กรกฏาคม 2558

 
 
 
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31
 
 
All Blog
ทะเลเกลือ ทะเลสาบสีเลือด ต้นไม้หิน แห่งโบลีเวีย
ทะเลเกลือ ทะเลสาบสีเลือด ต้นไม้หิน แห่งโบลีเวีย
             ถ้าท่านได้เข้ามาอ่านบล็อกของฉันเมื่อเร็ว ๆ นี้  ก็คงจะทราบได้ว่า เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้  เป็นเนื้อหาต่อเนื่องจากการไปท่องอเมริกาใต้ อีกประเทศหนึ่ง  หลังจากได้พาเที่ยว ประเทศเปรู ไปเมื่อบล็อกที่แล้ว บล็อกนี้  ฉันก็จะพาเพื่อน ๆ ชาวบล็อกไปเที่ยวประเทศโบลีเวีย  ดินแดนอันน่าพิสมัยไม่น้อยไปกว่า ประเทศเปรูที่ท่านผู้อ่านได้อ่านผ่านไปแล้วเลยค่ะ 

           วันที่ 7 พ.ค. 58 

           วันนี้ ทุกคนต้องตื่นแต่เช้า เพราะรถที่ว่าจ้างไว้จะมารับเรา ตีห้าครึ่ง  ทางที่พักให้เราทานอาหารเช้า ตีห้า ด้วยขนมปังแห้ง ๆ ก็ต้องกินเพื่อให้ท้องไม่ว่าง   เรามาถึงท่ารถบัส ซึ่งจะออกเดินทางประมาณ 6 โมงเช้า เพื่อเดินทางไปเมืองลาปาซ  ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทาง 4 ชั่วโมง ผ่านด่านขาออกจากด่านเปรู และ ด่านเข้าโบลิเวีย ผ่านไปได้สองชั่วโมง เขาจอดให้เราแลกเงินโบลีเวีย แล้วขึ้นรถต่อไป ถึงจุดชายแดนทำใบผ่านเมืองออกจากประเทศเปรู  คือ ผ่าน ตม.คนเข้าเมืองระหว่างเปรูและโบลีเวีย ตรงนี้ เรามีโอกาสได้ถ่ายรูปเขตแดนรอยต่อระหว่างประเทศด้วย ค่ะ  ลองชมภาพ นะคะ 


นั่งรถต่อไปอีกระยะหนึ่ง  ตัวคน ต้องต่อเรือข้ามฟาก ส่วนรถต้องลงแพไป เราไปรอรถอีกฟากหนึ่ง ซึ่งเป็นเขตของโบลิเวียแล้ว  

รถบัสพาเราไปถึงเมือง โคปาคาบาน่า  ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง แล้ว เราต้องรอรถบัสอีกบริษัทหนึ่ง เพื่อเดินทางต่อไปยังเมือง ลาปาซ  ระหว่างรอ เราไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เดินช้อปปิ้งกันแถวนั้น ได้หมวก ได้ ถุงมือกันหนาว  สีสันแสบตาดี ฉันก็ได้หมวกไหมพรมและถุงมือพร้อม สีสันแสบตาไม่น้อย รูปที่ถ่ายมา ไม่ทราบเพื่อนที่ถ่ายให้ปรับผิดปุ่มกลายเป็นสี ขาวดำ  ดีที่โก เห็นก่อนและบอกให้รู้ พร้อมกับปรับเป็นสีให้ใหม่ เลยไม่สวยเท่าที่ควร ห้า ห้า 


           น่าจะประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ พวกเราก็ขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองลาปาซ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศโบลีเวีย  ถือเป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ในที่สูง และสูงที่สุดในโลก  คือ สูง 3,600-3650 เมตร ในบางจุด  จากระดับน้ำทะเล อากาศจึงค่อนข้างเย็นมากกว่าที่อื่น ๆ มารู้จักเมืองหลวงแห่งนี้ก่อนจะเจาะลึกเพื่อเที่ยวสถานที่ที่เป็นไฮไลท์ของประเทศโบลีเวีย ค่ะ 

           เมืองลาปาซ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขาของเทือกเขาแอนดิส เป็นเมืองสูงเทียมเมฆ  มีแม่น้ำชูกียาปูอยู่เบื้องล่างของที่ราบสูงแห่งนี้ ส่วนบนที่เป็นที่ราบสูงนี้ เป็นที่ตั้งของเมือง เอลอัลโต เป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติด้วย  
            ชื่อของเมืองลาปาซ แปลเป็นภาษาอังกฤษ แปลว่า "สันติภาพ" เมืองหลวงแห่งนี้ ได้รับการขนานนามว่า "ทิเบตแห่งอเมริกา" 
             ความโดดเด่นของเมืองนี้ อยู่ที่โบสถ์สมัยศตวรรษที่ 19 มีพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุจากยุคก่อนการล่าอาณานิคม  มีตลาดที่เรียกว่า ขมังเวทย์ เจือความน่ากลัว แต่คึกคักอยู่กลางใจเมือง  มีการซื้อขาย คาถา มหาเสน่ห์  (ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า ยุคสมัยที่เจริญด้วยเทคโนโลยี ยังมีเรื่อง เวทมนต์คาถา  ยาเสน่ห์ยาแฝดอยู่ด้วนเนอะ อิอิ ไม่เชื่อ อย่าลบหรู่ค่ะ โปรดพิจารณาตามดุลพินิจของตน)
            เมืองหลวงแห่งนี้  ได้รับเลือกจากองค์กร นิวเซเว่นวันเดอร์ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ปี 2557 ให้เป็น 1ใน 7 เมืองมหัศจรรย์ของโลกปัจจุบัน เมืองลาปาซ  จึงกลายเป็นเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือน
            เรามาถึงเมืองลาปาซ ประมาณ 17.30 น.(เวลาที่นี่เร็วกว่า เปรู 1 ชั่วโมง) ลงจากรถบัสแล้ว  เราก็ต้องจ้างรถเท็กซี่ไปส่งที่พัก ระหว่างทางที่ผ่าน มีร้านค้าขายของมากมาย  รถราวิ่งกันขวักไขว่ ดูไม่มีระเบียบ รถก็มากมาย ตรอกซอกซอยเยอะมาก ดูแล้วน่าเวียนหัว 
            เนื่องจากมาถึงเมือลาปาซเป็นเวลาเย็นมากแล้ว   ฉันไม่ได้ไปเที่ยวกับคนอื่น  เดินอยู่แถวบริเวณดอมส์ที่พัก ซื้ออาหารมื้อเย็นมาทานยังห้องพัก  ส่วนหญิงกับติ๋มไปขึ้นเคเบิ้ลคาร์ไปที่ชมวิว  และเดินที่ตลาดแม่มด  ฉันเลยขอรูปตลาดแม่มดมาฝากท่านผู้อ่านด้วยค่ะ 



        ตอนกลับฉันยังหลงทาง ดีที่ฉันนำเอาชื่อ ดอมส์ที่พักไปด้วย ถามคนที่ผ่านไปมา ถามแม่ค้า  กว่าจะเจอที่พัก เล่นเอาเหงื่อตก คนอื่น ๆ ที่ไปเที่ยวก็ได้ข่าวว่าเดินหลงเหมือนกัน เพราะ ซอยที่นี่ หน้าตามันเหมือน ๆ กันทั้งนั้น 
          คืนนี้ เราพักที่  Hotal Sol Andino Aroma St 6,La Paz,Bolivia ตืนนี้ฉัน ติ๋ม และ หญิง อยู่ห้องเดียวกัน     

         วันที่ 8 พ.ค. 58 
          วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ไม่ได้เที่ยวอะไรมากนัก เพราะส่วนใหญ่จะนั่งอยู่ในรถบัสและรถไฟ วันนี้เราออกจากที่พักและขึ้นรถบัสประมาณ 8.00น. เพื่อเดินทางไปเมือง  Oruro ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง แล้วต่อด้วยรถไฟ อีก 6 ชั่วโมง เพื่อไปเมือง Uyuni  กว่าจะได้ขึ้นรถไฟ ก็บ่ายสองครึ่งแล้ว  มาชมภาพที่ถ่ายมาฝาก ค่ะ 

           ระหว่างทางนั่งรถไฟไปเมืองอูยูนิ  เป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม มีทุ่งหญ้า หนองน้ำ นาข้าว  นกประเภทต่าง ๆ  เป็ดน้ำ แหวกว่ายไปในหนองน้ำเพื่อหาอาหารกิน  เป็นธรรมชาติที่แสนจะสดชื่น  ชื่นชมจนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า  พวกเราก็จัดการเอาอาหารมื้อเย็นที่ซื้อติดตัวมาทานกัน รถไฟ มีขนมเค้กและน้ำกล่องให้ทาน คนละ 1 ชุด กินมื้อเย็นกัน แล้ว ต่างคนต่างก็หลับตา  พักผ่อนตามอัธยาศัย  อิอิ เพราะเราต้องนั่งรถไฟอีกนานถึง 6 ชั่วโมง 
            เราไปถึงเมือง  อูยูนิ  เป็นเวลา 21.30  น. อากาศก็หนาวเย็น มืดก็มืด ลงจากสถานีรถไฟ ลากกระเป๋ากันไป จิน น่ารักมาก ช่วยหิ้ว เป้ ให้ฉันด้วย  คืนนี้เราพักที่ Hostal Oro Blanco Av.Feovaria n2 6 enter Sucre y Arce,9999 Uyuni. Bolivia  คืนนี้ ฉันนอนกับหญิง 2 คน ตามที่เราขอจองไว้ แพงกว่าคนอื่น  เราก็ยอม เพื่อความสะดวกสบาย

          วันที่ 9 พ.ค. 58 
           วันนี้เราซื้อทัวร์ไปเที่ยว เป็นรถแวน นั่งได้ 5 กับ 6 คน ดูเหมือนจะเป็นเงิน 900 ตามสกุลของโบลิเวีย ก่อนรถมารับไปเที่ยว เราก็ไปเดินเที่ยวรอบ ๆ เมือง อูยูนิ  ก่อน  เมืองนี้ ตั้งอยู่ในแคว้น โปโตซี (Potosi) อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 3700  เมตร มาดูรูปชมเมือง อูยูนิ ค่ะ 




น่าจะประมาณ 10.30 น. ทัวร์ที่เราซื้อนั้น ก็มารับพวกเรา เป็นรถแวน 2 คัน เดินทางออกจากเมือง อูยูนิ  เพื่อเดินทางไปเมือง San Juan เพื่อไปชม ทะเลเกลือ อูยูนิ (Salar  de Uyuni)  ระหว่างทางรถแวะให้ชมซากรถไฟ ที่พวกล่าอาณานิคมมาทิ้งไว้  เป็นซากเหล็ก ยังมีรางรถไฟไว้ให้เป็นอนุสรณ์เตือนความทรงจำถึงความโหดร้ายในสมัยการล่าอาณานิคม  พวกเราก็เฮโล ไปถ่ายรูปกัน  ตอนนี้ แดดร้อนจัด ไม่ค่อยหนาวแล้ว  ลองชมภาพดูนะคะ 

             น่าจะชื่นชมซากรถไฟนี้ ประมาณ 20 นาที  ก็ขึ้นรถเดินทางต่อไป คนขับรถค่อนข้างตรงเวลา ทำเวลาเพื่อพาเราไปเที่ยวตามที่วางโปรแกรมไว้  เป้าหมายต่อไป  ก็คือ ทะเลเกลือ ซึ่งเป็นไฮไลท์สถานที่หนึ่งของประเทศโบลีเวีย  เป็นทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดและอยู่สูงที่สุดในโลก  เชื่อว่า  ที่แห่งนี้ เคยเป็นทะเลสาบมาก่อน   แต่เมื่อทะเลสาบแห้งไปจึงกลายเป็นทะเลเกลืออย่างที่เรากำลังจะไป  ไฮไลท์อีกอย่าง คือ มีโรงแรมที่สร้างด้วยเกลือ (ไม่รู้สร้างอย่างไร  แต่เราไม่ได้ไปพักหรอก เพราะมันแพงมาก  ฮ่าฮ่า)  
           และแล้ว รถก็พาเรามาถึงทะเลเกลือ  โอ้โฮ ! มันช่างอลังการเหลือจะพรรณนาเลยทีเดียว  เป็นผืนแผ่นดินเกลือที่กว้างไกล  สุดลูกหูลูกตา  ขาวโพลนไปหมด เดินลุยเกลือไป  บางคน  นำเกลือมาทำเป็นภูเขาเตี้ย ๆ ปีนขึ้นไปถ่ายรูป  บริเวณนั้น เขามีรูปปั้น  มีชื่อประเทศให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป  ทุกคนถ่ายรูปกันใหญ่  แอ๊กชั่นตามความถนัดของแต่ละคน  บางคน ปีนป่ายขึ้นไปถ่ายบนรูปปั้น แต่ฉันยืนถ่ายรูปอยู่ด้านล่าง ไม่อยากลำบากกาย อิอิ  ถนอมแรงเอาไว้  มาดูความยิ่งใหญ่และความมหัศจรรย์ของทะเลเกลือแห่งนี้ ค่ะ 





        จากทะเลเกลือ พวกเราก็มุ่งหน้าเพื่อไปเที่ยวที่ Fish Island  ซึ่งเป็นเกาะอยู่กลางทะเลเกลือ  ที่นี่จะเหมือนโอเอซีส   บริเวณเกาะแห่งนี้ จะมีต้นตะบองเพชรหลากหลายชนิด ทั้งต้นเล็ก ต้นใหญ่  บางชนิด มีความสูงถึง 8-10 เมตร  เนื่องจากเกาะนี้ มีรูปร่างลักษณะเหมือนปลา  จึงได้ตั้งชื่อว่า  "Fish Island"  ระหว่างทางที่ผ่านไป  จะเห็นทะเลเกลือที่กว้างใหญ่ไพศาล  ขาวโพลนไปหมด ดูเวิ้งว้าง  เหมือนลานหิมะสีขาวแต่แทนที่จะเป็นหิมะ  กลับเป็นเกลือที่ขาว ดูสะอาด บางแห่งมีลวดลายสวยงามเป็นช่วง ๆ  ช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ ไม่เสียแรงกับความเหนื่อยยากที่มีโอกาสมาชื่นชม สักครั้งหนึ่งก่อนอำลาจากโลกใบนี้ไป  เขาถึงได้บอกว่า โลกใบนี้  ยังมีสิ่งแปลกใหม่ ที่เราจะได้มีโอกาสเห็นไม่หมดอย่างแน่นอน            เมื่อมาถึงเกาะ  Fish Island  แล้ว  ต้องซื้อบัตรเข้าชมเกาะด้วย ดูเหมือน จะ 30 เหรียญโบลีเวีย และถ้าจะเข้าห้องน้ำที่นี่ ก็ต้องมีบัตรนี้ไปแสดงจึงจะให้เข้าได้  เออ ! เท่ากับบังคับให้ทุกคนต้องซื้อบัตร  ถ้าไม่ซื้อ คุณก็ถ่ายรูปอยู่ด้านล่าง  เดินขึ้นเขาบนเกาะไม่ได้  อิอิ  ฉันกับเพื่อนถ่ายรูปกันข้างล่างก่อน  โก ถ่ายให้ฉัน 2-3 รูป มั้ง แล้วก็ขึ้นเขาไปกับสาว ๆ ที่แข็งแรง  ยังปีนป่ายได้คล่องแคล่ว  ฉันก็ค่อย ๆ เดินขึ้นเขาไป  เขาให้เวลา น่าจะ 1 ชั่วโมงนะ ถ้าจำไม่ผิด  ฉันค่อย ๆไต่เขาขึ้นไป ชมวิว บนเกาะ มองลงไปข้างล่าง  เห็นทะเลสาบน้ำใสสะอาดอยู่เบื้องล่าง  บนเขาเต็มไปด้วยต้นตะบองเพชรขึ้นเขียวขจี  ต้นใหญ่ ๆ ขึ้นสลับซับซ้อน ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง  บางช่วงเจอเพื่อน  ก็ให้เขาช่วยถ่ายรูปมุมสูงบนเขาบ้าง  บางช่วงเพื่อนขึ้นเขาไปไกลและฉันคิดว่า  เดินต่อไป คงจะเดินลงมาไม่ทันเวลานัดหมาย  และหนทางที่จะเดินขึ้นไปนั้นค่อนข้างชันมาก ก็เลยชื่นชมอยู่บริเวณนั้น  เจอ ฝรั่งน่ารัก ถ่ายรูปกับแฟนอยู่ ก็ขอให้เขาถ่ายรูปให้ฉันบนเขานั้น ให้ด้านหลังติดทะเลบ้าง ซึ่งเป็นมุมที่นักท่องเที่ยวมาถ่ายกันมากมาย  ฉันก็ได้รูปสวย ๆ มาหลายรูป มาฝากท่านผู้อ่าน ค่ะ มาชมนะคะ 




           เมื่อถึงเวลานัดหมาย  พวกเราก็ลงจากเขาบนเกาะ ฉันลงมาเป็นคนแรก  มานั่งรอพรรคพวกหลายนาทีอยู่  เมื่อทุกคนพร้อม  รถก็พาเรากลับที่พัก ซึ่งมีพื้นเป็นเกลือทั้งนั้น  ในห้องนอน พื้นก็เป็นเกลือ  ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวมต้องออกมาเข้าห้องน้ำนอกห้องนอน แถมไม่มีกลอนปิดด้วย  อิอิ ดูเหมือนทุกคนซักแห้งกันหมดสำหรับคืนนี้ อิอิ  
            ระหว่างทาง  คนขับรถใจดี  จอดให้เราลงไปถ่ายรูปลวดลายของทะเลเกลือ ซึ่ง แตกลายเป็นบล็อก ๆ แปลกตาดีและเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก  เพราะเป็นลักษณะลวดลายที่เกิดขึ้นเป็นไปตามธรรมชาติ พวกเราก็ลงรถไปแอ๊กชั่นถ่ายรูปกันใหญ่เลย  อิอิ ส่วนรถคันของแป๋ว เขาไม่ได้จอด เลยไม่มีรูปฉากสำคัญนี้  มาชมกันค่ะ 
           ที่พักคืนนี้  ก็เป็นที่พักที่ทางทัวร์จัดการให้มั้ง ที่นี่พื้นเป็นเกลือหมด  ในห้องมีเตียง สองเตียน ฉันนอนกับหญิง  ห้องน้ำเป็นห้องรวม  อาหารเย็น เป็นหน้าที่ของทางทัวร์จัดให้กิน  ก็พอกินได้ เขาจัดเป็นสองโต๊ะ เพราะเรามีสองกลุ่ม  ทานอาหารกันเสร็จแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปนอน  เพราะพรุ่งนี้ เราจะไปเที่ยวทะเลทราย  Siloli  และทะเลสาบสีแดงเหมือนเลือด  คืนนี้ทุกคนคิดว่า ต้องหนาวมาก เช่าถุงนอนกันมาหลายคน ส่วนฉันเตรียมถุงนอนไปเอง  เขาว่า มันอยู่สูงมากกว่า 5000 เมตร ฉันใส่เสื้อกันหนาวไว้หลายตัว  ทั้งถุงเท้า  ถุงมือ ถุงนอน เตรียมพร้อม แต่พอดึก ๆ ก็ไม่ได้หนาวมากอย่างที่ล่ำลือ ต้องออกจากถุงนอน  อิอิ 
             วันที่ 10 พ.ค. 58 
               เช้านี้ทุกคนก็ไม่ได้อาบน้ำ ล้างหน้าแปลงฟันอย่างเดียว อากาศหนาวเย็น  ทานอาหารเช้า  ก็เป็นพวกขนมปัง กาแฟ เหมือนเดิม ทานกันจนเอียนมาก ๆ แต่ก็ต้องทานนะ เพราะว่า ท้องจะได้ไม่ว่าง  มีแรงเที่ยวต่อไปไงล่ะ อิอิ 
           โปรแกรมเที่ยววันนี้ คือ ทะเลทราย  Siloli ซึ่งเป็นทางผ่านที่จะไปชื่นชม ต้นไม้หิน  Stone  Tree  หินที่มีรูปร่างคล้ายต้นไม้  ซึ่งเกิดจากการกัดกร่อนของลม  ระหว่างทางที่ผ่านไปตามทาง จะเป็นหินที่เกิดจากภูเขาไฟ  หลากหลายสีสัน  รูปร่างแปลก ๆ มองไปด้านหน้า จะเป็นภูเขาไม่สูงนัก บางลูก มีหิมะปกคลุมอยู่  ผ่าน ลากูน่า หลายแห่ง เป็นแอ่งน้ำ บางแห่งเจอนกฟลามิงโก ที่ใดที่คนขับเห็นว่า เป็นจุดสวยงาม เขาก็จะจอดให้พวกเราลงไปถ่ายรูปกัน  ส่วนต้นไม้หินนั้น  อยู่ห่างจากลากูน่า โคโลราด้าไป ทางทิศเหนือ ประมาณ 18 กิโลเมตร เป็นต้นไม่หินที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางพื้นที่ที่แห้งแล้ง เป็นเนินทราย  ระหว่างทางที่ผ่านไป ก็จะเห็นทิวทัศน์  ต้นไม้มีน้อย เป็นไม้พุ่มเตี้ย ๆ เป็นส่วนใหญ่  มาชมรูปสวย ๆ ที่ฉันรวบรวมมาให้ชม ค่ะ 











             เราพักทานข้าวมื้อเที่ยงที่ทางทัวร์เขาจัดมาให้  ก็มีมักกะโรนี ผักต่าง ๆ มีเนื้อปลาคนละชิ้น ผลไม้มีแอปเปิ้ล เหมือนมื้อเที่ยงเมื่อวาน เพียงมื้อนี้ เรามาทานมื้อเที่ยงท่ามกลางทะเลทราย  ขุนเขาอันเวิ้งว้าง กว้างใหญ่ และท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้า  ลมโชยพัดโบกมาผมปลิวไสว ก็เอร็ดอร่อยไปอีกรูปแบบหนึ่งเนอะ 
             อิ่มข้าวมื้อเที่ยงแล้ว เป้าหมายที่จะไป ก็คือ ทะเลสาบ Launa  Colorada   หรือ เรด ลากูน คำว่า ลากูน  คือ แหล่งน้ำตื้น ๆ ที่แบ่งแยกจากทะเลด้วยเกาะสันดอนหรือแนวปะการัง โดยอยู่ขนานกับชายฝั่ง ส่วนมากจะมีทางเปิดสู่ทะเล Launa  Colorada  ที่เราจะไปเที่ยวนี้  ต้องอยู่ในระดับความสูง  14000  ฟุต  เหนือระดับน้ำทะเล  เป็นทะเลสาบน้ำเค็มและตื้น  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโบลีเวีย  ภายในอุทยานแห่งชาติ Eduardo Avaroa  Fauna  ใกล้กับพรมแดนของประเทศชิลี  ทะเลสาบแห่งนี้ประกอบด้วยสันดอน  บอแรกซ์ สีขาวสว่างที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติตัดกับสีแดงของน้ำในทะเลสาบที่เกิดจากตะกอนและสีของสาหร่าย  อันเป็นแหล่งอาหารของ นกฟรามิงโกหลากหลายพันธุ์ แต่ที่พบมากที่สุด คือ สายพันธุ์เจมส์  พันธุ์ที่รองลงมา คือ  แอนเดียนฟลามิงโก และซีลิน ฟลามิงโก เรามาชมภาพงาม ๆ ของฉันและของเพื่อนที่นำมาฝากท่านผู้อ่าน กันดีกว่าค่ะ 






          วันที่ 11 พ.ค. 58 

           วันนี้ รถของเราจะต้องออกตั้งแต่ ตี 5 เพื่อเดินทางไปชมน้ำพุ และบ่อน้ำร้อน  ภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่   ต้องตื่นเช้า เพราะวันนี้เราต้องเดินทางออกจากด่านโบลีเวีย ข้ามไปฝั่งชิลี นอนค้างที่ชิลี 1 คืน ไม่ได้มีโอกาสเที่ยวชิลีเลย  มาชมภาพสวย ๆ ของน้ำพุ บ่อน้ำร้อน และลากูน่าหลายแห่งที่ผ่านและคนรถจอดให้เราถ่ายรูป ค่ะ 





          การแช่น้ำแร่ในบ่อน้ำร้อน ต้องเสียเงิน  แต่พวกเราไม่ได้ลงแช่กับเขา  หนาวจะแย่เวลาขึ้นจากบ่อน้ำร้อน  ต้องเสียเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าอีก อิอิ   พวกเราถ่ายรูปกับบ่อน้ำร้อนแล้ว  ก็ออกเดินทางต่อไป 
          ประมาณ 10 โมงได้  รถเราก็มาถึงด่านของโบลีเวีย  ซึ่งจะต้องทำการผ่านพิธีตรวจคนออกจากด่านโบลีเวีย เพื่อเดินทางไปผ่านประเทศชิลี  คนรถส่งเราแค่นี้  ซึ่งเราน่าจะให้ทิปคนขับบ้างแต่บางคนมีปัญหากับคนขับเลยไม่ให้  ฉันก็เห็นใจและสงสารเขา ขอทิปจากเพื่อน ๆ ในคันรถเราได้บ้างส่งให้คนขับ  ซึ่งกำลังรับผู้โดยสารชุดใหม่เพื่อจะเดินทางกลับโบลีเวียต่อไป   
          การเข้าแถวไปที่ห้องเล็ก ๆ ของด่านที่จะออกจากโบลีเวีย  ต้องนำพาสปอร์ตพร้อมใบแสดงการเสียภาษี ให้เขาดูด้วย  ปรากฏว่า  ของ  ปีเตอร์หาไม่เจอ  ไม่รู้ไปซุกไว้ที่ไหน  หานานเป็น 10-20นาที  พวกเราช่วยกันค้นให้ก็ไม่เจอ  เลยโดนปรับไป 30 ดอลลา
           เราขึ้นรถบัสเล็ก อีกคันหนึ่งเพื่อเข้าประเทศชิลี  ซึ่งคนขับรถพาเรามาจอดที่ด่านตรวจที่เป็นห้องแถว สองห้อง  ทุกคนต้องยกกระเป๋าลงจากรถ  เพื่อผ่านเครื่องเอกซเรย์  บางคนถูกรื้อค้น  ผลไม้เช่น แอปเปิ้ล ก็ไม่ยอมให้เอาเข้าประเทศเขา  เจ้าหน้าที่ที่ตรวจพาสปอร์ตก็มีจำนวนน้อยคน  คนรอเข้าประเทศก็หลายคันรถ เสียเวลาเป็นชั่วโมงทีเดียว หลังจากทุกคนตรวจเสร็จ ก็ต้องขนกระเป๋าขึ้นรถ เดินทางต่อไปที่เมือง San Pedro de Atacama   (ซานเปโล)  ประเทศชิลี   ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศชิลี   เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในโอเอซีส แต่เป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาจากทั่วโลก เหตุเพราะที่นี่มีความแตกต่างด้านภูมิศาสตร์  ทิวทัศน์ที่สวยงาม มีท้องฟ้าที่สดใสตลอดทั้งปี  บ้านส่วนใหญ่เป็นบ้านชั้นเดียว  ฝุ่นเยอะ 
                ประมาณเที่ยงกว่า ๆ  รถมาส่งพวกเรายังจุดที่บอกว่า ใกล้ที่พักที่เราจองไว้  แต่อนิจจา  ลากกระเป๋า ไปไกลมาก  แดดก็ร้อน ถามทางไป ก็เดินกันผิดซอย   กว่าจะหาที่พักเจอ เหนื่อยใจจะขาด  เพราะต้องเดินถามหาไปเรื่อย ๆ 
                ห้องดอมส์ของที่นี่  คับแคบมาก  เป็นเตียนสองชั้น ห้องหนึ่ง ๆ มีถึง 6 เตียง  อาหารเช้าก็ไม่มีให้เราด้วย   อาหารมื้อบ่ายนี้แล้ว ฉันก็กินม่าม่าที่เอามาจากเมืองไทย  เพราะเดินออกจากที่พักไม่ไหวแล้ว  ห้องก็แคบ เตียงสองชั้น ก็เตี้ยมาก หัวโขกกับเตียงหลายครั้ง  ตอนเย็นอาบน้ำแล้ว  ก็ทานข้าวโอ๊ตที่เอามาจากเมืองไทย กินกับหมูแผ่น  คืนนี้เก็บค่ารถเพื่อไปสนามบินพรุ่งนี้เช้า 13636 ตามสกุลเงินชิลี 
                 ที่พักที่นี้  ก็ดูร่มรื่น  บริเวณรอบ ๆ ที่พัก เขามีภาพวาดสวย ๆ ด้วย  มีห้องครัวให้เราทำอาหารได้ด้วย  ฉันมีภาพมาฝากด้วยค่ะ

             สำหรับการเล่าเรื่องเที่ยวประเทศโบลีเวีย ของฉัน  ก็ขอจบลงเพียงแค่นี้ ค่ะ หวังว่า คงทำให้ท่านผู้อ่านทุกคน ได้รับความเพลิดเพลิน เห็นสิ่งแปลกใหม่ต่าง ๆ ซึ่งประเทศของเราไม่มี  สำหรับประเทศต่อไปที่ฉันจะมาเล่าให้ท่านอ่านต่อ  ก็คือ ประเทศอเจนติน่า ซึ่งมีสถานที่ต่าง ๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้ประเทศเปรูและโบลีเวียที่ท่านได้อ่านผ่านไปแล้วนะคะ 

พบกันใหม่ในประเทศอเจนติน่า ค่ะ 




Create Date : 01 กรกฎาคม 2558
Last Update : 5 กรกฎาคม 2558 23:33:15 น.
Counter : 1298 Pageviews.

4 comments
  
เหมือนได้ไปเที่ยวเองเลยค่่ะ สนุกค่ะ
โดย: วิลาวัณย์ ธนาปัง IP: 122.155.38.246 วันที่: 6 กรกฎาคม 2558 เวลา:7:44:46 น.
  
น่าสนุกสนานครับอาจารย์ ติดตามตอนต่อๆไปครับ
โดย: สุรพงษ์ IP: 171.98.161.163 วันที่: 6 กรกฎาคม 2558 เวลา:8:33:50 น.
  
สวัสดีครับอาจารย์ กลับจากทริปแล้วเหรอครับ

วันนี้เข้ามาชมโบลิเวียครับ จะอ่านเป็นบล็อกก่อนนอน แต่โอ้โฮ ยาวจริงๆ
โบลิเวียโด่งดังเรื่องเมืองหลวงที่อยู่สูงที่สุดในโลกนี่ด้วยครับ เตะบอลทีไรทีมที่มาเยือนโบลิเวียแหยงอากาศเบาบางที่นี่ เตะแป๊บเดียวหมดแรงแล้วครับ
ตลาดแม่มด ...ชื่อน่าซื้อจริงๆ มีแมวดำตัวอ้วนๆขายไหมครับ?
ทะเลเกลือก็น่าเที่ยว พวกวิวแปลกๆแบบหาดูไม่ได้ที่บ้านเรานี่น่าเที่ยวทั้งนั้นเลยครับ ถึงขนาดทะเลสาบน้ำเค็มแห้งได้นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนอะ โรงแรมทำด้วยเกลือ เกิดฝนตกโรงแรมมันคงละลายหมดนะครับ 555
บล็อกนี้ได้ชใทั้งทะเลเกลือ ทะเลสาบแดง ทะเลทรายเลย stone tree คงยืนให้ลมกัดเซาะมาเป็นล้านปีแล้วนะครับ ถึงได้มีรูปร่างแบบนั้น ส่วนอาบน้ำพุร้อนกลางทะเลทรายในอากาศหนาวๆนี่ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีแบบนี้ด้วย

รอชมอาร์เจนติน่าต่อครับ ประเทศนี้นอกจากทีมฟุตบอลผมนึกที่เที่ยวไม่ค่อยออก
โดย: ชีริว วันที่: 13 กรกฎาคม 2558 เวลา:0:59:09 น.
  
ขอบคุณที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นค่ะ
โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 11 กันยายน 2558 เวลา:15:18:50 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments