ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2561
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
7 ตุลาคม 2561
 
All Blogs
 
ฝูงค้างคาวช่วยกำจัดโรคมาลาเรีย






Photo credit: Sangaroon/Shutterstock.com



60 ปีก่อน สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญหน้ากับ
ความท้าทายอย่างมากในการขจัดโรคมาลาเรีย
ให้หมดจากประเทศในพื้นที่ 3.8 ล้านตารางไมล์
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC)
ซึ่งเป็นสถาบันสาธารณสุขชั้นนำของประเทศ
ได้รับการยกย่องอย่างมากจากแผนการนี้


ในเวลาอีก 4 ปีต่อมา
CDC ได้ทุ่มเทให้กับการฉีดพ่น DDT
ในบ้านเรือนนับล้าน ๆ แห่งทั่วประเทศ
เพียงเวลาแค่ 3 ปี ผู้ป่วยด้วยโรคมาลาเรียลดลง
จาก 15,000 คนในปี 1947 เหลือเพียง 2,000 คนในปี 1950
ในปีต่อมา ผู้ป่วยด้วยโรคมาลาเรียก็ไม่พบอีกเลย
(ต่อมาภายหลังอีกหลายปี จึงรู้ถึงพิษตกค้าง DDT)

ประสิทธิภาพการทำงานของ DDT ในการฆ่ายุง
ยังไม่เป็นที่ทราบกันมาจนกระทั่งในปี 1939
เมื่อ Paul Hermann Müller นักเคมีชาวสวิส
ได้ค้นพบสารเคมีดังกล่าวใช้ในการฆ่าแมลง
ก่อนหน้านี้การควบคุมโรคมาลาเรีย
ถูกจำกัดไว้เฉพาะมาตรการเชิงรุก
เช่น การกำจัดยุงโดยการระบายน้ำไม่ให้ท่วมขัง
หรือการใช้สารพิษ Paris green หรือ Pyrethrum


ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษที่ผ่านมา
ก่อนที่โรคมาลาเรียจะกลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรง
ต่อประชากรและปศุสัตว์ในท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา
นายแพทย์ท่านหนึ่งของรัฐ Texas ได้เริ่มทดลอง
ใช้ฝูงค้างคาวเพื่อต่อสู้กับยุงที่ติดเชื้อมาลาเรีย





ในตอนแรก นายแพทย์ Charles Campbell
ได้พยายามสร้างรังที่อยู่ของค้างคาว
โดยใช้กล่องใส่ของที่มีขนาดและรูปทรงต่าง ๆ
แต่หลังจากที่ทดลองมาหลายปีก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ท่านจึงได้ตระหนักว่าค้างคาวแตกต่างนกชนิดต่าง ๆ
ค้างคาวต้องการรังที่อยู่ที่ใหญ่กว่าพวกนัก


ในปี 1907 ท่านจึงลงทุนด้วยเงินส่วนตัว 500 เหรียญสหรัฐ
ด้วยการสร้างบ้านค้างคาวหลังแรกเป็นหอสูง 30 ฟุต
ที่ท่านเรียกว่า อนุสาวรีย์ (หอคอยค้างคาว)
ที่ U.S. Experimental Farm ใกล้กับ San Antonio
ภายในบ้านค้างคาวมีการสร้างชั้นต่าง ๆ
วางเอียงเรียงรายให้มีค้างคาวเกาะพักอยู่ได้
และมีเศษผ้ายาว 20 หลาที่เต็มไปด้วย Guano ฉี่และขี้ของค้างคาวแขวนไว้
เพื่อทำให้ค้างคาวรู้สึกเหมือนอยู่ที่รังที่อยู่ของพวกมัน
ด้วยการเลียนแบบรังที่อยู่ของสัตว์ที่หากินกลางคืน
และท่านยังได้วางเศษเนื้อขาหมูรมควันไว้ข้างใน


แต่โชคร้ายที่ความพยายามของท่านไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะไม่มีค้างคาวแม้แต่ตัวเดียวที่เข้ามาพักในรังแห่งนี้
ในเวลาอีก 3 ปีต่อมา ท่านยังใช้เงินในการปรับปรุงหอคอยแห่งนี้อีก
แต่ค้างคาวก็ไม่เข้ามาพักในรังสักตัวอีก
ก่อนที่ท่านจะสิ้นหวัง
ท่านได้จับค้างคาวมาราว 500 ตัว
โดยจับค้างคาวมาจากสถานที่อื่น
และขังพวกมันอยู่ภายในหอคอยแห่งนี้
โดยหวังว่าการที่พวกมันอยู่ข้างในนี้
จะช่วยทำให้ฝูงค้างคาวที่บินผ่านไปมาจะเข้ามาอยู่ร่วมด้วย
แต่ผลการทดลองครั้งนี้ก็ยังล้มเหลวอีก
ก่อนที่ท่านจะโค่นหอคอยแห่งนี้ลงมาบนพื้นดิน
เพราะมีฝูงนกกระจอกหลายร้อยตัวเข้าไปอยู่แทน


หลังจากความล้มเหลวในครั้งนั้น
นายแพทย์ Charles Campbell ได้ปลีกวิเวก
โดยหยุดทำหน้าที่การเป็นหมอรักษาคนไข้
แล้วปล่อยให้ครอบครัวอยู่ตามลำพัง
โดยท่านเดินทางขึ้นไปอยู่ตามป่าเขา
และใช้เวลานานหลายเดือนที่นั่น
เพื่อศึกษาพฤติกรรมและถิ่นที่อยู่อาศัยของฝูงค้างคาว
เมื่อท่านได้ข้อมูลมากเพียงพอแล้ว
ท่านจึงเดินทางกลับบ้าน
แล้วเริ่มสร้างหอคอยค้างคาวอีกครั้ง







ท่านเรียนรู้ว่าฝูงค้างคาวชอบที่จะอยู่ใกล้น้ำ
ดังนั้นท่านจึงสร้างหอคอยค้างคาวอยู่ใกล้กับทะเลสาบ Mitchell
พื้นที่ราบลุ่มที่มีน้ำท่าไหลเข้าสู่เป็นสถานที่เพาะพันธุ์ยุงที่ดีมากเลย
ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูใบไม้ร่วง
พื้นที่นี้ต่างเต็มไปด้วยการรบกวนของฝูงยุง
จนทำให้พวกชาวนาในพื้นที่โดยรอบ
ต้องยอมหลบหนีโดยยอมทิ้งพืชผล/ผลผลิตของพวกตน
และขณะเดียวกันปศุสัตว์ก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากฝูงยุง


ในฤดูใบไม้ผลิปี 1911 หอคอยค้างคาวแห่งใหม่สร้างเสร็จแล้ว
มีผู้ใหญ่และเด็กเพียง 78 คนจากจำนวนประชากร 87 คน
ที่อาศัยอยู่รอบทะเลสาบ Mitchell ที่เป็นโรคมาลาเรีย


ในที่สุด ท่านก็ได้ลิ้มรสชาติแห่งความสำเร็จ
ในฤดูร้อนปีนั้น ท่านกลับไปที่ทะเลสาบ Mitchell
และเฝ้าดูด้วยความพึงพอใจ
เมื่อค้างคาวจำนวนหลายร้อยตัวพุ่งตัวออกจากหอคอยค้างคาว
เป็นแนวยาวโดยใช้เวลาถึง 5 นาทีกว่าจะหมดแนวบินของฝูงค้างคาว
ท่านรู้ว่า หอคอยค้างคาวของท่านที่สร้างไว้
ยังมีที่เพียงพอให้ค้างคาวอยู่ได้อีกหลายพันตัว
ท่านจึงหันความสนใจไปยังป่าไม้ที่มีบ้านพักคนล่าสัตว์
ซึ่งเป็นพื้นที่พักนอนของค้างคาวในเวลากลางวัน


พื้นที่แห่งนั้นอยู่ห่างออกไปประมาณ 500 หลาจากหอคอยค้างคาว
เป้าหมายของท่าน คือ การไล่ต้อนฝูงค้างคาวทั้งหมด
ให้ออกจากพื้นที่ค้างคาวพักนอนหลังล่าเหยื่อในตอนกลางวัน
ให้พวกมันบินเข้าไปพักนอนในหอคอยค้างคาว
และผลของการทำแบบนี้หอคอยท่านก็เต็มไปด้วยค้างคาว


ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนพ้องน้องพี่
พวกท่านได้รอคอยจนถึงใกล้รุ่งอรุณแล้ว
ก่อนที่ฝูงค้างคาวจะกลับมานอนที่รังป่าไม้/ที่พักคนล่าสัตว์หลังเดิม
เพื่อนพ้องน้องพี่ของท่านต่างร้องรำทำเพลง
พร้อมเสียงเครื่องดนตรี [ur=https://bit.ly/2EWgju5l]Clarinets, Piccolos, Trombones
ตีกลองและฉิ่งฉาบ พร้อมส่งเสียงดังกันอย่างเต็มที่
ฝูงค้างคาวต่างตกใจกับเสียงที่ได้ยิน
ต่างพากันบินหนีไปพักตามหอคอยค้างคาวที่สร้างรอไว้
และต่อมา พวกท่านยังได้ไล่ต้อนให้ฝูงค้างคาว
ให้ไปพักนอนตามบ้านร้างหลังต่าง ๆ ที่วางแผนไว้


เย็นวันต่อมา ท่านได้เดินทางไปรอคอยที่หอคอยค้างคาวริมทะเลสาบ
และในตอนนี้ฝูงค้างคาวที่เดินทางออกไปหากิน
ต้องใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงกว่าจะออกมาหมดหอคอยค้างคาว
ท่านจึงเชื่อว่า ท่านได้ประสบความสำเร็จแล้ว
ในการนำฝูงค้างคาวทั้งหมดออกจากพื้นที่ป่าไม้
กระท่อมล่าสัตว์และไร่ปศุสัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง
ให้ไปพักอาศัยยังหอคอยค้างคาวของท่าน


ในปี 1914 ที่ทะเลสาบ Mitchell
4 ปีให้หลังจากการสร้างหอคอยค้างคาว
ไม่ปรากฏว่ามีคนไข้เป็นโรคมาลาเรีย
จากประชากรที่อาศัยอยู่รอบทะเลสาบแห่งนี้


เมื่อผลการทดลองของท่านมีการแพร่กระจาย
จึงมีการสอบถามเกี่ยวกับหอคอยค้างคาว
มาจากทั่วประเทศและแม้แต่ในอิตาลี
เพราะผลงานที่ยิ่งใหญ่แบบนี้มีต้นทุนต่ำมาก
และมีประสิทธิภาพในการกำจัดยุงและโรคมาลาเรีย


City Council of San Antonio จึงออกฎหมาย
ห้ามไม่ให้ใครฆ่าค้างคาวภายในเขตเมือง
ในปีเดียวกัน Municipal Bat Roost เป็นเมืองแรก
ที่ให้การสนับสนุนสร้างหอคอยค้างคาวใน San Antonio
และในเวลาต่อมา การฆ่าค้างคาวเป็นเรื่องผิดกฎหมายทั่วทั้งรัฐ Texas


หอคอยค้างคาวที่ทะเลสาบ Mitchell
กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของชาวบ้าน
ในทุกเย็นจะมีคนมานั่งรอชมฝูงค้างคาวบินออกมา
ไม่น้อยกว่า 250,000 ตัวในทุกตอนเย็น
ทางท้องถิ่นจึงได้สร้างที่นั่งและทำให้กลายเป็นสถานที่พักผ่อน
สำหรับประชาชนทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกสบาย


ตั้งแต่ปี 1914-1929
มีหอคอยค้างคาวรวม 16 แห่งที่สร้างขึ้นตั้งแต่ Texas ถึง Italy
แต่ตอนนี้เหลืออยู่ราว 2-3 หลังในที่ดินส่วนบุคคล
เพราะหอคอยค้างคาว ที่ทะเลสาบ Mitchell ถูกรื้อลงในปี 1950
เพราะเกิดโรคพิษสุนัขบ้าในตัวค้างคาว
ทำให้รัฐ Texas ต้องยกเลิกกฎหมายคุ้มครองค้างคาว


หอคอยค้างคาวที่ยังเหลืออยู่สร้างขึ้นในปี 1918
ใกล้กับเมือง Comfort ในรัฐ Texas
เขตบ้านพักชนบทของอดีตนายกเทศมนตรี
หอคอยรูปทรงปิรามิดที่มีความสูง 30 ฟุต
และยกพื้นเหนือคอนกรีตประมาณ 7 ฟุตจากพื้นดิน
ซึ่งจะช่วยเก็บ Guano ของเสียที่ค้างค้าวถ่ายออกมา
Guano เป็นปุ๋ยชั้นดีและเป็นผลพลอยได้
จากการใช้เป็นประโยชน์ของหอคอยค้างคาว
แต่เดิมหอคอยค้างค้างที่ทะเลสาบ Mitchell
มีค่าเฉลี่ย Guano ประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อปี


หอคอยค้างคาวที่ Comfort
มีการตั้งชื่อว่า Hygieostatic Bat Roost
Hygieostatic ถูกประดิษฐ์คำจาก
Albert Steves อดีตนายกเทศมนตรี
มาจากภาษา Greek Hygiea (สุขภาพ) และ Stasis (ความยั่งยืน)
ทุกวันนี้ยังมีค้างคาวราวพันตัวที่อาศัยอยู่
จากเดิมที่เคยมีร่วมหมื่นตัว


เรียบเรียง/ที่มา


https://bit.ly/2QfRxrO
https://bit.ly/2RulIw3




The Hygieostatic Bat Roost ใกล้ Comfort, Texas. Photo credit: Larry D. Moore/Wikimedia



หอคอยที่ประสพความสำเร็จไม่มากนัก Sugarloaf Key ใน Florida
พายุเฮอริเคนทำลายลงในปี 2017 Photo credit: donielle/Flickr



Municipal Bat Roost สนับสนุนงบประมาณโดย
City Council of San Antonia, Texas 17 มีนาคม 1916





ข้อมูล https://bit.ly/2IG9xZ8




ข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/2yf1j5k



ค้างคาวมีลักษณะตรงตามที่คำอุปมา
ที่คนไทยเรียกมาตั้งแต่โบราณว่า นกมีหู หนูมีปีก
แต่ค้างคาวไม่ใช่หนู และไม่ใช่นก
ค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม
อยู่ในอันดับ Chiroptera = ปีกมีมือ


มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิดนอกจากค้างคาว
ที่ใช้ชีวิตเหินหาวกลางอากาศได้ เช่น บ่าง กระรอกบิน
แต่การเคลื่อนที่ของสัตว์เหล่านั้นเป็นการร่อน
ส่วนการเคลื่อนที่ของค้างคาวเป็นการบิน
ค้างคาวนับเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม
เพียงชนิดเดียวที่บินได้อย่างแท้จริง
ปีกของค้างคาวคือพังผืดที่เชื่อมระหว่างนิ้ว
กระดูกนิ้วที่ยืดยาวทำหน้าที่เป็นโครงปีก


ค้างคาวมีจำนวนชนิดพันธุ์หลากหลายมาก มีถึงราว 1,240 ชนิด
หรือคิดเป็นหนึ่งในห้าของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทั้งหมด


ค้างคาวมีเขตกระจายพันธุ์กว้างขวางไปทั่วโลก
พบได้ในทุกทวีปยกเว้นแอนตาร์กติกา


ในระบบนิเวศ ค้างคาวมีบทบาทสำคัญมาก
ในฐานะผู้ผสมละอองเกสร และผู้กระจายเมล็ดพันธุ์
พืชเขตร้อนหลายชนิดที่ต้องพึ่งพา
ค้างคาวเพียงอย่างเดียวในการแพร่พันธุ์
ค้างคาวยังเป็นผู้ควบคุมประชากรแมลงที่สำคัญอีกด้วย
ค้างคาวราว 70 เปอร์เซ็นต์เป็นค้างคาวกินแมลง


ค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลกคือ ค้างคาวคุณกิตติ (Kitti's hog-nosed bat)
มีน้ำหนักเพียง 2-3 กรัม ความกว้างปีกจากปลายปีกถึงปลายปีกเพียง 15 เซนติเมตร
ส่วนค้างคาวที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ ค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน (Malayan flying fox)
มีความกว้างปีก 1.5 เมตร หนักประมาณ 1 กิโลกรัม
ค้างคาวน้ำตาล Brown Bat จะกินยุงได้ถึงชั่วโมงละ 1,000 ตัว
และมีอายุยืนถึง 40 ปี https://bit.ly/2y3d4MK

ลำตัวของค้างคาวคล้ายหนู ชื่อเรียกค้างคาวในภาษาต่าง ๆ หลายภาษา
จึงเกี่ยวข้องกับหนู เช่นภาษาฝรั่งเศส เรียก chauve-souris (หนูหัวล้าน)
สเปนเรียก murciélago (หนูตาบอด) รัสเซียเรียก летучая мышь (หนูบิน),
เอสโทเนียเรียก nahkhiir (หนูหนัง)


ค้างคาวมีสองกลุ่มใหญ่ ๆ
ค้างคาวใหญ่ มีสายตาดี กินผลไม้ น้ำหวาน หรือเกสรดอกไม้
อีกชนิดคือ ค้างคาวเล็ก เป็นค้างคาวสายตาไม่ดี
บางชนิดถึงกับตาบอด ส่วนใหญ่กินแมลง
ยกเว้นบางชนิดที่กินสัตว์ใหญ่กว่านั้น
เช่น กินปลา กบ หรือบางชนิดเป็นค้างคาวดูดเลือด

ความสามารถอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของค้างคาวคือ
มีระบบโซนาร์ค้นหาวัตถุ ความสามารถนี้มีในค้างคาวเล็ก
ค้างคาวใหญ่เพียงบางชนิดที่มีความสามารถนี้

ในประเทศไทยมีค้างคาวประมาณ 120 ชนิด


ทราบหรือไม่


ค้างคาวเป็นสัตว์พาหะโรคพิษสุนัขบ้า
เคยมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ที่มาจากค้างคาวมาแล้ว

Chiroptera แปลว่า "ปีกรูปมือ"

ในสหรัฐอเมริกา รัฐเทกซัส เวอร์จิเนีย และโอกลาโฮมา มีค้างคาวเป็นสัตว์ประจำรัฐ

ขี้ค้างคาว เป็นปุ๋ยคุณภาพเยี่ยม

Credit : โลกสีเขียว




ค้างคาวคุณกิตติ (Kitti's hog-nosed bat)



ค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน (Malayan flying fox)




Create Date : 07 ตุลาคม 2561
Last Update : 8 ตุลาคม 2561 0:01:23 น. 0 comments
Counter : 242 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.