิงและจุ๊บไปด้วย แต่หญิงและจุ๊บเกรงใจ จะไปช่วยเขาล้างถ้วยล้างชาม ฉันจึงไปกับติ่ง สองคนเท่านั้น

ฟูพาเราไปเที่ยวรอบ ๆ เกาะสมุย คนมาเที่ยวเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นฝรั่ง มีของขายมากมาย พาไปดูบ้านพักที่เขาปลูกให้คนมาเช่าอยู่เวลามาเที่ยว บางหลังฝรั่งมาเช่าอยู่เป็นเดือนก็มี พาไปร้านอาหารของเขา ซึ่งมีคาราโอเกะด้วย ลองชมบรรยากาศของร้านเขาซิคะ



กว่าจะกลับถึงที่พัก ก็สี่ทุ่มกว่า ยืนคุยกับฟูอีกครึ่งชั่วโมงได้ เขาจึงได้ลากลับไป เขาบ่นว่าน่าเสียดายที่พรุ่งนี้เขาต้องไปประชุมผู้ปกครองให้ลูกที่นครศรีธรรมราช เลยไม่มีโอกาสได้มาพาไปเที่ยวอีก บอกว่า ให้มาใหม่ แล้วไปพักบ้านเขาได้ เขายินดีต้อนรับ

วันที่ 19 มกราคม วันนี้พวกเราซื้อทัวร์ไปเที่ยวหมูเกาะอ่างทอง ซึ่งเป็นจุดขายของเกาะสมุย ทัวร์นี้เสียคนละ 850 บาท แต่น่าเสียดาย ทัศนวิสัยไม่ดีเลย เพราะว่าคลื่นแรง ไม่สามารถไปถึงที่จุดชมวิวของหมู่เกาะอ่างทองได้ นั่งอยู่ในเรือ เรือก็ค่อนข้างโคลงเรหลือเกิน มีนักท่องเที่ยวหลายคนเมาเรือ อาเจียนกันโอ๊กอ๊าก รวมถึงจุ๊บด้วย วันนี้จึงได้เที่ยวแค่สองแห่งคือ ให้ไปพายเรือคายัค ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องพายเอง ส่วนของฉัน ไกด์กลุ่มเราจะเป็นคนพายเรือเอง คงเห็นเราสูงอายุ พายไม่ไหว และกลัวตกเรือมั้ง เลยบอกว่าจะรับผิดชอบฉันคนเดียว อิอิ สบายเฉิบไปเลย ลองชมภาพดูนะคะ



ขึ้นจากเรือคายัคแล้ว ก็เป็นเวลาทานข้าวเที่ยง อาหารก็เป็นบุฟเฟ่ เหมือนเดิม แต่ไม่อร่อยนัก ข้าวแข็ง มีปีกไก่ทอดคนละปีก แล้วก็ผัดผัก แกงเหลืองหรือไง ฉันก็จำไม่ค่อยได้ จากนั้น ก็ต้องลงเรือเล็กเพื่อไปเที่ยวทะเลใน ซึ่งถือเป็นจุดสวยงามอีกจุดหนึ่ง มีบันไดปีนขึ้นไปบนเขาสูง ช่วงนี้โชคดี มีเอก อยู่ด้วย เพราะพวกที่มาด้วยเขาไปกันก่อนแล้ว ลำฉันเหลือ เอกกับฉัน เอก คอยเทคแคร์ฉัน เป็นตากล้องให้ฉัน คอยบอกให้ระวังในการปีนขึ้นบันได เขาเป็นคนน่ารัก มีน้ำใจ ลูกศิษย์เราเอง ยังไม่ห่วงใยเรามากเท่านี้เลย ฮ่าฮ่า ต้องของชม เอก จริง ๆ เรามาชมรูปที่ฉันและเอก ถ่ายกันไว้ดีกว่าค่ะ สวย ๆ ทั้งนั้นเลย ค่ะ









จากทะเลใน ก็เป็นการเที่ยวจุดสุดท้ายของวันนี้ ซึ่งดูแล้วไม่สนุกและไม่คุ้มกับการเที่ยวที่ตรังและหลีเป๊ะเลย ราคาก็แพงมาก น้ำก็ไม่ได้เล่น ดำน้ำก็ไม่ได้ดำ นั่งอยู่บนเรือเป็นส่วนใหญ่ มาแล้วทุกคนรู้สึกผิดหวังกันทั้งนั้น รถตู้มารับพวกเราเหมือนตอนเช้า กลับถึงที่พัก ก็พากันอาบน้ำอาบท่ากัน พักผ่อนตามอัธยาศัย

อาหารมื้อเย็นวันนี้ เจ้าของสถานที่ คือคุณหน่อยและคุณจิมผู้น่ารัก พาไปทานร้านส้มตำ ที่มีชื่อว่า "อีสานครกไม้" รสชาติของอาหารร้านนี้ใช้ได้ทีเดียว ข้าวเหนียวของเขา นิ่ม ร้อน ๆ จิ้มกับน้ำส้มตำ แจ่ว ก็อร่อย ทุกคนสั่งกันเยอะแยะ กินกันพุงกางกันไป ตอนเก็บตังค์ ก็สามพันกว่าบาท ที่จริงคุณจิมจะเลี้ยงแต่พวกเราไม่ยอม เพราะมารบกวนพักที่บ้านเขาแล้ว ยังจะรบกวนเรื่องกินอีก มันไม่สวยงาม เราก็หารกันเฉพาะพวกเราผู้ใหญ่ น่าจะ 10 คน เฉลี่ยแล้วตกคนละ 350 ทั้ง

วันที่ 20 มกราคม วันนี้เราไม่ซื้อทัวร์ไปเที่ยวแล้ว เพราะพยากรณ์อากาศบอกว่า คลื่นทะเลยังคงแรง ไปแล้วก็จะเหมือนกับเมื่อวาน เสียเงินเปล่า ๆ มื้อเช้านี้ คุณหน่อยกับคุณจิมบอกไม่ต้องทำกินหรอก จะพาไปกินที่โรงแรม (จำชื่อไม่ได้) เป็นการกินล้างหนี้ หมายความว่า โรงแรมนี้คงติดหนี้เพื่อนของคุณจิมมั้ง เขาจะมีการให้มากินได้เพื่อเป็นการหักหนี้ที่ติดกันไว้ ได้ยินเขาเล่าอย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องแปลกดีเนอะ

ทานข้าวเสร็จแล้ว คุณจิมก็พาพวกเราไปชมหินตาหินยาย ฉันจำได้ว่า ฉันเคยมาชมแล้วครั้งหนึ่ง แต่นานมากแล้ว รูปร่างที่เขาขนานนามว่า หินตาหินยาย มันก็ช่างเหมือนของจริงชะเหลือเกิน



หลังจากที่พวกเราถ่ายรูปหินตาหินยายไว้เป็นที่ระลึกแล้ว พวกเราก็เดินเที่ยวแถวนั้น ชมร้านค้าต่าง ๆ ในบริเวณนั้น ที่นี่มีกาละแมเจ้าอร่อยตามที่เขาบอก ๆ กันมา ถุงละ 50 บาท ซื้อ 4 ถุง แถม 1 ถุง ตั้งใจมาฝากเพื่อนบ้าน สองถุง อีกสองถุงจะฝากเมี่ยงและรุ่งทิพย์ (แต่ปรากฎว่าทั้งสองคน ไม่ว่างมารับของฝากเลย ยังแช่เย็นอยู่ในตู้เย็นเลย อิอิ)

จากที่หินตาหินยาย คุณจิมก็พาไปเที่ยวที่วัด คุณาราม เพื่อไปสักการะหลวงพ่อแดง ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวสมุย ร่างของท่านเมื่อละสังขารแล้ว เป็นที่น่ามหัศจรรย์ นั่นคือ ร่างของท่านไม่ได้เน่าเปื่อยไปเหมือนคนธรรมดาทั่วไป กลับแห้งและนั่งอยู่ในตู้กระจก ให้ผู้มีความเคารพท่านมากราบไหว้บูชา พวกเราก็มาสักการะท่านด้วยเช่นกัน



จากวัดคุณารามแล้ว คุณจิมก็พาพวกเราไปเที่ยวน้ำตกหน้าเมือง 2 เป็นน้ำตกที่เราต้องเดินเข้าไปไม่ไกลนัก แต่ทางลงไปที่น้ำตก ก็น่าหวาดเสียวเหมือนกัน มาช่วงนี้ ฉันก็โชคดี มีก๋อยคอยเป็นห่วง ช่วยห้อยกระเป๋าของฉัน และคอยรับฉันลงจากที่สูง บางแห่งต้องข้ามโขดหิน ก็มีก๋อยคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ บอกว่า "อาจารย์แม่ ระวังลื่น นะครับ" อิอิ เรามีลูกชายที่น่ารัก ทั้ง เอก และ ก๋อย นะ ที่คอยห่วงใยอยู่ ห้าห้า มาชมภาพน้ำตกที่งดงามกันดีกว่านะคะ



พวกเราขับรถไปส่งจุ๊บที่ท่าเรือ เขาขอกลับก่อน 1 วัน คงไม่ค่อยสนุกกับการมาที่เกาะสมุยนัก ล่ำลากันแล้ว พวกเราก็ไปหาข้าวเที่ยงทานกัน โดยคุณจิมเป็นผู้แนะนำร้านให้ มีข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยว น้ำยา น้ำพริก แล้วแต่จะเลือกสั่งทานกัน ฉันสั่งข้าวขาหมู รสชาติก็ใช้ได้เหมือนกัน มื้อนี้ คุณจิมเลี้ยงพวกเรา

ทานข้าวเที่ยงกันแล้ว คุณจิมก็พาพวกเราไปไหว้พระใหญ่ เป็นวัดที่สวยงาม มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มาก พวกเราขึ้นบันได ซึ่งเป็นบันไดที่หัวเป็นพญานาค อากาศตอนนี้ร้อนมากเหลือเกิน พวกเราต้องถอดรองเท้าขึ้นบันไดไป แต่พวกเรามีจิตศรัทธาดี ขึ้นบันไดไปไหว้พระใหญ่ และถ่ายรูปกับท่านไว้เป็นที่ระลึก ถ้าท่านผู้อ่านไปสมุย อย่าลืมแวะไปสักการะ นะคะ



กลับมาถึงบ้านน่าจะประมาณ บ่ายแก่ ๆ มีโอกาสได้จัดกระเป๋าและนอนพักผ่อนน่าจะประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อน ๆ เกด ไปส่ง ทอง ไปขึ้นเครื่องบินที่สมุย เพราะพรุ่งนี้เช้าเขามีงานจะต้องทำ

ประมาณ 18.00 น. คุณจิม หน่อย พาเราไปเดินที่ตลาดคนเดิน ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเยอะมาก ทั้งคนไทย ฝรั่ง ตอนนี้ พวกเราแยกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มเพื่อนของเกดไปกับ จิม หน่อย ส่วนฉัน หญิง ติ่ง เราก็ไปเดินกันเอง เดินชมตลาดไป ถ่ายรูปร้านต่าง ๆ ไป เพลิดเพลินดี แล้วเราก็หาผัดไท ซึ่งดูแล้วน่าจะอร่อย เพราะคนมุงซื้อกันเยอะ (คาดคะเนเอง อิอิ) ราคาก็ไม่แพง 40 บาทเท่านั้น คนละจาน (จานกระดาษ) ก็อิ่มแล้ว ไม่เปลืองเงินดีด้วยนะคะ อิอิ ลองมาชมถนนคนเดินของเกาะสมุยซิคะ



เรานัดกันที่จุดนัดพบในเวลา 20.00 น. พวกเกดมาช้าไปประมาณ 10 นาที จากนั้นพวกเราก็กลับบ้านพักไปพักผ่อนกัน เพราะพรุ่งนี้เราก็ต้องกลับกรุงเทพฯกันแล้ว รถไฟของเราออกสองทุ่มกว่า แต่เราก็ต้องออกพร้อมกับพวกเกด เพราะเช่ารถตู้ไปส่งเราที่สถานีรถไฟ และไปส่งพวกเกดที่สนามบินนั่นเอง คืนนี้ฉันและเพื่อน ๆ จึงต้องเข้านอนแต่หัวค่ำหน่อย เพราะคืนพรุ่งนี้ เราต้องอยู่ในรถไฟทั้งคืนเลย

21 มกราคม วันนี้พวกเราช่วยกันทำกับข้าว โดยเอาของที่ซื้อมาตั้งแต่วันแรกที่ยังเหลืออยู่มาทำกินกัน คือ ผัดฉ่า และผักที่เหลือก็มาผัดผักรวมมิตร มีกับข้าวที่ซื้อเพิ่มมา เช่น ไข่เค็ม คั่วกลิ้ง ฉันทานแต่ผัดผักรวมและผัดฉ่า เท่านั้น ติ่งทำกับข้าวก็พอกินได้

เราน่าจะออกจากบ้านไปประมาณ 9.00 น. โดยหน่อยไปส่งพวกเราที่ท่าเรือ ค่าตั่วเรือและค่ารถเช่าตู้เก็บเฉลี่ยกันอีกคนละ 270 บาท เราต้องนั่งเรือเฟอร์รี่ประมาณ สองชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ คือท่าเรือดอนศักดิ์ แล้วก็ต่อรถตู้เพื่อไปสนามบินและสถานีรถไฟ รถตู้ไปส่งเราที่สถานีรถไฟก่อน พวกเราขนกระเป๋าลงจากรถและล่ำลากันแล้ว เราก็เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่สถานี เสียคนละ 25 บาท แล้วขึ้นรถเมล์เข้าเมือง เพราะหญิงต้องไปเซ็นชื่อซื้อหุ้นของเขาตามที่โป๊กเกอร์บอกไป ลงจากรถเมล์ ยังต้องไปต่อรถสองแถวอีก เฮ้อ ! หญิงเก่งมาก เขาบอกฉันกับติ่งไปหาข้าวเที่ยงกินก่อน เขาจะไปรถสองแถวเอง จะได้ไปต้องแห่กันไปให้เสียค่ารถเปล่า ๆ ก็เป็นความคิดที่ดี เพราะเราไปก็ไม่รู้จะไปทำอะไร

ฉันกับติ่งเดินหาร้านขายข้าว ก็ได้ร้านขายอาหารตามสั่ง ได้ราดหน้าคนละจาน ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะเลยอาหารมื้อเที่ยวมาเป็นชั่วโมงแล้ว ทานเสร็จก็เดินมาที่พักรอรถเมล์ เพื่อรอหญิง พักใหญ่ ๆ หญิงก็มา ตะโกนให้เราข้ามถนนไปเพื่อขึ้นรถสองแถวไปส่งพวกเราที่เซ็นทรัล พวกเราต้องไปนั่งอยู่ที่นั่น เพื่อรอรถไฟออก เดินเที่ยวกันในห้าง ฉันได้หนังสือลดราคาสองเล่มด้วย มานั่งอ่านแก้เหงาและเซ็งได้บ้าง หญิงกับติ่ง ไปเดินเที่ยวกันเอง ฉันนั่งอ่านหนังสือคนเดียว จนสี่โมงกว่า ก็ออกจากห้างมาถ่ายรูปจุดสวย ๆ แถวนั้น ซึ่งมีรูปของหนังตะลุง พวกเราก็ถ่ายรูปกับตัวหนังตะลุงกัน ลองชมดูนะคะ



ประมาณ ทุ่ม เราก็ขึ้นรถเมล์เพื่อไปสถานีรถไฟ รถเมล์คนแน่นมากเหลือเกิน แทบจะหาที่ยืนไม่ได้ แต่ก็มีนักเรียนชายน่ารัก ลุกให้ฉันนั่ง ฉันก็มีน้ำใจกับเขา ขอบใจและช่วยเขาหิ้วกระเป๋า มาถึงสถานีแล้ว พวกเราก็หาร้านอาหารตามสั่งกินมื้อเย็น เป็นร้านมุสลิม ฉันสั่งปลาหมึกผัดกะปิ เห็นมันแปลกดี แล้วก็สมใจ เพราะว่า รสชาติอร่อยมากทีเดียว อิ่มแล้ว ก็มานั่งรอรถไฟ และรับกระเป๋าที่ฝากเขาไว้ รถไฟก็เหมือนเดิม ออกช้าตามเคยกว่าจะออกปาเข้าไปสามทุ่มกว่าแล้ว เฮ้อ ! นี่แหละรถไฟประเทศไทย น่าเบื่อมาก

อยู่บนรถไฟ ก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ลุกขึ้นมาปัสสาวะบ้าง อากาศก็เย็นพอสมควร เพราะเป็นรถไฟมีแอร์ อาหารที่แจก ไม่อร่อยเลย มาถึงหัวลำโพง ก็เจ็ดโมงเช้าน่าจะได้ หาแท็กซี่กลับบ้าน ก็ลำบาก แย่งกันเช่ารถแท็กซี่ พวกเราก็เลยเดินออกมาจากสถานีมาจ้างข้างนอก ได้รถแล้ว ให้ไปส่งฉันที่บ้านก่อนแล้วจึงไปส่งบ้านหญิงที่ลาดพร้าว มาถึงบ้านฉันดูเหมือนจะแปดสิบกว่าบาท ฉันฝากเงิน 100 บาทให้หญิงไปเป็นค่ารถของฉัน

การเที่ยวใต้ครั้งนี้ เป็นเวลาสิบวัน มีทั้งความสุข สนุกสนาน ได้เจอะเจอลูกศิษย์สามคน (รวมอดิเรก) ได้เจอเพื่อนที่ร่วมเรียนด้วยกันมา (ภรณ์) ชีวิตในการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ จึงเป็นที่น่าพอใจของฉันเป็นอย่างมากทริปหนึ่งในหลาย ๆ ทริปที่ผ่านมา และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้มีโอกาสดำน้ำ ดูความสวยงามของใต้ท้องทะเล ได้เห็นพฤติกรรมหลากหลายของเพื่อนร่วมทริปอีกด้วย ทำให้มีโอกาสศึกษาความหลากหลายของคนในสังคมมากขึ้น ฉันก็หวังว่า การเล่าเรื่องท่องเที่ยวใต้ครั้งนี้ของฉัน ท่านผู้อ่านคงได้รับความเพลิดเพลินเจริญใจไปกับฉันพอสมควรนะคะ ถ้ามีโอกาสได้เที่ยวอีก ฉันก็จะนำมาเล่าฝากท่านผู้อ่านเหมือนเดิม นะคะ สวัสดีค่ะ



Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2556 10:13:21 น.
Counter : 1858 Pageviews.

6 comments
  
สวัสดีค่ะอาจารย์

ขอโทษด้วยนะคะที่่แวะมาช้า
ช่วงนี้เนตกาญเกเรค่ะ หลุดบ่อยมาก
เลยไปเยี่ยมเพื่อนๆได้ช้าค่ะ สงสัยคงจะต้องเปลี่ยนใหม่

ตามมาล่องใต้กับอาจารย์ด้วยคนค่ะ
ไปกันหลายๆคนแบบนี้น่าสนุกจังเลยนะคะ
เห็นบรรยากาศแล้วก็อยากไปเที่ยวจังเลยค่ะ

อาจาร์สบายดีนะคะ แล้วเรื่องสอนพิเศษเป็นยังไงบ้างค่ะ
กาญสบายดีค่ะ แค่เนตหลุดบ่อยอาจจะมาช้าหน่อย
คิดถึงเช่นกันค่ะ พักผ่อนมากๆนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:4:14:37 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์
ดีใจจังคะ ที่อาจารย์แวะไปเยี่ยม แล้วก็ขอบคุณอาจารย์ที่เขียนให้กำลังใจนะคะ ^^ หนูดีใจมากๆ เลยคะ

วันนี้ขอตามไปเที่ยวกับอาจารย์ด้วยคน
เกาะหินงามสวยมากๆ เลยนะคะ หนูไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยคะ

ส่วนเกาะหลีเป๊ะ เป็นอีกเกาะที่อยากไป แต่ตอนนี้ เป็นแค่แผนไปก่อน
ยังไม่รู้จะได้ไปตอนไหนเลยคะ
อาศัยขอตามอาจารย์ไปเที่ยวแทนแล้วกันนะคะ ^^
โดย: Nepster วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:18:39:30 น.
  
สวัสดีค่ะ อาจารย์ ^^
หนูต้องอ่านหนังสือเพื่อสอบ IELTS ใหม่ค่ะ
เพราะตอนนี้รอผลทุนอยู่ ซึ่งมีโอกาสทั้งได้แล้วก็ไม่ได้ทุน เขาจะประกาศผลในเดือนพฤษภาคมคะ รออีกนานเลย
ถ้าได้ก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่ได้ ก็คงต้องสู้กันต่อไปค่ะ
เลยตัดสินใจอ่านหนังสือรอเลย ถ้าไม่ได้ทุนยังไงก็จะสอบ IELTS ใหม่ในเดือนมิถุนายนคะ
เพื่อให้ทันการยื่นทุนในปีถัดไป
ช่วงนี้เลยต้องกลับมาอ่านหนังสือใหม่ พูดไปแล้วก็เหนื่อย 55+

ไปดูสถิติปีก่อนๆ คนยื่นไปสองสามพันแต่รับแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
แม้คู่แข่งมีแค่ไม่กี่ประเทศแต่ก็น่ากลัวทุกประเทศเลยคะ ทั้งจีน มาเล เนปาล ดีนะค่ะ ที่ไม่มีอินเดียมาด้วย ไม่งั้นคงลุ้นกว่านี้แน่ 55

อาจารย์สบายดีนะคะ ?
โดย: Nepster วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:10:34:06 น.
  
แวะมาเยี่ยมค่ะอาจารย์
สบายดีนะคะ

ว่างก็แวะไปฟังเพลงด้วยกันนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 12 มีนาคม 2556 เวลา:1:25:47 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์

ขอบคุณนะคะที่แวะไปเยี่ยม
กาญสบายดีค่ะ แต่ไม่ค่อยได้เข้าบล๊อกเหมือนก่อน ผลุบๆโผล่ๆค่ะ
วันนี้ว่างวันหยุดด้วยค่ะ ก็เลยแวะมาทักทายเพื่อนๆ
อาจารย์สบายดีนะคะ สงกรานต์มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหนไหมค่ะ

มีความสุข สุขภาพแข็งแรงนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 24 มีนาคม 2556 เวลา:23:09:07 น.
  


สวัสดีค่ะอาจารย์

เอาดอกไม้เมืองหนาวที่สวนมาฝากค่ะ
ถ้าอาจารย์ว่างก็แวะไปชมดอกไม้ด้วยกันนะคะ
อิจฉาอาจารย์จังเลยค่ะ จะไปเที่ยวอีกแล้ว
เที่ยวให้สนุกนะคะ จะรอชมภาพค่ะ

กาญสบายดีค่ะ ขอบคุณค่ะอาจารย์
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 1 เมษายน 2556 เวลา:3:02:18 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#17



อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments