พฤศจิกายน 2555

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
ผูหลี่ เถาหยวน ไทเป มีอะไรน่าสนใจ เอ่ย (ตอนที่ 2 )
ผูหลี่ เถาหยวน ไทเป มีอะไรน่าน่าใจเอ่ย (ตอนที่ 2 )

วันที่ 7 พ.ย. 55

เช้านี้ หลังจากที่ทานอาหารมื้อเช้าที่โรงแรมแล้ว เราก็ออกจากโรงแรม 9.00 น. มัคคุเทศก์ อาหลงและน้องบอลพาไปช้อปปิ้งที่ร้านขนมอันลือชื่อของไต้หวัน คือ ขนมเค้กสับปะรด ซึ่งเขาบอกว่า ถ้าไม่ได้แวะชิมและซื้อกลับประเทศไทย ก็เหมือนกับมาไม่ถึงไต้หวัน ขนมนี้ทำจากแป้งเค้กสอดไส้สับปะรดกวนที่มีเนื้อละเอียดนุ่มนวล เหมาะที่จะซื้อไปฝากญาติมิตรสหายที่สนิทชิดชอบ

เรามาถึงร้านที่ทำขนมขาย เหมือนกับมีการบอกกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้ว เจ้าของร้าน เตรียมหั่นขนมแต่ละประเภทเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้พวกเราชิมรสชาติขนมของเขา มีหลายอย่าง เช่น ขนมเค้กไส้สับปะรด ขนมถั่วเขียว นุ่ม อร่อยวางถึงลิ้นมันจะละลายเองโดยไม่ต้องเคี้ยวเลย (ตามที่เขาโฆษณา และก็เป็นจริงเมื่อเราชิมแล้วเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ) มี
ขนมพระอาทิตย์ ขนมจักรพรรดิ แพง ๆ ทั้งนั้น กล่องเล็ก คิดเป็นเงินไทยสองร้อยห้าสิบกว่าบาท มีอยู่ 10 ชิ้น ตกชิ้นละ ยี่สิบห้ากว่าบาทนิด ๆ กล่องใหญ่ลดให้หน่อย 480 กว่าบาท มีอยู่ 20 ชิ้น ฉันซื้อขนมเค้ก
สับปะรดและขนมถั่วเขียว กล่องใหญ่อย่างละกล่อง ก็เกือบพันเหรียญแล้ว เอาไว้แจกเพื่อนบ้านและลูกศิษย์ที่มาเยี่ยม มาชมร้านขายขนมของเขาหน่อยนะคะ เผื่อท่านผู้อ่านอยากชิมบ้าง อิอิ



หลังจากอุดหนุนร้านขนมนี้ คนละพันสองพันแล้ว พวกเราก็ไปเที่ยวกันต่อ แห่งแรกที่ไปวันนี้ก็คือ หอที่ระลึกเจียงไคเช็ค เป็นหอที่สร้างจากหินอ่อนทั้งหลัง มีลักษณะการก่อสร้างคล้ายกับวิหารเทียนถันที่กรุงปักกิ่ง มีความงดงามตระการตา ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดอีกแห่งหนึ่ง ด้านหลังของหออนุสรณ์เป็นหอแสดงดนตรีและโรงละครแห่งชาติขนาดใหญ่ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน จุดประสงค์ในการสร้าง ก็เพื่อรำลึกถึงอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค ผู้เป็นที่รักของประชาชนชาวไต้หวัน หอนี้สร้างถึง 3 ปีเสร็จในปี พ.ศ. 2523 มีเนื้อที่ประมาณ 205 แสนตารางเมตร มีรูปปั้นของเจียงไคเช็คที่สร้างจากโลหะสัมฤทธิ์ ประดิษฐานอยู่ชั้นบนด้านในอนุสรณ์สถาน มีทหารผลัดเปลี่ยนเวรมารักษาการณ์เหมือนกัน ตัวตึกเป็นสีขาว หลังคาปูกระเบื้องสีฟ้า ผนังทำด้วยหินอ่อนทั้งสี่ด้าน มีสนามหญ้า สวนดอกไม้สีแดงอยู่ด้านหน้า เป็น 3 สีเหมือนสีของธงชาติไต้หวัน เป็นตัวแทนของท้องฟ้า พระอาทิตย์และเลือดเนื้อที่สูญเสียไป เป็นสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพ ความเสมอภาค
และภราดรภาพ

ในหอนี้มีรูปภาพแสดงประวัติของเจียงไคเช็ค ภาพครอบครัว อาหลงเล่าว่า เจียงไคเช็คอยากเรียนและเป็นทหารมาก ถึงกลับตัดเปียทิ้ง เพื่อให้มารดาที่ห้ามไม่ให้เขาไปเรียนทหารที่ญี่ปุ่น เพราะการตัดผมเปียทิ้งนั้น (ในสมัยแมนจู) จะต้องถูกประหาร มารดากลัวเขาจะต้องตาย จึงต้องอนุญาตให้ไปเป็นทหาร แล้วเขาก็ได้สมใจไปเรียนทหารที่ญี่ปุ่น แต่เรียนไม่จบ เพราะมาเข้าร่วมปฏิวัติกับดร.ซุนยัดเซ็นในการล้มล้างราชวงศ์แมนจู ในหอนี้ มีรูปภาพเกี่ยวกับตัวของเจียงไครเช็คมากมาย ซึ่งอาหลงเล่าเยอะมาก จดทันบ้างไม่ทันบ้าง ฉันให้จุ๊บช่วยถ่ายรูปต่าง ๆ เอาไว้ ท่านก็ชมเอาเองนะคะ





ชมหอที่ระลึกเจียงไคเช็คแล้ว ก็ถึงอาหารมื้อกลางวันอีกแล้ว มื้อนี้ เราทานอาหารกันที่ ภัตตาคาร เสี่ยวหลงเป่า

รายการเที่ยวหลังจากอิ่มข้าวมื้อเที่ยงของวันนี้คือ เีราไปเที่ยวที่
วัดหลงซันซื่อ ค่ะ วัดนี้ มีอีกชื่อหนึ่งว่า วัดเขามังกร วัดนี้เริ่มสร้างในปี ค.ศ.1738 ตรงกับรัชสมัยของราชวงศ์ชิง จักรพรรดิเฉียนหลง สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1740 ผ่านไปแล้ว 260 ปี วัดนี้ มีการบูรณะใหม่มาหลายครั้ง แต่ยังรักษาศิลปะโบราณไว้ วัดนี้เคยถูกระเบิดตอนสงครามโลกครั้งสอง พระอุโบสถเสียหายมาก แต่องค์พระโพธิสัตว์กวนอิม ที่สถิตอยู่ด้านในกลับไม่เสียหายเป็นอะไรเลย จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ยิ่งทำให้ผู้คนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาวัดนี้มากยิ่งขึ้น ด้านหลังของพระอุโบสถยังมีเทพเจ้าปางต่าง ๆ ของลัทธิเต๋าอีกหลายองค์ เป็นวัดที่รวบรวมเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ ไว้มากที่สุดแห่งหนึ่ง

มาถึงวัด อาหลงแนะนำให้ซื้อธูปเพื่อไหว้พระต่าง ๆ ในวัดเพื่อความเป็นมงคลของชีวิต พวกเราก็ไหว้ตามความศรัทธาและความเป็นมงคลของชีวิต แล้วยังมีการให้เช่า ฮู้ ต่าง ๆ ซึ่งแล้วแต่เราเลือกว่าจะให้ความคุ้มครองในเรื่องใด เช่น เรื่องการเรียน เรื่องสุขภาพ เรื่องความร่ำรวย ฉันเห็นว่า เขาทำในรูปแบบน่ารักดี และไม่แพงอะไรมากนัก แค่ 30 กว่าบาทเท่านั้น โดยเช่า ฮู้ เรื่องการเรียนกับสุขภาพ อิอิ

วัดนี้มีความเก่าแก่และงดงามเหมือนวัดจีนที่เราเคยเห็น ๆ กัน แต่บริเวณวัด มีบรรยากาศดูร่มรื่นดีมาก มีน้ำตก มีสระน้ำเล็ก ๆ พวกเราหลังจากที่ไหว้พระไหว้เจ้ากันเสร็จแล้ว ก็ออกมาถ่ายรูปกันเหมือนเดิม เชิญชมภาพที่ฉันนำมาฝากนะคะ





เที่ยวที่วัดหลงซันซื่อแล้ว มัคคุเทศก์ก็พาเราไปเที่ยวแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อว่า ซีเหมินติง ที่นี่เป็นย่านพลุกพล่านใจกลางเมืองไทเป เป็นศูนย์รวมของร้านค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ มีทั้งเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ ทันสมัยสำหรับวัยรุ่น ที่นี่ อาหลงพาไปทานชาไข่มุกที่มีชื่อเสียง และน้ำมะระปั่นที่มีชื่อเสียงเหมือนกัน ถือว่าเป็นน้ำสุขภาพ แต่ฉันซื้อกินแต่ ชาไข่มุก ไม่ได้ทาน น้ำมะระปั่นหรอก ไม่ไหว ดื่มทีละสองแก้ว ท้องแตกแถมหาที่ถ่ายน้ำออกยากด้วยน่ะ อาหลงพาไปที่ร้านขายรองเท้าผ้าใบที่กำลังเป็นที่นิยม เขาว่าถูกกว่ากรุงเทพฯเป็นพัน ๆ เลย บางคนซื้อไปขายเพื่อนที่เมืองไทยก็มี พวกเราซื้อกันหลายคน จุ๊บซื้อไปฝากลูกเขาคนละคู่ พี่เจ๋กับเพื่อนและน้องเขาก็ซื้อกันคนละคู่มั้ง เศรษฐีทั้งนั้น ค่ะ คู่หนึ่งไม่ต่ำกว่า สองถึงสาม พันเหรียญ ฉันไม่ได้ซื้อกับเขาหรอก เพราะดูแล้วเกินความจำเป็นสำหรับฉัน อิอิ เป็นรองเท้าแบรนด์เนมในขณะนี้นั่นเอง สีสันก็ฉูดฉาดก็มี สีแป๊ด ๆ เป็นส่วนใหญ่ เรามาชมบริเวณ ซี เหมิน ติง กันนะ



เที่ยวที่แหล่งช้อปปิ้งนี้ พี่พรรณีอยากได้หมวกไปฝากคนขับรถที่บ้านเขา ตามหาฉันเพื่อไปพูดภาษาจีนต่อรองราคา ก็ไปทำหน้าที่ช่วยเพื่อน ได้หมวกสอง ใบ ได้ต่อรองราคาจนพี่เขาพอใจ คนขายเขาเห็นเราพูดภาษาแมนดารินได้ คงแปลกใจ ถามว่า มาจากไหน ทำไมพูดภาษาจีนของเขาได้เก่งอย่างนี้ ตามประสาลิ้นแม่ค้าที่ยกยอเรา เพื่อจะได้ขายสินค้าได้นั่นเอง เขาถามฉันว่า เป็นมัคคุเทศก์เหรอ ฉันก็ลืมคิดไป ถ้าหากรับว่า เป็นมัคคุเทศก์ เขาอาจจะลดราคาที่ฉันซื้อ นะ แต่ฉันก็พาซื่อ ไม่เคยโกหก เลยโกหกไม่เป็น บอกว่ามาช่วยพูดให้เพื่อนที่จะมาซื้อหมวก แล้วพวกเราก็มาที่ร้านนี้หลายคน ไปติดใจผ้าพันคอที่สามารถใช้ทำเป็นรูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น ทำเป็นรูปเสื้อ รูปผ้าพันคอ ผูกเป็นรูปดอกไม้และอีกหลาย ๆ อย่าง มีซีดี ให้ดูและทำตามตัวอย่างด้วย ทุกคนติดใจ ก็ต่อรองราคาจากประมาณสองร้อยเหรียญมั้ง ต่อกันสุดฤทธิ์ โดยเอาปริมาณเข้าต่อรอง คนละสอง คนละ สาม คนละ สี่ ผืน ประมาณนั้น ในที่สุดได้ 160 เหรียญ เขาบอกฉันว่า ถ้าทำให้ทุกคนซื้อในราคา 180 เหรียญ เขาจะลดให้ฉันเป็นพิเศษหรือแถม 1 ผืนให้ฉัน อะไรประมาณนั้น
ฉันบอกไม่ได้หรอก เพื่อน ๆ กันทั้งนั้น ฉันเองก็ซื้อ 3 ผืน ราคาเดียวกับทุกคน คือ 160 เหรียญ ปรากฎว่า ทุกคนซื้อจำนวนมากกว่าที่ต่อรอง นี่ก็คือ ความไม่ตัดสินใจให้แน่ จะได้ต่อได้มากกว่าที่ต่อไปแล้ว เพราะทุกคนซื้อเพิ่มเป็นสองเท่า สามเท่า ที่จริง ถ้าคุยกันแต่ต้น น่าจะได้ผืนละ 150 เหรียญน่ะนะ อิอิ

จากแหล่งช้อปปิ้งนี้แล้ว แหล่งสุดท้ายของโปรแกรมทัวร์ครั้งนี้ก็คือ อาหลง พาพวกเราไปนั่งรถไฟหัวจรวด เพื่อเดินทางไปสู่เมือง
เถาหยวน รถไฟหัวจรวด เป็นรถไฟสายแรกของไต้หวัน ในแถบเอเซียมีเพียง 4 ประเทศเท่านั้น คือ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และไต้หวัน ใช้งบประมาณอันมหาศาลในการสร้างสถานีแต่ละแห่ง ให้มีดีไซด์ที่สวยงาม หรูหรา ไม่แตกต่างจากสนามบิน ภายในตัวขบวนรถไฟ ดูดี สวยงาม สะดวกสบาย สะอาด วิ่งด้วยความเร็ว 320 กิโลเมตร / ชั่วโมง เป็นรถไฟที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะไต้หวันตอนเหนือ (ไทเป) กับไต้หวันตอนไต้ (เกาสง) มีความยาว 345 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1998 เปิดใช้ในวันที่ 31
ตุลาคม 2006 ใช้เงินในการก่อสร้างถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ไต้ไหวัน
มี 12 โบกี้ต่อหนึ่งขบวนรถ ประกอบด้วยโบกี้ชั้นธุรกิจ 1 โบกี้ จำนวนที่นั่ง 66 ที่ และชั้นมาตรฐาน 11 โบกี้ จำนวนที่นั่ง 923 ที่นั่ง ถ้าโครงการทั้งหมดแล้วเสร็จในปี 2010 จะมีสถานีให้บริการทั้งหมด 12 สถานี เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 06.00-23.00 น. ฉันถ่ายรูปภายในตัวรถไฟมาให้ชมด้วย นะคะ



เมื่อลงจากรถไฟหัวจรวดแล้ว พวกเราก็ไปทานอาหารมื้อสุดท้ายของทัวร์ทริปนี้ ที่ภุตตาคาร CITY SUITES มื้อนี้ให้พวกเราได้กินขาปู
อลาสก้าด้วย แต่ก็ไม่ได้อร่อยนัก เพราะแกะยาก เลยไม่ค่อยอยากกิน

การทานอาหารใกล้เสร็จสิ้น ผอ.นพคุณ เป็นตัวแทนในการมอบสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพวกเราให้กับมัคคุเทศก์ทั้งสองและคนขับรถ ฉันทำหน้าที่ถ่ายรูปไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ชมค่ะ



หลังอาหารมื้อนี้แล้ว อาหลงก็ไปส่งพวกเราที่สนามบินเถาหยวน แล้วพวกเราก็ล่ำลากันด้วยมารยาทอันดีงามของไทย คือการไหว้และรับไหว้ นั่นเอง เมื่อเข้าไปในอาคารของสนามบิน กว่าเครื่องจะออก ก็ยังเหลือเวลาอีกนานพอสมควรเลยเดินเที่ยวกันตามร้านในสนามบิน พี่สมศรีอยากได้ครีมบำรุงหน้า จึงชวนฉันไปช่วยพูดและขอกี๊ปเซท เมื่อซื้อถึงราคาสองพันห้าร้อยเหรียนขึ้นไป พี่เจ๋เห็นแล้วก็สนใจบ้าง ก็เลยซื้อเพิ่มอีกทั้งพี่ทั้งน้อง คุณอุทัยวรรณ) ฉันต้องช่วยพูดเพื่อเขียนวิธีใช้ของของแถม ซึ่งจะเป็นหลอดเล็ก ๆ เป็นตลับบ้าง พี่สมศรีอุตส่าห์บอกยายคนขายว่า ฉันช่วยพูด ช่วยขายให้เขาได้ตั้งหลายพันเหรียญ (คำพูดของพี่สมศรี ฉันก็แปลให้คนขายฟัง แต่เขาก็พูดแต่ว่า ขอโทษจริง ๆ ต้องซื้อของเขา จึงจะมีของแจกฉัน อิอิ แล้วมันเกี่ยวกันไหมเนี่ย แต่ฉันก็ไม่ได้อยากได้อะไรหรอก เพราะฉันก็ไม่ได้ชอบใช้ของพวกนี้นักอยู่แล้ว อิอิ)

ซื้อของเสร็จแล้ว ก็เดินเที่ยว ไปเจอที่สวย ๆ อยู่แห่งหนึ่ง น่าจะเป็นการจัดโชว์ สถานที่นั่นเอง พี่เจ๋กับพวกเรา ก็จัดการถ่ายรูป
แอ๊คชั่นกันสนุกสนาน เชิญชมได้นะคะ รูปสุดท้ายแล้วค่ะ



เมื่อถึงเวลาเครื่องบินออกจากสนามบิน เครื่องบินก็เหินออกจากสนามบินเมื่อเวลา 22.20 น. ประมาณหนึ่งชั่วโมงผ่านไป เราก็ได้ทานอาหารบนเครื่องบินอีกมื้อหนึ่ง เจ้ารุ่งกินไม่ลง ก็เอาใส่ถุงกลับบ้านไป ส่วนฉันทานแต่ข้าวที่แจกมา ส่วนขนม ปลาดิบ ฉันก็เอากลับบ้านเหมือนกัน ก็มันน่าเสียดายนี่นา คืนเขา เขาก็เอาไปทิ้งเปล่า ๆ น่ะ

ทานอาหารกันแล้ว พวกเราก็งีบหลับกันไป แต่ก็หลับ ๆ ตื่น ๆ
คุยกันบ้าง นอนบ้าง กว่าจะถึงสุวรรณภูมิ ตี่หนึ่ง สิบนาที กว่าจะผ่านการออกจากสนามบิน กว่าจะรอรับกระเป๋า ล่ำลากัน แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ฉันกับจุ๊บขึ้นไปชั้นบน เพื่อว่าจ้างแท็กซี่ของสนามบิน
(ต้องเพิ่มอีก 50 บาท ) ฉันให้จุ๊บนั่งเป็นเพื่อนฉันกลับบ้านฉัน พรุ่งนี้เช้า
ค่อยให้เพชร ซึ่งขับแท๊กซี่อยู่แถวบ้านฉันไปส่งเขาที่ดอนเมืองตอน
8.00 น. ตื่นเช้าขึ้นมา ไม่มีอะไรเลี้ยงจุ๊บหรอก เพราะเวลาเร่งด่วน ทำ
ม่าม่า ใส่หมูสับกินกันคนละชามเท่านั้น อิอิ

การเดินทางท่องไปในโลกกว้างของฉันก็ได้ปิดฉากลงไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว ถึงจะเหนื่อย แต่ก็สนุก สดชื่น ได้เห็นสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ สถานที่เที่ยว สวย ๆ งาม ๆ ได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ได้พบเพื่อนร่วมทริปหลาย ๆ คน ต่างนิสัย ต่างฐานะ แต่พวกเรา สิบกว่าคนในทริปนี้ ก็คุยกันได้ สนุกสนานกลมเกลียวกัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น คุยกันได้อย่างสนิทสนมพอสมควร ชีวิตเท่านี้ของฉันก็เป็นสุขแล้ว ค่ะ

หวังว่าทริปไต้หวันที่ฉันเขียนเล่าให้อ่านนี้ คงจะให้ความเพลิดเพลิน ให้ความรู้และสนุกสนานบ้างพอสมควรนะคะ แล้วพบกันใหม่
ในทริปหน้านะคะ สวัสดี ค่ะ



Create Date : 22 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2555 19:14:14 น.
Counter : 2728 Pageviews.

6 comments
  
อ่าา ขนมปังไส้สัปปะรด ของเขาอร่อยจริงอ่ะ เคยซื้อเป็นของฝากให้คนที่เมืองไทย แต่เขาไม่เข้าใจว่า ทำไมซี้อมาฝาก ที่เมืองไทยก็มี แต่พอ ได้ชิม ถึงกับบอกว่า คราวหน้าขอกล่องใหญ่กว่านี้นะ
โดย: primmavista วันที่: 24 พฤศจิกายน 2555 เวลา:0:18:12 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมและอ่านเรื่องราวการเดินทางของหนูนะค่ะ ^^
ช่วงนี้หนูยังไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเลยค่ะ
กำลังเร่งทำเรื่องขอทุนเรียนต่อค่ะ
พอดีว่าโชคดี มีทุนหนึ่งเขาเอา IELTS 5.5 ด้วยค่ะ หนูเลยลองสมัครดู
แต่ตอนนี้ใกล้จะหมดเขตรับสมัครแล้ว แต่หลายอย่างยังไม่เรียบร้อย
เลยดูเหมือนเร่งรีบนิดหน่อยค่ะ ^^

ถ้าเรียบร้อยเมื่อไร คงได้เขียนอะไรเพิ่มขึ้น และคงได้เริ่มอ่านหนังสือของอาจารย์แบบจริงจังเสียทีค่ะ

ทริปนี้จองอาจารย์หนูขอแปะโป้งไว้ก่อนนะค่ะ
แล้วจะกลับมาอ่านให้ละเอียดเลยค่ะ :)
โดย: Nepster วันที่: 24 พฤศจิกายน 2555 เวลา:15:03:43 น.
  

มาเยี่ยมชม มาทักทายครับ

ผมได้เข้ามาอ่านบันทึกากรเดินทางในการไปเที่ยวไทเปในบล็อกนี้แล้วก็ต้องขอบอกว่า จขบ. เขียนเล่าเรื่องได้สนุกดีครับ อ่านแล้วก็เพลินตามเรื่องที่เล่าไปด้วยครับ ถือว่าเป็นอีก 1 บล็อกที่เล่าประสบาการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ เลยครับ ผมอชบนะครับ

ผมขออนุยาตแอดเป็นเฟรนบล็อกไว้นะครับ ผมจะได้ตามมาอ่านเรื่องราวในบล็อกต่อ ๆ ไปได้ครับ

อิอิ
โดย: อาคุงกล่อง วันที่: 24 พฤศจิกายน 2555 เวลา:18:30:27 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์สุวิมล

ช่วงนี้งานหมดสัญญาเยอะเลยค่ะ ลูกค้่าเร่งงานกัน

โอเล่ต้องช่วยเขาส่งงาน ไม่มีเวลานั่งเล่นบล็อกได้นาน

วันนี้ได้เห็นรูปอาจารย์ที่เอามาลงก็มีความสุขตามไปด้วยเลยจริงๆค่ะ
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 24 พฤศจิกายน 2555 เวลา:18:47:23 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์

ขอโทษด้วยนะคะ หายไปหลายวันยุ่งๆอยู่กับบริษัทค่ะ

กาญเข้าไปดูตอนแรกแล้วนะคะ
เห็นแล้วอยากเดินตามรอยอาจารย์

อาจารย์เล่าได้ละเอียดมากเลยค่ะ
เหมือนเดินตามหลังอาจารย์เที่ยวด้วยค่ะ

ช่วงนี้อากาศหนาวมากกาญไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลยค่ะ
ปีหน้าว่าจะกลับเมืองไทย ลูกสาวอยากไปเที่ยวเกาหลีใต้
ลูกสาวไม่อยากไปกับทัวร์ อยากไปเที่ยวเองเลยต้องดูก่อนค่ะ

เช่นกันนะคะ ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงค่ะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา:19:35:46 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ หนูแวะมาทักทายค่ะ ^^
โดย: Nepster วันที่: 2 ธันวาคม 2555 เวลา:21:37:05 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments