Bloggang.com : weblog for you and your gang

ThiS iS thE wAy iT ShOUld Be

Group Blog

 
 
พฤศจิกายน 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
19 พฤศจิกายน 2552

 
All Blogs

 

 

ปีกรักปีกฝัน บทที่ 3 อารี สาวคิ้วขาด



        “รถน้องกู เป็นกระบะติดแค็ปคันสีขาว แบบของพวกเซลล์ขายอาหารสัตว์น่ะ มรึงเคยเห็นมั้ย ตอนนี้จอดอยู่ตรงหน้าธนาคาร หมายเลขทะเบียน 4599 เห็นบ้างยัง ถ้าหาเจอแล้ว ก็รอที่รถเลยนะ มือถือน้องกุเปียกน้ำพังแล้วมั้ง เมื่อกี้โทรจากตู้สาธารณะ”


        “เหรอๆ อ่า นี่ไง 4-5-9-9 เออๆ เจอแล้ว เห็นแล้วๆ ขอบใจ งั้นรอน้องมรึงที่รถนี่เลยแล้วกัน มรึงไปเตรียมงานต่อเลย” จอมพลบอกวางหูชาญนรงค์ผู้กำลังเตรียมงานอุปสมบทอยู่ที่บ้าน
       เขายืนพิงรถคันดังกล่าว มีสีถลอกเหมือนไปชนหรือครูดรถอื่นมา นึกประหลาดใจว่าขวัญชีวาน้องสาวเพื่อนที่เพิ่งเป็นนางนพมาศและจบปริญญาตรีปีที่แล้วมากลายเป็นเซลล์ขายอาหารกุ้งขับรถมอมแมมท่าทางสมบุกสมบันได้ยังไง หรือเขาจะคิดมากไปเองว่าผู้หญิงทุกคนต้องเป็นแบบอัญวา แต่ครู่ต่อมาเขายิ่งประหลาดใจ คนที่เดินมาเหมือนเจ้าของรถกลับไม่ใช่น้องสาวเพื่อน แต่เป็นหญิงสาวสูงเพรียว อาจสูงกว่าชาญนรงค์ด้วยซ้ำ แต่งตัวด้วยกางเกงยีนส์สีดำสนิทสวมเสื้อยืดคอโปโลสีน้ำเงินพิมพ์ตราบริษัทอาหารสัตว์น้ำชื่อดังของเมืองไทย ที่หน้าอกซ้าย หน้าตาไม่เหมือนขวัญชีวาและมีสิวประปรายขึ้นที่หน้าผากมันเยิ้มไร้เครื่องสำอาง แถมมองเขาตื่นๆ ที่มายืนรออยู่ข้างรถ เขาถอยออกจากรถทันที นี่อาจไม่ใช่รถขวัญชีวา อาจเป็นรถพนักงานงานคนอื่น อาจมีการแลกรถกันชั่วคราว?



         “มี... อะไรหรือเปล่า...คะ” เจ้าของรถก็เขม้นมองหน้าเขาแบบประหลาดใจพอกัน


        “เอ่อ นี่ใช่รถคุณขวัญชีวา...หรือเปล่าครับ” เขาถามอย่างสุภาพ พลางมองหมายเลขทะเบียน


        “ไม่ใช่รถขวัญชีวาค่ะ คุณ... รู้จักขวัญเหรอคะ”


        “ครับ งั้นคงมีการเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ ผมมองหารถบริษัทคุณขวัญชีวา หมายเลข 4599 เอ่อ น้องสาวคุณชาญณรงค์เพื่อนผม”


        สาวตรงหน้าทำหน้าเหมือนเริ่มเข้าใจ มองเขาอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้ง “อ๋อ ถูกคันแล้วค่ะ แต่เข้าใจผิดเรื่องอื่น คุณเป็นเพื่อนเฮียชาญที่จะไปงานบวชนี่เอง นี่ก็น้องเฮียชาญเหมือนกันค่ะ ชื่ออารี ไม่ใช่ขวัญชีวา คุณคือ คุณ...”


        “เอ่อ ผม... จอมพล  ยศนาฏชวกุล ครับ” เขารีบรายงานตัว นึกด่าเพื่อนในใจที่ปล่อยให้เขาคิดว่าคนที่เขาอาศัยรถไปด้วยเป็นขวัญชีวาอยู่ได้ พยายามนึกว่าเพื่อนเคยบอกว่ามีน้องสาวสองคนตอนไหนบ้าง ทำไมเขาไม่เคยพบหน้าคนนี้ หน้าตาก็ไม่เหมือนคนอื่นสักนิด สูงชะลูดอีกต่างหาก ชาญณรงค์เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ผิวขาวจั๊วะกันทั้งบ้าน แต่อารีกลับสองสีอย่างชัดเจน แม้จะเพราะต้องตากแดดก็ไม่น่าจะคล้ำผิดที่ผิดทางขนาดนี้


       เธอยกมือไหว้เขาง่ายๆ “ค่ะ สวัสดีค่ะ คุณจอมพล” แล้วไขกุญแจประตูรถ “งั้นขึ้นรถกันเลยดีกว่า ขอแวะเอาโทรศัพท์ไปร้านซ่อมก่อนค่ะ เดินหล่นคูน้ำ ไม่เจ็บตัวแต่เสียโทรศัพท์ ใจลอยไปหน่อย”
         แค่แว่บแรกที่เห็นเขาก็พอรู้ว่าอารีคงอยู่เหนือคำว่าคล่องแคล่วจนอาจกลายเป็นคำว่าซุ่มซ่ามด้วยซ้ำไป เขาแอบขำหลักฐานสนับสนุนความคิด เมื่อเหลือบเห็นตรงปลายคิ้วด้านซ้าย มีรอยแผลเป็นจนเหมือนคิ้วนั้นแยกขาดจากกันจนเย็บไม่ติด ‘ยัยสาวคิ้วขาด ไปโดนอะไรมาล่ะเนี่ย’


        “เอ่อ ตกต้นมะม่วงตอนเด็กน่ะ แผลลึกมาก ตาเกือบบอด เย็บ 3 เข็ม” เจ้าตัวอธิบายทันทีเหมือนรู้ใจจนเขาสะดุ้ง แต่ก็ทำใจได้ว่าอาจเพราะแผลนั้นโดดเด่นจนคนถามมาเป็นร้อย เแล้วอารีก็ทำให้เขาสะดุ้งครั้งที่สอง
        “ใครๆ ก็สงสัย ถามกันมาเกินร้อยคนได้แล้วมังคะ ...ตอนนี้เลยต้องรีบชิงอธิบายเสียก่อน แบบว่าสงสารคนอยากรู้ที่ไม่กล้าถามน่ะ”


        เขายิ้มอ่อนๆ ให้น้องสาวเพื่อนที่กำลังออกรถอย่างแผ่วเบาผิดท่าทาง กำลังจะชมในการขับรถนุ่มนวล แต่นั่งไปสักพักทุกอย่างกลับเหมือนฝันร้าย เขาเคยนินทาพวกเซลส์และพวกส่งของที่ขับรถเหมือนรีบไปให้ทันรถเที่ยวนรกคันสุดท้าย ทั้งแซงทั้งปาด ทำทุกอย่างเพื่อให้เร็วที่สุด แต่เมื่อตอนนี้เขากลับมานั่งข้างๆ คนขับแบบนั้นเริ่มมั่นใจว่าที่นินทาไว้นั้นน้อยไปนัก อารีขับรถเหมือนอยู่คนเดียวบนโลก เธอมองแต่เส้นขอบฟ้าข้างหน้า เมื่อมีพื้นที่ว่างเปล่าจะรีบแทรกตัวเข้าไปทันที ไม่อินังขังขอบกับเสียงแตรรถหรือท่าทางใครด่าไล่หลังมา


       “เอ่อ ตำรวจเรียกบ่อยมั้ย”


       เธอพยักหน้า “ก็... บ่อย เพิ่งชนไปแล้วได้รถคืนมาเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อวานก็เฉี่ยวเก๋ง รอยถลอกยังอยู่”


       ตอบเสร็จเธอก็พารถโครมครามต่อไปเหมือนเดิม เขาเคยรำคาญอัญวาเมื่อเธอขับอย่างระมัดระวังเกินไป แต่อย่างอารีที่ไม่ระวังเลยก็น่าจะนำปัญหาให้การจราจรไม่แพ้กัน ‘น่าจะจับรวมกันแล้วหารสองก่อนปล่อยออกมาขับรถ’ เขาวิจารณ์ผู้หญิงที่ขับรถให้นั่งในใจ แต่นึกทุเรศตัวเองที่ตอนนี้เจอผู้หญิงที่ต่างกับอัญวาสุดฟ้าสุดดินยังอุตส่าห์เอามาเปรียบเทียบกันให้เจ็บหัวใจตัวเอง


        ทั้งคู่หยุดแถวย่านธุรกิจก่อนออกจากกรุงเทพ เพื่อจัดการเรื่องโทรศัพท์ เขามองหาร้านกาแฟสด
        “คุณ... อารีเอากาแฟมั้ย”


       “เรียกเอื้อ ก็ได้ค่ะคุณพล เอากาแฟแบบเดียวที่คุณดื่มนั่นแหละ” เธอเดินเข้าร้านซ่อมโทรศัพท์ ปล่อยให้เขายืนงงที่สาวเจ้าบอกให้เขาเรียกชื่อสั้นๆ แต่ตัวเองกลับยังเรียกเขาว่าคุณ แล้วเธอรู้ได้อย่างไรว่าเขาดื่มกาแฟแบบไหน สงสัยว่าเธอคงเป็นคนไม่เรื่องมาก


     “รอผมเช็คแป๊บนะครับพี่เอื้อ” เด็กในร้านซ่อมโทรศัพท์ยกโทรศัพท์มือถือหล่นคูน้ำของเธอมาดูขำๆ “ทั้งชุ่มทั้งเหม็นเชียว อิอิอิ”
อารีนึกขำตัวเองอยู่เหมือนกันแต่ความกังวลไม่มีโทรศัพท์ใช้ทำงานนั้นยิ่งใหญ่กว่า
      “นี่กาแฟ” จอมพลกลับมาพร้อมยื่นกาแฟสีขาวในมือให้ ตอนที่เธอนั่งเลือกโทรศัพท์เครื่องเก่าๆ ที่ทางร้านเสนอให้เช่าระหว่างซ่อม
      เธอขอบคุณก่อนคว้าไปดื่ม “ขอเลือกโทรศัพท์แป๊บนะคะ” จอมพลนั่งรอที่เก้าอี้ข้างๆ อย่างไม่รู้จะทำอะไร แต่เงี่ยหูฟังบทสนทนา เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะซ่อมโทรศัพท์ท่าทางสนิทกันหันมาถามผู้ใช้บริการ “พี่อารีซื้อใหม่เครื่องใหม่มั่งก็ได้ อันนี้ใช้มากี่ปีแล้วครับ”
 
      “ตั้งแต่อยู่ ปี 2 แหละ อาชีพเราแค่โทรเข้า โทรออก ซ่อมได้ก็จะใช้จนตาย” เธอพูดหน้าตาเฉย เลือกได้โทรศัพท์เก่าพอกันเครื่องหนึ่ง “เอาอันนี้ เหมาะมือดี ค่าเช่าถูกที่สุดด้วย”
      “งกเหลือเกินลูกค้าเรา จะเก็บเงินไปไหนนัก เดี๋ยวโลกก็แตกแล่ว” เด็กหนุ่มกล่าวขำๆ


      “เพราะโลกจะแตกนั่นแหละ ต้องเก็บเงินไว้ซื้อยานไปดาวอังคาร มัวเอาเงินมาใช้เล่นหมด ถึงเวลานั้นใครเขาคงให้ขึ้นยานฟรีหรอก”


       จอมพลเกือบหลุดเสียงหัวเราะออกมา ขำที่เธอพูดเรื่องเก็บเงินซื้อยาน และยิ่งขำหนักเมื่อนึกภาพน้ำท่วมถึงก้นแล้วทุกคนแย่งกันขึ้นยานไปดาวอังคาร ครู่เดียวเด็กหนุ่มก็กำหนดวันให้เธอมารับโทรศัพท์คืน เพิ่งสังเกตว่าโทรศัพท์ที่ซ่อมอยู่นั้นเขาแทบไม่เห็นใครมาสี่ห้าปีแล้ว ราคาโทรศัพท์ที่เขาใช้อยู่ตอนนี้อาจซื้อโทรศัพท์เธอได้ 20 เครื่อง บ้านชาญณรงค์นั้นจัดว่าร่ำรวยกว่าเขาด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าลูกสาวบ้านนั้นจะใช้โทรศัพท์เก่าๆ นานติดต่อกันถึงห้าหกปี แต่ก็เป็นไปได้ว่าอารีอาจถูกสอนมาแบบคนจีนว่าให้เป็นคนมัธยัสถ์ เขาเลยคิดไปถึงอัญวาอีกครั้ง รายนั้นเปลี่ยนโทรศัพท์บ่อยกว่าเขาอีก ทั้งที่เขาต้องเป็นคนที่ต้องซื้อให้ แต่เขาก็ยินดีแถมยังสุขใจอย่างหนักที่มีเธอนอนหนุนไหล่ขอให้เขาสอนวิธีใช้ให้อย่างละเอียด และจบลงที่เธอทดแทนบุญคุณด้วยเกมส์รักที่ชายหนุ่มคนไหนๆ ก็ใฝ่หา


        “ว้า ลืมถาม อันนี้ใช้ไงหว่า...” อารีพึมพำกับโทรศัพท์เครื่องนั้น ทั้งที่มือหนึ่งไขกุญแจรถแล้ว


        “ผม... ขับรถให้มั้ยล่ะ”


        “อือ ได้ ว่าจะถามอยู่เหมือนกัน เฮียชาญก็สั่งไว้ว่าให้คุณขับก็ได้ เดี๋ยวบอกทางเอง เอ่อ เราต้องแวะเมืองเพชรซื้อของพระให้เฮียชาญด้วยนะคะ” เธอเปิดประตูสละที่นั่งคนขับให้แล้วเวียนมานั่งที่เขาแทน จดจ่อกับโทรศัพท์ต่อไป


        คนขับรถคนใหม่เหลือบมองหญิงสาวข้างๆ ความจริงอารีหน้าตาไม่ได้แย่มาก เพียงแต่หน้าตาที่ไม่ค่อยสนใจดูแลเอาใจใส่จนไม่มีอะไรดึงดูดใจใครเท่านั้นเอง ไม่มีสเน่ห์ทางเพศ เกือบห้าว แต่ก็ไม่ห้าวแบบที่ผู้ชายชวนอยากให้เป็นเพื่อน เขากับเพื่อนๆ ไม่เคยมองผู้หญิงที่หน้าตาท่าทางแบบนี้  ‘ไม่สวยแล้วยังไม่ค่อยยิ้มอีก ผู้หญิงไม่ยิ้มยังไงก็ไม่น่ามองต่อให้ท่าทางนิสัยดีก็เถอะ’ เขาเผลอนึกติผูหญิงไม่สวยไปแล้วถึงสมน้ำหน้าตัวเอง


       ‘สวยมากแล้วไงล่ะ ไอ้พล’


        กว่าจะได้เห็นเธอยิ้มจริงๆ ก็ตอนที่รถจอดตรงไฟแดง


      “อ่อ ...โง่จริงเรา...ง่ายนิดเดียว โทรได้ละ” เธอยิ้มกับโทรศัพท์ แล้วกดปุ่มใช้ทำงานโทรหาลูกค้าที่ต้องไปเยี่ยมที่นากุ้ง เรื่องบริษัทให้ขยายพื้นที่การเข้าหาลูกค้านอกเหนือจากจังหวัดเดิม สุดท้ายก็โทรหาพี่ชาย “ค่ะๆ เพื่อนเฮียชาญมาด้วยแล้ว ค่ะๆ คุณจอมพลขับรถให้ค่ะ... ค่ะๆ แวะซื้อได้ค่ะ จดได้ค่ะ” อารีจดรายการบางสิ่งลงบนสมุดเขียนงานขนาดใหญ่เล่มหนึ่ง ก่อนหันมาบอกจอมพล “เฮียชาญฝากซื้อของเพิ่มค่ะ เยอะด้วย เดี๋ยวถึงเมืองเพชรแล้วคุณเลี้ยวเข้าห้างเลยนะคะ”


        เขากวาดสายตามองป้ายห้างค้าส่งขนาดใหญ่ เลี้ยวเข้าลานจอดรถ อารีได้รถเข็นแล้วมองผู้ร่วมทางอย่างไม่แน่ใจ “คุณพลรอที่ร้านเครื่องดื่มก็ได้ ของเยอะมาก คงต้องเป็นครึ่งชั่วโมง”


        “ซื้อเยอะมั้ยล่ะ” เขาขอดูรายการสินค้าลายมือโย้เย้เพราะเขียนตอนที่รถกำลังวิ่ง “เยอะเหมือนกันนา แบ่งกันซื้อมั้ยล่ะ ไปเอารถเข็นอีกคัน”


         เธอเห็นด้วยทันที วิ่งไปเข็นรถมาอีกคันด้วยตัวเอง กลับมาพับกระดาษใบนั้นแล้วฉีกให้เขาครึ่งหนึ่ง “คุณพลเอาพวกเครื่องดื่ม กับของพวกนี้ อย่างหลังเดี๋ยวเอื้อจัดการเอง”


        เขาว่าอารีคงคุ้นเคยการกับช่วยเหลือคนอื่นและทำอะไรด้วยตัวเองตลอดมาและไร้จริตเอาอย่างหนัก เธอเข็นรถหายไปที่แผนกของสด ส่วนเขาเข็นรถหยิบลังเครื่องดื่มกระป๋อง เหล้าสองสามขวด และของบริเวณใกล้ๆ กันอีกไม่กี่อย่าง มารอเธอที่จุดนัดพบ รถเข็นเธอเต็มไปด้วยของสดและสินค้าที่ต้องใช้ในงานเลี้ยงทั่วไป หน้าเธอมันขวับทั้งที่แอร์เย็นฉ่ำ ท่าทางที่เธอยกไหล่เสื้อเช็ดเหงื่อเหมือนเด็กผู้ชายตอนออกจากสนามฟุตบอล


         “หิวมั้ยล่ะ” กว่าจะถึงปราณบุรีคงปาไปอีกสองสามชั่วโมง จอมพลคำนวณ


        “หิวเต็มทีเหมือนกัน ร้านนี้มั้ย” เธอชี้เอาร้านอาหารไทยใกล้ๆ “คุณเข้าไปรอในร้าน เดี๋ยวเอื้อเอาของไปใส่รถก่อน” แล้วรีบย้ายของใส่รถเข็นคันเดียวกันทันที


        แต่เขาค้าน “ผมไปเอาของไปเก็บที่รถเอง เอื้อเข้าไปสั่งอาหารพลางดีกว่า”


        เธอทำหน้างงๆ แต่ก็ยอมเดินเข้าร้านไป คงเพราะอารมณ์หิวตอนเขาเดินกลับจากรถจึงกลัวไปว่าสาวช่างประหยัดสั่งอาหารมาแค่พอกิน แต่เมื่อมาถึงโต๊ะที่เธอนั่งรออยู่แล้ว อาหารจานใหญ่ที่ถูกยกมาบริการบ้างแล้วทำให้เขายิ้มออกอย่างโล่งใจ ‘เฮ่อ นึกว่าจะงกเรื่องกินด้วย’


****


       “อร่อยเนอะ” เขาพยายามชวนเธอคุย แต่ดูเธอไม่ค่อยอยากคุยเท่าไหร่


      “ใช่ ร้านนี้อร่อย” เสียงพยายามคุยอย่างยากลำบากของเธอเพราะอาหารในปากทำให้เขานึกถึงคนกลัวอ้วนขึ้นสมองอย่างอัญวา รายนั้นเคี้ยว 20 ครั้ง ก่อนกลืนอย่างเคร่งครัด แม้มั่นใจว่าเขาไม่เคยพบน้องสาวคนนี้ของเพื่อน แต่ก็กลับคุ้นๆ ว่าเคยเห็นเค้าคนแบบเธอที่ไหนมาแล้วสักแห่ง


      “เอื้อ... หน้าตาไม่ค่อยเหมือนใครเนอะ”


      “ไม่เหมือนแน่นอนค่ะ เอื้อเป็นลูกบุญธรรม ไม่ใช่พี่น้องจริงๆ ของเฮียชาญ ดูสีแขนก็รู้แล้ว” เธอยกแขนสองสีให้เขาดู ทำเอาคนปล่อยไก่อย่างไร้กาลเทศะต้องนินทาเพื่อนรักที่กำลังจะบวชอีกครั้ง ที่ไม่เคยบอกอะไรเรื่องน้องสาวคนนี้เลย


      “ปล่อยไก่ยักษ์เลยเรา” เขาทำหน้าแหยๆ เกาใบหู


       “แหะๆ ไม่เป็นไรค่ะ” เธอก้มหน้าก้มตากินต่อไป เหมือนไม่อยากคุยเรื่องไหนๆ กับเขา นอกจากกินอาหารด้วยกัน


       “เรียนที่ไหน ทำไมไม่เคยเจอกันเลย” เขายังพยายามคุย


       “รามคำแหงค่ะ”


       “อ่อ ถึงว่าไม่เคยเจอ คนละที่กับเจ๊มาร์กะหมวยขวัญนี่เอง”


       เขาเคยเจอรังสิมา ขวัญชีวามาหาชาญนรงค์ที่กรุงเทพบ่อยๆ ทั้งสองคนนั้นเรียนแผนกนานาชาติ มหาวิทยาลัยเอกชน เขาไม่เคยเจออารีสักครั้ง แต่ไม่อยากถามอะไรอีก พิศดูแขนสีน้ำผึ้งของเธอใหม่ บางคนก็คิดว่าเป็นสีที่สวยน่าชม ตอนวัยรุ่นเขาเรียกคนผิวแบบนี้ว่า “ดำ” แต่ตอนหลังๆ เมื่ออายุมากขึ้นกลับเริ่มรู้สึกว่ามันสวยน่ามองไปอีกแบบ มันปกปิดเส้นเลือดสีเขียวๆ ชวนสยองแบบคนผิวขาวได้ดี


       อาหารหมดเกลี้ยง เธอกำลังจะจ่ายเงิน แต่เขาค้านขำๆ “มาๆ เดี๋ยวเลี้ยงเอง ผมนั่งรถฟรีแล้วนี่ เอื้อเก็บเงินซื้อยานไปดาวอังคารอยู่นี่นา”


       เธอไม่ปฏิเสธ ยิ้มให้เขาอายๆ นิดเดียว “แหะๆ ขอบคุณค่ะ ที่จริงจะซื้อบ้านไม่ใช่ยานหรอก”


       ตอนขึ้นรถอีกครั้ง เธอขออาสาขับเอง “เดี๋ยวพาไปทางชะอำ ไม่ใช่ทางลัดหรอก แต่ได้ซอกซอนชมวิวด้วย” แต่ไปสักพักไม่ทันถึงชะอำเธอหยุดรถที่ริมทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง ชี้ให้เขาดูป้ายโครงการ “อีกหน่อยจะมีหมู่บ้านใหม่เปิดที่นี่ อยากซื้อสักหลัง แต่ไม่รู้แพงมากหรือเปล่า”
 
       เขามองตามนิ้วชี้เธอหมู่บ้านใหม่ท่าทางหรูเอาการ “อือ คงแพงแหละ ใกล้ชะอำขนาดนี้”


       “นั่นสิคะ เก็บเงินกันสิบชาติจะได้หรือเปล่า แต่ให้เพื่อนดูไว้อีกที่ ที่ระยองน่าจะพอมีทาง อีกหน่อยไปทำงานระยอง อาจปักหลักที่นั่น” เธอเล่าให้เขาฟัง


      “ระยองเหรอ เดือนหน้าผมก็ไปประจำโรงงานที่ระยอง”


      “อือ ดีๆ ระยองน่าอยู่ คุณน่าจะชอบที่นั่น เอื้อชอบกว่าชะอำอีก”


       เขาขำออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเธอทำหน้าสงสัยอย่างไม่ปิดบัง เขาเลยต้องชี้แจง “คือ แฟนผมเขาไม่ชอบน่ะ เขาว่ามันต่างจังหวัดไป ทั้งที่มันใกล้กรุงเทพนิดเดียว แต่เขาก็คงไม่ชอบเรื่องอื่นด้วยอีกหลายเรื่อง แต่ก็ดี... ได้รู้ๆ กันไป เลิกๆ กันซะ” เขาเผลอบ่นให้เธออย่างสิ้นท่า และสิ้นท่าหนักเข้าไปอีกเมื่อเธอถามกลับ


    “ตกลง... หลังจากวันนั้นคุณพลกับคุณอัญเลิกกันเลยเหรอคะ!?”


     “รู้จัก...อัญ...ด้วยเหรอ!” เขาคิดว่าเธออาจรู้เรื่องผ่านชาญณรงค์


     “เปล่าค่ะ แต่วันนั้นที่พวกคุณทะเลาะกันที่ร้านกาแฟตอนบ่ายๆ วันฝนตกหนักน่ะ คนทั้งร้านได้ยินหมดมังคะ” เธออยากบอกว่าที่รู้ว่าเขาดื่มกาแฟเหมือนกันก็เพราะวันนั้นนั่นแหละ แต่หยุดนิดหนึ่งเหมือนไม่แน่ใจที่จะพูดแต่ก็พูด “แล้ววันที่คุณเมาหนัก เฮียชาญโทรเรียกเอื้อกับหมวยขวัญไปรับค่ะ!”


     “...”


     จอมพลถึงกับไม่กล้าร้องอ๋อ เขาคิดว่าคืนนั้นคือรังสิมากับขวัญชีวาไปรับเขาจากร้านนั้นมาหลายวัน ยังนึกสงสัยอยู่ว่าทำไมรังสิมาถึงสูงขึ้นได้ขนาดนั้น “เอื้อเองหรือเนี่ย งั้นขอบคุณตรงนี้แล้วกัน” เขายกนิ้วชี้ขึ้นจี้ขมับแรงๆ ด้วยความอาย


      “เฮ่อ คนรู้ไปทั้งประเทศแล้วเหรอเนี่ย”


      “แหะๆ ไม่ทั้งประเทศหรอก” อารีหัวเราะเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรดีกว่านั้น แต่ก็อยากให้เขาเลิกจี้ขมับตัวเองด้วยความอายเสียที


      “คุณดูต้นไม้ใหญ่ๆ ต้นนั้นสิคะ”


      “มีอะไร” เขาเห็นแค่ต้นไม้ใบดกหนาตรงใกล้กับบริเวณก่อสร้างหมู่บ้านไกลๆ



     “เอื้อชอบต้นนี้ตั้งแต่เริ่มทำงานขับรถขึ้นลงกรุงเทพ คุณว่าเจ้าของโครงการจะโค่นมันทิ้งมั้ย มันไม่เกะกะการก่อสร้างสักนิด น่าจะเก็บไว้ตรงนั้นตลอดไป มันยิ่งใหญ่เกินไปที่จะถูกใครๆ โค่นทิ้งลงอย่างไร้ค่า ให้มันยืนยงต่อไปเพื่อนกกางเขนที่ไร้บ้านตัวสองสามตัวก็ยังดี”


        คำพูดของเธอเหมือนคำถาม เมื่อจอมพลมองที่ต้นไม้แล้วตั้งใจหันมาตอบ แต่สายตาเธอว่างเปล่าเสียแล้วราวกับไม่ได้ถามหรือพูดอะไร เขามั่นใจว่าเธอไม่ได้อยากฟังความคิดเขาเรื่องต้นไม้ใหญ่หรือนกกางเขนที่เธอเอ่ยมานั่นเลย เธอคงแค่อยากให้เขาดูต้นไม้ใหญ่โดดเดี่ยวต้นนั้น และลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านกาแฟวันฝนตก กับคืนที่เขาโดนเธอหิ้วปีกมาส่งถึงห้องและถอดรองเท้าให้


          ทันทีที่รถพ้นเข้ารั้วประตูบ้านความหนักใจของอารีเรื่องมีพระเอกนั่งมาในรถคันรกๆ ก็เบาบางจางลง ยังแค้นใจพี่ชายบุญธรรมไม่หาย บอกว่าให้เพื่อนอาศัยนั่งรถมาด้วยนึกว่าจะเป็นคนที่ท่าทางบ้าๆ บอๆ แต่ใจดีที่คุยปรึกษาเรื่องงานเรื่องบ้านรังสีกันบ่อยอย่างคนที่ชื่อนคร มากลับกลายเป็นพระเอกเพิ่งทะเลาะจนเลิกกับแฟนในร้านกาแฟวันก่อน แล้วเมายับเยินกลางดึกคืนก่อนมายืนเก๊กหล่ออยู่ข้างรถ


       ‘เฮ่อ เขาไม่ได้เก๊กสักหน่อย ก็หน้าตาพระเอกได้อยู่แล้ว’


      ความจริงเธอก็ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไรมากมาย เพียงแต่ไม่ค่อยมั่นใจไปเองเท่านั้น ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่เพื่อนสนิท แม้จะเคยพบปะลูกค้าแปลกหน้าชายหญิงมาไม่น้อย แต่มานั่งรถคันเดียวกันแค่สองคนเกือบห้าชั่วโมงโดยไม่คุยเรื่องงานก็ต้องรู้สึกงงๆ แบบนี้ เธอมองตามหลังจอมพลที่เพิ่งลงจากรถไปทักทายทุกคนที่มายืนรับเขาหน้าบ้าน


       เพิ่งแน่ใจตอนนั้นเองว่าเขาเคยมาเยี่ยมบ้านนี้หลายครั้งแล้ว นายเกริกหรือป๊าของลูกๆ เข้ามาตบไหล่ทักทายเขาเหมือนลูกหลาน ตามด้วยภรรยาคือนางเพียงใจและลูกสาวสองคน


      “ไง นายจอมพล ยินดีต้อนรับสู่เมืองปราณบุรีนะจ๊ะ ตกลงจะบวชด้วยคนหรือเปล่า ได้ข่าวว่าเป็นโสดแล้วนี่ อิอิอิ”
      เสียงทักจากรังสิมาลูกสาวคนโตของบ้านแว่วเข้าหูอารี ชวนคาดเดาว่าคนที่เพิ่งอกหักมาจะคิดอย่างไรเมื่อเจอคำถามนี้ การทักทายอย่างนั้นไม่มีวันหลุดจากปากเธอเองแน่นอน แม้จะเพราะแค่อยากล้อหรือเพื่อปลอบใจ แต่ก็อาจเพราะรังสิมาไม่รู้ว่าเขาจบกันแบบไม่ค่อยดีนัก ขวัญชีวานั้นทักน่าเกลียดเข้าไปใหญ่


      “หายขี้เมาแล้วเหรอคะ แต่เสียดายจังอดเห็นคู่รักพระนาง นอกจออีกต่อไป”


       อารีไม่กล้ามองหน้าจอมพล เพราะนึกสงสารเขาขึ้นมา แต่คิดไปเองอีกทีว่าท่าทางเขาคงได้เคร่งเครียดอะไรนัก พี่น้องสองสาวสวยจึงกล้าทักแบบนั้นติดๆ กัน เผลอๆ ผู้ชายเสียรักอาจไม่ได้เจ็บหนักหรือเจ็บนานอย่างคาลิล ยิบราน*  ก็ได้ ยิ่งหน้าตาดีมีเสน่ห์ขนาดนั้นแล้วไหนจะมาเจอสาวสวยอีก


       ‘เฮ่อ แล้วจะไปสนใจอะไรล่ะเนี่ย คนอย่างเราจะไปรู้อาไร้ เรื่องของคนรักๆ เลิกๆ กัน’ เธอเดินไปไหว้ทักทายพ่อแม่และพี่ๆ บุญธรรมให้ทุกคนเห็นหน้าแล้วเดินกลับมาเปิดท้ายรถให้คนงานคนของ และหยิบเองบางถุงพาเข้าครัวด้านหลัง ไม่อยากเดินเข้าห้องรับแขกในบ้านเพราะรู้ดีว่าเมื่อบ้านที่คุ้มหัวตัวเองมามีงานที่ญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทมาเจอกันแบบนี้ เธอจะพบเจอใครได้บ้าง ผู้ชายที่เธอทั้งเกลียดและขยะแขยงคงนั่งอยู่ในนั่นด้วย


        “ป้าหนูอร สวัสดีค่ะ คิดถึงจัง”


        เธอยกมือไหว้แม่บ้านวัยเลยห้าสิบใกล้หกสิบเต็มที ที่กำลังยืนถือทัพพีคนอาหารกลิ่นหอมหวนในกระทะด้วยความยินดี


        “เอื้อ กลับมาแล้วเหรอ ดี ดี ไปอาบน้ำก่อนแล้วลงมากินข้าวด้วยกัน หรือจะกินโต๊ะใหญ่เลย” โต๊ะใหญที่นางหนูอรอ้างถึงนั้นหมายถึง โต๊ะอาหารในห้องรับประทานอาหารขนาดใหญ่ที่เจ้าของบ้านเปิดใช้ยามที่ญาติๆ ทุกคนมาอยู่พร้อมหน้ากัน


        “ไม่ค่ะ” อารีตอบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว


        หญิงวัยห้าสิบปลายๆ แสดงสีหน้าหนักใจแม้จะเข้าใจเธอดี “เอื้อเอ๊ย เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้ว อย่าไปสนใจคุณกำชัยเขาอีกเลย”


       “เอื้ออิ่มแล้วด้วย แวะกินที่เมืองเพชรฯ มา เพื่อนเฮียชาญเลี้ยงข้าว” เธอเสพูดเรื่องอื่น และพลอยโชคดีที่สาวใช้อีกคนช่วยทำให้เปลี่ยนเรื่องคุยได้สมความตั้งใจ


       “พี่เอื้อ คนที่พี่พามาล้อ หล่อ หล่อขาดใจ พี่ไปรู้จักเอาตอนไหน ทำไมไม่พามาให้หนูเห็นบ้าง อิอิอิ หน้าเหมือนๆ พี่ด้วยสงสัยจะเนื้อคู่”


        “จ๊าก เหมือนตรงไหน เพื่อนเฮียชาญนู่น ไม่ใช่เพื่อนพี่ ยัยจิตเอ๊ย”


       เสียงจิตราบ่นเสียดายนึกว่าอารีจะมีแฟนพามาอวดใครๆ เสียที แม้จริงๆ อารีจะเป็นบุตรสาวบุญธรรมกฏหมายของนายเกริกกับนางเพียงใจ แต่พอเริ่มเดียงสาก็ไม่เคยคิดตีเสมอหรือสนิทชิดเชื้อแบบลูกแท้จริงเหมือนคนอื่นๆ จึงสนิทกับแม่บ้านและคนใช้เหมือนพี่น้องกว่า ยิ่งเคยเจอเรื่องนั้น... เธอแทบอยากกลับไปอยู่บ้านเด็กกำพร้า แต่ที่ทำให้ทนทุกอย่างอยู่ได้คือบุญคุณและความรักห่วงใยที่ยังมีให้สัมผัสได้ของคนในบ้านนี้ เธอคว้าเอกสารที่ซุกอยู่ในถุงอาหารมาไว้ในมือ


       “แหะๆ เอื้อขึ้นไปอาบน้ำ เอนหลังพักนึงนะคะ ได้รูปหมู่บ้านจัดสรรแถวชะอำมา จะเอาไปฝันหวานหน่อย”


        นางหนูอรมองตามส่ายหัวพร้อมกันกับที่จิตราบ่นอุบอิบ “แหม่ อยากมีบ้านเอาจริงจัง พ่อแม่ออกจะรวยก็เหลือเกิน แบ่งเศษเงินให้หน่อยก็ไม่ได้”


      “เอ็งรู้ได้ไงว่าเขาไม่ให้กัน”


       “ไม่รู้ค่ะ หนูเห็นพี่เอื้อทำงานงกๆ เก็บเงินจนแป้งซักตลับก็ไม่เคยซื้อนะนั่น”


       “เขาไม่บ้าเครื่องสำอาง บ้าซื้อของเกินตัวแบบคนใช้อย่างเอ็งนี่หว่า แล้วเอ็งจะไปรู้อะไร คนเขามีความฝันของตัวเอง” จิตราแบะปาก “ไม่รู้สิป้า หนูแค่บ่นๆ เพราะสงสารพี่เอื้อน่ะ ทีพวกเขาไปเที่ยวเมืองนอกกันทั้งบ้านพรึ่บๆ พี่เอื้อยังต้องทำงาน ตากแดดตัวดำ”


     นางหนูอรจุ๊ปากมองไปตรงทางเดินเข้าห้องอาหาร “ระวังปาก เอื้อเขาไม่อยากไปไหนมาไหนเอง และอีกอย่างเอ็งก็น่าจะรู้อยู่ว่าลูกแท้กับลูกเทียมไม่เหมือนกัน แล้วเอื้อมันก็ไม่คิดอะไรมาก เอ็งจะไปคิดแทนทำไม” นางก็เถียงจิตราไปอย่างนั้นเอง เห็นมาทุกอย่างมาตั้งแต่ลูกๆ ของบ้านนี้เป็นเด็ก บางครั้งก็ดูเหมือนพ่อแม่บุญธรรมจะรักลูกบุญธรรมไม่มากพอ และบางครั้งลูกบุญธรรมเองก็เป็นฝ่ายพยายามหนีห่างอย่างเห็นได้ชัด


       อารีในเสื้อผ้าชุดใหม่กางเกงขาสั้นคร่อมเข่า เสื้อยืดสีเหลืองพิมพ์ลายเรือใบสีเขียวบนอกซ้ายที่ได้รับแจกจากชมรมเล่นเรือใบที่ได้จากเพื่อนคนหนึ่ง นอนแผ่บนเตียงนอนเหยียดขาขึ้นบนกำแพงบ้านอย่างสบายใจ ดูเอกสารแจกที่เต็มไปด้วยภาพบ้านสีสวยๆ “โอย นี่มันเป็นล้านทั้งนั้นหรือนี่ ที่ดาวน์น้อย ผ่อนสบายก็มี แต่นานแค่ไหนน้า...ตายๆ ผ่อนจนตาย แล้วจะเอาอะไรกินเนี่ย กลับไปอยู่ห้องเล็กเท่ารูหนูต่อไป นะจ๊ะอารีจ๋า ค่อยคิดเรื่องบ้านอีกทีตอนอายุ 50 อิอิอิ อ่านรักเศร้าๆ ของยิบรานต่อดีกว่า”


        ว่าแล้วก็เริ่มหยิบ “ปีกหัก” ขึ้นมาอ่าน เป็นครั้งที่ร้อย “เรื่องราวความเศร้าระทมทุกข์ของคนเขียนมันกลายเป็นเรื่องโรแมนติกของคนอ่านแบบชาวบ้านอย่างเราได้ไงหว่า แหะๆ ว่าแล้วก็อยากอกหักมั่ง เผื่อจะรู้รสชาติ”


        เธอพึมพำคนเดียวบ่อยๆ เมื่ออ่านนิยายเล่มนี้ อยากรู้ว่าการอกหักที่คนรักไปมีคนอื่น กับการเสียรักที่อีกฝ่ายตายจากไป อย่างไหนจะเจ็บปวดกว่ากัน ที่แน่ๆ ยิบรานเจอมาทั้งสองแบบ ตอนแรกคนรักคารามีก็ไปตกเป็นของชายอื่นที่ไม่รู้ค่าเธอแม้แต่น้อย ชีวิตคู่ของคารามีเหมือนตกอยู่ในฝันร้าย นั่นยังเศร้าไม่พอ ตอนต่อมาคารามีนั้นก็ตายจากไปในรูปแบบที่ใครๆ จะว่าหดหู่หรือยิ่งใหญ่ก็ได้ พระเจ้าส่งทารกตัวน้อยมีชีวิตแค่เพียงสองสามลมหายใจแล้วก็พามารดาผู้ทนทุกข์ไปอยู่ในอ้อมแขนอันเป็นสุขของพระเจ้าด้วยกัน ท่ามกลางเสียงชนแก้วไวน์ของสามีที่ไม่เห็นค่าเธอ และหยาดน้ำตาของยิบรานผู้ทนทุกข์อยู่เบื้องหลังกับความรักลับๆ และแสนเศร้าสร้อยไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่
 
      ‘แล้วใครหนอ... บอกว่าอกหักดีกว่ารักไม่เป็น เหอๆ’ เธอวางหนังสือลงบนอก ก่อนพลิกตัวนอนคว่ำคว้าปากกาเขียนอะไรยุกยิกลงในหน้าสังสือเล่มเก่าๆ นั้น


      “เอื้อจ๋า อารี” เสียงเคาะประตูดังติดกัน ให้ต้องออกจากความโศกของวรรณกรรมระดับโลก ลุกไปเปิดประตูที่เธอติดนิสัยลงกลอนอย่างแน่นหนามานาน รังสิมานั่นเอง อยู่ในชุดสวยราวกับมีนัดดื่มด่ำใต้แสงเทียนกับใคร ส่งสายตาดุน้องต่างสายเลือดแบบขำๆ


       “โอย นี่ลงกลอนกี่สิบชั้น กลัวไรนักหนา บ้านเราเองนะ เอื้อ”


       “มีอะไรคะ เจ๊มาร์ ให้เอื้อออกไปซื้ออะไรเอ่ย”


       “เปล่า เค้าไม่ได้เห็นตัวเองเป็นคนใช้นะ ป๊าเรียกหาน่ะ ถ้าไม่กินข้าว ก็ลงไปดื่มอะไรกับพี่น้องข้างล่างหน่อยก็ได้” คำอธิบายบนหน้ายิ้มๆ ของพี่สาวทำเธอรู้สึกผิด


      “ค่ะ” เธอรับปากง่ายๆ


       “ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าหน่อยหรือ”


      “ไม่ค่ะ นี่ก็ได้แล้ว” เธอเดินตามรังสิมาลงไป


       จอมพลมองหาอารีมาตั้งแต่ตอนรับประทานอาหารเย็นร่วมกับญาติพี่น้องคนอื่นๆ ของชาญณรงค์ แต่ไม่เห็นวี่แวว เธอไม่ผ่านห้องรับแขกด้วยซ้ำไป เห็นแว่บๆ ว่าเธอเดินเข้าบ้านทางประตูหลัง รูปถ่ายตั้งโชว์ก็ปรากฏรูปเธอให้เห็นเฉพาะในงานรับปริญญาขวัญชีวาแค่รูปเดียว เก็บความสงสัยไม่ไหวเพราะดูท่าอารีก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านนักทำไมถึงไม่อยากพบเจอคนอื่น จึงถามเพื่อนที่นั่งดื่มน้ำอัดลมดูคนอื่นซดเบียร์ตาละห้อย


        “น้องมรึงอีกคนไปไหน”


        “ไอ้เอื้อมันไม่มากินข้าวกับพวกเราเท่าไหร่หรอก มันเป็นแบบนั้นมานานแล้ว”


        เขาไม่กล้าถามต่อ แต่ครู่ต่อมาก็ได้เห็นเธออีกครั้ง เจ้าตัวอยู่ในชุดธรรมดาเดินตามหลังพี่สาวต่างสายเลือดต้อยๆ ลงมา แต่ก็ไม่พูดกับใครเดินไปรินน้ำหวานจากเหยือกมาดื่มเอง เสียงชาญนรงค์เรียกน้องสาวมานั่งข้างๆ ทักเหมือนเด็กๆ


       “เอื้อ มานั่งนี่สิ ไหนดูซิ สูงขึ้นอีกหรือเปล่า ดำไม่เปลี่ยนเลยนะเรา”


       เธอหัวเราะแหะๆ ตามเคย แล้วหย่อนตัวลงที่เบาะนั่งเสริมระหว่างเบานั่งของจอมพลกับพี่ชาย หลังพิงกรอบรูปขนาดใหญ่ข้างหลัง ตามองไปที่นางเพียงใจกับรังสิมาเตรียมผ้าให้นาคบวชใหม่ในวันรุ่ง


      นายเกริกหันมาถามถาม “งานเป็นไงมั่งล่ะลูก เอื้อ ยังอยู่หอพักเดิมหรือเปล่า”
      แต่ขวัญชีวาตอบแทน “งานที่เดิมค่ะป๊า ดูสีผิวก็รู้แล้ว ห้องพักก็คงเหมือนเดิมแต่เต็มไปด้วยโบรชัวร์หมู่บ้านจัดสรรค์ ป๊าซื้อบ้านให้พี่เอื้อสักหลังสิ ฝันจะได้เป็นจริงเสียที”


       จอมพลเกือบหัวเราะตามมารยาทนึกว่าเป็นเรื่องตลก แต่เหลือบไปเห็นอารีนั่งเงียบกริบก้มหนาไม่มองใครจึงหุบปากทันและรับรู้ว่าคงมีบางสิ่งบางอย่างที่เขายังไม่เข้าใจ
       “ก็มาอยู่ที่บ้านนี่แหละ ยังไงก็ทำงานขึ้น-ลง กรุงเทพ แถวนี้อยู่แล้ว จะต้องซื้อบ้านไปทำไมอยู่นี่มาตั้งแต่เล็ก ทำไมพอโตถึงจะอยู่ไม่ได้ขึ้นมา” เสียงนางเพียงใจนั้นดูตรงๆ แต่ก็ห่างเหินมากถ้าเทียบกับท่าทีที่เข้าได้ยินตอนพูดกับรังสิมาหรือขวัญชีวา


       “ถูกต้องครับ พี่เพียง กลับมาอยู่ที่นี่แหละจะได้อยู่ใกล้ๆ ญาติพี่น้อง” คนที่เสริมคำนางเพียงใจขึ้นเป็นกำชัยน้องชายวัยกลางคนของนายเกริก นั่งไขว่ห้างแกว่งแก้วเหล้าในมือที่ชูอยู่ไปมา วางมาดอารมณ์ดีราวกับพระเอกหนังรุ่นเก่า จอมพลนึกขวางๆ ผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ที่โต๊ะอาหาร ทั้งสายตาที่มองมายังหลานสาวบุญธรรมยิ้มๆ นั่นดูมีความหมายแปลกๆ กำชัยอ้าปากจะพูดอะไรต่ออีก


        แต่อารีลุกขึ้นพรวดพราดจากม้านั่งบอกทุกคน
       “ไปซื้อปาท่องโก๋มากินดีกว่า ป่านนี้โต้รุ่งเปิดแล้ว ไปมั้ยเฮีย” เธอถามคนนั่งข้างๆ ที่ทำท่าลุกตามทันทีเหมือนกัน แต่โดนมารดาปราม


    “ห้ามออกจากบ้านในคืนก่อนบวช ชวนจิตไปสิ เอื้อ” นางมองไปในครัว


     “ค่ะ แม่” อารีรับคำมารดา แล้วหายไปครู่หนึ่งออกมาอีกครั้งพร้อมกับจิต พากันเดินออกจากบ้านไป


    นายเกริกกับญาติวัยสูงอายุหน้าตาจีนแท้ๆ แต่อยู่เมืองไทยมานานจนซึมซับทุกอย่างในความเป็น คุยกันเรื่องพิธีกรรมทางศาสนาในวันรุ่งขึ้น ญาติอีกส่วนหนึ่งไปยืนมุงโต๊ะสนุกเกอร์ที่นายกำชัยกำลังโชว์ฝีมือ



       “เป็นไงวะ บ้านกุมั่วดีไหม กากีนั้ง” ชาญนรงค์ถามแล้วหันซ้ายขวาแอบซดเบียร์เพื่อนไม่ให้ใครเห็น พลางบ่นอุบ “เดี๋ยวกุจะไม่ได้ดื่มไปเป็นเดือนๆ ขอหน่อยละกัน เออ มรึงยังเมาอีกไหมเนี่ย”


    “โอย เข็ดตั้งแต่วันนั้นแล้ว” จอมพลปฏิเสธ มองดูรอบๆ บ้าน “บ้านมรึงก็ดีว่ะ ท่าทางรักกันดี”


   “มรึงกำลังประชดเรื่องไอ้อารีกับแม่กุหรือเปล่า”


     “ประชดทำหอกมรึงเรอะ เออ แต่น้องมรึงคนนี้เขาหยิ่งๆ นะ ไม่ค่อยคุยกะกุเท่าไหร่ ยังแปลกใจเลยเป็นเซลล์ได้ไง”


     “โอ๊ย ไอ้จอมพล ไอ้หล่อซ้ำซาก มรึงนี่อกหักจนแปลกคน มีแต่คนว่าเจ๊มาร์กับยัยขวัญหยิ่ง เพิ่งได้ยินว่าไอ้เอื้อหยิ่งก็จากปากไอ้หน้าหล่ออย่างมรึงนี่แหละ มันอายมรึงมากกว่ามั้ง มันก็ติดขี้อายน่ะ แต่ก็อายตามแบบฉบับของมัน”


       “เออ งั้นไม่ใช่หยิ่งว่ะ กุก็คงใช้คำผิด เพราะกุคงไม่ค่อยพบใครแบบนี้มั้ง” จอมพลยอมรับ นึกได้ว่าอารีก็คุยปกติแต่น้อยไปเท่านั้นเอง เพื่อนจึงหัวเราะใส่ทันที


       “รอบตัวมรึงมีแต่คนสวยๆ น่ารักหวานแหววมาตลอดนี่หว่า คงยากแหละ ที่จู่ๆ มรึงจะมาเข้าใจคนขี้เหร่ดำเป็นเหนี่ยงแบบไอ้เอื้อมัน แต่กุว่าหน้าน้องกุเหมือนๆ มรึงนะ ฮ่าฮ่า เป็นญาติกันเปล่าวะ ญาติคนไหนของมรึงเคยเอาเด็กไปทิ้งไว้บ้านเด็กกำพร้าบ้างไหม”


       “บ้าน่า พูดออกมาได้ นั่นน้องมรึงนะ ไม่ใช่น้องกุ เขาก็... ไม่ได้ขี้เหร่มากมายอะไรสักหน่อย” เขาแก้คำเพื่อน ไม่มีกระจกให้เขาดูตอนนั้นว่าเด็กคิ้วแตกขาดจะหน้าเหมือนเขาได้ยังไง แต่เริ่มเข้าใจว่าทำไมแรกเห็นเธอเขาจึงว่าหน้าตาเธอคุ้นๆ คงเหมือนเงาในกระจกเขานั่นเอง
 
     “เออ ไม่รู้ว่ะ ไม่เคยเห็นมันมีแฟน แต่ก็ไม่แปลก ผู้ชายแบบไหนจะชอบผู้แบบนั้นวะ แต่มันนิสัยดีนะนั่น มีน้ำใจที่สุดเท่าที่กุเคยเห็นในผู้หญิงอายุน้อยกว่ากุเลยนะ กุล่ะอยากให้มันเจอคนเห็นค่าขอมันแต่งงานเต็มที มันอยากมีบ้านมีชีวิตครอบครัวในฝันที่บ้านเราให้มันไม่ได้ มรึงรู้หรือเปล่าว่ามันไม่เคยมีความสุขกับพ่อแม่พี่น้องกุ มันคิดว่าตัวเองเป็นแค่คนนอกมาอาศัยคนหนึ่งในบ้านนี้”



      จอมพลก็พอมองออก “แต่ท่าทางก็เข้าใจน้องดีนี่หว่า”


      “ฮ่าฮ่า กุเคยแอบอ่านไดอารี่ในรถมัน กุถึงว่ามันเป็นเด็กดีไง ความคิดมันสดสะอาดเหมือนเด็ก ป.6”



       “มรึงนี่เลวจริง อ่านไดอารี่น้องแล้วยังมาปาวๆ เล่าคนอื่นอีก”


       “อย่าว่าคนที่จะบวชเป็นพระเป็นเจ้า ...บาปนะมรึง ฮี่ๆ ก็กุห่วงมันนี่หว่า อยากรู้มันคิดอะไร กุเห็นไอ้อารีเป็นน้องคนหนึ่ง ป๊าก็รักมันเหมือนลูก แต่แม่สิ ชักไม่ชอบหน้ามันขึ้นทุกวัน บ่นใหญ่ว่าไอ้เอื้อโตแล้วปีกกล้าขาแข็ง ยิ่งปีที่แล้วยัยขวัญมาบอกเรื่องไอ้อารีอยากซื้อบ้านอยู่คนเดียว แม่เลย...เฮ่อ ไม่รู้ว่ะ... ยิ่งแม่ทำอย่างนั้น เรื่องยิ่งเครียด”


       “มันก็ไม่ง่ายนา” เขาคิดว่าไม่น่าจะมีใครเข้าใจคนที่อยู่กับคนที่เลี้ยงตัวมาเหมือนพ่อแม่แต่ไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง



        “ก็ว่าไม่ง่ายเหมือนกัน มันมีปัญหาอะไรก็ไม่ค่อยบอกพวกเราหรอก มันไม่เคยขออะไรป๊าเลย แต่ดูมันจะจริงจังกับความพยายามกตัญญูกว่าพวกเรา 3 คนรวมกันอีก ป๊ากับแม่สั่งทำอะไรก็ยอมทั้งนั้นไม่เคยเถียงสักแอะ ถ้ามรึงอยู่นานๆ เดี๋ยวมรึงจะแซวว่าไอ้อารีเหมือนคนใช้ในบ้านนี้ ที่จริงไม่มีใครคิดว่ามันเป็นคนนอกหรอก แต่คุ้นเคยว่ามันชอบทำโน่นทำนี่ให้พวกเราเท่านั้นเอง กุก็ด้วยว่ะ ฮ่าฮ่า”


       “แล้วทำไมเขาอยากมีบ้านนักวะ ตอนอยู่ในรถเขายังบอกกุเลยว่ะ” เขามานึกว่ามันแปลกดีที่อารีบอก


       “ฮ่าฮ่า มันบอกมรึงด้วยเหรอ คนมันมีความฝันน่ะ แล้วมันชวนมรึงคุยเรื่องบ้านรังสีหรือเปล่า อ๊ะ... เงียบๆ โว่ย มันมาแล้ว ไปไปกินปาท่องโก๋ดีกว่า”


      จอมพลอยากถามเรื่องบ้านรังสีต่อ และก็ยังไม่รู้สาเหตุที่อารีอยากมีบ้าน เพราะเจ้าของบ้านหนุ่มหยุดฝอยลุกไปคว้าปาท่องโก๋มาทั้งจาน หยิบมาเคี้ยวหยับๆ คนที่ซื้อมากลับไม่แตะสักคำนั่งดูนิ้วมือเรียวยาวของตัวเองที่เก้าอี้ตัวเดิมข้างๆ เขาซึ่งนั่งดวดเบียร์คนเดียวครุ่นคิดว่าผู้หญิงอยากมีบ้านทุกคนแบบนี้หรือเปล่า อัญวาก็เคยอยากมีบ้าน แต่ตอนหลังอยากเป็นเจ้าของคฤหาสน์ทั้งที่ไม่เคยคิดจะประหยัดเงินเพื่อมันสักนิด เขาย้อนหลังความคิดอย่างไร้สาระว่าถ้าเอาเงินพวกนั้นที่เสียไปจากการซื้อความสุขไม่ถาวรระหว่างเขากับเธอ ป่านนี้อาจได้เงินซื้อบ้านที่อยู่ในความฝันของเด็กสาวที่นั่งเงียบๆ อยู่บนม้านั่งเสริมข้างเขาก็ได้


      ‘แต่ไม่เห็นมันเกี่ยวอะไรกันนี่นา เงินเราถึงไม่ใช้ไปมันก็ไม่เกี่ยวกับเด็กเอื้อนี่อยู่ดี’


       วันรุ่งเช้าภาพความชุลมุนในพิธีทางศาสนาและจำนวนคนในบ้านชาญณรงค์ จอมพลถึงเข้าใจว่าที่เพื่อนพูดนั้นเป็นจริง รังสิมากับขวัญชีวาแต่งตัวเรียบหรูเหมาะกับงานพิธีทางศาสนาแต่สวยติดตาแบบเดียวกับอัญวาคนที่ยังนั่งอยู่ในความคิดของเขาไม่ผิดเพี้ยน แต่อารีก็ยังดูทึ่มๆ ไร้รสนิยม ในชุดที่ไม่ต่างจากเมื่อวาน เพียงแต่เสื้อยืดไม่มีตราบริษัทเท่านั้นเอง มีคนงานที่ทำงานให้นายเกริกเยอะแยะมากมายก็จริง แต่เสียงที่เขาได้ยินถูกเรียกอยู่เสมอกลับเป็นชื่อเธอ


      เขานั่งฟังแล้วขำไม่ออก แม้พยายามคิดติดตลกว่าถ้าอารีว่างเขาจะขอให้เธอช่วยทำอะไรดี นึกหมั่นไส้เจ้าของบ้านว่าดูจะไม่สนใจว่ามีคนอื่นรองมือรองเท้ามากกว่านั้นเยอะแยะ แต่เจ้าตัวเองที่ถูกใช้งานกลับไม่สนใจอะไร วนเวียนไปมาตามคำสั่งเหมือนรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดมาเพื่อคนอื่น คำสั่งคำขอร้องบางอย่างเขาฟังแล้วไม่เข้าใจเลยสักนิดแต่เธอพยักหน้าตั้งแต่ฟังคำพูดคนพวกนั้นไม่จบด้วยซ้ำ ‘เฮ่อ แล้วจะมันจะแปลกอะไรละเนี่ย ถ้าเด็กมันเห็นว่ายังไงตัวเองก็ไม่ใช่ลูกแท้จริง’


      เสียงเรียกชื่ออารีหายไปเมื่อกิจกรรมไปดำเนินต่อที่วัดใกล้ๆ หมู่บ้าน เขาไม่เห็นเธออีก
เชิญอ่านตอนต่อไปวันจันทร์ ค่ะ

 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2552 13:43:57 น.
4 comments
Counter : Pageviews.

 

I havt to wait till Monday?
BTW,Thanks for this fiction,I love it,
always great Kha ^;^

 

โดย: Jintana IP: 98.14.3.27 19 พฤศจิกายน 2552 15:25:04 น.  

 

กร๊ากก ขำในความสะเหร่อของตัวเองจริงวุ๊ยแม่เอื้อง วันนี้กดเข้ามาดูหลายรอบแล้วนะ มาเมื่อไหร่ก็ไม่เห็นจะลงบทใหม่ซักที เลยไปงอนในตอนสองนู่น เอิ้ก

เดี๊ยวมาใหม่ ป้อนข้าวลูกบังเกิดเกล้าก่อนเด้อ..

จุ๊ฟ จุ๊ฟ

 

โดย: แม่น้องเบนส์ 19 พฤศจิกายน 2552 18:09:28 น.  

 

กดเข้ามารออ่านหลายรอบเลยค่า
ต้องรอถึงวันจันทร์จริงๆหรือเนี่ยยยย

 

โดย: ลุงจอร์เจีย IP: 61.177.202.234 19 พฤศจิกายน 2552 19:58:07 น.  

 

เอื้อน่าสงสารอะ แม่เอื้อง
อยากอ่านต่อเร็วๆ จริงค่ะ

 

โดย: พลอย IP: 192.234.212.32 21 พฤศจิกายน 2552 1:57:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

rainfull

Location :
ตรังกานู Malaysia

[ดู Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]


ชื่อ---เอื้อง
บ้านเกิด---นครศรีฯ
ตอนนี้อยู่---ตรังกานู มาเลเซีย
อายุ---34 แล้วหล่ะ
นิสัย---ดี สีไม่ตก
ลูกชายชื่อ---นีโอ น่ารักสุดๆ
สามีชื่อ---มิสเตอร์บีน
ความฝันใฝ่---มีวันที่จิตใจเติมเต็มทุกวัน









ทุกตัวอักษรที่ลงไว้ ทุกภาพที่ปรากฏบนบลอกนี้ ไม่ว่าจะยาวนานอีกแค่ไหน เจ้าของขอสงวนสิทธิ์แต่ผู้เดียวหากผู้ใดละเมิดหรือนำไปใช้ไปอ้างโดยมิบอกกล่าวจะเอาเรื่องทั้งด้วยกฎหมู่และกฎหมาย

 
Friends' blogs
[Add rainfull's blog to your weblog]
Links
 

MY VIP Friend

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.