Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
16 สิงหาคม 2555
 
All Blogs
 
ทัวร์พม่า 9-12 สิงหาคม 2555 ตอนที่ 1 สิเรียม เจดีกลางน้ำเยเลพญา พระอุปคุต

ช่วงวันแม่ปีหลังๆมานี่ ลูกๆย่ามักจะจัดทริปไปเที่ยวกันกับย่า โดยให้ย่าเป็นผู้เลือกว่าอยากจะไปที่ไหน

น้องเต๋าเสนอทริปพม่า ซึ่งตรงใจย่าพอดี เที่ยวพม่านี่ไม่พ้นเที่ยววัด เรียกว่าเป็นทัวร์ไหว้พระก็ไม่ผิดนัก

ในโปรแกรมทัวร์ครั้งนี้แน่นอนว่าต้องมี พระตาหวาน,เจดีย์ชเวดากอง,พระธาตุอินทร์แขวน เป็นหลัก


เรามาชมกันดีกว่าค่ะว่าย่าไปไหนมาบ้าง

วันที่ 9 เวลา 8.30 น.พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกเดินทางสู่กรุงย่างกุ้งเวลา 10.40 น.

ถึงสนามบินมิงกาลาดง กรุงย่างกุ้ง เวลาประมาณ 11.25 น.





เดินทางโดยสายการบิน เมียร์มาร์แอร์เวย์ เที่ยวบิน 8M336





จากนั้นเช็คอินเข้าที่พัก Yangon Hotel ขณะเดินทางฝนตกปรอยๆ สลับกับตกปานกลาง





จากนั้นไปทานอาหารไทยกันที่ บางกอกคิชเช่น ร้านนี้เปิดทำการเมื่อ 3 ธันวาคม 2549





ตกแต่งร้านออกสไตล์ไทยๆผสมกลิ่นอายพม่า อาหารอร่อยใช้ได้





sandy(ตี้)สาวพม่าหัวใจไทย มัคคุเทศน์อารมณ์ดี หยอดมุขฮาได้ตลอด ไม่ว่าคนในคณะเราจะยิงมุข

อะไรไปเธอโต้ได้หมด เป็นที่สนุกสนาน


คณะเรามีทั้งหมด 11 คนค่ะ ของย่า 4 คณะอาม่า 5อีกสองเป็นสองสามีภรรยา เจ้าของสวนปาล์มน้ำมัน


ขึ้นรถไกด์แนะนำตัวเองเรียบร้อยแล้ว เธอแนะนำให้ปรับนาฬิกา ถอยหลังไปหนึ่งชั่วโมง

(เวลาท้องถิ่นที่เมียนม่าร์ ช้ากว่าประเทศไทยครึ่งชั่วโมง) หุหุ ได้ย้อนเวลา 1 ชั่วโมงก็ยังดี





ฝนตกปรอยๆตลอดทาง หนูตี้(เธอเรียกตัวเองว่าตี้ค่ะ) ชี้ให้พวกเราดูอาชีพๆหนึ่ง คือช่างซ่อมร่มค่ะ

พม่าฝนคงตกบ่อยๆ ร่มใช้งานหนัก ส่วนใหญ่ตัวผ้าร่มจะขาดก่อน โครงร่มยังดีอยู่ ก็เอามาซ่อมใส่ผ้าร่มกัน

เมืองไทยหาที่ซ่อมร่มยากอยู่ ส่วนใหญ่ก็เลยต้องซื้อใหม่เอาค่ะ





ใกล้ถึงวัดแล้วทราบได้เพราะเห็นร้านขายกล้วย,มะพร้าว เรียงราย ผลไม้สำหรับไหว้พระค่ะ





แม่ชีน้อยระหว่างทาง ที่นี่พระ กับชีเยอะค่ะ


ฝนยังตกอยู่อย่างสม่ำเสมอ





ถึงแล้วศาลาท่าน้ำ





แม่ค้าขายดอกไม้ไหว้พระ หอบช่อดอกไม้อันประกอบด้วยแกลดิโอลัสและดอกบัวสายมานำเสนอ





ดอกไม้ไหว้พระยอดนิยมของที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นพวงดอกสเลเต(มหาหงส์) ซึ่งเป็นพืชวงศ์ขิง กลิ่นหอมฟุ้ง





ส่วนเจ้านี้มัดเป็นช่อ เลือกเอาตามอัธยาศัย





วัดแรกที่เราจะไปไหว้พระกันอยู่ที่สิเรียม ซึ่งอยู่ห่างจากย่างกุ้งประมาณ 40 กิโลเมตร

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ถึงเมืองสิเรียมนำท่านลงเรือไปชมเจดีย์เยเลพญา

เจดีย์นี้สร้างขึ้นบนเกาะกลางน้ำ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า"เจดีย์กลางน้ำ"






มีเด็กๆมามะรุมะตุ้มจูงลงเรือ เพื่อขอเงินค่าบริการ ต้องเดินกันอย่างระมัดระวังเต็มที่เพราะ

ทั้งโคลนและตะไคร่น้ำตรงขั้นบันใด ทริปนี้ไม่ว่าจะแวะวัดไหนก็ตามต้องถอดรองเท้าถุงเท้า

เดินเท้าเปล่ากันนะคะ กลับขึ้นรถเมื่อไหร่ทางทัวร์จะแจกผ้าเปียก(ผ้าเช็ดมือ ที่ใช้ตามภัตตาคาร)

ให้เช็ดเท้า ที่นี้้หลักปฎิบัติศาสนาเขาเคร่งมากค่ะ เข้าวัดต้องเดินเท้าเปล่าเข้าไปค่ะ





มีเรือข้ามฟากอยู่หลายรำ รับส่งผู้โดยสารไปกลับ





• เจดีย์เยเลพญา


• เจดีย์เยเลพญา หรือ เจดีย์กลางน้ำ ตามตำนานเล่าว่า เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยมอญเรืองอำนาจ

เมื่อราวพันกว่าปีก่อน โดยมีคหบดีชาวมอญเป็นผู้สร้างและยังได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าน้ำท่วมก็ขออย่า

ให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ เพราะ

เจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น และเจดีย์แห่งนี้

ขึ้นชื่อในเรื่อง ไหว้พระขอพรทำธุระกิจทางการค้า


//www.oceansmile.com/Phama/JadiYelepaya.htm





เรือลำที่พวกเราจะโดยสารจอดเทียบท่า





หลังคาศาลาท่าน้ำ





พวกเราลงเรือพร้อมกับช่อดอกไม้และเครื่องบูชาพร้อม ข้าวตอกอาหารสำหรับปลาดุก





ชั่วอึดใจเดียวก็ถึงยังวัดกลางน้ำ ระวังลื่นนะคะ





ลวดลายกระเบื้องสีเขียว โดยรอบ





ยักษ์รอบนอกพระเจดีย์





รูปปั้นทาสีทองเข้าใจว่าเป็นเทวดา ลวดลายอ่อนช้อยเหลืองอร่ามตา





องค์พระที่เจดีย์เยเลพญา





ลวดลายที่ขอบหน้าต่างวัด





รูปสลักสีทอง ศิลปะงดงาม





นมัสการพระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิเก่าแก่ที่ประดิษฐานบนบัลลังก์ไม้แกะสลักปิดทองคำเปลว

ที่งดงาม ตัวองค์เป็นไม้สัก พระพักตร์และพระกรเป็นหยกขาว มีอายุนับพันปี ซึ่งเป็นที่สักการะบูชา

ของชาวพม่าและชาวต่างชาติ


พระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ในตู้กระจกเวลาถ่ายจะติดแสงสะท้อนของกระจก จึงทำให้ได้ภาพ

ไม่ค่อยแจ่มนัก ของจริงสวยงามมากค่ะ





กล้วหอมและมะพร้าวเป็นปัจจัยหลักในการไหว้พระ





ตู้บริจากหยอดเงินทำบุญหลังจากที่ไหว้พระเสร็จแล้ว





จากนั้นก็เดินไปยังศาลากลางน้ำ ผ่านฆ้องใหญ่ เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก





ไหว้พระอุปคุตที่ศาลากลางน้ำ


-------

ชีวประวัติพระอุปคุต


เชื่อกันมาว่า พระอุปคุตมีอิทธิฤทธิ์ปราบพระยามาร มีเรื่องเล่ามาว่า ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 2

หลังพุทธปรินิพพาน ณ นครปาตลีบุตราชธานี (ปัจจุบันคือเมืองปัตนะ ภาคใต้ของประเทศอินเดีย)

พระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ครองราชสมบัติในขณะนั้น ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง

ได้ฉลองสมโภชพระสถูปเจดีย์ทั้งหมดที่พระองค์สร้างอย่างยิ่งใหญ่ ตลอด 7 ปี 7 เดือน 7 วัน

แต่ถูกพระยามารมาผจญ ท่านจึงนิมนต์พระอุปคุตไปปราบพระยามารจนพระยามารยอมแพ้ จาก

นั้นพระอุปคุตก็มีชื่อเสียงในทางปราบมาร ท่านมีอีกชื่อว่า "พระบัวเข็ม"


ปัจจุบันยังมีความเชื่อในหมู่ชาวล้านนาว่า พระบัวเข็มหรือพระอุปคุตยังมีชีวิตอยู่ ในทุกวันขึ้น 15

ค่ำที่ตรงกับวันพุธ ชาวล้านนาจะเรียกว่าเป็น "วันเป็งปุ๊ด" พระอุปคุตจะออกบิณฑบาตในร่าง

เณรน้อย และจะออกมาเวลาเที่ยงคืน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดประเพณีตักบาตรกลางคืนขึ้น


ประวัติในแง่ของพระเครื่อง


พระบัวเข็ม หรือ พระอุปคุต ในทางพระเครื่องมีประวัติว่า "พระบัวเข็ม" เดิมเป็นพระพุทธรูปมอญ

เข้ามาแพร่หลายในไทยช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 โดยพระรามัญได้นำมาถวายท่านวชิรญาณภิกขุ (ต่อมา

คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) โดยเชื่อในพุทธคุณว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ ก่อ

ให้เกิดลาภผล ความมั่งมี ขจัดภยันตราย และมีอิทธิฤทธิ์ในทางขอฝนอีกด้วย


ที่ปราจีนบุรี มีผู้พบพระพุทธรูป เป็นพระบัวเข็มที่แกะสลักด้วยไม้ลอยน้ำมา จึงได้อัญเชิญไปประดิษฐาน

ที่ วัดใหม่ท่าพาณิชย์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี


ขอบคุณข้อมูลจากwikipediaคลิ๊กค่ะ





จากนั้นก็นำข้าวตอกไปโปรยเลี้ยงปลาดุก เนื่องจากฝนตกหนักพวกเราจึงโปรยกันที่ทางเดินโดยยื่นมือ

ลอดซี่กรงโปรยลงแม่น้ำ ปลาดุกตัวใหญ่มาก แต่ไม่สามารถถ่ายรูปได้ หนุ่มยุ่นคนนี้ไม่กลัวเปียกฝน ลงไป

ที่ท่าน้ำโปรยอาหารปลาและถ่ายรูป





เก็บภาพลวดลายอัดสวยงามที่หน้าจั่ว





ขากลับผ่านองค์พระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ ขอเก็บclose up อีกสักหนึ่งภาพเล็งมุม

ที่ไม่สะท้อนแสงกระจกและถ่ายเจาะ





เก็บรายละเอียดที่เจดีย์เลเยพญา





งดงาม





ลายละเอียด





***





++





ู^0^





ระฆังคู่





เจดีย์กลางน้ำอยู่ที่สิเรียม เอาประวัติของเมืองนี้มาลงเพื่อเป็นความรู้ด้วยค่ะ


-----------

• สิเรียม (Syriem) สิเรียมเป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำหงสาและแม่น้ำย่างกุ้ง

ซึ่งในอดีตเมืองนี้ เป็นเมืองท่าสำคัญในการเดินเรือของชาวโปรตุเกส ปัจจุบันเมืองสิเรียมเป็นเมืองอุตสาหกรรม

ชาวเมืองส่วนใหญ่ทำงานในโรงกลั่นน้ำมันหรือไม่ก็เป็นลูกจ้างในโรงเบียร์ ประชากรส่วนมากเป็นชาวพม่า

เชื้อสายอินเดีย เพราะในสมัยที่พม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ สิเรียมเป็นศูนย์กลางของเมืองท่าและยังเป็น

แหล่งผลิตอาหารส่งสู่กรุงย่างกุ้ง และอังกฤษต้องเกณฑ์แรงงานอินดียมาทำนา แล้วพากันมาปักหลักทำมา

หากินกันจนถึงปัจจุบนี้


•ประวัติศาสตร์เมืองสิเรียม


• สิเรียม พื้นที่มีสภาพเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เป็นแหล่งอูข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ทำให้เป็นที่หมาย

ปองของชาวต่างชาติในยุคล่าอาณานิคม มีชาวโปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส และฮอนลันดาต่างก็แย่งกันขยาย

อิทธิพลในภูมิภาคนี้


• หลังจากหมดยุคอันเกรียงไกรของอาณาจักรหงสาวดี สิ้นบุญพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่าผู้สืบราชบัลลังก์

ต่อจากบุเรงนอง คือพระเจ้านันทบุเรง พระองค์ทรงอ่อนแอจนบรรดาประเทศราชประกาศแยกตัวเป็นอิสระ

แม้กระทั่งกองทหารและชาวบ้านก็หลบลี้หนีหาย จนอาณาจักรหงสาวดีที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรแทบกลายเป็น

เมืองร้าง กองทัพชาวยะไข่ จากรัฐอาระกัน ก็บุกเข้ามาปล้นสะดมแล้วเผาเมืองโดยง่าย พวกยะไข่มีกองทัพที่

เข้มแข็งและยังมีทหารรับจ้างเป็นชาวโปรุเกสที่เชี่ยวชาญการรบ เมื่อครั้นเคลื่อนพลมาหงสาวดีก็ตั้งกองทัพเรือ

ที่เมืองสิเรียม ครั้นเสร็จศึกสงคราม ก็ปูนบำเหน็จให้ทหารรับจ้างโปรตุเกสชื่อ ฟิลิป เดอ บริโต ยี นิโคเต เป็น

เจ้าเมืองสิเรียม ตั้งแต่นั้นมาเมืองสิเรียมก็เป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลแทนหงสาวดี


• ฟิลิป เดอ บริโต ยี นิโคเต ปกครองเมืองสิเรียม 13 ปี ได้ทำลายดินแดนพระพุทธศาสนา ยึดทรัพย์สิน

และบังคับให้ชาวเมืองสิเรียมเข้ารีตเป็นชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอริก ให้ทำลายรูปปั้นในศาสนาอื่น โดย

เฉพาะวัดในพุทธศาสนา กอบโกยผลประโยชน์ทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเมืองสิเรียม จนพระเจ้าอนอคะเปตลุน

กษัตริย์พม่า มาล้อมเมืองสิเรียม จับ เดอ บริโต เสียบประจานรับโทษทัณฑ์สูงสุดตามกบิลเมืองพม่าที่กำหนด

ไว้สำหรับผู้ที่ปล้นวัดวาอาราม ทนทุกข์ทรมานอยู่สามวันจึงตาย


• หลังจากการตายของเดอ บริโต เมืองสิเรียมตกอยู่ในอำนาจของพม่าบ้าง มอญบ้าง ไทยบ้างกระทั่ง

พ.ศ.2428พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 อังกฤษได้พัฒนาเมืองสิเรียม

เป็นเมืองอุตสาหกรรมและแหล่งปลูกข้าวตราบจนปัจจุบัน


//www.oceansmile.com/Phama/JadiYelepaya.htm





เป้าหมายต่อไปคือ เจดีย์โปตาทาวน์ โปรดติดตามชมนะคะ





Create Date : 16 สิงหาคม 2555
Last Update : 16 สิงหาคม 2555 18:09:55 น. 12 comments
Counter : 2886 Pageviews.

 
ภาพช่างวิจิตรจริงๆ ค่ะย่าดา
ขอแชร์ไปที่หน้าแฟนเพจนะคะ
ขอบพระคุณค่ะ ^ ^


โดย: ณ ปลายฉัตร IP: 58.9.117.82 วันที่: 16 สิงหาคม 2555 เวลา:19:28:02 น.  

 
ยินดีค่ะหนูฉัตร


โดย: ดา ดา วันที่: 16 สิงหาคม 2555 เวลา:19:34:30 น.  

 
แวะผ่านชมภาพ และสวัสดีครับ ย่าดา


โดย: VsV IP: 101.108.83.104 วันที่: 20 สิงหาคม 2555 เวลา:10:00:23 น.  

 
สวัสดีค่ะ อ.ไม่ได้พบกันนานนนนเลย ขอบคุณที่ยังระลึกถึงกันค่ะ


โดย: ดา ดา วันที่: 20 สิงหาคม 2555 เวลา:18:41:39 น.  

 
มาได้จังหวะพอดีเลยครับ กำลังอยาก
ไปเที่ยวพม่า งานศิลปของเค้าดูแปลกตา
และน่าสนใจมากนะครับ

มารบกวนคุณย่าดาไปดูต้นไม้ น่าจะเห็น
วัชพืชให้ผมด้วยครับ

//www.pantip.com/cafe/jatujak/topic/J12552730/J12552730.html#27



โดย: คนบ้า(น)ป่า (nulaw.m ) วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:12:37:03 น.  

 
ไม่เคยไปพม่าแต่เมื่อดูภาพที่ย่าถ่ายมาชอบชอบ อยากไปเที่ยวบ้าง โดยเฉพาะก่อนเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนคัฟ


โดย: JJ IP: 58.64.95.80 วันที่: 24 สิงหาคม 2555 เวลา:14:01:47 น.  

 
ย่าดาขา รูปสวยอีกแล้ว ปูเสื่อนั่งรอตอนค่อไปค่ะ


โดย: ป้าแดง IP: 1.4.190.61 วันที่: 24 สิงหาคม 2555 เวลา:14:08:14 น.  

 
ถึงทุกท่านค่ะ มีผู้ส่งบล๊อกย่าเข้าประกวดไทยแลนด์บล๊อกอะวอร์ด หากชอบภาพถ่ายท่องเที่ยวที่บล๊อกย่าช่วยไปโหวดให้ด้วยนะคะ วันละ 1โหวดค่ะ
//www.thailandblogawards.com/blogs/widget/2559


โดย: ดา ดา วันที่: 24 สิงหาคม 2555 เวลา:18:29:56 น.  

 
//www.thailandblogawards.com/blogs/show/2515


โดย: ดา ดา วันที่: 25 สิงหาคม 2555 เวลา:20:45:06 น.  

 



More How Are You Comments

--------------------
มาทักทายยามค่ำ ช่วงนี้งานเยอะจนพันตัวเลย หายไปบ้างแว๊ปไปแวีปมาบ้างอย่าว่ากันนะคะ บางครั้งออกเม้นท์ไม่ทั่วก็เกรงใจเพื่อนๆมากเลย วันนี้พอมีเวลาเลยมาเคลียร์ตัวเองสักหน่อย คิดถึงเสมอจริงๆค่ะคุณดา


โดย: เกศสุริยง วันที่: 26 สิงหาคม 2555 เวลา:20:04:34 น.  

 
เคยได้ยินชื่อพระอุปคุตมานานแล้ว ทำไมพระพม่าจึงมีหน้าตาคล้ายๆผู้หญิง ครับ


โดย: surya21 (surya21 ) วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:15:04:13 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณ surya21 ต้องขออภัยที่เพิ่งเห็นคำถาม ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ และก็สงสัยเหมือนกันเมื่อเคยไปเยือนพระตาหวานของเขาค่ะ


โดย: ดา ดา วันที่: 29 พฤษภาคม 2558 เวลา:16:01:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ดา ดา
Location :
1 Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




หัวใจติดปีก สัญจรผ่านมุมมองของกล้อง ทดลองสิ่งใหม่...
เวบดอกไม้ของย่าดา
โค๊ดแบนเน่อร์เวบดอกไม้,เวบบล๊อกแกงค์ของย่าดา ...คลิ๊กหน้านี้ค่ะ
.
ผลงาน1สมุดมด
ผลงาน2สมุดสร้างสุข
online
กลับไปหน้าเมนคลิ๊กค่ะ
โปรดทราบ มือถือย่ากลับมาใช้ได้อีกครั้งแล้วโปรดติดต่อผ่านทางมือถือได้ดังเดิมแต่หากติดต่อแล้วปราศจากคนรับสายก็ติดต่อทางออฟฟิตได้อีกทางที่เบอร์ออฟฟิต 02-7120222 (ย่าดา (ดา ดา) สุดา) http://dada.bloggang.com

Friends' blogs
[Add ดา ดา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.