ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
กันยายน 2562
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
12 กันยายน 2562
 
All Blogs
 

เรื่องเล่าแถวบ้านเกิดใกล้สนามฟุตบอลรถไฟ ตอนแรก


หาดใหญ่เจริญด้วยคนจีนในอดีต


ข้อตกลงเบื้องต้น


เรื่องนี้เขียนขึ้นจากความทรงจำเก่า ๆ
บางบทบางตอนอาจจะชำรุดบกพร่อง
ตามประสาความทรงจำเลือนลาง
 


ปัง ปัง

เสียงปืนดังสองนัดที่หน้าบ้านในคืนวันหนึ่ง เวลาราวตีสอง
แถวถนนตัดตรงจากสถานีรถไฟไปสุดสายที่หาดทรายขาว
(เป็นลำคลองน้ำไหลเชี่ยวมีคนตายมากที่สุด
บางคนว่ามีผีพรายคอยมาเอาชีวิตเด็ก)

" เฮ่ย ๆ เป็นอะไรไหม "
ชายคนหนึ่งที่เพื่อนเรียกผู้การร้องถามเพื่อน

" ไม่ ไม่ เป็นไร " อีกคนหนึ่งตอบแล้วพูดว่า

" เฮ่ย มันวิ่งหนีไปทางนั้นแล้ว " เพื่อนอีกคนตอบ 

" อย่า  อย่า วิ่งตามมัน มันมีปืน " ทุกคนต่างร้องห้าม

" เฮ้ ผู้การ ที่หลังมีเลือดไหล " เพื่อนคนหนึ่งบอก

" เหรอ เออเจ็บจัง " ผู้การบอก

แล้วเพื่อนต่างชุลมุนหามผู้จัดการห้องอาหารรถไฟ
เพื่อนำส่งโรงพยาบาลหาดใหญ่ 
เพราะเริ่มมีไทยมุงมามากแล้ว
เพื่อนจึงพาผู้การขึ้นรถสามล้อรับจ้างไปส่งโรงพยาบาล
ที่มีระยะทางห่างจากสถานที่เกิดเหตุราว 3 กิโลเมตร

" ขอแสดงความเสียใจด้วย " หมอที่มาตรวจอาการบอก

เสียงร่ำไห้จากคุณนายภริยาผู้จัดการก็ดังขึ้น
ท่ามกลางการปลอบใจของเพื่อนผู้จัดการ
ส่วนการสืบสวน ตำรวจสรุปคดีแบบง่าย ๆ
ชู้สาว ขัดผลประโยชน์ จบข่าวไม่ต้องทำคดีต่อ
เพราะทั้งสองเรื่องนี่มักจะเป็นความลับ
ผู้ตายมักจะไม่บอกเล่ากับภริยาหรือคนใกล้ชิด

คุณนายคือ ชื่อเรียกคนที่มีฐานะทางการเงินดีหรือเมียข้าราชการ
ในยุคนั้น  ภริยาของผู้จัดการโรงแรมรถไฟ
ก็ถือว่า เป็นคนมีหน้ามีตา และรายได้จัดว่าดีระดับหนึ่ง
แต่ชุมทางรถไฟหาดใหญ่  จะใช้ตัวย่อว่า  ห. ใ.  แทนคำว่า  ห.ญ
เพราะคนงานรถไฟมักทำเสียงล้อเลียนดัง ๆ ว่า
เห้ ๆ คุณนาย หอ ไย๋ หอ ไย๋ มาแหล่ว
พอเปลี่ยนเป็น หอใอ  ก็ล้อเลียนยากโดยปริยาย

ต่อมา  ไม่นานนักราวครึ่งปีต่อมา
คุณนายก็เสียชีวิตเพราะตรอมใจตาย
ลูกสาวคุณนายอายุก็ราว ๆ รุ่นน้องผม
ผมเคยเจอครั้งสองครั้ง จัดว่าคนงามคนหนึ่ง 
เธอมักอยู่แต่ในบ้าน  แม่เธอไม่ยอมให้ออกมาวิ่งเล่นนอกบ้าน
แม้ว่าแถวนั้นจะมีกลุ่มเด็ก ๆ ข้างบ้านอยู่กันราว 6 คน

แม่เธอบอกว่า โตขึ้นจะให้ลูกสาวไปประกวดนางงาม
เพราะตอนนั้นเมืองไทยมีประกวดนางงามกันมากแล้ว
บางคนจบลงด้วยเป็นอนุภริยา จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์
แบบลูกผู้ชายลายมือนั้นคือทรัพย์ ส่วนนารีมีรูปโฉมคือทรัพย์
แต่พอแม่เธอตาย  เธอต้องไปอยู่กับญาติแถวบ้านพักคนงานรถไฟ
พี่สาวเล่าว่าเคยเจอเธอ  แต่ลักษณะแบบเด็กอมทุกข์

ผมไม่เคยเจอเธออีกเลย  หลังจากเธอย้ายบ้านไปอยู่กับญาติเธอ
ถ้าเจอก็คงจำไม่ได้แล้วเช่นกัน  เว้นแต่เธอจะเล่าเรื่องราวให้ฟัง
 


โรงแรมรถไฟหาดใหญ่ในยุคนั้นเป็นอาคารไม้ยกพื้น
จัดว่าเป็นโรงแรมของคนเดินทางที่มีระดับ
และไว้รับรองเจ้านาย/ข้าราชการระดับสูง
ที่มาพักเบิกหลวงได้ หรือมีพ่อค้าจ่ายเงินให้พักฟรี
เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ทางธุรกิจต่าง ๆ
เพราะหาดใหญ่ติดชายแดนสินค้าชายแดนจึงขายดีมากในยุคนั้น
ชายแดนไทยมาเลย์มีสองด่านคือ
ด่านนอก(จังโหลน ช้างหล่น(เขา) หรือใบจังหล่น)
ปาดังเบซาร์ ทั้งสองด่านห่างจากอำเภอสะเดา 12  กิโลเมตร
สินค้ามาเลย์เป็นของนอกจากอังกฤษ พวกปูน เหล็ก ไม้ ในช่วงก่อนปี 2500
ต่อมามาเลย์ได้รับเอกราชก็จะเป็นพวกสินค้าจีนแดง ญี่ปุ่น
สินค้าไทยเป็นพวกข้าวสาร น้ำตาล ยางพารา ดีบุก

ด้านล่างโรงแรมเป็นที่เก็บของพวกลังน้ำดื่ม ของใช้โรงแรมที่ชำรุด
โรงแรมมีห้องพักไม่เกินกว่า 20 ห้องพัก สร้างเป็นรูปตัว L
โรงแรมแห่งนี้ อาภัสรา หงสกุล  เคยมาพักและโชว์ตัว
ในสมัยที่ได้นางงามจักรวาลโลกครั้งแรก
เพราะเธอต้องกลับไปปีนัง  ทำเรื่องลาออกจากการเรียน
ผมยังไปยืนเหิดดู  แบบอาหารลูกสุนัขแหงนมองเจ้าของ
เพราะตอนนันยังเด็กมาก  เลยแทรก ๆ เบียดเข้าไปดูด้านหน้าได้

ที่โรงแรมรถไฟมีห้องอาหารไทย จีน ฝรั่ง
ที่ขายเหล้าบุหรี่อาหารฝรั่งจากกุ๊กจีนไหหลำ
เป็นที่นิยมของคนมีระดับและมีเงินในยุคนั้น
เรียกว่า แข่งกับ ภัตตาคารไหหว้าเทียน
ที่อยู่บนถนนสายเดียวกัน แต่ห่างออกไปราว 100 เมตร

กุ๊กไหหลำนอกจากทำอาหารนานาชาติ
ก็ยังทำขนมปังได้เก่งมาก
จนทุกวันนี้ลูกชายแกก็ยังทำขายอยู่ในหาดใหญ่
โดยใช้เครื่องจักรจากอิตาลี
ที่เคยผ่านน้ำท่วมมาหลายครั้ง
ก็ยังทนถึก ใช้ทน ใช้นาน ใช้จนรำคาญ
ครั้งหลังสุดต้องซ่อมมอร์เตอร์ใหม่ เปลี่ยนบูท 
แล้วยกขึ้นชั้นสามที่อาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง
เพราะโรงแรมรถไฟเดิมถูกรื้อที่กลายเป็นอาคารพาณิชย์
กับที่จอดรถยนต์ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน

บริเวณด้านหลังโรงแรมรถไฟจะมีบ้านพักคนงานรถไฟ
(สภาพตอนนี้คือ ที่จอดรถยนต์กับจัดงานเฉพาะกิจ)
ส่วนด้านข้างที่ตรงข้ามกับโรงแรมรถไฟ มีถนนรัถการคั่นกลาง
ปัจจุบันคือ อาคารพาณิชย์ ห้างสรรพสินค้าโรบินสันกับอาพาณิชย์
เดิมคือ สนามฟุตบอลรถไฟ  ขนาดพอ ๆ กับสนามฟุตบอลทุกวันนี้
แต่ไม่มีอัศจรรย์ ใช้การยืนมุงดู รอบ ๆ ขอบสนาม
ที่นี่นอกจากเป็นสนามฟุตบอลของคนงานรถไฟ/ลูกหลาน
ก็ยังเคยเป็นสนามแข่งกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนต่าง ๆ
และครูสว่างครูโรงเรียนม.ชาย (มัธยมชาย)
ชอบเอาไม้ไล่ตีไทยมุงที่ลงไปยืนล้ำเส้นขอบสนาม
คนถูกตีก็เฮ ๆ กันแบบสนุกสนาน
ในยุคนั้น ชาวบ้านยังให้ความเคารพอาชีพครูมาก
กอปรกับท่านมีคนรู้จักมากในหาดใหญ่ยุคนั้น
ถ้าเป็นปัจจุบันไม่แน่  ท่านอาจจะเจ็บตัวก็ได้

สมัยนั้นระดับมัธยมยังมีโรงเรียน ม.หญิง (มัธยมสตรี)
ยังไม่เรียนรวมกันเป็นสหศึกษาแบบทุกวันนี้
เหมือนกับโรงเรียนราษฏร์แคลอลิคนิกายซาเลเซียนที่โด่งดัง
คือ โรงเรียนแสงทองวิทยา(ชาย) 
โรงเรียนธิดานุเคราะห์(หญิง)
ส่วนโรงเรียนเทศบาลและเอกชนจะรับรวบแบบสหศึกษา
แต่การสอนส่วนมากแค่ประถมปีที่ 4 ก่อนขยายเป็น 7

ต่อมา มีการสร้างสนามกีฬากลางหาดใหญ่ 
หรือชื่อ สนามจิระนคร นามสกุล เจียกีซี(ขุนนิพัทธ์จีนนคร)
จึงเลิกใช้สนามฟุตบอลแห่งนี้ไป  ปล่อยทิ้งร้าง เป็นที่ให้วัวมากินหญ้า
หรือที่หัดขับรถจักรยาน หรือ รถยนต์
และเป็นสนามฟุตบอลของเด็กแถวบ้านพักรถไฟ กับชุมชนใกล้เคียง
นาน ๆ จึงจะมีคนงานรถไฟมาตัดหญ้าในสนาม
ไม่มีการซ่อมแซมจนสนามฟุตบอลชำรุดไปมาก

หาดใหญ่ในยุคนั้นมักจะมีน้ำหลากทุกปี
แบบน้ำท่วมเข้าไปในบ้านราวชั่วโมงสองชั่วโมงก็ลดแล้ว
เว้นแต่บางครั้งที่ท่วมนานราวสองถึงสามวัน
สนามฟุตบอลแห่งนี้ก็เช่นกัน
พอน้ำท่วมขัง สภาพก็เละไปหมดใช้การไม่ได้
จะมีคนไปคอยจับปลาตอนน้ำลด
ก็มักจะได้ปลาช่อน ปลาดุก ปลากะดี่ และกุ้งบ้าง

แต่ที่สนามฟุตบอลแห่งนี้จะมี หลุมดำ
คือ  พอน้ำเริ่มลดแล้วจะมีหลุมขนาดกว้างราว 1 ฟุต ลึกราวฟุตเศษ
มักจะมีปลาช่วยกันขุดเพื่อลงไปซ่อนตัวอยู่ในโคลนแห่งนั้น
ผมเคยเมียงมองตั้งหลายครั้ง
จำได้ไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง
แต่ไม่กล้าเอามือล้วงลงไปเพราะปอดแหก
กลัวว่าอาจจะถูกงูกัดตายได้
แต่คนงานรถไฟที่กล้า ๆ มักจะล้วงลงไป
มักจะได้ปลาจำนวนหนึ่งกลับบ้านไป

ส่วนพวกเด็ก ๆ ที่จะเล่นฟุตบอลบนสนามฟุตบอลรถไฟ
มักจะช่วยกันเขี่ยดินทรายหรือหาดินมาเทลงกลบหลุมนั้น
หลังจากหกล้มหรือเท้าเหยียบลงในหลุม จนเท้าแพลง
 

ส่วนด้านหน้าห้างสรรพสินค้าโรบินสัน
เคยเป็นอาคารพาณิชย์ครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น
สร้างเป็นรูปตัว L คนบ้านติดกันจะรู้จักกันหมด
มีบ้านอาคารราว 12 หลังที่ติด ๆ กันในบริเวณนั้น
มีโรงแรมศรีทักษิณ  ที่โด่งดังในเรื่องตลาดพระเครื่อง
นักเล่นพระมักจะมาชมพระหลังบ่ายโมง
เพราะรถไฟสายหลัก ๆ เริ่มวายแล้วในช่วงนี้
จนเรียกกันว่า ท่าพระจันทร์หาดใหญ่
ก่อนที่ตลาดพระจะย้ายไปเปิดกันมากที่ใต้สะพานลอย 

ที่โรงแรมศรีทักษิณเคยมีการใช้ชั้นสองเป็นที่สังเกตการณ์
ก่อนปล้นร้านทองในหาดใหญ่
เสียงว่าหัวหน้าโจรเป็นครูโรงเรียนแห่งหนึ่งด้วย
เพราะเลียนแบบภาพยนตร์  ชุมทางหาดใหญ่
ที่มาถ่ายทำบนถนนสายนี้ และเข้าฉายข้ามปีแล้ว
ผมยังเคยเป็นไทยมุง ไปยืนมุงดูตอนถ่ายทำเลย
แม้ว่าจะเอาตำรวจมาช่วยกันไทยมุง
ก็มักจะไม่ได้ผล  ในภาพยนตร์จึงเห็นคนมุง

การปล้นร้านทองเริ่มราว 4 โมงเช้า(ตี 10)
กะว่ารถไฟขบวนกรุงเทพฯ - หาดใหญ่ ลงมาพอดี
จะได้ชุลมุนหลบหนีไปได้ง่าย
ตอนกำลังปล้น  จ่าตุ้ย ขี่รถเครื่องรุ่นเก่าคันใหญ่สีดำผ่าน
(น่าจะ บีซ่า BSA หรือ  Triump)
แต่แกทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพียงแต่ขับไปแจ้งที่สถานีตำรวจ
และร้านทองมีการกดสัญญาณว่า ถูกปล้น ไปโรงพักแล้ว

ตอนนั้นที่โด่งดัง คือ พันตำรวจตรี สล้าง  บุนนาค
ได้มาดวลปืนกับโจรที่ปล้นร้านทอง
เหมือนหนังเลย ตามที่ชาวบ้านเห็นเหตุการณ์
โจรได้ยิงกระสุนใส่หน้าต่างบ้านหลังหนึ่งชั้นสอง
กระสุนเฉี่ยวแก้มคนงานคนหนึ่ง แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บอย่างไร
และไม่มีการแจ้งความเรื่องนี้  เพราะต่างตกใจ
กับกลัวว่าโจรถ้ารอดไปได้อาจจะมาเอาเรื่อง

การปะทะในครั้งนั้น
ผลคือ โจรตายไปสามศพ 
และยังเกี่ยวพันกับ  ลุงถิง
ชายชราชาวไทยที่เป็นตำนานของบ้านพัก

โจรอีกสองคนวิ่งหนีเข้าทางตรอก
ที่มีอยู่ทั้งสองด้าน  คนแรกวิ่งหนีไปทางตรอกติดกับร้านโปจิน
ร้านถ่ายรูปแห่งแรกของบ้านทุ่งหาดใหญ่
ด้านหลังเป็นบ้านพักคนงานรถไฟ
วิ่งไปออกถนนประชาธิปัตย์กะว่าไปตลาดสด
ก่อนถูกจับตัวได้แถวสะพานลอย

อีกคนวิ่งไปตรอกที่ติดกับธนาคารนครหลวง (ธนาคารธนชาติในปัจจุบัน)
แต่เดิมเป็นบ้านไม้สองชั้นติดกับร้านอาหารแขกกับร้านบาจา
โจรวิ่งไปเคาะประตูบ้านคนแถวนั้น  แต่ไม่มีใครกล้าเปิดให้เข้าบ้าน
เลยหนีไปหลบซ่อนที่บ้านพักคนงานรถไฟแถวหลังอู่
หนีไปหลบอยู่ราวร่วมอาทิตย์ก่อนจะจับตัวได้
เพราะมอบทองคำให้คนที่ให้บ้านหลบซ่อน
นำไปขายในร้านทองในหาดใหญ่
ปกติทองคำแต่ละเจ้าจะมีตำหนิที่รู้กันในวงการ
พอมีคนนำไปขาย  เจ้าของร้านที่รับซื้อก็แจ้งตำรวจ
จนตามไปจับตัวได้ในที่สุดก็ถูกติดคุกตามระเบียบ
ส่วนอีกคนหนีหายไปจนน่าจะหมดอายุความแล้ว

หลังจากเหตุการณ์ปล้นร้านทองในหาดใหญ่
ตำรวจเลยขอความร่วมมือปิดตายตรอกทุกแห่งในหาดใหญ่

อนึ่งตรงตรอกข้างธนาคารนครหลวง
เดิมเป็นบ้านไม้สองชั้นเป็นร้านค้าทั่วไป
โจรวิ่งงู (วิ่งราวสร้อย) ต้องวิ่งหลบซ้ายหลบขวา
ไม่กล้าวิ่งตรง ๆ กลัวคนเตะตัดขาให้ล้มกลิ้งลง
เลยเรียกกันว่าพวกวิ่งงู
ชอบวิ่งออกทางตรอกนี้  บางครั้งก็วิ่งทะลุบ้านคนที่อยู่ตรงหน้าโรบินสันปัจจุบัน
วิ่งออกไปถนนธรรมนูญวิถี  ก่อนวิ่งหายไปกับสายลม

 
 


หาดใหญ่ในยุคนั้นมีตรอกหลายแห่ง
เพราะความงก การไม่คบเพื่อนคบชาวบ้าน
แบบไม่ยอมให้สร้างบ้านติดแนวเขตที่ดิน
รวมทั้งคนยุคก่อนไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมาย
กลัวขออนุญาตสร้างบ้านไม่ผ่าน
เลยสร้างเว้นแนวเขตเดิม 0.50 เมตร
สภาพเลยกลายเป็นตรอก

ในอดีตคนรวยต้องมีที่ดินติดแม่น้ำ
บ้านอยู่ใกล้แม่น้ำเพราะสัญจรทางเรือมากกว่าทางบก
พอต่อมามีการตัดถนนหนทาง
การค้าเลยคึกคักทางบกมากกว่า
เจ้าของที่ดินติดแม่น้ำเลยต้องหาทางออกถนนใหญ่
ด้วยการทำทางเข้าออกพอเดินได้
เพราะสมัยนั้นใครมีจักรยานก็จัดว่าหรู/รวยแล้ว
ส่วนที่ดินติดถนนก็ให้คนจีนเช่าที่ดินสร้างตึกแถว
หรือขายที่ดินให้คนจีนสร้างตึกแถว
แต่ก็เหลือที่ดินไว้เดินเข้าออกบ้านเดิมของตน
แต่ ยังเหลียม มีเล่ห์เหลี่ยมว่า คนเคยรวย
เลยสร้างสำนวนว่า  ผู้ดีเดินตรอก  ขี้ครอกเดินถนน
เพราะติดค่านิยม สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพญาเลี้ยง

จริง ๆ มีวิธีแก้ลำ/แก้เผ็ดเจ้าของข้างเคียง
ไม่ยอมให้สร้างบ้านติดแนวเขตที่ดิน
ให้ทางราชการส่งหนังสือแจ้งว่า
มีคนขอสร้างติดที่ดินข้างเคียง
ให้มาคัดค้านภายใน 30 วัน
ถ้าไม่แจ้งถือว่ายินยอม
(แล้วส่งจริง หรือไม่ส่ง ก็ได้
แต่มีตอบรับว่าได้รับแล้ว)
หรือสร้างไปเลย มีอะไรค่อยไปคุยกันที่ศาลหรือโรงพัก

ในยุคที่เจียกีซี (ขุนนิพัทธ์จีนนคร)
มาพัฒนาบ้านเมืองหาดใหญ่
ท่านเลียนแบบแถวปีนัง อีโปร์  มาเลย์
ที่ต้องเว้นด้านหลังบ้านไม่น้อยกว่า 1-2 เมตร
เพื่อให้ดับเพลิงเข้าไปดับไฟได้
จึงทำให้มีตรอกหลายแห่งมากในหาดใหญ่
และเป็นที่มาของเทศบัญญัติ
ที่การสร้างบ้านต้องเว้นพื้นที่สาธารณะ
ด้านหน้า 2-3 เมตร  ด้านหลัง 2 เมตร
แบบระยะยาวถ้าหลังบ้านชนกัน
ก็จะมีช่องว่างกว้างราว 4 เมตร รถยนต์ รถเครื่อง วิ่งเข้าออกได้
แต่ต่อมา มีการจ่ายรายการจึงสร้างเต็มพื้นที่ปิดด้านหลังทั้งหมด

ส่วนข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่คนเก่าคนแก่เล่า
หาดใหญ่ในยุคเดิมยังใช้ส้วมเทจนถึงราวปี 2510
มีคนรับจ้างมาเก็บอุจจาระในตอนดึกหลังเที่ยงคืน
เพื่อไปเททิ้งในสวนผักสวนยางบางส่วนก็แอบเทลงคลอง
ซึ่งปัจจุบันรถรับจ้างดูดส้วมเอกชนก็ทำแบบนี้
โดยส้วมชาวบ้านจะสร้างแถวหลังบ้าน
มีช่องประตูบานพับปิดเปิดกว้าง*ยาว ขนาด 1 ฟุต (อย่างต่ำ)
เพื่อให้ถังอุจจาระดึงเข้าออกได้
ถ้าถังอุจจาระใหญ่กว่านี้ ขนาดประตูเล็กเข้าออกก็ต้องใหญ่มากขึ้น
จึงต้องมีตรอกขนาด 0.5-1 เมตรให้คนเดินเข้าออกไปเก็บอุจจาระตามบ้านต่าง ๆ ได้
และเป็นช่องทางให้โจรหรือเด็กตัวผอมมุดผ่านที่อุจจาระไปลักของในบ้านได้
ในกรุงเทพฯ ก็สันนิษฐานว่า ตรอกก็เป็นเช่นนี้กันในยุคที่มี ออนเหวง เก็บอุจจาระ
ต่อมาหาดใหญ่เริ่มมีการทำส้วมซึมมากขึ้น หลังปี 2510
การเก็บอุจจาระไม่มีแล้ว ตรอกซอยหลังบ้านจึงหายไป
เพราะไม่จำเป็นแล้ว พื้นที่ด้านหลังจึงกลายเป็นห้องครัว/เก็บของ
พื้นที่ด้านหลังจึงมีการสร้างปิดเต็มพื้นที่
 


หาดใหญ่มี 2  ฝั่ง  คือ หาดใหญ่  หาดใหญ่ใน
ทางรถไฟแยกพื้นที่ออกเป็นสองฝั่ง
ฝั่งหาดใหญ่ใน  เดิมคือ ที่ตั้งสถานที่ราชการ ติดกับคลองอู่ตะเภา
ฝั่งหาดใหญ่  ที่เป็นที่ตั้งร้านค้า ที่คมนาคม กับสถานีรถไฟ

จุดประสงค์เดิม  คือ กันแรงงานคนจีนให้ออกไปให้พ้นจากคนท้องถิ่น
(ซึ่งมีข้าราชการ ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน  ที่มีกันไม่มากนัก)
กับถ้ามีเรื่องก็จัดการง่ายเพราะอยู่รวมกันในที่เดียวกันกับเตรียมรับมือทัน
เพราะกลัวการปล้นเมืองแบบระนอง  ภูเก็ต
ที่มีเรื่องราวหลวงพ่อฉลอง  ท้าวเทพกษัตรีย์ กับ ท้าวศรีสุนทร
รวมทั้งกรรมกรจีน  ยังบุกเบิกถือครองที่ดินไม่ได้เพราะไม่มีเงินไม่มีแรง

หาดใหญ่ในยุคก่อนมีการจับจองที่ดินที่เรียกว่า ตราจองที่ดิน
ต้องทำประโยชน์ 3 ปี ทางราชการจึงจะออกเอกสารสิทธิ์ให้
กฎหมายไทยในยุคก่อนไม่ห้ามคนต่างด้าวถือครองที่ดิน
เพราะยุคนั้น แผ่นดินไทย  กว้างใหญ่ไพศาล

เจียกีซี  เลยได้ที่ดินมาก เพราะคนงานจีนสร้างทางรถไฟมาก
ใครว่าง ๆ ก็ไปบุกเบิกที่ดินให้แก
รองลงมาก็คือ ชีกิมหยง  ลูกชายชียกหลั่น
ที่ให้เงินทุนสนับสนุนการสร้างทางรถไฟให้เจียกีซี
มีเงินก็จ้างคนมาทำงานให้  พอ ๆ กับ คุณหญิงหลง กรรณสูตร ภริยาพระยาอรรถะกวีสุนทร
ที่มีที่ดินสวนยางจำนวนมากตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ขนาดท่านบริจาคให้มหาวิทยาลัยแค่ 400 ไร่ ก็ยังเหลืออีกราว 200 กว่าไร่
เพราะท่านกับสามีท่านมีเงินจ้างคนมาหักร้างถางพงจนเป็นสวนยาง

เจียกีซีคือ ผู้ริเริ่มการสร้างถนนสายหนึ่ง สอง สาม
กว้างจนวัวควายเดินไม่ชนกัน
ชาวบ้านนินทาในยุคนั้น
แต่ปัจจุบันถือว่าแคบมากแล้ว
เพราะเลียนแบบเมืองปีนัง อีโปร์ ในมาเลย์ ยุคอาณานิคมอังกฤษ
ที่ท่านไปดูงานมาหลายครั้ง กับซื้อเครื่องจักรทำเหมืองแร่ดีบุก

ส่วนพวกข้าราชการ/อำมาตย์ที่มากินเมืองหาดใหญ่
ในยุคก่อนปี 2475 ข้าราชการยังเกณฑ์แรงงานฟรีได้ มีกฎหมายบัญญัติไว้
ก็นำแรงงานฟรีมาบุกเบิกที่ดินแข่งกับขุนนิพัทธ์จีนนคร(เจียกีซี)
จนได้ที่ดินจำนวนหนึ่ง  แต่เพราะมาจากภาคกลางเลยขี้ชิด(ขี้เหนียว)เรื่องที่ดิน
จึงตัดแบ่งทำถนนแคบลงกว่าของเจียกีซี
คนพื้นที่ด้อยถอยแรงก็ได้ที่ดินไปไม่มากนัก
ต่อมา ก็ทะยอยขายให้นายทุนจนเหลือเพียงไม่กี่แปลง


ถนนสายพับผ้า ก็มาจากแรงงานเกณฑ์กับนักโทษส่วนหนึ่ง
สร้างโดยพระยารัษฏานุประดิษฐ์(คอซิมบี้) สายสกุล ณ ระนอง
อดีตเจ้าเมืองตรัง ผู้นำยางพารามาปลูกในไทย
ได้หาทางสร้างถนนสายเขาพับผ้า เพื่อไปซื้อข้าวซื้อปลาจากพัทลุง
(มีการปลูกข้าวแถวระโนฎ จะทิ้งพระ หัวไทร(เมืองคอน)
ที่มีหมู่บ้านตั้งกันอยู่รอบ ๆ ทะเลน้อยที่ติดกับพัทลุง
สามารถสัญจรไปมาทางเรือมาค้าขายที่พัทลุง สงขลา หาดใหญ่)

ปลาบก(น้ำจืด)ในทะเลน้อย ปลาทะเลในทะเลสาบสงขลา
ช่วงมรสุมฝั่งอันดามัน ทางอ่าวไทยจะไม่เป็นมรสุม(สลับกัน)
เมืองลุง(พัทลุง) อู่ข้าวอู่ปลา แต่ชุมโจรา
หนังปานบอด ยอดนักกลอน
ได่โต้ตอบในเพลงบอกที่วัดโคกสมานคุณ ห.ใ
ก่อนมาเล่นหนังตะลุงภายหลัง

ท่านจะใช้โจรเก่า/โจรร้ายในคุก  มานำทางตัดเส้นทางจากตรังไปพัทลุง
โจรอาศัยทางช้างเดิน/สัตว์ป่าเดินเป็นทางหลัก
ในการหลบหนีเจ้าหน้าที่ราชการกับชาวบ้านที่ไล่ติดตามจับกุม
ในการสร้างทางจะให้วัวเทียมเกวียนขนข้าวสารแล้วเดินตามทางที่ตัดข้ามเขา
ถ้าวัวเดินวนขึ้นไปไม่รอดก็จะตัดให้ชันน้อยลงเผื่อการขนข้าวของวันหลัง
หินก้อนใหญ่ ๆ จะจุดกองไฟเผาจนร้อนจัด แล้วเอาน้ำราดให้แตกกระจาย
เพราะสมัยนั้นยังไม่มีระเบิดหรือ Backhoe แบบปัจจุบัน
 


ฝั่งหาดใหญ่มีการค้าคึกคักกว่า/เจริญกว่าฝั่งหาดใหญ่ใน
เพราะเดินทางไปเข้าออกถนนกาญจนวณิชย์
ถ้ามาจากสงขลาทางบก ทางรถไฟ ทางรถยนต์
ก็จะได้พวกอาหารข้าวปลาเกลือ ที่หาดใหญ่ขาดแคลน
ส่วนด้านที่ติดกับมาเลย์ที่มีสินค้าจากเมืองนอกราคาถูกกว่าสั่งจากกรุงเทพฯ
มีทั้งของหนีภาษีกับเสียภาษีตามกฎหมาย
การค้าการขายมีมาก  เลยเจริญฝุด ๆ มากกว่าฝั่งหาดใหญ่ใน
การค้าขาย ขนส่งสินค้า ฝั่งนี้มีมากกว่า
จนสถานีรถไฟต้องยอมย้ายมาถนนหน้าสถานี
ที่มีอีกสายหนึ่งของบ้านพักรถไฟ คือ ถนนรัถการ (รัถ=รถ)
สถานีรถไฟแต่เดิมอยู่แถวสถานีตำรวจมาฝั่งปัจจุบัน

ยังมีร่องรอยว่า ถนนสถานี
เพราะต้องเติมน้ำจากคลองอุ่ตะเภา
เคยมีทางรถไฟให้หัวรถจักรวิ่งไปเติมน้ำได้
มีสถานีสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้
ตอนนี้กลายเป็นที่บำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครหาดใหญ่

ส่วนฝั่งหาดใหญ่ใน เดิมเป็นที่ทำมาค้าขายทางเรือ  
ยังไม่มีสะพานข้ามไปอีกฝั่ง  ต้องนั่งเรือข้ามไป
เพราะคลองอู่ตะเภาน้ำไหลไปทางทิศเหนือ
ต้นน้ำมาจากไทรบุรี มาเลเซีย  ผ่านอำเภอสะเดา
แบบสมัยก่อนถ้าสะเดาน้ำท่วม  ไม่นานหาดใหญ่ก็ท่วมตาม
คลองที่ไหลไปทางทิศเหนือ  ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นเรียก
พ่อค้าแม่ค้าที่มาจากอู่ตะเภา สงขลา เกาะยอ ระโนฎ พัทลุง ว่า พวกเหนือมาแล้ว
และหาดใหญ่เดิมก็เคยมีชื่อว่า อำเภอเหนือ  มาก่อน

หาดใหญ่มีชื่อนี้ในพงศาวดารรัชกาลที่ 3
เรียกว่า บ้านทุ่งหาดใหญ่  
ในพงศาวดารของเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสังข์ ณ สงขลา)
และการเสด็จเยือนเมืองไทรบุรี  ของรัชกาลที่ 5
ก็บันทึกว่า  เสด็จประทับที่หาดทรายใหญ่  บ้านหาดทรายใหญ่
หลังจากเดินทางออกจากเมืองสงขลาแล้ว

นม (ผู้หญิงชรามีอายุมากมักเป็นย่ายายของเพื่อน)
ก็เล่าให้ฟังว่า เด็ก ๆ แกเดินเล่นหาหอยที่หาดทรายใหญ่
ที่เดิมอยู่ใกล้กับที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่
ก่อนที่จะมีสัมปทานดูดทรายจากปลัดอาวุโสหาดใหญ่
ที่เป็นอาของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรที่สอบตกไปแล้ว
มีการดูดทรายจนสภาพทรายในท้องน้ำหายไปหมด

อนึ่ง คุณกิตติ จิระนคร(ลูกคนสุดท้องของขุนนิพัทธ์จีนนคร)
ก็เคยเล่าให้ฟังว่าคนงานรถไฟชาวบ้านสมัยก่อน
ก็เคยไปเอาทรายที่นี่ไปก่อสร้าง  
ผมยังทันเห็นหาดทรายใหญ่ในยุคนั้นได้
 


ส่วนเรื่องหาดใหญ่  มาจาก ต้นมะหาดใหญ่  น่าจะแมงโม้
แบบพวกอำมาตย์ชอบสร้างนิยายเพื่อความทรงจำ
จะได้ไปคุยโม้ให้ลูกหลานฟังว่าได้ตั้งชื่อเมือง/สร้างตำนานเมือง
แบบจะทิ้งพระ ก็ให้เรียกว่า สทิงพระ
หรือเขารังเกียด(นกชนิดหนึ่ง) ให้เปลี่ยนเป็นเขารักเกียรติ  เป็นต้น
ถ้าเป็นอุสา USA จะบอกว่า ข้าราชการลางคนชอบทำตนเหมือนคุณพ่อรู้ดี
ผมเดินสำรวจไปทั่ว ก็ไม่เคยเห็นต้นมะหาด
ตามแถวบ้านสวนยางและที่รกร้างเลย
แม้ว่าจะสอบถามชาวบ้านในพื้นที่หลายคน
ถ้ามีมากจริงก็ต้องมีหลงเหลืออยู่ในพื้นที่บ้าง
ตอนนี้เห็นอยู่ต้นเดียวที่  มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
ที่ให้คนไปหามาปลูกไว้เป็นเครื่องหมาย

เรื่องเดิมที่เกี่ยวกับ  ตำรวจคนหนึ่งในหาดใหญ่

ขวง




 

Create Date : 12 กันยายน 2562
0 comments
Last Update : 12 กันยายน 2562 23:26:03 น.
Counter : 134 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


BlogGang Popular Award#15


 
ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.