ตุลาคม 2554

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
ยังมีอะไรดี ๆ ที่ภูเก็ต อีก ต้องติดตามไปภูเก็ต ครั้งที่ 2
ยังมีอะไรดี ๆ ที่ภูเก็ตอีก ต้องติดตามไปภูเก็ต ครั้งที่ 2

ท่านผู้อ่านที่เคยอ่านเรื่อง "เจ็ดวันแห่งความสุข..ที่ภูเก็ต" ที่ฉันเขียนไปแล้ว นั่นเป็นการไปภูเก็ต ครั้งที่หนึ่ง ที่ลูกศิษย์ของฉันที่ ชื่อ "ภา" ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ฉันไปเที่ยว เป็นการเที่ยวภูเก็ต ครั้งที่ 1 แต่ไม่ใช่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันไปภูเก็ต ฉันเคยไปภูเก็ตแล้ว แต่เป็นเวลานานมากน่าจะเป็นสมัยที่ฉันสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนเลิศศิลป์พิทยา เมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2511-12 ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันไปจังหวัดภูเก็ตค่ะ

ที่จริงการไปภูเก็ตครั้งนี้ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะไปหรอก เพราะว่า ภา เพิ่งซื้อตั๋วให้ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เอง แล้วนี่เป็นเดือนพฤษภาคมเท่านั้น ครั้งแรก แอนโทรมาบอกฉันว่า "อาจารย์ตกลงพวกเราจะไปเที่ยวภูเก็ตบ้าน ภา ในวันที่ 1 พ.ค. กลับวันที่ 5 นะ อาจารย์เตรียมตัวให้พร้อมด้วยนะ" ฉันตอบไปว่า "เอ้า ! ก็ไม่เห็นพวกเธอชวนครูไปนี่ ครูก็คิดว่า ครูเพิ่งกลับจากภูเก็ตเมื่อเร็ว ๆ นี้ พวกเธอคงไม่ต้องให้ครูไปด้วยแล้ว ครูเลยจองทัวร์ไปประเทศลาวกับทางโรงเรียนแล้วน่ะ" แอนถามฉันว่า "ทำไม อาจารย์พูดอย่างนั้น ทุกครั้ง เวลาไปเที่ยวไหน อาจารย์ก็ต้องไปกับพวกเราอยู่แล้ว" แล้วถามฉันว่าไปประเทศลาวเมื่อไหร่ ฉันบอกว่า ไปวันที่ 6-9 พ.ค. แอนบอกว่า ไม่ชนกับวันที่จะไปภูเก็ตนี่นา ฉันบอกว่า "แต่มันเหนื่อยนะ 9 วันติดกันเลยนะและเป็นการนั่งรถ ไม่ใช่เครื่องบินนะ" แต่ แอน ก็อ้อนวอนให้ฉันไป ในที่สุดฉันก็ใจอ่อน ยอมรับปากว่า จะไปด้วย เพราะทุกครั้งที่พวกเขาไปเที่ยว มักจะพาฉันไปกับพวกเขาด้วย ฉันก็เลยไม่อยากให้พวกเขาเสียความรู้สึก ถึงเหนื่อยอย่างไร ก็เห็นจะต้องไปกับพวกเขาน่ะ

การไปภูเก็ตครั้งนี้ พวกเขาเช่ารถตู้กันไป โดยแค้ปและภาบอกพวกเขาว่า ขอให้ไปภูเก็ตเถอะ ไปถึงภูเก็ตแล้ว ทุกอย่างเขาจะบริการเพื่อน ไม่ว่าเรื่องที่พัก อาหารการกิน การพาเที่ยวตามโปรแกรมที่เขาวางไว้ให้ และครั้งนี้ที่จัดไปได้รวดเร็ว อาจเป็นเพราะว่า ทิพย์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา กลับมาที่ไทย จึงอยากจัดไปเที่ยวกันซึ่งทิพย์อยากไปเที่ยวทะเลด้วย ครั้งแรกก็บอกกันไปประมาณ 10 คนได้ แต่ใกล้วันที่จะไป กลับเกิดอุปสรรค ไปไม่ได้ 3 คนมั้ง การหารเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการไปครั้งนี้ ตัวหารเฉลี่ยก็น้อยลงไปด้วย แอน จึงโทรมาหาฉันเล่าเรื่องปัญหาที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แอน ถามฉันว่า การไปครั้งนี้ ให้ฉันช่วยเฉลี่ยกับพวกเขาได้ไหม ฉันบอกเขาว่า ไม่เป็นไรหรอก ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น จะให้ฉันช่วยเฉลี่ยเท่าไรก็บอกมาก็แล้วกัน (เก็บคนละ 4,000 บาท)

คืนวันที่ 30 เมษายน 53 เพ็ญกับเพื่อนของเขา ซึ่งขายของอยู่ที่พระโขนงเสร็จแล้ว ก็มารับฉันที่บ้าน เพื่อไปค้างที่บ้านเพ็ญ เพราะพรุ่งนี้ รถตู้จะไปรับเพ็ญที่บ้านที่แถวกิ่งแก้วในเวลาประมาณตี 4 แล้วก็ไปรับครอบครัวแอนและทิพย์ซึ่งก็ต้องไปค้างบ้านแอนเหมือนกัน เพื่อการเดินทางจะได้สะดวก ไม่ต้องไปแวะรับหลายจุดนั่นเอง

เที่ยงคืนแล้ว เพ็ญจึงมารับฉันที่บ้าน (เพราะต้องรอเขาขายของ เก็บของเรียบร้อยก่อน) กว่าจะไปถึงบ้านเพ็ญก็ตีหนึ่งกว่าแล้ว กว่าจะได้นอนก็เกือบตีสอง นอนได้สองชั่วโมงกว่าก็ต้องรีบตื่น เพราะว่า รถตู้จะมารับตอนตี4 ฉันตื่นขึ้นมาประมาณตีสามครึ่ง ลงมาชั้นล่าง ยังเห็นเพ็ญ พี่สาวและแม่ของเพ็ญยังนอนหลับอยู่เลย เพ็ญตกใจมาก เพราะรถตู้จะมารับตี 4 ฉันลงมาเพื่อเอาเสื้อผ้า ยาสีฟันเพื่อเข้าห้องน้ำ เช้านี้ไม่สามารถนั่งทำธุระส่วนตัวเอาของเก่าออกจากท้องได้เหมือนทุกครั้ง เพราะเวลาเหลือน้อย วันนี้คงต้องนั่งทรมานท้องไปทั้งวันเสียแล้ว

วันที่ 1 พ.ค. รถตู้ที่เช่าไว้ มาตรงเวลาดีมาก ตี่4 เขามาจอดรอหน้าบ้านเพ็ญแล้ว พวกเราสายไป 10 นาที ได้ รีบช่วยกันยกกระเป๋าเดินทางให้คนขับนำไปใส่หลังรถ ไปแต่งหน้าทาปากกันที่รถ รถตู้ที่เช่ามาครั้งนี้ เป็นรถตู้ที่คนขับเพิ่งซื้อมาใหม่เอี่ยม และรับงานของเราเป็นเจ้าแรกเลย ข้างในรถดูโอ่อ่าและน่านั่ง สบายดี คนขับดูเป็นคนใจเย็นดี ขณะที่พวกเรากำลังเดินทางไปรับคณะของแอนที่บ้านแอน แอนโทรเข้ามือถือเพ็ญ เพราะกลัวว่าจะสาย เพ๊ญบอกว่า กำลังเดินทางไปรับคณะของเขาแล้ว รถตู้ไปถึงบ้านแอน น่าจะประมาณ ตี 5 แอน เสก น้องวิน (ลูกของแอนกับเสก) และทิพย์ ก็ขนสัมภาระขึ้นรถตู้มาอย่างรวดเร็ว พร้อมขนมนมเนยที่จะทานแก้หิวกันบนรถ ทุกคนไหว้ฉันทักทายกันตามธรรมเนียมอันดีงาม ทิพย์ซึ่งไปอยู่ประเทศอเมริกาหลายปีแล้ว หน้าตา รูปร่างไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย นิสัยยังคงน่ารัก ร่าเริง ช่างพูดช่างคุยอย่างเคย เขานำกระเป๋าสะพานใบเล็ก ๆ น่ารักมาฝากฉัน 1 ใบด้วย ใช้ถือก็ได้ ใช้สะพายก็ได้ แต่ใส่ของได้น้อย มือถือก็ใส่ไม่ได้ เหมาะสำหรับใส่พาสปอร์ตหรือพวกนามบัตรต่าง ๆ เหมาะที่จะสะพานไปงานเลี้ยงต่าง ๆ ได้ ฉันขอบใจทิพย์ที่เขามีน้ำใจซื้อของมาฝากฉัน เขายังเหมือนเดิม ไม่แก่ ไม่อ้วน รูปร่างเหมือนเดิม คณะของเราในขณะนี้ จึงมีผู้ใหญ่ทั้งหมด 6 คน เด็ก 1 คน ถ้านับโบ้ ซึ่งจะบินตามมาภูเก็ตตอนเย็นจะรวมเป็นผู้ใหญ่ 7 คน ที่เบี้ยวไม่ได้มาก็คือ ก้องและหญิงเล็ก นั่นเอง

ทุกคนเมื่อขึ้นรถตู้กันเรียบร้อยแล้ว รถตู้ก็เริ่มเคลื่อนขบวนออกจากบ้านแอนไป พวกเราก็คุยกันเสียงเจี๊ยวจ๊าวสนั่นรถ อย่างสนุกสนานตลอดทาง สองข้างทางที่รถผ่าน ยังมืดสนิท เพราะเป็นเวลาตี 5 เท่านั้นเอง ถนนหนทางมีแต่ไฟตามเสาไฟฟ้า รถราวิ่งผ่านไปมามีน้อยอยู่ พวกเราส่วนใหญ่คุยกันถึงเรื่องของความหลังในสมัยที่เรียนบ้าง หลังจากจบมัธยมปลายมีการจัดสังสรรค์ไปเที่ยวกันบ้าง รำลึกถึงความหลังกัน คนนี้เล่าเรื่องนี้ คนนั้นเล่าเรื่องนั้น แย่งกันคุยอย่างสนุกสนาน รถแล่นไปเรื่อย ๆ จนถึงอำเภอปราณบุรี ซึ่งเป็นจุดที่เราแวะทานข้าวเช้ากันที่นี่ กินข้าวราดแกงกันที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ฉันกินข้าวขาหมู 1 จาน ดูแล้วน่าจะอร่อย แต่แท้จริงแล้ว ก็ไม่อร่อยเท่าไร พอกินได้ให้ท้องอิ่มเท่านั้น

ประมาณบ่าย 2 โมงได้ รถของเรามาถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทานข้าวมื้อเที่ยงกันที่นี่ พวกเราทุกคนหิวโซกันทีเดียว เพราะว่าเลยเวลาเที่ยงมานานแล้ว ร้านที่แวะเป็นร้านเล็ก ๆ ดูอาหารแล้วก็น่ากินนะ เพราะเขาเพิ่งทำเสร็จร้อน ๆ มีแกงเทโพ (เผ็ดมาก) แกงเหลือง
ไข่เจียว คะน้าหมูกรอบ ขาหมู ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทานกันค่อนข้างเงียบ คงเป็นเพราะหิวน่ะ มื้อนี้ จ่ายไป 360 บาท อาหารอร่อยพอสมควร คงเป็นเพราะความหิวและข้าวที่ร้อน ๆ มันเลยอร่อยเป็นพิเศษ

ขณะที่ทานข้าวกันอยู่ แค้ป โทรเข้ามือถือฉัน ถามว่า พวกเรามาถึงไหนแล้ว ฉันบอกเขาว่า มาถึงสุราษฎร์แล้ว เขาคงเป็นห่วงพวกเรา เพราะพวกเรามากันอย่างไม่รู้ทาง ถึงฉันจะมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ฉันมาเครื่องบิน ก็จำทางอะไรไม่ได้หรอก

ในที่สุดพวกเราก็เข้าตัวจังหวัดภูเก็ตแล้ว ถามทางที่จะไป อำเภอ ถลาง ตรงอนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรีย์ ท้าวศรีสุนทรกัน ฉันจำได้ว่า บ้าน ภา กับ แค้ป จะต้องมาเวียนวงกลมตรงนี้แล้วเข้าไปที่ถนน แต่ฉันก็จำไม่ได้บอกทางเลี้ยวเข้าถนนผิดถนน เพราะเข้าถนนแล้วไม่คุ้นตาเลย ไม่เจอหมู่บ้านวิจิตร ของภาและแค้ปเลย เจอแต่หมู่บ้าน ศุภาลัย เลยต้องโทรถาม แค้ปใหม่ บอกว่าผิดถนน ต้องไปถนนอีกสายหนึ่ง รถตู้จึงต้องเลี้ยวออกมาเข้าถนนใหม่ และแล้ว ฉันก็เจอหมู่บ้านวิจิตร คราวนี้ฉันก็จำได้แล้ว บอกทางเลี้ยวเข้าบ้านของเขาได้ เฮ้อ ! ถึงเสียทีนะ มาถึงบ้านเขาประมาณ 5 โมงเย็นได้

แค้ป รอต้อนรับพวกเราอยู่แล้ว ฉันเข้าบ้านไปและไปไหว้สวัสดีพ่อของภาก่อน เพราะเคยมาและคุยกับแกเมื่อคราวที่แล้ว แกยังแข็งแรง หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส อัธยาศัยดีเช่นเคย เจอ หญิง แม่บ้านของ ภา เขา ทักทายกันในฐานะเคยรู้จักกันนั่นเอง

ฉันกับทิพย์พักที่บ้านหลังที่สอง ถัดจากบ้านที่ฉันเคยพักครั้งที่แล้ว เพราะเพ็ญอยากพักห้องที่ฉันเคยพัก ฉันก็ตามใจเขา เพ็ญพักกับเพื่อนเขาที่ชื่อตุ๊ก ฉันกับทิพย์ยกกระเป๋าเดินทางไปไว้ที่ห้องนอนก่อน ส่วนครอบครัวของ แอน ไปพักห้องใหญ่ที่ติดกับห้องของพ่อ ภา ห้องใหม่ที่ฉันเพิ่งมาพักเป็นครั้งแรกนี้ ห้องก็กว้างพอกับห้องแรกที่ฉันพักนั่นแหละ แต่ห้องน้ำไม่เหมือนกับห้องแรก ไม่มีอ่างอาบน้ำ จัดห้องน้ำเป็นสไตร์เหมือนสวน มีอ่างล้างหน้า กระจก ดูเป็นลักษณะของโบราณ ที่พื้นห้องน้ำเป็นลูกหินเล็ก ๆ มีไม้ท่อนแบน ๆ ใหญ่ประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง น่าจะ 30-40 นิ้วได้ กระมัง ให้เราเดินไปบนไม้ดังกล่าวไม่ต้องเหยียบหินเล็ก ๆ ที่จะเจ็บฝ่าเท้าได้ มีฝักบัวทั้งที่ถืออาบและฝักบัวที่ฝังอยู่ในเพดานห้องน้ำให้น้ำไหลลงมา ใส่ศีรษะเราได้ มีทั้งน้ำเย็นและน้ำอุ่นให้เลือกใช้ตามแต่ความชอบของแต่ละคน ดังภาพที่ฉันถ่ายรูปมาให้ดูดังนี้ค่ะ








ประมาณเวลา 18.00 น. ฉันโทรเข้ามือถือของภา (ตอนที่พวกเรามา ภา ยังอยู่ที่ทำงาน คือ สนามบิน ภูเก็ต) ปรากฏว่า ภา กำลังขับรถกลับมาจากที่ทำงาน พอมาถึงก็มาร่วมคุยกับพวกเราอย่างสนุกสนาน ภา ตั้งแต่มาทำงานที่ ภูเก็ต ไม่ได้ติดต่อเพื่อน ไม่ได้เจอเพื่อนฝูงเป็นเวลานานมากพอสมควร จึงทำให้ทุกคนได้เจอ ภา และคุยกันอย่างสนุก ถามไถ่ทุกข์สุขกันตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันเป็นเวลานานมากนั่นเอง แค้ปกับภา เป็นเจ้าบ้านที่ให้การต้อนรับเพื่อนเป็นอย่างดีเยี่ยม น้องวิน เตรียมลงสระว่ายน้ำก่อนเพื่อนตามประสาเด็กที่ชอบเล่นน้ำ แต่ยังว่ายน้ำไม่แข็ง กล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ แอน เพ็ญ ลงไปเล่นน้ำด้วย ฉันก็อยากลงเล่นน้ำด้วยนะ แต่เสียดาย ทรงผมที่เพิ่งไปสระและเซทมาเมื่อวานนี้เอง ส่วนทิพย์ติดไฟแดง เลยลงสระไม่ได้
(น่าสงสาร จริงจริ้ง)





ประมาณทุ่มครึ่ง ภาและแค้ปพาพวกเราไปทานข้าวมื้อเย็นที่ร้านแหลมหิน ร้านนี้ ภาและแค้ปเคยพาฉันมาทานแล้วครั้งที่ฉันมาภูเก็ตเมื่อครั้งที่แล้ว แค้ปสั่งอาหารมากมายเหมือนเดิม เพื่อเลี้ยงเพื่อนฝูงตามฐานะที่ร่ำรวยของเขา บางครั้งฉันก็ไม่เห็นด้วยหรอกนะ เสียดายเงินน่ะ ถึงจะไม่ใช่เงินของฉัน ฉันก็ไม่อยากให้เขาจ่ายเงินมากมายอย่างนั้น เย็นนี้ อาหารมากจนทุกคนทานกันไม่หมด ต้องให้ทางร้านจัดใส่กล่องกลับบ้าน เพื่อที่ โบ้ ซึ่งจะมาถึงสนามบินภูเก็ตประมาณ 21.20 น. เผื่อโบ้มาแล้วหิวจะได้ทานได้

เมื่อทานข้าวกันเรียบร้อยแล้ว แค้ปไปจ่ายเงิน แล้วเตรียมตัวไปสนามบินเพื่อรับโบ้ แค้ปเป็นคนมีน้ำใจ ได้ให้คนขับรถไปนอนพักที่บ้านเก่าของเขา โดยให้คนขับไปรู้จักบ้านก่อน แล้วจึงไปรับโบ้ (แต่ปรากฏว่า คนขับ ไม่ได้นอนในบ้านหรอก เพราะนอนไม่หลับ ฉันคิดว่า เขาคงห่วงรถใหม่ของเขาที่จอดอยู่หน้าบ้าน ในที่สุดเขาก็นอนในรถ พวกเรามารู้เอาตอนเช้าวันรุ่งขึ้นโดยเขาเล่าให้พวกเราฟัง ) โบ้ มาถึงสนามบินภูเก็ตตามเวลานัดหมาย หน้าตาเขาเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก อ้วนมากขึ้น ใบหน้าอูม ตาเชื่อม ได้ข่าวว่าชอบดื่มทั้งเหล้า ทั้งเบียร์ เฮ้อ ! โต ๆ กันแล้ว ฉันก็ได้แต่เตือนอ้อม ๆ กันไปได้เท่านั้น เนื่องจากมาดึกแล้ว พวกเราเลยไม่ได้คุยอะไรมากนัก โบ้ไปอยู่ที่ห้องเดียวกับเพ็ญและเพื่อนเขา โดยให้โบ้ ปูผ้านวมนอนที่พื้นห้อง ซึ่งแม่บ้านทำความสะอาดดีแล้ว

รุ่งขึ้น วันที่ 2 พ.ค. แค้ปตื่นแต่เช้า มาบริการเพื่อน ชงกาแฟด้วยเครื่องชงกาแฟ ปิ้งขนมปัง (โบ้ปิ้ง) ฉันเป็นคนไม่ดื่มกาแฟ เลย ดื่มโกโก้ กับเพ็ญคนละแก้ว

ประมาณ 9.00 น.คนขับรถก็ขับรถมารอพวกเราที่หน้าบ้านตามที่ได้นัดกันไว้ เพื่อจะมารับพวกเราไปจังหวัดพังงา วันนี้แค้ปจะพาพวกเราไปเที่ยวถ้ำพุงช้างที่พังงา ภาต้องไปทำงาน จึงให้ แค้ปเป็นคนทำโปรแกรมทัวร์พาพวกเราไปเที่ยว ระหว่างทางที่จะไปยังจังหวัดพังงา แค้ปพาไปทานผัดไทเจ้าที่มีชื่อว่าอร่อยมาก ทุกคนสั่งผัดไทยตามที่แค้ปแนะนำ ฉันทานแล้ว ก็ยอมรับว่า อร่อยดี ยิ่งร้อย ๆ ใส่ถั่วงอกดิบ กินกับใบกูช่าย บีบมะนาวเติมพริกป่นอีกหน่อย อร่อยจังเลย

อิ่มมื้อเช้าแล้ว รถตู้ของเราก็มุ่งเข้าสู่เมืองพังงาต่อไปโดยมีเป้าหมายเพื่อจะไปเที่ยวที่ถ้ำพุงช้าง พวกเรามาถึงที่สำนักงานที่เขาทำการรับนักท่องเที่ยว เพื่อเข้าชมถ้ำพุงช้าง แค้ปไปตีตั๋วให้พวกเรา คนละ 200 บาท แค้ปเป็นคนออกเงินทั้งหมด ของมีค่าทั้งหมดต้องเก็บไว้ในรถ แม้แต่กล้องถ่ายรูปก็เอาเข้าไปไม่ได้ เพราะเขาไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปในถ้ำด้วย ที่จริงแค้ปจะให้ล็อกรถและให้คนขับรถไปเที่ยวด้วย โดยเขาตีตั๋วให้ แต่ปรากฏว่า คนขัรถไปอยากไป เขาคงห่วงรถของเขากระมัง พวกเราก็เลยเที่ยวกันเอง เขาแจก ไฟฉายที่สามารถสวมไว้ที่ศีรษะได้ ส่องทางเวลาเข้าถ้ำไปชมความงามของถ้ำพุงช้างแห่งนี้

ถ้ำพุงช้าง ตั้งอยู่ตรงกลางของ เขาช้าง จึงได้ชื่อว่า ถ้ำพุงช้าง เป็นถ้ำมหัศจรรย์ของโลก หรือที่ภาษาอังกฤษเขียนว่า Unseen in Thailand การเข้าไปชมถ้ำพุงเช้า ต้องนั่งเรือยางล่องไปตามลำน้ำในถ้ำ โดยมีเจ้าหน้าของที่นี่เป็นคนจูงเรือยางที่มีนักท่องเที่ยวนั่งนั้นเข้าไปชมถ้ำตามที่เรือยางผ่านไปตามลำน้ำที่คดเคี้ยวไปมา ภายในถ้ำ พอมีแสงสว่างบ้างจากไฟฉายของเราด้วย จะเห็นความงามของภายในถ้ำ ซึ่งมีหินงอกหินย้อย มากมาย วิทยากรก็บรรายให้ฟังบ้าง แต่ก็ไม่สามารถจดอะไรได้เพราะค่อนข้างมืด หินบางแห่งมีหินปูน หินแกรนนิค และทำให้นักท่องเที่ยวสามารถจินตนาการเห็นหินงอก หินย้อยเหล่านั้นเป็นรูปเป็นร่างต่าง ๆ กันไป เช่น เห็นเป็นรูปช้างเป็นร้อย ๆ เชือกเดินตามกันเป็นวงกลม รูปคนตกปลา รูปแป๊ะยิ้ม รูปปลา หินงอกรูปช้างนั่งอยู่ใต้ร่มฉัตรภายในถ้ำ รูปเด็ก ๆ หลาย ๆ คน รูปผู้หญิงอยู่กับลูก ตามแต่จินตนาการของคนชม หินบางช่วงของถ้ำมีความสวยงาม มีสีสัน บางแห่งมีประกาย แว้บ ๆ เหมือนเพชร วิทยากรอธิบายว่า ที่เป็นเช่นนั้ เพราะหินก้อนนั้น ๆ มีแร่ธาตุ ซิลิกอน ประสมอยู่ ภายในถ้ำมืดมาก มีเพียงปล่องเล็ก ๆ ปล่องเดียวที่แสงแดดรอดผ่านเข้ามาได้ นอกนั้น มืดหมด ต้องอาศัยไฟฉายที่เขาให้มาเท่านั้นที่จะใช้ส่องทางและฉายดูความสวยงามของผนังถ้ำตามจุดต่าง ๆ ภายในถ้ำ

ในถ้ำมีค้างคาวด้วย เรียกว่า ค้างคาวหนู มันอาศัยอยู่ตามผนังถ้ำ มีค้างค้าวอีกชนิดหนึ่ง ตัวมันเล็กมาก ชอบอยู่โดดเดี่ยวเพียงตัวเดียว ค้างคาวชนิดนี้เรียกว่า ค้างคาวคุณกิตติ

การนั่งเรือ นั่งได้เพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น ต่อจากนั้นนักท่องเที่ยวก็ต้องไปต่อเรือนแพไม้ไผ่ ก่อนถึงแพไม้ไผ่ ต้องลงบันไดไปต่อเรือนแพ เด็กนำแพ ต้อง ถ่อแพไปอีก สงสารทิพย์ เพราะมันเปียกด้วย ฉันถอดรองเท้าให้เขานั่งทับ เพราะเขาติดไฟแดงอยู่ พวกเรานั่งเรือนแพไปได้อีกระยะหนึ่งก็ต้องลงจากแพ เดินลุยน้ำในถ้ำต่อไป ระดับน้ำในถ้ำที่ลุยไปมีระดับความลึกตื้นไม่เท่ากัน พวกที่ตัวเตี้ยอย่างฉัน อย่างทิพย์ ต้องถกกางเกงให้สูง เพราะบางช่วงลึกถึงขาอ่อนทีเดียว ฉันและทิพย์ต้องเดินเขย่งขาเอาด้วย ไม่ให้น้ำกระฉอกเปียกมากนัก ทุกคนเดินเข้าไปชมความสวยงามของถ้ำอย่างไม่ยอมแพ้ความยากลำบากเลย ภายในถ้ำสวยงามมากด้วยหินงอกหินย้อย มากมาย งามวิจิตตระการตา พิสดารอะไรปานนัน เป็นถ้ำที่มีความงามอย่างน่ามหัศจรรย์จริง ๆ ฉันเที่ยวมาก็หลายถ้ำแล้ว ยังไม่เคยเห็นถ้ำไหนจะสวยงามมากและมหัศจรรย์อย่างนี้เลย ถือเป็นบุญตาครั้งหนึ่งของชีวิตฉันที่มีโอกาสมาชื่นชมความงามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเช่นนี้ ฉันตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของธรรมชาติครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ท่านต้องมาชื่นชมเอง จึงจะเห็นจริงดังที่ฉันกล่าวมา ยากนักที่ฉันจะสามารถพร่ำพรรณนาให้ท่านเห็นความงามเหล่านี้ได้ด้วยตัวอักษรค่ะ ธรรมชาติมักจะสร้างสรรค์สิ่งที่น่ามหัศจรร์มาให้มนุษย์ได้ชื่นชมอย่างนี้เสมอ ฉันอยากพร่ำพรรณนาความงามเหล่านี้ออกมาเป็นตัวอักษรให้ท่านได้อ่านและจินตนาการไปตามตัวอักษรตามฉันไปด้วย แต่มันก็ยากเหลือเกินที่ฉันจะสามารถสรรหาคำมาพรรณนาความงามเหล่านี้ให้ครบครันและได้เห็นภาพวิจิตรตระการตาอย่างที่ฉันเห็นได้นั่นเอง สิ่งที่จะเป็นไปได้ที่จะทำให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพอันสวยงามนั้นได้มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ ท่านผู้อ่านต้องเดินทางมาชื่นชมความงามของธรรมชาติเหล่านั้นที่ถ้ำพุงช้างด้วยตัวเองเท่านั้นแล อิอิ

วิทยากรได้แจ้งให้พวกเราทราบว่า ระยะทางที่เราเดินทางชมความงามของถ้ำพุงช้างนั้นทั้งขาไปและขากลับนั้น มีความยาวถึงประมาณ 1 กิโลเมตรทีเดียว แต่พวกเรากลับไม่รู้สึกว่ามันไกลถึงกิโลเมตรเลย ทั้งนี้คงเป็นเพราะมัวหลงเพลิดเพลินอยู่กับความงามอันน่ามห้ศจรรย์ภายในถ้ำนั่นเอง ทำให้ลืมความเมื่อยล้าจากการเดินทางชมเป็นระยะทางตั้ง 1 กิโลเมตรนั่นเอง ถ้ำพุงช้างเป็นถ้ำที่ยาวมาก ยาวกว่าทุกถ้ำที่ฉันเคยไปเที่ยวมาแล้ว มีความสวยสดงดงามด้วยหินงอกหินย้อยอันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติสร้างขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ ชาวต่างประเทศต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 500 บาท ก็สมราคาที่พวกเขาจะได้ชื่นชมกับความงามที่คุ้มค่ามาก ๆ ฉันสงสารแต่เด็ก ๆ ที่รับจ้างในการจูงเรือยางให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมความงามในถ้ำ เพราะพวกเขาต้องเดินแช่น้ำอยู่เป็นเวลานาน ค่อยช่วยผลักแพ จูงแพ จูงเรือยาง ในช่วงที่เรือนแพ หรือเรือยาง ไม่สามารถจะผ่านไปได้ เขาก็ต้องลงน้ำไปผลักแพ ผลักเรือยาง วันหนึ่ง ๆ คงต้องแช่อยู่ในน้ำหลายชั่วโมงทีเดียวกว่าจะได้ค่าจ้างไปใช้จ่าย เฮ้อ ! ชีวิตหนึ่ง ๆ ก็มีความลำบากไปคนละอย่างน่ะนะ

พวกเราใช้เวลาท่องเที่ยวชมความงามอยู่ในถ้ำพุงช้างประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็ออกจากถ้ำมาตามทางเดิม ที่นี่เขามีช่างกล้องมาทำการถ่ายรูปพวกเราตอนลงเรือจะเข้าไปชมถ้ำ หลังจากที่นักท่องเที่ยวออกจากถ้ำแล้ว เขาก็มาจัดแสดงภาพที่เขาแอบถ่ายพวกเราเพื่อขายให้พวกเรา ใบละ 100 บาท มีกรอบกระดาษให้ มีคำคำบรรยายว่าเป็นสถานที่ใด รูปฉันที่ถูกแอบถ่ายก็มีด้วย ฉันเลยอุดหนุนเขาไป 1 ใบเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่งฉันเคยได้มาชื่นชมสถานที่อันวิจิตรตระการตาที่พถ้ำพุงช้างแล้วไงล่ะ นอกจากนี้ พอขึ้นจากเรือยาง พวกเราก็เดินชื่นชมบริเวณนอกถ้ำ เขามีสถานที่เป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ พวกเราชาวพุทธก็เข้าไปจุดธูปสักการบูชาด้วย แล้วก็ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก อันเป็นธรรมเนียมที่ขาดเสียมิได้อยู่แล้ว เชิญชมรูปถ่ายของพวกเราซิคะ





จากที่ถ้ำพุงช้าง เราต้องรีบไปล่องแก่งต่อตามเวลาที่เรือจะออกล่องแก่งนั่นเอง สถานที่ล่องแก่งนี้ คือที่เขื่อนเจียรวนิช ซึ่งนำชื่อและนามสกุลของผู้สร้างเขื่อนมาตั้งชื่อเขื่อนนั่นเอง เขื่อน เจียรวานิช สร้างขึ้นในปีพุทธศักราช 2500 นับเวลาถึงปัจจุบัน ก็ 54 ปี แล้วน่ะนะ

แค้ปเป็นคนไปติดต่อและเสียเงินล่องแก่งเหมือนเดิม นับว่าเขาเป็นคนรักษาคำพูดมากและใจป้ำมาก เมื่อบอกเพื่อนว่าขอให้มาภูเก็ตบ้านเขาเถิด ค่าใช้จ่ายท่นี่ภูเก็ตไม่ต้องเป็นห่วงเขาจัดการให้หมดทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องเที่ยวเรื่องกิน ฉันต้องขอชมเชยเขาในเรื่องนี้อย่างมาก เขารักษาคำพูดของเขาได้ดีจริง ๆ เขามีเงิน แต่เขาก็ไม่ได้ตระหนี่เลย (จนช่วงหลัง ๆ อาหารบางมื้อ น่าจะ 3 มื้อมั้งที่ทิพย์ซึ่งเป็นผู้คุมบัญชีเงิน ต้องรีบไปแอบจ่ายก่อนที่แค้ปจะไปจ่าย ก็เป็นสิ่งที่ทำถูกต้องแล้ว เพื่อนเขามีน้ำใจอย่างมากในการต้อนรับ พาเที่ยว เพื่อนของเขาก็ต้องรู้จักช่วยจ่ายบ้างจึงจะเป็นการแสดงน้ำใจต่อเพื่อน ฉันเฝ้าดูพฤติกรรมของลูกศิษย์อย่างชื่นชมในใจอย่างเงียบ ๆ )

การล่องแก่งครั้งนี้ ฉันเพิ่งล่องแก่งเป็นครั้งแรก ที่จริงแค้ปก็เป็นห่วงสุขภาพของฉัน กลัวว่า ฉันจะไปไม่ไหว เพราะอายุตั้ง 60 กว่าแล้ว แค้ปถามฉันถึง 2-3 ครั้ง บอกว่า "อาจารย์ อย่าไปล่องแก่งเลย มันอันตรายนะ เข่าอาจารย์ไม่แข็งแรงนะ" แต่ฉันยืนยันจะล่องแก่งกับพวกเขาให้ได้ เขาเลยจำใจต้องให้ฉันล่องแก่งด้วย สำหรับทิพย์อดล่องแก่ง เนื่องจากติดไฟแรงอยู่ การล่องแก่งตัวต้องเปียกหมดแน่นอนอยู่แล้ว เลยอดล่องแก่ง เป็นผู้คอยถ่ายรูปอยู่บนบกนั่นเอง

การล่องแก่ง เจ้าหน้าที่ต้องให้พวกเราใส่เสื้อชูชีพ สวมหมวกกันน็อต เรือที่ใช้ล่องแก่ง เป็นเรือยาง แค้ปเช่า 2 ลำ เรือลำที่ฉันนั่ง มี ฉัน แอน เสก และ น้องวิน เป็น 4คน ส่วนอีกลำหนึ่ง มีแค้ป โบ้ เพ็ญ และตุ๊ก เพื่อนของเพ็ญ 4 คนเท่ากัน เรือที่จะให้นักท่องเที่ยวได้ล่องแก่งนั้น มี 2 รอบต่อ 1 วัน ต้องรอพร้อม ๆ กันทุกบริษัท แล้วจึงปล่อยน้ำจากเขื่อน เจียรวานิชลงแก่งให้มีน้ำมาก ๆ จีงจะล่องได้ เรือที่จะล่องแก่งในครั้งนี้ ฉันนับดูแล้ว น่าจะไม่ต่ำกว่า 20 ลำ มีการแข่งกัน เรือแต่ละลำ มีเจ้าหน้าที่ของเขา 2 คน อยู่หัวและท้ายของเรือ ส่วนละ 1 คน ที่จริงเจ้าหน้าที่เขาก็ให้พายมาคนละ 1 อันเหมือนกัน แต่ไม่มีใครช่วยพายหรอก แค่พวกเราต้องเกาะเรือเวลาเรือล่องไปตามแก่งเพื่อเอาตัวให้รอดจากการโยกของเรือก็จะแย่อยู่แล้ว ใครจะไปช่วยเจ้าหน้าที่เขาพายได้ล่ะ เจ้าหน้าที่เขาให้พวกเราเอาเท้าของเราสอดไว้ที่ล็อคข้อเท้า เพื่อว่า เวลาเรือล่องแก่งไปชนก้อนหินในแก่ง เราจะได้ไม่หงายหลังตกน้ำ ส่วนมือของเราก็ต้องจับยึดกับที่เกาะซึ่งติดอยู่ที่ตัวเรือให้แน่น ไม่ให้ตัวเราตกน้ำ เวลาเรือยางล่องไปตามน้ำที่ไหลอย่างเชี่ยวกรากและไปชนกับก้อนหินในแก่ง

เมื่อเรือแต่ละลำ แต่ละบริษัทพร้อมแล้ว เจ้าหน้าที่เขื่อนก็เริ่มเปิดน้ำในเขื่อนให้ไหลออกมาอย่างรวดเร็ว เรือยางแต่ละลำก็เริ่มเคลื่อนออกจากที่จอดอยู่ เพราะเมื่อน้ำเยอะมากขึ้นเรือยางก็จะเริ่มลอย เจ้าหน้าที่ที่อยู่หัวเรือ ท้ายเรือ ก็เริ่มแจวเรืออกจากที่อย่างรวดเร็ว คนแจวแกล้งให้เรือไปชนแก่งหินต่าง ๆ เพื่อให้ดูหวาดเสียว บางครั้งก็พายไปให้เรือยางไปชนกับลำอื่น ๆ บ้าง น้ำในแก่งก็กระเซ็นเข้าสาดตัวพวกเรา ตัวก็เริ่มเปียกมากขึ้นทุกที สถานการณ์เริ่มหวาดเสียว เพราะมีเรือมากมายต่างก็พายและแกล้งซึ่งกันและกัน (เพื่อให้สนุก ไม่ใช่หาเรื่องกัน) โดยเจ้าหน้าที่ของเขาเองนั่นแหละ ตอนนี้ เรือยางแล่นไปตามลำน้ำที่เชี่ยวกรากอย่างรวดเร็ว พวกเราเริ่มแหกปากร้องอย่างสนุกสนานกึ่งหวาดเสียว น้ำจากในแก่งก็กระเซ็นสาดเข้าหาพวกเราเปียกปอนไปหมด เรือก็กระดอนไปมา ตัวเรือโยนตัวขึ้นสูงแล้วก็หวืดลงต่ำ ทำให้พวกเราต้องเกาะกับตัวยึดให้แน่น เพราะเรือกระแทกกันเองบ้าง กระแทกกับโขดหินในแก่งบ้าง เพื่อให้เกิดความหวาดเสียวและสนุกสนาน ช่างเป็นการล่องแก่งที่สุดจะเมามันจริง ๆ สนุกเหลือที่จะกล่าวออกมาเป็นถ้อยคำใด ๆ ได้เลย นี่เป็นครั้งแรกในชั่วชีวิตของฉันในวัย 60 กว่า ที่ได้ล่องแก่ง ฉันจึงคิดว่า นี่เป็นความมันของชีวิตในวัยแก่ของฉัน ทีเดียวนะนี่ การล่องแก่งเช่นนี้ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงพอ ก็คงทนแรงกระแทกแรง ๆ อย่างนี้ไม่ไหวแน่ จริงไหม ฉันจึงคิดว่า การล่องแก่งครั้งนี้ เป็นกำไรชีวิตในวัยแก่ของฉันทีเดียวที่ได้ผจญภัยอย่างสนุกสนานในการล่องแก่งครั้งนี้นะ ขณะนี้ น้ำในแก่งกระเซ็นถึงพวกเราทุกคนเปียกไปหมดแล้ว คนพายเรือ บางทีก็ใช้พายวักน้ำใส่กันเองอย่างสนุกสนาน การล่องแก่งครั้งนี้เป็นการเที่ยวที่สนุกสนานและหวาดเสียวมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งของชีวิตทีเดียวที่ฉันยังไม่เคบประสบมา ถือเป็นกำไรชีวิตของฉันจริง ๆ ที่ฉันมีโอกาสได้สนุกสนานอย่างนี้ในวัยอายุมากแล้ว ท้องไส้ของเราทุกคนถูกเขย่าจนเคลื่อนไปหมดแน่ ๆ แต่ก็สนุก เสียงหัวเราะ หวีดร้อง เมื่อเรือยางถูกคลื่นน้ำช้อนตัวเรือให้ลอยขึ้นสูงแล้วก็โยนตัวลงต่ำวืดลงมา คละเคล้ากับเสียงหวีดร้องของคนนั่งอยู่ในเรือ ฟังดูน่าตื่นเต้น สุดยอดของความมันจริง ๆ เลยนะนี่ เมื่อล่องไปได้พักใหญ่ ๆ น้ำก็เริ่มไม่ค่อยแรง จึงต้องรอการปล่อยน้ำจากจุดต่าง ๆ อีกแล้วจึงทำการล่องต่อไปอย่างสนุกสนานอีก ระหว่างที่ต้องรอน้ำที่ปล่อยมา เรือแต่ละลำ ก็มีการแกล้งซึ่งกันและกันบ้าง ตามไมตรีจิตที่มีต่อกันนะ ไม่ใช่แกล้งกันเพื่อทะเลาะกัน โดยต่างฝ่ายต่างสาดน้ำเข้าหากัน บางครั้งก็ใช้เรือพุ่งชนเข้าหากันบ้าง เป็นที่สนุกสนาน ต่างคนต่างไม่ถือโกรธกัน ทำไปเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น ฉันมีเฉพาะรูปที่ก่อนออกล่องแก่งเท่านั้น นึกว่าเขาจะมีรูปมาขายบ้างตอนพวกเราล่องแก่ง แต่ไม่มีใครมาขายเลย ค่ะ





หลังจากที่ขึ้นจากการล่องแก่งแล้ว ทุกคนอยู่ในสภาพเปียกเหมือนตกน้ำมานั่นแหละ บางคนเอาชุดมาเปลี่ยนก็ไปหาน้ำอาบและเปลี่ยนชุดใหม่ สำหรับฉันไม่ได้เอาชุดมาเปลี่ยน เพราะไม่คิดว่าจะเปียกมากเหมือนตกน้ำมา ได้แต่บิดน้ำทั้งเสื้อและกางเกงตามแต่จะบิดได้ ปล่อยให้ลมโชยตัวให้มันแห้งไปเอง พักใหญ่ ๆ เสื้อผ้าฉันก็เริ่มชื้น ๆ ของฉันแห้งยากหน่อย เพราะเป็นเสื้อยืด กางเกงขาสั้นก็ค่อนข้างหนา ฉันกลัวไข้ขึ้นเหมือนกันนะ เพราะวันนี้อากาศร้อนมาก แดดเปรี้ยง ๆ มากทีเดียว

ช่วงนี้เวลาประมาณ บ่ายสามโมงกว่าแล้ว พวกเรายังไม่ได้ทานข้าวมื้อกลางวันเลย แค้ปพาไปร้านขนมจีน เขาบอกว่า เจ้านี้เป็นเจ้าอร่อยของที่นี่ แต่เมื่อฉันทานแล้ว ฉันก็ว่า ธรรมดานะไม่ได้อร่อยมากมายอะไรนัก และดูไม่ค่อยสะอาดด้วย มีแมลงวันบินว่อนมาตอมผัก ต้องคอยไล่ไป มื้อนี้ ทิพย์เอาเงินกองกลางจ่ายไป มื้อนี้กินกันไป 495 บาท ราคาแพงเหมือนกัน เพราะเป็นเพียงน้ำยา น้ำพริก ไตปลา แล้วแต่ใครจะชอบทานอะไร

ขากลับจากทานแล้ว เพ็ญเกิดอาการเมารถ สงสัยคงเหนื่อยจากการล่องแก่ง ขย้อนจากเรือยางเวลาล่องแก่งกระมัง เพราะเพ็ญอ้วนมาก อาจจะกระเทือนตับไตไส้พุงมากกว่าคนอื่นก็ได้น่ะ อิอิ สุขภาพเพ็ญไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนัก ลมตีขึ้นมาเอิ๊ก ๆ หน้าตาก็ซีดเซียว พวกเราให้เพ็ญย้ายไปนั่งหน้ารถ แล้วขับรถตระเวนหาร้านขายยา ซื้อยาแก้เมาให้เพ็ญทาน

กลับถึงบ้านพักแล้ว ฉันรีบเข้าห้องน้ำอาบน้ำชำระร่างกายก่อนเพื่อน เสื้อผ้าดูโทรมเชียว เมื่ออาบน้ำสระผมแล้ว รู้สึกค่อยยังชัว รู้สึกสดชื่นขึ้นเยอะเลย แต่ก็รู้สึกเพลีย ๆ อยู่ เพราะวันนี้เที่ยวแต่ละแห่งมัน ๆ ทั้งนั้นเลยน่ะ

อาหารมื้อเย็นของเย็นนี้ ภาและแค้ป พาไปทานอาหารที่ร้านบายพาส ซึ่งเป็นร้านอาหารเปิดใหม่ เป็นร้านอาหารประเภทอาหารทะเลเหมือนเดิม มื้อนี้ ทิพย์รีบไปจ่ายเอง เพราะเกรงใจภาและแค้ปมาก

หลังจากกลับจากทานข้าวแล้ว คืนนี้ฉันเพลียมากเลย คงเป็นเพราะวันนี้มีกิจกรรมโลดโผนทำมากมายนั่นเอง เฮ้อ ! แก่แล้วมันก็เป็นอย่างนี้แหละนะ พวกลูกศิษย์ยังหนุ่ม ยังสาวอยู่พวกเขายังรู้สึกเพลียเลย แผนการที่วางไว้ว่าจะเล่นไพ่คืนนี้ เป็นอันล้มไป ต่างเข้านอนกันหลับสนิท ไม่มีใครตื่นขึ้นมาเล่นไพ่เลย

วันที่ 3 พ.ค. เช้านี้ โบ้ เพ็ญ ตื่นแต่เช้ามาทำข้าวต้มมื้อเช้า เป็นข้าวต้มกระดูกหมู ไปซื้อปาโท่งโก๋มาด้วย พวกเรานั่งทานข้าวต้มกระดูกหมูของเพ็ญอย่างเอร็ดอร่อย เพราะเพ็ญเป็นคนมีฝีมือในเรื่องของการทำอาหาร วันนี้กว่าจะออกจากบ้านไปเที่ยวก็เป็นเวลา 10 โมงกว่าแล้ว

อาหารมื้อเที่ยงนี้ แค้ปพาไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยมาก ชามละ 40 บาท มีอยู่นิดเดียว กินกันคนละ 2 ชาม มีการสั่งปลาทอด 1 จาน น้ำชามะนาว มื้อนี้ปาเข้าไปพันกว่าบาท แพงมากทีเดียวสำหรับอาหารที่เป็นก๋วยเตี๋ยวน่ะ ฉันทานแล้วก็รู้สึกว่า ไม่ได้อร่อยอะไรมากมายนัก เพียงแต่เป็นร้านที่มีคนมาทานกันมาก คงเป็นเพราะคำเล่าลือนั่นเอง

พวกเราทานเสร็จออกจากร้านนี้ไปแล้ว เดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงร้านซื้อของฝาก ฉันไม่ได้ซื้ออะไรอีก เพราะว่ากลับจากภูเก็ต ฉันก็จะต้องเดินทางไปเที่ยวประเทศลาวแล้ว ฉันจึงต้องประหยัดบ้าง หมู่นี้ฉันรู้สึกใช้จ่ายอย่างฟุมเฟือยมากเหมือนกัน มีแต่เสียเงิน ไม่มีรายได้เข้าเอาเสียเลย ฮิฮิ

หลังจากซื้อของฝากแล้ว ภาและแค้ปก็พาพวกเราไปเที่ยวเขาลัง ซึ่งที่นี่เป็นจุดชมวิวแห่งหนึ่งของ ภูเก็ต ที่มองลงไปข้างล่างแล้วจะเห็นผังเมืองของภูเก็ตได้กว้างใหญ่ไพศาลทีเดียว พวกเราก็ถ่ายรูปกันตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติกันมาเหมือนเดิมแหละ อิอิ มีการถ่ายรูปเดี่ยวบ้าง คู่บ้าง หมู่บ้าง ตามแต่ความพอใจของแต่ละคน ถ่ายเท่าไรก็ไม่ต้องหวั่นวิตกว่าจะเปลืองเงินเปลืองทองเหมือนสมัยก่อน เพราะเราไม่ต้องซื้อฟิล์ม ไม่ต้องกลัวเสีย ไม่ต้องเอาไปล้างที่ร้านถ่ายรูป สามารถดูในกล้องก็ได้ ดูในจอคอมพิวเตอร์ก็ได้ สะดวกสบายไปหมดเลย รูปไหนไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ไม่สวย เราก็สามารถลบมันทิ้งได้ทันที รูปไหนแสงไม่พอ มืดไปหน่อย ก็มีโปรแกรมตกแต่งรูปให้สว่าง ให้คมได้อีก เฮ้อ! เทคโนโลยีสมัยนี้ มันเจริญก้าวหน้าเสียจริง คนแก่อย่างฉันตามไม่ค่อยจะทันยุคทันสมัยเลย ทั้ง ๆ ที่พยายามศึกษาเหมือนกันนะนี่



จากการชมวิวเสร็จแล้ว พวกเราก็ไปเที่ยวที่วัดฉลอง (ชื่อจริงตามทางการ ฉันก็ลืมบันทึกไป) ซึ่งเป็นวัดที่ชาวภูเก็ตถือว่าเป็นวัดที่สำคัญมาก มีประวัติความเป็นมานับเป็นร้อยปี ในหลักสูตรของภาษาไทย ก็เคยนำเรื่องราวของท่านพระครู แช่ม (เจ้าอาวาส) มาให้เรียน ซึ่งผู้เขียนเล่าเรื่องประวัติของท่าน ก็คือ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย นั่นเอง วัดนี้ ภา พาฉันมาไหว้และชื่นชมเมื่อคราวที่ฉันมา ภูเก็ต ครั้งที่แล้ว ฉันจึงไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรมากนัก เพราะเคยมาแล้วนั่นเอง อากาศวันนี้ก็ร้อนระอุเหมือนเมื่อครั้งที่แล้วที่ฉันมากับ ภา นั่นแหละ ร้อนจริง ๆ เหมือนอย่างที่สำนวนไทยว่าไว้ว่า "ร้อนยังกับตับแตก" นั่นแหละ พวกเราขึ้นไปกราบไหว้ พระบรมสารีริกธาตุบนหอสูง ที่สร้างเหมือนพระธาตุพนม ขอเชิญท่านชื่นชมกับภาพของพระบรมสารีริกธาตุ ค่ะ




สถานที่เที่ยวจุดต่อไป ก็คือ แหลมพรหมเทพ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้พยากรณ์บอกว่า พระอาทิตย์จะตกที่แหลมนี้ เวลาอะไร กี่โมง จะใช้ที่แหลมพรหมเทพเป็นตัวอ้างอิง แหลมนี้มีความสวยงามมาก บริเวณรอบ ๆ ของแหลมนี้ มีที่ให้พักผ่อนหย่อนใจ เป็นจุดชมวิวอีกจุดหนึ่งที่สามารถมองเห็นท้องทะเลอันกว้างไกล สุดลูกหูลูกตา ทะเลที่เวิ้งว้าง เงียบสงบ ยามลมพัดผ่านผิวน้ำทะเล ทำให้กลายเป็นละลอกคลื่นน้อย ๆ ดู ว้าเหว่เดียวดาย ทำให้จิตใจของฉันประหวัดไปถึงครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อ ประมาณเดือนสิงหาคม อันเป็นเดือนเกิดของฉัน ปี 2519 ตอนนั้นฉันมีความรัก และเขากำลังวางแผนการแต่งงานกับฉัน โดยขอไม่จัดงานใหญ่โต แต่จะเอาเงินที่จัดเลี้ยงนั้น ไปฮันนีมูนกัน กะแผนว่า เราจะเอารถส่วนตัวของเรา มาท่องเที่ยว 14 จังหวัดภาคใต้ ค่อย ๆ ขับไป จังหวัดละสักสองวัน ประมาณ 1 เดือน คงจะได้เที่ยวสถานที่สำคัญ ๆ ของจังหวัดนั้น ๆ ได้ครบ เขาเป็นคนชอบ ภูเขา ชอบทะเล ชอบความงามของธรรมชาติเหมือน ๆ กับฉัน ฉันจึงรู้สึกเป็นสุขเหลือเกินกับแผนการของเขา คิดฝันตามเขาไป จินตนาการไปกับความสุขที่กำลังจะมาถึง แต่อนิจจา! อีกไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็เป็นผู้ทำลายความฝันอันบรรเจิดที่เขาสร้างให้ฉันฝันร่วมกับเขา ทำลายอย่างไม่คิดว่า คนอย่างเขาจะทำลายได้ ทำลายแหลกลาญอย่างไม่มีชิ้นดี โดยไม่มีเหตุผลมาประกอบอ้างอิงในการทำลายความรักครั้งนี้ให้ฉันได้รู้ถึงเหตุผลของการทำลายการแต่งงานและความฝันที่เขาสร้างไว้อย่างบรรเจิดนั้น ๆ เลย ฉันมาทะเลทีใด มาเที่ยวใต้ทีใด ฉันก็อดคิดถึงอดีตอันปวดร้าวครั้งนั้นไม่ได้สักที จิตใจของฉันหดหู่เหลือเกินที่คิดถึงอดีตที่เจ็บปวดเหล่านี้ แต่ก็เพียงอารมณ์ชั่ววูบหนึ่งที่รู้สึกว้าเหว่ เดียวดาย วูบหนึ่งของอารมณ์เท่านั้น ฉันก็ต้องรีบสลัดอารมณ์แห่งความปวดร้าวนั้นทิ้ง เรียกสติกลับคืนมา ให้ความรู้สึกเหล่านั้นสลายเลือนหายไปทันที เพราะขณะนี้ ฉันอยู่ท่ามกลางลูกศิษย์ที่รักฉัน พาฉันมาเที่ยว ฉันควรจะต้องสนุกสนาน ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ร่าเริง ความรัก ความเคารพของลูกศิษย์เหล่านี้ เป็นสิ่งชดเชยหรือเป็นสิ่งเติมเต็มให้สิ่งที่ฉันขาดหายไปในชีวิตได้เป็นอย่างดีทีเดียว ฉันรักพวกเขาแล้ว ฉันไม่ผิดหวังจริง ๆ สิ่งยึดเหนี่ยวที่คอยเตือนสติฉัน ให้ฉันอยู่ในโลกนี้ อย่างไม่เดียวดายและว้าเหว่นัก ก็คือ ลูกศิษย์ของฉันรุ่นแล้วรุ่นเล่า นั่นเอง





พวกเราอยู่ชมความงามของแหลมพรหมเทพเกือบหนึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ ที่จริง พวกเราอยากอยู่ที่นี่ เพื่อดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ เพราะร่ำลือกันว่า พระอาทิตย์ที่แหลมพรหมเทพนี้ สวยงามยิ่งนัก ถึงฉันจะยังไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ตกที่นี่เลย ฉันก็เชื่อว่า ยามพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าในยามอัสดงที่แหลมพรหมเทพ ต้องสวยดังคำร่ำลืออย่างแน่นอน เพราะเพียงแต่มองไปรอบ ๆ ของบริเวณแหลมพรหมเทพ ยามทีสายแดดเปรี้ยง ๆ ลมโชยมาอ่อน ๆ น้ำทะเลที่ถูกลมพัดพลิ้วเป็นละลอกคลื่นน้อย ๆ ใบไม้ไหวโอนเอนลู่ไปตามลมที่พัดผ่าน ผสมกับเสียงคลื่นน้อย ๆ ที่ซัดเข้าหาฝั่งเสียงดัง ซ่า ๆ ยังให้อารมณ์ ให้บรรยากาศที่น่ารื่นรมย์เช่นนี้ ยามพระอาทิตย์อัสดง เปลวแดดอ่อนแสงลงเรื่อ ๆ ท้องฟ้าสีครามนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแสงสีส้มอ่อนแก่สลับกันไป ท่านผู้อ่านลองจินตนาการภาพเหล่านั้นดูซิคะว่า มันจะงามเฉิดฉันท์ไฉไลขนาดไหนล่ะคะ จริงไหมล่ะคะท่าน แต่ถึงอยากจะอยู่ชมอย่างไรก็ต้องตัดใจอำลาจากแหลมพรหมเทพไปเสียแล้ว เพราะพวกเรายังมีโปรแกรมไปขี่รถวิบาก ที่เรียกว่า ขี่รถ ATV ต่ออีก รถ ATV เป็นการขี่รถเครื่อง 4 ล้อ คล้ายรถมอเตอร์ไซด์ เพียงแต่มันมี 4 ล้อ เป็นการขี่รถ ผจญทางวิบาก โดยขี่เข้าไปในป่า ซึ่งเป็นทางวิบาก เป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ในชีวิตฉันไม่เคยได้ทำ เคยเห็นแต่ในละครเท่านั้น ฉันดูแล้วไม่กล้าเสี่ยงขี่เอง เพราะเข่าฉันไม่ดี เคยผ่าตัดและใส่สกรูไว้ด้วย ฉันจึงต้องเลือกวิธีซ้อนท้ายลูกศิษย์เอา ฉันจึงภูมิใจมากที่ชีวิตที่เหลืออยู่ของฉันหลังเกษียณอายุราชการแล้ว มีโอกาสได้มาร่วมทำกิจกรรมที่ชีวิตฉันยังไม่เคยทำเลยกับลูกศิษย์รุ่นนี้

แค้ปเป็นคนไปติดต่อกับเจ้าของรถ ATV และเป็นคนจ่ายเงินเหมือนเดิม ดูเหมือนคันละ 800 บาท ทุกคนเป็นห่วงฉันเหมือนเดิม ไม่อยากให้ฉันเล่น ฉันก็อยากเล่นตามเคย แต่ให้ขี่เอง คงไม่ไหว ราคามันก็แพงเหลือเกิน ฉันก็เลยขอซ้อนท้ายรถของเสก พร้อมกับน้องวินอีกคน เราเช่ารถทั้งหมด 6 คัน แค้ป กับ ภา โดยแค้ปขับ ภานั่งซ้อนท้าย คันเสกมีฉันนั่งซ้อนท้าย น้องวินนั่งหน้า เพ็ญ ขับ โบ้นั่งซ้อนท้าย ส่วนแอน ทิพย์ และตุ๊ก เพื่อนของเพ็ญ ขับเดี่ยว โดยมีเจ้าหน้าที่ของที่นี่ซ้อนท้ายคอยระวังและช่วยเหลืออยู่ ก่อนที่จะมีการขับขี่จริง ๆ มีการให้ซ้อมขี่ วนอยู่บริเวณทางที่เขาสร้างให้ทดลองขี่ ทุกคนทดสอบความสามารถของตนเองก่อนที่จะขับขี่รถไปตามทางที่วิบากในป่าที่ทางเจ้าของทำเอาไว้ ความจริงตอนต้น ฉันจะไปซ้อนท้ายรถของแอน เพราะเสก มีน้องวินไปด้วยแล้ว แต่เจ้าของคงไม่ไว้ใจแอน เพราะเห็นเป็นผู้หญิง กลัวขี่ไม่แข็งพอ จึงให้ฉันไปซ้อนคันของเสก

รถทั้ง 6 คัน เริ่มสตาร์ทออกจากที่ ครั้งแรกที่ขี่ไปนั้นจะเป็นทางลาดปูนซีเมนต์เรียบ ๆ ก่อนระยะหนึ่งก่อนที่จะแล่นเข้าป่าที่วิบาก รถทั้ง 6 คัน แล่นตามกันไป นายเสกยอดกวน ขี่แบบฉวัดเฉวียนไปมา ทำให้ดูหวาดเสียว แต่ฉันก็ไม่ได้กลัวอะไรเกาะไหล่เขาแน่นไว้ และแล้วรถทั้ง 6 คันก็เริ่มเข้าป่าที่มีหนทางขรุขระ เป็นร่อง ๆ บ้าง มีก้อนหินใหญ่น้อยที่ต้องหลบหลีกบ้าง เจ้าหน้าที่ของเขาอยู่ระหว่างทางเป็นจุด ๆ คอยระมัดระวังให้ เผื่อมีปัญหาเกิดขึ้น การขับขี่รถผ่านทางขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ บางแห่งรถก็เอียงไปตามไหล่ดินที่เราต้องหลบหลีกบ้าง ทำให้น่าหวาดเสียวว่ารถจะคว่ำได้ สองข้างทางที่ผ่านบางแห่งเป็นเหวลึกด้วย พวกเจ้าหน้าที่มีการทำเครื่องหมายไว้ว่าเป็นที่อันตราย มีคนยืนคอยระวังอยู่บริเวณเหวนั้นด้วย แสดงให้เห็นว่า เขามีการจัดการเรื่องของความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ได้ดีทีเดียวนะ นอกจากนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มหนึ่งขี่มอเตอร์ไซด์ตามหลังมาด้วย เพื่อคอยช่วยเหลือ เผื่อมีเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุเกิดขึ้น บางช่วงรถของเราต้องขึ้นที่ชัน ที่ลาด ก็ดูน่ากลัวเหมือนกันนะนี่ มีคณะทำงานของที่นี่ คอยให้คำแนะนำอยู่ตลอดทางที่พวกเราขี่รถผ่านไป มีช่างภาพของที่นี่ มาคอยถ่ายรูปให้ ก็แอ๊คชั่นกันไป พอขี่รถเสร็จก็มาขายเหมือนสถานที่เที่ยวต่าง ๆ ที่นิยมทำนั่นเอง ใบละก็ 100 บาท เหมือนที่ ถ้ำพุงช้าง

ขากลับเจ้าหน้าที่พาแวะที่จุดชมวิว ดูพระอาทิตย์ตก ซึ่งขณะนั้น ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ดวงอาทิตย์ดวงกลมโต สีแดงส้มกำลังจะค่อย ๆ ลับเหลื่ยมเขาไป เป็นธรรมชาติที่สวยมาก ๆ อีกภาพหนึ่งที่จะเก็บเอาไว้ในความทรงจำของพวกเรา พวกเราก็ต้องถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึกตามเคย ทุกคนแอ๊กชั่นกับรถ ATV ที่ขี่มา ฉันไม่ได้ขี่กับเขาหรอก แต่ก็แอ๊กชั่นขี่และถ่ายรูปด้วยเหมือนกัน ฮิฮิ สนุกมากเหลือที่จะกล่าว ถ่ายกันหลายรูป เดี่ยวบ้าง คู่บ้าง หมู่บ้าง ตามแต่ความพอใจของแต่ละคน จากนั้น พวกเราก็ไปชมและไหว้พระพุทธรูปองค์ใหญ่มากที่สร้างอยู่ในบริเวณนี้ แต่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เสียดายฉันไม่ได้เอาเงินติดตัวมา ฝากกระเป๋าเงินไว้กับคนขับรถของเรา เลยไม่มีโอกาสได้ทำบุญเลย

ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดเสียแล้ว ท้องของแต่ละคนเริ่มร้องแล้ว ออกจากที่ขี่รถน่าจะประมาณเกือบทุ่มแล้ว ภาและแค้ปพาไปทานข้าวมื้อเย็นที่ร้าน นายดำ ที่พวกเขาเคยพาฉันมาทานแล้ว ร้านนี้ขึ้นชื่อว่า อาหารอร่อยมาก และสมเด็จพระเทพรัตน์ ฯ เคยเสด็จมาเสวยแล้ว เลยยิ่งทำให้มีชื่อเสียงยิ่งขึ้น










อาหารของร้านนี้มีรายการที่แปลกอยู่รายการหนึ่งที่ฉันยังไม่เคยไปกินที่ไหนมาก่อน ก็คือ แกงปู เป็นอาหารที่แปลกและอร่อยมากด้วย เป็นเส้นหมี่ หรือเป็นเส้นบะหมี่ แล้วราดด้วยแกงปู คือ แกงเผ็ดธรรมดานี่แหละแต่เป็นเนื้อปูล้วน ๆ รสชาติแปลกดี กรุงเทพฯเราไม่เคยเห็นมีขายอย่างนี้ อาหารมื้อนี้ ก็สั่งทานกันเต็มโต๊ะเช่นเคย ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย เพราะทั้งหิวทั้งอร่อย เลยเพิ่มรสชาติของความอร่อยมากยิ่งขึ้น อาหารมื้อนี้ พวกเราก็รีบเอาเงินกองกลางไปจ่าย เพราะเกรงใจ ภาและแค้ปมากเขาจ่ายค่าเที่ยวให้มากมายแล้ว

ทานข้าวมื้อเย็นเสร็จแล้ว ภาและแค้ปพาไปเดินเที่ยวที่หาดป่าตอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ ภาและแค้ปเคยพามาแล้วเมื่อมาภูเก็ตคราวที่แล้ว ฉันเลยไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรมากนัก แต่การมาครั้งนี้ เขาพาเที่ยวมาก เดินเยอะ เดินจนขาลากไปตาม ๆ กัน เพราะพาเข้าเที่ยวซอยเล็กซอยน้อยของป่าตอง (คราวที่แล้วไม่ได้เข้าไป) ตามซอยนั้น มีของขายมากมาย เห็นสภาพของ บาร์ คลับ มีผู้หญิงแต่งตัว วับ ๆ แวม ๆ มาเชื้อเชิญแขกเข้าร้าน แสงสี วูบ ๆ วาบ ๆ เสียง ดังสนั่น เจี๊ยวจ๊าวกันไปหมด เราไปเดินที่ ถนนคนเดิน ถนนสายนี้มีชื่อว่า "บังลา" มีผู้คนมาเดินเที่ยวมากมายเหลือเกิน ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ เช่น พวกฝรั่ง เกาหลี ญี่ปุ่น พวกเราเดินไปเที่ยวที่ศูนย์การค้าของที่นี่ ซึ่งถือว่ามีความใหญ่โตพอสมควร ทุกคนเดินจนเมื่อยขากันหมด แอบนินทาแค้ปว่า แค้ป แกล้งพามาทรมานแหง ๆ เลย ประกอบกับวันนี้ เราเที่ยวมาหลายแห่งด้วย เดินมาก็เยอะ พอมาเดินกลางคืนอีก จึงต้องรู้ว่า มันเกินกำลังแข้งขาของเราแน่แล้ว อีกอย่าง รถตู้ของเราก็ต้องจอดเสียไกล เนื่องจากไม่มีที่จอดนั่นเอง จึงต้องเดินทางไกลทั้งขาไปและขากลับ ดังนั้น เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ทุกคนไม่คุยกันเหมือนทุกวัน ต่างคนต่างเข้าห้องของตนเอง อาบน้ำกันแล้ว ก็เข้านอนเลย ฉันก็เช่นกัน พอสวดมนต์เสร็จ หัวถึงหมอนก็แผ่สองสลึงเหมือนกันแหละ

วันนี้ (ที่ 4) ซึ่งเป็นวันเที่ยววันสุดท้ายแล้ว เพราะพรุ่งนี้เราต้องออกจากภูเก็ตแต่เช้ามืด เพื่อมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ทุกคนต้องทำงาน ส่วนฉันก็ต้องเดินทางไปเที่ยวประเทศลาวกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนเก่าอีก หมู่นี้ ชีพจรลงเท้าจริง ๆ เลยนะฉันนี่น่ะ ตอนเช้า เพ็ญและโบ้ ตื่นก่อนเพื่อนแล้วไปตลาด ซื้อข้าวเหนียว ไก่ย่าง ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ เป็นอาหารมื้อเช้า ที่จริงพวกเรากำหนดว่าจะเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปเที่ยวทะเล เวลา 8.30 น. ทำไมทำมา สายเป็น 9.00 น. ชะอีก ส่วนคนขับรถ ซึ่งมีชื่อว่า "เพื่อน" มารอรับพวกเราตามเวลาที่เรากำหนดไว้แล้วอย่างตรงเวลาจริง ๆ พวกเราเองก็ให้เกียรติเขามากทีเดียว ให้เขามาร่วมโต๊ะทานข้าวกับพวกเราทุกมื้อ เขาเป็นคนสุภาพ ใจเย็น เขาเล่าให้ฟังว่า เขาแต่งงานแล้ว แต่ยังไม่มีบุตร อาจจะเป็นเพราะว่า เขาแทบจะไม่มีเวลาอยู่บ้านเลย เพราะรถตู้ของเขา (น่าจะมีมากกว่า 1 คัน) รับงานไม่มีเวลาเว้นมากนัก เพราะถูกว่าจ้างไปอยู่เสมอ ลูกค้าชอบใจ ติดใจการรับงานของเขามาก ทั้งนี้ ฉันคิดว่า อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นคนใจเย็น สุภาพและเอาใจใส่ลูกค้าดีมากนั่นเอง

โปรแกรมเที่ยวของวันนี้ คือ พวกเราจะนั่งเรือ สปีคโบส ซึ่งเป็นเรืองของเพื่อนพี่ชายของภา ชื่อว่า "โกจ๋าย" เขาจะพาพวกเรานั่งเรือของเขาท่องเที่ยวทะเลในวันนี้ การไปครั้งนี้ เจ้าของเรือ ไม่คิดค่าจ้าง แต่ขอให้เราออกค่าน้ำมันเท่านั้น แค้ปเขาก็ดีนะ ไปซื้อเสื้อชูชีพให้เจ้าของเรือเพิ่มเติมหลายตัว คือ ให้พวกเราใส่กันทุกคน หลังจากนั้นก็ให้ทางเจ้าของเรือไป

โกจ๋ายพาพวกเราไปเที่ยวที่เกาะไข่ ซึ่งเป็นชายหาดที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง น้ำใสสะอาด พวกเราทุกคนใส่เสื้อชูชีพ บริเวณที่เรือจอดให้พวกเราลงไปเล่นน้ำนั้น น้ำใสแจ๋ว มีฝูงปลาใหญ่มากทีเดียว พวกมันไม่กลัวคนเลย คงเคยชินกับการมาขออาหารจากคนที่มาเล่นน้ำกิน พวกเราเอาขนมปังฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้มันกินด้วย ถือไว้ที่มือ มันก็มาตอกเอาไปกินอย่างไม่กลัวคนเลย และมันกินอย่างหิวโหยและคุ้นเคยกับคนมากเหลือเกิน พวกเราเล่นน้ำที่เกาะไข่ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า โดยมี ภา ซึ่งติดไฟแดงลงเล่นน้ำไม่ได้ อยู่บนฝั่งคอยถ่ายรูปให้พวกเราที่เล่นน้ำอยู่ในทะเลอย่างสนุกสนาน หลังจากเล่นน้ำแล้ว พวกเราก็ขึ้นเรือกัน เพื่อที่โกจ๋ายจะพาไปเที่ยวอีกเกาะหนึ่ง ชื่อว่า เกาะไม้ท่อน เมื่อเราไปถึงชายหาดของเกาะนี้แล้ว มีผู้ชายคนหนึ่งมาตะโกนบอกเราว่า หาดนี้ปิด พวกเราจึงเหเรือออกจากหาดนี้ เพื่อแล่นไปอีกหาดหนึ่ง ซึ่งไม่ติดกับรีสอร์ทนี้ บริเวณหาดนี้ ฉันมองดูแล้ว มันไม่สะอาดเลย ดูน้ำค่อนข้างดำและเป็นฟอง ๆ ด้วย ฉัน เพ็ญ แอน ทิพย์และคนอื่น ๆ ลงจากเรือเพื่อลงน้ำหมด ยกเว้น ภา แต่ไม่ได้เล่นน้ำ ทิพย์ แอน น้องวิน เสก ไปที่ชายหาดลุยน้ำและจับ ปู จับหอยกัน ส่วนฉัน เพ็ญ ตุ๊ก นั่งเล่นที่ชายหาดที่ใต้ไม้ต้นหนึ่ง (มีขอนไม้อยู่) ส่วน โบ้ แค้ป ลงไป ดำน้ำเล่น โดยมีเครื่องมือดำน้ำทั้งสองคน แดดยามนี้ร้อนเปรี้ยง ๆ นั่งพักสักครู่ใหญ่ ฉันอยากขึ้นเรือแล้ว ตอนนี้น้ำเริ่มขึ้นสูงและคลื่นแรงมาก ขณะที่ลุยน้ำนั้น มันจะมิดตัวฉันเสียแล้ว แล้วคลื่นที่ซัดมายังแรงอีกด้วย ตัวฉันแทบจะยืนไม่ติดเอาเสียเลย ล้มลุกคลุกคลาน คนที่มากับเรือ ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนกับ ภา ต้องมาช่วยโดยใช้เชือกผูกกับเรือ ให้ฉันเดินเกาะเชือกและเกาะบ่าเขาไปขึ้นบันไดเรือ เฮ้อ !แก่แล้ว เลยไม่ค่อยมีเรี่ยวมีแรงเอาเสียเลยเนอะ

บ่ายสองโมงกว่า เรือจึงออกจากหาดนี้ไป แค้ป โทรสั่งอาหารร้านกะชัง ที่จะพาพวกเราไปทานอาหารทะเล เป็นมื้อสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้พวกเราจะกลับกรุงเทพฯแล้ว เขาโทรบอกว่าให้เตรียมอาหารที่งไว้ให้พร้อม เราจะไปทานประมาณ 5 โมงเย็น

พวกเรากลับมาถึงบ้านภาและแค้ปแล้ว ก็รีบอาบน้ำอาบท่าให้สะอาด เพราะกลับจากเล่นน้ำทะเลแล้ว พวกเราไม่ได้อาบน้ำจืดเลย เรากลับบ้านเพื่อมาอาบน้ำที่บ้าน อาบเสร็จค่อยยังชั่ว ขี้เกลือขึ้น เค็มไปทั้งตัว ฉันจึงไม่ชอบเล่นน้ำทะเลนัก ชอบเล่นน้ำตกมากกว่า ตัวก็ดำปี๋ นี่ขนาดทาครีมกันแดดแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

เวลาประมาณ 16.30 น. พวกเราก็นั่งรถตู้ออกจากบ้านพักไปถึงร้านอาหารที่ชื่อว่า กะชัง ซึ่งเป็นร้านที่แค้ปโทรมาจองและเป็นร้านที่ ภาและแค้ปคงมาทานบ่อย ๆ จึงดูคุ้นเคยกันดี ร้านอาหารร้านนี้ เราต้องนั่งเรือไปทานกันที่กลางทะเล บรรยากาศ รอบ ๆ ช่างโรแมนติคเสียเหลือเกิน เป็นการทานอาหารในบรรยากาศอีกรูปแบบหนึ่งท่ามกลางท้องทะเลอันเวิ้งว้าง กว้างใหญ่ไพศาล สายแดดอ่อนล้าลงหลังจากได้ส่องแสงแผดจ้ามาตลอดวันแล้ว

อาหารที่สั่งวันนี้เป็นของทะเลทั้งสิ้น ทั้งปลา ทั้งปู ทั้งหมึก กุ้ง เพียบไปหมด ต้มยำทะเล ก้างตัวใหญ่ ๆ ตัวละหลายร้อยบาท ปลาสามรสสั่งมาหลายตัว ราคาอาหารมื้อนี้ต้องหลายพันบาทแน่นอน มื้อนี้ แค้ปรีบไปแอบจ่ายก่อน นับว่า ภาและแค้ป เขาใจป้ำจริง ๆ เลย มาเที่ยวครั้งนี้ แค้ปและภาจ่ายไปมากโขทีเดียว ทั้งกิน ทั้งไปเที่ยวยังสถานที่ต่าง ๆ และการเล่น ค่าล่องแก่ง คนละตั้ง 300 บาท ทั้งหมดที่จ่ายไปครั้งนี้ รวม ๆ แล้ว ต้องไม่ต่ำกว่า สองหมื่นบาทอย่างแน่นอน














Create Date : 14 ตุลาคม 2554
Last Update : 21 ตุลาคม 2554 18:04:26 น.
Counter : 2284 Pageviews.

2 comments
  
สวยมากๆอยากไปด้วยจังเลย สนุกไช่ไหมคะ่ คราวหน้าคราวหลังชวนไปกันนะอย่าลืม
โดย: แพรว IP: 118.173.72.235 วันที่: 1 สิงหาคม 2555 เวลา:20:05:32 น.
  
สวยงามมากค่ะ
โดย: แพรว IP: 118.173.84.220 วันที่: 11 สิงหาคม 2555 เวลา:10:49:48 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments