Education builds character and does not allow it to be cruel.

Group Blog

 
<<
กันยายน 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
22 กันยายน 2552

 
All Blogs

 

The Lost Symbol - Dan Brown

พูดถึงเรื่องนี้อีกรอบ อ่านจบแล้วค่ะ





Robert Langdon ได้รับเชิญให้ไปเล็กเชอร์ที่วอชิงตัน ดีซี แต่พอไปถึงปรากฏว่าถูกหลอก คือไม่มีการเล็กเชอร์จริง ไม่เพียงเท่านั้น ยังไปเจอมือของ Peter Solomon ผู้เป็นทั้งเพื่อนและอาจารย์และเป็นคนเชิญไปเล็กเชอร์ทิ้งอยู่บนพื้นในห้องโถงของ Capitol Building เขามีเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่จะตามหาปิรามิดของพวกเมสันซึ่งเชื่อกันว่ามีแผนที่ชี้ทางไปสู่ความลับซึ่งสะสมมานับแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เชื่อกันต่อไปว่าคนที่ได้ความลับนั้นมาจะกลายเป็นคนที่รู้แจ้งและมีอำนาจ ระหว่างที่ค้นหาก็ถูกเจ้าหน้าที่ CIA ขัดขวาง ในขณะที่จุดมุ่งหมายของ Langdon คือเพื่อช่วยเหลือเพื่อนซึ่งถูกคนร้ายลักพาตัวไป จุดมุ่งหมายของ CIA ก็เพื่อหยุดยั้งอันตรายที่กำลังคุกคามความมั่นคงของชาติ ในขณะเดียวกัน สิ่งที่คนร้ายในเรื่องต้องการคือสิ่งที่เรียกว่า The Lost Word คือคนร้ายคนที่ว่านี่ค่อนข้างจะโรคจิตคือคิดว่าตัวเองเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นเครื่องสังเวยพระเจ้า ก็เลยสร้างตัวเองขึ้นมาเพื่อการนั้นโดยเฉพาะตั้งแต่สักทั่วทั้งตัวด้วยสัญญลักษณ์ต่างๆ กัน เว้นไว้ก็แต่กลางกระหม่อมเพื่อสักสิ่งที่เรียกว่า The Lost Word ที่ล่อเอาตัว Langdon มาก็เพื่อเหตุนั้น คือให้ Langdon ตีความสัญญลักษณ์บนปิรามิดของพวกเมสันซึ่งเป็นแผนนำไปสู่ The Lost Word มีเรื่องให้ช็อกนิดหน่อยว่าท้ายที่สุดแล้วคนร้ายคือใคร

เรื่องนี้เหมือนเอา Angels & Demons กับ The Da Vinci Code มารวมกันแล้วคูณ 2 คือมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลคอยขัดขวางความพยายามคลี่คลายปมปัญหาแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตคนบางคนในเรื่องเหมือนใน Da Vinci Code มีคนร้ายเป็นพระสติเฟื่องเหมือน Angels & Demons การดำเนินเรื่องก็เหมือน 2 เรื่องนั้นค่ะ คือพระเอกต้องแก้ปัญหาให้ได้ในช่วงเวลาจำกัด เรื่องนี้คือ 24 ชั่วโมง แต่ละบทสั้นๆ ดำเนินเรื่องรวดเร็ว ให้ความรู้สึกถึงความรีบเร่งและกระชั้นของเวลา ความลึกลับอยู่ที่สัญญลักษณ์เยอะแยะที่พระเอกต้องตีความให้ได้แต่ละเปราะ

เรื่องนี้มีเกร็ดสารพัดประเภทเยอะจนล้น แต่ก็น่าสนใจดีค่ะ ที่ได้อ่านช้าก็เพราะอย่างนี้ คีอเจออะไรเข้านิดก็ต้องค้นหารูปมาดู หรือไม่ก็ค้นรายละเอียดมาอ่านเพิ่มจากที่อธิบายไว้ในเรื่อง

อ่านครึ่งแรกของเรื่องคิดว่าเรื่องนี้สนุกที่สุดใน 3 เรื่องซึ่งมี Robert Langdon เป็นตัวนำ แต่พออ่านจบ Angels & Demons ยังคงสนุกที่สุดในความรู้สึกนะคะ ในขณะที่เรื่องนี้มาเป็นที่ 2 และ The Da Vinci Code รั้งท้าย

 

Create Date : 22 กันยายน 2552
Last Update : 22 กันยายน 2552 12:37:03 น.
11 comments
Counter : Pageviews.

 

น่าสนใจนะคะ

 

โดย: หวานเย็นผสมโซดา 22 กันยายน 2552 14:26:21 น.  

 

อยากได้อ่านเร็วๆจังเลยค่ะ ไม่รู้ว่าภาคแปลจะอีกนานแค่ไหนค่ะ

ขอบคุณมากเลยค่ะ ที่ลงรีวิวให้อ่านต่อจนจบค่ะ

 

โดย: pichayaratana 22 กันยายน 2552 16:48:25 น.  

 

มาแอบดูค่ะ >_<

 

โดย: Clear Ice 23 กันยายน 2552 7:40:26 น.  

 

มือใหม่หัดเล่นอ่ะค่ะ

อยากจะถามว่า...

เขียนข้อความลงบล็อคเนี่ย..ทำยังไงหรอคะ T^T

 

โดย: แม่มดราตรี IP: 203.144.180.65 23 กันยายน 2552 11:54:45 น.  

 


ไม่ใช่แฟน แดน บราวน์
แต่กลายขอปวารณาตนเป็นแฟน ม. มธุการี ค่ะ ^^

 

โดย: อั๊งอังอา 26 กันยายน 2552 17:54:19 น.  

 

มาขอวิจารณ์ด้วยคนได้มั๊ยคะ คือเพิ่งอ่านจบสดๆร้อนๆเมื่อเช้านี้เอง อ่านต่อเนื่องจนถึงตีห้าเลยค่ะ
จะบอกว่าหนึ่งในใจยังคงเป็น angels and Demon เช่นกัน ด้วยเนื้อเรื่องเรื่องนี้มีปริศนาเยอะมากจนบางทีเราเก็บไม่หมดด้วย แล้วก็เข้าใจยากกว่าเรื่อง Angels and Demon ส่วนตัวรู้สึกนิดหน่อยว่าเรื่องนี้ Robert แก้ปริศนาเก่งน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ อาจจะเพราะเค้ามัวแต่ยึดติดกับความคิดของตัวเองว่า ปริศนาเป็นแค่การเปรียบเทียบ ไม่มีจริงอะไรอย่างนี้ด้วยรึเปล่าก็ไม่ทราบได้
แต่ขอบอกจริงๆว่า Dan Brown ยังคงทำให้ตะลึงนะคะ กับการหักมุมว่าใครเป็นคนร้าย เราเดาไม่ออกเลยอ่ะค่ะ

 

โดย: คนชอบ Dan Brown IP: 58.11.38.16 29 กันยายน 2552 23:12:40 น.  

 

จริงค่ะ เรื่องนี้มีอะไรต่อมิอะไรเยอะไปหน่อย ก็เลยรู้สึกเหมือนถูกเบี่ยงเบนไปทางโน้นทางนี้บ่อยเกินไป อย่างว่าเลยค่ะ Langdon ยึดติดกับความคิดของตัวเองเกินไป บางครั้งออกจะน่ารำคาญด้วยซ้ำ เป็นแบบโน่นก็ไม่น่าจะใช่ นี่ก็ไม่น่าจะใช่ ทั้งๆ ที่ 2 เรื่องก่อนยอมรับอะไรๆ ได้ง่ายกว่านี้เยอะ

ตรงหักมุมว่าคนร้ายเป็นใครนี่อึ้งไปเลยนะคะ ต้องกลับไปอ่านทวนว่าพลาดไปตรงไหน ทำไมถึงไม่สงสัยคนนี้เลย เหมือนคนนี้ไม่มีความสำคัญอะไรเลย ยิ่งตอนที่พูดถึงในคุกที่เตอร์กีนี่มองข้ามตรงไหนไป

ไม่ทราบจะมีเรื่องเกี่ยวกับ Robert Langdon ออกมาเป็นเล่มที่ 4 อีกหรือเปล่านะคะ แต่ความรู้สึกว่าหมดมุขนี้แค่เรื่องนี้แล้วค่ะ เรื่องต่อไปคงยากที่จะมาเรียกร้องความน่าสนใจได้อีกแล้ว

 

โดย: กุลธิดา IP: 68.216.104.3 30 กันยายน 2552 5:29:10 น.  

 

หวัดดีค่ะคุณกุลธิดา

ยังไม่ได้อ่านเลยค่ะเรื่องนี้

แต่อยากบอกว่า 2 เรื่อง (ที่แอนนี่รู้จัก) ของแดน บราวน์

แอนนี่ชอบ Angel & Demon มากกว่า

The Davinci Code ค่ะ

ฟังดูเหมือนคนรู้น้อยใช่มั้ยคะ แหะ แหะ

มาทักทายค่ะ

 

โดย: Pim~Dow 3 ตุลาคม 2552 22:14:06 น.  

 

เราก็ยังรอฉบับแปลไทยต่อไปค่ะ กว่าจะได้อ่านก็กุมภาฯ ปีหน้าแน่ะ ส่วนตัวอ่านแล้วชอบ A&D ที่สุดเช่นกันค่ะ DV อ่านแล้วจะหลับอะ แต่เป็นหนังก็สนุกดีแม้จะแอบมีตามไม่ทันบ้าง

 

โดย: Kitsunegari 2 พฤศจิกายน 2552 16:47:42 น.  

 

The secret is how to die.
Since the beginning of time, the secret had always been how to die.

งง ตั้ง แต่ประโยค แรกแล้วอะ ช่วยแปลทีครับว่าน่าจะแปลว่าอย่างไร
a_ran_za2524@hotmail.com

 

โดย: viTa_miN_A IP: 115.67.76.196 4 พฤศจิกายน 2552 22:04:13 น.  

 

ประโยคแรกที่ว่า

The secret is how to die.
Since the beginning of time, the secret had always been how to die.

เป็นความคิดขณะกลุ่ม secret society กำลังประกอบพิธีกรรมเพื่อรับคนใหม่เข้ามาร่วมสมาคม ความคิดนั้นพอเดาได้ว่ามาจากตัวร้ายหลักของเรื่องซึ่งแฝงตัวเข้าไปในสมาคมลับนั้นจนได้ คิดว่าความหมายของมันคือคนบางคนสมควรตายแต่ก็ดิ้นรนที่จะคงความเป็นอมตะของตัวไว้ ในขณะที่การตายของคนเราเป็นไปตามกฎของจักรวาล ทุกคนจึงควรยอมรับความตายให้ได้ และการจะยอมรับได้ก็ต้องเริ่มจากเรียนรู้กฎนั้น (ซึ่งหมายถึงการตาย) ให้ได้เสียก่อน

ว่าไปแล้วทั้งเรื่องนี้ก็คือเรื่องของกลุ่มคนที่เรียนรู้ที่จะตายนั่นเองค่ะ

 

โดย: กุลธิดา IP: 71.28.112.3 9 พฤศจิกายน 2552 9:59:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

kdunagin

Location :
South Carolina United States

[ดู Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]


 
Friends' blogs
[Add kdunagin 's blog to your weblog]
Links
 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.