พฤศจิกายน 2554

 
 
1
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog
ดินแดนสรวงสวรรค์แห่งธรรมชาติที่มิอาจลืมเลือน
ดินแดนสรวงสวรรค์แห่งธรรมชาติที่มิอาจลืมเลือน

ฉันไม่ทราบว่าจะตั้งชื่อเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ด้วยการคัดสรรถ้อยคำในภาษามาใช้อย่างไร จึงจะสมกับความงามของแหล่งท่องเที่ยวที่ฉันได้ไปประสบพบมาในครั้งนี้ได้ มันเป็นความงามที่ธรรมชาติได้เสกสรรค์ แต่งแต้ม มาให้มนุษย์ได้ชื่นชมโดยแท้ทีเดียว ค่ะ

การเดินทางท่องเที่ยวของฉันครั้งนี้ ฉันได้ชวนเยาว์เพื่อนรักไปด้วยกัน ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายนักที่ เยาว์จะไปกับฉันได้ เพราะเยาว์ยังมีแม่ที่ต้องดูแลอยู่ ส่วนฉันไม่มีภาระอะไรที่ต้องห่วงใยแล้ว เพราะพ่อแม่ของฉันได้ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ครั้งนี้ เยาว์ตัดสินใจไปเที่ยวกับฉันด้วยเพราะได้เกษียณอายุราชการก่อนกำหนดมาเมื่อปีที่แล้ว โดยให้น้องสาวมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ เยาว์มากับน้องสะใภ้ที่ชื่อจุ๊บ ครั้งนี้พวกเขามาเครื่องบิน ฉันจึงไม่ได้ไปรับเขาที่สถานีหัวลำโพงเหมือนทุกครั้งที่เคยไปรับเขา

การติดต่อบริษัททัวร์และการแลกเงินหยวนนั้น เป็นหน้าที่ของฉันที่ช่วยจัดการทั้งหมด เพราะฉันอยู่กรุงเทพฯการติดต่อเรื่องต่าง ๆ ง่ายกว่าเยาว์ซึ่งอยู่ถึงจังหวัดปัตตานี นั่นเอง เยาว์มีหน้าที่ส่งเงินค่าทัวร์และเงินที่จะแลกเป็นเงินหยวนไปเที่ยวเท่านั้น พวกเราตั้งใจจะไม่ซื้อของอะไรมากนัก เนื่องจากพวกเราเป็นข้าราชการกินบำนาญ แต่ละเดือนไม่ได้มีเงินมากมายนัก ตั้งใจจะไปเปิดโลกกว้างชื่นชมกับความงามของธรรมชาติมากกว่าการซื้อของนั่นเอง พวกเราก็เลยแลกเงินไปครั้งนี้คนละ 1 หมื่นบาท เท่ากับ 2,000 หยวนเท่านั้น หักค่าที่จะต้องทิปไกด์แล้ว เราก็เหลือเงินคนละไม่ถึง 2,000 หยวนนั่นเอง

เยาว์และจุ๊บเดินทางมาถึงบ้านฉันประมาณ ไม่ถึง 6 โมงเย็นดี ฉันกำลังให้ลูกศิษย์ของฉันไปซื้ออิฐบล็อกมาเสริมฐานตู้เย็นให้สูงขึ้นอีกสัก 5-6 นิ้ว ช่วงนี้ เป็นช่วงที่กรุงเทพฯน้ำท่วม แถวบ้านฉันเขาก่ออิฐกั้นหน้าบ้านสูงเป็นเมตร ฉันก็กลัวเหมือนกัน ถ้าน้ำเข้าบ้าน ฉันคงอ่วมอรทัยแน่ เพราะอยู่คนเดียว คงวิดน้ำกันหลังแอ่นแน่นอน โชคดี ที่เพื่อนบ้านซึ่งเป็นช่างตัดเสื้อ ฉันมีสัมพันธไมตรีกับเขาค่อนข้างดี สามีเขากำลังคิดจะทำที่กั้นหน้าบ้านด้วยไม้แล้วยิงด้วย ซีลีโคลน มีการโบกปูนด้านข้างของประตูด้วย ฉันจึงลองคุยกับเขาว่า ฉันอยากทำด้วยเหมือนบ้านเขา ฉันมีไม้กระดานอยู้แล้ว เขาก็ใจดีบอกว่า อาจารย์ต้องซื้อเครื่องมือนะ ผมไม่มีเครื่องมือ คือพวกเกรียง ฉาบ ถังปูน อะไรประมาณนั้น ฉันบอกว่ายินดีที่จะออกเงินซื้อให้ ฉันออกวัสดุเองทั้งหมด เขาทำได้สองบ้าน (เฉพาะปูนและเครื่องมือ) เขาขอเงินไปซื้อของ 400 บาท เปลี่ยนท่อน้ำ ซิ้งค์ล้างถ้วยชามด้วย จัดการโบกปูนปิดท่อน้ำทิ้งที่หลังบ้านและอุดดินน้ำมันที่ท่อน้ำทิ้ง หน้าบ้านกั้นไม้ ยิงด้วยซีลีโคลน โบกปูนเพิ่ม เขาเหนื่อยมากเหมือนกัน ฉันจะให้แค่แรงเขา เขาก็บอกว่าไม่ต้องหรอกเพื่อนบ้านกัน ช่วยได้ก็ช่วยกันไป ฉันโชคดีเสมอที่เจอแต่คนดี ๆ ให้ความช่วยเหลือเป็นส่วนใหญ่ แต่ฉันก็ให้เงินเพิ่มไปอีกสองร้อยบาทพร้อมกับเลี้ยงน้ำเลี้ยงข้าวมื้อกลางวันพร้อมกับภรรยาเขาด้วย

ส่วนหนังสือและของใช้ที่อยู่ชั้นล่าง ฉันก็ได้ลูกศิษย์มาช่วยขนของไปอยู่ชั้นสอง ป้องกันไว้ ลูกศิษย์ซื้ออิฐ ซึ่งปรกติก้อนละประมาณ 5 บาท แต่วันนี้ ขาย 20 บาท ซื้อมา 8 ก้อน 160 บาท เฮ้อ ! เด็ก ๆ น่ารักมาก มากันหลายคน ได้แก่ โบ้ท ดิว ต้น นที โจ๊ก เดช มายกตู้เย็นซึ่งใหญ่มากทีเดียวเพื่อหนุนด้วยอิฐบล็อกให้สูงขึ้น เฮ้อ ! ฉันช่างโชคดีที่ยามเดือดร้อนก็มีพวกลูกศิษย์มาช่วยเกื้อกูลเสมอ ต้องขอบใจพวกเขาจริง ๆ

หลังจากจัดการเรื่องขนย้ายแล้ว ฉันจะพาเยาว์และจุ๊บไปทานข้าวมื้อเย็นกันที่ร้าน มายช้อย แต่เยาว์บอกว่า ถ้าจะไปกิน ต้องให้เขาจ่ายไม่งั้นจะไม่ไปกิน ตลกดีจัง จะไม่ให้เจ้าบ้านเลี้ยงได้อย่างไร ขนมนมเนยก็ซื้อมาฝากอีก เขาคงเกรงใจเพราะครั้งนี้ เขามีน้องสะใภ้พ่วงมาด้วย กลัวว่าฉันจะจ่ายเยอะ ร้านนี้ราคาค่อนข้างสูง ไม่อยากให้ฉันจ่ายมาก เฮ้อ ! คิดมากจังเลย ฉันเลยแก้ปัญหา พาไปกินข้าวเหนียว ส้มตำ ซุปหน่อไม้ ไก่ย่าง น้ำตก น้ำโค้ก ซึ่งราคาไม่สูงนัก แล้วก็รีบไปจ่ายเอง โธ่ ! ฉันเป็นเจ้าบ้านจะให้เขาจ่ายได้อย่างไรหนอ ช่างไม่เห็นใจกันบ้างเลย

การไปท่องเที่ยวครั้งนี้ ฉันจองทัวร์กับบริษัทแตงโมทัวร์ ด้วยราคา คนละ 43,900 บาท จำนวนคนที่จะไปนั้น คือ 20 คน จองไว้ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน ซึ่งน้ำยังไม่ท่วมอะไรรุนแรงนัก ใกล้วันไปจึงเกิดวิกฤตน้ำท่วมจนถึงกรุงเทพฯ ทำให้เกิดความวิตกกังวลมากพอสมควร แต่คิดอีกที ถึงจะไม่ได้ไปเที่ยว น้ำท่วมเข้าบ้าน ฉันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เลยเลิกกังวลไปบ้าง หนังสือและเครื่องใช้ไฟฟ้า ฉันก็ขนขึ้นที่สูงแล้วนี่นา

การท่องเที่ยวครั้งนี้ของฉัน เป็นสถานที่ที่ฉันใฝ่ฝันอยากไปมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ไปสักที ปีที่แล้วก็จองทัวร์แล้วจะไปกับ จ๋า ปรากฏว่าใกล้วันจะไป บริษัทแจ้งว่า เกิดปัญหาที่เมืองจีน สถานที่เที่ยวที่จะไปนั้น ถนนขาดเนื่องจากฝนตกหนัก เขาเลยเปลี่ยนสถานที่เที่ยวเป็น Unseen in Yunnan ซึ่งถ้าเราไม่ไป เราจะเสียเงินไปฟรี ๆ 2,000 บาท เพราะเขาจองตั๋วเครื่องบินและทำวีซ่าให้เราไปแล้ว ซึ่งสถานที่ที่เขาเปลี่ยนให้ไปนั้น ก็สวยมากดังที่ฉันได้เขียนเล่าไปแล้วนั่นเอง

การไปครั้งนี้ เหลนของฉันไม่ได้ไปส่งและรับ เนื่องจากบ้านเขาอยู่ที่นนทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งที่ถูกน้ำท่วมอยู่ ฉันจึงต้องจ้างรถของเพื่อนบ้านซึ่งมีอาชีพขับแท็กซี่ ก็คือ สามีของเหมียวที่มาช่วยฉันกั้นหน้าบ้านนั่นเอง โชคดีของพวกเราที่ไม่ต้องไปหารถรับจ้างที่อื่น เรานัดคุณเพชรเวลา 6.00 น. เพื่อเดินทางไปยังสุวรรณภูมิ โดยทางบริษัททัวร์นัดไว้ 7.30 น.

วันนี้ถนนโล่งดีจัง รถไม่ติดอะไรเลย เรามาถึงสนามบินเป็นเวลา 6.30 น. มาก่อนเป็นเวลาตั้ง 1 ชั่วโมง เป็นเงิน 180 บาท เยาว์จ่ายไป 200 เป็นค่าทิปด้วย ฉันตั้งใจตอนกลับจะเป็นหน้าที่ของฉันจ่าย (ปรากฏว่าตอนกลับ เยาว์กับจุ๊บไม่ได้มาพักที่บ้านตามที่กำหนดไว้เพราะดอนเมืองน้ำท่วม และเขากลัวรถติดเนื่องจากเขาบินเช้า เลยกลับตั้งแต่ตอนที่เราเที่ยวเสร็จ เครื่องบิน นกแอร์ของเขามาจอดรับที่สุวรรณภูมิ โดยไม่ต้องเสียเงินค่าเปลี่ยนตั๋วเที่ยวบิน จ่ายแต่เงินที่น้ำหนักกระเป๋าเกินเท่านั้น)

ประมาณ 7.10 น. ฉันโทรเข้ามือถือของมัคคุเทศก์ที่ชื่อ เกิร์ล (ซึ่งเขาจะเป็นผู้พาลูกทัวร์ไปในทริปนี้) เพื่อถามว่า เขามาหรือยัง เพราะเขาควรจะมาก่อน 7.30 น. ก่อนลูกทัวร์ ปรากฎเขามาแล้วเหมือนกัน ต่างถามหาสีเสื้อที่ใส่เพื่อจะได้ใช้เป็นที่สังเกต แล้วเราก็เจอกันเพราะอยู่ใกล้ ๆ กันกับเคาร์เตอร์ D นั่นเอง เพียงแต่อยู่กันคนละมุมเท่านั้น หลังจากที่มัคคุเทศก์แจกหนังสือเดินทางคืนพวกเรา ให้พวกเราเซ็นชื่อในเอกสารขาเข้าและออกประเทศ และแจกตั๋วเครื่องบินพวกเราเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ผ่านเข้าช่องการตรวจหนังสือเดินทางออกนอกประเทศไปอยู่ชั้นใน เดินช้อปปิ้งตามร้านต่าง ๆ เยาว์และจุ๊บซื้อน้ำหอมปลอดภาษีไป 3 ขวด ฉันไม่ได้ซื้ออะไร เพราะน้ำหอมในตู้เย็นที่ลูกศิษย์ซื้อมาฝากยังนอนเอ้งเม้งอยู่ในตู้เย็นหลายขนานอยู่ จากนั้นเราก็ถ่ายรูปกันตามจุดที่เราเห็นว่าสวยงาม เป็นการฆ่าเวลาที่เหลืออยู่มากมาย เพราะเครื่องบินจะบินเวลา 10.15 น. นั่นเอง เชิญชมรูปอันน่ารักของพวกเราได้ค่ะ



รูปนี้ถ่ายกับยักษ์ค่ะ ยังไม่ได้เข้าไปในช่องตรวจคนออกนอกประเทศเลย



และแล้ว พวกเราก็ได้ขึ้นเครื่องบินเมื่อเวลา 10.15 น.เรา 3 คนได้นั่งแถวกลาง ซึ่งมีทั้งหมด 4 ที่นั่ง ที่นั่งที่ติดกับฉันว่างเสียด้วย เที่ยวบินนี้มีที่นั่งว่างหลายที่ทีเดียว คณะทัวร์ของเราถอนตัวไปมี 7 คน เพราะบ้านพวกเขาอยู่อยุธยา ถูกน้ำท่วม สุดวิสัยที่จะไปได้ ฉันก็ไมทราบว่าเขาถอนตัวเมื่อไหร่ ถ้าถอนตัวก่อนออกเดินทางหนึ่งสัปดาห์เขาจะไม่ได้เงินคืนเลยเชียว น่าเห็นใจคนที่น้ำท่วมแล้วไปไม่ได้เหลือเกิน คณะของเราเลยเหลือแค่ 13 คน รวมมัคคุเทศก์ก็มีเพียง 14 คนเท่านั้น แต่มี 2 คณะ อีกคณะหนึ่ง มี 18 คน แต่ไปเพียง 6 วันเท่านั้น ไม่ได้ไปเล่อซานและง้อไบ๊ ส่วนคณะของเราไป 8 วัน มีเล่อซานและง้อไบ๊ด้วย นอกจากนี้ เครื่องบินลำนี้ ยังมีทัวร์ของบริษัทอื่นไปอีกด้วย กรุ๊ปของเรา เป็นการรวมตัวของบริษัทเล็ก ๆ ถึง 4 บริษัท แล้วให้บริษัทโก ฮอลิเดย์เป็นผู้จัดพาไป ของแตงโมทัวร์ มี 5 คน ของบริษัทควอลิตี้ บริษัทสแตนดาร์ด อีกบริษัทหนึ่งฉันจำชื่อไม่ได้เสียแล้ว

เวลาประมาณ 10.50 น. เครื่องบินอุ่นเครื่องแล้วเคลื่อนตัวแล่นไปเรื่อย ๆ ตามทางเดินของมันแล้วค่อย ๆ ทวีความเร็วขึ้น แล้วก็รู้สึกว่าส่วนหัวของเครื่องบินชูเชิดขึ้นสูง สักพักจึงรู้สึกว่าเครื่องบินเริ่มตั้งลำลอยอยู่กลางอากาศในแนวราบอยู่กลางอากาศอย่างสง่าผ่าเผย มนุษย์ช่างเก่งเสียจริง ๆ ที่สามารถสร้างนกยักษ์ใหญ่ขนาดบรรจุผู้คนได้เป็นจำนวนร้อย ๆ คน เหินบินอยู้กลางเวหาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ นะนี่ ครั้งนี้เราไปกับการบินไทย เที่ยวบิน TG 618 ขนาด 8 ที่นั่ง เสียงเจ้าหน้าที่กล่าวต้อนรับและอธิบายถึงระเบียบที่ต้องปฏิบัติเวลาเกิดภาวะฉุกเฉิน ข้อปฏิบัติเวลาอยู่ในเครื่องบิน และบอกเวลาที่ต้องใช้เวลาบินไปเมืองเฉินตู ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 40 นาที เวลาของประเทศจีนจะเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง

เที่ยวบินนี้ แจกถั่วมะม่วงหิมพานต์ให้ทานเป็นยากษัยก่อนเสิร์ฟอาหารมื้อเที่ยง มากับการบินไทยก็ดีอย่างนี้ ราคาแพงหน่อยแต่อาหารการกินมีค่อนข้างมากกว่าสายการบินราคาถูก (เท่าที่ฉันสังเกตนะ) ทานอาหารอิ่มแล้ว พวกเราก็มีโอกาสได้พักสายตาไม่นานนัก พวกเราก็มาถึงท่าอากาศยานของเมืองเฉินตู อันเป็นเมืองหลวงของมณฑลเสฉวน เมืองเฉินตูตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำหมิงเจียง อยู่ใจกลางของมณฑลเสฉวน เป็นเมืองที่โอบล้อมไปด้วยเทือกเขาสูง เทือกเขาเขียวชอุ่ม ประชากรมีประมาณ 10 ล้านคน เป็นศูนย์กลางด้านการเมือง การศึกษา การทหาร ของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน

พิธีผ่านการตรวจคนเข้าประเทศไม่ยุ่งยากอะไรเลย เข้าแถวและตรวจประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ พวกเราก็ไปรอรับกระเป๋าเดินทางและออกประตูได้แล้ว แล้วฉันก็ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่งถือป้ายชูอยู่ เขียนว่า โก ฮอลิเดย์ ฉันก็รู้ทันทีเลยว่า คนนี้ต้องเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่จะพาพวกเราไปเที่ยวยังสถานที่ต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในโปรแกรมอย่างแน่นอน เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ค่อนข้างผอมสูง อายุน่าจะเลยเลข 3 ไปแล้วผิวขาว ตัดผมสั้นเกรียนเหมือนหนุ่มชาวจีนที่เป็นมัคคุเทศก์ที่ฉันเคยพบเจอ ฉันชี้ให้เยาว์ดูและพูดว่า "นี่ไกด์ท้องถิ่นมารอรับพวกเราแน่" ชายคนนั้นก็ยิ้มและมาต้อนรับพวกเราอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยอัธยาศัยไมตรีที่ดีงาม พาพวกเราไปขึ้นรถ เก็บกระเป๋าเดินทางของพวกเราเข้าใต้ท้องรถ พวกเราเลือกที่นั่งตามใจชอบ เพราะเหลือที่นั่งว่างมากมาย มัคคุเทศก์เช็คลูกทัวร์ปรากฏว่า หายไปสองคน คราวนี้ก็สนุกล่ะซี่ รอกันและมีการเสนอว่า คงหลงไปกับกรุ๊ป 6 วันแน่ เกิร์ลบอกว่า กรุ๊ปนั้นเขาเช็คแล้ว คนเขาครบ 18 คน ไม่มีเกินเลย ทุกคนในรถต่างเป็นห่วง แนะนำให้มัคคุเทศก์เกิร์ลโทรถามให้แน่ใจอีกครั้ง และในที่สุด ผลก็ออกมาว่า หลังจากรถคันกรุ๊ป 6 วันออกเดินทาง มัคคุเทศก์ได้พูดคำว่า ทริป 6 วัน ทำให้คนที่หลงไปกรุ๊ปนี้แปลกใจ เพราะเจ้าตัวมาทริป 8 วันนี่นา จึงได้รู้ตัวว่า ขึ้นรถผิดคันเสียแล้ว เฮ้อ! ทุกคนโล่งใจที่รู้ว่า สองคนที่หายไปนั้น ไม่ได้หลงไปไหน ก็ให้เขาอยู่รถคันเดิมไปก่อนแล้วค่อยไปเปลี่ยนใหม่ที่โรงแรม รถคันของเราจึงออกเดินทางต่อไปได้ (ต่อมาภายหลัง พวกเราก็รู้ว่า คนที่หลงกลุ่มไปนั้นก็คือ สามีภรรยา คู่หนึ่ง ที่ชื่อว่า หญิงและติ่ง นั่นเอง )

เมื่อรถแล่นออกจากสนามบินได้สักพัก มัคคุเทศก์ไทยก็ได้ให้มัคคุเทศก์ท้องถิ่นแนะนำตนเอง เขาบอกว่า เขาแซ่ เฉา แซ่เดียวกับโจโฉ นั่นเอง มีชื่อว่า จิ้ง มีชื่อไทยว่า สมุทร เขาเล่าให้ฟังว่า เขาเคยมาที่เมืองไทยและได้บวชเรียนที่เมืองไทยนานถึง 1 เดือนเต็ม เขามีความรู้เรื่องพุทธศาสนาดีพอสมควร เขาเล่าว่า เขามีอาชีพเป็นมัคคุเทศก์มาแล้ว 18 ปี แต่ปัจจุบัน เขามีกิจการส่วนตัว มัคคุเทศก์เป็นอาชีพเสริม โดยเจ้านายเก่าของเขาให้เขามาช่วยงานเป็นครั้งคราว เขาก็เกรงใจเลยมาช่วยงานเป็นมัคคุเทศก์ แล้วก็ได้แนะนำสถานที่ที่จะนำพวกเราไปเที่ยวอย่างคร่าว ๆ เตือนภัยในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องของการดูธนบัตรปลอม โดยเฉพาะธนบัตรฉบับละ 50 หยวน ระวังเรื่องการเก็บหนังสือเดินทางให้ดี (ในที่สุดเพื่อความปลอดภัย เขาแนะนำให้ทุกคนนำหนังสือเดินทางเก็บไว้ที่ เกิร์ล คนเดียว) เตือนเรื่องห้องพักในโรงแรมต้องดูให้ดีว่า สิ่งใดเขาให้ฟรี สิ่งใดต้องเสียเงิน และของในห้องพักมีอะไรขาดหายไปบ้างให้เช็คและแจ้งให้ทางโรงแรมทราบ ไม่เช่นนั้น เราต้องจ่ายค่าของที่ขาดหายไปด้วย เล่าให้ฟังว่า อาหารของมณฑลเสฉวน ได้ชื่อว่าเป็นอาหารที่อร่อยเป็น หนึ่งในสี่ของ จีนทีเดียว ซึ่งอาหารที่ขึ้นชื่อว่าอร่อย คือ อาหารกวางตุ้ง

อาหารของเสฉวน มีลักษณะเด่น 2 ประการ คือ มีรสเผ็ดและมัน และชอบใส่เครื่องเทศที่ชื่อว่า "ฮัวเจียว" ซึ่งมีผลทำให้คนทานลิ้นชาด้วย

มัคคุเทศก์สมุทรให้ความรู้ต่อไปว่า การมาเที่ยวมณฑ,เสฉวน คือ การมาชื่นชมความงามของธรรมชาติ เรามาช่วงนี้ มีโอกาสได้ดูใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งเป็นฤดูที่ถือว่างดงามมาก มีโอกาสได้เห็นหิมะด้วย รถของเราแล่นผ่านเขตพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองเฉินตู เมืองนี้เป็นเมืองที่เจริญมาก เจริญยิ่งกว่าเมืองคุนหมิง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาเสียอีก (เขาเล่าว่า เขาแต่งงานแล้วกับสาวเมืองเฉินตูและกำลังมีลูกคนแรกในท้อง 7 เดือนแล้ว) เขาเล่าว่า การดูความเจริญของแต่ละเมือง ให้ดูที่เมืองนั้น ๆ มีการสร้างรถไฟใต้ดินไหม เออ! อย่างนี้ กรุงเทพฯเราก็ถือเป็นเมืองที่เจริญมากน่ะซี เพราะเรามีรถไฟใต้ดินแล้วนี้ อิอิ

เขาเล่าว่า การคอรับชั่นในประเทศจีนในปัจจุบัน มีการคอรับชั่นด้วยการให้สิ่งของแล้วไปแปรเปลี่ยนเป็นเงิน (ขาย) เออ! เป็นการคอรับชั่นที่แนบเนียน ไม่มีหลักฐานเลยน่ะ สิ่งของดังกล่าวมีดังนี้ 1.บุหรี่ 2.เหล้าขาวที่ดีที่สุด 3.ไวน์ 4.ตังฉ่างเช่า (เป็นยาสมุนไพรที่ดีเหมือนโสม เป็นสมุนไพรที่รักษาได้หลายโรค เช่น อัมพาต โรคหัวใจ ตับ ไต มดลูก 5. ชา หลงจิ้ง

นอกจากนี้ ได้ให้ความรู้ว่า น้ำตกหวงโก่วสู้ เป็นน้ำตกที่สวยเป็นอันดับ 4 ของโลก ส่วนประชากรในมณฑลเสฉวนมีจำนวนมากถึง 97 ล้านคน มีประชากรมาก เป็นอันดับ 3 ของประเทศจีน เขาเล่าอย่างขำ ๆ ว่า ที่เมืองเฉินตูปีหนึ่งจะไม่เห็นพระอาทิตย์ถึง 200 กว่าวัน ดังนั้น เมื่อสุนัขเห็นพระอาทิตย์ มันจะเห่าพระอาทิตย์ คงจะเห่าด้วยความแปลกใจที่ไม่ค่อยได้เห็นพระอาทิตย์กระมัง

ได้เล่าถึงสาวงามของประเทศจีน 4 คน โดยเล่าถึงประวัติของแต่ละคน และกล่าวว่าสาวงามทั้ง 4 คนนั้น มาจากมณฑลเสฉวนถึงสองคน สาวงามทั้ง 4 คน คือ
1.หวังเจาจิน ได้ฉายาว่า ปักษีตกเวหา หมายถึงว่า นางสวยมากจนทำให้นกลืมกางปีกบินเพราะมัวแต่ตกตะลึงในความงามของนางเลยตกจากท้องฟ้าลงมาตาย
2.หยังกุ้ยเฟย ได้ฉายาว่า พวงผกาละอายนาง หมายถึงว่า ขณะที่นางชมสวนดอกไม้ ดอกไม้ในสวนเห็นความงามของนาง ถึงกับเหี่ยวเฉาไปเลย นางชอบทานลิ้นจี่มาก เก่งเรื่องทอไหม เก่งดนตรี ที่ชื่อว่า ผีผา (คำนี้มาจากประเทศเปอร์เซีย) มีความสวยเหมือนดอกโบตั๋น
3.เตียวเสี้ยน เป็นคนมีเสน่ห์มาก มีฉายาว่า จันทร์หลบโฉมสุดา หมายถึงว่า ขณะที่นางชมความงามของดวงจันทร์ ดวงจันทร์อายความงามของนางต้องหลบนางไป
4.ไซซี มีฉายาว่า มัจฉาจมวารี หมายถึงว่า นางมีความงามมากจนกระทั่งปลาที่เห็นความงามของนางถึงกับลืมว่ายน้ำ เลยจมน้ำตาย

รถคงแล่นต่อไปเรื่อย ๆ มีการผ่านอุโมงค์ หลายอุโมงค์ทีเดียว บางแห่งก็เป็นอุโมงค์สั้น ๆ บางแห่งก็ยาวหลายกิโลเมตรเหมือนกัน แห่งแรกที่พวกเรามาเที่ยว ก็คือ สถานที่ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมที่เป็นซากปรักหักพังอันเกิดจากการที่แผ่นดินไหวเมื่อสี่ปีที่แล้ว ปัจจุบันยังเหลือซากปรักหักพังให้เห็นอยู่ ส่วนตึกต่าง ๆ บริเวณนี้ล้วนแต่รัฐบาลสร้างขึ้นใหม่ทั้งนั้น ดังภาพที่พวกเราถ่ายมาให้ท่านได้เห็นดังนี้



แล้วเดินทางต่อไปเพื่อไปพักที่เมืองเม่าเสี้ยน ระหว่างทางต้องต่อคิวเพื่อเติมน้ำมัน ตอนนั้น เป็นเวลาเย็นมากแล้ว พวกเราก็เริ่มท้องหิว พอดีบริเวณปั๊มน้ำมันมีชาวบ้านมาขายแอปเปิล พี่เหลาซื้อแอปเปิลแล้วแจกฉัน เยาว์ กินคนละผลด้วย อร่อย หวานกรอบดี เป็นแอปเปิลเขียว จากนั้นก็เดินทางต่อไปกว่าจะได้ทานข้าวมื้อเย็นก็ประมาณ 3 ทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว

วันที่ 26 ตุลาคม 54 วันนี้เขาปลุกเวลา 5.30 น. ก็เท่ากับ 6.30 น.ของประเทศไทยเรา ทานข้าวเช้า 6.30 น. รถออกเวลา 7.30น. ระหว่างทางที่ไปนั้น สองข้างทางที่รถแล่นผ่านไป เต็มไปด้วย เทีอกเขาสูง ผ่านบ้านของชาวชนพื้นเมือง ผ่าน
อนุสาวรีย์ของกองทัพแดง มัคคุเทศก์สมุทร แนะนำว่า หวงหลงเป็นเขาที่สูงกว่าน้ำทะเลมาก เวลาขึ้นเขาไปนั้น บางคนอาจจะเกิดความรู้สึกว่า หายใจไม่ค่อยออก เพราะขาดออกซิเจน ชนเผ่าที่เราพบจะเป็นชนเผ่าธิเบต พวกนี้จะปลูกข้าวพันธุ์ที่เรียกว่า พันธุ์ "ซิงเคอร์" เป็นข้าวสาลีพันธุ์ใหม่ พวกชาวธิเบตจะไม่กินปลา ทั้ง ๆ ที่มีปลามากมาย เพราะพวกชาวพื้นเมืองธิเบตที่เป็นโสดแล้วถึงแก่กรรม เขาจะเอาศพหั่นเป็นชิ้น ๆ ทิ้งแม่น้ำให้ปลากิน พวกเขาจึงไม่กินปลานั่นเอง ส่วนคนที่เป็นอีสุกอีใสตายต้องเอาไปเผาแล้วจึงเอาไปฝังอีกที่ ถ้าเป็นเด็กทารกตาย เขาจะเอาไปทิ้งที่ถ้ำ เพื่อให้หมาป่าเอาศพไปกิน และพิธีศพนั้นจะไม่ให้ผู้หญิงเข้าร่วมพิธี ทั้งหมดนี้ มัคคุเทศก์เป็นผู้เล่าให้ฟัง นับว่าเขาเป็นมัคคุเทศก์ที่มีความรอบรู้ดีมากเหลือเกิน เสียดายที่ฉัน จดไม่ค่อยได้เพราะการโยกไปโยกมาของรถที่แล่นไป ดังภาพที่ฉันถ่ายมาให้ชื่นชม ดังนี้ค่ะ



สภาพบ้านของชาวพื้นเมือง


ภาพอนุสาวรีย์กองทัพแดง



สภาพถนนที่จะไปที่หวงหลง


ระหว่างทางที่ไป ได้แวะจอดรถถ่ายรูปตามจุดชมวิว ที่เต็มไปด้วยหิมะ พวกเราก็ต้องถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกอย่างแน่นอน ค่ะ เชิญชมนะคะ ภาพทิวทัศน์ท่ามกลางหิมะที่หนาวเย็นยะเยือกไปถึงหัวใจเลยทีเดียว แต่ก็ไม่มีใครกลัวเอาเสียเลย ทนหนาวได้เพื่อถ่ายรูปกับทิวทัศน์ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ค่ะ



ถ่ายรูปกับจุ๊บ




โปรแกรมวันนี้คือ การไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ หวงหลง ซึ่งเป็นสถานที่ที่งดงามดุจดั่งสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า ที่อุทยานนี้ มีลำธาร แอ่งน้ำมากมายที่เกิดจากการละลายของหิมะบนยอดเขา และการไหลของน้ำที่มาจากภูเขาสูงเป็นพัน ๆ ปี ทำให้เกิดหินปูน เกิดการตกตะกอนของหินปูนเป็นแอ่งน้ำใหญ่น้อยมากมาย เป็นเชิงเป็นชั้น ถึง 4,000 ชั้น บางแห่งสูง 1.5-4.5 เมตร น้ำในแอ่งน้ำเมื่อสะท้อนกับแสงแดดกลายเป็นสีรุ้งสวยงาม ลำธารยาวกว่า 3,000 เมตร หลั่งไหลลดหลั่นกันมาบางช่วงตื้น บางช่วงลึก ไปตามสภาพของธรรมชาติที่แต่งแต้มเอาไว้ โขดหินเนินเขาแต่ละแห่งมีรูปร่างต่าง ๆ แล้วแต่การจินตนาการของคนที่มาชื่นชม ช่างงดงาม น่ามหัศจรรย์ใจยิ่งนัก ยากนักที่จะกล่าวพรรณนาถึงความงดงามที่ได้พบเห็น และยากนักที่จะหาสถานที่ใดในโลกมาเทียมทันกับความสวยงามเหล่านี้ได้ จนได้ชื่อว่า อุทยานแห่งชาติ มังกรเหลือง มีนักนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากมาย ส่วนใหญ่มีคนจีนด้วย มีชาวต่างชาติ คือพวกเราคนไทยก็มากพอมควร ดังที่ฉันได้บันทึกความงามของอุทยานแห่งนี้ด้วยรูปภาพมาฝากท่านผู้อ่าน ดังนี้ค่ะ

ทิวทัศน์ในอุทยายหวงหลงที่งดงามเกินกว่าที่จะหาคำมาพร่ำพรรณนาได้



รูปนี้ถ่ายกับเพื่อนทัวร์คณะเดียวกัน พี่เหลา และ คุณมิค



ทิวทัศน์อันงดงามอีกมุมหนึ่งของอุทยานหวงหลง



ทิวทัศน์ น้ำตก ในอุทยานแห่งชาติหวงหลง



ทะเลหมอกที่ปกคลุมขุนเขา ดูเคว้งคว้างไร้จุดหมายแต่งดงามสุดจะพรรณนา ค่ะ



ทิวทัศน์แห่งขุนเขาที่ปกคลุมไปด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนสี มีหลากหลายสีสันน่าชื่นชม สุขสมในอารมณ์เหลือจะเอ่ยอ้างถึง



ก่อนที่จะไปเที่ยวอุทยานหวงหลง คุณสมุทร ได้พาพวกเราไปที่ร้านขายชา ซึ่งเป็นข้อตกลงกันว่า จะซื้อหรือไม่ซื้อ มัคคุเทศก์จีนก็ต้องพาลูกทัวร์ไปที่ร้านขายของต่าง ๆ ของรัฐบาลจีน เช่น ร้าน ชา ร้าน หยก มุก ร้านผ้าไหม และร้านยาจีน ไม่งั้น มัคคุเทศก์ท้องถิ่นจะถูกตำหนิจากรัฐบาลได้ (อันนี้เป็นความรู้จากมัคคุเทศก์ จีน ตอนที่ไปเที่ยวคุนหมิงบอกไว้นั่นเอง) การมาถึงร้านชา ก็มีการสาธิตการชงชา มีการบรรยายสรรพคุณของชาชนิดต่าง ๆ ว่าแก้โรคอะไรได้บ้าง แล้วก็ให้พวกเราชิมชาแต่ละชนิด สาวเจ้าที่อธิบายนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้ คุณสมุทรจึงต้องเป็นคนแปลให้พวกเราฟัง ฉันเองก็ฟังได้ไม่มากนัก แต่ฉันไม่ซื้อแน่นอน ที่บ้านยังมีชาที่ลูกศิษย์ให้มาอยู่หลายขนาน ขี้เกียจชงกินนั่นเอง ทุกคนพอใจและต้องการซื้อ ให้ฉันช่วยต่อรอง โดยบอกความต้องการว่า ถ้าเขาซื้อชาที่เรียกว่า ชาผูเอ่อ ซึ่งเป็นชาที่ดีที่สุด แพงที่สุด 7 แผ่น ตามที่เขาเสนอ มีการแถมชากระป๋องชนิดอื่น สองกระป๋อง พวกที่จะซื้อก็ให้ฉันช่วยต่อว่ารองว่า ถ้าซื้อตามที่คนขายบอก ขอแถมชากระป๋องเป็นสี่กระป๋อง แถมอะไรอีก ฉันก็จำไม่ได้ เรียกว่าแถมเยอะตามที่เรียกร้องก็แล้วกัน ซึ่งฉันก็ช่วยต่อรองให้จนสำเร็จ คนขายก็ยอมให้ของแถม คนที่ซื้อ คือ คุณอุดมและคุณต๋อย จุ๊บก็อยากได้เหมือนกันจะซื้อไปฝากใครก็ไม่รู้ เลยต่อรองเพิ่มขึ้นอีก 1 กระป๋อง ดูวุ่นวายและสนุกสนานดีมากในการต่อรอง ผลจากการช่วยต่อรองให้คนขาย เขาก็ดีใจและชมฉันว่าพูดภาษาแมนดารินได้ชัดมาก และแบ่งชาผูเอ่อ ใส่กระป๋องเล็ก ๆ ให้ฉันไปเป็นรางวัล 1 กระป๋อง ส่วนคนอื่น ๆ บางคนก็ซื้อกระป๋องเล็ก ๆ ไปเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้ซื้อมากมายอย่างสองเจ้าแรก มัคคุเทศก์จีนคงได้เปอร์เซ็นต์การพาลูกทัวร์มาเข้าร้านมากพอควร เพราะคณะของเราช่างซื้อเป็นส่วนใหญ่ เข้าร้านไหน ได้ของกลับมาทุกร้านเลย จริง ๆ นะ จนคุณสมุทรยกนิ้วให้ล่ะ

รูปพิธีชงชา เพื่อให้พวกเราทดลองดื่มเปรียบเทียบรสชาติของชาแต่ละชนิด


ก่อนที่จะเปิดการอธิบายเรื่องสรรพคุณของชา ฉันเหลือบไปเห็นที่ประตู มีคำภาษาจีน อ่านว่า ฝู้ (แปลว่า วาสนา) แปะอยู่ที่บานประตู แต่แปะเอาหัวตัวอักษาลงมา คือกลับหัวตัวอักษรนั่นเอง ซึ่งฉันเคยเห็นในเมืองไทยที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียวมาครั้งหนึ่ง ครั้งแรกคิดว่า เขาติดกลับหัวกลับหาง แต่คิดอีกที ไม่น่าจะติดผิดหรอก มันต้องมีความหมายอะไรสักอย่างแอบแฝงอยู่แน่ มาถึงวันนี้ ฉันก็มาเห็นอีกครั้งหนึ่งแล้ว เป็นโอกาสดีของฉัน คุณสมุทร มัคคุเทศก์จีน เขาน่าจะให้คำตอบที่ฉันสงสัยได้แน่นอน แล้วก็ไม่ผิดหวัง เขาอธิบายว่า คำนี้ ที่ติดกลับหัว ก็เพราะ ในสมัยของ ล่าจงถัง เขามีสนมนางหนึ่ง เท้าใหญ่กว่าสนมคนอื่น (ในสมัยนั้น ผู้หญิงสวย ต้องถูกมัดเท้าตั้งแต่เด็ก ๆ ให้เหลือแต่เท้าเล็ก ๆ จึงจะถือว่า สวย ) นางจึงถูกนินทาจากชาวบ้านต่าง ๆ นานา ความนี้รู้ไปถึงหูของ ล่าจงถัง เขาจึงสั่งให้ทหารไปสืบดูว่า บ้านไหนที่นินทาสนมของตน แล้วให้ติดอักษรคำว่า ฝู่ ไว้ที่ประตู ถ้าบ้านไหนไม่ได้นินทา ให้ติดคำว่า ฝู่กลับหัวเสีย เป็นที่สังเกต ตกกลางคืน ก็ให้ทหารไปฆ่าคนในบ้านที่ติดคำว่า ฝู่ ที่ไม่ได้กลับหัวตัวอักษร ก็เป็นอันว่า บ้านนั้นแคล้วคลาดปลอดภัยจากการถูกฆ่านั่นเอง นี่ คือที่มาที่ว่า ทำไมจึงต้องติดตัวอักษร ฝู่ กลับหัว ทั้งนี้ก็เพราะการติดตัวอักษร ฝู่ กลับหัว ถือเป็นสิ่งมงคล ได้โชคได้ลาภเข้าบ้านนั่นเอง

พวกเราเดินทางต่อไปเพือจะไปพักที่โรงแรมเชิงเขา
จิวไจ่โกว ซึ่งต้องใช้เวลาการเดินทางถึง 3 ชั่วโมง กว่าพวกเราจะถึงโรงแรม XinGyu HOTEL พวกเราหลังจากทานอาหารมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว รับกระเป๋าเสื้อผ้าไว้ที่ห้องพัก แล้วก็นัดกันออกไปเดินดูร้านค้าต่าง ๆ รอบ ๆ โรงแรม มีร้านขายผลไม้ ขายเสื้อผ้า ผ้าพันคอ รองเท้าผ้าใบ ฉันมีหน้าที่ช่วยต่อรองราคาให้เพื่อน ๆ ตามเดิม จุ๊บ ได้รองเท้าผ้าใบ ไป 1 คู่ ต๋อยได้ผ้าพันคอไป 2 ผืน นอกนั้น ก็มีการซื้อผลไม้ คือ ส้ม แอปเปิล แล้วกลับโรงแรมพักผ่อนตามอัธยาศัย

รุ่งขึ้น วันที่ 27 ตุลาคม วันนี้เป็นวันที่พวกเราจะได้ไปเที่ยวที่ จิวไจ่โกว อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไฮไลน์ ของทัวร์ทริปนี้ อีกแห่งหนึ่ง นอกเหนือจาก อุทยานแห่งชาติ หวงหลง คุณสมุทรบอกว่า วันนี้จะเหนื่อยน้อยกว่าการไปเที่ยวที่หวงหลง ความสูงของ จิวไจ่โกว ก็น้อยกว่าที่ หวงหลง

อุทยานแห่งชาติ จิวไจ่โกว เป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งที่งดงามสุดที่จะพรรณนาให้ออกมาเป็นถ้อยคำได้ อุทยานแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่อำเภอ หนานปิง อยู่ทางเหนือของมณฑลเสฉวน ห่างจากตัวเมืองเฉินตูไปประมาณ 500 กิโลเมตร อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,500 เมตร มีเนื้อที่กว้างขวางถึง 148.260 เอเคอร์ รายล้อมไปด้วยเทือกเขาสูงบ้างต่ำบ้าง ลดหลั่นกันไป ธรรมชาติงดงามด้วยทะเลสาบมากมาย สวยงามตระการตาแก้ผู้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศในอุทยานแห่งนี้ จนได้รับการอนุรักษ์เป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1992 เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนมากทีเดียว เนิ้อที่ที่พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้นมีประมาณ 40 ตารางกิโลเมตร ที่นี่ เป็นที่อาศัยของชนชาติจั่ง มีทั้งหมด 9 หมู่บ้าน จึงได้ชื่อว่า จิ่วไจ่โกว จิว หรือจิ่ว แปลว่า เก้า ไจ่ แปลว่า หมู่บ้าน ภายในอุทยาน มีแม่น้ำธารน้ำ ไหลหลั่งเป็นทางสายยาวไปทั่ว มีทะเลสาบใหญ่น้อยหลายร้อยแห่ง คนในท้องถิ่นนี้ เขาเรียก ทะเลสาบเหล่านี้ว่า "ลูกทะเล" ทะเลสาบมีการตั้งชื่อต่าง ๆ กันไปตามจินตนาการและความเป็นมาของทะเลสาบ เช่น ทะเลสาบเสือ ทะเลสาบหมีแพนด้า ทะเลสาบดอกไม้ เป็นต้น น้ำในทะเลสาบแต่ละแห่ง ใสแจ๋วสะอาด ยามเมื่อแสงแห่งดวงสุริยาส่องมายังทะเลสาบ จะสะท้อนเห็นภาพของภูเขา ทิวไม้ ตลอดจนท้องฟ้าสีคราม ทำให้ทะเลสาบเหล่านั้นมีหลากหลายสีสันงดงามตระการตายิ่งนัก

ระหว่างการเดินทางไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ จิวไจ่โกว
คุณสมุทรได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับ อุทยานแห่งนี้ให้พวกเราฟังว่า บริเวณแห่งนี้ เป็นชนชาวธิเบตก็มีมาก มีเรื่องเล่ากันว่า หนุ่มสาวคู่หนึ่งรักกันมาก แต่พ่อแม่กีดกัน จึงไปกระโดดหน้าผาตายทั้งคู่ กลายเป็นหินผารูปหนุ่มสาวอะไรประมาณนั้นน่ะ ก็คงเหมือน ๆ กับเรื่องชื่อ "วังบัวบาน" ของเชียงใหม่เรามั้ง ที่รักไม่สมหวังแล้วก็ไปกระโดดน้ำตกตาย จึงได้เรียกชื่อตามสาวเจ้าที่กระโดดน้ำตกตาย นั้นว่า "วังบัวบาน" เขาเล่าให้ฟังว่า ถ้าจะมาเที่ยว ก็ควรมาช่วงตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม ถึง 1 พ.ย. ที่พวกเรามานั่นแหละ เพราะช่วงนี้จะมีโอกาสได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสี เพราะช่วงนี้มีน้ำค้าง มีหิมะ ตกเกาะใบไม้ ทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีไปได้ หลังจากนั้น ก็จะไม่เห็นแล้ว เพราะหิมะตกหนัก ปกคลุมขาวโพลนไปหมดแล้ว

ช่วงที่รถผ่านหมู่บ้านของชนชาวธิเบต จะเห็นว่า เขาจะมีธงผูกหรือปักไว้มากมาย และมีหลากหลายสีสัน คุณสมุทรได้อธิบายถึงความหมายของธงสีต่าง ๆ ไว้ ดังนี้
สีเหลือง สีทอง หมายถึง พระอาทิตย์
สีขาว หมายถึง ภูเขา หิมะ
สีฟ้า หมายถึง ท้องฟ้า
สีเขียว หมายถึง ต้นไม้
ซึ่งชนชาวธิเบตนั้น เขาจะนับถือธรรมชาติทุกอย่างที่อยู่รอบ ๆ กายของเขา ธงเหล่านี้จึงเป็นการแสดงถึงสิ่งที่เขานับถือนั่นเอง เขายังเล่าว่า ในทะเลสาบของอุทยานจิวไจ่โกว มีปลาชนิดหนึ่ง ชื่อว่า "ปลาไม่ใส่เสื้อผ้า" พวกเราฟังแล้วก็รู้สึกแปลกดี พอฟังคำเฉลยแล้วก็ถึงบางอ้อ ความหมายของปลาชนิดนี้ก็คือ ปลาไม่มีเกล็ด นั่นเอง ระหว่างทางที่รถผ่านเพื่อขึ้นเขาไปเที่ยวนั้น ได้เห็นสองข้างทางที่เต็มไปด้วยเทือกเขาใหญ่น้อย ปกคลุมไปด้วยต้นไม้หลากหลายสีสัน เพราะได้เปลี่ยนสีไปตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ เป็นภาพที่สวยสดงามงามเหลือเกิน ในมวลไม้ที่อยู่ด้วยกันนั้น มีทั้งสีแดง เหลือง ส้ม ชมพู เต็มเทือกเขาไปหมด เป็นบรรยากาศที่สดชื่น สวยงาม เกินกว่าที่จะหาถ้อยคำใด ๆ มาพรรณนาให้เห็นภาพงดงามเหล่านั้นได้จริง ๆ

เมื่อไปถึงแล้ว เราต้องเดินด้วยเท้าไปเป็นระยะทางยาวมากพอสมควร เพราะเขาไม่ให้เอารถไปส่งถึงที่ปากทาง คุณสมุทรให้พวกเรายืนรอ เขาต้องไปซื้อตั๋วให้พวกเราเพื่อเข้าชมและติดต่อรถของทางอุทยานเพื่อขับขึ้นเขาไปชมอุทยาน รถของเราเป็นรถเหมา จึงไม่ต้องลำบากในการรอรถประจำทางที่จะขึ้นเขาไปชมเป็นจุด ๆ

พวกเราเดินไปขึ้นรถเหมาที่ได้เช่าไว้โดยมีคุณสมุทรเดินนำหน้าไป หาที่นั่งกันเรียบร้อยแล้ว รถเหมาของอุทยานก็พาพวกเราแล่นขึ้นเขาไป การไปเที่ยวที่นี่ รถจะจอดให้พวกเราลงไปชมเป็นจุด ๆ ซึ่งต้องเดินชมไปตามจุดสวยงามของสถานที่ที่ลงไปด้วย ดังนั้นคนที่เดินไม่ไหว คือ ขาแข้ง ข้อเข่า ไม่ดี ก็ต้องเดินลำบากหน่อย ถึงจะเดินไม่มากเท่าที่หวงหลงก็ตามเถิด ฉันเอง ได้ทานยาคลายกล้ามเนื้อและยาแก้ปวดกระดูกข้อเข่าป้องกันไว้แล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก จุดแรกที่แวะให้เราลงไปเดินชมและถ่ายรูป คือ น้ำตก นั่วอี้หล่าน เป็นน้ำตกที่สวยงามมาก มีน้ำตกไหลแรงมากพอสมควร พวกเราก็เก็บภาพอันสวยงามเหล่านี้ไป คนละภาพสองภาพ เดี่ยวบ้าง หมู่บ้าง คู่บ้าง ตามแต่ความชอบใจ จุดที่สองที่ไปแวะให้พวกเราชื่นชม คือ ทะเลสาบ กระจก น้ำในทะเลสาบแห่งนี้ใสแจ๋วเป็นเงาสะท้อน ใสเหมือนดังกระจกจริง ๆ แหล่งที่สาม คือ ทะเลสาบหมีแพนด้า ทิวทัศน์ก็สวยไปอีกรูปแบบหนึ่ง พวกเราก็พากันไปถ่ายกับรูปป้ายชื่อไว้เป็นที่ระลึก ทะเลสาบที่สี่ คือ ทะเลสาบไม้ไผ่ธนู ฉันก็ได้ถ่ายภาพนี้กับป้ายชื่อด้วย ฮ่าฮ่า จะได้รู้ไงว่า เรามาเที่ยวที่นี่จริงไงล่ะ อิอิ แต่ละแห่งก็งดงามสุดพรรณนา แล้วท่านผู้อ่านไปชื่นชมกับภาพถ่ายที่ฉันได้นำมาฝากแทนคำพรรณนาของฉันจะดีกว่านะคะ ทะเสาบที่ ห้า ชื่อว่า ทะเลสาบดอกไม้ 5 สี การเรียกชื่อเช่นนี้ ฉันคิดว่า คงเป็นทะเลสาบที่มีดอกไม้ที่อยู่ริมทะเลสาบสะท้อนเงาของดอกไม้หลากหลายสีสัน ลงไปในน้ำของทะเลสาบ ประกอบกับการทำมุมแสงของดวงอาทิตย์ที่สะท้อนลงในทะเลสาบ ก่อให้เกิดสีสันต่าง ๆ อยู่ในน้ำ จึงได้ตั้งชื่อเช่นนั้นกระมัง พวกเราก็จัดการแอ๊กชั่นถ่ายรูปกันทั้งที่มีตัวคนติดบ้าง ถ่ายเอาแต่วิวมุมที่คิดว่าสวยที่สุดบ้าง เฮ้อ ! ฉันมองไปมุมไหน ๆ ก็สดสวยไปหมด เลยถ่ายไปมากมายโดยไม่ต้องกลัวว่าแมมโมรี่จะไม่พอ เพราะฉันซื้อประเภทหลาย ๆ กิ๊กมาแล้ว แบตเตอร์รี่ก็ชาร์ทมาเต็มและมีสำรองอีกต่างหาก เป็นการเตรียมพร้อมอย่างสมบูรณ์ทีเดียวเลย
ต่อไปเป็นแหล่งที่ หก ที่ได้ชื่นชม คือ น้ำตกไข่มุก ทางเดินที่เดินไปชมค่อนข้างลำบากหน่อย แต่ว่า ก็ไม่เสียแรงที่ได้มาเห็น เป็นน้ำตกที่สูงและยิ่งใหญ่มาก น้ำไหลตกลงมาจากหน้าผาสูง เป็นสาย ๆ ไหลหลั่งลงมากระทบโขดหินข้างล่าง เสียงดัง ซ่า ๆ โครม ๆ เหมือนดังคำบรรยายในเพลงเขมรไทรโยคทีเดียว

อาหารมื้อเที่ยงในวันนี้ของเรา พวกเราทานกันในร้านอาหารที่ อุทยานจิวไจ่โกว สภาพอาหารก็เหมือน ๆ เดิม เป็นอาหารจีน มีผัดผัก หมู ไก่ เป็ด เป็นสิบ ๆ อย่าง ทานกันซ้ำ ๆ น่าเบื่อมากเหมือนกัน ดีที่มัคคุเทศก์เกิร์ลเตรียมน้ำพริกนรกเผ็ดมาจากเมืองไทยและมีน้ำจิ้มพริกเปรี้ยว ๆ เผ็ด ๆ มาให้ทุกมื้อ ทานแล้วค่อยอร่อยเพราะมีรสเผ็ดนั่นเอง

หลังจากทานอาหารมื้อเที่ยงแล้ว ก็ไปเที่ยวในจิวไจ่โกงต่อ คือ แหล่งที่ เจ็ด เรียกว่า ทะเลสาบยาว สองข้างทางที่จะไปทะเลสาบยาว จะมีต้นสนที่ถูกหิมะปกคลุมเต็มต้นสีขาวโพลนไปหมด สวยงามมากเหลือเกิน บางช่วงยังเห็นสีเขียวของต้นสนประปรายแซมอยู่บ้าง ทำให้สวยไปอีกรูปแบบหนึ่ง ยอดเขาสูงปกคลุมด้วยหิมะ บางช่วงมีหมอกลอยเป็นควันดูมัว ๆ เศร้า ๆ อย่างไงพิกลดี มันชวนให้เกิดอารมณ์เคลิบเคลิ้มไปได้ดีเหมือนกัน คุณสมุทรอธิบายว่า ทะเลสาบยาว มีความยาวถึง 3,150 เมตร จากนั้นก็ไปแหล่งเที่ยวที่ แปด คือทะเลสาบ 5 สี (ต่างกับทะเลสาบดอกไม้ห้าสี คนละแห่งกันนะ) ตามด้วยแหล่งที่ เก้า คือ ทะเลสาบเสือ และแหล่งสุดท้ายคือ น้ำตกซู่เจิ่น ซึ่งก็เป็นน้ำตกที่สวยงามไม่แพ้น้ำตกต่าง ๆ ที่ได้เอ่ยอ้างมาแล้วข้างต้น ต่อไป ขอเชิญท่านผู้อ่านได้ชื่นชมภาพสวย ๆ งาม ๆ ที่ฉันได้ถ่ายมาฝากให้ท่านได้ชื่นชมค่ะ

ภาพมัคคุเทศก์ของพวกเราทั้งสองคนค่ะ



ส้วมไฮแทคในอุทยานแห่งชาติจิวไจ่โกว ที่ว่า ไฮแทคเพราะว่า โถส้วมจะมีถุงพลาสติคหุ้มไว้ เมื่อเราทำธุระเสร็จแล้ว พลาสติคนั้นจะเลื่อนลงไปทางโถส้วมอย่างช้า ๆ พลาสติคช่วงใหม่จะเข้ามาแทนที่ ฉันเลยถ่ายรูปมาให้ท่านผู้อ่านได้เห็นและชื่นชมด้วยค่ะ



ท่ามกลางของสภาพใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยสดงดงาม



ความสวยงามของทะเลสาบกระจก



ทิวทัศน์อันสวยงามของทะเลสาบ ค่ะ

ทะเลสาบหมีแพนด้า



ทะเลสาบไม้ไผ่ธนู



ความงามของทะเลสาบ 5 สี






น้ำตกไข่มุก



ทิวทัศน์อันงดงามระหว่างที่เดินทางลงจากอุทยาน จิวไจ่โกว เพื่อไปเที่ยวทะเลสาบอื่น ๆ ได้แวะถ่ายรูปกันเพื่อเก็บภาพไว้ในความทรงจำที่มิอาจลืมเลือนได้เลย



ท่ามกลางทะเลหมอกอันเวิ้งว้าง ดูแล้วแสนจะ ว้าเหว่า อ้างว้าง เดียวดาย และไร้จุดหมายเสียเหลือเกิน ชีวิตหนอชีวิต เหมือนถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งชีวิต เหอะเหอะ



โปรดติดตามในตอนที่ 2 ต่อไป ค่ะ





Create Date : 02 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 6 มีนาคม 2558 10:46:23 น.
Counter : 2663 Pageviews.

2 comments
  
ขอบคุณที่แวะไปทักทายกันนะคะอาจารย์

ใช่เลยค่ะ ดีใจได้เจอเพื่อนเดินทางคอเดียวกัน
เชื่อแล้วค่ะ ว่าเที่ยวเยอะจริงๆ ลุยมากๆ จนถึงปัจจุบันนะคะ (ตามเที่ยวใน blog อาจารย์แทบไม่ทันเลย) อิอิอิ

หวงหลงสวยมากกกก จิ่วไจ้โกวก็น้ำใสกิ๊ก สวยค่ะ ชอบๆๆ
โดย: Ezy-SeaHill วันที่: 29 พฤศจิกายน 2554 เวลา:10:53:22 น.
  
พี่แอ๋ว เขียนได้เยิ่่ยมาก อ่านแล้วเหือนได้ไปเที่ยวใหม่อีกรอบ ทุก ๆ บทความเมือนอยู่บนรถทัวร์ท่ีไปเลย

แต่สงสัยตรงหลวงพ่อโตทีเขาเล่อซาน คิ้วยาวตั้ง ๓ เมตรเลยหรือ


โดย: บุบผา สุพัฒนาภรณ์ IP: 101.109.182.252 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2554 เวลา:12:51:01 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments