ธันวาคม 2555

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
สายใยแห่งมิตรภาพนั้น สวยงาม อบอุ่น ยิ่งกว่าสิ่งใดเสมอ
สายใยแห่งมิตรภาพนั้น สวยงาม อบอุ่น ยิ่งกว่าสิ่งใดเสมอ

ท่านผู้อ่านที่รัก

เมื่อวันเสาร์ - อาทิตย์ (22-23 ธ.ค. 55) ที่ผ่านมา ฉันก็ได้มีโอกาสไปเห็นภาพน่ารัก ๆ ของ สายใยแห่งมิตรภาพ ที่สวยงาม ดูแล้วอบอุ่น สุขใจ จนฉันอดใจไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง (อ่าน)

ความจริงของชีวิตอย่างหนึ่งที่ทุกคนปรารถนา ก็คือ การมีเพื่อนที่ดี จริงใจ แม้ต่างคนต่างจะมีครอบครัวไปแล้ว มีภาระ หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่ด้วยสายใยแห่งมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของพวกเขา พวกเขาจึงพยายามหาเวลา สืบสานสายใยแห่งมิตรภาพ ด้วยการพาครอบครัวมาร่วมเที่ยวและพบปะสังสรรค์กัน มารู้จักกัน สานสายใยสืบต่อไปยังลูก ๆ ของพวกเขาอีกรุ่นหนึ่ง

ความคิดดังกล่าว ฉันคิดว่า เป็นความคิดที่ดีมากทีเดียว ความรักที่ยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ น่าทะนุถนอมไว้ นอกจากความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกแล้ว ฉันคิดว่าไม่มีความรักใดที่ดี บริสุทธิ์เท่ากับความรักของเพื่อนที่มีต่อกัน มิตรภาพของเพื่อนที่มีต่อกัน เพื่อนแท้ ย่อมช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามที่เพื่อนมีทุกข์ ให้คำปรึกษา เตือนสติ ที่เรามักใช้ว่า เพื่อนที่ดี คือ เพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันได้ เหมือนสุภาษิตคำคมกล่าวไว้ว่า "มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน" นั่นเอง ภาพเหล่านี้ ฉันก็เห็นได้จากห้อง 3/5 ของโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง ซึ่งฉันเคยไปเห็นภาพเหล่านี้มาแล้วไม่ต่ำกว่าสองครั้ง ทุกครั้งที่ไปด้วย ฉันก็อดดีใจ อบอุ่นใจไม่ได้ที่ยังคงเห็นภาพที่สวยงาม อบอุ่นอย่างนี้เหมือนเดิม ติ้ม บอกกับฉันว่า จุดประสงค์ของการรวมครอบครัวเพื่อนมาเจอกันอย่างน้อย ปีละ ครั้ง นอกจาก อยากจะให้เพื่อนได้มาพบปะ พูดคุย สนุกสนาน หวนรำลึกถึงยามที่เคยเรียนด้วยกันแล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายให้ลูก ๆ แต่ละครอบครัว มีโอกาสได้เจอกัน สนิทสนมกัน เพื่อสืบสานสายใยแห่งมิตรภาพที่ดีต่อไปยังรุ่นลูก ๆ หลาน ๆ ต่อไปอีก เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามที่มีปัญหา เหมือนกับมิตรภาพของรุ่นพ่อรุ่นแม่ ฉันชื่นชมความคิดของ ติ้ม ในข้อนี้ เป็นอย่างมาก ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ มิตรภาพเท่านั้นที่จะให้ความอบอุ่นได้เป็นอย่างดี การสอนให้รู้จักเกื้อกูลกัน ให้เด็ก ๆ ได้เห็นภาพความรัก มิตรภาพของผู้ใหญ่ ย่อมดีกว่า คำพูดที่เที่ยวอบรมเสียด้วยซ้ำ ท่านคิดว่าจริงไหมล่ะคะ

ทริปครอบครัวครั้งนี้ พวกเขาจัดกันที่ บ้านสุขสันต์ ปากช่อง ซึ่งเป็นบ้านเจ้านายของติ้ม (เขาเอื้อเฟื้อสถานที่ให้) การไปครั้งนี้ ฉันคิดว่าอาจจะไม่่ได้ไปกับพวกเขาเสียแล้ว เพราะว่า ติ้มเมลมาถามฉันว่า "อาจารย์ไปพบกันที่โลตัสอ่อนนุขได้ไหม" (ปรกติเขาจะมารับที่บ้าน ไม่ปู ก็ ติ้ม) ฉันบอกติ้มไปว่า คงไม่ไหวหรอก เพราะต้องหอบทั้งกระเป๋าเดินทาง ส้มถุงใหญ่ที่จะไปฝากพวกเขา ซอยบ้านฉันก็ลึก ตอนเช้า ๆ หารถก็ยาก ครูไม่ไปดีกว่า จะทำให้พวกเธอลำบากใจมารับมาส่งครูเสียเปล่า ๆ (พูดไปตามความรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ แต่ก็ยังอยากไปนะ อิอิ) ติ้มแก้ปัญหาบอกว่า จะให้สมศักดิ์มารับ แต่สมศักดิ์ก็บอกว่า จำทางเข้าบ้านฉันไม่ได้เสียอีก ในที่สุด ติ้มแก้ปัญหาโดยให้ คุณชัด (สามี ติ้ม) มารับฉันที่บ้านเอง เฮ้อ ! ฉันคงเป็นภาระของลูกศิษย์จริง ๆ นะเนี่ย

ติ้มและคุณชัด มารับฉัน เวลา 06.30 น. ตามนัด ฉันหอบกระเป๋า ส้มถุงใหญ่ ไปขึ้นรถเก๋งของติ้ม ซึ่งครอบครัวของเขามีลูกและหลานไปอีก 2 คน รวมเป็น 5 คน ฉันต้องไปที่โลตัสและถ่ายรถไปขึ้นรถของสมศักดิ์ ซึ่งมีเพียงพ่อแม่ลูก 3 คนเท่านั้น

สมศักดิ์ แดง และพลอย ลูกสาวมาตรงเวลา คือ 07.00 น. พวกเรานัดกันแค่สองครอบครัว และไปเจอกันที่ร้านกาแฟมนต์รักคลองสิบหก ที่เคยนัดเจอกันตอนไปเที่ยวที่ ระเบียงไพร รีสอร์ท ฉันหอบกระเป๋าและถุงส้มไปนั่งรถของสมศักดิ์ แดง ศิษย์สะใภ้มาช่วยด้วยอัธยาศัยไมตรี น่ารักเหมือนเดิม

รถพวกเราเคลื่อนออกจากโลตัสอ่อนนุชตามเวลา เจ็ดโมงเศษ ๆ มุ่งหน้าไปที่นัดหมาย รถราวันนี้ไม่ติดอะไรมากนักไปได้สบาย ๆ น่าจะประมาณชั่วโมงได้ ก็ถึงที่นัดหมาย เราต้องรอ อีกสองครอบครัว คือครอบครัวของโอ และ ครอบครัวของ หน่อย ส่วนอู๊ด ที่รับปากว่าจะมาด้วย เกิดมีออเดอร์จากต่างประเทศเข้า เลยมาไม่ได้ ครอบครัวปู ก็ติดจะต้องพาลูกสาวไปออกงาน ปีนี้จึงเหลือเพียง 4 ครอบครัวซึ่งยังเหนียวแน่นเหมือนเดิม

ติ้มไปสั่งน้ำ สั่งขนมให้เด็ก ๆ ได้กินกัน ส่วนฉันกับแดง ไปชื่นชม ร้านค้าที่ขายเครื่องตกแต่งสวน ดอกไม้ต้นไม้ สวย ๆ งาม ๆ รวมถึงร้านกาแฟมนต์รักคลองสิบหกด้วย มีของแปลกใหม่เพิ่มเติมจากปีที่ฉันเคยมา เราสองคนจึงไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก อิอิ ท่านผู้อ่านเชิญชมได้ค่ะ เผื่อสนใจจะไปเที่ยวบ้างไง คะ







เมื่อทุกครอบครัวมาครบกันแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางต่อไปเพื่อที่จะไปแวะเที่ยวที่ดาษดาแกลลอรี่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีดอกไม้สวยงามมาก (ฉันเปิดดูเว็บ ที่ ติ้มส่งมาให้ดู) เมื่อมาถึง ติ้มไปติดต่อดูว่า พวกเรามาเป็นคณะ ผู้ใหญ่ 9 คน เด็ก 6 คน เขาจะคิดราคาพิเศษบ้างไหม ปรากฏว่า ค่าเข้าคนละ 200 บาท เข้า 10 คน ลดให้ 1 คน ดูแล้ว เวลาเราก็มีน้อย ค่าเข้าก็แพงเกินไป เลยตกลงไม่เข้าชมตามที่ได้ตั้งใจไว้ เดินทางต่อไปเพื่อทานข้าวมื้อเที่ยงแต่ทานเอาตอน 11 โมงได้มั้ง เป็นสุกี้ที่มีลักษณะแตกต่างจากสุกี้ในกรุงเทพฯ มีวุ้นเส้นและผักกระหล่ำปลี น้ำสุกี้ที่ร้านจัดทำเอง น้ำขลุกขลิก รสชาติก็อร่อยดี

ที่จริงก่อนออกจากมนต์รักคลองสิบหก ติ้ม ได้อธิบายเกมบัดดี้และจับฉลาก ว่า เราจะได้ชื่อใครเป็นบัดดี้ แล้วเราห้ามให้เขารู้ เราไปเทคแคร์เขาโดยไม่ต้องให้เขารู้ตัว จะมีการเฉลยบัดดี้กันในคืนนี้ ระหว่างที่ทานอาหารมื้อกลางวันกัน ทุกคนต่างก็พยายามเท็คแคร์กันโดยพยายามทำให้ไขว้เขวคิดว่า เป็นคู่บัดดี้ของตน เช่น ติ้มก็นำขนมถ้วยไปให้โต๊ะเด็ก ๆ บอกว่า มีคนฝากมาให้บัดดี้โต๊ะนี้ ทุกคนก็ไม่กล้ากิน กลัวว่าจะถูกจับได้ว่า เป็นบัดดี้กัน ส่วนเจ้าพลอย ก็ไปนวดให้ใครต่อใครเพื่อให้ไขว้เขวเหมือนกัน เออ ! เป็นเกม ที่สนุกสนาน เดี๋ยวไปเฉลยตอนกลางคืน จะเล่าให้เห็นบรรยากาศอีกนะคะ

จากร้านสุกี้ร้านนี้แล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าไปที่น้ำตกเหวสุวัตกันเลย ไม่ได้แวะเที่ยวที่ไหนอีก คงเป็นเพราะเรามีเวลาน้อยนั่นเอง ก่อนจะเข้าสู่อุทยาน เราต้องจ่ายค่าผ่านประตูคนละ 40 บาท เด็ก ๆ คนละ 20 บาท รถเก๋ง คันละ 45 บาท ระหว่างทางไปน้ำตกเหวสุวัต มีลิงออกมาขออาหารกินตามริมถนนที่ผ่านด้วย แต่ริมหน้าต่างที่ฉันนั่งไม่มีลิง เลยไม่ไ้ด้ถ่ายรูปพวกมันเลย ได้แต่วิวริมทางที่รถแล่นผ่านไปเท่านั้น ค่ะ สวยดีนะคะ ฉันนำมาฝากท่านผู้อ่านด้วยค่ะ



ในที่สุดพวกเราก็มาถึงน้ำตกเหวสุวัต พวกเราก็ต้องไปถ่ายรูปกับชื่อป้ายน้ำตก ให้รู้ว่า เรามาถึงแล้วนะ ถ่ายหมู่กันเพราะคนรอคิวถ่ายกันเยอะแยะ พวกเราก็เกรงใจกันไงล่ะ อิอิ น่าเสียดายที่ทางอุทยานไม่ให้ลงเล่นน้ำเลย ซึ่งน้ำก็ไม่น่าเล่น เพราะมีน้อย โขดหินเยอะ เขาคงกลัวอันตราย เพราะเป็นน้ำตกที่ชัน น้ำไหลจากที่สูงกระแทกกับโขดหินข้างล่าง คงกลัวเล่นน้ำเพลิน ๆ พลัดตกลงไปมั้ง ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ห้ามเล่นน้ำหมด เด็ก ๆ เลยเซ็งกัน ได้แต่เดินย่ำน้ำเท่านั้น โถ น่าสงสารเด็ก ๆ จริง ๆ เลย ฉันก็มีหน้าที่เก็บภาพสวย ๆ งาม ๆ ของธรรมชาติและเหล่าลูกศิษย์ หลานศิษย์มาฝาก ค่ะ เชิญท่านผู้อ่านชมได้นะคะ













ออกจากน้ำตกเหวสุวัต เรามุ่งหน้าไปสู่ที่พัก บ้านสุขสันต์ ปากช่อง ระหว่างทางก็หยุดซื้อของกินเข้าบ้านบ้าง (เพิ่มเติม) ทุกครอบครัวเตรียมอาหารมาร่วมแจมกัน เช่น ของติ้ม เป็นพวกต้มยำ ของโอ เป็นปอเปี๊ยะผัก หอยจ๊อไก่ ของหน่อย เป็นทอดมัน ของสมศักดิ์ เป็นปีกไก่ทอดน้ำปลา มีก๋วยจับเวียดนามด้วย ฉันถ่ายรูประหว่างทางที่ออกจากน้ำตกเหวสุวัตมาฝากด้วยค่ะ (ออกคนละทางกับขาเข้า ทิวทัศน์ระหว่างทางสวยงามมาก ค่ะ



แล้วพวกเราก็มาถึงบ้านที่จะมาพัก กะดูเนื้อที่น่าจะมากกว่าสองไร่น่ะนะ มีการตกแต่งสวนสวยงาม มีสระน้ำเลี้ยงปลาใหญ่มาก ปลูกบ้านพัก หนึ่ง หลัง สองห้องนอน หน้าห้องนอนเป็นที่โล่ง นั่งเล่นหรือจะนอนเล่นก็ได้ เป็นลานกว้าง มีระเบียงตรงหน้าบ้านพักด้วย ด้านหลังเขาปลูกไม้ผล เช่นส้มโอ ฝรั่ง ขนุน มะม่วง (มั้ง ไม่เห็นลูกมัน เลยไม่แน่ใจว่าใช่ไหม อิอิ) นอกจากนี้ มีชิงช้า มีลานที่มีหลังคา ตกแต่งด้วยไฟดวงเล็ก ๆ หลาย ๆ สี มีเครื่องเสียงให้ผู้ที่มาพักได้ใช้ร้องเพลงคาราโอเกะ มีต้นไม้ ดอกไม้ปลูกไว้หลายชนิด เขาจ้างคนสวน ชื่อเก่ง มาดูแลบ้านและสวนด้วย นายเก่งมีภรรยาซึ่งทำงานนอกบ้านมาอยู่ด้วย และที่น่ารัก มีหมาตั้งหลายตัว ส่วนใหญ่เป็นหมาพันธุ์ผสม ที่บรรยายมาทั้งหมดนี้ ฉันได้บันทึกความงามและสิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นรูปภาพมาฝากท่านผู้อ่านด้วยนะคะ อิอิ เชิญทัศนาได้เลยค่ะ













มาถึงที่พักกันแล้ว ทุกคนหอบสัมภาระลงจากรถแล้ว ทั้งกระเป๋าเสื้อผ้าของกิน กับข้าวที่เตรียมกันมา ติ้มต้องออกไปตลาดอีกครั้ง เพราะไม่ได้ซื้อของสดจากกรุงเทพฯมา เนื่องจากรถไม่มีที่ว่างเลย กระเป๋าตั้ง 5 คน แล้วยังของที่จะมอบให้แต่ละครอบครัว ของเล่นที่จะแจกเด็ก ๆ อีก เป็นแม่บ้านแท้ ๆ คิดถึงคนอื่นเสมอ

พวกเด็ก ๆ และผู้ชายไปกางเต๊นท์กัน อยากนอนสนามและนอนเต๊นท์มากกว่าบ้านพัก ทีแรก ฉันก็ว่าจะนอนพื้นที่ว่างของบ้านแล้วนะ แต่ก้อย ศรีภรรยาของหน่อย บอกว่า หน่อยนอนกรนเสียงดังมากนะ อาจารย์จะทนเสียงกรนของหน่อยไหวเหรอ อิอิ ฉันก็ไม่แน่ใจ ติ้มเลยสรุปว่า "อาจารย์ เดี๋ยวหนูกางเต๊นท์เล็กให้อาจารย์นอนดีกว่า" (ที่นี่เขามีเต๊นท์ให้ด้วย ฉันเลยได้นอนเต๊นท์เล็กคนเดียว ส่วนติ้มนอนเต๊นท์เดียวกับคุณชัด โอกับคุณสุชาติ 1 เต๊นท์ เจ้าพลอยกับเจ้าริน อีก 1 เต๊นท์ ส่วนตอง ภูมิ และดาวุด 3 คน นอนอีก 1 เต๊นท์ ส่วนครอบครัวของหน่อย และของสมศักดิ์นอนบนลานกว้างหน้าห้องบนตัวบ้าน มาชมดูภาพของการกางเต๊นท์ให้ฉันนอนเสียหน่อย นะคะ



มาครั้งนี้ ติ้มกับหน่อย บอกว่า เขาสบายเหลือเกิน เพราะมีคนมาแย่งหน้าที่ทำครัวไปหมดเลย อิอิ หมายถึง แดงกับสมศักดิ์เข้าครัวทำกับข้าวกับปลาให้พวกเรากินกันนั่นเอง ฉันไปเป็นลูกมือปลอกกระเทียมเพื่อเจียวกระเทียมใส่ก๋วยจับเวียดนามที่ แดง กำลังจะทำให้ทุกคนทานก่อนอาหารเย็น พวกที่กางเต๊นท์ก็กางไป คนทำกับข้าวก็ทำไป เด็ก ๆ ก็พากันเล่นสนุกสนานกันไปตามประสาเด็ก แต่ก็ไปช่วยกันกาง เต๊นท์ก่อนที่จะไปเล่นนะ เป็นภาพที่ฉันแอบมองด้วยความชื่นชม อบอุ่น ทุกคนไม่เกี่ยงงอนกันเลย ช่วยกันคนละไม้ละมือ

และแล้ว ก๋วยจับเวียดนามหม้อใหญ่ก็เสร็จเรียบร้อย เครื่องเคียงพร้อม มีทั้งกระเทียมเจียว ผักชี พริกป่น พริกไทย พริกน้ำส้ม แดง เชียร์ให้ชิมฝีมืออยู่ตลอดเวลาด้วยความภูมิใจในฝีมือ อิอิ ฝีมือแดง ไม่ย่อยเหมือนกัน กลิ่นก๋วยจับเวียดนาม หอมฉุย ร้อน ๆ ฉันกับก้อย ตักกินชิมลางก่อน ไม่เยอะนัก แล้วก็ตามด้วยชามที่สอง หัวเราะครื้นเครงกัน โดยมีแรงเชียร์ แรงเรียกของ แดง ที่เรียกทุกคนพักมือ มาทานกันก่อน เด็ก ๆ และผู้ใหญ่ ก็มาทานกันคนละ ชามสองชาม แปล๊บเดียว ก็เหลือครึ่งหม้อแล้ว อิอิ มีฝีมือจริง ๆ นะเนี่ย





ช่วงเย็น มีการหุงข้าว รายการ คือ อาหารต้มยำขาไก่ ฝีมือสองสามีภรรยา สมศักดิ์และแดง แซบอร่อยอย่าบอกใคร ฉันกินไป ประมาณ 6-8 ขา ซดกับน้ำต้มยำ อิอิ แล้วก็มีทอดมันร้อน ๆ (แต่เค็มไปจ้ะ) มีหอยจ้อทอด ปอเปี๊ยะ ทอด ปีกไก่ ทอดน้ำปลา ที่สมศักดิ์บรรจงผ่าเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทอดกรอบ อร่อยมากเหมือนกัน ไม่ต้องจิ้มกับเครื่องจิ้มใด ๆ ทั้งสิ้น สองคนนี้มีฝีมือในการทำกับข้าวไม่น้อยทีเดียว

กินไปเคล้าเสียงเพลงจากนักร้องประจำวง เจ้าประจำ คือ หน่อย โอ สมศักดิ์ (หลังจากเสร็จจากงานครัว อิอิ หน้ามันแปล็บเลย) นาน ๆ ก็มี น้องพลอย ก้อย และ แดง มาแจมร้องบ้าง ฉันก็พลอยร้องคลอตามนักร้องไปด้วยอย่างสุขใจ ชอบเพลงที่สมศักดิ์ร้อง เพราะสมศักดิ์ชอบร้องเพลงของ ชรินทร์ ธาณินทร์ สุเทพ ซึ่งเป็นเพลงที่ฉันร้องคลอตามได้ด้วย และเป็นเพลงในยุคของฉัน ส่วนเพลงของหน่อยและโอ รวมทั้งเด็ก ๆ มักเป็นเพลงแนวใหม่ ๆ ตามวัยของเขา ที่จริง สมศักดิ์ก็เป็นเด็กไม่เก่านัก แต่เขาชอบเพลงในแนวของฉัน นั่นเอง ส่วนคนอื่น ๆ ก็นั่งกินไป คุยไป เหย้าแหย่กันไปตามประสาเพื่อนฝูง เป็นอีกภาพหนึ่งที่ฉันเห็นแล้วรู้สึกอบอุ่น ซาบซึ้งในมิตรภาพของพวกเขาอย่างยิ่ง เป็นภาพที่ปัจจุบันนี้ หาดูได้ยากที่จะรวมกลุ่มกันมาหาความสุข นั่งกิน นั่งร้อง ยืนร้องเพลง กันไปเช่นนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่อยู่ในธรรมชาติที่สวยงาม ไม่ใช่ผับ ไม่ใช่บาร์ ซึ่งภาพเหล่านั้น ฉันว่าไม่น่าสนใจและลึกซึ้งเท่ากับบรรยากาศของกลุ่มลูกศิษย์กลุ่มนี้เขาจัดกันน่ะนะ เรามาดูภาพอันสดใส อบอุ่นของพวกเขาดีกว่านะคะ









ประมาณ 22.00 น. ก็มีการเฉลยเกมบัดดี้กัน มีติ้มเป็นประธานในการดำเนินงาน มีหน่อยและโอ เป็นผู้ช่วย ฉันถูกถามเป็นคนแรกว่า ให้บอกว่า บัดดี้ของฉันน่าจะเป็นใคร ฉันก็เดายากจัง เพราะทุกคนเขาก็เท็คแคร์ฉันดี คุยกับฉันสนุกสนาน ใครดีหว่า ระหว่าง เจ้าโอ กับเจ้าหน่อย เจ้าหน่อยแหย่ว่า คิดให้ดีนะ ว่า ใคร ผมยังไปกางเต๊นท์ให้อาจารย์เลยนะ แต่ เอ เจ้าหน่อยไม่ได้ไปกางเต๊นท์นี่ คงอยากทำให้ฉันไขว้เขว จะว่าติ้มก็ไม่น่าใช่ เพราะ่ว่า ติ้มรู้ว่า ฉันกังวลเรื่องเสียงกรนของหน่อย จึงบอกว่าจะกางเกต๊นท์ให้นอน ตกลงฉันเลยเลือกเจ้า โอ อนิจจา! เฉลยออกมาโดย เจ้าหน่อยบอกว่า "ผิด ผมเองครับ บัดดี้อาจารย์" เป็นงั้นไปทำให้ฉันไขว้เขวจนได้ ที่บอกว่าไปกางเต๊นท์ให้ ทุกคนหัวเราะกันใหญ่ บรรยากาศเริ่มครึกครื้นอยากจะรู้ว่า รายต่อไปจะมีใครทายถูกทายผิดกันต่อไป ลุ้นกันอย่างสนุกสนาน สรุปแล้ว ทายผิดกันเยอะมาก มีเจ้าหน่อยทายถูก แล้วก็ใครอีกไม่รู้ทายถูกอีกคนมั้ง นอกนั้น ทายผิดกันหมดเลย เมื่อทายกันแล้ว ก็มีการให้ของที่ระลึกแก่บัดดี้ และคนที่คอยเท็คแคร์เรา เป็นที่สนุกสนาน เมื่อเฉลยกันหมดแล้ว ก็มีการสัมภาษณ์ว่า ทำไมจึงคิดว่า คนคนนั้นเป็นบัดดี้ของเรา ครอบครัวติ้มกับหน่อยเตรียมของขวัญให้กับครอบครัวอื่น ๆ ด้วย ฉันก็ได้กล่องคุ้กกี้เป็นของขวัญจากครอบครัวหน่อย และได้กระปุกออมสินรูปตุ๊กตาน่ารักจากครอบครัวติ้มเป็นของขวัญปีใหม่ด้วย ได้พวงกุญแจรูปตุ๊กตาและเทอร์โมมิเตอร์แถมมาในกล่องเดียวกัน ก็ขอขอบใจสองครอบครัวนี้นะจ๊ะ เรามาดูบรรยากาศของงานเฉลยเกมบัดดี้ด้วยภาพที่ฉันเก็บมาฝากดีกว่านะคะ





สนุกสนานจากเกมบัดดี้ ผ่านไปแล้ว หน่อยกับก้อยซึ่งเตรียมโคมกระดาษมาให้ทุกคนได้ร่วมกันจุดโคมกระดาษ คงเพื่อถือเป็นเคล็ดในการลอยทุกข์ลอยโศกของปี 2555 ไปกับสายลม ท้องฟ้ายามค่ำคืนนั่นเอง สมศักดิ์ ติ้ม เด็ก ๆ ช่วยกันจุดไฟที่โคมกระดาษ ฉันกับหน่อย ถ่ายรูปเก็บภาพเหล่านี้ไว้ แล้วผลัดให้ติ้มถ่ายให้ฉันบ้าง ฉันจะได้ลอยทุกข์ลอยโศกในใจของฉันไปกับโคมนี้ด้วยไง อิอิ เรามาดูภาพโคมสวย ๆ สว่างไสวที่ล่องลอยขึ้นสู้ท้องฟ้ากันดีกว่านะคะ





หลังจากการลอยโคมเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็ไปสนุกสนานด้วยการร้องเพลง คาราโอเกะต่อไปอีก ฉันกับติ้ม นั่งคุยกันบ้าง ฟังเพลงที่โอ สมศักดิ์ หน่อย ร้องเพลงกันไป เพลงไหนที่ฉันร้องได้บ้าง ก็ร้องคลอตามเขาไปอย่างสบายอารมณ์ จนถึงตีหนึ่งได้แล้ว ฉันชักไม่ไหว คืนนี้ น้ำค้างลงแรงมาก ๆ แต่อากาศก็ไม่ได้หนาวเย็นอะไรมากนัก เพียงเย็น ๆ เท่านั้น ฉันขอตัวไปนอนที่เต๊นท์ก่อน ให้พวกหนุ่ม ๆ สาว ๆ ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนานต่อไป

ฉันเข้าเต๊นท์นอน สวดมนต์ไหว้พระ ขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางขอนอนพักอาศัยที่นี่สักคืน ไม่เสียหายอะไรกับความเชื่อเช่นนี้หรอกจ้ะ บางสิ่งบางอย่างทำแล้วสบายใจ ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เราก็จงทำไปเถอะนะ ฉันคิดเช่นนี้เสมอ ค่ะ ในเต๊นท์ ติ้มหาหมอน ใบเล็กแฟบ ๆ มีผ้าห่มอีกหนึ่งผืน นอนคนเดียวสบาย ๆ ฉันเอากระเป๋าเสื้อผ้าเป็นหมอนอีกชั้นหนึ่ง เพราะไม่ชอบนอนหมอนแฟบ ๆ ไม่สบายหัวเลย และหลับไปได้อย่างสบายใจ อิ่มเอิบใจที่ได้นอนในบรรยากาศที่แตกต่างไปจากเดิม ๆ ที่เคยนอน ชีวิตก็มีรสชาติไปอีกรูปแบบหนึ่งเลยนะเนี่ย

ฉันมารู้สึกตัวอีกที ตีห้าแล้ว ท้องฟ้ายังมืดมิดอยู่เลย เลยล้มตัวนอนต่อ จนหกโมงกว่าแล้ว จึงเก็บผ้าห่ม หมอนให้เรียบร้อย เตรียมล้างหน้าแปรงฟันก่อน ยังไม่อาบน้ำ ไว้อาบหลังอาหารเช้าดีกว่า

เดินมาที่ครัว เห็น แดง และ สมศักดิ์ สองสามีภรรยา ตื่นแล้ว หุงข้าวและกำลังแกะกุ้ง ฉันเลยไปช่วยเขาแกะกุ้ง เขาจะได้ไปปรุงรส ปรุงน้ำแกงเพื่อทำข้าวต้มรวมมิตรกุ้งปลาหมึก อาหารมื้อเช้า สักพักภรรยาของนายเก่ง คนสวน ก็มาช่วยอีกคน ไม่นานนัก พวกเราก็ได้กินข้าวต้มร้อน ๆ กัน ส่วนติ้มสั่งนมวัวมาจากฟาร์มแถวนี้ มาต้มให้พวกเราดื่มกันอีกสองขวดใหญ่ เป็นนมสดจากเต้าเลยทีเดียว ไม่มีกลิ่นคาว มีกลิ่นหอมของนม เติมน้ำตาลลงไปอีกนิด อร่อยมากทีเดียว

อาหารมื้อเช้า พวกนักร้องก็มาร้องเพลงกล่อม อีกรอบหนึ่ง ฉันช่วยเก็บผ้าห่ม หมอน ในเต๊นท์ และอาบน้ำให้เรียบร้อย เราจะทานอาหารมื้อเที่ยงและออกเดินทางกลับบ้านบ่ายสองโมง ระหว่างทางจะแวะให้เด็ก ๆ ได้เล่นน้ำตกเจ็ดสาวน้อยด้วย ดูบรรยากาศมื้อเช้า นะคะ



ก่อนกลับพวกเราก็มีการถ่ายรูปหมู่หน้าป้ายชื่อบ้านสุขสันต์ ปากช่อง กัน แอ๊กชั่นไปตามความพอใจ อิอิ



พวกเราเดินทางต่อไปเพื่อมุ่งหน้าไปที่น้ำตกเจ็ดสาวน้อย ที่นี่มีคนมาเที่ยวเยอะมาก มีร้านขายอาหารมากมาย แต่ดูเหมือนไม่ค่อยมีคนเข้าร้านเลย เห็นคนหิ้วอาหารมากินกันเองมากกว่า รวมถึงพวกเราด้วย แต่ติ้มก็ไปอุดหนุนส้มตำ ไก่ย่าง เตรียมพร้อมให้เด็ก ๆ ได้ทานกันหลังจากขึ้นจากการเล่นน้ำ น้ำตกที่นี่ ก็ร่มรื่นดี แต่น้ำดูไม่ค่อยน่าเล่น ไม่ใสเลย แต่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ลงไปเล่นมากพอสมควร เป็นแอ่งน้ำไม่กว้างใหญ่นัก มีจุดห้ามเล่นน้ำด้วย ติ้มเอาเสื่อมาหนึ่งผืนแต่ก็ไม่พอนั่งกันหรอก ไม่รู้ว่าใครไปเช่าเสื่อมาปูอีกสองผืน ติ้มไปเช่าห่วงยางให้เด็ก ๆ อีกสองห่วง ทั้ง 6 คน เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน พวกเรานั่งคุยกัน ดูเด็ก ๆ เล่นน้ำและกินขนมขบเคี้ยวที่เหลือจากมื้อเที่ยงที่ที่พัก ฉันก็ไปถ่ายรูปให้เด็ก ๆ ที่เล่นน้ำและทิวทัศน์ธรรมชาติแถว ๆ น้ำตกมาฝากท่านผู้อ่าน ค่ะ



ที่น้ำตกเขากำหนดเวลาให้คนเล่นน้ำได้ถึง 17.00 น.เท่านั้น เราต้องให้เด็ก ๆ ขึ้นจากน้ำประมาณ 16.30 น. เพื่อให้เด็ก ๆ ซึ่งขึ้นจากการเล่นน้ำจะหิว เขาจะได้มีเวลาทานอาหารที่เตรียมไว้ให้พวกเขา ซึ่งเป็นการคาดเดาที่ถูกต้อง ขึ้นจากน้ำเด็ก ๆ คงหิวโหย ของกินที่ว่า ไม่ค่อยชอบ ก็หมดเกลี้ยงไม่เหลือเลย เป็นภาพน่าเอ็นดูอีกภาพหนึ่ง ท่านผู้อ่านลองชมภาพที่ฉันถ่ายมาฝากซิคะ อิอิ



หลังจากเด็ก ๆ อิ่มกันแล้ว พวกเราก็เอาเสื่อ ห่วงยางที่เช่าไปคืนเขา แล้วก็แวะถ่ายรูปหมู่กันที่ป้าย น้ำตกเจ็ดสาวน้อยไว้เป็นที่ระลึก



มาล่ำลากันที่รถอีกครั้งหนึ่ง มีรถโอกลับก่อนเพื่อน เนื่องจากคุณสุชาติมีงานด่วนรออยู่ที่กรุงเทพฯ เหลือรถของเรา 3 คัน ติ้มบอกกับสมศักดิ์ว่า ไปส่งอาจารย์ถึงบ้านด้วยนะ หน่อย ก้อย พลอย ภูมิ ตอง ดาวุด ต่างไหว้ฉันอำลากัน

ขับรถตามกันมาโดยไม่ต้องห่วงกันแล้ว เพราะคงจะไม่หลงกัน บ้านใครบ้านมันต้องจำกันได้อยู่แล้ว ฟ้าเริ่มมืด ความเย็นจากแอร์แผ่ซ่านมา ทำให้ฉันงีบหลับไปเหมือนกัน แดง บอกว่า นอนไปเลยนะคะ อาจารย์ ส่วนน้องพลอย ขึนรถได้สักพัก ก็หลับสบายเหมือนกัน ในรถมีหมอนให้หนุนนอนสบาย เห็นเด็ก ๆ เล่น กินอิ่ม นอนหลับ ไม่มีเรื่องกังวลใด ๆ ช่างเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขเหลือเกิน เห็นแล้วฉันก็อยากกลับไปเป็นเด็กอีก เนอะ อิอิ

สมศักดิ์มาส่งฉันที่บ้าน ช่วยหอบกระเป๋าเสื้อผ้า มาให้ที่หน้าประตู แล้วก็อำลากลับไป ฉันขอบคุณในความมีน้ำใจของเขาที่มาส่งฉันที่บ้าน และอวยพรขอให้เขาโชคดี

ความสุขที่ได้ไปร่วมสังสรรค์กับลูกศิษย์ก็หมดเวลาลงไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง วันเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ความสุขช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงสองวันก็ได้ผ่านไปแล้ว กว่าจะได้พบเจอกันอีก ก็คงอีกนาน เพราะทุกคนต่างมีงานประจำ ต่างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ เหลือแต่ฉัน คนว่างงาน เลยรู้สึกว่า วันเวลามันผ่านไปช้า นั่นเอง แต่มันก็เป็นวิถีชีวิตที่ฉันเลือกเอง ฉันก็ต้องทำตัวให้ชินกับสภาพการณ์เหงา ๆ เหล่านี้ให้ได้เท่านั้นเอง ว่าไปแล้ว ฉันยังโชคดีกว่าคนอื่น ๆ ในโลกนี้อีกมากมาย เพราะมีลูกศิษย์ลูกหา แวะเวียนมาพูดคุย มาเยี่ยมบ้าง พาไปเที่ยวบ้าง เพียงเท่านี้ ก็ทำให้หัวใจที่เงียบเหงาดวงนี้ มีความชุ่มฉ่ำขึ้นมาได้แล้ว นะจ๊ะ อิอิ ท่านผู้อ่านก็อย่าอิจฉาฉันเลย นะคะ แล้วพบกับเรื่องใหม่ ที่ฉันจะเล่าสู่กันฟัง (อ่าน) ในโอกาสต่อไป นะคะ อิอิ



Create Date : 25 ธันวาคม 2555
Last Update : 3 มกราคม 2556 20:44:51 น.
Counter : 1928 Pageviews.

11 comments
  
สวัสดีปีใหม่ค่ะ

ขออวยพรให้อาจารย์และครอบครัว

ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง

เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

พบเจอแต่สิ่งดีๆ ตลอดปี และตลอดไปนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 1 มกราคม 2556 เวลา:22:33:16 น.
  
ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรง มีแรงเที่ยวกับหนูไปนานนานนะคะ
โดย: tim ka. IP: 101.108.149.179 วันที่: 3 มกราคม 2556 เวลา:18:12:16 น.
  

มาเยี่ยมชม มาทักทายครับ

มาตามอ่านเรื่องราวที่น่าประทับใจของท่านอาจารย์สุวิมลครับ

ดีจังเลยนะครับมีลูกศิษย์ลูกหายังไปมาหาสู่ มาต้อนรับคาราวะอยู่เสมอ แถมยังได้ไปเที่ยวแบบครอบครับกันแบบเยอะ ๆ ด้วย ดีจังเลยครับ ดูจากภาพบรรยากาศแล้วน่าจะมีควารมสุขและดูอบอุ่นมาก ๆ เล
ยครับ

ท่านอาจารย์ได้ไปเที่ยวน้ำตกเหวสุวีติ ได้ไปกางเต้นท์นอนในธรรมชาติแบบนี้ดีนะครับ ได้อากาศที่ดีร่างกายจะได้แข็งแรงด้วย ที่สำคัญพอได้ไปกันเยอะก็ดูเฮฮาปารตี้ดีครับ

ท่านอาจารย์สุวิมลเล่าเรื่องได้ละเอียดยิบเลยครับย อ่านจตจบแล้วก็เหมือนได้ตามไปเที่ยวด้วยจริง ๆ เลยครับ

ขอให้ท่านอาจารย์สุวิมลมีความสุขมาก ๆ นะครับ สวัสดีปีใหม่ 2556 ครับ

อิอิ
โดย: อาคุงกล่อง วันที่: 11 มกราคม 2556 เวลา:17:13:55 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ ^^
หนูแวะมาสวัสดีหลังปีใหม่ค่ะ อาจารย์สบายดีนะค่ะ

หนูกลับมาจากบ้าน ทำงานได้อาทิตย์หนึ่งแล้วค่ะ
อาจารย์มาเที่ยวโคราช อิอิ เป็นไงบ้างค่ะ ที่นี่อากาศดีใช่มั้ยค่ะ หุหุ
เป้าหมายที่แรกในการหางานของหนูก็โคราชนี่แหล่ะค่ะ เพราะไม่อยากเข้ากรุง เข็ดจากตอนไปฝึกงาน ฮ่าๆๆ

ช่วงปีใหม่หนูก็มีโอกาสไปงานปีใหม่แผนก และมีเกมส์จับบัดดี้เหมือนอาจารย์ด้วยค่ะ แต่ว่าบัดดี้หนูไม่เทคแคร์เลย แถมไม่ซื้อของขวัญให้ด้วย ฮ่าๆ คนอื่นเขาได้หมดเลย เสียใจนิดหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ

งานปีใหม่แผนกจัดที่สระบุรีค่ะ
ที่นั่นอยู่ใกล้ๆ น้ำตกเจ็ดสาวน้อยเลยค่ะ แต่หนูไปช่วง 16-17
แล้วก็มีบริการล่องแก่งด้วย ถ้าไปคราวหน้า อาจารย์อย่าลืมลองเล่นนะค่ะ สนุกมากๆ ค่ะ แต่เสียดายน้ำน้อยไปหน่อย อิอิ
โดย: Nepster วันที่: 12 มกราคม 2556 เวลา:0:10:56 น.
  
สวัสดีค่ะ อาจารย์แวะมาทักทายเย็น วันอาทิตย์ค่ะ
อาจารย์สบายดีนะค่ะ ^^
ตอนนี้หนูอ้วนถ้วนสมบูรณ์มาก แฮ่ๆ กำลังหาทางลดน้ำหนักอยู่ ไม่ไหวเลยจริงๆ
โดย: Nepster วันที่: 20 มกราคม 2556 เวลา:17:43:49 น.
  


สวัสดีค่ะอาจารย์

ไม่ได้คุยกันนาน อาจารย์สบายดีนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 21 มกราคม 2556 เวลา:1:05:14 น.
  
สวัสดีค่ะ อาจารย์
ไปเที่ยวใต้สนุกมั้ยค่ะ ^^
แล้วเอามาเล่าให้ฟังบ้างนะค่ะ
โดย: Nepster วันที่: 27 มกราคม 2556 เวลา:17:58:01 น.
  


ขอบคุณอาจารย์นะคะที่แวะไปเยี่ยมที่บล๊อก
เห็นบอกไข้หวัดเล่นงาน ตอนนี้เป็นยังไงบ้างค่ะ

ขอให้อาจารย์หายป่วยวไวไนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:3:24:41 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ ^^
ทำงานเยอะๆ พักผ่อนบ้างนะค่ะ
โดย: Nepster วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:0:09:43 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์
หนูมาทักทายเช้าวันจันทร์ค่ะ :)
ตอนนี้อ่านหนังสือของอาจารย์ไปได้ส่วนหนึ่งแล้วค่ะ เพิ่งอ่านเล่มแรกได้ครึ่งเดียวค่ะ อิอิ
อ่านถึงเรื่องชีวิตในวิทยาลัยการศึกษา บางแสน ค่ะ

อ่านเรื่องของอาจารย์แล้ว หนูต้องขออนุญาตบอกว่า คล้ายๆ หนูในตอนเด็กเลยค่ะ ฮ่าๆ

ตอนเด็กหนูก็เป็นเด็กเรียนดี แล้วก้ได้มีโอกาสช่วยงานอาจารย์อยู่บ่อยๆ
ตอนประถม ก็มีเเข่งกันเรียนกับเพื่อนบ้าง ฮ่าๆ แต่โชคดีที่นำหน้าได้ตลอด จำได้ว่าตอนประถม เพื่อนเคยร้องไห้ด้วยตอนประกาศผลสอบ หนูก็ไม่รู้จะทำไง

พอโตมาหน่อย ตอน ม.ต้น ก็เรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมแถว้บาน ก็ยังเรียนพอใช้ได้อยู่ วันจบการศึกษา ม.สาม หนูมีโอกาสขึ้นรับใบประกาศรางวัลเกรดเฉลี่ยสูงสุดด้วยค่ะ เป็นผู้หญิงคนเดียวเหมือนกับตอนอาจารย์ขึ้นรับเลย พออ่านแล้วหนูก็ยิ้มๆ เพราะจำได้ว่าตัวเองก็ตื่นเต้นมากๆ เหมือนกัน
คนที่มามอบใบประกาศให้หนูเป็นหัวหน้าเขตการศึกษาพื้นที่การศึกษาที่หนูเรียนอยู่ เขาถามว่า จบ ม.3 แล้ว จะอยู่ที่นี่ต่อใช่มั้ย หนูยิ้มๆ ไม่ได้บอกอะไร

พอเข้า ม.ปลาย ก็สอบแข่งขันได้ เข้ามาเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดค่ะ
จำได้ว่า ชีวิตช่วงนั้นเครียดมาก เพราะอยู่โรงเรียนต่างอำเภอ เราเป็นคนเก่งที่สุดมาตลอด แต่พอเข้ามาอยู่ในเมือง มีเพื่อนเก่งๆ เยอะขึ้น
แถมทุกคนยังเรียนพิเศษล่วงหน้ากันมาตั้งแต่เปิดเทอม ทำให้เรียนช้าบ้าง เรียนไม่ทันเพื่อนบ้าง

ตอน ม.4 เทอมหนึ่ง หนูเรียนฟิสิกส์ไม่ทัน แถมโดนอาจารย์ว่า ว่าสอนไปแล้ว ทำไมยังไม่รู้เรื่องอีก ก็แหมหนูไม่เคยเรียนมาเหมือนคนอื่นเขาหนิค่ะ
เข้ามาในเมือง อาจารย์ก็สอนเร็ว เพราะท่านคงคิดว่า นักเรียนเรียนพิเศษกันมาหมดแล้ว หนูไม่รู้จะทำไง ตอนนั้นไปหาหนังสือมาอ่านเอง ก็ยังไม่เข้าใจ
จนคิดว่า จะเลิกสนใจวิชาฟิสิกส์แล้ว

แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยน ตอนขึ้น ม.5 หนุได้เรียนเรื่องฟิสิกส์ที่เกียวกับไฟฟ้า อาจารย์สอนสนุกมากๆ เลยค่ะ แล้วก็เรียนเข้าใจได้อย่างดี
แถมตอนสอบ อาจารย์ก็มีวิธีสอบที่ดีมาก คือให้โจทย์มา เป็นแบบอัตนัยทั้งหมด เวลาเราทำข้อสอบ ก็ให้แสดงวิธีคิดบอกที่มาต่างๆ
คำนวณเองด้วยมือทั้งหมด ไม่ต้องเสี่ยง ก ข ค ง ตอนตรวจอาจารย์ก็ดูแนวคิด ว่าเราคิดอย่างไร ทำอย่างไร แล้วก็ให้คะแนนตามนั้น
ตอนนั้นทำให้หนูรักวิชาฟิสิกส์ ขึ้นมา แล้วก็เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากเรียน คณะวิศวกรรมศาสตร์ค่ะ

พออ่านเรื่องของอาจารย์แล้ว ทำให้หนูได้กลับไปคิดถึงเรื่องราวในอดีตของตัวเองเหมือนกันค่ะ
แต่ว่า ความยากลำบากที่หนูได้พบเจอมา เทียบไม่ได้เเม้เพียงเสี้ยวหนึ่งของอาจารย์เลยค่ะ หนูชื่นชมอาจารย์มากๆ เลยค่ะ ^^
ที่บ้านของหนู พ่อกับแม่สนับสนุนเต็มที่เลย แถมมีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาอีก หนุเลยไม่ได้ทำงานหนักเท่าไหร่ ช่วงที่เรียน
มีรับจ๊อบสอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ให้เด็กๆ บ้าง หาตังค์กินขนมค่ะ

ส่วนเรืองความรัก ฮ่าๆ หนูใจไม่เเข็งเหมือนอาจารย์ค่ะ แต่ก็ไม่ได้มีแฟนนะค่ะ แค่ไปแอบชอบรุ่นพี่ 55 ตามประสาเด็กๆ
เป็นอีกเรื่องที่ถือว่าทั้งตลก ทั้งบ้าบอ แต่ก็เป็นอีกด้านดีๆ ของการแอบชอบค่ะ

ตอนเรียน ม.ปลายผลการเรียนหนูอยู่ที่ 3 กว่าๆ แต่ไม่เคยถึง 3.5 สักที
พอขึ้นมา ม. 5 รุ่นพี่ ม.6 ที่หนูแอบชอบ เขาสอบชิงทุนรัฐบาลได้ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ อารมณ์เด็กๆ ตอนนั้นคือ อยากตามไปจัง 55
หนูเลยตั้งใจเรียนมากๆ (แต่ก็ยังไม่มีตังค์ไปเรียนพิเศษอยู่ดี) พอ ม.5 เทอม 1 ปรากฏว่าเกรดหนูไต่ขึ้นมาถึง 3.5 ได้สำเร็จค่ะ
ที่โรงเรียนถ้าใครเกรดถึง 3.5 จะมีการติดรายชื่อไว้ที่บอร์ดของโรงเรียน หนูดีใจมากๆ ที่มีโอกาสได้เห็นชื่อตัวเองอยู่บนนั้น อิอิ
และสามเทอมต่อมา หนูก็ได้เห็นชื่อตัวเองตลอด ดีใจมากๆ แต่มันก็ไม่ทันอยู่ดี เพราะเกรดเฉลี่ยตอนเรียนจบหนูไม่ถึง 3.5 เป็นอันว่าสมัครทุนรัฐบาลไม่ได้

แต่ถึงตอนนี้ หนูก็ไม่เสียใจเลยนะค่ะ ถึงจะไม่มีโอกาสได้ขอทุน นึกแล้วก็ขำตัวเองเหมือนกันค่ะ 555+
ไว้หนูอ่านต่อไปอีก แล้วหนูจะมาเล่าให้อาจารย์ฟังอีกนะค่ะ อิอิ

หนูเขียนยาวอย่างกับบล็อกของตัวเองเลย ฮ่าๆ อาจารย์จะขี้เกียจอ่านมั้ยค่ะเนี่ย
โดย: Nepster วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:14:19:33 น.
  


สุขสันต์วันแห่งความรักค่ะอารย์
สุข สดชื่น สมหวัง สมปรารถนา
มีความสุขมากๆนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:21:34:45 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments