ตุลาคม 2556

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
เสน่ห์ แห่งเมือง ดาลัด มุยเน่ และโฮจิมิน
เสน่ห์ แห่งเมือง ดาลัด มุยเน่ และโฮจิมิน

เป็นอีกครั้งหนึ่งของชีวิตที่มีโอกาสได้เดินทางไกล เพื่อท่องไปในโลกกว้าง หากำไรของชีวิตโสดที่เหลืออยู่และเป็นอีกทริปหนึ่งที่มีความประทับใจไม่น้อยกว่าทริปที่ผ่านๆ มา

ทริปนี้ ผอ.นพคุณเป็นคนมาชวนไปด้วย สนนราคา ก็ไม่แพงเกินไปนัก ค่ะ 5 วัน 4 คืน 23,500 บาท กำหนดการเดินทาง 9-13 ตุลาคม 56

วันที่ 9 ตุลาคม 56 บริษัทแม็กซ์เวิลด์ทัวร์ นัดพวกเราที่สนามบินสุวรรณภูมิ ขาออก ชั้น 4 ประตูทางเข้าหมายเลข 6 แถว L เวลา 9.00 น. เม้ง เหลนของฉันมารับฉันที่บ้าน ตั้งแต่เวลา 6.45 น. ฉันจึงมาถึงที่สนามบินตั้งแต่ยังไม่ถึง 8.00 น.เลย แต่ก็ไม่เหงาหรอกนะ เพราะมีเพื่อน ๆ ที่ร่วมทริปมาก่อนฉันแล้วหลายคน พี่อวยเห็นฉัน รีบโบกไม้โบกมือเรียกฉันด้วยความดีใจ แกก็คงเหงา เพราะพวกที่มาไม่ใช่พวกธาตุทองสักคน นั่นเอง

ทริปนี้ มีเพื่อนร่วมเดินทางถึง 38 คน นับว่าเป็นทริปใหญ่พอสมควร ผอ.นพ เป็นผู้บริหารมาหลายโรงเรียนจึงมีลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาเยอะ เวลาจัดทัวร์จึงไม่ลำบากนัก ทริปที่มานี้ ส่วนใหญ่สูงอายุ เกษียณอายุราชการแล้ว มีน้อยคนที่ยังรับราชการอยู่ แต่ละคน ก็ดูมีอัธยาศัยดี หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ฉันเคยร่วมทริปไปใต้หวันและเมดานอยู่หลายคน เช่น พี่พรรณี พี่ลาวัณย์ (รุ่นพี่มดทอง)

เจ้าหน้าที่ของบริษัทมาหลังลูกทัวร์ อีก ทริปนี้ หัวหน้าทัวร์ ชื่อ ปิ๋ม มีผู้ช่วยไปอีกคนหนึ่ง คือ อ้อย ทั้งสองคนได้ช่วยกันแจกเสื้อให้ลูกทัวร์คนละตัวตามไซด์ที่ถามกันแล้ว เป็นเสื้อสีขาว พิมพ์คำ ทักทาย และเวียดนาม จากนั้นแจกใบขาเข้าขาออกให้เซ็นชื่อและแจกตั๋วเครื่องบิน โหลดกระเป๋า เข้าเครื่องแล้วก็ปล่อยอิสระ เดินเล่นกันนานประมาณ สองชั่วโมงกว่า เครื่องจะออก 11.20 น. เลยถ่ายรูปการรอเป็นที่ระลึกเสียหน่อย ค่ะ



ประมาณ 11.00 น. เขาก็เรียกขึ้นเครื่อง VN 600 สายการบินของเวียดนาม ฉันกับจุ๊บได้นั่งติดหน้าต่างตรงปีกอีกเหมือนเดิม ได้ดูท้องฟ้าสีครามใส สว่างจ้าปุยเมฆขาวสวย ล่องลอยเบาบางเหมือนปุยนุ่น สามารถปล่อยอารมณ์ล่องลอยไปตามใจนึกฝันได้เป็นอย่างดี คนเราถ้าสามารถปล่อยวางได้ทุกอย่าง คงเหมือนความเบาบางของปุยเมฆบนท้องฟ้าสีครามนี้เนอะ

กว่าเครื่องบินจะเคลื่อนลำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลก็ประมาณ 11.30 น. แล้ว พักใหญ่ ๆ เขาก็เสิร์ฟอาหารมื้อกลางวันให้เรา เป็นบะหมี่ ปลาทอด รสชาติ ก็แปลก ๆ ดี พอกินได้ วันนี้เลยต้องออกเจ เสียแล้ว ปีนี้ได้กินเจแค่ 4 วันเท่านั้นเอง เครื่องบินใช้เวลาในการบินประมาณ ชั่วโมงเศษ ๆ 12.35 น.พวกเราก็ถึงสนามบินโฮจิมิน (ไซ่ง่อนเก่า) เข้าแถวตรวจคนเข้าเมืองตามที่เคยปฏิบัติ จากนั้นก็ไปรอรับกระเป๋ากัน รับแล้วเราก็ต้องไปโหลดกระเป๋าอีกเพื่อต่อเครื่องไปเมืองดาลัดตอน 15.50 น.โหลดเสร็จแล้ว มัคคุเทศก์เวียดนาม ซึ่งพูดภาษาไทยได้ ก็พาเราไปทานอาหารที่ร้านภายในสนามบิน เพื่อเป็นการรองท้องก่อน เพราะกว่าจะไปถึงเมืองดาลัด คงจะเย็น ก็เป็นอาหารง่าย ๆ เป็นข้าวผัดและน้ำดื่ม แล้วแต่เราเลือก อาหารมีน้อยแล้ว หลายอย่างที่อยากทาน มันไม่มีขายแล้ว เพราะเป็นช่วยบ่ายมากแล้วนั่นเอง ชมภาพหน่อยนะคะ



หลังจากอิ่มข้าวแล้ว พวกเราก็เดินเตร่ชมสินค้าในสนามบินโฮจิมินกันไปเพื่อรอขึ้นเครื่องไปเมืองดาลัด กว่าเครื่องบินจะเคลื่อนบินไป ก็ประมาณ 16.10น. ช้ากว่าที่กำหนดไปบ้าง อันเป็นธรรมดาของการบินนั่นแหละ ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง คือ ถึงสนามบินเมืองดาลัดเป็นเวลา 17.10 น. ก็ต้องตรวจคนเข้าเมืองตามระเบียบแล้วไปรอรับกระเป๋าอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างรอไม่ให้เวลาเสียไปเปล่า ๆ ก็ถ่ายรูปมาให้ท่านผู้อ่านชมเสียหน่อย ค่ะ



พวกเราก็ลากกระเป๋ากันไปนั่งรถโค้ชชั้นเดียว รถใหม่นั่งสบายใช้ได้ทีเดียว สักพักใหญ่ มัคคุเทศก์ปิ๋มก็มีการแนะนำมัคคุเทศก์เวียดนามให้รู้จัก อายุเยอะแล้ว 63 ปี ชื่อ มาย พูดไทยได้แต่ไม่ชัดเจนนัก บางคำเพี้ยนทำให้ความหมายเปลี่ยน พวกเราก็ช่วยกันแก้ให้แกด้วย จากนั้น ปิ๋ม มัคคุเทศก์หัวหน้าทัวร์ครั้งนี้ ก็เชิญ ผอ.นพคุณ ประธานในการจัดทัวร์ทริปนี้กล่าวเปิดแนะนำลูกทัวร์ มีผู้ช่วย คือ พี่ลาวัณย์ ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่ไปเชิญชวนลูกน้องมาได้กลุ่มใหญ่ มีกลุ่ม ผอ.ประกาสิต ก็ยกมาทั้งตระกูล พี่น้อง เขย-สะใภ้ รวมแล้ว น่าจะ 6 คน กลุ่มโรงเรียนวัดบวร กลุ่มธาตุทองก็มา 6 คน ยืนแสดงตัวกันสนุกสนานในรถขณะที่แล่นไปเข้าพักที่โรงแรม





เรามาถึงโรงแรมที่พัก ซึ่งมีชื่อว่า Golf 3 Dalat Hotel เป็นโรงแรม 4ดาว แต่ที่แย่ คือ ลิฟเสีย ทุกคนดูแล้วรู้สึกไม่พอใจ แต่มัคคุเทศก์ก็บอกว่า ไม่ต้องตกใจ เดี๋ยวจะมีพนักงานหิ้วไปให้ที่ห้องพัก ผู้ชายบางคนก็หิ้วเดินขึ้นบันไดไปก็มี เจ้าของโรงแรมก็น่ารักนะ มาช่วยลูกน้องหิ้วด้วย เราจะพักที่นี่ 2 คืน

18.30 น. เป็นเวลานัดทานข้าวมื้อเย็นที่ภัตตาคาร อาหารก็มีซุปข้าวโพด ปอเปี๊ยะ สุกี้แบบเวียดนาม ไข่เจียว เมี่ยงปลาซาบะ รสชาติมื้อนี้ ก็อร่อยใช้ได้ หลังอาหารเย็น พวกเราก็ไปเดินช้อปปิ้งกัน ร้านเสื้อกันหนาวถักด้วยมือ หมวก เสื้อผ้าเด็ก ถุงมือ ถุงเท้า ตั้งร้านเป็นแถวยาวไปเลยมากมาย อยู่หน้าโรงแรมเราเอง ฉันกับจุ้บและอ้อย ก็ไปกับเขาด้วย ฉันได้ซื้อกันหนาว ต่อรองราคากันสนุกสนาน เพราะรู้ราคาจากอ้อยที่ซื้อไปก่อนแล้ว (แบบเดียวกัน) ซื้อจากหน้าภัตตาคารที่เราไปทานข้าว 100,000 ดอง เท่าเงินไทย 150 บาท พี่อวยมาซื้อทีนี่ ต่อได้เหลือ 80,000 ดอง ฉันไปซื้อใหม่ ต่้อได้ เหลือ 75,000 แต่ดูเหมือนจุ้บหรือใครไม่รู้ซื้ออีกตัว เขาเลยยอมลดให้ อิอิ จากนั้นก็เดินซื้อหมวกและเสื้อผ้าชาวเวียดนามเด็ก มาฝากโหลนสาว 1 ชุด รวมแล้วน่าจะเหลือร้อยเศษ ๆ รวมหมวกด้วยน่ะนะ



10 ตุลาคม

วันนี้ ปลุก 6 โมง ทานอาหารเช้า 7 โมง ล้อหมุน 8 โมง ก็เป็นไปตามธรรมดาของการไปทัวร์ โปรแกรมวันนี้ของเราเที่ยวที่เมืองดาลัด เมื่อขึ้นรถ มัคคุเทศก์ มาย เริ่มให้ความรู้เกี่ยวกับเมือง ดาลัด ว่า เมืองนี้อากาศค่อนข้างเย็น สมญานามว่า เมิองแห่งดอกไม้ และสายลมหนาว เป็นเมืองของจังหวัด ลามดง คำว่า ดา แปลว่า แหล่งกำเนิดหรือแม่น้ำ กามลี ส่วนคำว่า ลัด เป็นชื่อของชนกลุ่มน้อยเผ่าหนึ่งของที่เมืองนี้ เสน่ห์ของ เมืองดาลัด คือ เป็นเมืองที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขา มีทิวสนเขียวขจี มีทะเลสาบ ที่เรานั่งรถก็จะผ่านหรือเห็นได้เกือบตลอดเวลา มีป่าไม้บนที่ราบสูง ชื่อ ลามเวียด มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1,500 เมตร อุณหภูมิสบาย ๆ ประมาณเฉลี่ย 17 องศา ตลอดปี จึงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ ได้รับการกล่าวขานว่า "เป็นเมืองใบไม้ผลิชั่วนิรันดร์" มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยทางการเกษตรและอุตุนิยมวิทยาอยู่ที่นี้ด้วย ระหว่างที่เดินทางไปเที่ยวสวนดอกไม้ ทิวทัศน์ก็สวยงามมากค่ะ



สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกของวันนี้ คือ "ฟราวเวอร์ การ์เด้น" เป็นสวนดอกไม้ที่กว้างใหญ่ไพศาลมากทีเดียว มีดอกไม้สวย ๆ มีสถานที่ให้ถ่ายรูปมากมายทีเดียว มีรถกอล์ฟสำหรับพาชมสวน และจอดแวะยังจุดสวยงามให้พวกเราถ่ายรูปด้วย พวกเราชอบมาก ถ่ายรูปกันใหญ่เลย ฉันไม่ต้องบรรยายถึงความสวยงามของสวนดอกไม้แห่งนี้หรอกค่ะ เชิญท่านชมจากภาพที่ฉันเก็บมาฝากดีกว่า นะคะ



















แหล่งท่องเที่ยวต่อไป คือ หุบเขาแห่งรัก หรือ เลิฟ วัลเล่ย์ มัคคุเทศก์ มาย ก็ได้เล่าที่มาของชื่อสถานที่นี้ ก็หนีไม่พ้นเรื่องของความรักระหว่างหนุ่มสาวที่ถูกกีดกันจากผู้ใหญ่ และจุดจบ ก็คือ ความตาย โดยมาตายอยู่ที่หุบเขาแห่งนี้ จึงให้ชื่อว่า หุบเขาแห่งรัก มันก็คล้าย ๆ ก้บชื่อสถานที่ในไทยหลายแห่ง เช่น สะพานรักสารสิน วังบัวบาน อะไรประมาณนั้นน่ะค่ะ สถานที่แห่งนี้ มีความร่มรื่นด้วยแมกไม้ ดอกไม้ และทะเลสาบที่เงียบสงบ มีการสร้างรูปสัตว์ มีสะพาน มีรูปปั้นเป็นรูปหัวใจบ้าง ฉันก็เก็บบรรยากาศมาฝากท่านผู้อ่านแทนการบรรยาย นะคะ









ท่านได้ชมความงดงามของหุบเขาแห่งรักแล้ว สถานที่ต่อไปที่มัคคุเทศก์พาพวกเราไปเที่ยว มีชื่อว่า เครซี่เฮ้าส์ มัคคุเทศก์เล่าให้ฟังว่า เป็นสถาปัตยกรรมที่เกิดจากความคิดของนักศิลปะคนหนึ่ง มีความคิดอยากสร้างบ้านเป็นบ้านต้นไม้ มีรูปร่างลักษณะแปลกตา เป็นรูปทรงประหลาด จะประหลาดอย่างไร ท่านก็ชมจากภาพถ่ายที่ฉันถ่ายมาฝากท่านผู่อ่าน นะคะ อิอิ













เป็นอย่างไรบ้างคะ เครซี่เฮ้าส์ ประหลาดอย่างที่ฉันพูดไหมคะ ส่วนใหญ่จะสร้างด้วยปูน เป็นรูปทรงประหลาด ๆ ตามห้องที่ขึ้นบันไดไป มีไฟฟ้า ติดหลอดไฟให้ความสว่างสลัว ๆ เสียดายที่เขาให้เวลาน้อย เลยไม่่ได้ขึ้นไปถ่ายตามห้องต่าง ๆ ด้วย

ช่วงเช้านี้เราทำเวลาเที่ยวได้ 3 แห่ง แล้วก็ถึงอาหารมื้อเที่ยง กองทัพต้องเดินด้วยท้อง อาหารก็คล้ายกัน ทุกมื้อเขามักจะทำไข่เจียวให้พวกเราทานกัน ทางปิ๋มและอ้อย มัคคุเทศก์ไทยก็จะมีน้ำพริกมาให้พวกเราแจมด้วย ก็ได้รสชาติดีขึ้น ฉันมีความรู้สึกว่า อาหารทางเวียดนามใต้ อร่อยสู้เวียดนามเหนือไม่ได้

อิ่มแล้วพวกเราก็ไปเที่ยวกันต่อ นั่นคือ การนั่งรถราง ที่โลดโผนพอควร ผ่านจุดน่าหวาดเสียวหลายแห่ง เพราะว่าเป็นทางโค้งหลายโค้ง มีให้เลือกว่า จะนั่งรถเดี่ยว ๆ เพื่อขับและบังคับรถเอง หรือจะให้เจ้าหน้าที่ขับ แล้วนำขบวนรถที่ติด ๆ กันเป็นขบวนยาวไปกัน มีเพียง 2-3 คน ที่ขับเดี่ยว นอกนั้น รวมทั้งฉันด้วย ขอไปเป็นขบวนให้เจ้าหน้าที่ของเขาขับพาเราเที่ยวชมดีกว่า การนั่งรถรางครั้งนี้ จุดหมายปลายทางก็คือ ไปชมน้ำตก ดาตันลา ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดเล็กอยู่ลึกเข้าไปในขุนเขาและล้อมรอบด้วยก้อนหินและป่าเขา เมื่อลงจากรถรางเดินไปอีกนิดเดียวก็ได้ยินเสียงน้ำตกและเห็นภาพของน้ำตกที่มีน้ำไหลค่อนข้างแรง ทำให้เกิดความสวยงามและร่มเย็นเพราะปกคลุมด้วยแมกไม้น้อยใหญ่ทำให้เกิดความร่มรื่น เย็นสบายกาย สบายตาค่ะ ท่านลองชมภาพที่ฉันนำมาฝากนะคะ













จากน้ำตก เราก็ไปเที่ยวที่วัด ติ็กลาม มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินเขา เหนือทะเลพาดาไดซ์ เราถ่ายรูปแต่บริเวณรอบ ๆ เท่านั้น ค่ะ





จากวัดติ๊กลามแล้ว มัคคุเทศก์ก็พาเราไปนั่งเคเบิ้ลคาร์ เพื่อที่จะชมวิวทิวทัศน์ของเมืองดาลัดจากมุมสูง แต่น่าเสียดาย ฝนตกหนักมาก หมอกหนาด้วย มองออกไปจากเคเบิ้ลคาร์ มัว ๆ ไม่สามารถเห็นความสวยงามอะไรเลย ได้แต่รูปที่ถ่ายในเคเบิ้ลคาร์มาฝาก เป็นรูปพี่อวยกับมัคคุเทศก์ปิ๋ม ค่ะ



ต่อไป พวกเราก็ไปชมพระราชวังฤดูร้อนของจักรพรรดิเป๋าได๋ จักรพรรดิองค์นี้ เป็นองค์สุดท้ายของประเทศเวียดนาม มัคคุเทศก์ มาย เล่าว่า กษัตริย์องค์นี้ เสด็จไปอยู่ประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ ไม่ได้กลับมา ภายในพระราชวังแห่งนี้ จึงไม่มีรูปพระองค์ตอนสมัยมีพระชนม์ชีพมาก ๆ พระราชวังแห่งนี้ออกแบบและปลูกสร้างอยู่ใต้ร่มเงาของทิวสนใหญ่ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2476 ในตัวตึก จะมีห้องต่างๆ มากมาย มีพระรูปของพระเจ้าเป๋าได๋ พระมเหสี พระราชโอรส พระราชธิดา มีห้องทรงงานของพระองค์ มีเครื่องโทรศัพท์สองเครื่อง มีห้องเครื่องใช้ เช่น แก้ว จาน สวยงาม หลังจากที่พระเจ่าเป๋าได๋เสด็จออกไปอยู่ประเทศฝรั่งเศษแล้ว พระราชวังแห่งนี้ ก็กลายเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ไป ฉันได้ถ่ายรูปภายในห้องต่าง ๆ มาให้ชมด้วย ค่ะ





แหล่งสุดท้ายที่พวกเราไปเที่ยวในวันนี้ ก็คือ สถานีรถไฟโบราณของเมืองดาลัด ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว กลายเป็นอนุสรณ์สถานไป พวกเราก็ไปถ่ายกับตู้รถไฟนี้ แสดงแอ๊กชั่นหลายท่าทางแล้วแต่ความชื่นชอบของแต่ละคน อิอิ โปรดชมภาพค่ะ





สุดท้ายของการเที่ยววันนี้ ฝากรูปของโรงแรมที่เรามาพักสองคืน และบรรยากาศรอบ ๆ โรงแรมที่เรามาพัก และ ทิวทัศน์อันสวยงามส่วนหนึ่งของเมืองดาลัด นะคะ









11 ตุลาคม 56

วันนี้ เราต้องเอากระเป๋ามาไว้หน้าห้อง เพราะจะต้องเดินทางไปเที่ยวที่ เมืองมุยเน่ต่อแล้ว ซึ่งจากเมืองดาลัดไปยังเมืองมุยเน่ ต้องใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง ดังนั้น วันนี้ เขาจึงปลุกเราตอนตี 5 ทานมื้อเช้า 6 โมง 7 โมงเช้ารถออกจากโรงแรม อำลาเมืองดาลัดไป

เมืองมุยเน่ ตั้งอยู่ที่ จังหวัด ฟานเตียน มีลักษณะภูมิประเทศแบบทะเลทราย อากาศคล้าย ๆ กับประเทศไทย ริมอ่าวมุยเน่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเวียดนาม เป็นแหล่งผสมผสานระหว่าง ทะเล ภูเขา ทะเลทราย และน้ำตก เป็นเมืองที่ใกล้กับเมืองโฮจิมิน เมืองหลวงของเวียดนาม เมืองมุยเน่ มีลักษณะเป็นสันดอนทรายขนาดใหญ่ ที่ถูกแผ่นดินยกตัวขึ้นมาจากชายทะเล จนกลายเป็นแอ่งทรายล้วน ๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่รอบ ๆ ทะเลทรายขาว มีทะเลสาบอยู่ด้วย เพิ่มความสวยงามและงดงามไปอีกรูปลักษณ์หนึ่ง ซึ่งโปรแกรมของเราวันนี้ จะได้ไปเห็นและเก็บภาพสวย ๆ มาฝากท่านผู้อ่าน ค่ะ

เนื่องจากเมืองมุยเน่ มีทะเล แผ่นดินส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายดังกล่าว อาชีพการเกษตรจึงมีน้อย ส่วนใหญ่ยึดอาชีพการประมง มัคคุเทศก์เล่าให้ฟังเช่นนี้ ค่ะ ลองมาชมภาพสวย ๆ ระหว่างทางที่ฉันเก็บมาฝาก ค่ะ





ระหว่างทางจากดาลัดไปมุยเน่ มัคคุเทศก์ มาย ได้พาเราแวะร้านผลไม้แช่อิ่มแห้ง เพื่อให้เราซื้อเป็นของฝาก ซื้อ 5 กล่อง แถม 1 กล่อง มีพวกลูกท้อ บ๊วย กระเจี๊ยบ กีวี ราคาคิดแล้วไม่ถูกเลย กล่องละ 40,000 ดอง คิดเป็นเงินไทยก็ 60 บาท แต่ มาย บอกว่า ที่นี่ เขาทำสด ๆ ไม่ค้าง ถึงจะแพงหน่อย แต่ก็ได้ของดี สด มาถึงที่แล้วนี้ ก็ต้องเชื่อเจ้าถิ่นละนะ ฉันซื้อไป 10 กว่ากล่อง คิดเงินหลังจากแถมแล้ว เป็นเงิน 480,000 ดอง แพงไม่น้อยเลยนะเนี่ย

ประมาณเที่ยงได้เราก็มาถึงเมืองมุยเน่ ทานอาหารเที่ยงที่นี้ อาหารก็มีลักษณะคล้าย ๆ ที่ผ่านมา หวังจะมากินหมูยอทอด แหนมเนือง มีผักให้แกล้มเยอะเหมือนเวียดนามเหนือ กินกุ้งพันอ้อย ไม่ได้กินสักอย่าง ผิดหวังเลยจ้ะ ทานข้าวมื้อเที่ยงแล้ว จุดหมายปลายทางที่เราจะไปเที่ยวเป็นแห่งแรกก็คือ แฟรี สตรีม

แฟรี่ สตรีม เป็นธารน้ำสายยาวที่ไหลมาจากน้ำตกลงสู่ทะเล สองข้างทางจะเป็นเขาสีแดง เป็นเนินหินสูง ๆ ต่ำ ๆ สวยแปลกตามาก คล้าย ๆ กับ ที่แพะเมืองผีของจังหวัดแพร่ ในประเทศไทยเรา สองข้างทางมีต้นไม้สูงใหญ่ เนินดินสีแดง ตะปุ่มตะป่ำ เราต้องเดินลุยน้ำลำธารตื้น ๆ แค่ตาตุ่ม น้ำที่ไหลเย็น ใสบ้าง ขุ่นบ้าง บางช่วงไหลแรง และลึกมากกว่าตาตุ่ม เวลาเดินจึงต้องระวัง ค่อย ๆ หยั่งเท้าลงไปดูก่อน ธารน้ำที่ลุยนั้น เป็นทรายขาวบ้าง ดำบ้าง เนื้อทรายละเอียดอ่อนนุ่ม ควรใส่รองเท้าแตะที่เป็นฟองน้ำ หรือยางที่จะลุยน้ำได้ บางคนก็เดินเท้าเปล่าก็มี ตามแต่สะดวกและความชอบของแต่ละคน ฉันก็ถ่ายรูปมาให้ชมเหมือนเดิม ค่ะ















แหล่งท่องเที่ยวต่อจากแฟรี่ สตรีม ก็คือ ทะเลทรายขาว ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลด์ของทริปนี้เหมือนกัน มัคคุเทศก์ มาย บอกว่า เสน่ห์ของทะเลทรายขาว ก็คือ ที่นี่มีทะเลสาบที่มีดอกบัวไว้ด้วย (แต่ปัจจุบันเหลือบัวน้อยมาก)

ก่อนที่จะไปถึงทะเลทรายขาว เรามองไปไกล ๆ จะเห็นทะเลสาบอยู่ด้านหน้า ทะเลทรายขาวอยู่หลังทะเลสาบ เป็นผืนทรายขาว สะอาด สุดลูกหูลูกตา แต่พอไปถึงที่ทะเลทรายขาว กลับไม่ใช่สีขาวนวลอย่างที่เห็นไกล ๆ แต่เป็นทรายที่เป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ เหมือนที่ฉันถ่ายรูปมาให้ชม เขาบอกว่า ถ้าไปช่วงที่ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปจะเห็นภาพที่สวยงามมาก โรแมนติคสุด ๆ ตอนที่เราไปถึงเป็นช่วงบ่ายแก่ ๆ มากแล้ว ขอบฟ้าเป็นสีคราม สดใส แดดไม่แรง ลมโชยมาอ่อน ๆ เวลาที่จะขึ้นไปชมทิวทัศน์ที่ทะเลทรายขาว จะมีเจ้าหน้าที่ที่นี่ ขับรถจิ๊บพาพวกเราขึ้นไปที่ทะเลทราย ใช้เวลาไม่น่าจะถึง 10 นาที เราก็จะไปถึงเนินทรายที่กว้างใหญ่ ไพศาล สุดลูกหูลูกตา รถมีแค่สองคัน นั่งได้ประมาณ 5 คน จึงต้องรอกัน เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราก็ถ่ายรูปกับทะเลาสาบที่อยู่ด้านหน้าของทางที่จะขึ้นไปที่ทะเลทรายไปพลาง ๆ ก่อนที่จะไปชื่นชมทะเลทรายขาวด้านบน บริเวณนี้ มีให้เช่ารถ ATV ด้วย เขาขี่กันขึ้นไปถึงทะเลทรายด้วย มาชมความสวยงามของทะเลทรายขาวที่ฉันถ่ายมาฝากดีกว่า ค่ะ







เราถ่ายรูปอยู่บนทะเลทรายขาวหลายรูป เดี่ยวบ้าง หมู่บ้าง หลายท่าเหลือหลาย แล้วก็นั่งรถจิ๊บลงมาข้างล่าง ฟ้าเริ่มครื้ม ๆ พอขึ้นรถได้สักพัก ฝนก็ตกพรำ ๆ มาถึงทะเลทรายแดงที่เราจะต้องมาเที่ยวตามโปรแกรม ฝนก็ยังพรำ ๆ อยู่ หลายคนไม่ลงจากรถ เพราะว่า คงเหนื่อย และคิดว่า มันก็เหมือน ๆ กันกับทะเลทรายขาว ฝนก็ตกพรำ ๆ จุ๊บก็ไม่ลงเหมือนกัน แต่ฉันเสียดายน่ะ มาถึงทั้งที ก็ต้องลงไปย่ำทะเลทรายแดงดูให้รู้ว่าเป็นไง ต่างจากทะเลทรายขาวอย่างไร อิอิ ข้อสำคัญต้องไปเก็บภาพมาฝากท่านผู้อ่านด้วยไงคะ คนที่ลงไปมีประมาณ 10 คนน่าจะได้ กลุ่มธาตุทองลงไปหมดเลย ทะเลทรายแดงอยู่ติดริมถนน เราต้องเดินลุยทรายขึ้นไปด้านบน มี มัคคุเทศก์ปิ๋มและอ้อยลงไปด้วย พี่อวยก็เก่งเดินขึ้นเนินไปกระฉับกระเฉง ผอ.นพก็เก่งมาก อายุ 81 แล้วก็ยังขึ้นมาด้วย ชู ไม่ไหว เดินได้นิดเดียวไปยืนรอพรรคพวกที่ใต้ต้นไม้ ฉันก็ลุยทรายขึ้นไป ไกลเหมือนกัน เวลามีน้อย เลยไม่ถึงยอดเนินกว้าง แต่ก็เห็นทิวทัศน์รอบ ๆ ทะเลทรายแดง กว้างใหญ่ไพศาลเช่นเดียวกับทะเลทรายขาว เนื้อทรายเป็นสีแดง เหมือนสีศิลาแลง เมื่อยน่องและต้นขามาก เพราะต้องลุยทรายที่ดูดเท้าเราจมลงไป จึงก้าวยากหน่อย ฉันก็ได้เก็บภาพสวย ๆ มาฝากท่านผู้อ่านหลายภาพอยู่ค่ะ เชิญชมได้นะคะ





รถมาถึงโรงแรมที่พักที่มีชื่อว่า โรงแรม โลตัส (เขาอ่านโลตุส ทำให้หัวเราะกันใหญ่)ถือเป็นโรงแรมที่น่าอยู่ เป็นโรงแรมที่สองที่มาพักที่มุยเน่ 1 คืน มาถึงที่นี่ประมาณเกือบ ห้าโมงเย็น นัดไว้ว่า จะไปทานข้าวมื้อเย็นกัน 18.00 น. วันนี้ทานกันในโรงแรม เพราะจะมีปาร์ตี้กัน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่บริษัทแม็กเวิลด์ จัด ไปกับบริษัทนี้หลายครั้ง ก็มีเพิ่มเรื่องการจัดปาร์ตี้เป็นเรื่องใหม่ เปิดคาราโอเกะให้ลูกทัวร์ มัคคุเทศก์ ร่วมกันร้องเพลง มีเท้าไฟออกไปเต้นรำ เช่น พี่อวยเป็นต้น อาหารเป็นบุฟเฟ มีโต๊ะ เก้าอี้ให้นั่งกันเป็นกลุ่ม ๆ ยายอ้อยก็ออกไปร้องเพลงด้วย มีการให้ใส่เสื้อยืดที่ทางบริษัทแจกให้เพื่อถ่ายรูปเป็นรูปหมู่ด้วย อาหารเป็นอาหารทะเล มีหลายอย่างให้เลือกทานกัน บรรยากาศสนุกสนาน ทริปนี้ มีคนเกิดในเดือนตุลาคม 3 คน ทางมัคคุเทศก์ ก็มีการจัดเค้กวันคล้ายวันเกิดให้ลูกทัวร์ทั้ง 3 คน เหมือนกับทริปอื่น ๆ ที่ฉันเคยบันทึกไว้แล้ว เชิญท่านชมบรรยากาศของงานปาร์ตี้ได้ค่ะ ว่าสนุกสนานกันสุดเหวี่ยงอย่างไรบ้าง อิอิ





ฉันเก็บภาพของกิจกรรมได้พอประมาณแล้ว เพื่อน ๆ หลายคนเริ่มง่วงเพราะเป็นประเภทชอบดู ชอบฟัง จึงง่วงเร็ว หลังจากถ่ายรูปหมู่เสร็จได้สักพักใหญ่ ๆ พวกเราทีมธาตุทอง ก็ขึ้นห้องไปพักผ่อนและจัดของ เพราะเราพักที่นี่เพียงคืนเดียว พรุ่งนี้เราจะต้องเดินทางจากมุยเน่ไปเมืองโฮจิมินแล้ว นั่นเอง

12 คุลาคม 56

วันนี้ เขาปลุกเรา 6 โมงเช้า ก็สบาย ๆ ไม่รีบร้อนนัก เราลงไปทานข้าวมื้อเช้ากันแล้ว ยังมีเวลาเหลือ ก็เก็บภาพสวย ๆ บริเวณโรงแรมมาฝาก ค่ะ







พวกเราก็อำลามุยเน่ เพื่อเดินทางเข้าสู่เมืองโฮจิมิน หรือแต่เดิม มีชื่อว่า ไซ่ง่อน (Saigon) มัคคุเทศก์ มาย ให้ความรู้ว่า ทำไมจึงให้ชื่อว่า ไซ่ง่อน เล่าว่า เมืองนี้ตั้งมาแล้วร้อยกว่าปี บริเวณเมืองนี้มีการปลูกต้นนุ่นไว้มากมาย นุ่น ภาษาเวียดนามเรียกว่า "หง่อน" เมืองนี้ จึงได้ชื่อว่า ไซ่ง่อน ต่อมา ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เมือง โฮจิมิน ตามชื่อของ โฮจิมิน ผู้ที่มีความต้องการรวมเวียดนามเหนือและใต้ เป็นประเทศเดียวกัน ซึ่งต่อมาประเทศเวียดนามก็ได้รวมเหนือใต้เป็นประเทศเวียดนามอย่างในปัจจุบันนี้ จึงได้ใช้ชื่อคนนี้เป็นชื่อเมือง แทนคำว่า ไซ่ง่อน (บางตำราบอกว่า ชื่อเมือง ไซ่ง่อน เพี้ยนมาจากคำว่า ใสกอน ซึ่งแปลว่า เณร)

มัคคุเทศก์ มาย ยังให้เราสังเกตเด็กนักเรียนทุกคน จะมีผ้าพันคอสีแดงผูกอยู่ โดยให้เด็กทุกคนรำลึกนึกถึงและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ได้ต่อสู้ เสียเลือด เสียเนื้อ มากมาย ปัจจุบัน จึงมีแผ่นดินนี้อยู่อย่างสบาย ฉันว่า เป็นการปลูกฝังเด็ก ๆ ที่ดีมากวิธีหนึ่ง ที่ทำให้เด็กเติบโตขึ้นมา รู้จักรักชาติ รักแผ่นดินเกิดของตนเอง จะได้ไม่มีการขายชาติขายแผ่นดินของตน ประเทศชาติจะได้เข้มแข็งและเจริญรุ่งเรืองต่อยอดกันไปได้ตราบนานเท่านานน่ะนะ คุณมายเล่าว่า การประท้วงของที่นี่ มีน้อยมาก ส่วนมากจะเป็นการขอร้องรัฐบาลมากกว่า อาจเป็นเพราะเป็นระบอบสังคมนิยม ไม่มีพรรคการเมืองฝ่ายค้่าน ไม่มีเอ็นจีโอ

ความรู้เรื่องการกินเนื้อหมาของชาวเวียดนาม คุณมายเล่าว่า ส่วนใหญ่เป็นพวกผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป ที่มีความเชื่อว่า กินเนื้อหมาแล้วจะชูกำลังในเรื่องเซ็กส์ และก็ต้องเป็นผู้มีอันจะกินเท่านั้น เพราะเนื้อหมาเป็นของแพง และส่วนใหญ่จะกินกันในเมืองฮานอย ซึ่งฮานอย เป็นรัฐบาลกลาง บอกว่า พวกเราไม่ต้องตกใจที่กลัวว่าจะไปกินเนื้อหมา เพราะมันแพง เขาไม่ทำให้กินหรอก อิอิ เฮ้อ ฟังแล้วค่อยยังชั่วนะเนี่ย

เราใช้เวลาเดินทางจากมุยเน่มาถึงโฮจิมินใช้เวลาประมาณ น่าจะ 3 ชั่วโมงกว่า ๆ เข้ามาถึงเมืองโฮจิมิน ถนนหนทาง บ้านเมือง เจริญมากพอสมควร การจราจรก็คับคั่งด้วยมอเตอร์ไซด์ ท่านลองชมภาพดูซิคะ



เราทานอาหารมื้อเที่ยงก่อนที่จะไปเที่ยวกัน อาหารมื้อเที่ยง มีอาหารแปลกที่เรียกว่า อาติโชก หน้าตามันแปลกดี เหมือนเป็นดอกบัว มีกลีบ ๆ กินแบบดูด ๆ เอาน้ำจากกลีบออกมา เหมือนการดูดมะดุมอย่างนั้นแหละ เจ้าจุ๊บทานเข้าไปเยอะสองถ้วย ปรุงรสด้วยมะนาวพริกด้วย ช่วงเย็นอาหารเลยไม่ย่อย เกิดปัญหา ผะอึดผะอม เฮ้อ ลองชมภาพอาหารที่ฉันถ่ายมาฝากค่ะ



หลังอาหารเราไปไชน่าทาวน์ และที่ไชน่าทาวน์ก็มีวัดเทียนหาว (เจ้าแม่ทับทิม) ซึ่งเป็นวัดจีนในย่านไชน่าทาวน์ เป็นวัดเก่าแก่ที่ชาวจีนในไซง่อนเคารพ บูชา เรามาวัดนี้ไหว้พระ ธูปที่นี่ขายเป็นขดใหญ่ ซื้อแล้วมีกระดาษให้เขียนชื่อเราติดไว้ที่ขดธูปนี้ แล้วจะให้เราจุดธูป มีคนคอยนำขดธูปนี้ไปแขวนไว้บนที่สูง ท่านผู้อ่านลองชมสภาพของไชน่าทาวน์และวัดเทียนหาวที่งดงาม ค่ะ








ที่จริงวัดนี้ เคยเป็นสมรภูมิเลือดในสมัยก่อน มีอุโมงค์ที่มีเส้นทางคดเคี้ยวและมืด มีถึงชั้นสาม ภายในชั้นนี้จะประกอบไปด้วยห้องนอน ห้องบัญชาการ ห้องประชุม สนามฝึกทหาร แต่น่าเสียดาย มัคคุเทศก์ไม่ได้พาเราไปยังที่ที่กล่าวถึงนี้ตามที่ได้อธิบายไว้ อาจจะเป็นเพราะเวลาน้อย มุ่งแต่จะให้เหลือเวลาไปช้อปปิ้งกระมัง เพราะเห็นพูดถึงเรื่องนี้บ่อย อีกอย่าง สมาชิกบางคนก็ให้ความสนใจการช้อปปิ้งมากกว่าการหาความรู้ในประวัติศาสตร์ นั่นเอง เราจึงไม่ได้ดูอะไรเลย

จากวัดเทียนหาวแล้ว มัคคุเทศก์ มาย ก็พาเราไปยังจุดนัดพบสามล้อ ซึ่ง คุณมายได้ติดต่อมาแล้วตามจำนวนลูกทัวร์ เพื่อมารับพวกเรานั่งสามล้อ หรือที่ภาษาเวียดนาม เรียกว่า ซิโคล่ ค้นละ 1 คน โดยคนนั่งจะอยู่ข้างหน้า คนถีบรถสามล้อ จะอยู่หลังคนนั่ง เปิดประทุนรถ เพื่อให้คนนั่งได้ชมบ้านเมือง เข้าตามถนนในสายต่าง ๆ ด้วย ถนนใหญ่บ้าง เป็นที่น่าหวาดเสียวเหมือนกันเวลาที่ออกสู่ถนนใหญ่ เพราะมีรถเยอะมาก ขับกันอย่างไม่กลัวจะชนกันเลย หลบไปหลีกไปอย่างคล่องแคล่ว เรียกว่า ถ้าเบรคไม่ทัน คงได้เกิดอุบัติเหตุแน่ ฉันว่า ดูไม่ค่อยมีระเบียบนัก แต่พวกเขาก็เก่งนะ ตั้งแต่มา ยังไม่เคยเห็นการเกิดอุบัติเหตุเลยน่ะ

มาถึงที่นัดหมาย ฉันเห็นสามล้อจอดอยู่เต็มไปหมด แต่ก็ยังไม่ครบตามจำนวนลูกทัวร์ จึงต้องรอกันไปก่อน พวกนี้ เขาสังกัดบริษัทด้วย ถ้าวันไหนไม่มีการว่าจ้างจากบริษัท เขาก็ไปรับจ้างคนโดยทั่วไป (คงหมายถึงแขกที่มาเที่ยวน่ะนะ) เพราะยังไม่เคยเห็น ชาวเวียดนามนั่งซิโคล่เลยน่ะ ขณะที่รอ ฉันก็ถ่ายรูปมาให้ชม ขณะที่รถแล่นไปตามถนนหนทาง ฉันก็เก็บสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามมาฝากด้วย ซึ่งก็คล้าย ๆ กับประเทศเรานั่นแหละ มีร้านค้าต่าง ๆ มากมาย มีรถเข็นขายของ มีคนเก็บขยะด้วย ประชาชนขี่จักรยานยนต์เป็นส่วนใหญ่ คุณมายบอกว่า แต่ละบ้านจะมีจักรยานยนต์แทบจะตามจำนวนคนในบ้านเลย ลองชมภาพถ่ายดีกว่านะคะ











หลังจากนั่งซิโคล่ชมเมืองโฮจิมินแล้ว เราก็เข้าพักโรงแรมในโฮจิมิน โรงแรมนี้มีชื่อว่า Novotel Saigon Hotel เป็นโรงแรมใหญ่ น่าจะ 5 ดาว อยู่ริมถนนใหญ่ ดูโอ่โถงมากพอสมควร มาถึงโรงแรมนี้ ห้องน้ำเขาแปลกดี ใหม่ ๆ ทำให้เราตกใจกันเหมือนกัน เพราะในห้องน้ำ เป็นกระจกติดกับห้องนอน ซึ่งคนข้างนอกข้างในจะมองเห็นกันได้ ตายละหว่า เวลาอาบน้ำ ก็มองเห็นกันหมดน่ะซี เราเริ่มมองหาม่านที่จะมาปิดกระจกนี้ ซึ่งเรามีประสบการณ์มาจากใต้หวันมั้ง (ถ้าจำไม่ผิด) มองหาอย่างไร ก็ไม่เจอ เจอเอาปุ่มสวิซ ที่ข้าง ๆ ลองเปิดดู เออ น่าอัศจรรย์ใจจัง กระจกที่ใสนั้นกลายเป็นขุ่น ๆ ไปเลย ไม่สามารถมองทะลุกันได้ เฮ้อ!โล่งอกไปที

พอทุ่มตรง รถก็มารับพวกเราไปลงเรือ บรรยากาศในเรือคนพลุกพล่านมาก เราได้โต๊ะเรียงยาวกลางลำเรือ ไม่ได้อยู่ริมของเรือ จึงไม่โรแมนติคนัก เพราะมองเห็นบรรยากาศในทะเลได้ไม่ดีนัก อาหารก็งั้น ๆ ไม่ได้อร่อยอะไรเลย เจ้าจุ๊บอาการผะอึดผะอมเนื่องจากอาหารมื้อเที่ยงไม่ย่อย อยากอาเจียน และดูท่าจะไม่ไหวแล้ว ปิ๋มและคุณมาย ได้ว่าจ้างมอเตอร์ไซด์ให้ไปส่งที่โรงแรมก่อน หลังจากได้นั่งอยู่ที่เรือพักใหญ่ พวกเราก็เป็นห่วง แต่คิดว่า คุณมายเป็นชาวเวียดนาม ว่าจ้างมอเตอร์ไซด์ เจรจาได้ดีอยู่แล้ว และเราเป็นนักท่องเที่ยว โรงแรมไม่ไกลจากที่นั่งเรือนัก คงไม่มีปัญหาหรอก

ทานอาหารเสร็จเรือก็ยังไม่แล่นไปไหน คงต้องปล่อยไปทีละลำกระมัง กว่าจะแล่นออกจากท่าก็น่าจะสามทุ่มกว่าแล้ว ทิวทัศน์ยามค่ำคืน ก็สวยงามดี ฉันได้ถ่ายรูปมาฝากด้วยค่ะ









กลับมาถึงโรงแรม ต้องเรียก จุ๊บเปิดประตูอยู่พักใหญ่ ใจไม่ค่อยดี คงไม่เป็นไรมั้ง อ้อ ที่มาเปิดช้า เพราะอยู่ในห้องน้ำนั่นเอง เบาใจไปหน่อย ปรากฏว่า เขายังอาเจียนไม่ออก อาการยังไม่ดีนัก กินยาของพี่มนูญที่ว่าได้มาจากอินเดีย แก้ลมดีนัก ก็ยังไม่หายดี ฉันให้เขากินเอเอ็ก อีก เพราะว่ายานี้ แก้ท้องอืดได้ แถมดูอาการแล้วเหมือนโรคกระเพาะ ให้ยากระเพาะไว้อีก มารู้ว่าเขาอาเจียนออกตอนตี 5 ค่อยยังชั่วแล้ว แต่ยังพะอืดพะอมอยู่บ้าง อาการเหมือนตอนฉันกลับจาก เที่ยวจางเจียเจี้ยเลย ฉันให้กินยากระเพาะของฉันไปอีก สักสาย ๆ เขาว่าอาการดีขึ้นแล้ว พอจะกินอะไรลงได้บ้าง เฮ้อ ค่อยยังชั่ว โรคนี้ฉันเคยเป็น รู้ว่ามันทรมานมากทีเดียว

13 ตุลาคม 56

แห่งแรกที่ไป คือพิพิธภัณฑ์สงคราม เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงความโหดร้ายของสงครามในเวียดนามในสมัยก่อนที่สู้รบกับฝรั่งเศส สู้รบกับอเมริกัน แสดงถึงผลที่ตามมาหลังสงครามสงบ เด็กที่เกิดมาในระหว่างนั้นและหลังสงครามได้รับพิษร้ายจากอาวุธสงคราม พวกสารเคมี เกิดมาพิกลพิการ ดูแล้วน่าสงสารมาก มีรูปถ่ายมากมาย แสดงถึงประวัติของการทำสงคราม มีซากเครื่องบิน อาวุธ ระเบิด รูปภาพแสดงถึงความเสียหายอันเกิดจากสงคราม ฉันก็ได้แต่ฟัง คุณมาย บรรยายบ้าง ถ่ายรูปภาพต่าง ๆ บ้าง ฟังแล้วสลดหดหู่ เวียดนามเขาก็ฉลาดนะ จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ มีการพานักเรียนมาศึกษาด้วย เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ที่จะปลูกฝังให้เด็ก ๆ รักชาติของตน ระลึกอยู่เสมอว่า แผ่นดินที่มีอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้ ได้มาด้วยเลือดเนื้อของบรรพบุรุษของเขา เขาจะต้องช่วยกันรักษาผืนแผ่นดินนี้เอาไว้อย่างสุดชีวิตเช่นกัน มาชมภาพที่ฉันถ่ายมาฝากหลาย ๆ ภาพ ได้ค่ะ











เที่ยวเสร็จจากที่นี่แล้ว ก็เริ่มไปช้อปปิ้งที่ตลาด เบนถัน ซึ่งเป็นตลาดพื้นเมือง มีคนมาช้อปปิ้งพลุกพล่าน มีของขายสารพัดชนิด สินค้าพื้นเมือง ขนมแช่อิ่ม เครื่องเทศ อาหารแห้ง ผัก ผลไม้ ไม้แกะสลัก ของที่ระลึก ผ้าปักนานาชนิด ฉันกับเจุ๊บเดินกันไป ไม่รู้จะไปทางไหนก่อน เพราะมีหลายซอกหลายซอย เขาให้เวลา 3 ชั่วโมง เดินไปเห็นที่ติดตู้เย็น ก็เลยซื้อมา 5 อัน ร้อยกว่าบาทมั้ง เจอผ้าที่คนขายบอกว่า เป็นของเวียดนามผลิต ฉันก็ดูไม่เป็นหรอก เชื่อตามเขา ซื้อมา 4 เมตร ประมาณ 500 บาทมั้ง ซื้อมาแล้วยังไม่รู้จะไปตัดอะไรดี เดินไปอีกที่หนึ่ง เห็นพวกเรามุงดูกันใหญ่ โดยมี ปิ๋มเป็นคนช่วยกันต่อรอง คือ ถุงนอนผ้าไหม ที่ใช้เป็นถุงนอนเวลาไปที่ไหนที่ต้องนอนเต๊นท์หรืออากาศเย็น ๆ กันความเย็น กันยุง อะไร ประมาณนั้น (เขาบรรยายสรรพคุณให้ฟัง ค่ะ) สนนราคาต่อกันแล้ว ได้ถุงละ 1 แสนดอง เท่ากับเงินไทยประมาณ 150 บาท ฉันก็เอากับเขาด้วยซื้อมา 3 ถุง เพื่อจะให้เป็นของขวัญใครในโอกาสสำคัญ จากนั้น ก็มีเพื่อนทัวร์เอากระเป๋ามาอวดกัน คือ กระเป๋าผ้าที่พี่เจ๋ มาฝากเมื่อตอนที่ไปเวียดนามนั่นแหละ ซื้อมาได้ แสนดอง ซึ่งก็ตกประมาณ 150 บาท แต่ฉันทราบจากพี่เจ๋แล้ว ว่าราคาไม่ถึงร้อยบาท แสดงว่าเพื่อนทัวร์คนนี้ ซื้อเเพงไปละ เราก็เดินสำรวจกันไป โดยมี ปิ๋มเป็นผู้พูดภาษาอังกฤษต่อราคากันไป ซื้อกันไปจำนวนคนละหลายใบ แล้วต่อรวดเดียว ได้ใบละ 60,000 ดอง ฉันซื้อไป 3 ใบ เพื่อเป็นของฝากบ้าง เดินจนเมื่อยขาแล้ว ใกล้เวลานัดหมาย คือ 11.00 น. เราก็มาที่ที่นัดกัน มัคคุเทศก์เลี้ยง ชา กาแฟ เย็น แล้วแต่คนชอบและสั่ง แก้วละน่าจะหมื่นดอง นั่งกันเพื่อรอพร้อมกันแล้วจึงสั่งรถมารับไปทานข้าวมื้อกลางวัน อันเป็นมือสุดท้ายของทริปนี้

ฉันเก็บภาพอาหารมื้อสุดท้ายมาฝากด้วย มัคคุเทศก์ได้มาถ่ายตามกลุ่มต่าง ๆ ก่อนอำลาจากกัน ค่ะ







ที่จริงหลังอาหารเที่ยงแล้ว มัคคุเทศก์จะต้องพาพวกเราไปเที่ยวอีก 3 แห่ง แต่ปรากฏว่า ฝนตกค่อนข้างแรง จึงไม่ได้ลงไปได้แต่ผ่านสถานที่ดังกล่าว ฉันก็เลยเก็บภาพสถานที่ที่ผ่านดังกล่าวมาฝากค่ะ



ขณะที่อยู่ในรถ ผอ.นพคุณ ก็ได้กล่าวมอบค่าทริปที่เก็บจากลูกทัวร์ มอบให้มัคคุเทศก์และคนขับรถไป (ที่จริงทางบริษัทได้บวกค่าทริปเหล่านี้จากค่าทัวร์ของเราแล้ว แต่มันก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกัน เพียงแต่ ผอ.บอกว่า ให้เก็บคนละ ร้อยบาท ให้ตัวแทนกลุ่มจัดการเก็บ ฉันก็เก็บจากกลุ่มธาตุทองให้ ผอ.ไป) มีการกล่าวขอบคุณตามมารยาทสังคม ลูกทัวร์ขอบคุณมัคคุเทศก์ มัคคุเทศก์กล่าวขอบคุณลูกทัวร์ สักพักใหญ่ ๆ ก็ถึงสนามบินโฮจิมิน

เครื่องบินตามกำหนดการจะออก 17.00น. แต่ก็ออกสายไปเกือบครึ่งชั่วโมง แถมโชคร้ายเป็นของฉัน เขาแจกข้าวกับเนื้อวัว ฉันกินไม่ได้ กินได้แต่ขนมปังทาเนยเท่านั้น กับน้ำส้ม 1 แก้ว แย่มากเลย ไม่มีอาหารอื่นให้เลือกอีก สายการบินนี่บริการไม่ดีจริง ๆ

ประมาณชั่วโมงกว่านิด ๆ เราก็ถึงสนามบินสุวรรณภูมิของเราแล้ว เฮ้อ ! ดีใจจังได้กลับมาบ้านเกิดเมืองนอนของเราแล้ว พวกเราผ่านพิธีการเข้าเมืองแล้ว ก็ต้องไปรอรับกระเป๋า ฉันโทรหา เม้ง ปรากฏว่าเขามาแล้ว แต่จอดรถอยู่ชั้นสอง ฉันเลยต้องไปชั้นสอง ลากกระเป๋าเก้ ๆ กัง ๆ กันไป ดีที่มีจุ๊บช่วยและมาที่ชั้นสองเป็นเพื่อนมาส่งที่รถเหลน แล้วจึงไปจ้างแท็กซี่ไปพักที่โรงแรมใกล้กับบ้านของเกด

ฉันกลับถึงบ้านประมาณสองทุ่ม เอาชุดเด็กและหมวกที่ซื้อมาฝากโหลน และเอาขนมฝากเม้งด้วย แล้วพวกเขาก็ลาจากไป เฮ้อ! ความสุขในการได้ท่องไปในโลกกว้างก็ได้สิ้นสุดลงไปแล้วอีกทริปหนึ่ง เป็นทริปที่มีความสุข สนุกสนาน เพราะเพื่อนทริปชุดนี้ รู้จักกันหลายคน แต่ละคนอัธยาศัยดี น่ารัก สนุกสนาน ฉันจึงรู้สึกโชคดี ที่ได้เพื่อนร่วมทัวร์ที่ดี พลอยทำให้ชีวิตในการท่องเที่ยวไปในโลกกว้างของฉันครั้งนี้สบายอกสบายใจ ฉันก็หวังว่า งานเขียนการท่องเที่ยวครั้งนี้ คงจะทำให้ท่านผู้อ่านเกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจไม่น้อยกว่าทริปอื่น ๆ ที่ผ่านมาแล้ว นะคะ




Create Date : 15 ตุลาคม 2556
Last Update : 9 มีนาคม 2558 14:36:28 น.
Counter : 2942 Pageviews.

1 comments
  

Like ให้เป็นคนที่ 1
เห็นภาพแล้วอาจารย์แข็งแรงจังค่ะ
อุ้มมาชมภาพแล้วเพลิดเพลินตามเลยค่ะ

โดย: อุ้มสี วันที่: 8 เมษายน 2557 เวลา:14:31:49 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments