ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2561
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
27 มิถุนายน 2561
 
All Blogs
 
บ้านในถ้ำ Kome และการกินเนื้อคน




Credit: Amada44/Wikimedia




บ้านรูปเกือกม้าที่สร้างด้วยดินโคลนอยู่ใกล้กับหมู่บ้าน Mateka ใน Lesotho
มีการดูแลและบำรุงรักษาเป็นอย่างดีทำให้ดูเหมือนสร้างขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้
แม้ว่าบ้านเหล่านี้จะมีอายุเกือบสองร้อยปีแล้วก็ตาม
และยังคงใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนรุ่นหลัง
ที่เป็นรุ่นหลานของเจ้าของคนเดิมที่สร้างไว้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19

Ha Kome Cave Village ตั้งอยู่ในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยและสวยงามแห่งหนึ่ง
ใน Lesotho ประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลซึ่งรายล้อมไปด้วย South Africa

ชาว Lesotho ในทุกวันนี้เดิมคือสถานที่อยู่อาศัยของชนเผ่า Sotho–Tswana
ต่อมาไม่นานเมื่อชนเผ่า Zulus เริ่มโจมตีหมู่บ้านต่าง ๆ แล้วรุกคืบเข้าไปในดินแดนของพวกเขา
บีบบังคับให้ชนเผ่า Sothos ต้องหนีเข้าไปในเขตภูเขา
ผลจากการที่ถูกทำการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากชนเผ่า Zulus
จึงบีบบังคับชนเผ่าท้องถิ่นต้องร่วมมือกันเพื่อตอบโต้และป้องกันตนเอง

ในปี 1824 Moeshoeshoe ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระราชา
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างแรง ทั้งสับสนวุ่นวาย
ทั้งยังมีสงครามที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Difaqane/Mfecane
และเป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Lesotho
ในช่วงสงคราม Difaqane นี้มีการกินเนื้อคนกันอย่างขนานใหญ่

ภัยแล้งจึงเกิดการทำสงครามและการปล้นสะดม
เพราะเกิดความอดอยากอย่างรุนแรงมาก
จนทำให้ชนเผ่าในหลายส่วนของ Lesotho
เริ่มหันหน้ามากินเนื้อคนกัน
จากเดิมที่เริ่มต้นจากความหิวโหย
กลายเป็นว่าในที่สุดกลายเป็นนิสัยชอบกินเนื้อคน Cannibals
นักล่าคนจะทำการล่าคนแทนการล่าสัตว์
และออกเดินทางหาเหยื่อทุกวันเพื่อการนี้

ในช่วงทศวรรษที่ 1860
D.F. Ellenberger นักเผยแผ่ศาสนาที่เข้ามาใน Losotho
ได้ประมาณการว่ามีพวกกินเนื้อคนราว 4,000 คน
ในช่วงปี ค.ศ.1822 ถึงปี ค.ศ. 1828 (72 เดือน)
จะมีการกินเนื้อคนเฉลี่ยเดือนละหนึ่งคน/พวกกินเนื้อคนแต่ละคน
ทำให้ระบุตัวเลขประมาณได้ว่ามีคนถูกกินราว 288,000 คน
เพราะประมาณการว่ามีผู้คนราว 1 ถึง 2 ล้านคน
ที่เสียชีวิตเพราะสงครามภายในที่กินระยะเวลา 10 ปี




Credit: Amada44/Wikimedia



เพื่อหลีกเลี่ยงและหลบหนีจากการถูกสังหารและการถูกกินที่น่าสยดสยอง
ชนเผ่าบางกลุ่มจึงหลบหนีไปยังหมู่บ้าน Ha Kome Cave Village
แล้วสร้างบ้านโคลนไว้ในภายถ้ำ บ้านโคลนเหล่านี้อยู่ใต้ก้อนหินขนาดใหญ่
ที่ยื่นออกมาเป็นหลังคาบ้านพร้อมกับทำหน้าที่เป็นกำแพงหินแนวป้องกันด้านหลังบ้าน

พระราชา Moeshoeshoe ก็ยังได้รับผลกระทบจากการถูกคนกินเนื้อคน
ปู่ของพระราชาเองก็ถูกลักพาตัวไป
และถูกจับกินเนื้อตอนเดินทางผ่านพื้นที่คนกินคน
เมื่อพระราชารับรู้เรื่องโศกนาฏกรรมดังกล่าวนี้
แทนที่จะคิดแก้แค้น แต่กลับคิดแก้ไข
ด้วยการตัดสินใจที่จะสร้างสันติภาพกับพวกคนกินคน

พระราชา Moshoeshoe ได้สั่งให้นักรบจับเป็นพวกคนกินคน
โดยห้ามทำอันตรายกับพวกคนกินคน
แต่ให้จัดงานเลี้ยงที่ฟุ่มเฟือยแทน
ในตอนงานเลี้ยงเลิกแล้ว
พระราชา Moshoeshoe ได้ยื่นข้อเสนอให้พวกคนกินเนื้อคน
โดยมอบวัวให้คนละหนึ่งตัว บ้านพร้อมที่ดินคนละหนึ่งแปลง พร้อมกับตรัสว่า
" หลุมฝังศพปู่ข้าอยู่ในร่างกายของพวกแก
และพวกแกเป็นเพื่อนผองน้องพี่ของพวกเรา "






King Moeshoeshoe กับคณะเสนาบดี




พระราชา Moshoeshoe เป็นผู้นำที่ฉลาดและมีเมตตา
มีไหวพริบด้วยวิธีการที่มาก่อนเวลาในยุคนั้น
ข้อเสนอเชิงการทูตของพระราชา Moshoshoe
อาจมีอิทธิพลต่อผู้นำแอฟริกาใต้ในยุคปัจจุบัน
และตัวอย่างของพระราชา Moshoeshoe
ที่ให้อภัยโทษกับคนกินคนที่กินปู่ของพระองค์
ได้มีการเปรียบเทียบกับการสมานฉันท์ของ
Nelson Mandela ที่ดื่มชาร่วมกับ Betsy Verwoerd
ภรรยาของ Hendrik Verwoerd
อดีตนายกรัฐมนตรีแอฟริกาใต้ และสถาปนิกของการแบ่งแยกสีผิว
ชนชั้นผิวขาว คือ ราชา ส่วนชนชั้นผิวดำ คือ ขี้ข้า ในยุคก่อน


ในช่วงปลายยุค 1830 การกินเนื้อคนจึงยุติลง
แต่เรื่องราวเหล่านี้ยังเป็นตำนานที่มีการบอกเล่าและขับขานเป็นบทเพลง
เช่นเดียวกับในงานวรรณกรรมและตำราประวัติศาสตร์
เรื่องราวที่ได้รับการเติมเต็มด้วยการมีอยู่ของบ้านในถ้ำ
เช่น Ha Kome Cave Village และสถานที่อื่น ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการกินเนื้อคนในภูมิประเทศแห่งนี้


เรียบเรียง/ที่มา


https://goo.gl/qRvKDP
https://goo.gl/4uFUtg







Credit: Chr. Offenberg/Shutterstock



Credit: Gil. K/Shutterstock



Credit: Amada44/Wikimedia







บ้านในถ้ำ Massitissi ที่ D. F. Ellenberger กับครอบครัวพำนักอาศัยช่วง Boer War















ตำนานคนกินคนของไทย


ซีอุย (จีน: 细伟; พินอิน: Xì wěi; พ.ศ. 2470 — 16 กันยายน พ.ศ. 2502)
มีชื่อจริงว่า หลีอุย แซ่อึ้ง แต่คนไทยเรียกเพี้ยนเป็น ซีอุย
เป็นชื่อของชาวจีน ที่สันนิษฐานว่าเป็นฆาตกรที่ฆ่าเด็กและนำตับมาต้มกิน
ในช่วงปี พ.ศ. 2497–2501 มีเด็กอย่างน้อย 6 คนที่ถูกซีอุยสังหาร
เรื่องราวของซีอุยกลายเป็นตำนานเล่าขานอย่างกว้างขวาง
ในเรื่องของฆาตกรต่อเนื่องและคนกินคนในประเทศไทย
จนกลายเป็นคำที่ผู้ใหญ่มักใช้ขู่เด็กที่ไม่อยู่ในโอวาทเสมอ ๆ ว่า ซีอุยจะมากินตับ
และถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์รวมถึงภาพยนตร์ในภายหลัง

ซีอุย เป็นลูกของนายซุงฮ้อ-นางไป๋ตึ๋ง
ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์รายวันระบุว่า
เกิดที่หมู่บ้านปึงไต๋ ตำบลหงอหงวน จังหวัดหุ้ยล้ง มณฑลเอ้ห
เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 4 คน เชื้อสายจีนแคะ
ในครอบครัวยากจนที่ทำการเกษตร
เมื่อยังเป็นเด็กและเป็นวัยรุ่น
ซีอุยมีส่วนสูงเพียง 150 เซนติเมตรเท่านั้น
จึงมักถูกคนรังแกอยู่เสมอ
จนกระทั่งมีนักบวชรูปหนึ่งได้ให้คำแนะนำว่า
ถ้าอยากจะมีร่างกายแข็งแรงต้องกินเนื้อหรืออวัยวะมนุษย์
คำสอนนี้ได้ฝังอยู่ในใจซีอุยตลอดมา

ในปี พ.ศ. 2488 ซีอุยอายุครบ 18 ปีเต็ม
จึงถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารรบในสงครามโลกครั้งที่ 2
ประจำการในหน่วยรบทหารราบที่ 8
ในขณะที่จีนและญี่ปุ่นทำสงครามกันอยู่
ซีอุยถูกส่งไปรบในสมรภูมิพม่าแนวสนามรบตามรอยต่อตะเข็บชายแดนของจีน
เป็นเวลาถึงหนึ่งปีเต็มที่ต้องเผชิญกับความลำบากและเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตลอด
อาหารก็ขาดแคลน ขณะที่เพื่อนทหารก็ทยอยตายไปเรื่อย ๆ จากการสู้รบ
ซีอุยจึงได้ลิ้มรสชาติเนื้อมนุษย์เป็นครั้งแรกจากที่นี่

เมื่อสงครามสงบ ซีอุยถูกปลดจากการเป็นทหาร
ด้วยความแร้นแค้น ซีอุยถูกเพื่อน ๆ ชักชวนให้เข้ามาหางานทำในเมืองไทย
โดยหลบหนีเข้าเมืองมาด้วยการเป็นกรรมกรรับจ้างในเรือขนส่งสินค้าชื่อ โคคิด
เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2489 ด้วยการหลบซ่อนมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์เต็ม
โดยขึ้นฝั่งที่ท่าเรือคลองเตย และหลบซ่อนตัวในโรงแรมห้องแถวเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง

ต่อมาได้เดินทางไปยังอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อไปหาญาติที่นั่น
ซีอุยทำงานด้วยการรับจ้างทำสวนผักและรับจ้างทั่วไปเป็นเวลานานถึง 8 ปีเต็ม
ก่อนที่ซีอุยจะก่ออาชญากรรม โดยที่ซีอุยมีนิสัยชอบเกาหัวและหาวอยู่เสมอ ๆ มีบุคลิกชอบเก็บตัว

ซีอุยได้จับเด็กมาผ่าเอาตับมากินโดยเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ
โดยได้ฆ่าเด็ก 3 รายแรก ที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ก่อนที่จะหลบหนีไปโดยรถไฟและก่อเหตุอีกที่งานฉลองตรุษจีน
ที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เมื่อปี พ.ศ. 2500
สุดท้ายถูกจับได้หลังจากคดีฆาตกรรมในจังหวัดระยองซึ่งถูกพบ เมื่อปี พ.ศ. 2501
ซึ่งมีเพียงเหยื่อรายแรกและเป็นรายเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้
เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบในขณะนั้น (พ.ศ. 2497)
สุดท้ายซีอุยถูกจับขังคุกและประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2502
โดยคำสั่งมาตรา 17 ของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร
เพราะในระหว่างดำเนินคดี 9 วัน ซีอุยยอมรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือ 7 คดี
และจิตแพทย์ลงความเห็นว่า ซีอุยไม่ได้เป็นบ้า

แต่ก็มีความเชื่อของคนร่วมสมัยในพื้นที่เกิดเหตุรวมถึงคนทั่วไปบางส่วนที่เชื่อว่า
ซีอุยมิได้เป็นฆาตกรตัวจริง แต่ฆาตกรตัวจริงเป็นลูกชายของบุคคลที่มีอิทธิพลในท้องที่
ที่ซีอุยรับสารภาพไปอาจเป็นไปได้ว่าถูกเจ้าหน้าที่เกลี้ยกล่อมว่า
ให้รับสารภาพไปแล้วจะได้รับการลดหย่อนโทษ
เพราะซีอุยไม่มีญาติมิตรที่ให้การช่วยเหลือ
รวมถึงการไม่เจนจัดในการสื่อสารภาษาไทย
ศพที่ 1-6 ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะมัดรวมซีอุยว่าเป็นคนทำ
และในเหยื่อทั้งหมดมีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว

ส่วนเหยื่อคนแรก ที่รอดตายได้ไม่ยอมให้ข้อมูลแต่อย่างใด
เด็กหญิงบังอร ภมรสูตร ได้ข้อมูลมาจากน้องชายของเหยื่อ
ได้พูดว่า ซีอุยไม่ได้เป็นคนลงมือแน่นอนแต่เป็น บุคคลที่ชื่อ เกี๊ยง

มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์(ศิริราช)
ได้ทำเรื่องขอซีอุยมาทำการศึกษา เพื่อหาเหตุแห่งความวิปริตผิดมนุษย์
โดยเก็บไว้ที่ตึกกายวิภาค ร่างของซีอุยเป็นอาจารย์ใหญ่ให้กับนักศึกษาแพทย์
สอนศีลธรรมให้กับสังคม แต่กาลเวลาไม่เคยเอ่ยถึงความยุติธรรมแม้ซักครั้ง
ภายในพิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ สงกรานต์ นิยมเสน
ซึ่งมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า พิพิธภัณฑ์ซีอุย






รายชื่อเหยื่อ

1. ดญ.บังอร ภมรสูตร 8 เมษายน 2497
อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ ถูกเชือดคอ แต่รอดชีวิต

2. ดญ.นิด แซ่ภู่ 10 พฤษภาคม 2497
อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถูกฆ่าจนถึงแก่ความตาย
และศพถูกชำแหละ อวัยวะภายในหายไป

3. ดญ.ลิ้มเฮียง แซ่เล้า 20 มิถุนายน 2497
อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถูกเชือดคอจนถึงแก่ความตายและถูกข่มขืน

4. ดญ.กำหงัน แซ่ลี้ 27 ตุลาคม 2497
อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถูกเชือดคอจนถึงแก่ความตาย

5. ดญ.ลี่จู แซ่ตั้ง 28 พฤศจิกายน 2497
อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร(กรุงเทพฯ) ถูกฆ่าจนถึงแก่ความตายและศพถูกชำแหละ

6. ดญ.ซิ่วจู แซ่ตั้ง 5 กุมภาพันธ์ 2500
อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ถูกฆ่าจนถึงแก่ความตาย
และศพถูกชำแหละ อวัยวะภายในหายไป

7. ดช.สมบุญ บุญยกาญจน์ 27 มกราคม 2501
อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ถูกฆ่าจนถึงแก่ความตาย และศพถูกชำแหละ
ตับและหัวใจหายไป และพยายามอำพรางศพด้วยการเผา



ซีอุยในวัฒนธรรมร่วมสมัย


ซีอุย ละครโทรทัศน์ออกอากาศในปี 2527 ทางช่อง 5
โดย กันตนา รับบทซีอุย โดย เทอดพร มโนไพบูลย์

นายซีอุย แซ่อึ้ง ภาพยนตร์ไทยฉายในปี 2534
โดย นครหลวงภาพยนตร์ รับบทซีอุย โดย ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง

ซีอุย ภาพยนตร์ไทยในปี 2547 ฉายวันแรกเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม
โดย แมทชิงโมชันพิกเจอส์ รับบทซีอุย โดย ต้วนหลง นักแสดงชาวจีน

ในวงการมวยไทย มีนักมวยชื่อ ซีอุย ส.สุนันท์ชัย ในการขึ้นชกด้วย


ข้อมูล/ที่มา

ซีอุย

ซีอุย มนุษย์กินคน หรือเหยื่อสังคม



Create Date : 27 มิถุนายน 2561
Last Update : 28 มิถุนายน 2561 13:06:45 น. 0 comments
Counter : 527 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.