ธันวาคม 2554

 
 
 
 
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
18
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
เจ็ดวันแห่งความสุขที่.....ภูเก็ต ตอนที่ 2
ต่อจากตอนที่ 1 ค่ะ

อาหารมื้อเย็นนี้ แค้ปและภา พาไปทานที่ร้านอาหาร นายดำ ซึ่งเป็นร้านอาหารที่อยู่ริมถนน เป็นร้านที่มีชื่อเสียงว่า รสชาติของอาหารอร่อยมาก โดยเฉพาะ เป็นร้านที่สมเด็จพระเทพรัตน์ ฯ เสด็จมาเสวยพระกระยาหารด้วย เลยยิ่งมีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น มีพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเทพรัตน์ ฯติดอยู่ที่ฝาผนังของร้านเป็นประจักษ์พยายด้วย อาหารร้านนี้ที่แปลก ฉันยังไม่เคยกินที่ไหนและมีชื่อมากคือ หมี่แกงปู เป็นเส้นหมี่ราดด้วยแกงปู แค้ปและภาสั่งอาหารทั้งหมด 6 อย่าง เช่น ผัดโป๊ยเซียน ยำรวมมิตร หมี่แกงปู ยำไข่เยี่ยวม้า ปลาทอดซีอิ๊ว (อร่อยมาก) อาหารบางอย่างที่สั่งก็หมดไปแล้ว เช่น ออส่วนที่ว่าอร่อยมากเช่นกันก็หมดแล้ว เป็นร้านที่ขายดีมาก อาหารอร่อยทุกอย่าง พวกเราทานกันอย่างเอร็ดอร่อยจนพุงกางเลยเชียวละ เป็นอาหารมื้อที่อร่อยที่สุด อร่อยกว่ามื้อที่ทานผ่าน ๆ มา กลับถึงบ้านพักประมาณ 4 ทุ่ม ฉันอาบน้ำอีกรอบ ดูละครได้สักพัก ก็ง่วงเสียแล้ว คืนนี้เลยนอนหลับอุตุอย่างสบาย
วันที่ 1 มี.ค. น้องแพทละน้องพี ลูกของแค้ปต้อง
กลับกรุงเทพฯ ก่อน เพราะพรุ่งนี้น้องแพทต้องไปติดต่อเรื่องที่จะไปซัมเมอร์ที่ประเทศอังกฤษ ฉันก็ไปส่งลูกของแค้ปที่สนามบินด้วย ก่อนไปสนามบิน พวกเราแวะทานข้าวเลือดหมูที่บอกกันว่าอร่อย แล้วจึงไปสนามบิน ภา จัดการเรื่องการโหลดกระเป๋าให้น้องทั้งสองอย่างเรียบร้อยแล้วฝากเงินหนึ่งหมื่นบาทไปให้แม่ของแค้ปไปทำบุญที่ถ้ำกระบอก ส่วนเด็กทั้งสองคน ภาให้เงินไปอีกคนละ สองพันบาทเป็นค่าขนม ภาทำหน้าที่เสร็จแล้วก็ขึ้นไปทำงานต่อ ดูเขาวางตัวได้ดีมาก ฉันแอบชื่นชมลูกศิษย์ฉันอยู่ในใจ ชีวิตคนเราสิ่งสำคัญมากที่สุดคือ เรื่องของการปรับตัวและเข้ากันได้ ก็จะไม่ค่อยมีความทุกข์ทางใจ เรื่องของ “ใจ” จึงเป็นตัวจักรที่สำคัญมาก
แค้ปส่งฉันถึงบ้านแล้ว ก็ไปบริษัททำงานของเขา ส่วนฉันก็รีดผ้าของฉัน ซึ่งแม่บ้านของภาได้นำเสื้อผ้าฉันเข้าเครื่องซักให้เรียบร้อยแล้ว ที่จริง ภา จะให้แม่บ้านรีดให้ฉัน แต่ฉันไม่อยากไปใช้เขา จะเป็นการทำความลำบากให้เขา อะไรที่ทำเองได้ ฉันชอบทำเองมากกว่าจะใช้คนอื่นทำ รีดเสื้อเสร็จก็ง่วงนอน เลยงีบหลับไป จนกระทั่งได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดัง สมยศ ลูกศิษย์ที่ให้ฉันไปช่วยสอนพวกที่จะสอบเข้ารับราชการตำรวจนั่นเอง เขานึกว่าฉันอยู่บ้าน กำลังจะไปหาฉันที่บ้าน โชคดีที่โทรเข้ามือถือเสียก่อน ไม่งั้นก็คงไปเก้อล่ะซี
ตอนเย็น ภา กลับจากที่ทำงานได้มาที่ห้องพักฉัน ถามไถ่ความเป็นอยู่ที่มาพักที่บ้านเขา ภาใส่ใจฉันมาก ฉันไม่ค่อยเหงาหรอก เพราะนั่งคุยกับพ่อของภาบ้าง (รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เหมือนที่ฉันเคยคุยกับ เด นั่นแหละ) บางทีก็คุยกับ หญิง แม่บ้านของ ภา บางวันก็เดินออกไปปากทางหมู่บ้านหาขนมกินเล่นบ้างตามประสาคนว่างงาน

อาหารมื้อเย็นวันนี้ แค้ปและ ภา พาฉันไปทานอาหารที่ หาดป่าตอง เสียดายที่มันมืดแล้ว เลยไม่มีโอกาสได้เห็นความสวยงามของชายหาดป่าตอง ที่นี่มีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งนั้นเลย คนขายของตามร้านต่าง ๆ มีแขกพวกปากีสถานมากมาย ของก็ แพง ๆ ราคาฝรั่งทั้งนั้น สภาพของป่าตองมีลักษณะเหมือนกับพัทยานั่นเอง ร้านอาหารที่เราไปกินนั้น เป็นร้านใหญ่และมีวงดนตรี เล่นแต่เพลงฝรั่งทั้งนั้น ดูราคาอาหารแล้ว ฉันอยากให้ ภา เปลี่ยนร้านเหลือเกิน เพราะแต่ละรายการแพงหูฉี่ แต่พวกเขาไม่ยอมเปลี่ยน ฉันเลยบอกว่า งั้นสั่งพอกินอิ่มก็แล้วกัน ดูราคาอาหารแต่ละอย่างแพงยิ่งกว่าอาหารที่ไปกินที่เมืองนอกเสียอีก เราสั่งต้มข่าไก่ 1 ชาม ยำรวมมิตร 1 จาน ราคาอย่างละ 250 บาท ข้าวเปล่าอีกคนละถ้วย ถ้วยละ 30 บาท น้ำดื่มขวดละ 60 บาทส่วนแค้ปสั่งพิซ่ากินเอง 1 ถาด 290 บาท รวมราคาแล้วก็กินไม่ค่อยลงตามประสาคนที่ไม่ค่อยมีตังส์อย่างฉันนั่นเอง ไม่ใช่เงินของฉัน ฉันก็เสียดายแทน หลังอาหารเย็นก็เดินเล่นตามถนน ซึ่งมีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินกันขวักไขว่ น่าเวียนหัว เดินกันได้ไม่นานนัก พวกเราก็กลับบ้าน เพราะว่าเราไม่ได้คิดจะซื้ออะไรเลย กลับถึงบ้านอาบน้ำอาบท่าแล้ว นอนห่มผ้า แอร์เย็น ๆ ดูโทรทัศน์ไป แสนจะสุขใจ

ตรอกซอกซอยมากมายที่หาดป่าตอง ซึ่งมีของขายและนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากมาย



รายการอาหารโปรโมรชั่นที่ร้านอาหารโชว์ไว้



ทางเดินที่พื้นตามถนน มีสัญลักษณ์ คำว่า ป่าตอง ฉันเลยถ่ายมาฝากท่านผู่อ่านชมด้วยนะคะ



รุ่งเช้า วันที่ 2 มี.ค. เช้านี้ ฉันชงวีต้าดื่มไป 1 แก้วก่อน เพราะแม่บ้านเขามาสายมาก กว่าจะมาถึง ก็ สามโมงเช้า ฉันขอให้เขาหุงข้าวต้ม แม่บ้านซื้อผักกาดดองใส่ไข่มาจากนอกบ้าน ฉันเป็นคนกินง่ายอยู่แล้ว ให้มีข้าวลงท้องเป็นพอ ไม่งั้นลมจะตีขึ้นแล้วก็จะได้เรื่อง เป็นอาการประจำตัวที่ฉันกลัวเมื่อท้องหิวนั่นเอง ภา ลงมาจากห้อง เป็นห่วงฉันอยู่ บอกว่า จะทานอะไรให้บอกแม่บ้านทำ ฉันบอกเขาว่า ไม่ต้องเป็นห่วง เขาเองก็รีบไปทำงาน ไม่ได้ทานอะไรเลย แม้แต่กาแฟ เฮ้อ ! อย่างนี้จะไม่ผอมได้อย่างไร ฉันทานข้าวเช้าเอาประมาณ 10.00 น. แล้วกลับเข้าห้องไปนั่งเขียนบันทึกเรื่องราวที่มาเที่ยวภูเก็ตครั้งนี้ แล้วก็เผลอหลับไป ก็มันสบายเหลือเกินนี่นา แอร์ก็เย็น ห้องนอนก็น่านอน กว่าจะตื่นก็บ่ายโมงแล้ว ก็คงเพราะท้องเริ่มหิวอีกล่ะซี่ แม่บ้านช่างรู้ใจถามว่า “หิวแล้วใช่ไหม แม่ครู” ฉันเลยตอบยิ้ม ๆ ว่า “เดาถูกต้องแล้วจ้ะ” มื้อนี้ แม่บ้านผัดเครื่องในไก่กับสับปะรด ไข่เจียว มีแกงไตปลาอีก รสเผ็ดมาก อิ่มข้าวแล้วก็นั่งดูโทรทัศน์ไปถึงบ่ายสามโมง จึงลงสระเล่นน้ำเป็นวันแรก ก่อนหน้านั้นเสียดายผมซึ่งเซทมาจากกรุงเทพฯใหม่ ๆ สระลึกเมตรครึ่ง แต่ขอบสระเป็นกระเบื้องลื่น ๆ เกาะไม่ค่อยติด ไม่สาก ๆ เหมือนสระที่สวนเบญจะที่ฉันไปว่าย ฉันจึงว่ายด้วยความไม่มั่นใจนัก ประกอบกับชินกับการว่ายที่มีหมวก มีแว่นตา น้ำเค็มดีจัง แต่ไม่แสบตา เพราะแค้ปไม่ใส่คอร์ลีนใช้ใส่เกลือแทน ฉันว่ายและตีขาในน้ำได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ขึ้นจากสระ อาบน้ำแต่งตัว เป่าผมให้แห้งแล้ว ภา ก็โทรเข้ามือถือ บอกว่า คืนนี้จะพาฉันไปดูการแสดงใน ภูเก็ต แฟนตาซี ซึ่งเป็นการแสดงที่ขึ้นชื่อของภูเก็ต ชาวต่างประเทศจะมาชมการแสดงมาก ราคาก็แพงหูฉี่เหมือนกัน เขาจะกลับมารับฉัน 19.30 น. ให้แต่งตัวรอเลย ภา ก็กลับมาจากที่ทำงานและแต่งตัวอีก เราจึงออกจากบ้านไป สองทุ่มแล้ว เราต้องรีบไป เพราะว่า ละครจะแสดงประมาณ 3 ทุ่ม เราไปถึงที่โรงละคร ประมาณ 20.35 น. แค้ปขอแยกไปหาข้าวรองท้องก่อน เพราะเขาหิวมาก ฉันกับ ภา เดินถ่ายรูปตามมุม ต่าง ๆ ก่อน เพราะว่า ถ้าดูการแสดงออกมาแล้ว จะดึกเกินไป
โรงละคร ภูเก็ตแฟนตาซี เป็นโรงละครที่ใหญ่โตมาก มีความวิจิตรพิสดาร มีทั้งรูปแบบของตะวันตกและตะวันออกผสมผสานกันไป ประดับประดาด้วยแสงไฟระยิบระยับ สถานที่กว้างขวางมาก แต่ถ้าจะพูดถึงตัวโรงละคร ฉันรู้สึกว่า โรงละครสยามนิรมิตที่กรุงเทพฯ จะจัดฉากได้สวยกว่า แต่ภายนอกของโรงละคร ภูเก็ตแฟนตาซีสวยสดงดงามและโอ่อ่ากว่าโรงละครสยามนิรมิตมาก มีร้านค้าขายของมากมาย ทั้งเสื้อผ้า ทั้งของที่ระลึก ความเป็นไทยของโรงละครมีค่อนข้างน้อย มีร้านขายเพชรพลอย มีเกมให้เล่นด้วย อาหารก็แพงมาก แค้ปทานผัดไทยรองท้องไป 1จาน 120 บาท
ทางเดินที่จะเข้าไปชมการแสดงในโรงละครนั้น มีระบบการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมาก มีการเดินผ่านเครื่องตรวจด้วย ข้างในก็โอ่อ่า ระหว่างทางเข้าไปก็คดเคี้ยววกไปเวียนมา กำแพงเป็นชั้นหิน เป็นบล็อก ๆ กล้องถ่ายรูปตลอดจนโทรศัพท์มือถือ ต้องฝากไว้ยังที่รับฝากก่อนเข้าไปในตัวโรงละคร ก่อนจะเข้าประตูโรงละคร มีร้านค้าขายของที่ระลึกมากมาย มีลูกเสือตัวเล็ก ๆ ลูกช้าง ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับพวกมันด้วย โดยต้องเสียเงินภาพละเป็นร้อย ๆ ลูกเสือลูกช้างหน้าตาน่ารักมากเลย กว่าจะเดินเข้าไปในตัวโรงละครไกลมากพอสมควร

การแสดงฉากแรก เป็นการแสดงกระบวนช้าง มีการยกตุง เป็นการแสดงวัฒนธรรมของทางภาคเหนือ มีการบรรยายน้อยมาก ผู้ชมต้องจับเรื่องจากการแสดงเอาเอง บรรยายน้อยยิ่งกว่าที่สยามนิรมิตอีก คนไทยยังดูไม่ค่อยจะแจ่มแจ้งเลย แล้วพวกฝรั่งคงจะยิ่งหนักกว่าเรามั้ง มีละครฉากสั้น ๆ คงเป็นการแสดงตำนานของภาคใดภาคหนึ่ง ฉันก็ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยดูหรืออ่านมาก่อน มีเจ้าชาย เจ้าหญิง มีการทำสงคราม ยิงปืน โดยเน้น แสง สี เสียง เล่นละครนอก เรื่อง พรานบุญจับนางมโนราห์ ฉากเรื่อง รามเกียรติ์ ตอนพระรามกับทศกัณฐ์รบกัน มีการสลับฉากด้วยการร้องเพลง เช่น ร้องเพลง พ่อแง่แม่งอน มีฉากการจูงวัว จูงควาย มีไก่เดินออกมาเป็นแถว น่ารักมาก มีแพะฝูงเล็ก ๆ เดินออกมา ตอนนี้น่าจะเป็นการแสดงถึงวิถีชีวิตของคนไทย แล้วก็มีการแสดงมายากล แล้วลงจากเวทีมาเชิญคนชมขึ้นเวทีไปร่วมแสดงด้วย แล้วก็มอบรางวัลให้ ฉากที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด น่าจะเป็นฉากการแสดงของช้างเป็น สิบ ๆ เชือกทั้งช้างโตและลูกช้างเชือกเล็ก ๆ น่ารักมาก แล้วก็มีฉากป่าหิมพานต์ มีนางกินนรี คนธรรพ์ ห้อยโหนโดยใช้ลวดสริงค์ ดูแล้วเป็นฉากที่เสี่ยงอันตรายมากเหมือนกัน
การแสดงใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษ ๆ เราดูกัน 3 คน เป็นเงิน 3,500 บาท เป็นราคาที่มัคคุเทศก์ที่ ภา รู้จักเป็นคนซื้อให้ ปรกติค่าดูจะเป็นคนละ 1,500 บาท นับเป็นราคาที่แพงมากพอสมควร การแสดงสิ้นสุดลงในเวลา ประมาณ สี่ทุ่มกว่า คนทยอยกันออกจากโรงละคร คนมากมายเหลือเกิน เพราะวันนี้มีการแสดงเพียงรอบเดียวเท่านั้น ออกจากโรงละครแล้ว ให้แค้ปไปรับกล้องถ่ายรูปและมือถือจากสถานที่ฝาก

ฉันถ่ายรูปที่มาชมการแสดงที่ภูเก็ตแฟนตาซีมาให้ชมหลายรูปเหมือนกันค่ะ แต่ในฉากแสดงเขาไม่ให้ถ่าย เชิญชมนะคะ



มุมสวยมุมหนึ่งบริเวณโรงแสดง ภูเก็ตแฟนตาซี



ด้านหน้าที่จะเข้าประตูไปชมการแสดง ตกแต่งไว้สวยงามมากทีเดียว งามวิจิตรตระการตา ดูอลังการมากเลยค่ะ



อีกมุมหนึ่งของประตูทางเข้าซึ่งงดงามไม่แพ้กันเลย



พวกเราไปทานอาหารมื้อเย็นกัน มื้อนี้เรากินดึกมาก ห้าทุ่มกว่าแล้วมั้ง เรากินกันที่ร้านข้าวต้มริมถนน เป็นร้านที่มีอาหารอร่อยมีชื่อเสียงเหมือนกัน ชื่อว่าร้าน สามออ แค้ปสั่งต้มยำหัวปลา ซึ่งเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของร้านนี้ ยำไข่เค็ม ผัดผัก ไข่เจียว อิ่มแปล้ไปเลย เนื่องจากวันนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่ฉันจะพักอยู่กับ ภา ฉันจึงส่งเงิน 3,000 บาท เป็นค่าเที่ยวที่เกาะพีพี และดูการแสดงที่ภูเก็ตแฟนตาซี คืนนี้ แต่พวกเขาไม่ยอมรับเงินฉัน บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก นาน ๆ มาเที่ยวสักครั้ง ไม่ได้มาบ่อย ๆ ฉันก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร นอกจาก ขอบใจเขาทั้งสองคนที่พวกเขาต้อนรับฉันเป็นอย่างดี กลับถึงบ้าน เที่ยงคืนแล้ว อาบน้ำแล้วเข้านอนหลับปุ๋ยไปเลย
เช้าวันนี้ ( 3 มี.ค.) หลังจากทานข้าวเช้าแล้ว ภา ขับรถพาฉันไปเที่ยววัดฉลอง ไหว้หลวงพ่อแช่ม ซึ่งวัดนี้ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เขียนเล่าประวัติของหลวงพ่อแช่มวัดฉลองไว้และได้ใช้เป็นบทเรียนของนักเรียนในยุคหนึ่ง ไม่ทราบว่า ปัจจุบันนี้ ยังใช้เป็นบทเรียนหรือเปล่า วัดนี้มีเจดีย์สูงใหญ่สร้างเหมือนเจดีย์ที่พระธาตุพนม เราไปไหว้หลวงพ่อแช่ม (รูปจำลอง) และหลวงพ่อจำลองรูป อื่น ๆ ไหว้พระเสร็จไปชมหอที่มีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ซึ่งมีหลายชั้น ชั้นบนสุดจะมีพระธาตุ พระบรมธาตุให้ผู้มาเที่ยวกราบไหว้บูชาตามความเชื่อและศรัทธาของแต่ละคน ฉันถ่ายรูปที่วัดนี้ไว้หลายรูปตามมุมต่าง ๆ ที่คิดว่าน่าสนใจ

เที่ยววัดฉลองค่ะ ถ้ามาภูเก็ตแล้วไม่ได้มาไหว้พระที่วัดนี้ ถือว่ายังมาไม่ถึงภูเก็ตค่ะ



สถาปัตยกรรมที่สวยงามภายในวัดฉลอง ค่ะ



สถาปัตยกรรมที่งดงามอีกแห่งหนึ่งภายในวัด ค่ะ





ภาโทรไปสั่งอาหารที่ร้านใกล้สนามบิน ซึ่ง ภา บอกว่าร้านนี้อาหารอร่อยพอควร ต้องมีการสั่งจองไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องรอเมื่อมาถึง แล้วกลับบ้านไปรับแค้ปและเอากระเป๋าเสื้อผ้าฉันใส่ท้ายรถเพื่อว่า ทานข้าวเสร็จจะได้ไปสนามบินเลย ฉันไปลาพ่อของ ภา ลา แม่บ้านเขา และให้เงินเขา หนึ่งร้อยบาท เป็นน้ำใจเล็กน้อยที่เขาช่วยจัดห้อง ทำความสะอาดห้องที่ฉันอยู่และหาข้าวปลาให้กินในบางมื้อ
อาหารมื้อสุดท้ายก่อนลาจากภูเก็ต คือ ไข่เจียว ต้มยำปลา และผัดผักรวมมิตร ทานเสร็จแล้ว พวกเราก็ขับรถไปถึงสนามบินประมาณ บ่ายสองโมงกว่า ภา จัดการโหลดกระเป๋าของฉันขึ้นเครื่องแล้วส่งตั๋วเครื่องบินให้ฉัน แค้ปส่งเงิน 10,000 บาท เป็นเงินค่าอุดหนุนในการจัดพิมพ์หนังสือ เรื่อง “พลิกวิกฤตของชีวิตสู่ความฝันที่เป็นจริง” ตามที่เขาได้บอกฉันไว้ โดยโฆษณาบริษัทกำจัดปลวกให้เขาด้วย ฉันขอบใจเขา ขอให้เขาทั้งสองมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานและมีความสุขมากยิ่ง ๆ ขึ้น ให้สมกับความดี ความกตัญญูของเขาที่มีต่อครูอย่างฉัน ทั้งสองส่งฉันเข้าประตูตรวจคนขึ้นเครื่อง เพื่อเข้าไปรอเครื่องบินตามหมายเลขประตูในตั๋วเครื่องบิน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันขึ้นเครื่องบินคนเดียวไม่มีใครไปด้วย รู้สึกหวาด ๆ และเงียบเหงามากพอควร เพราะปรกติเวลาไปเที่ยวไหนฉันจะไปกับบริษัททัวร์และมีเพื่อนไปเที่ยวด้วยเสมอ แต่ถึงจะหวาดกลัวอย่างไร ฉันก็ทำใจได้ เพราะถึงอย่างไร ฉันก็ชินกับสนามบินสุวรรณภูมิอยู่แล้ว ซึ่งฉันไปขึ้นเครื่องบินที่นี่หลายครั้งแล้วนั่นเอง

ฉันกลับถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 16.15 น. กว่าจะรอรับกระเป๋าเสื้อผ้าและกล่องขนมที่ซื้อมาฝากเพื่อนบ้าน ก็เสียเวลาไปมากพอควร ประมาณ 17.00 น. จึงได้ออกจากสนามบิน โดยหลานสะใภ้และญาติของเขามารับ

ความสุขเต็มอิ่ม 7 วัน ที่ภูเก็ต ของฉันก็สิ้นสุดลงแล้วด้วยความสุขใจ อิ่มใจ กับ การต้อนรับอย่างดียิ่งของลูกศิษย์ฉัน ฉันได้ฝากภาพงาม ๆ ของสถานที่ต่าง ๆ มาให้ท่านผู้อ่านได้ชื่นชมด้วยเล็กน้อย หวังว่าบทความนี้คงทำให้ท่านผู้อ่านได้เพลิดเพลินได้บ้างพอสมควรค่ะ
สุวิมล มนัสศุภรานันท์







Create Date : 01 ธันวาคม 2554
Last Update : 1 ธันวาคม 2554 22:26:50 น.
Counter : 2063 Pageviews.

1 comments
  
โดย: Kavanich96 วันที่: 2 ธันวาคม 2554 เวลา:8:59:07 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



อาจารย์สุวิมล
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 45 คน [?]



เป็นครูสอนภาษาไทยที่เกษียณอายุราชการแล้ว สนใจเรื่องการเขียนหนังสือให้ความรู้ ชอบการท่องเที่ยว หากท่านที่เข้ามาชมและอ่านแล้ว มีความสนใจและต้องการสอบถามเรื่องความรู้ด้านภาษาไทย ถ้ามีความสามารถจะให้ความรู้ได้ ก็ยินดีค่ะ
http://i697.photobucket.com/albums/vv337/dd6728/color_line17.gif
New Comments