ตุลาคม 2555

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
ดินแดนแห่ง สมญานามว่า "สวรรค์บนดิน" ที่ฉันได้สัมผัส ตอนที่ 2
ดินแดนแห่ง สมญานามว่า "สวรรค์บนดิน" ที่ฉันได้สัมผัส ตอนที่ 2

จากนั้น พวกเราก็ขึ้นม้าคนละตัว มีคนหนึ่งคนจูงม้าที่พวกเรานั่งสองตัว เดินขึ้นเขาไป หนทางที่ขึ้นเขาพาฮาลแกม มีความวิบากไม่แพ้การขึ้นเขา โซนามาร์ค ระหว่างทางมีโขดหินน้อยใหญ่ เป็นช่วง ๆ ที่ทำให้ม้าและคนจูงม้าเดินลำบากมากทีเดียว บางช่วงเป็นทางแคบเลียบเหว บางช่วงต้องชะลอ เพื่อที่จะสวนทางกับฝูงม้าที่กำลังลงจากเขา เป็นหนทางที่มีอันตรายไม่น้อยไปกว่าการขี่ม้าขึ้นเขาโซนามาร์คนัก สองข้างทางที่ขึ้นเขา มีความสวยงามมากทีเดียว

เขาพาฮาลแกม (Pahalgam) ได้รับยกย่องจากนักท่องเที่ยวว่า เป็นดินแดนที่สวยที่สุด คำว่า พาฮาลแกม หมายถึงหมู่บ้านของคนเลี้ยงแกะ(Village of Sheperds) หรือเรียกง่าย ๆ ว่า หุบเขาแกะ นั่นเอง (แสดงว่า ที่เขานี้จะต้องมีการเลี้ยงแกะเป็นจำนวนมาก แต่ฉันก็ยังไม่เห็นมีแกะ เหมือนเห็นที่โซนามาร์ค เฮะ ) เขา พาฮาลแกม อยู่ห่างจากเมือง ศรีนาคาร์ ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 87 กิโลเมตร อยู่้สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2740 เมตร ปัจจุบันได้รับสมญานามว่า เป็น
"สวิตเซอร์แลนด์แห่งอินเดีย" เป็นหุบเขาที่ที่อยู่ในอ้อมกอดของเทือกเขาอันสลับซับซ้อนแห่งขุนเขาหิมาลัย อันสวยงามและมียอดเขาที่สูงที่สุดในโลก คือ ยอดเขา เอฟเวอร์เรส นั่นเอง

เชิญท่านผู้อ่านสัมผัสภาพอันสวยงามของเขา พาฮาลแกม ที่ฉันได้ถ่ายมาฝากท่าน ค่ะ



และแล้วในที่สุด พวกเราผ่านจุดต่าง ๆ จนมาถึงจุดสุดท้าย ซึ่งเป็นลานหญ้าเขียวขจี ประดุจหนึ่งผืนพรมกว้างใหญ่ไพศาล ทิวทัศน์ สวยงาม ร่มรื่น เย็นสบาย มีผู้คนมานอนเล่น มาถ่ายรูป เฉกเช่นเดียวกับพวกเราก็เหมือนกัน พากันโพสต์ท่าถ่ายรูปกันใหญ่ ฉันถ่ายภาพ
สวย ๆ งาม ๆ บนเขา พาฮาลแกมมาฝากค่ะ









พวกเราหลังจากถ่ายรูปกันเรียบร้อยจนหมดท่าที่จะถ่ายกันแล้ว ท้องก็เริ่มร้องจ๊อก ๆ เพราะเริ่มหิว เนื่องจากจะบ่ายสามแล้วมั้ง บนเขา พาฮาลแกม ก็มีร้านค้าเช่นกัน แล้วก็ไม่พ้น มาม่าของอินเดียอีกตามเคย
และรสชาติก็เหมือน ๆ กัน พวกเราก็กินพอให้ท้องไม่ว่าง ต่อจากนั้น พวกเราก็เริ่มขึ้นม้าและขี่ม้าลงจากเขา มาถึงเชิงเขา จ่ายค่าม้าและค่าทิปแล้ว พวกเราก็เข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อย จากนั้นก็ขึ้นรถแล้วก็กลับที่พักใหม่ เพื่อเตรียมจัดกระเป๋า เตรียมตัวกลับบ้านเกิดเมืองนอนของเรา

กลับมาถึงที่เกรทเฮ้าส์ที่เรามาดูเมื่อคืนนี้แล้ว ฉันและเพื่อน ๆ ก็ขนของเข้าห้อง เพื่อเตรียมจัดกระเป๋า โดยมีจุ๊บช่วยจัดกระเป๋าให้ฉันด้วย
ด้วย เขาคงเคยจัดกระเป๋าให้สามีบ่อย ๆ จัดกระเป๋าได้เก่งมาก อัดของใส่กระเป๋าได้ไม่ให้เหลือช่องว่างเลย เกตุจะฝากแอปเปิลและเสื้อผ้าพวกเรากลับกรุงเทพฯด้วย จึงต้องเอาเสื้อผ้าฉันใส่ถุงเขา เพื่อโหลดเข้าเครื่อง ส่วนของหนักเช่นแอปเปิลให้หิ้วขึ้นเครื่อง โดยมีจุ๊บลากกระเป๋าฉันที่ใส่แอปเปิลและขนมหนักพอควรขึ้นเครื่อง กระเป๋าซันโซไนท์ของฉันก็ต้องหิ้วขึ้นเครื่อง เพื่อเฉลี่ยน้ำหนักให้สามารถโหลดเข้าเครื่องได้ นั่นเอง

อาหารมื้อเย็นของเย็นนี้ ก็คล้าย ๆ กับที่เราเคยทานกันนั่นแหละ แต่ว่ารสชาติดีกว่าหน่อย เมื่อทานอาหารกันเสร็จแล้ว เกตุมาบอกว่า เงินเกลี้ยงเลย เพราะเขาคิดค่าห้องที่บ้านเรือ ซึ่งเราเปลี่ยนเป็นห้องใหญ่แทนห้องเล็ก สอง ห้องที่จองไว้ เลยเกินงบที่ตั้งไว้ พวกเราก็ช่วยกันเฉลี่ยเงินที่เกินนั้น จ่ายเพิ่มขึ้นอีกคนละ 1600 บาท ส่วนจุ๊บบอกว่าให้เกตุเอาเงินรูปีไว้ใช้ก่อน เพราะเกตุจะต้องอยูที่อินเดียอีกหลายวันเพื่อพา คาราเมลไปสอบเข้าอีกโรงเรียนหนึ่ง โดยให้บัตรเครดิตของจุ๊บรูดเงินไปก่อน แล้วเมื่อถึงดิวเก็บเงินค่อยโอนจ่ายให้เขา ก็นับว่า จุ๊บเป็นคนมีน้ำใจและไว้วางใจลูกศิษย์ฉันมากทีเดียว ส่วนบัตรเครดิตฉันไม่ได้ขอมาใช้ในต่างประเทศ ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่จุ๊บเขาทำการค้าอยู่แล้ว บัตรเครคิตจึงเปิดใช้ได้สะดวกอยู่แล้ว

คืนนี้ พวกเรานอนไม่เป็นสุขนักหรอก เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะต้องออกจากที่นี่ประมาณ 6.00 น. จึงกลัวตื่นสาย โดยเฉพาะฉัน เพราะว่าต้องตื่นก่อนใครเพื่อเข้าห้องน้ำเอาของเก่าออกจากร่างกายตามความเคยชิน ฉันตื่นตีสี่ครึ่ง เข้าห้องน้ำก่อน จัดการกับตัวเองเสร็จเรียบร้อย พวกเด็ก ๆ จึงตื่น เตรียมทยอยกันเข้าห้องน้ำกัน แต่พวกนี้ไม่ยอมอาบน้ำตอนเช้า บ่นว่าหนาว แต่ฉันต้องอาบ เพราะความเคยชินนั่นเอง

หลังจากเรียบร้อยกันแล้ว พวกเราก็ทยอยลำเลียงกระเป๋าและสมบัติทุกชิ้นลงจากชั้นสองลงมาชั้นล่าง โชคดีที่มี ติ่ง เป็นผู้ชายคนเดียวที่สามารถช่วยยกกระเป๋าที่หนักลงมาจากชั้นสอง พวกผู้หญิงก็ช่วยกันยกใบเล็กและสมบัติที่เบาแรงหน่อย แล้วมาช่วยกันรับตรงบันไดขั้นสุดท้าย ลากไปกอง ๆ กันไว้ โชเฟอร์มาถึงแล้ว ช่วยกันนำของขึ้นหลังคารถและหลังรถ เป็นอันว่าเราออกจากที่พักก่อนเวลาครึ่งชั่วโมงที่นัดกันไว้

น่าจะประมาณ 15 นาที รถก็มาถึงที่สนามบิน แต่เข้าไปไม่ได้เพราะเขายังไม่เปิดประตูให้เข้า ไม่เหมือนสนามบินสุวรรณภูมิของเรา ที่จะเข้าไปนั่งรอในสนามบินได้ พวกเราต้องนั่งหง่าวอยู่ในรถ หาวกันเป็นทอด ๆ เพราะยังง่วงกันอยู่ น่าจะประมาณ ครึ่งชั่วโมงได้ จึงได้เข้าประตู เข้าไปแล้ว ก็ต้องขนกระเป๋าเข้าเครื่องเอกซเรย์ อากาศข้างนอกก็หนาวมากพอสมควรทีเดียว สั่นกันไปเป็นแถว ๆ เลย หลังจากกระเป๋าผ่านเครื่องเอกซเรย์เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ต้องผ่านเข้าไปให้ทหารหญิงลูบคลำร่างกายอีก เฮ้อ! น่าเบื่อมาก ไม่ใช่ครั้งเดียวนะ การเอกซเรย์ การตรวจลูบคลำร่างกายพวกเรา นับแล้วมีถึง 4 ครั้ง เป็นสิ่งที่น่าเบื่อมากทีุ่สุด กว่าจะถึงสถานที่ที่จะเข้าไปถึงสนามบิน ซึ่งมีทหารยืนถือปืนอยู่หลาย ๆ จุด

เมื่อเข้าไปตัวสนามบินแล้ว เกตุไปจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินที่จะบินจากแคชเมียร์ไปสนามบินเดลลี เที่ยวบิน 7.45 น. เราไม่มีเวลาทานข้าวเช้าเลย แล้วยังต้องให้เขาตรวจซ้ำตรวจซากนั่นแหละ กระเป๋าถือก็ถูกรื้อค้น เทออกมาให้ดู ลิปติคก็ต้องเปิดให้ดู แอปเปิล ที่ใส่ถุงมา เขาก็ให้กินให้หมด ไม่ให้เอาขึ้นเครื่อง อะไรก็ไม่รู้ เป็นสิ่งที่น่าเบื่อที่สุดของทัวร์ครั้งนี้ ทุกคนบ่นกันอุบ กับความเข้มงวดที่ดูไร้เหตุผล เพราะตรวจซ้ำแล้วซ้ำอีก

เมื่อได้ขึ้นเครื่องแล้ว ก็สบายใจหน่อย มีโอกาสได้พักสายตาบ้าง ท้องฟ้าวันนี้ สดใส แดดจัดจ้าเหลือเกิน ท้องฟ้าสีคราม ปุยเมฆลอยละล่อง เป็นทิวทัศน์สวยสดงดงาม ที่เราเรียกว่า "ฟ้าใส" จริง ๆ



ประมาณชั่วโมงเศษ ๆ ได้ เครื่องบินก็พาเรามาถึงสนามบิน
อินทิรา คานธี เมืองเดลลี แล้ว ซึ่งตรงนี้ พวกเราจะยุ่งยากแล้ว เพราะเกตุเข้ามาช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้พวกเราไม่ได้ เป็นหน้าที่ของฉันแล้วที่จะต้องช่วยเหลือตัวเองและพรรคพวกที่ฉันพาเขามาด้วย เป็นครั้งแรกที่ฉันจะต้องจัดการช่วยตัวเอง ฉันพาพรรคพวกเข้าตัวสนามบิน เดินหาสายการบิน เจ็ท ที่เราต้องไปคอนเฟิมตั๋วที่เราซื้อไว้ และโหลดกระเป๋า ตามใบที่เกตุให้ไว้ ช่วงนี้ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก นอกจากการโหลดกระเป๋าเท่านั้น ตอนนี้หายไปสองคน น้ำหนักก็หายไป 40 กิโล ตามการคาดคะเนของเกตุ เราต้องเอากระเป๋าของฉันสองใบที่หนัก ๆ ขึ้นเครื่องคนละใบกับ จุ๊บ แล้วก็เป็นกรรมอีก เพราะกระเป๋าทีได้จากท้อปฮิต ถูกโยนหนักหรือไงไม่รู้ แกนยุบทำให้ค้นชัก ชักขึ้นมาได้เพียงเล็กน้อย ทำให้ลากได้ยาก เฮ้อ ! หลังจากนั้น ก็เริ่มมีปัญหา เพราะว่าเราต้องกรอกใบออกประเทศ ซึ่งยายเกตุไม่ได้ทำไว้ให้ เวลาก็ใกล้เข้ามา ฉันตั้งสติและอ่านข้อความในใบกรอก ส่วนยายจุ๊บอาจจะชั่วโมงบินน้อย เขากลัวตกเครื่องมาก ชวนหญิงไปหาเกตุ ซึ่งอยู่ด้านนอก พูดกันผ่านกระจกออกไปรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง พวกนี้ตื่นเต้นเกินไป ฉันอ่านและกรอกข้อความในใบขาออก บางช่วงที่ไม่เข้าใจก็ถามเจ้าหน้าที่ที่อยู่บริเวณนั้น พูดกับเขารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง บางข้อที่เป็นข้อมูลทั่วไป เขาก็กรอกให้ แล้วก็ให้เจ้าติ่งลอก ติ่งก็คงตื่นกลัว กรอกผิดช่องชะอีก ส่วนหญิงและจุ๊บไปนานพอควร จึงต้องกรอกตามหลัง แถมยายจุ๊บมาดุฉันว่า ทำไมต้องเสียงดังด้วย ฉันก็อารมณ์ไม่ดี เพราะว่า เขาทำให้ชักช้า เพราะถ้ากรอกพร้อมกัน ก็จะเสร็จได้เร็ว เพราะฉันจะบอกเขาได้ว่า ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลส่วนตัวที่จะต้องหาจากพาสปอร์ต ยายเกตุก็ไม่สามารถกรอกให้ได้ นอกจากกรอกที่อยู่ที่เราอยู่ที่ แคชเมียร์เท่านั้น ฉันไม่ได้พูดด้วย เพราะไม่อยากพูดในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นกล้ว กลัวว่าจะต้องตกเครื่อง ซึ่งที่จริงแล้ว เมื่อเราเช็คอินแล้ว ชื่อพวกเราจะต้องไปถึงเครื่องคอม ฯ บนเครื่อง ถ้ายังไปไม่ถึง เขาต้องประกาศชื่อตามหาพวกเราแน่นอน นี่เขาเพียงประกาศว่า เที่ยวบินที่จะไปบางกอก ไทยแลนด์ จะออกเวลาเท่าไร ทุกคนก็ตื่นกลัว กรอกผิดกรอกถูก ฉันให้พวกเขาลอก จนเสร็จ ติ่งลอกผิดช่อง บอกว่าจะทำไง ฉันบอกว่า ฆ่าทิ้งเลย แล้วกรอกต่อด้านหลังของข้อความที่กรอกผิด ใบกรอกของ ติ่งจึงเลอะเทอะกว่าเพื่อน

หลังจากนั้น พวกเราก็ต้องไปเข้าแถวเพื่อให้ตรวจพาสปอร์ตและใบขาออกจากประเทศเขา วุ่นวายมากทีเดียว ตรวจอะไรกันมากมายหนักหนา แต่ละคนก็ตรวจนานเหลือเกิน สงสารเจ้าติ่ง โดนไล่ไปแถวนั้นแถวนี้ พวกเราผู้หญิงตรวจเสร็จเรียบร้อยกันออกมารอข้างนอกแล้ว ติ่งยังอยู่เป็นคนสุดท้ายเลย หญิง ตะโกนบอกว่า "พี่แอ๋ว ช่วยบอกคนตรวจหน่อย เครื่องจะออกแล้ว กว่าจะถึงติ่งคงอีกนาน เดี๋ยวตกเครื่องแน่" ฉันเลยไปเรียกเด็กหนุ่มที่ ติ่งเข้าแถวอยู่บอกเขาว่า เครื่องบินกำลังจะบินแล้ว พร้อมกับทำท่าบินให้เขาดูด้วย ได้ผลดีทีเดียว เด็กหนุ่มคนนั้น ยิ้ม ดูน่ารักทีเดียวพร้อมกับกวักมือให้ติ่งแซงขึ้นมาเลย เฮ้อ ! พ้นทุกข์ไปที พอติ่งออกมาแล้ว ทุกคนก็เร่งความเร็วเพื่อไปขึ้นเครื่อง ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลมาก เดินบ้าง วิ่งบ้าง ทุกคนวิ่งนำหน้าไป ฉันวิ่งกับเขาไม่ไหว ก็เดินเอา รั้งท้ายพวกเพื่อน ๆ แต่ก็ถึงตัวเครื่องบิน เล่นเอาหอบเลย

พวกเราขึ้นเครื่องหาที่นั่งของตัวเองได้แล้ว เครื่องบินยังว่างเยอะหลายที่นั่ง หิวก็หิว เพราะยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย นอกจากแอปเปิลที่แอบเอาขึ้นเครื่องมาผลเดียว ก็แบ่งให้ ติ่งเขาทาน เพราะเขาออกแรงมากกว่าเพื่อนนั่นเอง กว่าเครื่องบินจะออกบิน ก็ 20 นาทีผ่านไปแล้ว เฮ้อ ! กลัวตกเครื่องกันเหลือเกิน เลยต้องเหนื่อยแบบนี้ เอง

สักพักใหญ่ ๆ พนักงานบนเครื่องก็แจกข้าวกล่องให้กิน ทุกคนกินอย่างหิวโหย เพราะไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า หลังจากนั้นก็หลับกันบ้างเล่นเกมกันบ้างตามแต่ความพอใจ

เครื่องบินมาถึงสุวรรณภูมิ 18.10 น. แล้วก็ต้องรอรับกระเป๋า
อีก ขณะที่รอกระเป๋า เม้งโทรเข้ามือถือ เขามาถึงสนามบินแล้วตั้งแต่ตอน 17.30 น. ครั้งนี้มาเร็วเกินคาด ขณะที่กำลังเข็นของออกมา พี่เจ๋ ก็โทรเข้ามือถือ บอกว่าจะมีคนไปไต้หวันเพิ่มอีกคน ถามว่า ฉันอยู่ที่ไหน ฉันบอกเขาว่า เพิ่งลงจากเครื่องกำลังจะกลับบ้าน พอคุยเสร็จหันไปมองข้างหลัง หญิง ติ่ง จุ๊บ หายไปหมดแล้ว เอ ไม่ล่ำลากันเลย เฮะ คงไปหาแท็กซี่กลับบ้านกระมัง จุ๊บก็ต้องรอ แองมารับเพื่อไปพักที่คอนโดแถวบ้านแอง นั่นเอง เพราะรุ่งเช้าเขากลับสงขลาจะได้สะดวก นั่นเอง

การท่องเที่ยวแคชเมียร์ครั้งนี้ ก็จบลงอีกครั้งหนึ่งแล้ว การท่องเที่ยวครั้งนี้ มีหลายรสชาติเหลือเกิน ตื่นเต้น ตื่นกลัว โลดโผน ต้องช่วยเหลือตัวเอง ไม่มีใครมาทำให้เหมือนไปกับบริษัททัวร์ มันจึงได้
รสชาติของชีิวิตอีกอย่างหนึ่ง ฉันก็หวังว่า การเล่าเรื่องเที่ยวแคชเมียร์และภาพต่าง ๆ ที่นำมาฝากท่านผู้อ่าน คงจะทำให้ทุกคนได้รับความเพลิดเพลินบันเทิงใจบ้างพอสมควรนะคะ สวัสดีค่ะ




Create Date : 26 ตุลาคม 2555
Last Update : 31 ตุลาคม 2555 10:16:34 น.
Counter : 1821 Pageviews.

7 comments
  
โอเล่อยากไปมั้งค่ะอาจารย์สุวิมล
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 28 ตุลาคม 2555 เวลา:20:13:34 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์

ตามมาเที่ยวต่อค่ะ อาจารย์อัพบล๊อกเร็วมาก
อยากมีโอกาสได้นั่งม้าเที่ยวชมธรรมชาติแบบนี้จังเลยค่ะ

อาจารย์ไปเยี่ยมที่บล๊อกเก่า ถ้ากาญไม่เข้าไปดูที่ จัดการ 20 Comments ล่าสุด
ก็ไม่รู้ค่ะว่าอาจารย์เข้าไปคอมเม้นส์ เพราะไม่ได้เข้าไปดูบล๊อกเก่าเลย

วันนี้มาประเดิมโหวตเดือน พย. ให้อาจารย์ด้วยค่ะ

อาจารย์สุวิมล Travel Blog ดู Blog

ขอให้อาจารย์ สุด สดชื่นเสมอนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 1 พฤศจิกายน 2555 เวลา:19:09:41 น.
  

สวัสดีดค่ะอาจารย์
เห็นอาจารย์แวะไปดูหลายๆบล๊อก เป็นยังไงบ้างค่ะ
แต่ก่อนกาญเที่ยวบ่อยมากค่ะ แต่ส่วนมากจะเป็นฟิลม์
เวลาเอารูปมาลงต้องเอารูปมาสแกนก่อนลำบากมาก
ก็เลยไม่ได้เอาอัพบลีอก ที่เอาลงอัพบล๊อกก็ช่วงห้าปีนี่ค่ะ
เด็กโตแล้วก็เลยมีเวลาไปเที่ยวมอไซค์กับแฟน
รูปส่วนมาก็เลยมาจากเที่ยวด้วยมอไซค์กันค่ะ
กาญซ้อนหลังแล้วถ่ายรูปค่ะ ไม่ไได้ขับเองเพราะไม่มีใบขับขี่มอไซค์

ส่วนรูปกาญแล้วจะหาไปให้ดูนะคะ
เวลาเที่ยวกาญไม่ได้ถ่ายรูปตัวเองเลยค่ะ ไม่ชอบถ่ายรูปตังเองด้วยค่ะ อิอิ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 5 พฤศจิกายน 2555 เวลา:0:53:40 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์
หนูได้เห็นทุ่งหญ้าแล้ว อยากไปนอนกลิ้งมากๆ ฮ่าๆๆ
เห็นอะไรเขียวๆ เป็นไม่ได้เลยค่ะ ขอบคุณที่นำมาให้ชมนะค่ะ
โดย: Nepster วันที่: 6 พฤศจิกายน 2555 เวลา:21:33:17 น.
  

สวัสดีค่ะอาจารย์

กาญก็เข้ามาบล๊อกบ้างหายไปบ้างเหมือนกันค่ะ
ช่วงนี้งานที่บริษัทเยอะด้วยค่ะ ใกล้จะถึงเทศกาลคริสต์มาส
ต้องตกแต่งบริษัทต้อนรับเทศกาลค่ะ

ไต้หวันยยังไม่เคยไปเลยค่ะ จะรอชมภาพนะคะ

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปทำบุญที่วัดลาวปท.ฝรั่งเศส
เอาบุญมาฝากอาจารย์ด้วยค่ะ มีความสุขมากๆนะคะ
โดย: ข้ามขอบฟ้า วันที่: 14 พฤศจิกายน 2555 เวลา:3:07:06 น.
  
สวัสดีค่ะอาจารย์ หนูขอบคุณที่อาจารย์แวะไปเยี่ยมและให้กำลังใจนะค่ะ
ต่อจากนี้ คงต้องอ่านหนังสือหนักขึ้นเเล้วค่ะ อิอิ
อยากสอบให้ผ่่าน แต่คงเหนื่อยหน่อย เฮ้ออ แต่ยังไงก็จะสู้ต่อไปค่ะ
โดย: Nepster วันที่: 16 พฤศจิกายน 2555 เวลา:22:58:19 น.
  
สวัสดีปีใหม่ค่ะอาจารย์สุวิมล

ดีใจที่เห็นอาจารย์อัพบล็อกค่ะ

คืนนี้ฝันดีนะค่ะ
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 8 มกราคม 2556 เวลา:23:03:08 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments