มิถุนายน 2556

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
บ้านไร่ ภูผาสวรรค์ อันงดงาม ตระการตา
บ้านไร่ ภูผาสวรรค์ อันงดงาม ตระการตา

ท่านผู้อ่านที่รัก

วันนี้ ฉันมีเรื่องประทับใจอยากจะเล่าสู่กันฟัง (อ่าน) อีกแล้วค่ะ เป็นเรื่องความรู้สึกดี ๆ ของ มิตรภาพที่มีต่อกันน่ะค่ะ ฉันมีความคิดและรู้สึกอยู่เสมอว่า ความรักระหว่างเพื่อนที่มีให้แก่กัน เป็นความรักที่มั่นคงและจริงใจ ลูกศิษย์ของฉันหลายรุ่น หลังจากที่เรียนจบ ต่างคนต่างแยกย้ายไปตามวิถีชีวิตของตนเอง ไปสร้างฐานะ สร้างครอบครัว แต่พวกเขาก็หมั่นนัดพบปะสังสรรค์กันตามโอกาสที่จะอำนวย กลุ่มใหญ่บ้าง กลุ่มเล็กมาก กระชับเกลียวสัมพันธ์ของมิตรภาพเพื่อไม่ให้ขาดหายไป ซึ่งฉันคิดว่า เป็นสิ่งที่งดงามที่สุดของชีวิตคนเรา

รุ่นที่จัดงานกันครั้งนี้ เป็นลูกศิษย์ประจำชั้นรุ่นแรกของฉันที่โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง เป็นลูกศิษย์มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.ศ.3 ) ฉันบรรจุเป็นข้าราชการครูสอนที่อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยเพียง 3 ปี แล้วก็ย้ายมาอยู่มาอยู่ที่โรงเรียนแห่งใหม่นี้ ด้วยเหตุผลที่บ้านกับโรงเรียนไกลกันเหลือเกินและเกิดวิกฤตเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งหนึ่งของชีวิต การมาอยู่ยังสถานที่แห่งใหม่ พบลูกศิษย์ใหม่ เพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ ถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศของชีวิตอย่างหนึ่ง จากวิกฤตของชีวิต ทำให้ฉันทุ่มเทกับการเตรียมการเรียนการสอนให้กับเด็ก ๆ ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้สมองว่าง คิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไ่ม่คาดฝันในชีวิต เด็กประจำชั้นรุ่นนี้ ช่างพูดช่างจา ช่างหยอกเย้า ช่างซักช่างถาม ทำให้การเรียนการสอนเป็นไปได้สนุกสนาน ทำให้ชีวิตของฉันตอนนั้นค่อย ๆ ดีขึ้น สติสตัง และขวัญที่บินหนีไปนั้น ได้กลับมาอยู่กับตัวและเข้มแข็งขึ้นพอควร ต้องขอบใจลูกศิษย์ห้องนี้ที่เขาช่างพูดและช่างถาม สอนสนุก ร่วมมือในการจัดทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดี หลังจากที่จบ ม.ศ.3 ไปแล้ว พวกเขาก็จัดงานปีใหม๋กันทุกปี และไม่เคยลืมที่จะมารับฉันไปร่วมงานของเขาเลย จัดงานเช่นนี้ เป็นเวลากว่าสิบปีเห็นจะได้ หลังจากนั้น ก็ไม่ได้จัดงานอีก อาจจะเป็นเพราะว่า พวกเขามีครอบครัวและอยู่ในวัยต้องสร้างเนื้อสร้างตัวกัน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีงานมงคล หรือ อวมงคล พวกเราก็จะมางานเหมือนการได้พบปะกัน ในยามเพื่อน ลูกศิษย์ มีความสุขหรือความทุกข์อันเกิดจากการสูญเสีย

เวลาผ่านไปเร็วเหมือนมีปีกบิน รุ่นนี้อายุของเขาก็ 50 ต้น ๆ แล้วค่ะ ความคิดจากก๋วย ลูกศิษย์ในห้องนี้คนหนึ่ง ซึ่งฉันได้พึ่งพาอาศัยเขาบ้างยามเจ็บไข้ได้ป่วย เขาไม่เคยปฏิเสธที่จะพาฉันไปหาหมอ เขาเกิดความคิดอยากจะนัดพบเพื่อน ๆ มาพบปะสังสรรค์เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ครั้งนี้ เขาดำริจะรวมเพื่อนที่เรียนด้วยกันทั้ง ม.ต้นและม.ปลาย เพื่อจะได้จำนวนเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น ซึ่งฉันก็เห็นด้วย เพราะถึงจะเรียน ม.ต้น ไม่ต่อ ม.ปลาย หรือ มาเรียนเฉพาะ ม.ปลาย ไม่ได้เรียน ม.ต้น พวกเราก็เป็นลูกศิษย์มัธยมวัดธาตุทองเหมือนกันไงล่ะ

ก๊องโทรมาบอกฉันว่า จะจัดงานครั้งนี้ที่เขาใหญ่ อำเภอ สูงเนิน เป็นบ้านพักของน้องเขยศักดา เป็นบ้านพักบนเขาสูง อากาศเย็นสบายมาก ปลูกบ้านท่ามกลางโอบล้อมไปด้วยขุนเขา ต้นไม้เขียวขจี เป็นทุ่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาในบางแห่ง โดยก๊องจะมารับฉัน รถของ ก๊องจะมีเจี๊ยบ นิด ฉัน รวมก๊องเป็น 4 คน

วันที่ 31 พ.ค. เป็นวันออกเดินทาง การจัดงานครั้งนี้ คนที่มีรถก็เอารถไป คนที่ไม่มีรถ เพื่อนที่มีรถก็รับเพื่อนไปด้วย โดยมีก๋วยเป็นผู้ประสานในการจัดรถ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และให้เพื่อนแต่ละกลุ่มจัดเตรียมอาหารไปคนละอย่างสองอย่าง ไปร่วมแจมกัน

ก่อนไป 1 วัน ปรากฏว่า รวง ซึ่งปรกติทำงานวันเสาร์ จะลาไปไหนค่อนข้างยาก แต่ครั้งนี้ รวงสามารถไปร่วมสังสรรค์ครั้งนี้ได้ ดีใจจัง ที่ีคนเพิ่มมากขึ้นอีกคน

ที่จริง ก๊องนัดมารับฉันประมาณ 10.00 น. แต่ติดงานเครื่องจักรใหม่ที่เพิ่งซื้อ จึงต้องจัดการเรื่องเครื่องจักรให้เสร็จก่อน นิดซึ่งธวัชชัยไปรับที่บ้านมาพบกับฉันที่บ้าน ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของรถก๊องกับรถธวัช ที่จะขับตามกันไป แต่แผนนี้ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะเที่ยงแล้ว ก๊องก็ยังจัดการธุระไม่เสร็จ ธวัช จึงโทรบอกก๊องว่า เขาจะรับฉันไปก่อน เพื่อก๊องจะได้ไม่ต้องแวะมารับฉันอีกให้เสียเวลา โดยรถคันเขาจะมีฉัน นิด และตัวเขา เป็น 3 คน รถก๊องก็จะมี เจี๊ยบ รวง และ ก๊อง คนขับ 3 คน เช่นกัน อิอิ

พวกเราออกจากกรุงเทพฯประมาณ เที่ยงแล้ว ขึ้นทางด่วนไป ธวัชชัยได้แผนที่และคำอธิบายซึ่งน่าจะ ก๋วยเป็นคนส่งให้ทางเน็ต ขับรถไปตามนั้น แวะทานก๋วยเตี๋ยวเป็ดกลางทางเมื่อเข้าแก่งคอย และแวะซื้ออาหารตามรายการที่รวงโทรศัพท์สั่งมา ซื้อที่โลตัส มีน่องไก่ ผัก กระดูกหมู ปลาทับทิม สันนอกหมู น้ำอัดลม น้ำดื่ม ฯลฯ ระหว่างทาง ก็โทรติดต่อกันกับรถคันของก๊อง คันเราก็หลงทางกันบ้าง แวะถามทางกันไป

เราไปถึงทางเข้าบ้านพัก เป็นเวลา 17.00 น. กว่าแล้ว บรรยากาศช่วงนี้ สวยงามมาก ดวงอาทิตย์ใกล้อัสดง เป็นแสงเรืองเรื่อ ๆ ฉันอดที่จะเก็บภาพมาฝากท่านผู้อ่านไม่ได้เลย เลยเก็บภาพมาฝากให้ชมความงามด้วยกัน ค่ะ







รถของเราขับเลยทางเข้าบ้านพัก หลงไปถึงวัดภูผาสูง จึงต้องกลับรถ แล้วเริ่มสังเกตทางเข้าใหม่ แล้วเราก็มาเจอรถคันก๊องด้วย เลยขับตามก๊องไป ปรากฏว่า ผิดทางเข้าอีก กลายเป็นบ้านญาติของศักดาอีกหลังหนึ่ง ไม่ใช่หลังที่พวกเราจะมาพัก (น้องเขยศักดา มีสองคน มาซื้อที่ดินที่นี่ปลูกบ้านพัก เวลาเหนื่อย ๆ ก็มาพักผ่อนที่นี่ ในที่สุด เราก็มาถึงบ้านที่เราจะมาพัก เป็นบ้านชั้นเดียว ยกพื้นสูง สร้างบ้านตามสไตล์สมัยใหม่ ลองชมบ้านที่เรามาพัก ค่ะ





ตอนที่เรามาถึงบ้านพัก มีกลุ่มเพื่อนมาแล้ว คือ ครอบครัวของเบิ้ม ของอ้อย ก๋วยและลูกชาย คือ เจ้าวินเนอร์ กิ๊บ ซึ่งมารถก๋วย ทุกคนกำลังอร่อยกับอาหารที่ก๋วยทำ คือ เนื้อหมูหมัก ฝีมือแม่ของก๋วย มีปูเผา กุ้งเผา ปลาเผาอีก น้ำจิ้มรสเด็ด อาหารเต็มโต๊ะ พักใหญ่ ๆ ก็ตามด้วยปลาหมึกปิ้งอีกจานใหญ่ มีข้าวเหนียว จิ้มน้ำพริกอ่องด้วย ไม่รู้ใครต่อใครนำมา อาหารเต็มโต๊ะ พร้อมสุรา โซดา เจ้าวินเนอร์มือชงให้ลุง ๆ อา ๆ ทั้งหลาย กินไปคุยไป เย้าแหย่กันไป ด้วยความสุข เป็นภาพที่ประทับใจตราตรึงฉันไม่น้อย วัยพวกเขา 50 ปี ขึ้นไปแล้วทั้งนั้น พวกเขายังไม่ลืมมิตรภาพที่ดีงามต่อกัน นับว่า เป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่ง ทุกคนเข้ามาทักทายและไหว้ฉันอย่างนอบน้อม ซึ่งหลายคนที่เดียวที่ฉันไม่ได้สอนเขาเหล่านั้นในระดับ ม.ปลาย เช่น สุกัญญา อ้อย เบิ้ม ฮุย หน่อย เป็นต้น ฉันได้ถ่ายภาพงานเหล่าลูกศิษย์ ศิษย์เขย ศิษย์สะใภ้ หลานศิษย์มาให้ชมค่ะ







พักใหญ่ ๆ ก็มีรถของครอบครัว สุกัญญา มาอีก 1 คัน ส่วนครอบครัวของศักดา มาค่อนข้างดึก (คงต้องสั่งงานทีบริษัทเสร็จก่อน จึงมาต้อนรับพวกเราได้) เจ้าโต๋เต๋ที่ฉันเคยสอนพิเศษตอนเด็ก ๆ ไม่ได้มาด้วย มาแต่ลูกสาว เท่านั้น มาเอาตอนประมาณ สี่ ทุ่มแล้ว คุยกันสนุกสนานกับเจ้าบ้าน ฉันกับนิด รวง เจี๊ยบไปอาบน้ำก่อน ต้องทยอยกันอาบ ห้องน้ำมี 4 ห้อง ชั้นบนสอง ชั้นล่างสอง อาบเสร็จก็ลงไปร่วมคุยกับเด็ก ๆ สักพักใหญ่ ฉัน รวง นิด เจี๊ยบ ขึ้นนอนก่อนประมาณเกือบเที่ยงคืน พวกผู้ชายเขาก็คุยกันไป จิบเหล้ากันไป รุ่นนี้ไม่นิยมเล่นไพ่ตั้งแต่ไหนแต่ไร ผิดกับรุ่น 29 รุ่นนั้นชอบเล่นไพ่ พวกเรานอนคุยกันไปพักใหญ่ ๆ ต่างคนต่างก็หลับไป ฉันเป็นคนนอนง่าย ไม่แปลกที่ (ตอนเช้าได้ข่าวว่า นิด นอนไม่ค่อยหลับ เพราะแปลกที่)

เช้าวันที่ 1 มิ.ย ฉันตื่นแต่เช้า เพื่อมาดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า แต่ก็ไม่ทันเลย สุ แสดงฝีมือในการทำขนมปังชุบไข่ทอดให้กิน ส่วนรวง ต้มกระดูกหมู ทำน้ำซุบ เพื่อจะทำข้าวต้มกระดูกหมูกินกัน แต่ต้องไปกินกันเป็นมื้อเที่ยง เพราะอิ่มขนมปังไปเสียแล้ว ฉันมีภาพบรรยากาศตอนเช้ามาฝาก ค่ะ









หลังจากอาหารมื้อเช้าผ่านไปเรียบร้อยแล้ว พวกเราส่วนหนึ่งก็ไปเที่ยวชมวัดป่า ภูผาสูง (ที่รถเราหลงไปเื่มื่อวานนี้) และตั้งใจไปทำบุญด้วย พวกที่ไป ก็มี ฉัน นิด รวง เจี๊ยบ ก๊อง สุ เล็ก ธวัชชัย หน่อย (เพื่อนอ้อย) โดยเอารถก๊องไปคันเดียว เป็นรถโฟลวิว เลยนั่งได้มากคน เบียด ๆ กันไป ระหว่างทางที่ไป สองข้างทางมีต้นไม้ขึ้นเขียวขจี ร่มรื่น แดดเริ่มแผดแสงแรงกล้าขึ้นทุกที ทำให้อากาศช่วงเช้าที่เย็นสบาย เริ่มร้อนระอุขึ้นแล้ว อิอิ ระหว่างทาง ฉันก็ถ่ายรูปสองข้างทางที่จะไปวัดภูผาสูงให้ชมด้วย ค่ะ



บริเวณวัด มีพระสังกระจาย องค์ใหญ่มาก และกำลังจะสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระธาตุด้วย อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง มีรูปปั้นเกจิ อาจารย์ดัง ๆ เป็นสิบองค์เลย เช่น หลวงตาบัว หลวงพ่อคูณ บริเวณวัด ตั้งอยู่บนเขาสูง มีต้นไม้ ดอกไม้ มีโรงทาน อากาศดีมาก มองจากวัดลงไปเบื้องล่าง เห็นเป็นแปลงผัก แปลงมันสำปะหลังเขียวขจี ลมโชยมาเย็นสบาย มีมุมต่าง ๆ ให้ถ่ายรูปกัน โดยเฉพาะมีผีเสื้อ นานาพันธุ์และวัดนี้ขึ้นชื่อว่า มีกระรอกขาวมากมายเป็นพัน ๆ ตัว ธวัชชัยไปซุ่มถ่ายมาให้ชม น่ารักมาก ๆ เลย ค่ะ





ขณะที่รอสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาส พวกเราก็เก็บภาพสวย ๆ ในบริเวณวัดกัน ผลัดกันถ่ายกันอย่างสนุกสนานและหลงใหลในความงามของธรรมชาติที่วัด ภูผาสูง เชิญชมภาพสวย ๆ ที่ฉันนำมาฝากค่ะ









หลังจากที่ถ่ายรูปกันแล้ว ประมาณน่าจะเกือบชั่วโมงผ่านไป ท่านเจ้าอาวาส ของวัดป่าภูผาสูงก็กลับมาจากการไปดูงานก่อสร้างเจดีย์บรรจุพระธาตุ มีชาวบ้านจะมาทำสังฆทานด้วย พวกเรา รวมทั้งฉันด้วย หยอดเงินทำบุญใส่ตู้ไปแล้ว 3 ตู้ แต่พวกเราก็เรี่ยไรทำบุญเพิ่มใส่ซองเมื่อได้มาสนทนาธรรมกับท่าน เป็นเจ้าอาวาสที่อายุไม่น่าจะเกิน 40 ปีนะ ก๊องเป็นผู้สนทนาที่ดี พูดคุยเรื่องธรรมะกับท่าน พวกเราก็เป็นผู้ฟังที่ดี ท่านเล่าให้ฟังว่า วัดนี้ มีชาวบ้านให้ความศรัทธามาก ถนนที่ลาดปูนซิเมนต์ เป็นทางยาวหลายสิบกิโลเมตร ก็เกิดจากเงินทำบุญของชาวบ้านที่ร่วมกันทำ เป็นเงิน 28 ล้าน (คงจำไม่ผิด) แล้วลงมือช่วยกันสร้างถนนด้วยนะ เจดีย์ที่กำลังจะสร้างเพื่อบรรจุพระธาตุของเกจิอาจารย์ดัง ๆ ก็เป็นเงินทำบุญของชาวบ้านช่วยกัน ฝีมือในการก่อสร้างก็เป็นฝีมือของชาวบ้าน วัดนี้ ไม่เคยออกไปแจกซองผ้าป่า กฐิน ตั้งไว้ที่วัด ใครมาไหว้วัดพระ กราบพระ ก็หยิบไปทำบุญเอง นี่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของชาวบ้านที่นี่จริง ๆ นะ วัดนี้ตั้งอยู่ที่ อำเภอสูงเนิน ใกล้ ๆ กับบ้านที่พวกเรามาพักกัน ดูแล้วก็น่าเลื่อมใสและศรัทธา ท่านลองชมภาพที่ฉันนำมาฝากค่ะ





หลังจากสนทนากับท่านเจ้าอาวาสได้พักใหญ่ ๆ พวกเราก็กราบลาท่าน เพราะเริ่มหิวกันแล้ว เนื่องจาก เช้านี้ทุกคนทานแต่ขนมปังคนละชิ้นสองชิ้น ตอนนี้ก็จะเที่ยงแล้ว พวกเราเลยกราบนมัสการลาท่านกลับบ้านพัก

มื้อเที่ยงนี้ คนที่อยู่ที่บ้านพักไม่ได้ไปวัดด้วย อิ่มหนำสำราญไปแล้ว รวง แม่ครัวใหญ่ มีนิด เจี๊ยบลูกมือ จัดการทำข้าวต้มกระดูกหมู มาให้ฉันและทุกคนทาน ข้าวต้มกระดูกหมูร้อน ๆ ใส่ผักชี คึ่นไฉ่ ใสพริกป่น พริกไทย อร่อยอย่าบอกใคร อากาศช่วงบ่ายอบอ้าวมากพอควร และแล้ว ฝนก็กระหน่ำเทลงมาอย่างหนัก ฟ้าร้องเปรี้ยง ๆ เสียด้วย แต่ฟ้าหลังฝน ทิวทัศน์สวยงาม ฟ้าสว่างสดใสอีกครั้งหนี่ง





ช่วงบ่าย พวกผู้ชายจับกลุ่มกันเฮฮาปาร์ตี้ ร้องเพลงคาราโอเกะกัน นักร้องเสียงทอง ประกอบด้วย ก๋วย (นักเต้นด้วย อิอิ) กิ๊บ ฮุย สุ อ้อย ก็ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน พวกผู้หญิง บ้างก็นั่งฟัง บ้างก็นั่งคุยกัน ฉัน รวง นิด เจี๊ยบ ขึ้นไปห้องนอน นอนคุยกันสนุกกว่า นิด กับ ฉันไม่ได้เจอกันนานพอควร เขายังคงเป็นเด็กเรียบร้อย เพื่อน ๆ ยังชอบแหย่นิด นิดก็จะยิ้ม ๆ พูดโต้ตอบบ้างด้วยเสียงเนิบ ๆ อันเป็นสไตล์ของนิดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ส่วนเจี๊ยบก็ยังพูดเก่ง เล่าเรื่องเก่ง เหมือนเดิม เด็ก ๆ ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปจากวัยเด็กที่ฉันเคยสอนเขามากนัก เพียงแต่โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ในสายตาฉัน พวกเขาก็ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ สำหรับฉันเสมอ



อาหารมื้อเย็นวันนี้ พวกเราไม่ต้องลงมือทำ เพราะน้องเขยศักดาที่ชื่อว่า คุณจู๋ ซึ่งอยู่ที่บ้านพักอีกบ้านหนึ่ง เป็นคนชอบทำกับข้าวมาก ช่วงบ่ายแก่ ๆ ก็ผัดหมี่โคราช และปลาราดพริิกมาให้ทาน พวกคอเหล้าได้กับแกล้ม ชมเปราะว่า อร่อย ขอบอกขอบใจกัน คุณจู๋เลยรับอาสาทำกับข้าวมื้อเย็นและมื้อเช้าในวันพรุ่งนี้ให้พวกเราทานกัน รวงเลยขนกับข้าว หมู กุ้ง ปลา ไก่ ให้คุณจู๋ ไป พวกเราเลยสบายไม่ต้องลงครัว





กลับจากทานข้าวบ้านของน้อยเขยศักดา พวกเราก็เดินกลับบ้านพักของเรา เย็นนี้เรามีสมาชิกใหม่มาเพิ่ม คือ ครอบครัวของ แจ๊ด คือ แจ๊ดและสรณ์ สามีของแจ๊ด และลูกสาวอีกคน และบัญชา ซึ่งทั้งสองคนขับรถตามมา ชา มาเป็นรถคันสุดท้าย ตอนนั้นพวกเรากลับจากทานข้าวบ้านคุณจู๋แล้ว รวมเป็นสมาชิกทั้งหมด 24 คน นับว่า ไม่น้อยเลยทีเดียว

ส่วนใหญ่ผู้ชายเขานั่งจิบเหล้ากัน คุยกัน เฮฮา ร้องเพลง ผู้หญิงก็ทยอยกันอาบน้ำ แล้วก็จับกลุ่มคุยกันในห้องนอน คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่พวกเราจะพักอยู่ที่นี่ พรุ่งนี้เช้าคุณจู๋ ก็ยังคงทำอาหารมื้อเช้าให้เราทานอยู่

ฉันเข้านอนก่อนเที่ยงคืนตามปรกติ เด็ก ๆ คุยกันไป ยายรวงนอนไม่หลับเพราะดื่มกาแฟเข้าไป ยายนิดแปลกที่ ก็นอนไม่หลับ ส่วนฉันสบายกว่าเพื่อน เพราะไม่มีปัญหาในเรื่องการนอนหลับ อิอิ

รุ่งเช้า 2 มิ.ย. ส่วนใหญ่พวกเราตื่นสายกัน ห้องน้ำคนก็เข้าเยอะ ไม่ว่างเลย ฉันก็เลยไม่อาบน้ำก่อนไปทานข้าวเช้าที่บ้านคุณจู๋ เขามาเรียกไปทานตอนนั้น น่าจะสองโมงครึ่งได้แล้ว พวกเราก็ทยอยกันไปที่บ้านคุณจู๋ เช้านี้ เขาทำข้าวต้มกุ๊ย มีปลาทับทิมผัดคึ่งไฉ่ ยำผักกาดกระป๋อง ปลาทอด ผักบุ้ง รสชาติก็อร่อยใช้ได้ทีเดียว ข้อสำคัญ เขาเป็นคนชอบทำกับข้าวมาก และอาสาพวกเราด้วยความเต็มใจ อิอิ

อิ่มข้าวแล้ว พวกเราก็กลับมาจัดเตรียมข้าวของที่ยังเหลืออยู่ ใครเอาอะไรมา ส่วนใหญ่ก็เอากลับคืนไป แต่ยายนิด บอกไม่เอากลับ เพราะที่บ้านไม่ได้ทำกับข้าว จึงยกน่องไก่ ถุงใหญ่ เนื้อหมูสันนอก อีก ถุง ให้ก๋วยเอากลับบ้านไป ส่วนหมู่บด อีกถุง ให้ฉันเอากลับมาบ้าน นิดเอาแต่ข้าวสาร 1 ถุงกลับบ้านเท่านั้น

ก๊องเสนอความคิดเห็นว่า ควรเก็บเงินจากเพื่อนรวมกัน สัก 2,000 บาท เพื่อเป็นค่าน้ำค่าไฟ และจ้างคนมาทำความสะอาดบ้าน แต่ก๋วยบอกไม่เห็นด้วย ศักดาไม่ยอมรับแน่ (ก๋วยกับศักดา เป็นเพื่อนซี้กัน รู้ใจกัน ศักดาเป็นคนใจกว้างด้วย เท่าที่ฉันสังเกต นะ) ในที่สุดก็ทำตามความคิดเห็นของก๋วย เด็ก ๆ ช่วยกันทำความสะอาด ห้องครัว ห้องน้ำ ถูพื้นห้อง เก็บที่นอนให้เรียบร้อย และเสนอความคิดเห็นกันว่า ถ้ามีโอกาสมาจัดงานพบปะสังสรรค์กันอีก อยากให้เก็บค่าอาหารคนละ สัก 500 บาท มอบให้คุณจู๋ไปจัดการเรื่องอาหารการกิน ไม่ให้ต่างคนต่างเอากับข้าวมาคนละอย่าง แล้วก็เหลือ เยอะแยะต้องขนกลับบ้านใครบ้านมัน ยายสู เอากระดูกหมูต้มมะระมา แช่แข็งอยู่ในตู้เย็น ก็ไม่อยากเอากลับ บอกให้ฉันนำกลับบ้านมากิน ฉันเลยได้ต้มมะระมา 3 ถุง ดีที่ก๋วยมีโฟมแช่ของสดมา เลยแบ่งมาให้ใส่ของพวกนี้ ไม่งั้นถึงบ้านคงเน่าแหง ๆ อิอิ

กว่าจะจัดสรรปันส่วนกันเรียบร้อย ทำความสะอาดกันก็น่าจะ ห้าโมงเช้าได้ ก๋วยให้รวมพลกันถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระลึก ก่อนอำลาจากกันไป เพื่อเก็บไว้ในความทรงจำถึงมิตรภาพที่ดีงามไงคะ อิอิ เชิญท่าน ผู้อ่าน ชมภาพพวกเราได้เลยค่ะ



หลังจากถ่ายรูปหมู่ซึ่งก็ถ่ายไว้หลายเวอร์ชั่น เพื่อเลือกเอาเวอร์ชั่นที่ดีและสวยที่สุด นั่นเอง พวกเราก็เริ่มอำลาจากกัน ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกลา ตามคำพังเพยดังกล่าว เด็ก ๆ พากันมาไหว้ฉันเพื่ออำลากัน ฉันก็ได้แต่ขอบใจพวกเขา ที่ไม่ลืมฉัน มารับฉันไปร่วมพบปะสังสรรค์ด้วยกันเสมอ ฉันอำนวยอวยพรให้พวกเขามีความสุข หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น

ก่อนจะขึ้นรถประจำที่ตัวเองอาศัยมา ก๊องกับธวัชชัยได้คุยกันแล้วว่า จะไปแวะทานอาหารแถวเขาใหญ่ ให้ขับรถตามกันไป ร้านอาหารที่ก๊องบอก คือ ร้านครัวหญ้าคา รถคันเราไปทีหลังก๊อง สักครูใหญ่ พวกเขาสั่งอาหารรออยู่แล้ว อาหารรสชาติก็โอเค อร่อยใช้ได้ มีเนื้อแกะผัดเผ็ดด้วย ลองชิมไปชิ้นเดียว กล้า ๆ กลัว ๆ รสชาติก็เหมือนที่ฉันเคยชิมเนื้อนกกระจอกเทศ อิอิ

มื้อนี้ก๊องจ่ายไปพันกว่าบาท รวงจะช่วยจ่ายแต่ก๊องบอกไม่ต้อง ให้รวงไปจ่ายกาแฟ เค้ก และน้ำ ที่ร้านสตาร์บัค แทน รวงตกลงตามนั้น พวกเราก็ขับตามกันไปที่ร้านสตาร์บัค สั่งของกินตามใจชอบ เค้กคนละชิ้น ผู้ชายทานกาแฟ ผู้หญิงส่วนใหญ่ทานน้ำปั่นกันคนละแก้ว ขณะที่ทานกันอยู่ ฝนตกหนักเหลือเกิน ก๊องไปที่รถเขา หยิบร่มมาสองคัน ผลัดกันกางร่มไปส่งขึ้นรถ

พวกเราแยกจากันที่นี่ ต่างคนต่างขับไปแล้ว รถคันฉันธวัชชัยขับไปเรื่อย ๆ ไม่เร่งรีบ ได้แวะกลางทาง ซื้อของฝากกัน ฉันได้ น้อยหนาและมะม่วงมาอย่างละ 2 โล ได้หน่อไม้จิ้มน้ำพริกอีก ครึ่งโล เพื่อไปฝากเพื่อนบ้าน นิดก็ซื้อมะม่วง และพวกไวน์องุ่นจะไปฝาก เพื่อนบ้านมั้ง

จากนั้นพวกเราก็มุ่งหน้าเข้าสูงกรุงเทพฯ ถึงกรุงเทพฯทุ่มกว่าแล้ว ธวัชชัยชวนทานข้าวมื้อเย็น ฉันเลยเสนอข้าวเหนียวส้มตำ ลาบ น้ำตก แถวบ้านฉัน ราคาจะได้ไม่แพง มื้อนี้นิด สั่งไก่ย่าง ส้มตำปู ลาบหมู แล้วก็ข้าวเหนียวคนละถุง ก็อิ่มท้องไปตาม ๆ กัน มื้อนี้ นิดจ่ายไป ไม่น่าจะเกินสองร้อยบาทนะ ฉันคำนวณดูคร่าว ๆ น่ะ

กินอิ่มท้องแล้ว นิดกับธวัชชัยก็ล่ำลาฉันกลับบ้าน ฉันขอบใจเขาทั้งสองที่รับฉันไปเที่ยวด้วย เลี้ยงข้าวอีกต่างหาก เราจากกันด้วย ความสุข อิ่มเอมใจ

เฮ้อ ! ความสุขของฉันที่ได้รับจากลูกศิษย์หลายรุ่นที่ฉันเล่าให้อ่านไปแล้วนั้น เป็นความสุขทียากจะบรรยายจริง ๆ ว่า ฉันโชคดีที่ได้สอนพวกเขา และพวกเขาก็ไม่เคยลืมฉันเลย ไม่ว่าจะเป็นยามเที่ยว ยามเจ็บป่วย ฉันก็ได้รับความเอื้ออาทร และได้พึ่งพาอาศัยจากพวกเขาเสมอ โดยเฉพาะก๊องและก๋วย มันคงเป็นบุญกุศลที่ฉันคิดดี ตั้งใจดีในขณะที่ฉันสอนพวกเขานั่นเอง สมกับพุทธภาษิตที่ว่า "คนเราทำดี ย่อมได้รับผลดีตอบแทน" ฉันได้แต่ตั้งจิต อธิษฐาน ภาวนา ขอให้พวกเขามีความสุข เจริญก้าวหน้าในชีวิตยิ่ง ๆ ขึ้น ให้สมกับความตั้งใจดีของเหล่าลูกศิษย์ ทุก ๆ คน ค่ะ

สวัสดี ค่ะ



Create Date : 05 มิถุนายน 2556
Last Update : 8 ตุลาคม 2556 10:05:14 น.
Counter : 2233 Pageviews.

3 comments
  




สวัสดีค่ะอาจารย์

ตามมาเที่ยวบ้านไร่ ภูผาสวรรค์ ด้วยค่ะ ชื่อเพราะมาก
ชอบมากค่ะ น่าไปพักบรรยากาศบ้านไร่
ยิ่งช่วงเช้าแล้ว ได้สูดโอโซนเต็มๆเย็นสุดชื่นดีค่ะ

ตัวหนังสือยังเล็กอยู่นะคะอาจารย์ และยิ่งเขียนต่อกันยาวๆ
อ่านไปอ่านมาชักตาลายค่ะ 555

อาจารย์สบายดีนะคะ รักษาสุขภาพด้วยค่ะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 13 มิถุนายน 2556 เวลา:2:11:27 น.
  
เสียดาย...ที่ไม่ได้ไปร่วมด้วยครับ

ไว้โอกาสต่อไปจะพยายามปลีกตัวไปให้ได้ อยากเจออาจารย์ อยากเจอเพื่อน ๆ ทุกคน

ขอบคุณสำหรับข้อความดี ๆ ที่เล่าสู่กันฟังครับ
โดย: ชรินทร์ IP: 110.168.8.149 วันที่: 30 มิถุนายน 2556 เวลา:17:41:46 น.
  
เชิญชมบรรยกาศเพิ่มเติมได้ในเฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/banrai.puphasawan.5
โดย: บ้านไร่ภูผาสวรรค์ IP: 203.144.211.23 วันที่: 25 กรกฎาคม 2556 เวลา:13:23:00 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments